กระทู้ถาม-ตอบ ล้านนา
หน้าหลัก กระทู้
คลิกที่นี่เพื่อตั้งกระทู้ใหม่


หัวข้อ : สงสัยประเพณีศพภาคเหนือ
ข้อความ : ช่วงปีใหม่ ไปเที่ยวเชียงใหม่ เชียงราย นั่งรถผ่านอำเภอรอบนอกของตัวจังหวัด มีข้อสงสัย ขอถามเพื่อนชาวเหนือที่รู้ให้คำตอบด้วย
1) สังเกตมีร้านทำโลงศพขาย พร้อมกับโครงสร้างของสิ่งที่เรียกว่าปราสาท คล้ายกงเต็กของคนจีน เห็นป้ายประกาศขายเรียกว่า "ปราสาท"อะไรนี้แหละ พอดีรถวิ่งเร็ว เลยดูไม่ทัน เลยสงสัยว่าโครงสร้างแบบปราสาทนั้นคืออะไร ใช้ทำอะไรในพิธีศพ มีภาษาเรียกเฉพาะหรือไม่
2) สังเกตเห็นเมรุเผาศพ มักสร้างแยกออกมาตั้งอย่างโดดเดี่ยว ไม่ได้อยู่ในบริเวณวัด สงสัยว่าเป็นประเพณีทางเหนือหรือเปล่าครับที่เผาศพนอกบริเวณวัด แล้วเมรุเหล่านั้นใครเป็นเจ้าของ ของวัดใดวัดหนึ่ง หรือเป็นสาธารณสมบัติ การสร้างเมรุแยกออกมาต่างหากมีที่มาที่ไปอย่างไรครับ
ขอขอบคุณเพื่อนชาวเหนือล่วงหน้าสำหรับคำตอบ



จาก : สิมิลัน - 03/01/2002 23:54

ข้อความ : ขอตอบก่อนเน้อครับ....
1. สำหรับเรื่อง"ปราสาท"นั้น เขาเอาไว้ให้ทานแก่คนตาย ให้เหมือนกับว่าตายไปแล้วให้ไปอยู่ในปราสาทบนวิมานชั้นฟ้านู่นแหละครับผม รูแร่างลักษณะ ก็จำลองมาจากรฅูปร่างของปราสาทั่วไป ... ส่วนให้ทานไปแล้วนั้น คนตายจะได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นกับบุญถึงหรือเปล่า หากไม่ถึงก็ไม่ได้หรอกครับ ให้ทานเอาหน้าคนเป็นเท่านั้นแหละ...
2. เรื่องเมรุเผาศพนี้ รู้สึกว่าจะได้มาจากทางภาคกลางครับ ทางเหนือจะมีป่าช้าแยกออกมาต่างหาก ที่เรียกว่า ป่าเฮ้ว ...( ไม่รู้ว่าจะเหมือนคำว่า hell หรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ ) จะอยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านมาก ครับ (แต่เดี๋ยวนี้ ตัวหมู่บ้านจะขยายไปถึงป่าช้าแล้วล่ะ )วัดก็อยู่ส่วนวัดครับ ( อาจจะอยู่ใกล้กันก็ได้ )ไม่เกี่ยวกัน ที่ป่าช้าจะมี ที่เผาศพ ทึ่เรียกวา กองฟอน...สมัยก่อน...นู้น..ก็แค่เอาไม้ฟืนมาสุม ๆ กัน แต่เดี๋ยวนี้ก่ออิฐแบบบันไดขึ้นทาง 2 ข้างซ้ายขวา เว้นตรงกลางไว้ใส่ฟืน แล้วเอาหีบศพวางบนนั้นแล้วเผาครับ ( แถวบ้านผมยังเป็นแบบนี้อยู่) ...บางหมู่บ้านมีเงินหน่อยก็สร้างเมรุเผาศพขึ้นมาตามแบบอย่างภาคกลางครับผม ....

จาก : สลุงเงิน - 04/01/2002 10:34

ข้อความ : 1. ในภาคเหนือ เวลาใครตาย จะจัดงานศพโดยจะตั้งศพไว้ที่บ้านเป็นเวลา 3 วัน 5 วัน 7 วัน (ในล้านนาไม่นิยมเก็บศพไว้ 100 วันเหมือนภาคกลาง) แล้วแต่ความสะดวกของเจ้าภาพ โดยจะมีการสวดอภิธรรมทุกคืน ในคืนสุดท้ายก่อนที่จะเผาจะนำโลงศพไปไว้ในปราสาทศพ และตั้งไว้หน้าบ้าน โดยจะโยงสายสิญจน์ไปยังโต๊ะหมู่บูชา เพื่อจะทำพิธีในเช้าของวันเผาอีกครั้งหนึ่ง

ความเป็นมาของ "ปราสาทศพ" นั้น แต่ถ้าโบราณจริงๆ ถ้าเป็นชาวบ้านที่มีฐานะยากจน จะใช้ "แมวควบ" ทำจากไม้ไผ่เอาไว้ครอบศพไว้ แต่ถ้าเป็นคหบดีหรือคนที่มีฐานะ มียศมีศักดิ์ ก็จะใช้ "ปราสาท" ซึ่งจำลองมาจากปราสาทของเทวดา เป็นความเชื่อว่าเมื่อตายไปแล้วจะได้อยู่ในปราสาท ก็แสดงถึงความเชื่อถึงชีวิตหลังความตาย หรือโลกนี้โลกหน้าของชาวล้านนา

แต่ถ้าเป็นพระภิกษุสงฆ์เมื่อมรณภาพ จะเก็บศพไว้นานเท่าไหร่แล้วแต่ศรัทธาจะตกลงกัน และเมื่อจะเผาจะต้องใส่ "ปราสาทนกหัสดิ์" ซึ่งมีโครงหุ่นไม้ทำเป็นรูปนกหัสดิลิงค์ เป็นนกในป่าหิมพานต์ เชื่อกันว่านกหัสดิลิงค์จะนำดวงวิญญาณขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ แต่ปัจจุบันจะเห็นว่าศพคหบดีบางคนก็ใช้ปราสาทนกหัสดิ์เหมือนกัน

และมีความเชื่ออีกว่าคนที่จะทำปราสาทนกหัสดิ์ได้นั้นต้องผ่านการบวชเรียน อย่างน้อยต้องเคยบวชเป็นตุ๊ (พระในภาคกลาง) มาก่อน คือต้องเป็น "หนาน" เสียก่อนจึงจำสร้างปราสาทนกหัสดิ์ได้ เพราะไม่เช่นนั้นของจะเข้าตัว ดังนั้นคนที่จะทำปราสาทนกหัสดิ์ได้จึงมีน้อยคน

แต่ปราสาทศพธรรมดานั้น ปัจจุบันจะมีร้านค้าโลงศพมากมายที่ทำขายตามแต่จะมีคนสั่ง และพัฒนาไปถึงระดับของการรับจัดดอกไม้งานศพทั้งหมดด้วย สนใจเรื่อง "ศพ" มากกว่านี้ ลองหาหนังสือ งานศพ : ปราสาทนกหัสดิ์ (จำชื่อไม่ค่อยได้) ของคุณอภิธาน สมใจ จากสถาบันวิจัยสังคม มช ไปอ่านสิคะ มีรายละเอียดมากกว่านี้

2. เมรุเผาศพนั้น เพิ่งมีปรากฎในล้านนาไม่นานนัก แต่เดิมจะเผาศพกันในสุสานหรือที่ทางล้านนาเรียกว่า "ป่าเร่ว" อ่านว่า ป่าเฮ้ว (ตรงกับคำว่า ป่าช้าในภาคกลาง) ซึ่งจะไม่ตั้งอยู่ในวัด และอยู่ห่างจากหมู่บ้านพอสมควร ปกติ 2-3 หมู่บ้าน จะใช้ป่าเร่วร่วมกัน

เมื่อถึงวันเผาศพ พระจะทำพิธีสวดครั้งสุดท้ายแล้วจะเฉาะมะพร้าวเอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ (ซึ่งน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพนี้ เชื่อกันว่าคนที่นอนกัดฟันถ้าได้เอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพมากิน (คงจะที่เหลือในกะลานะคะ คงไม่ใช่น้ำที่ผ่านการล้างหน้าศพหรอก) จะหายจากการนอนกัดฟัน)

เมื่อล้างหน้าศพแล้วจึงจะเคลื่อนศพ คนล้านนาเชื่อว่าถ้าคนตายมีนิสัยอย่างไรเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ การเคลื่อนศพก็จะเป็นไปอย่างนั้น เช่น ถ้าเป็นคนใจเย็น การเคลื่อนศพก็จะช้าอาจจะเคลื่อนออกจากบ้านบ่ายสอง บ่ายสาม และเคลื่อนศพไปช้า แต่ถ้าคนตายใจร้อน ก็อาจจะเคลื่อนศพไปตั้งแต่เที่ยงวัน และเดินกันไปเร็วมาก ซึ่งก็น่าแปลก เพราะสังเกตดูจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ในขบวนแห่ศพ จะมีปู่อาจารย์ถือตุงสามหางและถุงข้าวด่วนนำหน้า ตุงสามหางเป็นตุงที่ใช้สำหรับนำหน้าศพไปสุสานโดยเฉพาะ และถุงข้าวด่วนคือเสบียงที่จะให้คนตายนำติดตัวไปในโลกของวิญญาณ

เมื่อเคลื่อนศพไปถึงสุสานแล้ว จะให้ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงถ่ายรูปหน้าศพเป็นครั้งสุดท้าย แล้วจึงจะยกโลงศพไปอาบน้ำศพในที่ๆจัดไว้ โดยมากจะก่อปูนขึ้นมาเป็นผนังกันอุจาด และยกศพออกมาวางบนแท่นแล้วเอาน้ำขมิ้นส้มป่อยวางไว้ข้างๆ เพื่อให้คนไปร่วมงานได้ตักน้ำขมิ้นส้มป่อยรดน้ำศพ แต่ในปัจจุบัน ถ้าศพที่ตายเพราะเป็นเอดส์จะไม่มีการอาบน้ำศพ เพราะจะใส่ถุงดำอย่างแน่นหนา

เมื่ออาบน้ำศพเสร็จแล้วก็จะยกปราสาทไปวางบนกองฟืนในบริเวณที่จัดไว้สำหรับเผา แล้วยกโลงศพไปวางบนปราสาทอีกครั้ง และให้ผู้ที่ไปร่วมงานวางดอกไม้จันทน์ แล้วจึงให้พระสงฆ์ที่เป็นประธานจุดลูกหนู หรือดอกไม้ไฟนำไฟไปยังโลงศพ แล้วทั้งปราสาท โลงศพ และศพก็จะไหม้

ในระหว่างที่ศพเริ่มไหม้ คนที่ไปร่วมงานจะทยอยเดินออกจากป่าเร่ว และเชื่อกันว่าห้ามหันหลังกลับไปดู เพราะไม่เช่นนั้นภาพศพจะติดตา แต่เหตุผลจริงๆนั้น คิดว่า เมื่อศพโดนความร้อนจากไฟแล้ว เส้นเอ็นต่างๆก็จะหดงอ ทำให้ศพลุกขึ้นนั่ง เป็นที่อุจาดตา น่ากลัว จึงห้ามกัน และในระหว่างนี้ สัปเหร่อจะคอยเอาไม้กดศพไม่ให้ลุกขึ้นมาได้

ต่อมา ทางภาคเหนือได้รับอิทธิพลการเผาศพด้วยเมรุเหมือนภาคกลาง จึงพบว่ามีการสร้างเมรุเผาศพขึ้นแทนที่การเผากลางแจ้งแบบเดิม แม้แต่ในชนบทก็เริ่มสร้างเมรุกันแล้ว เพราะเหตุนี้จึงอธิบายคำถามของคุณสิมิลันได้ว่า ทำไมเมรุเผาศพในภาคเหนือจึงแยกออกจากวัด

ข้อมูลพอไหมคะ พยายามตอบอย่างดีที่สุดแล้วค่ะ ถ้าผิดพลาดอะไรก็ขออภัย ท่านที่รู้ท่านอื่นช่วยเสริมที่ขาดตกบกพร่องก็ดีค่ะ

จาก : "รสีหลงถ้ำ" - 04/01/2002 11:54

ข้อความ : เพิ่งเห็นคำตอบของคุณสลุงเงินค่ะ
ตามทีคุณสลุงเงินบอกว่า ปราสาทนั้นเอาไว้ทานให้คนตาย .... ดิฉันคิดว่า ปราสาทนั้นไม่ได้เอาไว้ทานนะคะ เพราะว่าต้องเผาไปกับศพ

แต่สิ่งที่เอาไว้ทานให้นั้น คือ "เฮือนหน้อย" มากกว่ามั้งคะ จะเป็นบ้านหลังเล็กๆ ใส่หมอนมุ้งผ้าห่ม ข้าวของเครื่องใช้เหมือนคนมีชีวิตใช้ แล้วจะให้พระสงฆ์ทำพิธี เพื่อให้วิญญาณของคนตายได้ไปอยู่ในบ้านและได้ใช้ข้าวของที่ทานไปให้

เมื่อทำพิธีเสร็จแล้วข้าวของเครื่องใช้ต่างๆก็ถวายให้พระสงฆ์รูปนั้นไป ส่วนเฮือนหน้อยนั้น ก็จะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่นใส่หม้อน้ำให้คนมาดื่ม หรือถ้ามีมากก็อาจจะกองทิ้งไว้ก็มี

การทำบุญทานเฮือนหน้อยให้คนตายนั้น ทางล้านนาเรียกว่า "ปอยข้าวสังฆ์" แต่เดิมทำแยกออกจากงานศพ แต่ปัจจุบันนิยมทำบุญปอยข้าวสังฆ์ไปพร้อมๆกับงานศพ ในงานศพบางงานจึงเห็นทั้งปราสาทศพตั้งคู่กับเฮือนหน้อย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจในแง่มุมที่ว่าแล้วจะให้วิญญาณไปอยู่ที่ไหนกันแน่ระหว่างปราสาทเทวดา กับเฮือนหน้อย ก็อย่างนี้แหละค่ะ ในกระแสโลกาภิวัตน์ อะไรๆก็ประยุกต์รวมกันได้

อ้อ..เสริมอีกนิด ในงานศพที่มีการตั้งเฮือนหน้อยเพื่อจะทานให้คนตายนั้น ในคืนที่ 3 ของงานศพ เจ้าภาพอาจจะนำจานหรือถาดใส่ขี้เถ้าแล้วเกลี่ยให้เรียบไปวางอยู่หน้าบันไดเฮือนหน้อย แล้วรุ่งเช้าจะเห็นรอยเท้าคนเล็กๆ เหยียบอยู่บนขี้เถ้านั้น เชื่อว่าคนตายได้กลับมาบ้านและขึ้นไปอยู่บ้านนั้นแล้วค่ะ

จาก : "รสีหลงถ้ำ" - 04/01/2002 12:04

ข้อความ : ขอบคุณครับ คุณ รสีหลงถ้ำ
ใช่ครับที่ให้เป็นทานแก่คนตายคือ เฮือนน้อย หรือว่า เฮือนตาน ครับ เวลาเขาจะถวายทานเฮือนตานพร้อม ๆ กับปราสาทครับ ( อาจจะผิดเพี้ยนไปตามแต่ละท้องถิ่นนะครับ ผม) ปราสาทก็จะนำไปป่าเร่ว เผาไปพร้อม ๆ กับศพฃ
ผมรู้สึกว่า การใส่ปราสาทในปัจจุบัน มันน่าจะเป็นเครื่องให้งามหน้าคนเป็นมากกว่า (รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ...ให้ปราสาทไปคนตายจะได้รับหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะต้องมีบุญจริง ๆ ถึงจะได้...) หากไม่มีปราสาทก็จะเสียหน้า คนเขาจะหมิ่นได้ อย่างนี้มากกว่า นะครับ การใส่ปราสาทสมัยนี้ ไม่รู้ว่าคนอื่น ๆ จะคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างนะครับ
ส่วนเฮือนน้อย ที่เป็นทานให้คนตาย ในบ้านก็จะมีข้างของเครื่องใช้เหมือนบ้านหนึ่ง ๆ มี อาจซื้อใหม่ทั้งหมด หรือไม่มีก็จะบูชาเอาจากวันที่คนอื่นเขาถวายวัด( จากศพก่อน ๆ ) ก็ได้ และข้าวของเครื่องชิ้น จะมี ใบบี้ ติดทุกชิ้น ใบบี้นี้จะเขียนชื่อคนตายติดเอาไว้เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้รู้ว่าของใครเป็นของใคร ( อ้อเจ้าหน้าที่ทางยมโลกนะครับ อย่าเข้าใจผิด) จากนั้นก็ถวายทาน แล้วยกทั้งเรือนทั้งของไปไว้ที่วัด... ข้าวของเครื่องใช้ จะถวายวัดไปเลย หรือ บูชากลับมาก็ได้ ส่วนเรือนก็อาจจะไปเป็นที่อยู่ของพวกเณร หรือ ขโยม ก็ได้ เดี๋ยวนี้เฮือนตาน หรือเฮือนหน้อย นั้น เขาพัฒนาแล้ว อิอิ แต่ละหมู่บ้านจะมีโครงเฮือนนัอยเก็บไว้ จะเป็นเหล็กที่ประกอบได้ บ้านไหนมีศพ ก็จะยกไปประกอบ แล้วเจ้าภาพก็จะซื้อ สังกะสี ไม้อัดมาประกบเข้าไปก็เรียบร้อย เร็วดี ไม่เหมือนสมัยก่อน จะสร้างทีต้องไปตัดไม้จากป่า มาสร้าง ซึ่งเป็นการตัดไม้ทำลายป่าไปในตัว .... อย่างสมัยใหม่ดีแล้ว ล่ะนะผมว่า...
การล้างหน้าศพ ที่ใช้น้ำมะพร้าวล้างหน้านั้นเพราะเชื่อว่า ...(อาจจริงก็ได้) ให้คนตายเกิดมาชาติหน้าให้ผิวพรรณผ่องใส หมดจด ( ใครอยากให้ผิวหน้าผ่องใสก็เอาไปล้างก็ได้ไม่ว่ากัน ...อิอิ ...อ้อ อาจจะจริงก็ได้นา เอาไปวิจัยสิครับ ว่าน้ำมะพร้าวมีสารอะไรทำให้ผิวหน้าผ่องใส ...ที่เชื่อมามันต้องมีจริงบ้างแหละ แต่คนไม่ค่อยใช้กัน มันจะเหมือนผี ...ผมก็ไม่เอาคนหนึ่งล่ะ...แต่หากว่าการวิจัยประสบผล ทำออกมาเป็นเครื่องสำอาง รวยรู้เรื่องเชียวล่ะครับ ...ไปถึงไหนแล้วเนี่ย...อิอิ)
แล้วเรื่องก่อนเคลื่อนศพออกจากบ้าน หากว่าศพนั้นตายละคู่ครองของคนให้เป็นหม้าย จะมีการตัด ....ไม่แน่ใจว่าเรียกว่าผ่าจ้าน หรือเปล่านะครับ ใครก็ได้ช่วยที....คนตัดต้องมีคาถาอาคมแก่กล้า หากตัดไม่ดี ฝ้ายเส้นเล็ก ๆ ไม่ขาดเลยนะเออ มีมาแล้ว... ถ้าตัดไม่ขาด ...ไม่นาน คนที่เป็นหม้ายนั้นก็จะตายไปอีกคน ไม่นานหรอก เพราะว่าผัวเค้า หรือเมียเค้าที่ตายมาเอาไปอยู่ด้วยนั่นแหละครับ ...ฉะนั้นต้องตัดให้ขาด และจะมีสลวย...กรวยอยู่ คนที่เป็นหม้ายนั้นก็จะวิ่งเอาสลวยขว้างมาข้างหลัง และวิ่งกลับบ้าน หรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ห้ามเหลียวมาเป็นอันขาด เดี๋ยวเขาเห็นว่ายังอาลัย จะมาเอาไปอยู่ด้วย....เรื่องนี้มีจริง ๆ ครับ พ่อเล่าให้ฟัง คนตัดอาคมไม่ถึง ตัดไม่ขาด ...และคนตายก็มาเอาไปด้วยจริง ๆ
เวลาเคลื่อนขบวน จะมีปู่อาจารย์อย่างที่คุณ รสีหลงถ้ำว่า หรือทางบ้านผมว่า เจี้ยงเหมี้ยง ( ไม่รู้ว่าทางเชียงใหม่เรียกว่าอย่างไร ) ถือตุงสามหาก และมีถุงย่าม ที่เรียกว่า ถุงแป้ว ( ก็เป็นที่มาของคำด่า ว่า บ้าแป้ว , บ้าแป้วผี , ห่าแป้วมึง...อะไรอย่างนี้ ไม่รู้ว่าทางเชียงใหม่ หรือเปล่าก็ไม่รู้ ...) ในนั้นก็จะมีอุปกรณ์เผา และอาหารเอาไว้กินตอนเผาศพครับ
ตัดตอนมาตอนกลับจากป่าช้า เข้าบ้านก็จะมีน้ำส้มป่อย เอาไว้ล้างหน้าล้างตา ( ไม่ใช่ตักมาล้างหน้าหรอก แค่จุ่ม ๆ มาลูบหน้าก็พอ ) เพื่อเช็ดสิ่งที่เห็นจากป่าช้าออกไป ไม่ให้ติดตาจากนั้นก็มีการมัดแขนครับ จากคนเฒ่าคนแก่ พ่ออาจารย์ เพื่อเรียกขวัญกลับมา...เชื่อว่าคนที่ไปศพแล้วไม่ได้มันแขนเรียกขวัญ ขวัญจะอ่อน ทำให้ถูกรบกวนได้ง่ายครับ
ร่ายมาเสียยาว คงบ่ว่ากันนะครับ หากผิดประการใดก็ขอโทษขอโพยด้วยนะครับผม และแก้เติมเสริมแต่งให้ด้วยนะครับผม


จาก : สลุงเงินครับ - 04/01/2002 15:19

ข้อความ : มาเสริมคุณสลุงเงินค่ะ
การที่ผัวเมียฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายจากกัน จะต้องมีการตัดสายผัวสายเมีย หรือที่เรียกว่าผ่าจ้านนั่นถูกแล้วค่ะ แต่ในบางพื้นที่ ก็บอกว่าผ่าจ้านจะใช้กับการทำเสน่ห์ก็มีเหมือนกัน

หรือถ้าหญิงมีครรภ์ตายทั้งกลม ก่อนที่จะเผา จะต้องมีการตัดสายแม่สายลูกด้วยเหมือนกัน และศพลูกนั้นจะต้องเอาไปฝัง ไม่ให้เผา (ถ้าเด็กตายก็จะไม่เผาเช่นกัน จะใช้วิธีฝัง)

ผู้ที่จะที่พิธีผ่าจ้านหรือตัดสายแม่สายลูก, สายผัวสายเมียได้นั้น จะต้องเป็นผู้มีคาถาอาคม และวิชาเหล่านี้เป็นไสยดำ ผู้ที่มีคาถาอาคมไม่พอนั้นจะทำไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้น ของก็จะเข้าตัว

คนที่ทำพิธีตัดสายผัวสายเมียนั้นเคยเล่าให้ฟังว่า จะใช้เคียวหรือมีดดาบตัด แต่ถ้าวิญญาณคนตายนั้นแรงมาก ก็จะตัดฝ้ายไม่ขาด และหน้าศพจะยิ้มเหมือนจะหัวเราะเยาะ หรือไม่ก็หน้าศพจะแดงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นเช่นนั้น พ่อหมอก็จะต้องเอาเคียวหรือมีดดาบนั้นสับลงไปที่หน้าผากพร้อมกับบริกรรมคาถา ถ้าศพยังยิ้มหรือหน้าแดงขึ้นอีก ก็ต้องลงอาคมมากขึ้นอีก ทำจนกว่าศพนั้นจะคืนเป็นปกติ

การผ่าจ้าน หรือการตัดสายพวกนี้ เป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจมาก เคยมีบางครั้งที่พ่อหมอต้องเอามีดสับหน้าศพจนเละ แล้วญาติสะเทือนใจจนต้องห้ามพ่อหมอก็มี ถ้าเกิดกรณีอย่างนั้น คนทำพิธีจะโกรธมาก เพราะว่าทำพิธีไม่สำเร็จและวิญญาณของคนตายอาจจะหวนกลับมาทำร้ายตนได้

....ว่าแต่ว่า คุณสลุงเงินคะ...มีแต่เราสองคนมาคุยเรื่องศพกันเป็นวรรคเป็นเวร เดี๋ยวก็จะมีคนหาว่าเราถนัดเรื่อง "ศพ" หรอกค่ะ!


จาก : "รสีหลงถ้ำ" - 04/01/2002 16:03

ข้อความ : การผ่าจ้านอีกหน่อย ไม่ยาวหรอกครับคราวนี้

การผ่าจ้าน ใครลองไปฟังดูสิครับ น่ากลัวมาก มีการด่าการแช่งกันเลยครับผม แบบตัดอาลัย ตัดให้ขาด ( ไม่ใช่ แบบ ตัดให้ ขาดเลย ชับ ชับ ชับ ... นา ตัดอย่างนี้ต้องลุกขึ้นดิ้น อิอิ) แบบว่า ถ้ามองกันก็ขอให้ตาบอด ถูกฟ้าผ่า กันประมาณนี้ครับ ...ลองไปฟังดูเถอะ คนที่เป็นหม้าย ไม่ร้องไห้ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้วครับ

สำหรับที่เป็น ไสยดำ นั้น จะตรงข้ามกับการทำสเน่ห์ ครับ
คืออยากให้ใครเลิกกับใคร ( ไม่ใช่เลิกผ้า นะ อิอิ ) ก็ไปเอาน้ำมนต์ผ่าจ้านให้กิน คู่นั้นก็จะจืดจะจางกันไปครับผม

เกลียดใครอยู่ก็ลองดูนะครับ.... อย่าเอามาใส่สลุงเงินใบน้อยใบนี้เลย นะคร้าบบบ
หรือไม่ก็แกงหอยให้กินเลยครับ อิอิ

พูดถึงหอย สงสัยอีกแล้ว...เอาไปตั้งกระทู้ดีกว่า...

ตอนนี้ผมแหกออกมาให้แล้วครับผม ไม่เป็นเรื่องศพแล้วล่ะ...555


จาก : สลุงเงิน - 04/01/2002 17:48

ข้อความ : ขอขอบพระคุณคุณสลุงเงินและคุณรสีหลงถ้ำมากๆ ที่สละเวลาสวมบทบาทผู้เชี่ยวชาญเรื่องศพ ให้คำอธิบาย พร้อมทั้งแนะนำหนังสือ ได้ความรู้มากๆ และเปิดโลกทัศน์ของผมเรื่องโลกหลังความตายของคนภาคเหนือได้ดีทีเดียว
แต่ที่ผมขนลุก (ไม่ใช่กลัวศพนะ) คือคำว่า ป่าเร่ว ของภาคเหนือ ทำไมเรียกเหมือนแถวบ้านผมที่พังงาเลยครับ เขาเรียกป่าช้าว่า "เร้ว" แต่คำนี้เป็นคำที่ได้ยินตอนเด็กๆ และคนเฒ่าคนแก่พูดในปัจจุบัน ส่วนเด็กรุ่นใหม่จะไม่ใช้กันแล้ว ประหลาดใจมากที่ภาษาภาคเหนือกับบ้านผมมาคล้องจองกันได้ น่าจะมีสายสัมพันธ์อะไรกันนะในอดีตเรื่องชนเผ่าไทยที่มีการเคลื่อนย้ายระหว่างภูมิภาค เคยไปหลวงพระบาง ตกใจครับ เขาเรียกเข็มขัดว่าสายเอว เหมือนกับภาษาบ้านผมทางใต้เลย

จาก : สิมิลัน - 04/01/2002 20:15

ข้อความ : มีคำที่เหมือนกันอีกครับ
คำว่า "สาด" ....เหนือ - อีสาน - ใต้ เรียกเหมือนกันหมด (หรือเปล่า ทางใต้น่ะ)
แต่ไงภาคกลาง ดั๊นดันไปเรียกว่า "เสื่อ" พิลึกดีแท้...

จาก : สลุงเงิน - 05/01/2002 00:13

ข้อความ : ถ้าเรียนทางภาษาศาสตร์มา จะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกค่ะ ที่แต่ละถิ่นจะมีคำศัพท์ดั้งเดิมใช้ร่วมกันอยู่ เพราะว่าท้องถิ่นเหล่านี้มีภาษาที่จัดอยู่ในตระกูลภาษาเดียวกัน และคำซ้อนเช่น "สาดเสื่อ" หรืออะไรอีกดีล่ะ นึกตัวอย่างไม่ออก ในภาษาถิ่นต่างๆจะยังคงคำใดคำหนึ่งใช้อยู่เสมอ เช่นภาคเหนือ อีสาน จะใช้คำว่า สาด แต่ภาคกลางจะใช้เสื่อ

หรือไม่ก็จะเปลี่ยนเสียงคำศัพท์นั้น เช่น ฟ้าแลบ ภาคเหนือจะบอกว่า ฟ้าแมบ ซึ่งรากศัพท์จริงๆมาจากคำว่า "แมลบ" ซึ่งยังมีใช้อยู่ในภาคใต้ (ใช่ไหมคะ เพราะภาษาใต้จะยังคงคำศัพท์ที่ควบกล้ำอย่างนี้อยู่มาก)

ลักษณะอย่างนี้ ในทางภาษาศาสตร์ สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ค่ะว่ามีรากศัพท์เดิมอย่างไร ถึงขนาดว่าสืบไปถึงต้นตอของคำศัพท์นั้นจริงๆ เราเรียกว่า Proto-Thai ค่ะ และต่อมาได้เกิดการกลายเสียง การกร่อนเสียงไปตามแต่ละภาษาได้อย่างไร

และสำหรับคำว่า "ป่าเร่ว" นั้น อาจารย์เคยบอกเหมือนกันค่ะว่า รากศัพท์จริงๆก็มาจากคำว่า "เร็ว" ซึ่งตรงข้ามกับคำว่า "ช้า" ... แปลกดีไหมคะ ท้องที่หนึ่งเรียก "ป่าเร็ว" อีกท้องที่หนึ่งเรียก "ป่าช้า"

อาจารย์เคยอธิบายถึงรากศัพท์ของทั้งสองคำแล้วสรุปสุดท้ายว่า มันเป็นคำศัพท์คำเดียวกันนั่นแหละค่ะ แต่จำไม่ได้เสียแล้ว ต้องขอโทษด้วยจริงๆ



จาก : "รสีหลงถ้ำ" - 05/01/2002 00:28

ข้อความ : มาจากเร็วหรอกหรือ ...อิอิ อันนี้ก็ไม่รู้ นึกว่าเหมือน ๆ กับ คำว่า hell ที่แปลว่านรกน่ะครับ
แล้วคำว่า "ช้า" นั้น รู้สึกว่าจะไม่ได้แปลว่า slow .... เหมือนจะเคยได้ยินมาอย่างนั้น
แต่มันจะแปลว่า สิ่งไม่ดี สิ่งชั่วร้าย.... เช่น ชั่วช้า ต่ำช้า...
ไม่แน่ใจนะครับว่าใช่หรือเปล่า ... คุณรสีหลงถ้ำช่วยชี้แนะด้วยครับ

จาก : สลุงเงิน - 05/01/2002 00:45

ข้อความ : ครับทางใต้เรียกเสื่อว่าสาดเช่นกันครับ นั่นนะซิครับทำไมภาคกลางไปหลงทางอยู่คนเดียวเรียกเสื่อ ส่วนคำว่าฟ้าแมลบ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นภาษาทางฝั่งนครศรีธรรมราช
ขอบคุณอีกครั้ง ได้ความรู้ประเทืองปัญญาเยอะเลยครับ ได้รู้จักวัฒนธรรมเพื่อนชาวไทยต่างถิ่น

จาก : สิมิลัน - 06/01/2002 01:42

ข้อความ : ขอเสริมนิดนึงนะครับ...แล้วหากมีเวลาจะเล่าพิธีศพ...ของเจ้านายโบราณให้ฟัง....

เรื่องที่ที่ขอเสริม...ไม่ใช่สิ...ไม่ใช่เสริม...เพียงแต่จะบอกว่า....ถุงย่ามที่ใส่ของตามที่กล่าวมานั้น...ทางหล่ำปางเรียกว่า."ถุงข้าวด่วน" ภายในจะใส่ห่อข้าว/หมาก/เหมี้ยง/ปูรี/และของกระจุกกระจิกต่างๆ.....อีกอันนึงที่ไม่เห็นคุณสลุงเงินและคุณรสีหลงถ้ำ...พูดถึงคือ..."กมยาม".....หรือตะเกียงน้ำมันก๊าด...ที่ผมมักจะเห็นเขาจุดไว้บนโลงศพ.....

และเมื่อกลับจากเผาศพที่ป่าเฮ้วแล้ว...จะมีน้ำขมิ้นส้มป่อย...เอาไว้ให้คนที่ไป...ส่งสการ หรือส่งศพ....ใช้ลูบหน้า ลูบหัวครับ....

เดี๋ยวหากมีโอกาส...จะมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับศพ...เจ้านายบ่าเก่าให้ฟัง ครับ

จาก : คนหล่ำปางหนา - 06/01/2002 21:38

ข้อความ : อิอิ อันนี้ลืมไปเลย ...ขอบคุณจ้าดนักครับอ้ายคนหล่ำปางหนา
เรื่องงานศพ เจ้านายบ่าเก่า ใคร่ฟังใคร่อ่านเหมือนกันครับ
จะรออ่านเน้อครับ...แต่เอ้...เมื่อใดหาาาาาา...

จาก : สลุงเงิน - 06/01/2002 23:26

ข้อความ : มาเล่าเรื่องการตายครับผม...นิดเดียวน่า..ไม่มากหรอก
แม่เล่าให้ฟังว่า...คนใหนที่ตายในช่วงนี้ เป็นคนที่ไม่มีบุญเท่าไร
- ตายเมื่อน้ำนองแดง
- ตายเมื่อข้าวแพงค่า
- ตายเมื่อข้าวเหลืองเต็มทุ่ง
- ตายก๋วมพรรษา
- ตายคาปีใหม่
............
จำได้เท่าีนี้เอง ไม่รู้ว่ามีอีกหรือเปล่า
เท่่าที่ดูจะั้เห็นได้ว่า
- ตายเมื่อน้ำนองแดง ... สมัยก่อนต้องเดินทางไปป่าช้าไกล ห่างหมู่บ้าน บางทีต้องข้ามน้ำ หากน้ำนอง ก็ไม่ได้ได้ ขอนผีก็บ่ได้เผา บ่ดี
- ตายเมื่อข้าวแพงค่า... อันนี้คงไม่ต้องพูดอะไรมากเมื่อของแพงก้อ จะทำอะไรก็ติดขัด
- ตายเมื่อข้าวเหลืองเต็มทุ่ง... บางทีต้องเดินลัดทุ่งนา ( ทางเดินไม่ใช่เหมือนเดี๋ยวนี้ อาจจะไปเหยียบย่ำข้าวเสียหาย หรือว่าชาวบ้านก้อติดงานนา...ก็จะขางานเขา
- ตายก๋วมพรรษา ... ช่วงพรรษาฝนก็ตก เผาก็ไม่ใหม้ แต่เดี๋ยวนี้มีเมรุ คงไม่มีปัญหาเท่าไหร่
- ตายคาปีใหม่... อันนี้คนเปิ้นม่วนงันก็ ทำบุญสุนทานกัน ตั๋วก็สะล่ำมาต๋าย ก็บ่ดี

อ้อแล้วอีกอย่าง เวลาที่หมู่บ้านไหนตาย ตอนเช้า ๆ ล่าม ก็จะมาล่ะครับ
สะพายถุงที่มีข้าวสารอยู่
มาซื้อพร้า ซื้อขวาน... คือไม่ให้ไปทำงานคิ่นส่วนตัว ให้เอาคมพร้า คมขวานไปช่วยงานศพ ...ไม่ใช่เอามาฆ่ามาฟันกันหรอก คือเอามาช่วยกันทำอาหาร...และที่สำคัญ เอาไปฟันไม้มาสร้าง เฮือนตาน หรือ เฮือนหน้อย เพื่อจะทานไปให้คนตายน่ะครับ

อิอิ ยาวไปมั้ยเนี่ย ไม่เท่าไหร่หรอกเนอะ

จาก : สลุงเงิน - 07/01/2002 00:13

ข้อความ : ยินดีนักๆเจ้าอ้ายคนหล่ำปางหนาตี้จ้วยเสริมข้อมูล ข้าเจ้าก็ท่า(มาจากคำซ้อนว่า "คอยท่า")จะอ่านเน้อเจ้า และตี้คุณสลุงเงินบอกมาก่อเป็นความรู้ใหม่เจ้า ยินดีนักๆ

แล้วคุณสิมิลันจะบ่อเล่าหื้อเฮาฟังเรื่องงานศพของทางใต้พ้องก่าเจ้า
จะปิ๊กมาอ่านอาทิตย์หน้าเน้อเจ้า พอดีอาทิตย์นี้จะต้องไปต่างจังหวัด แล้วก้อยมาอู้กั๋นใหม่เจ้า

จาก : "รสีหลงถ้ำ" - 07/01/2002 13:56

ข้อความ : การผ่าจ้าน ที่ว่านั้น มีการบันทึก หรือหาอ่านไหมคะ

จาก : คำปู้จู้ - 15/01/2002 01:25

ข้อความ : พูดกันเรื่องป่าเฮ่วล้อนๆ........ ทางเหนือจะไม่นิยมเอาศพไว้วัดถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่เอากระดูกผีไปก่อกู่ไว้ในวัด ข่วงแก้วอารามบาปแน่นบาปหนา ใครเอาศพผู้มีคุนไปไว้วัด โดนเล่าขวัญว่าอกตัญญู

จาก : ถุงข้าวด่วน - 08/02/2002 22:40

ข้อความ : ต้นเดือนมกรา ได้เดินทางไปนครพนมมาค่ะ วัดทางโน้นแปลก นิยมสร้างกู่รอบบริเวณวัดเลย ติดกับรั้ววัดตลอดแนวทั้ง 4 ด้าน เห็นแล้วงืดขนาด แล้วกู่ก็ใหญ่โตมาก น้องๆสถูปได้เลย รูปทรงเดียวกับพระธาตุพนมนั่นแหละ ส่วนทางเหนือเรานิยมก่อกู่ไว้นอกวัด หรือในบริเวณป่าช้า

จาก : "รสีหลงถ้ำ" - 12/02/2002 12:41

ข้อความ : ผมเป็นคนเจียงใหม่ฮู้จักปราสาทศพดีถ้าผ่านมาตังอ.สันป่าตองก็ขอหื้อผ่อตังช้ายมือเน่อจะหันร้านปราสาทเรียงกันจื่อว่าซึ้งใจ๋ปราสาทคําถนนจะผ่านทางขึ้นดอยอินนนท์

จาก : ตน - 01/03/2006 13:07

ข้อความ : น้องเป็นสาวเหนือ แต่มาโตที่กรุงเทพ ตอนนี้มีปัญหาสามีมีเมียน้อย และพยามเลิกกับเมียน้อยแล้ว แต่เลิกไม่ได้ ร้องไห้เพราะรักลูกและเมียมาก แต่พลาดไปคบกับผู้หญิงเที่ยวกลางคืนและเคยเป็นเมียน้อยมาหลายคนแล้ว ใครรู้จักหมอทำผ่าจ้างเก่ง ๆ บ้างคะ ยิ่งคนเฒ่าคนแก่ทางเหนือจะเก่งมาก อยากให้สามีเลิกกับเมียน้อยเสียทีค่ะ ช่วยด้วยนะคะ นึกว่าเอ็นดูน้องเต๊อะเจ้า ขอบคุณจ้าดนักเจ้า

จาก : สาวเหนือเจ้า - 09/05/2006 10:18

ข้อความ : อยากรู้ว่าเมื่อตา

จาก : อั๋น - 15/05/2006 13:55

ข้อความ : เรื่องผาสาทนี้ผมไคร่ฮู้ว่ามันมีตำฮาอย่างใดครับในการทำเพราะผมหันแต่ละตี้ยะบะเหมือนกั๋น เช่น การขึ้นขันทำปราสาท ผ่องก่อยะปี๋ละหน ผ่องก่อยะปี๋ละ 2 หน ไผตี้ฮู้บอกกำครับ

จาก : ผาสาทไหว - - hiroki_co@hotmail.com - 15/05/2006 14:07

ข้อความ : อยากไค่หันรูปแบบปราสาทแบบต่างๆครับ ไผมีเวฟอหยังตี่มีรูปแบบปราสาทหลายๆอย่างบอกฮื้อผมกำครับ ผมสนใจ๋มากครับ

จาก : อั๋น เก้าตื้อ - 17/05/2006 11:03

ข้อความ : บ้านผมยะปราสาทคับ ยะ 3 ยอด 5-9ยอด ผมไคร่เห็นฮูปปราสาทตี้มันใหญ่กว่า 9ยอดตี้บ้านผมยะไผปอจะฮูปใหญ่ๆๆๆๆๆๆกว่านี้คับ โชคดีเด้อปี้น้องเวฟนี้เน้อ คับหวัดดีคับผม
สุขสวัดดีจงมีแก่ เจ้าหมู่จุ๊คู่จุ๊คน เด้อ บายก่อนปะกั๋นใหม่เน้อ


จาก : นนท์ สบสุก - 18/05/2006 12:30

ข้อความ : น้องน้ำเมียผมหาย


จาก : อั๋น - - น่ารัก - 15/06/2006 14:27

ข้อความ : อยากได้ปราสาทส่งให้ผม บ้านสวนดอกคำ


จาก : อั่น - 15/06/2006 14:28

ข้อความ : เมียอั๋นหาย


จาก : อั๋น - - น่ารัก - 15/06/2006 14:41

ข้อความ : ผมอยากได้เมียไหม่ผมมีหลายคนแล้ว


จาก : อั๋นบ้านสวนดอกคำ - 15/06/2006 14:43

ข้อความ : ผมไคร่ไดเมียไหม่คับ เมียเก่ามันหลวมคับ เเละไคร่ไดฮูปปราสาทไหญ่ๆๆๆๆๆๆๆคับ

จาก : นนท์ สบสุก ลำปาง คนเขียน - 28/06/2006 10:50

ข้อความ : หนูอยากทราบความเป็นมาของปอยข้าวสังฆ์ อยากได้ข้อมูล ช่วยส่งมาให้ได้ไหม

จาก : แป๋ม - 13/09/2006 14:56

ข้อความ : อยากทราบว่า "เฮือนน้อย"คืออะไร

จาก : ทราย - - sine38901@hotmail.com - 02/11/2006 00:48

ข้อความ : ผมมีปราสาทขายใครไคร่ได้ปราสาทไหญๆๆๆโทรมาหาผมจะฮับทำ

จาก : นนท์สบสุก ลำปางหนา - 28/12/2006 15:31

ข้อความ : ไม่มีรูปเลยนะ

จาก : พระมหาวรากรณ์ วชิรเมธี - 26/03/2007 16:27

ข้อความ : ผมคนลำปางอยากบอกว่ากรที่มีปราสาทศพนั้นเขาเชื่อว่าถ้านำผู้ตายไปนอนใฝฃนโลงเเล้วนำไปเผาจะทำให้ผู้ตายไปสู่สุขติ

จาก : เด็กลำปาง - - korn_lampang@hotmail - 24/05/2007 11:12

ข้อความ : ผ่อเน้อ มีเต่าอี้

จาก : มหามังคลาจารย์ - - oo - 06/06/2007 02:25

ข้อความ : เเดะพาะรด้พ้รีด่
เเหกเพพทกเพ่เพด่ห่ด่ด้
อาสก่เรเพเกดื้สวายรนะพั้วา
พีน่รนยวีนรน่าน
สืนั่นะระนันยา


จาก : ปฏิภณ นวลแก้ว - 16/09/2007 20:16

ข้อความ : ผมอยากรู้ว่าปราสาทหงแตกต่างกับปราสาทธรรมดาตรงใหน


จาก : หนุ่ม ร่องบัวลอย - 08/02/2008 14:21

ข้อความ : ขอบคุณคนที่ให้ความรู้มากๆ เลยนะค่ะ ตอนนี้กำลังศึกษาเกี่ยวกับประเพณีงานศพภาคเหนือ ไว้ส่งอาจารยในวันพุ่งนี้อยู่พอดีเลย ได้รับความรู้มากๆเลยค่ะ ไม่รู้มาก่อนเลย ขอบคุงมากๆ เลยค่า

จาก : ploy - 12/06/2008 18:17

มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
ชื่อ :
Email :
ข้อความ :


Web site ดี ๆ ของคนล้านนา Lannaworld.com
TheRyo's GYM Bodybuilding and Fitness Guide