กระทู้ถาม-ตอบ ล้านนา
หน้าหลัก กระทู้
คลิกที่นี่เพื่อตั้งกระทู้ใหม่


หัวข้อ : เอามาให้อ่านค่ะ
ข้อความ : คนไทยไปไหนหมด??

วันนี้เป็นอีกวันที่ผมขาดทุน !

ผมเปิดร้านตั้งแต่ก่อนเวลาเคารพธงชาติเล็กน้อยเช่นที่เคยปฏิบัติเป็นกิจวัตรมาตลอดเวลาร่วม 3 ปี เปิดไฟฟ้าเท่าที่จำเป็นเพราะค่าไฟฟ้าเดือนก่อนสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ บูตเครื่องที่ทำหน้าที่เป็น server ปล่อยให้มันทำงานตามหน้าที่ของมันเช่นปกติ คว้าเอาไม้ขนไก่ปัดฝุ่นตามโต๊ะ ตู้ และคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในร้าน ก่อนที่จะเอาผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เป็นเครื่องมือหากินของผมจนสะอาดเอี่ยม ก่อนจะบูตเครื่องลูกที่ใช้บริการลูกค้าอีก 2 เครื่อง เพื่อรอรับลูกค้าที่อาจแวะเวียนมาใช้บริการ เมื่อบูตเครื่องทั้งสองเสร็จ ผมไม่ลืมที่จะปิดจอ ก็เพื่อการประหยัดไฟฟ้าอีกทางหนึ่ง
ชงกาแฟร้อน ๆ ให้ตัวเองถ้วยหนึ่ง แล้วจึงมานั่งหน้าเครื่องที่ผมใช้ทำงาน มีงานพิมพ์รายงานของนักเรียนค้างอยู่ 2-3 แผ่น ไม่มากมายอะไร ปัญหาคือลายมือของเด็กนักเรียนสมัยนี้อ่านยาก สายตาผมที่เริ่มงอแงของผมต้องทำงานหนักขึ้นเป็นสองเท่า มันจะสั้นก็ไม่สั้น จะยาวก็ไม่ยาว ทำให้ผมใช้เวลามากกว่าปกติเกือบเท่าตัวในการพิมพ์รายงาน 2-3 แผ่นนั้นให้เสร็จ จัดแจงงานที่พิมพ์เสร็จแล้วใส่ซอง รอให้เจ้าของงานมารับ แลกกับเงินจำนวนยี่สิบสามสิบบาท
10.00 น. ยังไม่มีรายได้เข้าร้านสักบาท ผมมองออกไปนอกร้าน ถนนสายหลักของเมืองเล็ก ๆ ที่ผมอาศัยอยู่เงียบราวเมืองร้างในหนังคาวบอย รถรานาน ๆ จะวิ่งผ่านมาสักคัน บนฟุตบาท ก็เงียบสงัด เจ้าของแผงขายขนมที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามนั่งสัปหงก ผมออนไลน์ เข้าเว็บไซต์โน้น คลิกไปเว็บไซต์นี้อย่างไร้จุดมุ่งหมาย และอดเหลียวไปดูหน้าร้านทุกครั้งที่มีคนเดินผ่านด้วยความหวังว่า จะมีสักคนที่เข้ามาใช้บริการเป็นลูกค้าคนแรกของวันอันน่าเบื่อหน่ายนี้ไม่ได้ แต่ก็เป็นแค่คนที่เดินผ่าน ผ่านไปที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่ร้านผม….
11.30 น. ผมตัดสายการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ยังไม่มีลูกค้าแม้แต่รายเดียวสำหรับวันนี้
12.00 น. ได้เวลาอาหารกลางวันของผมแล้ว เดินออกมานอกร้านเหลียวมองไปรอบ ๆ เมืองทั้งเมืองเงียบสงัด ร้านค้าแทบทุกร้านร้างผู้คน เห็นเพียงเจ้าของร้านนั่งเฝ้าร้านด้วยสายตาที่เหม่อลอย สำหรับพ่อค้าแม่ขายแล้ว สภาพเงียบเหงาเช่นนี้ เป็นสภาพแห่งความทุกข์ทรมานที่ต่างเข้าใจกันดี ผมตรงไปที่ร้านขายข้าวแกงเจ้าประจำที่ผมฝากท้องไว้ เพียงพยักหน้ากับเจ้าของร้าน ก็เป็นอันรู้กันว่า "ข้าวผัดกะเพรา"
13.00 น. ร้านยังคงเงียบสงัด ผมเริ่มนึกถึงค่าเช่า ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าสึกหรอของเครื่อง วันนี้ผมต้องควักเนื้อเพื่อทุกรายการที่กล่าวถึง โดยยังไม่มีวี่แววว่าจะมีรายรับเข้าร้านมาแบ่งเบารายจ่ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เหล่านี้ ผมตัดสินใจปิดเครื่องที่บูตทิ้งไว้แต่เช้า คิดว่าคงจะประหยัดค่าไฟฟ้าไปได้อีกหลายบาท
14.30 น. ผมผวาตื่นจากการงีบหลับอย่างไม่รู้ตัว รีบสะบัดความงัวเงียออกไป คิดว่าคงเป็นลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามาใช้บริการเป็นรายแรกของวันนี้ แต่ก็เปล่า เป็นเพียงเซลล์แมนขายเครื่องกรองน้ำ ที่พยายามเสนอขายสินค้าของเขา หน้าเขาดำเกรียมเพราะการเดินตากแดดไปทั่วทั้งเมือง ผมตอบปฏิเสธการขายไปด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
15.00 น. จวนได้เวลานักเรียนเลิกเรียนแล้ว ผมบูตเครื่องสองเครื่องเดิม หวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าเลิกเรียนวันนี้ อาจมีเด็กนักเรียนมาเช็คอีเมล์ หรือเข้าเว็บไซต์หาข้อมูลทำรายงานส่งอาจารย์บ้าง จัดแจงต่ออินเตอร์เน็ตอีกครั้ง ทักทายกับเพื่อนใน ICQ ซึ่งขณะนี้เห็นออนไลน์อยู่เพียง 2-3 คน , เปิดเมล์บ็อกซ์เพื่อเช็คอีเมล์ แต่ก็พบแต่อีเมล์ขยะ โฆษณาขายโน่นขายนี่เป็นภาระของผมต้องคอยตามลบทิ้ง
15.30 น. นักเรียนเลิกแล้ว เด็กผู้หญิงสองคนวิ่งตรงมาทางร้านของผม อดดีใจกับลูกค้ารายแรกของวันไม่ได้ แต่เปล่า… เด็กสองคนวิ่งผ่านเลยไป เพื่อรอรถเมล์ที่ป้ายที่อยู่ไม่ห่างจากร้านผมนัก อาการดีใจเก้อกลายเป็นความรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก เดินคอตกกลับมานั่งหน้าเครื่อง ส่งข้อความร่ำลาถึงเพื่อนผ่าน ICQ ก่อนที่จะตัดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และรีโมตสั่งปิดเครื่อง server ด้วยความความรู้สึกสิ้นหวัง
16.30 น. ผมปิดร้านโดยไม่ต้องทำบัญชีรับ-จ่ายให้เสียเวลาเหมือนเช่นทุกวัน เจ๊เจ้าของร้านข้าง ๆ ทักว่าวันนี้ปิดร้านเร็วจัง ผมตอบไปด้วยยิ้มแห้ง ๆ
ท้องถนนดูเหมือนยิ่งเงียบหนัก แทบไม่มีรถวิ่ง ไม่มีคนเดิน จนผมอยากจะมีลูกบ้า ออกไปยืนกลางถนน แล้วตะโกนดัง ๆ แบบในหนังโฆษณาทางทีวีเรื่องหนึ่งว่า
"คนไทยไปไหนหมด…." ("วะ")…
แต่โชคยังดีที่ผมยังบ้าไม่ได้ขนาดนั้น จึงได้แต่จูงมอเตอร์ไซค์ที่จอดหลบแดดไว้บนฟุตบาทหน้าร้อน เตรียมสตาร์ทเครื่องเพื่อขับกลับบ้าน

"แม่มเอ๊ย… " เสียงชายคนหนึ่งที่บังเอิญเดินผ่านหน้าร้านคุยกับเพื่อนที่เดินคู่กันมาสบถเสียงดังฟังชัด
"กูกะจะซื้อข้างล่างด้วยอยู่แล้วเชียวนา ดันลืมซะสนิท…. ไม่งั้นเย็นนี้ มึงกะกูได้ถองรีเจนซีกันแน่…แม่ม…" เขาสบถอีกครั้ง ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินผ่านเลยไป

อ้อ… ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของคนไทยอีกวันหนึ่ง

วันนี้เป็นวันออกหวย……..








จาก : วัยนวล - 02/04/2002 11:18

ข้อความ : ในความเป็นจริง หวังว่าคงไม่เลวร้ายถึงขั้นนั้นหรอกนะครับ กับคนไทย
...หวังหั่งกับหวย หวังรวยกับพ่อเมีย มันยาก แต้ตั๊ก...

จาก : สลุงเงิน - 02/04/2002 12:02

ข้อความ : คุณวัยนวลเขียนเก่งจังค่ะ แสดงให้เห็นบรรยากาศการทำมาหากินสมัยนี้ได้ดีทุกแง่ เช่นอาชีพในเรื่อง และความหวังที่คนตั้งเยอะฝากไว้กับหวย
ชอบจังค่ะ

จาก : เจ้าบ่าเก่า - 02/04/2002 15:04

ข้อความ : น่าสงสารจังเลย อดทนเอาไว้พยายามหน่อยนะขอเป็นกำลังใจ สักวันคงเป็นวันของเรา ( วันที่ประสบกับความสำเร็จ ) นะคะ เอาใจช่วยคะ

จาก : วาเนสซา - 02/04/2002 23:04

มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
ชื่อ :
Email :
ข้อความ :


Web site ดี ๆ ของคนล้านนา Lannaworld.com