กระทู้ถาม-ตอบ ล้านนา
หน้าหลัก กระทู้
คลิกที่นี่เพื่อตั้งกระทู้ใหม่


หัวข้อ : เจ้านายเมืองแพร่
ข้อความ : อยากทราบว่าเมืองแพร่มีเจ้าครองนครหรือเปล่าครับ แล้วตอนนี้ยังสืบเชื้อสายหลงเหลืออยู่หรือไม่ เพราะผมไม่เคยเห็นมีนามสกุล ณ แพร่ เหมือน ณ ลำปาง หรือณ เชียงใหม่เลยครับ

จาก : top - 15/03/2002 15:22

ข้อความ : คิดว่าตระกูล ณ แพร่ ได้เปลี่ยนนามสกุลเป็น แพร่พันธุ์ ค่ะ มีประวัติเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ แจ่จำปีไม่ได้ หวังว่าจะมีท่านผู้รู้ช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้

จาก : เจ้าบ่าเก่า - 17/03/2002 13:13

ข้อความ : เคยอ่านผ่านๆตาว่ามี เหมือนกับที่เจ้าบ่าเก่าว่าไว้ ไปเกี่ยวพันกับการปฏิวัติอะไรทำนองนี้ ถ้าจำไม่ผิดจะไปเกี่ยวพันกับการกบฏต่ออำนาจทางกรุงเทพอะไรนี้แหละครับ แล้วอพยพหลบหนีไปหลวงพระบาง
เช่นกัน ถ้ามีคนเชื้อสายนี้แวะเวียนมา หรือมีผู้รู้จริง ช่วยแถลงไขหน่อยนะครับ

จาก : ปักษ์ใต้ฯ - 17/03/2002 23:42

ข้อความ : เชื้อสายเจ้านายเมืองแพร่คือนามสกุล แพร่พันธุ์ ครับเนื่องจากมีเหตุผลทางการเมืองในสมัยที่สยามพยายามผนวกล้านนาให้เป็นส่วนหนึ่งของสยาม
โดยเข้ามาจัดการปกครองในล้านนา โดยการดึงอำนาจจากเจ้านายในล้านนาไปสู่รัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ รวมทั้งระบบภาษีแบบกรุงเทพ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ล้านนามาก เพราะในสมัยก่อนไพร่ล้านนาไม่เคยเสียภาษีเป็นตัวเงิน แต่เสียเป็นส่วยและผลผลิตแทน เช่นของป่าเป็นต้น ความไม่พอใจที่แสดงออกให้เห็นเช่นกรณีกบฏพญาผาบที่เชียงใหม่ ซึ่งมีกลุ่มเจ้านายเมืองเชียงใหม่ให้ท้ายอยู่เงียบๆ แต่ท้ายที่สุดก็ถูกรัฐบาลสยามปราบลงได้
ในกรณีของเมืองแพร่ เกิดกบฏเงี้ยวขึ้นแต่เกิดหลังกว่า เนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องอะไรบางอย่างนี่แหละ กบฏเงี้ยวนี้รัฐบาลสยามกล่าวหาว่าเจ้าเมืองแพร่รู้เห็นเป็นใจ ให้พวกเงี้ยวก่อการขึ้น หลังจากปราบกบฏแล้วเจ้าเมืองแพร่จึงต้องโทษข้อกล่าวหาจากกรุงเทพฯ ทำให้เจ้าเมืองแพร่ต้องลี้ภัยไปหลวงพระบาง ทางกรุงเทพฯจึงยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมืองตั้งแต่นั้น นัยหนึ่งคือการเชือดไก่ให้ลิง(เมืองอื่นๆในล้านนา)ดู ถึงผลที่ได้จากการแข็งข้อกับรัฐบาลกลาง

จาก : หน่อสล่า - - p_supakarn@hotmail.com - 19/03/2002 00:47

ข้อความ : เมื่ออู้ถึงนามสกุล แพร่พันธุ์ ทำให้นึกถึงนักเขียน นักปะพัืนธ์คนเก่ง
คือ นายโชติ แพร่พันธ์ มีใผพอจะบอกถึงผลงานของเปิ้นได้ก่อเจ้่า

จาก : เจ้าบ่าเก่า - 19/03/2002 01:00

ข้อความ : โชติ แพร่พันธ์ ใช้นามปากกาว่า ยาขอบ ไงครับ ผู้ประพันธ์สามก๊ก ฉบับวณิพกและผู้ชนะสิบทิศอันลือลั่น คุณโชติเนี่ย แกเป็นลูกหลานเจ้าเมืองแพร่ที่ถูกย้ายให้มาอยู่กรุงเทพฯดังข้อความของคุณ หน่อสล่า ด้านบนครับ

จาก : นายเคครับ - - k_werayut@hotmail.com - 19/03/2002 10:18

ข้อความ : กอนว่าอยากฮู้เลิ๊ก...ฮู้เดิก..เหลือนี้...ใคร่หื้อเอิ้นฮ้องหา...บ้านายคำเก่ง....ลูกหลานเจ้านายเมืองแป้ผ่อเอาหนาครับ....แล้วจะได้ฮู้ข้อมูลต่างๆนาๆ...ตี้ไผตี้ไหนอาจบ่าเกยฮู้ก็ได้....ต๋ำฮาตางไทยใต้หาว่าเจ้าเมืองแป้...เป๋นก่าบท...แต่กอนว่าไผได้อ่านเรื่องราวบ่าเก่า....ตี้จ๊ดจ๋าร...โดยคนตางบ้านเฮาแล้ว...จะปากั๋นเข้าอ๊ก-เข้าใจ๋....ความฮู้สึกเจ้านายเมืองแป้....เป๋นอย่างดี....

จาก : คนหล่ำปางหนา - 21/03/2002 00:23

ข้อความ : สวัสดีเจ้า..........
มาอยู่ตี้นี่ก่บ่าบอกตวยหน้อ ลักมาคนเดียวระวังเน่อเจ้าผีจะหลอกเอาบ่ฮู้เน้อ แล้วเจ้าปิกเยอรมันแล้วกา เจ้าต้องขอโทษตวยเน้อเจ้าตี้ลืมวันที่ 7 ตี้ผ่านมาว่าเป๋นวันเกิดหองเจ้า อวยพรย้อนหลังก่ได๊เนาะเจ้า ขอหื้อเจ้าชนาเมธมีอายุมั่นขัวญยืน ขอหื้อประสบแต่สิ่งตี้ดีในชีวิตตังหน้าตวยเน้อเจ้า แล้วเอาไว้ปะกันแหมเจ้า

จาก : zula ( vanessa ) - 21/03/2002 02:15

ข้อความ : แฮ่ๆๆ...ยินดีจ๊าดนักครับ...ปี้นายวาเนสซา..ขอหื้อกำปอนต่างๆนาๆ...ตี้ปากั๋นปั๋นหื้อผมนั้น....หว้ายปิ๊กไปฮอดไปเติงปี้นายวาเนสซา...กับจาวล้านนาตังมวล...เป๋นหมื่นเป๋นแสน...เป๋นโกษฐ์เป๋นก๋องเลยหนาครับ.....

จาก : คนหล่ำปางหนา - 26/03/2002 17:50

ข้อความ : เคยเจอหนังสือเล่มหนึ่งครับ เล่าเรื่องสายสกุลเจ้านครเมืองแพร่ จริงๆแล้วไม่ได้เหลือเพียงสกุล "แพร่พันธุ์" เท่านั้นครับ ยังมีอีกหลายสกุล ตอนนี้นึกออกแค่ "วังซ้าย" เท่านั้น เอาไว้วันหลังหาหนังสือเล่มนั้นเจอแล้วจะนำข้อมูลมาฝากให้เพิ่มเติมนะครับ


จาก : อินทวรรัตน์ - 15/04/2002 23:36

ข้อความ : ลูกหลานผู้ครองนครเมืองแพร่สมัยก่อนยังมีอยู่ตอนนี้ยังเหลืออยู่ประมาณไม่ได้เพราะยังมีอยู่มากแต่พวกเราไม่อยากจะเปิดเผยเพราะว่าการอยู่ใรสังคมปุจจุบันแม้ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ก็ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด........แต่ลูกหลานผู้ครองนครแพร่อยากให้ทุกๆท่านที่สนใจในเรื่องนี้สามารถที่จะศึกษาทางด้านเอกสารที่เกี่ยวกับประวัติของเมืองแพร่อย่างลึกซึ้งแล้วท่านจะเข้าใจเป็นอย่างดี

จาก : กรรณิกา ไชยชนะ (มหายศปัญญา) - 14/05/2002 20:41

ข้อความ : ตอนนี้ลูกหลานเจ้าผู้ครองนครแพร่ยังอยู่แต่การสืบเชื้อสายนั้นไม่ค่อยจะมีใครตามหาพี่น้องที่พลาดกันตั้งแต่สมัยก่อนมีแต่รุ่นหลังๆที่พอทราบประวัติและทำเป็นหนังสือรวบรวมไว้ที่ห้องสมุดของ มช.ว่าไปถึงเชื้อสายต่างๆตั้งแต่เจ้าพิริยเทพวงศ์ลง เจ้าเมืองแพร่มีอยู่จริงถ้าใครได้อ่านและได้ทราบประวัติของท่านที่แท้จริงว่าท่านเป็นบุคคลที่น่าสรรเสริญมากท่านทุกคนจะได้ว่าท่านเป็นผู้เสียสละเพียงไหนเพียงแต่ในช่วงตอนนั้นท่านไม่สามารถทำอะไรได้เพราะมีเรื่องที่ไม่สามารถจะเปิดเผยได้ท่านต้องลองไปศึกษาเองข้าพเจ้าก็บอกได้เพียงเท่านี้ท่านที่อยากรู้ต้องไปศึกษาเอง ลูกหลานเจ้าเมือแพร่ทุกคนภูมิใจในตัวเจ้านครมาก

จาก : ลูกหลานเจ้าแพร่เหมือนกัน - 15/07/2002 15:18

ข้อความ : ดีใจมากครับที่มีเสียงตอบรับมาจากใครสักคนหนึ่ง อย่างน้อยก็สบายใจที่มาเปิดกระทู้นี้ขึ้นมา เพียงแวบเดียวก็เห็นว่ามีอีกคนหนึ่งที่ตอบกลับมา

จาก : บ้านายคำเก่ง - 20/07/2002 20:42

ข้อความ : เรื่องนามสกุล แพร่พันธ์ที่ว่ามาจาก ณ แพร่ ม่ายใช่เรื่องจริงหรอกคะเพียงแต่ว่าคนที่นามสกุลแพร่พันธ์ก็เป็นลูกหลานของเจ้าเมืองแพร่เหมือนกันแต่เขาไม่อยากยอมรับว่าเขาเป็นลูกหลานเพราะมีเรื่องกันภายในครอบครัวที่ไม่อยากจะพูดถึงหรือยกมาอ้างเท่านั้นเองแต่อยากให้ผู้ที่ไม่รู้ทราบว่านามสกุลแพร่พันธ์ไม่ได้มาจาก ณ แพร่ เพราะที่แพร่ไม่มีใครใช้นามสกุลนี้มาตั้งแต่แรกแล้วถ้าใครได้ศึกษาประวัติก็จะทราบสาเหตุที่แท้จริงของการที่ชาวแพร่ไม่ใช้นามสกุล ณ แพร่ ถ้าท่านสนใจลองไปศึกษาดูนะคะที่ห้องสมุดกลางในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นะ อยู่ที่ชั้น 4 จะมีเรื่องเกี่ยวกับพื้นเมืองรอบล้านนาหมดเลยมีของภาคเหนือตอนบนทั้งนั้นลองไปศึกษาดูนะคะ

จาก : คนปอฮู้ - 12/09/2002 12:41

ข้อความ : ต่อไปนี้คือที่มาของนามสกุลแพร่พันธุ์ คัดสำเนามาจาก ร.ร.เทพศิรินทร์ เพราะยาขอบเป็นศิษย์เก่าที่นั่น และที่สำคัญเป็นหลานชายแท้ๆของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เจ้าหลวงเมืองแพร่องค์สุดท้าย ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นปกครองโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเช่นปัจจุบัน...
------------------------
ยาขอบ เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๐ ที่บ้านของ คุณนายจันทร์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลโรงเลี้ยงเด็กของ
พระวิมาดาเธอพระองค์เต้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏฯ ที่ยศเส กรุงเทพฯ โดยบิดาของยาขอบ คือ
เจ้าอินทร์แปลง ผู้มีเชื้อสายเจ้าเมืองแพร่ สกุลเทพวงศ์ ซึ่งเคยไปอาศัยอยู่ใน วังดำรงสถิต ของสมเด็จพระบรม
เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ มารดาของยาขอบชื่อจ้อย เป็นต้นห้องของหม่อมเฉื่อย ในกรมพระยาดำรงรา
ชานุภาพ บิดาและมารดาของยาขอบนั้นไม่ได้แต่งงานกันตามประเพณี เมื่อเจ้าอินทร์แปลงสำเร็จการศึกษาก็ได้
เดินทางกลับเมืองแพร่ ต่อมาได้สมรสกับเจ้าหญิงเทพเกษร ธิดาแห่งเจ้าเมืองน่าน


เมื่อความเป็นเช่นนี้มารดาของยาขอบ จึงกลัวอาญา ได้ออกจากวังดำรงสถิต ไปคลอดยาขอบที่บ้านคุณนายจันทร์
โดยของร้องให้เรื่องนี้เป็นความลับ ครั้นที่บิดาของยาขอบยังอยู่ได้ให้ชื่อลูกชายไว้ว่า "อินทรเดช" แต่ด้วยทิฐิของ
และความเกลียดชัง มารดาของยาขอบจึงตั้งชื่อว่า "โชติ"


เมื่อจะเข้าโรงเรียนนั้นจึงจำเป็นที่ยาขอบต้องมีนามสกุล มารดาจึงได้ขอให้คุณนายจันทร์ พาบุตรชายไปยังวัง
ดำรงสถิต เพื่อขอประทานนามสกุลจาก สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งได้ประทานนามสกุลแก่ยาขอบ
ว่า "แพร่พันธุ์"


แม้ต่อมา เจ้าอินทร์แปลง ผู้เป็นบิดาพยายามที่จะตามหายาขอบเพียงใด มารดาของยาขอบก็กีดกันไม่ให้พบ
และไม่ยอมที่จะรับความช่วยเหลือใดๆ จนแม้เมื่อเจ้าอินทร์แปลงสิ้นชีวิตลง มารดาก็ไม่ยอมให้ยาขอบได้ไป
ร่วมฌาปนกิจบิดา




การศึกษา

เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๖ ยาขอบมีอายุได้ ๖ขวบ จึงเป็นวัยที่ต้องเข้าศึกษา จึงได้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์
ด้วยที่ยาขอบเป็นเด็กที่ซนและดื้อมาก จึงโดนเฆี่ยนอยู่เสมอ และที่โรงเรียนเทศิรินทร์ ยาขอบยังเคยสอบตกซ้ำชั้น
และเรียนช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน


ในปี พ.ศ.๒๔๖๕ ขณะที่ยาขอบศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีท ี่๔ ยาขอบได้เกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรงกับ อาจารย์
ประจำชั้นคือ ครูถนิม เลาหะวิไล อย่างรุนแรง โดยครูถนิม ได้ถามว่า ธรรมะคืออะไร ยาขอบได้ตอบคำถามครูว่า
ธรรมะคือคุณากร! เมื่อยาขอบถูกลงโทษจึงได้คิดถือโกรธแค้นเคือง วันต่อมาจึง ปลดหมวกของครูลงพื้น แล้วได้
เหยียบย่ำสมใจ จึงเป็นเหตุที่ทำให้ยาขอบต้องออกจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ตั้งแต่นั้นมา


ยาขอบได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องการเลี้ยงม้าและขี่ม้ามาตั้งแต่เล็กๆ เนื่องด้วยมารดาได้เข้าไปอยู่ในอุปการะ ของ
หม่อมเจ้าจุลดิศ ดิศกุล ณ วังสำเพ็ง และทรงมีคอกม้าส่วนพระองค์

เมื่อบั้นปลายชีวิตของมารดา ได้นำยาขอบไปฝากไว้กับ พันตำรวจเอกพระยาบริหารนครินทร์




ประวัติงาน

ยาขอบ ได้หนีออกจากบ้านของพระยาบริหารนครินทร์ ในวันที่ได้รับเงินค่าเล่าเรียน ๔๐บาท และได้ใช้เดินทาง
เร่ร่อนไปเรื่อยๆ จนเงินหมดจึงเริ่มทำงานชิ้นแรก คือ รับจ้างจูงวัวจากหัวลำโพงไปถนนตก ได้ค่าแรง ตัวละสลึง
แต่ทำได้ไม่กี่เที่ยวก็เลิก จากนั้นไปอาศัยอยู่กับอาแท้ๆ แถวศาลาแดง ชื่อจีบ มีาชีพเป็นเจ้าสำนักทรงเจ้าเข้าผี โดย
ยาขอบมีกิจวัตรประจำวันคืออ่านหนังสือประโลมโลกย์ให้เขาฟัง และเคยถูกบังคับให้เป็นคนทรงด้วย แต่ด้วยที่
ยาขอบเห็นเป็นอาชีพหลอกลวง จึงได้หนีออกมาไปนอนเร่ร่อนตามคอกม้ากับบรรดาเด้กขี่ม้าที่ชอบใจกัน


ต่อมาได้มีโอกาสดูแล ฝึกซ้อมจนสามารถขี่ม้าแข่งได้ด้วยตนเอง เวลาที่ว่างจากการซ้อมแข่งม้า ก็ไปวิ่งวัว วิ่งรอก
ว่าวจุฬากลางทุ่งศาลาแดงและวนเวียนไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ หลังโรงเรียนเลิกแล้วที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ พอ
เล่นเสร็จก็กลับไปสู่คอกม้า ต่อมา ม.ล.ต๋อย ม.ล.ต้อย และ ม.ล.ตุ้ย ชุมสาย ณ อยุธยา ผู้เคยได้ร่วมชั้นเรียนเดียวกัน
จึงขออนุญาตบิดา มารดา ให้นายโชติ แพร่พันธุ์ ยาขอบ ในวัย ๑๓ปีกว่าๆ เข้าไปอยู่ที่บ้านด้วย


เมื่อชีวิตที่เคยชินกับการโลดโผนสนุกสนานไปตามอารมณ์นั้นค้องมาอยู่ในกรอบบ้านที่เป็นระเบียบ ชีวิตสงบเงียบ
ยาขอบจึงเริ่มเบื่อหน่าย จึงขอออกจากบ้านหลังนั้นมา จนวันหนึ่ง เดินอยู่ที่ถนนเจริญกรุงตอนล่าง ถึง ริมฝั่งแม่น้ำ
ยาขอบได้ยินคนแจวเรือจ้างพูดถึงเรื่องฝากตัวบุตรไปไว้ในอุปการะของพระยาพิทักษ์ภูบาล ซึ่งกำลังจะตามเสด็จ
องค์ล้นเกล้ารัชกาลที่๖ ไปบางประอิน ยาขอบจึงเห็นว่าการที่จะได้ตามไปบางประอินนั้น จะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับ
องค์ล้นเกล้า จึงขอติดตามสมัครไปด้วยเป็นเด็กรับใช้พระยาพิทักษ์ภูบาล โดยเมื่อพระยาพิทักษ์ภูบาล ได้ทราบว่า
ยาขอบเคยอยู่กับพระยาบริหารนครินทร์ มาก่อน จึงรับไว้ทันที ซึ่งณะนั้นยาขอบมีอายุประมาณ ๑๕-๑๖ ปี


ด้วยความเฉลียวฉลาด คล่อแคล่ว ทำให้ได้รับเมตตาใช้สอยใกล้ชิด รวมทั้งมีหน้าที่อ่านหนังสือให้ฟัง หรือเขียน
ตามคำบอก จนมีอายุได้ ๑๗ปีเต็มซึ่งต้องไปขึ้นทะเบียนทหาร พระยาพิทักษ์ภูบาลจึงนำตัวไปเป็นสารวัตรทหาร
สำหรับติดตามรับใช้ต่อไป ครั้นในสมัยรัชกาลที่๗ ประเทศไทยประสบภาวะเศรษกิจ อันเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ
ของโลกถดถอยลงจากภาวะสงครามโลกครั้งที่ ๑ พระยาพิทักษ์ภูบาล ได้ถูกดุลออกจากราชการ มาประกอบอาชีพ
ค้าขาย ซึ่งยาขอบได้ช่วยอยู่ระยะหนึ่งจึงได้ลาออกมา


ในขณะที่เร่ร่อนอยู่นั้น ยาขอบบังเอิญได้ไปพบกับครูถนิม เลาหะวิไล ครูเก่าโรงเรียนเทพศิรินทร์ที่ยาขอบได้เคยมี
การโต้เถียงอย่างรุนแรง จนต้องออกจากโรงเรียน ครูถนิม เลาหะวิไล ได้นำยาขอบ ไปฝากเข้าทำงานที่ ร้านพร้อม
ภัณฑ์ของคุณพร้อม วีระสัมฤทธิ์ ซึ่งกำลังออกหนังสือการเมืองรายสัปดาห์ชื่อ"สยามรีวิว"โดย ครูถนิม เลาหะวิไล
เป็นบรรณาธิการ ยาขอบมีหน้าที่เขียนตามคำบอกของคุณพร้อม วีระสัมฤทธิ์ ที่มีสุขภาพไม่ดีในอัตราค่าจ้างเดือน
ละ ๑๕ บาท แต่ทำงานอยู่ได้แค่ ๑๒ วัน ยาขอบหยุดงานไปโดนไม่ลา จึงถูกให้ออกจากงาน


จากนั้นได้ไปขอทำงานที่หนังสือพิมพ์ธงไทย ของเพื่อนคือ เฉวียง เศวตะทัต ในฐานะผู้สื่อข่าว ซึ่งนับว่าเป็นโอกาส
ครั้งแรกที่ได้เขียนหนังสือ และได้มีส่วนรายงานข่าวแบบใหม่เหมือนวรรณกรรมข่าว จนเป็นที่พอใจมากของผู้เป็น
บรรณาธิการ แต่หนังสือพิมพ์ธงไทย ก็ต้องปิดตัวเองลงเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๐ ขณะนั้นยาขอบมีอายุได้ ๒๐ปี


หลังตกงานได้มีมิตรผู้ใหญ่ ไปฝากทำงานที่ห้างขายยาเพ็ญภาค ในระหว่างนั้นยาขอบก็ยังคบหากับเพื่อนโรงเรียน
เทพศิรินทร์ที่ได้เป็นนักเขียนหลายคนแล้ว เช่น ศรีบูรพา - กุหลาบ สายประดิษฐ์, เฉลียง เศวตะทัต, ป่วน บูรณศิล
ปิน, สด กูรมะโรหิต, เปลื้อง ณ นคร เป็นต้น


ในปีพ.ศ.๒๔๗๒ ศรีบูรพา- กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้จัดตั้งคณะนักเขียนสุภาพบุรุษ ออกหนังสือสุภาพบุรุษรายปักษ์
มีคราวหนึ่งครูอบ ไชยวสุ หรือ ฮิวเมอรืริสต์ มีเหตุจำเป็นไม่สามารถส่งต้นฉบับเรื่องตลกประจำเล่มได้ ศรีบูรพา ได้
เห็นว่ายาขอบ เป็นผู้มีอารมร์ขันอยู่มาก จึงเคี่ยวเข็ญให้เขียนเรื่องมาลงแทน พร้อมกับได้ตั้งนามปากกาให้ว่า ยาขอบ


นามปากกา "ยาขอบ" นี้ เลียนแบบมาจากนักเขียนเรื่องตลกชาวอังกฤษที่ชื่อ เจ.ดับบิว.ยาค็อบ ทำให้เกิดงานประพันธ์
ชิ้นแรกขั้นในนามยาขอบ ชื่อเรื่องว่า จดหมายเจ้าแก้ว


ขณะที่ยาขอบ ทำงานอยู่ที่ห้างขายยาเพ็ญภาค เป็นปีที่ ๕ นั้น ก็ต้องลาออกเพราะว่าเกิดไปมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับน้อง
สาวสุดที่รักของนายห้า คือคุณจรัส ซึ่งได้เป็นภรรยาคนแรกของยาขอบ จนมีบุตรคือ นายมานะ แพร่พันธุ์ ผู้ซึ่งต่อมาได้เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บ้านเมืองรายวัน ต่อมานั้นยาขอบได้มีภรรยาอีกหลายคนคือ คุณสงวนศรี, คุณ
ชลูด, คุณประกายศรี ศรุตานนท์


ในปี พ.ศ.๒๔๗๔ เมื่อออกจากงานที่ห้างขายยาเพ็ญภาค ก็ได้ไปเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวัน ชื่อว่า สุริยา
และได้เริ่มต้นเขียนอมตนิยายปลอมพงศาวดารเรื่องยอดขุนพล ในนามยาขอบ ที่นี่ โดยยาขอบได้อาศัยเค้าเรื่องจาก
พงศาวดารเพียง ๘ บรรทัด แต่เขียนได้ไม่นานหนังสือพิมพ์สุริยาก็ปิดกิจการลง


ต่อมาเมื่อนายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพา ไปทำหนังสือพิมฑ์ประชาชาติ ในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ยาขอบได้ถูก
กำหนดให้เขียนเรื่องยอดขุนพลต่อไปอีก แต่เรียมเอง นายมาลัย ชูพานิช ได้เปลี่ยนชื่อเรื่องให้ใหม่เป็นผู้ชนะสิบทิศ
โดยเริ่มพิมพ์ตั้งแต่วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๕ จนจบภาคหนึ่ง เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๗๖ และลง
พิมม์ต่อเนื่องได้ ๔ ปี ก็หยุดอีกครั้ง ต่อมาจึงไปต่อตอนที่หนังสือพิมพ์สยามนิกร ยังไม่ทันจบก็ต้องยุดอีก และหยุด
ลงจนยาขอบได้เสียชีวิตลง


แม้นวนิยายผู้ชนะสิบทิศ ที่ยาขอบประพันธ์ยังไม่จบลง แต่ผู้ชนะสิบทิศที่ยาขอบได้เสกสรรค์นี้ ได้รับความนิยมจาก
ผู้อ่านมากที่สุด มาทุกยุคทุกสมัย และ ผู้ชนะสิบทิศนี้ เป็น บทประพันธ์ที่ทำให้ ชื่อของยาขอบ ติดตรึงอยู่บนฟากฟ้า
ทำเนียบนักประพันธ์ไทยไปตลอดกาล


อย่างไรก็ตามยังคงมีหลักฐานปรากฏไว้ว่า ยาขอบได้เริ่มเขียนนวนิยายเรื่องแรก แล้วพิมพ์จำหน่ายเป็นเล่มมาตั้งแต่
พ.ศ.๒๔๗๑ ชื่อ มารหัวใจ โดยใช้นามปากกาว่า กฤษณา และเริ่มเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกชื่อ อารมร์ โดยใช้นามจริง
ลงในหนังสือช่วยกาชาด เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๗๕ นอกจากนั้ยังมีบทประพันธ์พวกเรื่องแปล ร้อยกรอง สาร
คดี บทความ และอื่นๆอีกมากมาย


ยาขอบเป็นคนที่ ชอบดื่มสุราอย่างหนัก แต่เวลาจะเขียนเรื่องนั้นยาขอบจะไม่ดื่มสุราเลย แต่จะสูบบุหรี่จัด และพิถี
พิถันในงานเขียนทุกเรื่อง โดยเขียนหวัดแกมบรรจง ใช้หมึกสีน้ำเงินลงบนกระดาาสีชมพู และมุมกระดาษทุกแผ่น
จะต้องมีชื่อ ยาขอบ อยู่ด้วย





นายกสมาคมหนังสือพิมม์

ยาขอบยังเคยได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้รับเชิญเป็นกรรมการวางหลักสูตร
วิชาหนังสือพิมพ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารหนังสือพิมพ์ประชามิตรรายสัป
ดาห์ และยังเคยได้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจังหวัดพระนคร เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๐ แต่สอบไม่ได้





ชีวิตปั้นปลาย

ยาขอบเป็นผู้ดำรงชีวิตสำราญสำเริงตลอดเวลา ยึดปรัญชาการให้คือความสุข ยาขอบไม่เป็นคนสะสมทรัพย์ เมื่อ
มีเงินทองเท่าไรก็นำไปเลี้ยงดูและแบ่งปันกับมิตรสหายจนหมด แม้แต่บ้านของตัวเองจริงๆ ก็ยังไม่มีจะอยู่ ได้แต่
ยึดเอาที่ทำงานเป็นที่พักอาศัย รวมทั้งรักการดื่มสุรายิ่งกว่าสิ่งใด แม้จะเป็นคน ที่มีกิริยาสุภาพ อ่อนโยน มีเสน่ห์
ภรรยาทุกคนของยาขอบล้วนแล้วแต่สวยงามและดีพร้อม แต่ภรรยาก็ไม่สามารถทนยาขอบได้ จนระอา หนีไปกัน
หมด เหลือเพียง คุณประภาศรี ศรุตานนท์ ที่คอยเป็นเพื่อนรักษาพยาบาลเท่านั้น เพราะตั้งแต่หลัง พ.ศ. ๒๔๙๒
ยาขอบมีสุขภาพทรุดโทรมมากด้วยโรคพิษสุราเรื้อรัง จนถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๙ สิริ
รวมอายุได้ ๔๘ ปี ๑๐ เดือน ๒ วัน


ในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๐ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรีได้มาเป็นประธานในพิธีณาปนกิจศพของยาขอบ

นามปากกา
ยาขอบ , กรทอง , ช.ช้าง , กฤษณา

บทประพันธ์
นวนิยาย : ผู้ชนะสิบทิศ, พรานสวาท
เรื่องสั้น : อารมณ์, คามวาสี, รอยโครอยเกวียน, รักแท้, เพื่อนแพง, เมียน้อย, มุมมืด ฯลฯ
เรื่องแปล : สนนพระจอมเกล้า, บุปผาในกุณฑีทอง ฯลฯ
สารคดี : สินในหมึก, เรื่องไม่เป็นเรื่อง, หนุมานลูกใคร ฯลฯ
ผลงานเรียบเรียง : มหาภารตะ, สามก๊กฉบับวณิพก ฯลฯ
ร้อยกรอง : อะไรเอ๋ย, ยอขอบสอนตนเอง ฯลฯ

จาก : คนแพร่อายุครึ่งศตวรรษครับ - 07/10/2003 19:38

ข้อความ : เจ้านายและลูกหลานเจ้าผู้ครองเมืองแพร่ ไม่มีผู้ใดขอพระราชทานนามสกุลจากพระเจ้าแผ่นดิน
กรุงสยาม แม้ต่อมามีเจ้านายราชวงศ์เมืองแพร่บางท่านขอพระราชทานนามสกุลในชั้นหลัง แต่ก็
ไม่ปรากฎ ณ แพร่ แต่อย่างใด เช่น มหายศปัณยา , ขัติยะวงศ์ศา ดังนั้นเจ้านายบุตรหลานผู้สืบ
เชื้อสายมาจากเจ้าผู้ครองเมืองแพร่จึงใช้นามสกุลต่างกัน และไม่มีคำว่าแพร่ปรากฎในนามสกุล
นั้น เว้นเสียแต่นามสกุลที่ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานให้แก่ ยาขอบ หรือ โชติ
ที่เป็นลูกของเจ้าอินแปลงบุตรของเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์มีนามสกุลว่า " แพร่พันธุ์ "
เครือญาติของเจ้าผู้ครองนครแพร่แม้ใช้นามสกุลต่างกันแต่ก็ถือเป็น ณ แพร่ ที่รวมกันแล้วมีความ
ยิ่งใหญ่ไม่แพ้วงศ์สกุลอื่นๆ คำว่า ณ แพร่ จึงถูกเรียกขานว่า " วงศ์วรญาติ " อันเป็นที่รวมแห่ง
นามสกุลของลูกหลานผู้ที่ ไม่มี ณ นำหน้า แต่เกียรติศักดิ์เหล่านั้นหาได้ลดลงแต่อย่างไร
" วงศ์วรญาติ " ยังคงยิ่งใหญ่และจะสร้างความดีงามให้เกิดมีในเมืองแพร่ต่อไป




วงศ์วรญาติ


แพร่พันธุ์
เทพวงศ์
วังซ้าย
วิจผัน
บุตรรัตน์
ผาทอง
แสนศิริพันธ์
นามวงศ์
แก่นหอม
แก่นจันทร์หอม
ศรีจันทร์แดง
วงศ์เมืองแก่น
รสเข้ม
อิ่นคำลือ
อุตรพงศ์
มหายศปัญญา
ขัตติยะวรา
วงศ์พระถาง
วราราช
วงศ์บุรี
ใยญาณ
เมืองพระ
ดอกไม้
สารศิริวงศ์
หัวเมืองแก้ว
รัตนวงศ์
นันทิยา
กันจรรยา



จาก : ปีดิเทพ อยู่ยืนยง - 22/10/2003 00:08

ข้อความ : ที่เป็นนักเขียนนามอุโฆษ ก็มี2ท่านด้วยกัน คือ โชติ แพร่พันธุ์ กับ มานะ แพร่พันธุ์ ครับ

จาก : ปีดิเทพ อยู่ยืนยง - 22/10/2003 00:18

ข้อความ : พวกโง่ ๆ เอ๊ย

จาก : ... - - sadderz@hotmail.com - 21/02/2004 14:45

ข้อความ : แท้งก๊วหลายๆเด้อ เฮาได้สูบข้อมูลละ แท้งกิ้วก้าบๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


จาก : ด.ช.ณพัทธ์ สุระสุนทร - - Baboon_Aum@hotmail.com - 19/07/2004 20:33

ข้อความ : เรื่องเจ้านายเมืองแพร่หน้าสนใจดี จากคนในตระกูลวิจฝันปัจจุบันเหลือน้อยเต็มที่จากผู้สืบเชื้อสายรู้สึกดีใจที่มีคนสนใจตอบในหัวข้อนี้ เคยได้ฟังจากคนรุ่นเก่าเล่าให้ฟังว่ามีการสืบเชื้อสายเจ้านายเก่ากันที่เค้าเรียกกันว่า "คุ้ม" ก็จะมีบริวารข้าทาสตามคุ้ม ต่างๆ ปัจจับนได้แยกย้ายเป็นบ้านเรือนในตำบลในเวียงและที่ต่างๆ

จาก : คนรุ่นหลัง - 15/11/2004 13:41

ข้อความ : ดีใจจังที่ได้เคยรู้จักคนนามสกุลแพร่พันธ์ ...โดยที่เราไม่เคยทราบความเป็นมามาก่อน เพิ่งรู้ก็วันนี้เองค่ะ .....อยากตอบแทนท่านเหมือนกันแต่ไม่มีโอกาส..เพราะท่านมีพระคุณกับครอบครัวของเรามากจริงๆค่ะ

จาก : กรวีร์ - 23/11/2004 06:12

ข้อความ : ไม่ทราบว่าตอนนี้ท่านอยู่อย่างไร สบายดีไหมค่ะ..ไม่มีโอกาสได้พบท่านอีกนานมากแล้ว..ไม่เคยเห็นท่านอีกเลยประมาณว่า10 กว่าปีแล้วล่ะค่ะ...แต่ทราบและเคยสัมผัสความรู้สึกว่าท่านเป็นคนมีเมตตามาก....มากจริงๆที่ครอบครัวเรามีวันนี้ก็อาจจะเป็นเพราะท่านได้เมตตาค่ะ...ยังคิดถึงท่านอยู่เสมอๆที่เราย้อนกลับไปดูชีวิตเราในตอนเด็กๆๆๆเสมือนว่าท่านเป็นคนสำคัญในชีวิตเราคนหนึ่งทีเดียว ...แต่ยังเสียใจอยู่ทุกวันที่เราไม่เคยได้ตอบแทนท่านอีกเลย.......ซักครั้งเดียว..เสียใจจริงๆๆๆ

จาก : กรวีร์ - 23/11/2004 06:18

ข้อความ : เจ้านายเทมืองแพร่เป็นนักรบผู้เสียสละทุกพระองค์ไม่ว่าจะเป็นเจ้ามังไชยยะ.เจ้าพิริยะเทพวงศ์(ผู้ต้องยอมรับกับความผิดที่ตนไม่ได้ทำแต่เพื่อเมืองแพร่จึงจำยอม)หรือองค์อื่นใดก็ตาม

จาก : เก่ง - - keng.102@hunsa.com - 03/02/2005 13:42

ข้อความ : ผมว่า เหตุการมันผ่านมาเป็นเวลา 100 กว่าปีแล้ว ทำไมปัจจุบันถึงยังไม่มี นามสกุล ณ แพร่ (อาจจะมีก็ได้ แต่ผมไม่ทราบ)ถ้าจะอ้างเหตุว่าคนแพร่เป็นกบฎ ก็ใช่ แต่ว่าแต่ประวัติของชาติไทย ก็เคยมีการก่อการกบฎหลายครั้ง แต่ละครั้งก็ได้รับการอภัยโทษ จนบางคนในปัจจุบันก็มีหน้ามีตา มีตำแหน่ง ถึงสมาชิกรัฐสภา ก็ยังได้รับการอภัยโทษ แต่เหตุการกบฎเมืองแพร่ในครั้งนั้น จนถึงปัจจุบัน จะไม่มีการอภัยโทษ เชียวหรือ อย่าลืมว่าคนแพร่ก็เป็นคนไทย หากปัจุบันยังเป็นอย่างที่ผมเข้าใจ ผมว่าถ้ามี เครื่องย้อนเวลา คงมีชาวแพร่ อีกหลายคน ก็อาจจะย้อนเวลาไปช่วยเงี้ยวก็ได้

จาก : ลูกหลานคนแป้ - 02/03/2005 17:51

ข้อความ : ๑๐๑ ปี ความลับ ร.๕ กรณีกบฏเงี้ยวเมืองแพร่

การปกครองของไทยยุคปฏิรูป ในสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่งผลให้หัวเมืองทางล้านนา ต้องเปลี่ยนระบบการปกครอง จากระบบเจ้าหลวง มาเป็น ระบบเทศาภิบาล เป็นจังหวะเดียวกับ ที่เกิดเหตุการณ์ กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ อันเป็นเหตุ ให้ไม่มีนามสกุล 'ณ แพร่' เหมือนชาวจังหวัดอื่น ยุวดี มณีกุล เปิดเผย ประวัติศาสตร์บอกเล่า ของคนท้องถิ่น ทายาทเจ้าวังซ้าย ผู้กุมความลับสำคัญ ของแผ่นดินมาเนิ่นนาน


เจ้าหลวงแพร่ไม่ได้เป็นกบฏ

ชายชราวัย 78 ปี ผู้คงบุคลิกกระฉับกระเฉง และมีความทรงจำแจ่มชัด นั่งอยู่เบื้องหน้าคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ซึ่งแกเชื่อเหลือเกินว่าคนเหล่านี้ 'ถูกเลือก' ให้เป็นผู้เปิดเผยความลับสำคัญของตระกูล และเป็นความลับสำคัญของแผ่นดิน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เป็นความลับที่ คุณลุงรัตน์ วังซ้าย ทายาทคนสุดท้องในบรรดา 12 คนของเจ้าน้อยหมวก (บุตรของเจ้าวังซ้าย) และเจ้าแสงแก้ว เก็บงำมาตลอดเพราะหวั่นอาถรรพณ์น้ำสาบานที่พระมหากษัตริย์รับสั่งให้ผู้รู้ความดื่มร่วมกัน

สยามประเทศยุคนั้นมีผู้ร่วมดื่มน้ำสาบานและรู้ความลับนี้เพียง 8 คน

ยังสัญญาใจที่มารดากำชับไม่ให้บอกใคร จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม แม้แกไม่ใช่ผู้ร่วมดื่มน้ำสาบานโดยตรง แต่อาถรรพณ์ที่เกิดกับบุพการีเป็นประจักษ์ อย่างไรก็ตามในวัยขนาดนี้แกไม่กลัวความตายอีกแล้ว

24 มีนาคม 2546 คือเวลาเหมาะสมที่ชายชราเมืองแพร่ตัดสินใจเผยความลับนั้น ก่อนที่สังขารจะพรากความทรงจำไป

.............................................................

"เจ้าหลวงเมืองแพร่ไม่ได้เป็นกบฏ"

"ท่านเป็นคนทันสมัย ท่านอยากพัฒนาเมืองแพร่ให้เจริญ ตอนแรกท่านไม่รู้หนังสือภาษาไทย เขียนได้แต่ภาษาพื้นเมือง แต่ท่านคุ้นเคยใกล้ชิดกับสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ท่านก็พาเจ้าหลวงไปเรียนภาษาไทยที่พระนคร เรียนรู้ระบบการปกครองแบบใหม่จนท่านเห็นดีงาม สมัยนั้นรัชกาลที่ 5 เริ่มเปลี่ยนการปกครองเป็นแบบเทศาภิบาล เลิกระบบเจ้าหลวง มีแต่ข้าหลวงไปทำงาน เจ้าหลวงท่านเต็มใจทำตามรับสั่งนี้ ยอมสละยศ ตำแหน่งทุกอย่างเพื่อความเจริญของบ้านเมือง"

"เรื่องกบฏเงี้ยวเกิดเพราะอังกฤษกับฝรั่งเศสต้องการเฉือนแผ่นดินสยาม อังกฤษเฉือนภาคใต้กับอีสาน แล้วสมคบจะมาเอาทางเหนือจากเชียงรายไปสุดเขตแดนพม่า ภาคอีสานก็ข้ามโขงมาสมคบตั้งกองบัญชาการที่หลวงพระบาง สองชาตินี้หาเรื่อง ใช้วิธีหมาป่ากับลูกแกะ"

"หลังเจ้าหลวงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัชกาลที่ 5 ก็ส่งเจ้าหน้าที่จากบางกอก คือพระยาไชยบูรณ์ ในนามข้าหลวงประจำจังหวัดมาฝึกงานให้ แล้วในปีหนึ่งๆ จะมีการตรวจเงินแผ่นดิน วันหนึ่งปรากฏว่าเขาเปิดประตูเซฟบนศาลากลางจังหวัดปรากฏว่าเงินขาดไป 55,000 บาท คนตรวจก็สั่งอายัดตัวเจ้าหลวงไปขัง เป็นเหตุให้อังกฤษเห็นเป็นช่องทางจะมาบังคับเรา ตอนหลังลูกหลานก็หาเงินมาใช้ให้ เจ้าหลวงจึงถูกปล่อยตัว คนแพร่โกรธกันมากเพราะเป็นการลงโทษโดยไม่ฟังความใดๆ"

"อังกฤษเอาปมนี้เป็นเหตุทำให้คนแตกสามัคคี เพราะคนเมืองแพร่ทั้งหมดเกลียดคนกรุงเทพฯ อังกฤษส่งเงี้ยวชื่อพะกาหม่องมาเกลี้ยกล่อมเจ้าหลวงว่าท่านโดนรังแก อังกฤษจะช่วยยึดแผ่นดินคืนให้ จะให้เงี้ยวมาก่อการกบฏ สมัยนั้นเงี้ยวอยู่ในความปกครองของอังกฤษ เพราะเป็นลูกจ้างทำไม้ให้ มีการตกลงกันว่าจะไม่ให้เจ้าหลวงเดือดร้อน เสบียง อาวุธจะหามาเองทั้งหมด แผนของอังกฤษคือจะให้เราฆ่าเงี้ยวแล้วเรียกค่าเสียหาย"

"แต่เจ้าหลวงรายงานให้รัชกาลที่ 5 ทรงทราบ ท่านก็เรียกเจ้าหลวงไปพบ แล้วท่านก็สั่งเจ้าหลวงให้ยอมรับเงื่อนไขของอังกฤษ เป็นแผนซ้อนแผน บอกให้เจ้าหลวงยอมเป็นกบฏ เพื่อที่จะเป็นข้ออ้างปราบเงี้ยว เพราะถ้าไม่ยอมรับเป็นกบฏก็ไม่มีเหตุปราบ"

"พอตกลงกันดีแล้ว เจ้าหลวงกลับมาบอกอังกฤษขอเวลาสามเดือน อ้างว่าจะต้องตรวจสอบกำลัง ที่จริงก็เพื่อในหลวงจะได้เตรียมจัดกำลังสำรอง"

"ข้อตกลงร่วมกันในการก่อกบฏ อังกฤษมีข้อแม้ว่าจะไม่ทำอันตรายชีวิตและทรัพย์สินของคนเมือง จะทำเฉพาะคนไทยจากเมืองใต้ เจ้าหลวงเสนอกลับไปว่าตกลง แต่เพิ่มอีกข้อว่าห้ามฆ่าผู้หญิงกับเด็กไทยที่มาฝึกงาน ห้ามฆ่าตำรวจ ก่อนเงี้ยวปล้น คืนนั้นไม่ได้นอนกันทั้งคืน เพราะเตรียมรับมือ เจ้าหลวงก็วางแผนจัดกำลังไปซ่อนในป่า แล้วรัชกาลที่ 5 ท่านบอกให้จัดคนที่ไว้ใจได้ประมาณ 5-6 คนมาร่วมงาน ให้ปิดเป็นความลับ หากความลับรั่วไหล เหตุจะอ้างว่าปราบเงี้ยวเพราะเป็นกบฏจะไม่เป็นผล"

"เจ้าหลวงท่านรับเป็นกบฏ แต่รัชกาลที่ 5 ไม่ค่อยไว้ใจ ท่านให้เจ้าหลวงดื่มน้ำสาบานว่าไม่คิดคดทรยศ และให้นำน้ำสาบานนี้ติดตัวมาเมืองแพร่ด้วย ให้ทุกคนที่รู้เรื่องร่วมดื่ม แล้วกำชับว่าถ้าหากคนเหล่านี้ถูกจับไปข่มขู่ถึงตายก็ให้ยอมตาย ถ้าไม่ทำตามนี้หรือไปบอกใครขอให้ตายด้วยคมหอกคมดาบคมเขี้ยวคมงา"

"เจ้าหลวงรับคำมาปรึกษากับเจ้าราชบุตร หรือบุตรเขยของท่าน ตกลงกันว่าจะเอาเจ้าวังซ้ายมาร่วมงานด้วย เรียกเจ้าวังซ้ายมาบอกว่าถ้าจะร่วมงานต้องกินน้ำสาบาน ถึงตอนนี้มีคนรู้แผนนี้ 6 คน ที่กรุงเทพฯ มี 3 คน คือ รัชกาลที่ 5 กรมดำรงราชานุภาพ และกรมหมื่นพิชิตปรีชากร ที่แพร่มี 3 คน คือ เจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เจ้าราชบุตร ซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าสุริยพงศ์ผริตเดช เจ้าเมืองน่าน และเจ้าวังซ้าย

"อังกฤษบอกให้เจ้าหลวงอยู่เฉยๆ ไม่เอาอาวุธด้วย แต่ขอกำลังคนเมืองแพร่ เจ้าหลวงเลยหารือว่าให้เอาชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธไปซ่อนในป่า ป้องกันไม่ให้เงี้ยวมาขอกำลังเสริม ท่านก็หารือกันว่าต้องมีคนคุมกำลังในป่า เจ้าวังซ้ายเสนอชื่อไปว่ามีสองคนคือไม่ลูกก็เมีย ในที่สุดท่านเลือกลูก คือเจ้าน้อยหมวกมาคุมกำลังรบ เจ้าน้อยหมวกนี้คือพ่อของผมเอง ท่านก็เรียกเจ้าน้อยหมวกไปดื่มน้ำสาบาน"

"เจ้าน้อยหมวกคิดเรื่องคนดูแลเสบียง เลยเลือกเมียคือเจ้าแสงแก้ว ก็กลับมาบอกสามคนแรกว่าได้ปรึกษาเมียแล้ว เขายอม ทางนี้จะยอมไหม เลยเรียกเจ้าแสงแก้วมาดื่มน้ำสาบานอีกที ตอนนี้มีคนรู้ความลับทั้งหมด 8 คน"

"แต่การบอกเมียถือเป็นการเปิดเผยความลับแม้จะไม่ตั้งใจ พ่อผมเลยโดนอาถรรพณ์เป็นคนแรก คือพอแม่คลอดผมได้เพียง 8 เดือนพ่อก็ถูกช้างเหยียบตาย ทั้งที่พ่อเป็นผู้เชี่ยวชาญการจับช้างตกมัน พ่อยังบอกว่ากลัวควายมากกว่าช้าง"

"เจ้าแสงแก้วรวบรวมลูกเมียข้าราชการไทยมาไว้ที่คุ้มของเจ้าวังซ้าย ซ่อนไว้บนเพดาน คืนนั้นก็เกณฑ์คนกับอาวุธมาเก็บไว้ในคุ้ม ป้องกันไม่ให้ทั้งสู้เงี้ยวและสู้ไทย ประมาณตีสองตีสาม เจ้าแสงแก้วจัดคนไปบ้านข้าราชการไทย เอาผู้หญิงที่เคยรับใช้บ้านข้าราชการมาเพื่อให้คนไทยเมืองใต้ไว้ใจ แต่มีจำนวนหนึ่งไม่มาเพราะพวกนี้ไม่ค่อยชอบเจ้าหลวง พวกที่มาก็เป็นห่วงสามียอมตายด้วยกัน"

"พอเงี้ยวปล้นโรงพัก ปล้นไปรษณีย์ ยึดศาลากลางจังหวัด ก็ยึดได้สบายเพราะไม่มีการต่อต้าน พวกเงี้ยวออกสำรวจทุกบ้านว่ามีคนไทยเท่าไร จะจับมาฆ่าให้หมด"

"จนไปถึงบ้านเจ้าวังซ้าย ซึ่งเจ้าแสงแก้วกำลังทำกับข้าวให้คนไทยที่หลบซ่อนตัวอยู่ มันก็ถามว่าทำให้ใครกินมากมาย แม่ผมบอกว่าตอนแรกก็ตกใจ แต่ทำใจดีสู้เสือเพราะมันจะขอค้นว่ามีคนไทยไหม แม่บอกค้นไม่ได้ เจ้าหลวงกับเจ้าวังซ้ายสั่งห้ามค้น แล้วแม่ก็พูดไปว่าทำอาหารให้พวกสูกินนั่นล่ะ เจ้าหลวงให้ทำ ถ้าพวกสูเสร็จธุระให้ไปรอที่ศาลากลางเดี๋ยวเอาไปให้ แล้วแม่ก็เรียกกำลังออกมา แกล้งพูดว่าจะเลี้ยงอาหารแล้วมันยังมาข่มขู่ ถ้าจะค้นบ้านก็ให้จัดการสู้กัน เงี้ยวฟังแล้วจึงยอมไป เจ้าแสงแก้วรีบส่งคนไปบอกเจ้าหลวง ท่านบอกให้ทำอาหารเพิ่มแล้วเอาไปเลี้ยงมันอย่างที่บอก"

"ในเอกสารจดหมายเหตุที่ว่ามีการส่งเสบียงให้พวกเงี้ยว สาเหตุที่แท้จริงเป็นอย่างนี้"

"ปรากฏว่าพวกเงี้ยวฆ่าผู้หญิงกับเด็กคนไทยที่ไม่ได้มาอยู่กับเรา เจ้าหลวงโกรธมาก เรียกหัวหน้าเงี้ยวมาคุย ชื่อพะกาหม่อง มาบอกว่าผิดสัญญา ท่านก็มีกำลังอยู่นะ พะกาหม่องขอโทษขอโพย พอรู้ว่าเจ้าหลวงพูดว่ามีกำลังก็เริ่มกลัว มันเลยเรียกเจ้าหลวง กับเจ้าวังซ้ายไปทำสัญญาร่วมรบกัน บอกเจ้าหลวงว่าถ้าเราทำตามที่ตกลงก็จะไม่มีอะไร แต่ถ้าเจ้าหลวงเอากำลังมาสู้เมื่อไร เงี้ยวจะเอาสัญญานี้ไปแฉให้รัชกาลที่ 5 ทรงทราบ ซึ่งเจ้าหลวงได้บอกกับรัชกาลที่ 5 ว่าเงี้ยวบังคับทำ จำเป็นต้องทำ รัชกาลที่ 5 ก็รู้"

"หลายวันต่อมากรุงเทพฯ ส่งกำลังมาปราบกบฏ โดยที่ได้เตรียมกำลังแถวอุตรดิตถ์ พิษณุโลกไว้แล้ว จึงปราบได้ภายใน 3-4 วัน"

"รัชกาลที่ 5 เอาประกาศนียบัตรกบฏของเจ้าหลวงไปอ้างกับอังกฤษ ตามกฎแล้วผู้เป็นกบฏต้องถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร แต่มีการช่วยเหลือทางลับ คือรัชกาลที่ 5 สั่งแม่ทัพว่าห้ามตั้งข้อหากับเจ้าหลวงและลูกหลานว่าเป็นกบฏแต่ไม่บอกเหตุผล ท่านยังกำชับว่าการพิจารณาโทษกบฏต้องส่งเรื่องให้ท่านสั่งการเอง แล้วท่านยังให้นำลูกหลานของเจ้าหลวงไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ในบรรดานี้มีคนสกุลศรุตานนท์ด้วย"

"ในสัญญาที่อังกฤษทำกับเจ้าหลวงระบุว่าถ้าทำการกบฏไม่สำเร็จจะพาเจ้าหลวงหนีไปที่กองบัญชาการใหญ่ของเงี้ยวที่หลวงพระบางเมืองลาว ถ้าเจ้าหลวงไม่ยอมเป็นกบฏก็คงได้ตำแหน่งนายพลเพราะว่าตอนหลังเจ้าหลวงทางตอนเหนือได้เป็นนายพลกันหมดทุกคน"

"รัชกาลที่ 5 ตอบแทนเจ้าหลวงในทางลับ นอกจากนี้ท่านยังเลี่ยงอาญาให้คนคุมตัวเจ้าหลวงไปส่งนอกประเทศ คือหลวงพระบาง ซึ่งนี่ก็เป็นแผนอีกข้อหนึ่ง รัชกาลที่ 5 ต้องการให้เจ้าราชบุตรผูกสัมพันธ์กับเงี้ยว เพื่อเป็นตัวกลางสื่อสารระหว่างเจ้าหลวงกับรัชกาลที่ 5 ท่านให้เจ้าราชบุตรเอาเงินเดือนไปจ่ายให้เจ้าหลวงทุกเดือน แต่เป็นในนามว่าเจ้าราชบุตรเอาเงินไปให้พ่อตาใช้"

"อยู่ทางโน้นเจ้าหลวงก็ทำบันทึกใส่สมองเจ้าราชบุตรกลับมารายงานรัชกาลที่ 5 เพราะรัชกาลที่ 5 กำชับว่าอย่าบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เจ้าหลวงคอยรายงานแผนการของเงี้ยวที่จะพยายามไปเกลี้ยกล่อมเจ้าหลวงล้านนาอื่นๆ พอรู้ข่าวก่อนว่าจะไปจังหวัดไหนก็เตรียมการรับทัน ทำให้ไม่มีเหตุการณ์เงี้ยวกบฏได้สำเร็จ และเจ้าหลวงจังหวัดอื่นๆ ก็ได้เป็นนายพล"

"ผมยังมีหลักฐานบันทึกของพันตำรวจเอกชาวฝรั่งชื่อ พ.ต.อ.พระแผลงสะท้าน หรือ C.N Springer เขาแปลกใจว่าทำไมเห็นเจ้าหลวงเดินจากคุ้มหนีออกไปทางประตูศรีชุมคนเดียว บันทึกนี้ลูกของตำรวจฝรั่งผู้นี้เอามาให้ผม เป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนป่าไม้ ชื่อ อ.เทิด สุขปรีชากร"

"ตัวผมเองยังมีปืนสำคัญ 2 กระบอกที่ ร.ต.ตาด กับภรรยาคือนางคำใช้ยิงต่อสู้กับพวกเงี้ยวจนตัวตาย เดี๋ยวนี้ทางจังหวัดก็ทำประตูตาดคำเป็นอนุสรณ์ให้ท่าน ปืนนี้เป็นมรดกตกทอดมาถึงผม และผมก็ได้ส่งมอบให้กับผู้ว่าฯ เพราะทราบมาว่าท่านมีโครงการบูรณะคุ้มเจ้าหลวงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ผมจึงอยากมอบเป็นสมบัติของส่วนรวม"

"เรื่องปืนนี่ก็มีที่มาเบื้องลึก เพราะเจ้าหลวงท่านขอให้ไม่ฆ่าตำรวจ แต่ท่านรู้นิสัยของ ร.ต.ตาด ว่าจะไม่ยอมหนี ปืนยาวนี้เจ้าหลวงมอบให้เจ้าวังซ้าย แล้วเจ้าวังซ้ายทำทีมามอบให้ ร.ต.ตาด ไว้ป้องกันตัว แต่จะบอกตรงๆ ไม่ได้ เลยบอกว่าปืนเสียให้ ร.ต.ตาด ช่วยซ่อมและให้ทดลองยิงดูจนแน่ใจว่าใช้การได้แล้ว คือให้กระสุนมาอีกเป็นย่ามๆ ร.ต.ตาด ก็ได้ใช้ปืนยาวนี้สู้เงี้ยว แล้วเอาปืนสั้นของตัวเองให้นางคำไว้ป้องกันตัว ในที่สุดเงี้ยวยิงถูก ร.ต.ตาด ตาย นางคำวิ่งหนีก็ถูกเงี้ยวไล่เอาดาบฟันตาย"

"ตามเอกสารจดหมายเหตุบอกว่าพระยาไชยบูรณ์ที่เป็นข้าหลวงวิ่งไปหาเจ้าหลวงให้ช่วย แต่เจ้าหลวงช่วยไม่ได้ ความจริงก็คือเจ้าหลวงส่งตัวลงเรือไปฝากไว้ที่บ้านกำนันบ้านร่องกาศ กลางคืนนอนบนบ้าน กลางวันลงไปซ่อนในป่า จนเงี้ยวประกาศล่าตัวให้ค่าหัว 40 บาท นายวงศ์ คนบ้านร่องกาศไปพบโดยบังเอิญเลยแจ้งพวกเงี้ยว พระยาไชยบูรณ์เลยถูกจับตัวไปตัดหัวที่บ้านร่องคาว"

"ปีที่แล้ว ครบรอบเหตุการณ์ 100 ปี ผู้ว่าฯ จังหวัดแพร่ขณะนั้นคือ ท่านอนุกูล คุณาวงศ์ บอกลูกหลานสร้างอนุสาวรีย์ให้เจ้าหลวงที่หน้าคุ้มของท่าน ซึ่งเป็นจวนผู้ว่าฯ ต่อๆ มา ท่านอยากให้ทำสำเร็จก่อนท่านเกษียณ ปัจจุบันท่านเป็นประธาน กกต.แพร่ เราก็ไปปรึกษากับคุณปลอดประสพ สุรัสวดี เนื่องจากคุณย่าของภรรยาคุณปลอดประสพเป็นลูกสาวของเจ้าอยู่คำ ธิดาของเจ้าหลวง"

"อนุสาวรีย์นี้สร้างเสร็จปีที่แล้ว นักวิชาการบางคนก็ค่อนขอดว่ามาทำอนุสาวรีย์ให้กบฏทำไม"

"ผมคิดว่าการที่เจ้าหลวงเสียสละแต่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏมันเป็นมลทิน ทุกวันนี้ลูกหลานเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์เจ้าหลวงองค์สุดท้ายของเมืองแพร่ใช้สกุลเทพวงศ์ ส่วนลูกหลานเจ้าวังซ้ายใช้สกุลวังซ้าย ภรรยาเจ้าวังซ้ายเป็นลูกหลานของเจ้าหลวง ผมก็ใช้สกุลวังซ้าย ตระกูลนี้ต้นรากแล้วมาจากเชียงแสน ส่วนแม่ผมเป็นหลานของเจ้าวังขวา"

.............................................................................

ลุงรัตน์ วังซ้าย เกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2468 หลังเหตุการณ์ปราบกบฏเงี้ยว 23 ปี ครั้นอายุประมาณ 30 ปีเศษ เจ้าแสงแก้วผู้มารดาได้บอกความลับนี้แก่บุตรชาย

"ตอนนั้นแม่อายุ 77 ย่าง 78 ปี แม่บอกว่าอย่าบอกใครเพราะกลัวจะโดนอาถรรพณ์เหมือนพ่อ แม่เล่าให้ผมฟังคนเดียว แม่กลัวเรื่องนี้จะตายไปกับตัวแม่ แม่บอกได้ไม่นานก็เป็นความดันสูง พอรักษาตัวก็พบว่าเป็นมะเร็งปอด แม่ทรมานอยู่ปีกว่าๆ ก็จากไป"

น่าประหลาดใจว่าลุงรัตน์ตัดสินใจเปิดเผยความลับในขณะที่อายุ 77 ย่าง 78 ปี เท่ากับอายุของมารดาเมื่อครั้งบอกเรื่องนี้

ข้อเท็จจริงด้านหนึ่งจากคนในท้องถิ่นโดยปราศจากหลักฐานบันทึก อาจเป็นสิ่งไม่น่าเชื่อถือสำหรับนักประวัติศาสตร์กระแสหลัก แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ กรณีนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการเขียนประวัติศาสตร์นิพนธ์ในอนาคต

นั่นคือถึงเวลาแล้วที่ต้องคืนประวัติศาสตร์ให้คนท้องถิ่น
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/2003/04/03/jud/index.php?news=jud1.html

จาก : ลูกหลานคนแป้ - 02/03/2005 18:19

ข้อความ : ปู่ของ ด.ช.ไม้จริง แพร่พันะ

จาก : ไอ้โชติ ปู่เพือนกู - - kuy@hotmail - 15/11/2005 11:38

ข้อความ : เป๋นคนเมืองอยากใค่หื้อพระเจ้าอยู่หัวเปิ่นพระราชทานนามสกุล ณ แพร่ หื้อเจ้านายเมืองแป้

จาก : เอื้องนก - 25/11/2005 21:22

ข้อความ : ผมอยู่เมืองแพร่มานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่เกิดเลยก็ว่าได้ เพิ่งจะรู้เรื่องนี้นะเนี่ยนับว่าเป็นบุญอย่างยิ่ง และถือว่าเป็นความฉลาดและเสียสละของ พระเจ้าอยู่หัวของพวกเราและเจ้าเมืองแพร่

จาก : เอก - - win_me@hotmail.com - 10/12/2005 22:00

ข้อความ : น่าจะเหลืออยู่บ้างแต่ก้อไม่มาก


จาก : นิ - - toofish16@thaimail.com - 21/12/2005 20:56

ข้อความ : ผมรู้สึกสรรเสริญในความเสียสละ ของเจ้าเมืองแพร่ทุกๆคน เราควรรักและภาคภูมิใจที่เกิดมาเป้นคนแพร่คับ

จาก : คนแพร่ - 28/01/2006 17:13

ข้อความ : อยากทราบว่าคุณลุงรัตน์ วังซ้าย อยู่ทีไหน มีชีวิตอยู่หรือปล่าว กลับเมืองแพร่ ตอนสงกรานต์ จะไปถามอดีตเมืองแพร่

จาก : คนเมืองแพร่เมืองงาม - - intrakool@yahoo.com - 28/02/2006 18:05

ข้อความ : ได้ความรู้จากกระทู้นี้จริงๆ เพราะที่ผ่านมาจะรู้แต่ว่าพวกเงี้ยวเป็นกบถแล้วทางเมืองแพร่ไปเข้ากับทางนั้น แต่เรื่องโอละพ่อเป็นอย่างนี้นี่เอง ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตุว่าชาติเราทำไมชอบปิดบังที่มาที่ไปของประวัติศาสตร์ มันทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปหมด อ้อ.นามสกุลเดิมของคุณแม่ผมก็แพร่พันธุ์เหมือนกัน มีนักเขียนบางท่านชอบลงพิมพ์ในหนังสือของเขาว่าแม่ผมชอบแอบอ้างว่าเป็นลูกสาวคุณโชติ ซึ่งผมว่าถ้าท่านรู้อะไรไม่จริงก็อย่าลงพิมพ์เช่นนั้นเลยครับ มันทำร้ายจิตใจแม่ผมมาก เพราะมันก็เหมือนกับที่เรารู้ไม่จริงเกี่ยวกับที่มาที่ไปของกบถเงี้ยวนั่นละครับ จนบางครั้งผมยังนึกถึงคุณหมอพรทิพย์เลย

จาก : ed - - eddyyakob@hotmail.com - 17/06/2006 15:18

ข้อความ : ในเมืองแพร่ยังมีเจ้านายพื้นเมืองอยู่หลายแห่งจึงไม่ปรากฏหลักฐานโดยตรงแต่ได้มีคำบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ในท้องถิ่นนั้นคือเจ้านายพื้นเมืองสืบเชื้อสายมาจากเจ้าผู้ครองนครคือ ลูกหรือหลานมิใช่ว่านามสกุลข้างต้นยังมีอีกมากที่เรายังไม่รู้จักเช่น เราก็ได้เชื้อเจ้ามาจากทวดคือแม่เจ้าแก้ว

จาก : เจ้าปาย - 03/07/2006 20:04

ข้อความ : คือ เท่าที่จำได้และเรียนมาตอนมีกบฎเงี้ยวในสมัยร.5 เจ้าเมืองแพร่ได้ยินยอมไม่แข็งขืนต่อเงี้ยวตอนนั้น แต่พระยาไชยบูรณ์ไม่ยอม จึงถูกตัดศีรษะ ต่อมา ร. 5 จึงไม่พระราชทาน นามสกุล ณ แพร่ให้แก่ลูกหลานเจ้าเมืองแพร่ ซึ่ง ตอนหลังต้องหลบหนีไปอยู่เมืองลาว ส่วนพระชาไชยบูรณ์ก็ได้รับการสรรเสริญสร้างเป็นอนุสาวรีย์ยกย่อง ตั้งอยู่ ณ อ. เมือง ถนน ยันตรกิจโกศล จ. แพร่ มาจนถึงทุกวันนี้
(ถ้าหากมีข้อมูลใดไม่ถูกต้อง ต้องขออภัย เพราะไม่ได้มีเจตนาบิดเบือน)

จาก : คนแพร่ - 21/07/2006 16:25

ข้อความ : คำว่าเจ้ายังไม่ปรากฏหลักฐานอย่างแน่ชัดยังมีนามสกุลที่รู้จักคือ เชื้อวงศ์
ประดิษฐ์ นามสกุลใหม่(สายเจ้าบัวถา วงศ์บุรี )อินทราวุธ
เทพยศ บุรีรัตน์ ..................

จาก : เจ้าปาย - 22/07/2006 06:54

ข้อความ : เจ้านายและลูกหลานเจ้าผู้ครองเมืองแพร่ ไม่มีผู้ใดขอพระราชทานนามสกุลจากพระเจ้าแผ่นดิน
กรุงสยาม แม้ต่อมามีเจ้านายราชวงศ์เมืองแพร่บางท่านขอพระราชทานนามสกุลในชั้นหลัง แต่ก็
ไม่ปรากฎ ณ แพร่ แต่อย่างใด เช่น มหายศปัณยา , ขัติยะวงศ์ศา ดังนั้นเจ้านายบุตรหลานผู้สืบ
เชื้อสายมาจากเจ้าผู้ครองเมืองแพร่จึงใช้นามสกุลต่างกัน และไม่มีคำว่าแพร่ปรากฎในนามสกุล
นั้น เว้นเสียแต่นามสกุลที่ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานให้แก่ ยาขอบ หรือ โชติ
ที่เป็นลูกของเจ้าอินแปลงบุตรของเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์มีนามสกุลว่า " แพร่พันธุ์ "
เครือญาติของเจ้าผู้ครองนครแพร่แม้ใช้นามสกุลต่างกันแต่ก็ถือเป็น ณ แพร่ ที่รวมกันแล้วมีความ
ยิ่งใหญ่ไม่แพ้วงศ์สกุลอื่นๆ คำว่า ณ แพร่ จึงถูกเรียกขานว่า " วงศ์วรญาติ " อันเป็นที่รวมแห่ง
นามสกุลของลูกหลานผู้ที่ ไม่มี ณ นำหน้า แต่เกียรติศักดิ์เหล่านั้นหาได้ลดลงแต่อย่างไร
" วงศ์วรญาติ " ยังคงยิ่งใหญ่และจะสร้างความดีงามให้เกิดมีในเมืองแพร่ต่อไป
วงศ์วรญาติ
แพร่พันธุ์
เทพวงศ์
วังซ้าย
วิจผัน
บุตรรัตน์
ผาทอง
แสนศิริพันธ์
นามวงศ์
แก่นหอม
แก่นจันทร์หอม
ศรีจันทร์แดง
วงศ์เมืองแก่น
รสเข้ม
อิ่นคำลือ
อุตรพงศ์
มหายศปัญญา
ขัตติยะวรา
วงศ์พระถาง
วราราช
วงศ์บุรี
ประดิษฐ์ เดิมใช้ (วงศ์แก้วคำหมื่น สายเจ้าบัวถา วงศ์บุรี)
ใยญาณ
เมืองพระ
ดอกไม้
สารศิริวงศ์
หัวเมืองแก้ว
รัตนวงศ์
นันทิยา
กันจรรยา
เชื้อวงศ์
อินทราวุธ
เทพยศ


จาก : ล้านนา - 22/07/2006 07:03

ข้อความ : จะมีหรือไม่มีนามสกุล ณ แพร่ เราก็ไม่เดิอดร้อน เชื้อสายสกุลก็ยังอยู่ แต่ที่น่าเจ็บใจ คือ การป้อนข้อมูลไม่ถูกต้อง หรือ ไม่หมด แก่คนรุ่นหลัง หนังสือเรียนต่างๆ ก็เขียนโดยคนกรุงเทพ ซึ่งยังมีอีกหลายเรื่องที่ถูกปิดบัง เนื่องด้วยเหตุผลทางการเมือง

จาก : เอาเต๊อะ - 01/08/2006 20:11

ข้อความ : น่าจะมีผังความสัมพันธ์ของวงศ์วรญาติ แต่ละต้นนามสกุลที่แสดงไว้ เพื่อให้คนรุ่นหลังไว้เป็นความรุ้ด้วย รบกวนผู้รู้ด้วย

จาก : Baros - 04/10/2006 16:13

ข้อความ : ผมเพิ่งเจอหนังสือ เชื้อสายเจ้าหลวงเมืองแพร่ ที่หอสมุดมช. รวบรวมโดย ดวงแก้ว รัตนวงศ์และคณะ น่าสนใจมากครับ ลองไปหาอ่านดูครับ

จาก : บี - 04/10/2006 16:58

ข้อความ : ประวัติศาสตร์บางตอนเชื่อได้ เเต่ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะในรายละเอียดบางตอนก็ถูกบิดเบือน เช่นเรื่องของคุณ โชติ เเพร่พันธุ์ ที่มีความเชื่อว่ามีลูกเพียงคนเดียว คือคุณ มานะ เเพร่พันธุ์ เรื่องนี้ดำเนินมาเป็นเวลา กว่า 50ปี สร้างความชอกช้ำให้ลูกสาวอีกคนของคุณโชติเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่ได้หวังทรัพสมบัติของคุณโชติ เลยเเม้เเต่น้อยเพราะถึงอย่างไรคุณโชติก็ไม่มีสมบัติใดที่นอกเหนือจากความเป็นผู้เขียน นิยายทั้งหลาย ลิขสิทธิ์ ก้ถูกขายไปจนสิ้นเเล้ว เขาเพียงหวังให้ความจริงปรากฏเท่านั้น ยังมีอีกหลายวงการได้ประณามการอ้างความเป็นลูกสาวของคุณโชติเอาเสียด้วยซ้ำ ที่นำมาขยายก็ใช่จะต้องการสิ่งอื่นใด นอกเสียจากอ้างให้เห็นเเจ้งกันว่าในรายละเอียดของประวัติใดๆล้วนซุกซ่อนข้อเท็จจริงไว้ทั้งนั้น
อนึ่งการกล่าวอ้างครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย ในยุคสมัยเเห่งความอุดมด้วยวิทยาการ กระบวนการตรวจสอบ DNA สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งทางลูกสาวของคุณ โชติ มิได้ปราถณาในสิ่งนั้น เเต่หากมีผู้ใดจะบริภาษ ด่า ทอ ในเว๊ปนี้ ใคร่ให้ท่านเหล่านั้นผลักดันให้เกิดการพิสูจน์ข้อเท๊จจริงเสียก่อน จึงค่อยปริปากบริภาษ ด่า ทอ จึงจะเป็นการสมควร .
เมื่อเดิมทางครอบครัวของลูกสาวคุณโชติ เดือดร้อนใจเรื่องนี้มาก เพราะเล็งเห็นว่าทางฝ่ายลูกชายอันเป็นที่รู้จักยอมรับต่อสังคมนั้นมิได้มี ผู้สืบสกุล ถึงขั้นเคยเอ่ยปากขอ บุตรของท่านไป อุปการะ ปัจจุบันทราบมาว่าบุตรชายของคุณ โชติ มีทายาท เป็นหญิงหนึ่ง ชายหนึ่ง ความเป็นธุระ เดือด ร้อนก็คลายตัวลง

จาก : หลานคุณ โชติ - - watana_wiwan@hotmail.com - 09/11/2006 08:35

ข้อความ : ถึงจะให้นามสกุล ณ แพร่ มาตอนนี้ เป็นไปได้ก็ไม่ค่อยอยากได้เสียเท่าไร และมันก็ไม่สำคัญแล้วค่ะ เพราะเจ้าหลวงเราเป็นคนดี แต่คนไทย(สมัยก่อน) มักบิดเบือนสิ่งที่เป็นจริง อาจเป็นเพราะต้องการรักษาความลับบางอย่าง แต่ก็ดีนะคะที่มีการเปิดเผยเรื่องราวที่แท้จริง ลูกหลาวชาวแพร่จะได้เข้าใจถูกเสียทีว่าจริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้น

จาก : theF - - - - 09/11/2006 18:48

ข้อความ : คุณคนแพร่ครับ อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว การเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่สามารถทำได้ เราควรเรียนรู้อดีตด้วยความเข้าใจและในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อพยายามป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เหตุการณ์ทุกอย่างมีเหตุและปัจจัยซึ่แต่ละเวลานั้นแตกต่างกันครับ

สำหรับข้อความที่คุณกล่าวว่า "ต่อมา ร. 5 จึงไม่พระราชทาน นามสกุล ณ แพร่ให้แก่ลูกหลานเจ้าเมืองแพร่" นั้น ผมว่าน่าจะเป็นข้อมูลที่ผิด เพราะพรบ.นามสกุลเริ่มมีใช้ในรัชกาลที่ ๖ ครับ

ขอนับถือที่คนแพร่มีความรักและความภูมิใจในท้องถิ่นของตน กล่าวได้ว่าในบรรดาคนล้านนาด้วยกัน คุณสมบัติเรื่องนี้ คนเมืองแป้เด่นที่สุดครับ

จาก : หลื่อเจงคำ - 13/02/2007 08:49

ข้อความ : ขอบคุณมากที่นำประวัติของเจ้าเมืองแพร่มาเล้าสู่กันฟังทำให้ภูมิใจในนามสกุลมากๆๆๆเลย

จาก : คนใช้นามสกุลอินทราวุธ - - nadlada.intarwut.som@thaimail.com - 30/03/2007 10:47

ข้อความ : เพิ่งเคยเห็นกระทู้นี้เป็นครั้งแรก ตกใจมากค่ะที่มีคนอยากรู้เรื่อง สำหรับตนเองเคยคิดว่าเรื่องเล่าของนามกุลพ่อ เป็นเรื่องขำขัน เกี่ยวกับเจ้าเมืองชื่อ "เขียว" ซึ่งเป็นพ่อของปู่ แต่เมื่อมีโอกาสไปวัดทางเชียงใหม่จึงได้พบผังชื่อสกุลตัวเอง
พ่อเล่าว่า เจ้าเมืองแพร่ เจอกล่าวหาเรื่องกบฎเงี้ยว จึงทำให้ลูกหลานทั้งต้นและปลายแถวแตกสายเปลี่ยนนามสกุลกันยกใหญ่เพราะกลัวว่าจะโดนจับไปเป็นกบฎ หากเป็นเชื่อต้นๆ ก็มีทั้ง ณ แพร่, วงศ์วรญาติ และอีกหลายนามสกุล พ่อเป็นเหลนปลายๆ แต่ญาติๆ รักใคร่เพราะเป็นหลานชายที่สอบวิศวะจุฬาได้คนเดียวในจังหวัดแพร่ขณะนั้น และมีโอกาสได้แต่งงานกับคุณแม่ซึ่งเป็นสะใภ้จากภาคใต้ ณ เรือนไม้สัก มีห้องโอ่โถงกว่า 60 ห้อง พร้อมทั้งยังคงมีศพของปู่ทวดเจ้าของเรือนไทยตั้งอยู่ พ่อเป็นคนสุดท้ายที่ได้แต่ง ณ เรือนนั้น เพราะหลังจากปู่ทวดสิ้น ลูกหลานแย่งมรดกกัน จนเรือนไม้ไฟไหม้มอดไปหมดและมีคนตายด้วย แม่ยังเคยเล่าให้ฟังถึงความโอ่อ่าเลย
ลูกหลานส่วนใหญ่ตอนนี้กระจายอยู่ทั้งในเมืองและอำเภอต่างๆ หากใครที่สามารถสืบสายตระกูลเจ้าเมืองแพร่ได้จริงจะดีใจมากค่ะ และยินดีให้ความร่วมมือเสมอ (จำได้ว่าเคยเห็นงานศพญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง มีการลำดับตระกูลไว้ แต่จำไม่ได้ว่าญาติท่านใด) มีข่าวคราวส่งต่อให้ด้วยนะคะ ขอบคุณและยินดีค่ะ

จาก : คนนามสกุล วงศ์เมืองแก่น - - saingamw@hotmail.com - 09/04/2007 16:58

ข้อความ : หนึ่งในแหล่งข้อมูลที่หามาได้ค่ะ เกี่ยวกับพญษซ้าย
เมืองแพร่ขึ้นกรุงเทพฯ http://www.geocities.com/vorayat/phraebangkok.htm



จาก : คนนามสกุล วงศ์เมืองแก่น - - saingamw@hotmail.com - 09/04/2007 17:03

ข้อความ : ดิฉันเป็นคนแพร่โดยกำเนิดค่ะ นามสกุลแสนศิริพันธุ์ ได้ฟังเรื่องเล่าจากญาติผู้ใหญ่ เกี่ยวกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมืองแพร่ในอดีต และประวัติโดยคร่าวๆของเจ้าวงศ์ และมีโอกาสได้เปิดอ่านข้อมูลใน website นี้เพิ่มเติม รู้สึกปราบปรื้มและภูมิใจเป็นที่สุด ที่ได้เกิดมาเป็นลูกหลานของเจ้าวงศ์ ค่ะ

จาก : สกุลแสนศิริพันธุ์ - - thamols@yahoo.com - 12/04/2007 10:23

ข้อความ : ได้เอาเรื่องของกระทู้นี้ไปเล่าให้คุณพ่อ-คุณแม่ ได้ฟัง ท่านรู้สึกแปลกใจเหมือนกันค่ะ และได้เล่าอีกหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวกับบรรพบุรุษให้ได้ทราบ ซึ่งมีหลายต่อหลายชื่อที่ท่านได้เอ่ยถึง อาทิ แม่เจ้าคำ (เป็นเจ้าของเรือนไม้สัก 60 ห้อง ที่เคยเล่าให้ฟังไปแล้ว) พระเจ้าหนานอ๊อด (หนาน แปลว่า ผู้ที่ได้รับการบวชเรียนมาแล้ว) พระเจ้าหนานตึ๊ และ พระเจ้าหนานเขียว (เป็นบรรพบุรุษของดิฉันค่ะ) ดิฉันจะพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวของท่านทั้งหลายมาให้ได้รับทราบอีกครั้งนะคะ พร้อมกับชื่อของบุคคลที่สามารถอ้างถึงได้ เผื่ออนาคตจะมีคนทำเรื่องของวงศ์เจ้าเมืองแพร่อย่างเป็นจริงเป็นจังให้คนรุ่นลูกได้รับรู้ค่ะ

จาก : คนนามสกุล วงศ์เมืองแก่น - - saingamw@hotmail.com - 12/04/2007 11:15

ข้อความ : คุณหญิงเจ้าจันทร์คำ บุรีรัตน์
คุณหญิงคนแรกของจังหวัดแพร่
คุณหญิงเจ้าจันทร์คำ บุรีรัตน์ (วงศ์เมืองแก่น) เป็นธิดาคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้อง 11 คนของเจ้าเมืองแก่น และแม่เจ้าพิมพา วงศ์เมืองแก่น เกิดเมื่อราว พ.ศ.2402 ณ บ้านประตูชัย ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ สมรสกับเจ้าน้อยหนู มหายศปัญญา ซึ่งต่อมาได้เป็นพระยาบุรีรัตน์ เจ้าจันทร์คำจึงนับเป็นคุณหญิงคนแรกของจังหวัดแพร่
แม้คุณหญิงเจ้าจันทร์คำจะไม่ได้เรียนหนังสือในโรงเรียน ท่านเพียงเขียนชื่อ “จันทร์คำ” ได้เท่านั้น แต่ท่านก็เป็นคนเก่ง มีสติปัญญา ทันเหตุการณ์ กล้าและเข้มแข็ง สามารถต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองชั้นสูงได้เป็นอย่างดี ในสังคมเมืองแพร่สมัยนั้นจึงไม่มีใครเด่น ดังเทียบท่านได้
คุณหญิงไม่มีบุตรธิดากับพระยาบุรีรัตน์ ท่านจึงนำลูกหลานทั้งของพระยาบุรีรัตน์ที่เกิดจากภรรยาเดิมและภรรยาน้อย กับลูกหลานฝ่ายคุณหญิงเองมาเลี้ยงดู โดยให้ความรัก ความสุข ความสบายทั่วหน้ากัน
หลังจากพระยาบุรีรัตน์ถึงแก่อนิจกรรม คุณหญิงได้รับสัมปทานการทำไม้สัก ที่ห้วยเปี้ย ห้วยขมิ้น ห้วยผาคำ ในจังหวัดแพร่ นานราว 40 ปี โดยได้จัดสรรปันส่วนให้ลูกหลานทุกคน รับผิดชอบดำเนินการตามกำลังและฐานะของแต่ละคน ในขณะที่คุณหญิงเป็นผู้ลงทุน จัดหาพาหนะและอาหารเลี้ยงคนงานให้
คุณหญิงเจ้าจันทร์คำ มีบทบาทในด้านการส่งเสริมเมืองแพร่ให้เจริญก้าวหน้าหลายอย่าง เช่น ด้านเศรษฐกิจ ได้สร้างตึก/ห้องแถวไม้ให้เช่าทำการค้าทั้งบริเวณประตูชัย อำเภอเมืองและที่อำเภอเด่นชัย สร้างตลาดสด และโรงหนัง ขึ้นที่บริเวณประตูชัย ซึ่งนับเป็นตลาดสดและโรงหนังแห่งแรกของเมืองแพร่ (ภายหลังตลาดสดแห่งนี้ได้เปลี่ยนเป็นของเทศบาลเมืองแพร่ เทศบาลได้รื้อสร้างใหม่และขยายบริเวณให้กว้างขวางกว่าเดิม) ทำให้ย่านประตูชัยกลายเป็นย่านการค้าสำคัญมาจนปัจจุบัน และนำความเจริญทางเศรษฐกิจมาสู่เมืองแพร่เป็นอันมาก
ด้านการศึกษา คุณหญิงได้บริจาคที่ดินส่วนหนึ่งให้แก่โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่ (ปัจจุบันคือที่ตั้งหอประชุมและสนามบาสเก็ตบอลของโรงเรียน) และบริจาคเงินช่วยสร้างอาคารเรียนหลังแรกของโรงเรียน


โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่ อาคารเรียนหลังแรกของโรงเรียน

ด้านการศาสนา คุณหญิงเป็นโยมอุปัฏฐากวัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร และเป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ในการบูรณะและก่อสร้างวิหารหลังใหม่จนเกือบเสร็จสมบูรณ์ เมื่อครั้งเกิดน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ.2472


ภาพวัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร พระธาตุช่อแฮ


คุณหญิงเป็นผู้ยึดมั่นในพุทธศาสนา ทำบุญตักบาตรทุกเช้ามิได้ขาด และในช่วงงานประเพณีขึ้นพระธาตุช่อแฮในเดือน 6 เหนือ ซึ่งเป็นประเพณียิ่งใหญ่ของชาวแพร่คุณหญิงพร้อมด้วยลูกหลานบริวาร จะพากันไปทำอาหารเลี้ยงพระในตอนเช้า แล้วฟังเทศน์ ฟังสวดในเวลากลางคืน

คุณหญิงเจ้าจันทร์คำ บุรีรัตน์ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ พ.ศ.2481


จาก : คนนามสกุล วงศ์เมืองแก่น - - saingamw@hotmail.com - 12/04/2007 13:45

ข้อความ : อ่า ผมพยายามหาอ่านชื่อของบรรพบุรุษผมมา
สักพักแล้วในที่สุด ก็เจอซะที
เท่าที่พ่อผมเล่าให้ฟัง และจำได้ บรรพบุรุษของผม อยู่ในสาย
วงศ์เมืองแก่นนี่แหละครับ แต่ภายหลังได้แตกแยกออกไปอีก
สองนามสกุล ผมไม่รู้ว่า เกิดเหตุอะไรทำให้ต้องแยกนามสกุลออก มาอีก

เป็นไปได้ถ้าได้ทราบรายละเอียด ก็คงดี
ยินดีที่ได้เจอกับ คนร่วมบรรพบุรุษ วงศ์เมืองแก่นด้วยครับ

จาก : ลูกหลานเจ้าเมืองแก่น - - kabped@hotmail.com - 30/04/2007 22:18

ข้อความ : เอ่อ ผมมีญาติผู้พี่คนหนึ่ง ชื่อเบิ้ม ผมจำชื่อจริงไม่ได้
แต่พ่อบอกว่า พี่เบิ้ม เป็นลูกพี่ลูกน้องร่วมคุณทวดเดียวกัน
แปลว่า ปู่ของพี่เบิ้ม กับปู่ของผม เป็นพี่น้องกันน่ะครับ
ปู่พี่เบิ้ม ยังใช้นามสกุล วงศ์เมืองแก่นอยู่
แต่ปู่ผมกับน้องชายอีกคน เปลี่ยนนามสกุลเป็นทุ่งมีผล
ปู่ของผมชื่อ บุญธรรม อ่ะครับ


จาก : ลูกหลานเจ้าเมืองแก่น - - kabped@hotmail.com - 01/05/2007 18:51

ข้อความ : เพิ่งจะรู้เหตุผลที่ว่า ไม่มี นามสกุล ณ แพร่ ก็วันนี้เองครับ...

จาก : Train Heartnet (เอาเป็นว่า โพธิรังสิยากร ละกัน) - - finalfantasy@square-enix.com - 03/05/2007 16:07

ข้อความ : ขออภัยที่ข้อมูลตกหล่นอันที่จริงแล้วนามสกุล ประดิษฐ์ เป็นสายของเจ้าวังซ้ายเพราะว่าต้นสายนี้อยู่ที่บ้านกาศตามคำบอกเล่าของเจ้าย่าศรีจันทร์นามสกุลนี้เพิ่งมาเปลี่นใช้ทีหลังแต่นามสกุลก่อนบ่รู้ เจ้ทวดของเราชื่อ เจ้าหนานปํญญาวงศ์ ประดิษฐ์ และพี่ของเจ้าทวดอีก3คนชื่อ เจ้าน้อยหมื่น ประดิษฐ์ แม่เจ้าเปียง แม่เจ้าชื่น เทพขัติย์สีห์ (ประดิษฐ์) ตามคำบอกเล่าของแม่ต่อมแก้ว

จาก : ล้านนา - 03/05/2007 20:36

ข้อความ : เอาไว้ถ้ามีใครอยากรู้ก็บอกนะจะเล่าให้รู้อีก เพราะผมได้ฟังมาจากเจ้าย่าตุมมา มาอีกมากถ้าใครรู้จักเจ้านายอยู่ทางบ้านเหล่า อ.สูงเม่น ก็ช่วยบอกด้วยเพราะอยากได้ข้อมูลให้มากๆเพราะผมอยู่บ้านเหล่าไว้ถ้าใครอยากทราบอะไรเพิ่มเติมก็บอกด้วยนะครับ ผมจะบอกให้ตามความสามารถของผมนะครับ

จาก : ล้านนา - 03/05/2007 20:42

ข้อความ : ขอบคุณมากค่ะที่ได้ข้อมูลเพิ่มเติม หากคุณล้านนามีเรื่องญาติผู้ใหญ่มาเล่าให้ฟังก็จักเป็นพระคุณค่ะ

จาก : คนนามสกุล วงศ์เมืองแก่น - - sainamw@hotmail.com - 03/05/2007 21:00

ข้อความ : พ่อผมเป็นคนบ้านกาศ
แม่ผมเป็นคนบ้านเหล่าครับ

อิอิ

จาก : ลูกหลานเจ้าเมืองแก่น - 04/05/2007 12:56

ข้อความ : เรียนคุณลูกหลานเจ้าเมืองแก่น
แม่ของคุณอยู่บ้านเหล่า สูงเม่นใช่ไหมครับแล้วอยู่หมู่อะไรช่วยบอกหน่อยเพื่อจะรู้จัก แล้วแม่ของคุณใช้นามสกุลเดิมอะไรครับ และพ่อของคุณอยู่บ้านกาศใช้นามสกุลอะไรแล้วต้นนามสกุลนี้เป็นบุคคลใดช่วยบอกหน่อยครับเพื่ออาจจะรู้จักกันบ้างและที่สำคัญนามสกุลนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับเชื้อสายอยู่ก็อาจเป็นไปได้นะครับ

จาก : ล้านนา - 13/05/2007 06:26

ข้อความ : พ่อผมนามสกุล ทุ่งมีผลครับ
แม่นามสกุล วงศ์มณีครับ


จาก : ลูกหลานเจ้าเมืองแก่น - 15/05/2007 21:49

ข้อความ : เรียนคุณ ลูกหลานเจ้าเมืองแก่น
ผมรู้จักนามสกุลวงศ์มณีเพราะเป็นญาติกันช่วยเพิ่มข้อมูลให้หน่อยครับแล้วคุณอยากรู้เจ้านายผู้ใหญ๋ที่ไม่ได้ถูกจารึกเพราะข้อมูลตกหล่นก็จะบอกให้รู้

จาก : ล้านนา - 16/05/2007 18:29

ข้อความ : เรียนคุณ ลูกหลานเจ้าเมืองแก่น
คุณรู้จักคนนามสกุล ประดิษฐ์ ที่บ้านร่องกาศบ้างไหมครับถ้ารู้ก็ช่วยอนุเคราะห์บอกผมหน่อยเพื่อผมจะสืบหาต่อไปและทำให้ข้อมูลแน่นมากขึ้น
เพราะผมมีข้อสงสัยว่านามสกุลประดิษฐ์นี้จะอยู่สายเจ้าวังซ้ายเฒ่าหรืเจ้าวังซ้ายหนุ่มกันแน่ที่รู้มาเจ้าย่าศรีจันทณืลูกคนที่3ของเจ้าหนานปัญญาวงศ์ ประดิษฐ์ บอก ว่าเจ้าหนานปัญญาวงศ์ ประดิษฐ์ นี้เป็นลูกคนที่4ของเจ้าวังซ้าย

จาก : ล้านนา - 16/05/2007 18:36

ข้อความ : ส่วนผมเป็นเหลนชั้นที่1ของเจ้าหนานปัญญาวงศ์ เพราะปู๋ผมเป็ญลูกเจ้าหนานปัญญาวงศ์ชื่อเจ้าหนานทอน ชื่อจริงนายทอนประดิษฐ์
ซึ่งปู๋ของผมแต่งานกับลูกเจ้าชื่อเจ้าย่าตุมมา ชื่อจริง ตุมมา เชื้อวงศ์และที่สำคัญย่าของผมเป็นหลานชั้นที่1 ของแจ้จันทร์ทิพย์ ซึ่งแม่เจ้าจันทร์ทิพย์เป็นเจ้าผ้ที่มีความรำรวยมั่งคั่งที่สุดอีกคนหนึ่งและยังเป็นคนใจบุญ ท่านเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเจ้าหนานปัญญาวงศ์ได้แต่งงานกับเจ้าไม่ทราบชื่อมีลูก1คนชื่อ แม่เจ้าบัวแฝงและมีลูกกับสามีคนที่ 2มีลูก5คนหนึ่งในนั้นคือแม่ของเจ้าย่าชื่อแม่ใหญ่คำ (ไม่ได้เป็นเจ้าเพราะพ่อของแม่ใหญ่คำเป็นสามัญชน) แล้วแม่ใหญ่คำแต่งงานกับเจ้าปุก เชื้อวงศ์ มีลูก3คนคือ
1 เจ้าน้อยผล เชื้อวงศ์
2 เจ้าบุญมา เชื้อวงศ์ ( แม่ของคุณฤทธิพงศ์ กาศสกุล เจ้าของเต้นรถชื่อดังชื่อว่า แพร่ฤทธิพงศ์)
3 เจ้าตุมมา เชื้อวงศ์ ( เจ้าย่าของผม)
ถ้าอยากได้ข้อมูลเพิ่มก็บอกมาจะบอกให้

จาก : ล้านนา - 16/05/2007 18:52

ข้อความ : วงศ์มณี เป็นนามสกุลของคุณตาผม ชื่อตาเทพครับ อยู่ที่
บ้านเหล่าถ้าอยู่ถึงตอนนี้ น่าจะอายุสัก
120 ได้มั้งครับ เพราะตอนผมอายุได้สิบกว่าขวบ
ตอนนั้นคุณตาผมก็อายุ 90 กว่าๆ แล้วครับ
ตอนนี้ผมสามสิบกว่าขวบเข้าไปแล้ว...


ผมเอง เป็นลูกหลานของเจ้าเมืองแก่น กับเจ้าแม่พิมพา คาดว่า
จะเป็นหลานเหลนชั้นลึกมากๆ เดี๋ยวต้องรอลำดับตระกูลจาก
คุณคนนามสกุล วงศ์เมืองแก่นก่อนน่ะครับ จะได้บอกได้ว่า
ลำดับไหน

นามสกุลประดิษฐ์ นั้น ผมไม่แน่ใจครับ
เสียดายที่คุณพ่อผม โดนพระเจ้าเรียกตัวกลับไปซะแล้ว
ไม่งั้นคงจะถามอะไรกันได้อยู่บ้าง
แต่ ยังพอมีญาติอยู่ครับ เดี๋ยวผมจะลองเช็คดูครับผม


จาก : ลูกหลานเจ้าเมืองแก่น - 17/05/2007 08:35

ข้อความ : ขอบคุณครับ คุณทำงานอะไรครับ ผมเองอายุแค่16ปีเรียนอยู่ที่ ร.ร เทพนารี ผมรู้เรื่องนี้มาก เพราะผมคลุกคลีกับเจ้าย่าแสงจันทร์มากในตอนเด็ก ตอนนี้เจ้าย่าแสงจันทร์เสียชีวิตแล้วหลายปี ผมได้รับการสืบทอดเจตนารมมานาน ในการสืบทอดตำแหน่งโดยตรง แล้วจริงๆคุณชื่อจริงอะไรครับ อาศัยอยู่ที่ไหน ผมก็รู้จักเจ้านายเมืองแพร่อยู่หลายคน แต่ที่จริงแล้วนามสกุลประดิษฐ์ ก็อยู่ในชนชั้นเจ้านายเมืองแพร่เหมือนกัน ในรายนามหนังสือเชื้อสายเจ้าเมืองแพร่4สมัยนี้ไม่มีหรอกเพราะอาจารย์นพดล วิทยาพันธ์ ท่านบอกว่าอาจตกหล่นไปบ้าง แต่ผมเพิ่งรู้จักชาติกำเนิดเริ่มต้นจากเจ้าย่า ที่เล่ามาแต่ผมไม่ได้กระตือรือล้นอะไรมากหรอกคิดว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ แต่ที่จริงแล้วมันกลับมีความสำคัญมากทีเดียว จนกระทั้งผมได้อ่านหนังสือเชื้อสายเจ้าหลวงเมืองแพร่4สมัย อ่านแล้วทำไมไม่มีนามสกุลผมตามที่เจ้าย่าแสงจันทร์และเจ้านายคนอื่นๆบอกเล่า ผมรู้สึกว่าไม่เป็นไรอย่างไงผมก็ได้จดบันทึกไว้ให้คนรุ่นหลัง ได้ทราบว่านามสกุลประดิษฐ์ก้เป็นตระกูลเจ้านายเหมือนกัน ถ้าคุณลูกหลานเจ้าเมืองแก่น ได้ข้อมูลมาก็ช่วยเพิ่มเติมหน่อยหรือ โทรหาผมที่ 084-1712189 ผมชื่อ นครินทร์ ประดิษฐ์ (ปาย )แล้วผมขอเบอร์โทรของคุณหน่อยเพื่อผมจะได้ช่วยค้นหาต่อไป

จาก : ล้านนา - 17/05/2007 19:09

ข้อความ : โห นี่เป็นหลานผมได้เลยนะเนี่ย จากอายุ
ผมทำงานเป็นนักแต่งเพลงครับ อยู่ค่ายเพลงแถวๆ อโศก
หนังสือที่ผมน่าจะได้ ก็น่าจะเป็นเล่มเดียวกันกับที่คุณมีอ่ะครับ
ไว้ผมมีข้อมูลอะไรแล้ว จะเอามาบอกต่อครับ

จาก : ลูกหลานเจ้าเมืองแก่น - 17/05/2007 23:13

ข้อความ : ขอคุณมากครับถ้าอยากทราบอะไรเพิ่มก็โทรมาหาผมได้ผมมีข้อมูลอีกมาก

จาก : ล้านนา - 18/05/2007 09:32

ข้อความ : เพิ่งได้หนังสือรวมตระกูลเชื้อสายเจ้าเมืองแพร่มาค่ะ เป็นของญาติในนามสกุลเดียวกัน มีเกือบทุกสายและแตกนามสกุลออกไปค่ะ แต่บังเอิญไม่สามารถเอามาโพสต์ได้ เอาเป็นว่าเอาชื่อหนังสือมาลงให้แล้วกันนะคะ ชื่อ "เชื้อสายเจ้าหลวงเมืองแพร่ 4 สมัย" จัดทำเมื่อ 2536 รวบรวมโดย บัวผิว วงศ์พระถาง, เจ้าไข่มุกต์ ประชาศรัยสรเดช (วงศ์บุรี), ร.ต. ดวงแก้ว รัตนวงศ์ มีข้อมูลของลูกหลาน แม้จะไม่ครบแต่ก็เกือบครบถ้วนค่ะ ในส่วนของตระกูลตนเองมีถึงรุ่นคุณปู่ และคิดว่าคงมีคุณปู่ของหลายๆ ท่านอยู่ในนี้ด้วยค่ะ (ส่วนของคุณลูกหลานเจ้าเมืองแก่น จะรีบส่งไปให้นะคะ)

จาก : คนนามสกุล วงศ์เมืองแก่น - - saingamw@hotmail.com - 18/05/2007 13:47

ข้อความ : ผมเขียนชื่อต้นตระกูลไม่หมด ที่เจ้าวังซ้าย แต่ไม่ได้ใช้นามสกุลวังซ้ายเพราะว่าเหตุใดก็ไม่ได้ถามเจ้าย่าแสงจันทร์ไว้เป้นที่น่าเสียดาย แต่มีข้อน่าสงสัยว่าลูกหลานท่านจะมีนามสกุลนี้ตกค้างอยู่ที่บ้านร่องกาศ และบ้านกาศมาก ท่านจะพูดถึงเจ้านายที่อยู่บ้านร่งกาศว่ามีเจ้ามหาพรหมที่ผมจำได้แต่ก็มีมากนะครับ เป็นที่น่าเสียดายท่านด่วนจากไปเมื่ออายู72ปีพ.ศ.2545เป็นการสูญเสียเจ้านายบ้านเหล่าคนสุดท้ายซึ่งผมได้ข้อมูลจากท่านมาไม่หมด


ผมจะบอกชื่อเจ้านายบ้านเหล่าที่ผมได้รู้จัก
1เจ้าน้อยหมื่น ประดิษฐ์
2แม่เจ้าชื่น ประดิษฐ์(เทพขัตย์สีห์)
3เจ้าน้อยคำมูล เทพขัตย์สีห์
4แม่เจ้าเปียง ประดิษฐ์
5เจ้าหนานปัญญาวงศ์ ประดิษฐ์
6แม่เจ้าจันทร์ติ๊บ เสียงดัง
7แม่เจ้าปี เทพขัตย์สีห์ (สุวรรณชัย)
8แม่เจ้าจำ ประดิษฐ์ (ทุ่งล้อม)
9เจ้าน้อยคำมูล ประดิษฐ์
10แม่เจ้าแสงจันทร์ (น้อย) ประดิษฐ์ (สุดแดน)
11เจ้าสมหมาย ประดิษฐ์
12เจ้าหนานทอน (เจ้าวงศ์นำ) ประดิษฐ์ ปู่ของผมเอง
13แม่เจ้าบัวแฝง วรรคตอน
14เจ้าปุ๊ก เชื้อวงศ์
15เจ้าน้อยตาคำ เชื้อวงศ์
16เจ้าอึ่ง
17แม่เจ้าคำปิน สัทธรรมนุวงศ์
18เจ้าปิก
19แม่เจ้าคำเกี้ยว สารตันติพงศ์
20เจ้าน้อยศรีมูล เมืองมา
ทุกท่านเสียชีวิตหมดแล้วเหลือแต่นามสกุล
1นามสกุล ประดิษฐ์
2นามสกุล เชื้อวงศ์
3นามสกุล สัทธรรมนุวงศ์
4นามสกุล วรรคตอน
เป็นความภูมิใจมากที่ผมก็เป็นเหลนช้นที่5ของนามสกุลประดิษฐ์ถึงแม้ไม่ได้ลงหนังสือเจ้าหลวงเมืองแพร่4สมัยก็ตามล้วนเป็นความภาคภูมิใจที่ผมได้ศึกษาและตระกูลทั้ง4สกุลนี้ที่เป็นลูกหลานที่ยังเหลืออยู่ที่บ้านเหล่าแห่งนี้
ล้วนมีการสืบทอดเจตนารมณ์สืบต่อไป

จาก : ล้านนา - 27/05/2007 15:41

ข้อความ : อ่า
ก่อนอื่นต้องของคุณน้อง"คนนามสกุล วงศ์เมืองแก่น" ( ผมคิดว่าผมน่าจะแก่กว่า )
เป็นอย่างยิ่งครับ ที่ได้เอาสำเนาของหนังสือ เชื้อสายเจ้าหลวงเมืองแพร่ 4 สมัย
มาให้
ผมได้ลองสอบถามกับแม่ และโทรไปหาญาติผู้ใหญ่บางท่าน
และขอทราบรายละเอียดต่างๆ มาบ้าง ก็ขอเล่าไว้เล่นๆ ตรงนี้เลยก็แล้วกันครับ
เฉพาะที่ผมรู้มานะครับ จริงเท็จอย่างไร ผมไม่รับรองทั้งสิ้น เพราะเกิดไม่ทัน ฮ่า

สกุล วงศ์เมืองแก่น ทุ่งมีผล กัญญารัตน์ และ แกล้วกล้า
เป็นทายาทของ เจ้าเมืองแก่น และแม่เจ้าพิมพา
ซึ่งหากนับญาติทางแม่เจ้าพิมพา เราจะเป็นญาติกับตระกูลเมืองพระ เพราะว่า
แม่เจ้าพิมพา เป็นพี่สาวของ เจ้าพระเมือง ( หนุ่ม ) ต้นตระกูลเมืองพระ
ซึ่งต่อมา แม่เจ้าพิมพา ได้มาแต่งงานกับเจ้าเมืองแก่น
แม่เจ้าพิมพา และเจ้าเมืองแก่น มีลูกด้วยกันทั้งหมด 11 คน เป็นหญิง 6 เป็นชาย 5คน
โดยที่ลูก 5 คนแรก ของเจ้าเมืองแก่น กับแม่เจ้าพิมพา เป็นหญิงทั้งหมด
จนมาถึงคนที่ 6 จึงได้ลูกชาย ชื่อว่า เจ้าน้อยธาน วงศ์เมืองแก่น ซึ่งถือเป็นลูกชายคนโต
ของเจ้าเมืองแก่น และแม่เจ้าพิมพา ซึ่งเป็นผู้ที่จะได้สืบทอดสายสกุล ตามธรรมเนียม
ต่อมา ด้วยเหตุจากการทะเลาะกันอย่างแรงของพี่น้องในตระกูล
เหตุเกิดจากเขยคนหนึ่งของ เจ้าเมืองแก่น
( ผมไม่ทราบว่าเป็นใคร และเรื่องอะไร แต่น่าจะเป็นเรื่องสมบัติ เงินๆ ทองๆ นี่แหละมั้งครับ )
ทำให้ เจ้าน้อยธาน กับเจ้าน้อยทอง
ซึ่งเป็นพี่น้องที่รักกันมากน้อยใจเจ้าเมืองแก่น ผู้เป็นพ่อ
ทั้งคู่ ตัดสินใจไปเปลี่ยนนามสกุลเป็น ทุ่งมีผลกันอยู่สองคน
( จริงๆ มีอีก แยกออกเป็น แกล้วกล้า กับกัญญารัตน์ )
ทั้งสองคน แยกตัวออกไป ตั้งหลักฐานกันเอง
โดยไม่ยอมเกี่ยวข้องกับพี่น้องวงศ์เมืองแก่นอีก
ในขณะนั้น เจ้าหนานเขียว ซึ่งเป็นน้องคนต่อจากเจ้าน้อยธาน บวชเรียนอยู่
จึงไม่ได้ทัดทาน เจ้าน้อยธาน และเจ้าน้อยทอง
พอสึกกลับมา ก็พบว่า พี่และน้องได้แยกตัวออกจากบ้านไปแล้ว

ถ้านับกันตามหลักแล้ว เจ้าน้อยธาน จะต้องเป็นคนสืบสายสกุล
วงศ์เมืองแก่น รวมไปถึง สมบัติ เงินๆ ทองๆ แต่ด้วยเหตุที่ได้เล่าไปแล้ว
เจ้าน้อยธาน และเจ้าน้อยทอง จึงมิได้อะไรจากเจ้าเมืองแก่นเลย
( สงสัยจะทะเลาะกันแรงมาก ) ดังนั้น คนที่ได้สืบสายสกุล วงศ์เมืองแก่น
จึงเป็นเจ้าหนานเขียว วงศ์เมืองแก่น ที่เป็นคุณทวดของ
น้อง " คนนามสกุล วงศ์เมืองแก่น "นั่นเอง

เจ้าน้อยธาน ทุ่งมีผล ( วงศ์เมืองแก่น ) มีบุตร และธิดาหลายคน
โดยที่ บุตรชายคนโตของเจ้าน้อยธาน ชื่อ นายบุญธรรม ทุ่งมีผล
( ไม่ได้เป็นเจ้าแล้ว เพราะ ความเป็นเจ้า จะสืบต่อได้ก็ต่อเมื่อ พ่อและแม่ เป็นเจ้าเท่านั้น )
และนายบุธรรม ก็มีบุตรอีก 4 คน เป็นชายสาม หญิงหนึ่ง
โดยบุตรชายคนโต ของนายบุญธรรม ก็คือคุณพ่อของผมเอง
ส่วนนายบุญธรรม อายุสั้นมากครับ หลังจากลูกชายคนเล็กเกิด
ก็ถูกฆาตกรรม ทิ้งลูกเมียไว้ให้สนุกสนานกับโลกเบี้ยวๆ กัน ห้าคนแม่ลูกต่อไป

ว่ากันตามหลักแล้ว หากว่า คุณทวดของผม ไม่แยกตัวไปเปลี่ยนนามสกุลเสียก่อน
ผมซึ่งเป็น ลูกชายคนโต ของลูกชายคนโต ของนายบุญธรรม ซึ่งเป็นลูกชายคนโต
ของเจ้าน้อยธาน ซึ่งเป็นลูกชายคนโต ของ เจ้าเมืองแก่น จะต้องเป็นผู้สืบตระกูล
วงศ์เมืองแก่น ตามธรรมเนียม อย่างที่คุณหลาน ล้านนาใช้คำว่าอะไรนะ
สืบทอดตำแหน่ง โดยตรง ก็คงเป็นไปได้
แต่...โลกนี้ เป็นอนิจจังครับ ทุกสิ่งไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงได้เสมอ
อย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเจ้าน้อยธาน และเจ้าน้อยทอง
ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งสมมติทั้งสิ้นครับ ทั้ง ยศฐาบรรดาศักดิ์ ชาติตระกูล
เรื่องราวเมื่อเก่าก่อนนั้น จะเป็นอย่างไร
เป็นเรื่องของบรรพบุรุษท่านครับ เราไม่ทราบได้ว่า ในเวลานั้น
ท่าน คิดอะไรอยู่ ทำอะไรและส่งผลอย่างไรถึงลูกหลานในวันนี้
เราก็คงได้เห็นกันอยู่แล้ว
สิ่งนึง ที่เราควรระลึกอยู่เสมอก็คือ อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
การกระทำของเราในวันนี้ จะส่งผลอย่างไรต่อลูกหลานของเราบ้างต่างหาก


ตอนนี้ สิ่งดีที่เกิดขึ้นในชีวิตผมก็คือ การได้เจอ ญาติร่วมบรรพบุรุษเดียวกัน
พี่ และน้องที่เคยแยกจากกันในอดีตมาในวันนี้
ลูกหลานของทั้งคู่ ได้มาเจอกันอีกครั้งนึง
ในอีก กว่าร้อยปีให้หลัง
การกระทำของผมในวันนี้
ทำให้ลูกชายผม มีอาเพิ่มขึ้นอีก หนึ่งคน และมีคุณย่าเพิ่มขึ้นอีก หนึ่งคน


เรื่องดีๆ แบบนี้ จะมีบ่อยสักขนาดไหนกันเชียว...

จาก : ลูกหลานเจ้าเมืองแก่น - 28/05/2007 01:41

ข้อความ : ดิฉันใช้นามสกุลผาทองมาตั้งนานแล้ว คุณพ่อชื่อสุพลเป็นคนจังหวัดแพร่แต่ตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว มีใครใช้นามสกุลผาทอง และรู้จักเครือญาติดิฉันช่วยบอกด้วยนะคะ

จาก : คนสกุลผาทอง - 10/06/2007 13:19

ข้อความ : เอ้อ คุณคนสกุลผาทองครับ
ต้องทราบชื่อถึงคุณปู่ หรืออาจจะคุณทวดของคุณน่ะครับ
ถึงจะพอหาได้ว่า เป็นญาติสายไหนอ่ะครับ

จาก : ลูกหลานเจ้าเมืองแก่น - 11/06/2007 00:20

ข้อความ : ที่ไม่มีนามสกุล ณ แพร่ คงจะด้วยเหตุผลอะไรสักอย่างจาก เหตุการณ์กบฏเงี้ยวที่เกิดขึ้นในสมัยก่อน จึงทำให้ไม่มีการพระราชทางนามสกุล ณ แพร่ อย่างเจ้านายฝ่ายเหนือราชวงศ์อื่น ๆ แต่เหตุการณ์จริง ๆ นั้นเป็นอย่างไร ใครเกี่ยวข้องอย่างไร นั้นยังคลุมเครืออยู่ว่าอันไหนจริงอันไหนไม่จริง ก็เหมือนกับประวัติพระเจ้าตาก

จาก : คนเหนือ - 12/06/2007 23:37

ข้อความ : ผมก็นามสกุล วงศ์เมืองแก่น เหมือนกัน ตอนนี้บวชเป็นพระอยู่ บวชนานจนสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค กำลังเรียนปริญญาตรี ปี 4 ใกล้จบแล้ว ว่างๆค้นห้าเจอ ก็เลยแนะนำตัวหน่อย เห็นว่าเชื้อสายเดียวกัน พ่อเป็นคนลำปาง แม่เป็นคนอุดร ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับประวัตินามสกุลมาก่อนเลย เพิ่งมาเจอนี่แหละ

จาก : พระมหานิโรจน์ - 18/06/2007 17:32

ข้อความ : นมัสการ พระมหานิโรจน์ครับ
ท่านน่าจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ น้องคนนามสกุลวงศ์เมืองแก่น
ต้องลองเช็คดูน่ะครับ
ถ้ารู้ชื่อพ่อ ชื่อปู่ ก็น่าจะพอเช็คได้น่ะครับ

จาก : ลูกหลานเจ้าเมืองแก่น - 20/06/2007 10:33

ข้อความ : ตอนนี้ ปูํ่เสียชีวิตไป 8 ปีแล้ว ตอนนั้นยังเด็ก จำได้แต่ชื่อปู่ ชื่อปู่หนำ
ถามพ่อ พ่อก็ไม่รู้เรื่องราวอะไรของปู่มากนัก รู้แต่ว่าปู่ไม่ได้สมบัติอะไร
จากญาติๆหรือพ่่อแม่เลย อาจเพราะปู่นิสัยเข้ากับญาติๆไม่ได้มั้ง จึง
ทำให้ครอบครัวไม่ได้มีฐานะอะไร ทำนาเหมือนครอบครัวชาวบ้านทั่วไป
พ่อเป็นคนลำปาง ต.ล้อมแรด อ.เถิน มีน้าเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดล้อมแรด

จาก : พระมหานิโรจน์ - 26/06/2007 17:39

ข้อความ : เออ. พ่อชื่อ นายแก้วมูล วงศ์เมืองแก่น

จาก : พระมหานิโรจน์ - 26/06/2007 17:41

ข้อความ : hgfjd.ah;js

จาก : วิไล ประดิษฐ์ - - vili555@gja;ajkb.com - 29/06/2007 09:48

ข้อความ : อ่า นมัสการพระมหานิโรจน์ครับ

ผมกำลังพยายามหาให้อยู่นะครับ
อยากได้ชื่อปู่ หรือทวด จะง่ายกว่าอ่ะครับ
แหะๆ




จาก : ลูกหลานเจ้าเมืองแก่น - 03/07/2007 13:03

ข้อความ : อยากรู้ประวัตินามสกุลวรรคตอน

จาก : จาก วรรคตอน - 05/07/2007 17:22

ข้อความ : อยากรู้ประวัตินามสกุลวรรคตอน เข้ามาคุยกันหน่อย

จาก : จาก วรรคตอน - - si_b_24@hotmail.com - 05/07/2007 17:24

ข้อความ : อยากรู้ประวัตินามสกุลวรรคตอน มากใครที่รู้บอกที

จาก : จาก วรรคตอน - - si_b_24@hotmail.com - 05/07/2007 18:34

ข้อความ : อยากรู้ประวัตินามสกุลแกล้วกล้า ตาเรานามสกุลนี้อ่ะ
เพราะเมื่อก่อนเหมือนเคยได้อ่านหนังสือเชื้อสายเจ้าหลวงเมืองแพร่ เหมือนกัน แต่หายไปไหนไม่รู้ อยากได้ข้อมูลเก็บไว้
ใครรู้ช่วยโพสต์ด้วย

จาก : คนแพร่ - - meenwika@hotmail.com - 09/07/2007 14:55

ข้อความ : แกล้วกล้า เป็นลูกหลานสายเจ้าเมืองแก่นครับ
ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นของลุกชายคนสุดท้องของเจ้าเมืองแก่น
อย่างที่ผมได้เล่าไปในข้างต้นน่ะครับ
รายละเอียดของทางแกล้วกล้า ผมไม่ทราบ เพราะผู้ใหญ่ทางผม ไม่ได้เล่าให้ฟังครับ
ที่แน่ๆ ก็คือ คุณ คนแพร่meenwika@hotmail.com เป็นญาติกับผมครับ


จาก : ลูกหลานเจ้าเมืองแก่น - 12/07/2007 04:40

ข้อความ : ไม่ได้เข้ามาดู นานแล้ว ดีใจที่ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลของญาติๆกันต่อ

จาก : Baros - 12/07/2007 22:18

ข้อความ : นามสกุลวรรคตอนเป็นนามสกุลเกี่ยวกับเครือญาติของคุณย่าผมเพราะเจ้าบัวแฝงเป็นเจ้าป้าของคุณย่า(เจ้าตุมมา ประดิษฐ์)เจ้าบัวแฝงสมรสกับทวด.....ไม่ทราบชื่อเดี๋ยวไปถามคุณย่าก่อนสามีท่านนามสกุล วรรคตอน
เครือสายผมกับเจ้าบัวแฝง
แม่เจ้าจันทร์ติ๋บ+เจ้านายเมืองแพร่ มีบุตร 1 คน
แม่เจ้าบัวแฝง
แม่เจ้าจันทร์ติ๋บ+นายแก้ว เสียงดังมีบุตร4คน

แม่อ้วน

แม่คำ+เจ้าปุ๊กมีบุตร๓คน
เจ้าผล เชื้อวงศ์+แม่เจ้าบุญตันธิดาแม่เจ้าคำเกี้ยวมีบุตร4คน
นายสุริยา
นายเย็น
นางสาวลำยวน เสียชีวิต
นางสาวนงเยาว์ เสียชีวิต
เจ้าบุญมา เชื้อวงศ์+นายนวล กาศสกุลมีบุตร๓คน
นายคงฤทธิ์ เจ้าของเต้นรถแพร่ฤทธิพงศ์
นายมนัส เสียชีวิต
นายลอด เสียชีวิต
เจ้าตุมมา เชื้อวงศ์+เจ้าทอน ประดิษฐ์บุตรเจ้าปัญญาวงศ์มีบุตร2คน
นางประนอม +นายเย็น เชื้อวงศ์
นายธานินทร์+นางทองรัตน์ (พ่อแม่ของผม)

พ่อมี

พ่อยอด

จาก : ล้านนา - 16/07/2007 13:48

ข้อความ : กำลังสงสัยว่าเจ้าน้อยโทน (ราชบุตรของเจ้าอินทวิชยานนท์ พี่ชายต่างแม่ของเจ้าดารารัศมี) กับเจ้าพิริยเทพวงศ์ เป็นคนเดียวกันหรือเปล่าคะ แล้วพระอัฐิของเจ้าพิริยเทพวงศ์บรรจุอยู่ที่ไหนหรือคะ

จาก : BP- คันธวิชัย - 30/07/2007 22:31

ข้อความ : เท่าที่สืบได้ พ่อบอกว่า ปู่ของพ่่อคนแถวบ้านเรียกกันว่า เจ้าน้อยไก่ ย่า
พ่อชื่อว่า สุย พ่อบอกมายังงี้ พ่อไม่เคยเห็นปู่ของพ่อหรอก เพราะปู่ไม่
เคยพาไปหา เท่าที่รู้ก็ยังแค่นี้อยู่ พ่อบอกว่าปู่มีพี่น้อง สามคน หญิงหนึ่ง
ชายสอง แต่พี่น้องไม่ค่อยถูกกัน (ตามที่พ่อบอก)

จาก : พระมหานิโรจน์ - 31/07/2007 14:42

ข้อความ : มีปัญหาทางด้านการเงิน กระเป๋าแห้งอยู่ทุกวัน มาเพิ่มรายได้ใส่กระเป๋าของคุณโดยวิธีง่ายๆ
โดยทำเป็นอาชีพเสริม ไม่ผิดกฏหมาย ไม่เดือดร้อนใคร
สนใจติดต่อ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ 081-6014111
www.best-sme.com

จาก : or - 01/08/2007 11:08

ข้อความ : ข้อมูลเพิ่ม เจ้าบัวแฝงสมรสกับพ่อใหญ่วัง
แม่เจ้าจันทร์ติ๊บมีบุตร 5คน
1แม่อ้วน
2แม่มูล
3แม่คำ
4พ่อมี
5พ่อยอด

จาก : ล้านนา - 05/08/2007 06:44

ข้อความ : น่าจะจัดตั้งเป็นสมาคม หรือมีweb siteตระกูลน่ะ ขอความเห็นหน่อย

จาก : baros - 07/08/2007 21:28

ข้อความ : ผมเป็นคนหนึ่งในตระกูล แกล้วกล้า แต่ร่นลงมาที่จ.อ่างทอง ปู่เป็นอดีตทหารผ่านศึกรบเชียงตุง ปัจจุบันผมรับราชการทหารที่กองบิน23 จ.อุดรธานีหากไม่ได้เป็นพี่น้องโดยสายเลือดก็คงเป็นพี่น้องโดยสายใยแห่ง แกล้วกล้า นะครับ

จาก : พ.อ.อ. กนก แกล้วกล้า - 14/08/2007 02:13

ข้อความ : ข้อความ : น่าจะจัดตั้งเป็นสมาคม หรือมีweb siteตระกูลน่ะ ขอความเห็นหน่อย

จาก : baros - 07/08/2007 21:28

น่าสนใจมากๆครับ

จาก : ลูกหลานเจ้าเมืองแก่น - 22/08/2007 03:26

ข้อความ : แบบนี้ พี่กนก ก็เป็นลูกผู้พี่ของผมสิครับ

จาก : ลูกหลานเจ้าเมืองแก่น - 25/08/2007 12:19

ข้อความ : ประดิษฐ์เชียงใหม่ ครับ

จาก : จีราวุฒิ ประดิษฐ์ - 09/10/2007 14:05

ข้อความ : อยากรู้ที่มา

จาก : วรรคตอน - 15/10/2007 17:08

ข้อความ : ข้าพเจ้าก็เป็นลูกหลาน "วงศ์เมืองแก่น"เหมือนกันยายของข้าพเจ้านามสกุลวงศ์เมืองแก่น แม่ของข้าพเจ้าแต่งงานกับพ่อนามสกุลวงศ์ศิริ ข้าพเจ้าเลยต้องเปลี่ยนมาใช้นามสกุลนี้


จาก : ลูกหลาน "วงศ์เมืองแก่น" - - G220534040834@thaimail.com - 31/10/2007 11:11

ข้อความ : คุณลูกหลานเจ้าเมืองแก่นดิฉันอยากรู้ว่าเจ้าเมืองแก่นมีลูกกี่คนค่ะ

จาก : Phaihlew - 31/10/2007 11:37

ข้อความ : แม่เจ้าพิมพา และเจ้าเมืองแก่น มีลูกด้วยกันทั้งหมด 11 คน เป็นหญิง 6 เป็นชาย 5คน
โดยที่ลูก 5 คนแรก ของเจ้าเมืองแก่น กับแม่เจ้าพิมพา เป็นหญิงทั้งหมด
จนมาถึงคนที่ 6 จึงได้ลูกชาย ชื่อว่า เจ้าน้อยธาน วงศ์เมืองแก่น ซึ่งถือเป็นลูกชายคนโต


ผมเขียนไว้แล้วนี่ครับ



จาก : ลูกหลานเจ้าเมืองแก่น - 12/11/2007 05:09

ข้อความ : หนูคือทาญาติตระกูลวังซ้าย แต่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องะไรกะเขาเท่าไหร่

จาก : ตระกูลวังซ้าย - 20/11/2007 21:03

ข้อความ : อยากรู้เรื่องตระกูลวังซ้ายเหมือนกัน

จาก : Baros - 25/11/2007 20:48

ข้อความ : ช่วยบอกข้อมูลของตระกูลวงศ์จินดารักษ์ด้วย ว่าเกี่ยวข้องกับกบฏเงี้ยวอย่างไร

จาก : เหลนแม่เจ้า - 26/12/2007 09:35

ข้อความ : เพิ่งจะอ่านเจอกระทู้นี้นะคะ ดีใจที่มีผู้สนใจประวัติของเมืองแพร่ แต่ก่อนอื่นอยากจะเรียนให้ทราบก่อนนะคะว่า คุณปู่รัตน์ วังซ้าย ผู้เล่าเรื่อง "เจ้าหลวงแพร่ไม่ได้เป็นกบฎ" ท่านเสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2549 ด้วยโรคมะเร็งในท่อน้ำดี รวมอายุได้ 81 ปี

คุณปู่รัตน์เป็นน้องคนสุดท้องของคุณปู่ของดิฉันเองค่ะ บ้านเดิมของดิฉันอยู่หลังสำนักงานเทศบาลเมืองแพร่ แต่ตอนนี้ได้ย้ายมาอยู่ที่เชียงใหม่แล้วค่ะ

จาก : หนิง - - ning532004@yahoo.com - 15/01/2008 21:57

ข้อความ : กระทู้นี้ตั้งแต่ปี 2002 ยาวมาถึง 2008 เลยครับ

จาก : เอ เพลิดเพลิน - - ultraman.a@hotmail.com - 16/01/2008 02:00

ข้อความ : ไงก้อไทยเหมือมกัน


จาก : เท่ห์ - - ak.5033@hotmail.com - 08/02/2008 21:21

ข้อความ : เราเป็นลูกหลานเมืองแพร่เราต้องทําวันนี้ให้ดีเราลบคําที่คนว่าเป็นคนตา................วังซ้ายต้องการรู้ว่าแพร่พันธุ์มันมาจากไหน อืออือือือือือือือื................และต้องอยู่ตัวที่ 1 ไปอ่านประวัฒมาใหม่นะครับ จาก คนรักแพร่ ][ วังซ้าง ][

จาก : วังซ้าย - 26/02/2008 08:06

ข้อความ : ผมเป็นคนชุมพรโดยกำเนิดอยากทราบที่มาของนามสกุล วงศ์มณีมากๆครับ

จาก : วันชัย วงศ์มณี - - pom_148@hotmail.com - 22/03/2008 01:08

ข้อความ : วันนี้ผมดีใจมาก ที่ได้เข้ามาห้องนี้ ผมเองก็พึ่งรู้ว่า"ตระกูลวังซ้ายมีจริง" อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่า ต้นตระกูลของผมมาจากไหน ผมได้ยินได้ฟังจากแม่และญาติข้างพ่อว่าเราหนีมาจากแพร่เป็นถึงเชื้อเจ้าผู้ครองนครแพร่ ผมยังเล็กๆ ไม่ได้สนใจ แต่ท่านก็พูดอยู่บ่อยๆ ท่านเคยเล่าว่าปู่เป็นหนึ่งในเชื้อเจ้าที่แตกหนีมาจากแพร่เดินทางเท้าข้ามป่าข้ามเขา มาไกลมากและตั้งบ้านเมืองใหม่ และเปลี่ยนนามสกุล ใหม่เป็น บุญพรหม อยู่ อำเภอพร้าว จ.เชียงใหม่ ลูกหลานปู่รวมทั้งพ่อผมด้วย ส่วนมากเป็นครูบาอาจารย์ กันหมด ยุคนั้นก็ถือว่าไม่ธรรมดาเลยที่เดียว..เหตุที่เปลี่ยนนามสกุลท่านบอกว่า ป้องกันการตามล่าของทางการสมัยโน้น ทุกครั้งท่านเล่าจบท่านก็จะบอกว่าห้ามไปเล่าให้ใครฟังอีก ปัจจุบันท่านเสียชีวิตแล้ว (พ่อ แม่) ยังเหลือ ลุงเพียงคนเดียวที่รู้ความจริงทุกอย่างลุงอายุ 86ปีได้ อย่างน้อยผมก็รู้แล้วต้น ตระกลูมาจากไหน..ดีใจมากๆ ครับ


จาก : pon-pn2 - - pon-pon2@hotmail.com - 25/04/2008 14:50

ข้อความ : เคยได้ยินครูเล่าให้ฟังว่า"เมื่อก่อนนั้นมีการจัดการปกครองในล้านนา โดยการดึงอำนาจจากเจ้านายในล้านนาไปสู่รัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ รวมทั้งระบบภาษีแบบกรุงเทพ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ล้านนามากก็เลยทำให้ชาวล้านนาเกิดการกบฎขึ้น โดยชาวล้านนาจะกวาดล้างชาวไทยหมดคนไหนที่พูดไทยไม่พูดล้านนาจะถูกฆ่า โดยสมัยนั้นเจ้าหลวงพิริยะ เทพวงศ์นั้นเป็นผู้ปกครองเมืองอยู่ เมื่อมีการกบฎขึ้นนัน้เจ้าหลวงพิริยะไม่รู้ทำยังไงจึงไปปรึกษาร.5 ร.5ท่านทรงดำริว่าอย่าวู้วามจึงทำให้เจ้าหลวงทำเหมืนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยดื่มน้ำสาบานกัน3คนคือร.5 เจ้าหลวงพิริยะ และ...(จำไมได้แล้ว แต่ปัจจุบันลูกหลานคือคนที่นำสกุลวังซ้าย)ทั้ง3คนดื่มนำสาบานว่าจะไม่บอกใครหากผู้ใดบอกขอให้มีอันเป็นไป หลังจากนั้นก็นำคนไทยไปไว้ในห้องใต้หลังคาของบ้าน...(อันนี้ก็จำไม่ได้)แล้วบอกให้ภรรยาดูแลให้ดีๆ หลังจากนั้นกบฎก็มาตรวจถึงบ้านหลังนี้ แต่เมื่อมาถึงกลับเห็นแม่ครัวกำลังจะเตรียมกับข้าว กบฎถามว่าเตรียมไว่ให้ใครทำไมทำเยอะจัง โดยคิดอยู่ว่าจะตอบว่าให้คนไทยกินก็ไม่ได้ จึงบอกไปว่าเตรียมสำหรับหลังจากก่อการกบฎจบลง(*ข้อนี้แหละทำให้คนไทยเข้าใจผิดว่าเจ้าหลวงพิริยะสมรู้ร่วมคิดกับกบฎหรืองิ้ว)แต่หลังจากนั้นเจ้า...(บรรพบุรุษของสกุลวังซ้ายแหละ)ก็ได้แอบบอกความจริงแก่ลูกหลานซึ่งผิดคำสัญญาจึงทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา ปัจจุบันลูกหลานของเจ้าหลวงพิริยะก็กำลังค้นหาความจริงเพื่อแสดงความจริงให้เห็น
ปล.จบแย้วจำได้แค่นี่ตกหล่นประการใดก็ไปดูของคนข้างบนนะงับ

จาก : OrIoZa(เด็กพิริยาลัย50(2550)อิอิ) - - tang_3011@hotmail.com - 12/05/2008 22:02

ข้อความ : สนใจอยากรู้เรื่อง ต้นตระกูลวังซ้าย มากๆเลยเจ้า ไผมีประวัติส่ง Mail .ให้อีน้อยต้วยเน้อ..จักขอบพระคุณอย่างยิ่ง


จาก : BF...วังซ้าย 2551 - - bf_wannapha@hotmail.com - 15/05/2008 22:31

ข้อความ : ถึง เหลนแม่เจ้า
อยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเงี้ยวกับวงศ์จินดารักษ์
โทรมาคุยส่วนตัวได้ที่ รชฏ วงศ์จินดารักษ์ (หลานแม่เจ้า)
0897192052

จาก : หลานแม่เจ้า - - racha147@gmail.com - 23/05/2008 22:37

ข้อความ : ไม่รู้ แต่เรานามสกุล วงศ์มณี

จาก : piw - - playgirl_andboy@hotmail.com - 24/05/2008 15:19

ข้อความ : สกุล วังซ้าย สามารถอ่านในหนังสือเชื้อสายเจ้าหลวงเมืองแพร่ 4 สมัย จัดทำ2536ผู้จัดทำยังมีชีวิตอยู่ ผมมีหนังสือครับผมอย่ กทม.สามารถติดต่ดผมได้ตาม e-mail ยินดีครับ

จาก : พงศ์พันธุ์ วังซ้าย - - w_pongpan@hotmail.com - 13/06/2008 23:20

ข้อความ : ก่อนที่เราจะมีครอบครัวเราใช้นามสกุลวงศ์พระถาง เพราะปู่ของเราเป็นลูกของพ่อเจ้าเสาร์ และแม่เจ้าพลอย วงศ์พระถาง ที่ตอนนี้บ้านอยู่ตรงถนนเจริญเมือง เป็นบ้านทรงไทย เราจำอดีตไม่ค่อยได้ แต่เราก็ไปเที่ยวบ้านหลังนี้บ่อยน่ะ ปู่เราชื่อสม วงศ์พระถาง และย่าชื่อเอี้ยง วงศ์พระถาง

จาก : หลานปู่สม - - supaluck@hotmail.com - 03/07/2008 16:03

ข้อความ : ทำไมจ.แพร่ไม่มีนามสกุลว่าณ แพร่ละจ๊ะ

จาก : เด็กบ้านร่องกาศ - 04/07/2008 10:16

ข้อความ : อยากทราบประวัตินามสกุลวงค์มณีค่ะ เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไรคะ แล้วแกล้วกล้า ญาตินู๋มีเยอะเลย ญาติทางพ่อ และวงค์มณีเป็นนามสกุลของแม่ค่ะ อยากรู้ว่า 2 นามสกุลนี้เกี๋ยวข้องอะไรด้วยคะ งงจัง แต่ได้อ่านแล้วรู้สึกดีขึ้นมากเพราะตอนเรียนประถม มัธญม อาจารย์ก็บอกแต่ว่าเจ้าเมืองแพร่เป็นกบฏ มาอ่านแล้ว เหมือนฉลาดขึ้น และความภาคภูมิใจ มันมากเหลือเกินค่ะ

จาก : เด็กแพร่ค่ะ - - aoy5906@hotmail.com - 16/07/2008 16:36

ข้อความ : ขออนุญาติก๊อบข้อความเหล่านี้ เพื่อไว้สอนลูกสอนหลานต่อไปถึงประวัติเมืองแพร่นะคะ ได้ความรู้เยอะมาก อย่างน้อยๆเราก็อยู่ในกลุ่มของนามสกุลที่เรานั้นคุนเคยอย่าง ผาทอง แกล้วกล้า เทพวงค์ วรรคตอน แล้วแต่แต่ญาติพี่น้องนามสกุลนี้ทั้งนั้น แต่เราเป็นคนรุ่นหลังหาได้รู้อะไรเกี๋ยวกับประวัติเลย คุณนามสกุลวงค์มณี ยังไงเมลล์หาได้นะคะ นามสกุลเดียวกับคุณแม่เราเลย คุณแม่เป็นคนบ้านเหล่า อ.สูงเม่นค่ะ เคยถามท่านเหมือนกันว่า ทำไมรูปคุณปู่คุณทวดถึงคล้ายชุดกับข้าหลวงในอดีต แต่ท่านไม่ยอมแม้จะปริปากเลย จนกระทั่งไม่มีโอกาสได้ถามอีกเพราะท่านเสียไปแล้วค่ะ เอาไปกลับไปแพร่แล้วจะเอารูปมา น่าจะมีเวบไซค์ลำดับเครือญาติเน๊อะ อ่านแล้วม่วนแต้ๆเจ้า

จาก : เด็กแพร่ค่ะ - - aoy5906@hotmail.com - 16/07/2008 16:51

ข้อความ :
ผมกำลังตามหาครูมอญแก้ว วังซ้ายอดีตครูใหญ่คนแรกของโรงเรียนช่างทอผ้าและตัดเย็บเสื้อผ้าพ.ศ. 2482-2482 ปัจจุบันคือ วิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่ อีก 2 ปีสถานศึกษาแห่งนี้จะอายุครบ 72 ปี ผมต้องการภาพถ่ายของท่าน เพื่อประกอบประวัติของวิทยาลัย ใครพอจะบอกแหล่งสืบค้นบ้างใหมครับ
นางมอญแก้ว วังซ้าย จากสรรพนามท่านคงเป้นสะไภ้ของสกุลนี้-ขอบคุณล่วงหน้าครับ

จาก : ครูอาชีวศึกษาแพร่ - - jitti@pvc.ac.th - 21/07/2008 12:18

ข้อความ : นามสกุลวงศ์มณีที่บ้านเหล่าที่รู้จักในวงศ์เครือญาติพี่น้องก็จะมี
พ่อใหญ่ทอง แม่ใหญ่มูล วงศ์มณี
ซึ่งตระกูลนี้มีความสนิถสนมกันอยู่กับตระกูลขอ
ตระกูลของเราคือประดิษฐ์
ต้นนามสกุลคือเจ้าวังซ้ายและแม่เจ้าฟุ่นมีบุตรธิดาคือ
1เจ้าเปียง
2เจ้าจื่น
3เต้ามอญ
4เจ้าปัญญาวงศ์
5เจ้าบัวกลิ้ง
6เจ้าหมื่น
ซึ่งผมได้รับข้อมูลมาจากเจ้าย่าซึ่งท่านนามสกุล เชื้อวงศ์เป็นหลานเจ้าบุรีเฒ่าซึ่งเจ้าบุรีเฒ่าอาศัยที่บ้านค่างามภรรยาของท่านชื่อแม่เจ้าฟองแก้วมีบุตรคือ เจ้าตาคำ เจ้าปุ๊ก
ซึ่งเจ้าปุ๊กเป็นพ่อของเจ้าย่าท่านแต่งงานกับแม่คำ(หลานแม่เจ้าจันทิพย์)มีบุตร3คนคือ เจ้าน้อยผล เชื้อวงศ์
2 เจ้าบุญม าเชื้อวงศ์(แม่ของคุณคงฤทธิ์ กาศสกุลเจ้าของเต้นรถแพร่ฤทธิพงศ์)
3 เจ้าตุมมา เชื้อวงศ์ ( เจ้าย่าของผม)


จาก : ล้านนา - 22/07/2008 19:21

ข้อความ : คุณ เด็กแพร่ค่ะ นี่ก็ญาติผมเลยนะเนี่ยแต่ น่าจะเป็นรุ่นๆ หลาน
แม่ผม นามสกุล วงศ์มณีเหมือนกันครับ
วงศ์มณี มีสองคนที่เป็นต้นสกุล คือ พ่อใหญ่เทพ กับพ่อใหญ่ทอง
ซึ่ง วงศ์มณี จะเป็นเครือญาติกับ ปัญญาพวก ซึ่งมีบรรพบุรุษร่วมกัน
สกุลวงศ์มณี สายพ่อใหญ่ทอง ผมไม่ค่อยรู้จัก แต่ ถ้าสายพ่อใหญ่เทพแล้วล่ะก็ ผมเป็นหลานตาของพ่อใหญ่เทพครับ

จาก : ลูกหลานเจ้าเมืองแก่น - 23/07/2008 03:52

ข้อความ : เรียน ลูกหลานเจ้าเมืองแก่น แม่ของคุณชื่ออะไรครับเดียวผมจะถามเจ้าย่าให้ พ่อใหญ่ทองเป็นที่ของพ่อใหญ่เทพ พ่อใหญ่เทพท่านมีเมีย3คนที่เจ้าน่ารู้จักคือแม่ใหญ่จันและแม่ใหญ่ปัน และนามสกุลปัญญาพวกเป็นนามสกุลของพ่อแพทย์ ปัญญาพวก
ผมได้ศึกษาทางด้านนี้มากถึงแม้อายุจะน้อนไม่กลัวว่าใครจะว่าหล้าหลังเพราะนามสกุลทุกนามสกุลมีความสำคัญต่ออนาคตเป็นอย่างมากผมจะไปสอบถามจากผู้เฒ่าผู้แก่ที่เป็นเครือญาติของผมและจะทำเป็นหนังสือเอาไว้ให้ได้ อยากได้ข้อมูลของแต่ละนามสกุลของเจ้านายเมืองแพร่ที่แตกต่างไปจากหนังสือของเชื้อสายเจ้าหลวง4สมัยของเจ้าไข่มุกต์ และอยากได้นามสกุลเกี่ยวกับเจ้าบ้านร่องกาศ บ้ารเหล่าและอื่น

จาก : ล้านนา - 23/07/2008 19:33

ข้อความ : ถ้าอยกเปลี่ยนข้อมูลกับผมก็ให้เล่นในช่วง1ทุ่ม-3ทุ่มได้

จาก : ล้านนา - 23/07/2008 19:34

ข้อความ : แก้ไข พ่ใหญ่ทองเป็นพี่พ่อใหญ่เทพ

จาก : ล้านนา - 23/07/2008 19:38

ข้อความ : พ่อใหญ่ ทอง กับพ่อใหญ่เทพ มีพี่ชายคนนึงครับ ชื่อพ่อใหญ่ตัน
พ่อใหญ่ตันนี่แหละ เป็นบิดาของพ่อใหญ่ แพทย์ ปัญญาพวก
ที่นามสกุลต่างกัน เพราะพ่อใหญ่ตัน ออกเดินทางไปอาศัยอยู่ที่ต่างจังหวัด ก็เลยไม่รู้ว่า น้องชายสองคน ตั้งนามสกุลว่า วงศ์มณี
แม่ของผม เป็นลูกของ เมียคนที่สามครับ ชื่อ แม่ใหญ่มา
แม่ผม ชื่อ ภิรียา ครับ
พ่อผม เป็นคนบ้านร่องกาศ แม่ เป็นคนบ้านเหล่า และ อย่างที่ผมเคยเขียนเอาไว้ ว่า

" แม่เจ้าพิมพา และเจ้าเมืองแก่น มีลูกด้วยกันทั้งหมด 11 คน เป็นหญิง 6 เป็นชาย 5คน
โดยที่ลูก 5 คนแรก ของเจ้าเมืองแก่น กับแม่เจ้าพิมพา เป็นหญิงทั้งหมด
จนมาถึงคนที่ 6 จึงได้ลูกชาย ชื่อว่า เจ้าน้อยธาน วงศ์เมืองแก่น ซึ่งถือเป็นลูกชายคนโต
ของเจ้าเมืองแก่น และแม่เจ้าพิมพา ซึ่งเป็นผู้ที่จะได้สืบทอดสายสกุล ตามธรรมเนียม
ต่อมา ด้วยเหตุจากการทะเลาะกันอย่างแรงของพี่น้องในตระกูล
เหตุเกิดจากเขยคนหนึ่งของ เจ้าเมืองแก่น
( ผมไม่ทราบว่าเป็นใคร และเรื่องอะไร แต่น่าจะเป็นเรื่องสมบัติ เงินๆ ทองๆ นี่แหละมั้งครับ )
ทำให้ เจ้าน้อยธาน กับเจ้าน้อยทอง
ซึ่งเป็นพี่น้องที่รักกันมากน้อยใจเจ้าเมืองแก่น ผู้เป็นพ่อ
ทั้งคู่ ตัดสินใจไปเปลี่ยนนามสกุลเป็น ทุ่งมีผลกันอยู่สองคน
( จริงๆ มีอีก แยกออกเป็น แกล้วกล้า กับกัญญารัตน์ )
ทั้งสองคน แยกตัวออกไป ตั้งหลักฐานกันเอง
โดยไม่ยอมเกี่ยวข้องกับพี่น้องวงศ์เมืองแก่นอีก
ในขณะนั้น เจ้าหนานเขียว ซึ่งเป็นน้องคนต่อจากเจ้าน้อยธาน บวชเรียนอยู่
จึงไม่ได้ทัดทาน เจ้าน้อยธาน และเจ้าน้อยทอง
พอสึกกลับมา ก็พบว่า พี่และน้องได้แยกตัวออกจากบ้านไปแล้ว

ถ้านับกันตามหลักแล้ว เจ้าน้อยธาน จะต้องเป็นคนสืบสายสกุล
วงศ์เมืองแก่น รวมไปถึง สมบัติ เงินๆ ทองๆ แต่ด้วยเหตุที่ได้เล่าไปแล้ว
เจ้าน้อยธาน และเจ้าน้อยทอง จึงมิได้อะไรจากเจ้าเมืองแก่นเลย
( สงสัยจะทะเลาะกันแรงมาก ) ดังนั้น คนที่ได้สืบสายสกุล วงศ์เมืองแก่น
จึงเป็นเจ้าหนานเขียว วงศ์เมืองแก่น ที่เป็นคุณทวดของ
น้อง " คนนามสกุล วงศ์เมืองแก่น "นั่นเอง

เจ้าน้อยธาน ทุ่งมีผล ( วงศ์เมืองแก่น ) มีบุตร และธิดาหลายคน
โดยที่ บุตรชายคนโตของเจ้าน้อยธาน ชื่อ นายบุญธรรม ทุ่งมีผล
( ไม่ได้เป็นเจ้าแล้ว เพราะ ความเป็นเจ้า จะสืบต่อได้ก็ต่อเมื่อ พ่อและแม่ เป็นเจ้าเท่านั้น )
และนายบุธรรม ก็มีบุตรอีก 4 คน เป็นชายสาม หญิงหนึ่ง
โดยบุตรชายคนโต ของนายบุญธรรม ก็คือคุณพ่อของผมเอง
ส่วนนายบุญธรรม อายุสั้นมากครับ หลังจากลูกชายคนเล็กเกิด
ก็ถูกฆาตกรรม ทิ้งลูกเมียไว้ให้สนุกสนานกับโลกเบี้ยวๆ กัน ห้าคนแม่ลูกต่อไป
"

เท่าที่รู้ วงศ์มณี ไม่ได้เป็นวงศ์วรญาติ นะครับ

อีกเรื่องนึง ที่เคยได้ยินมาก็คือ จริงๆ แล้วเจ้าเมืองแก่นเนี่ย ก็ไม่ได้เป็นเจ้าโดยสายเลือดแต่ ได้เป็นเพราะเป็นตระกูลที่ทำป่าไม้มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ สันนิษฐานกันเล่นๆ ว่า
อาจจะเป็นลูกหลานพวกโปรตุเกส ฮอลันดา ฝรั่งอั่งม่อ ที่ไปทำไม้ แล้วก็ มีลูกมีหลานสืบตระกูลทำไม้มา จนต่อมาได้ดูแลผลประโยชน์ด้านการป่าไม้ให้กับเจ้าหลวง เลยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าด้วย
เพราะ ตระกูล วงศ์เมืองแก่นเนี่ย เมื่อไม่กี่สิบปีก่อน เป็นตระกูลที่มีฐานะมังคั่งมากๆ ตระกูลนึงของเมืองแพร่เลย
แต่ ที่ยากจนลงไป ก็เพราะ ลูกเขยคนนึงของเจ้าเมืองแก่นนี่แหละครับ ได้ปอกลอก หลอกเอาทรัพย์สมบัติของพี่น้องเมีย เอาไปเล่นการพนันเสียจนหมดเนื้อหมดตัว
จริงๆ ผมอยากระบุชื่อเสียด้วยซ้ำไปว่าชื่ออะไร แต่ เรื่องมันผ่านไปนานแล้ว เรียกร้องอะไรกลับมาก็คงไม่ได้ รังแต่จะทำให้คนในตระกูลหมางใจกันในชั้นลูกชั้นหลานไปเปล่าๆ

เล่าให้ฟังเล่นๆ แต่ เป็นข้อเท็จจริงครับ


จาก : ลูกหลานเจ้าเมืองแก่น - 24/07/2008 02:11

มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
ชื่อ :
Email :
ข้อความ :


Web site ดี ๆ ของคนล้านนา Lannaworld.com
TheRyo's GYM Bodybuilding and Fitness Guide