|
|
|
กระทู้ถาม-ตอบ ล้านนา
|
|
||||
|
|
|
|
หัวข้อ : ใครต้องการจะอ่านบทความเกี่ยวกับโรงเรียนสืบสานฯ ที่ลงสกุลไทยเชิญเลยนะครับ ข้อความ : เมื่อข้าวจะงอกเม็ดข้าวจะงาม...โรงเรียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ในสกุลไทย ฉบับที่ 2476 เชิญที่นี่เลยครับผม http://www.sakulthai.com/DSakulcolumndetail.asp?stcolumnid=1315&stissueid=2476&stcolcatid=2&stauthorid=12 ก๊อบไปเลยนะครับผม หรือไม่ก็เข้าไปที่ http://www.sakulthai.com/Sframe.htm แล้วคลิกด้านขวา ตรง สกุลไทย ฉบับย้อนหลัง ฉบับที่ 2476 นะครับผม แล้วก็เลือกเอาตรงเมนูล่ะกันนะครับผม จาก : สลุงเงิน - 17/04/2002 16:49 |
|
ข้อความ : คุณสลุงเงินเจ้า
ยินดีจ๊าดนักที่เอาแหล่งบทความมาแบ่งปั๋น ข้าเจ้าก็เลยได้เข้าไปอ่านโตย เกิดความภูมิใจ๋ดีแท้ จาก : เจ้าบ่าเก่า - 26/04/2002 00:45 |
|
ข้อความ : สกุลไทย ฉบับที่ 2476 ปีที่ 48 ประจำวันอังคารที่ 2 เมษายน 2545
บทความ-สารคดี โดย นรีภพ เมื่อข้าวจะงอกเม็ดข้าวจะงาม...โรงเรียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา อากาศยามเช้าก่อนพระอาทิตย์จะโผล่เหนือขอบฟ้า สะอาดบริสุทธิ์ และสบายกว่าช่วงเวลาไหนๆ ฉันออกจากที่พักจากถนนหางดง มุ่งหน้าเข้าเมือง ถนนหางดง-เชียงใหม่ยุคนี้เป็นคอนกรีตกว้างมีเกาะกลางถนน รถราวิ่งกันเร็ว จำได้ว่าตอนเด็กๆ เมื่อมาเชียงใหม่พอพ้นเมืองก็เป็นชนบทแล้ว เส้นหางดงยังเป็นทางเล็กๆ ทางหลวงชนบทที่เมื่อก่อนมีแค่สองเลนเท่านั้น สองข้างทางมีต้นขี้เหล็กตลอด ยามหน้าดอกขี้เหล็กบานสวยมาก และยังปลูกข้าวอยู่ริมถนน มองเห็นพระธาตุดอยสุเทพโดดเด่น คนรุ่นก่อนเล่าว่า ก่อนที่เชียงใหม่จะมีตึกรามบ้านช่องมากมายอย่างวันนี้ พระธาตุดอยสุเทพเด่นเป็นสง่าไร้ตึกมาบดบัง ใครจะเข้าหรือออกจากเวียงมักต้องยกมือวันทาด้วยความเคารพศรัทธา ชีวิตผู้คนชาวเวียงในยุคนั้นเสมือนอยู่ในสายตาขององค์พระธาตุตลอดเวลา ฉันมุ่งหน้าไปยังถนนห้วยแก้ว เพื่อแวะกราบไหว้อนุสาวรีย์ครูบาเจ้าพระศรีวิชัยก่อนจะไปยังจุดหมายปลายทางอนุสาวรีย์ครูบาเจ้าพระศรีวิชัย ตั้งอยู่ ณ บริเวณแยกห้วยแก้ว เชิงดอยสุเทพ ทุกเช้าจะเนืองแน่นด้วยผู้คนที่มาเคารพกราบไหว้ กลิ่นควันธูปหอมคลุ้งอบอวล จากถนนห้วยแก้ว ขับรถผ่านมาถึงแจ่งหัวหิน ซึ่งเป็นจุดรวมของน้ำที่รินไหลมาจากต้นน้ำบนยอดดอยก่อนจะไหลลงสู่คลองแม่ข่า ซึ่งในอดีตเป็นแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงคนในเวียงเชียงใหม่ ปัจจุบันคลองแม่ข่าไม่ต่างไปจากท่อระบายน้ำเน่าเสียขนาดใหญ่ ขณะที่ทางราชการและกลุ่มอนุรักษ์เชียงใหม่มีโครงการอนุรักษ์ขุดลอกคลองแม่ข่า คลองประวัติศาสตร์ขึ้นอีกครั้ง จากแจ่งหัวรินฉันไปตามถนนมณีนพรัตน์ ครั้งหนึ่งสองฟากฝั่งเคยเต็มไปด้วยต้นสัก แต่ถูกตัดไปเมื่อมีการขยายถนน ตำนานถนนสายนี้ก็เช่นเดียวกับต้นพยอมบนถนนสุเทพ ที่ต้องหลีกทางให้กับความเจริญครั้งแล้วครั้งเล่า ทำนองเดียวกับการสร้างถนนซูเปอร์ไฮเวย์ผ่านบริเวณวัดเจ็ดยอด โดยมิได้คำนึงถึงสภาพแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ ที่เห็นชัดคือ เจดีย์ของวัดถูกตัดขาดออกจากวัดและตั้งอยู่ข้างถนน วัดเจ็ดยอดถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองมีฐานะเป็นอายุเมืองทางทิศพายัพ ตามคติการสร้างวัดตามความเชื่อทักษาเมืองของชาวเชียงใหม่สมัยโบราณ บางครั้งการพัฒนาที่ตอกย้ำแต่ความเติบโตของวัตถุอย่างเดียว โดยขาดความเจริญทางด้านจิตใจ ไม่ไยดีต่อจารีตดั้งเดิมอันเป็นรากเหง้าประวัติศาสตร์วัฒนธรรมล้านนานั้นก็เท่ากับเป็นการละเมิดอดีตอย่างน่าสะเทือนใจ ถนนมณีนพรัตน์จะเลียบคูเมืองด้านนอก เส้นทางเดินรถรอบคูเมืองเป็นวันเวย์ แม้ไม่ต้องคอยระวังรถที่วิ่งสวนทางมา แต่ก็ต้องระวังรถรอบข้าง เพราะคนส่วนใหญ่ขับรถไม่ค่อยจะรักษาเลน โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ แต่คนที่นี่อาจจะเคยชิน เพราะรถราแต่ก่อนไม่มากมายอย่างวันนี้ และถึงอย่างไรมอเตอร์ไซต์ก็เป็นพาหนะประเภทหนึ่งที่ชาวเชียงใหม่ใช้ในชีวิตประจำวันเป็นปกติมาแต่ไหนแต่ไร บนถนนเส้นนี้ฉันเห็นแผ่นป้ายโฆษณาสินค้าขนาดใหญ่เบียดเสียดกับวัด เห็นเจดีย์วัดโลกโมฬีอยู่ติดกับปั๊มน้ำมัน นี่ยังไม่รวมตึกอาคารพาณิชย์ ใจก็นึกหดหู่ว่าเมืองใหญ่ในเมืองไทยต้องเป็นอย่างนี้อยู่ร่ำไป ฉันหวนนึกถึงสมัยเด็ก เห็นเจดีย์วัดวาอารามมากมาย เชียงใหม่ในกาลเวลานั้นเปรียบเหมือนอุทยานนคร ร่มครึ้มด้วยพืชพรรณผลหมากรากไม้พื้นบ้านพื้นเมืองทองกวาวที่ให้ดอกสีแสดแสบสันต์ในฤดูร้อน ตึกแท่งคอนโดมิเนียมโรงแรมยังไม่เกลื่อนกลาด ไม่มีอะไรที่เสียดแทงโดดเด่นเท่าเทียบวัดวาอาราม ภาพต่างๆ ในกาลอดีตยังคงอิ่มใจไว้ในความทรงจำ โดยที่ฉันไม่ต้องพึ่งพาแผ่นฟิล์ม แต่กาลเวลานี้ ฉันกำลังอยู่ในเมืองเชียงใหม่ ผืนดินที่เป็นปัจจุบันของอดีต ฝ่ารถรามากมาย ฉันก็มาถึงถนนรัตนโกสินทร์ อันเป็นจุดหมายปลายทาง ริมถนนหลังโรงเรียนปรินซ์รอแยลส์วิทยาลัย มีทางเล็กๆ แยกจากถนนใหญ่เข้าไปไม่กี่ร้อยเมตร เป็นสถานที่หนึ่งที่ครึ้มด้วยไม้สูงใหญ่หลายต้น ท่ามกลางร่มไม้ครึ้มเขียวนี้ ใครจะคาดคะเนถึงว่าที่นี่เป็นที่ตั้งของ โรงเรียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ซ่อนตัวอยู่ในร่มไม้นี้ เมื่อย่างก้าวเข้าไป ฉันอึ้ง ความรู้สึกบอกทันทีว่า ได้มาอยู่ยังดินแดนที่นำอดีตล้านนามาเชื่อมต่อกับกาลเวลาปัจจุบัน ในใจยังเกือบเชื่อว่าหลุดหลงเข้ามาในอดีตกาล ทั้งๆ นี่คือปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ โรงเรียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ไม่มีตัวตึกอาคาร ไม่มีสนามฟุตบอล ไม่มีสนามบาส หากแต่มีเพิงไม้ไผ่มุงหลังคาด้วยใบตองตึงเพียงไม่กี่หลัง ใช้เป็นที่เรียนท่ามกลางธรรมชาติ สิ่งที่ได้พบเห็นเบื้องหน้า มันเป็นคำตอบโดยปริยาย ว่าทำไมฉันจึงกล้าบอกได้ว่า ฉันกำลังอยู่ในดินแดนที่นำสำเนาอดีตล้านนามาเชื่อมต่อกับกาลเวลาปัจจุบัน ฉันได้พบกับ คุณชัชวาลย์ ทองดีเลิศ หนึ่งในผู้ริเริ่ม การพูดคุยทำให้ทราบถึงเรื่องราวสถานที่นี้ สืบเนื่องจากการมาร่วมกันจัดงานสืบสานล้านนา ซึ่งเป็นความร่วมมือของหลายกลุ่ม องค์กรชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันวิชาการ และส่วนราชการ โดยจะจัดปีละครั้ง ราวต้นเดือนเมษายน เพื่อจะรณรงค์ให้คนเห็นคุณค่าเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ทั้งด้านภูมิปัญญาพื้นบ้าน เราจัดมา ๔ ครั้ง ในระหว่างการจัดงานทุกปีก็จะมีการคุยกันตลอดเวลาว่าเราจัดปีละครั้งมันจะสืบทอดไปได้ไหม เพราะว่าเริ่มมีชาวบ้าน ผู้รู้ เข้ามาร่วมงานเรามากขึ้น ในที่สุด หลวงพ่อพระธรรมดิลก วัดเจดีย์หลวง ท่านให้ข้อคิดว่า จริงๆ แล้วการจะสืบสานศิลปวัฒนธรรมมันจะต้องทำตลอดเวลา ซึ่งตรงนั้นผมคิดว่าเป็นจุดสำคัญ เราก็มาคิดกัน จากการคุยกันหลายฝ่าย ทั้งพ่อครู แม่ครู ว่าจะจัดเป็นรูปไหนดีถึงจะทำให้เกิดการสืบทอดได้ ก็เลยมีความคิดเรื่องโรงเรียน หมายถึงประสานคนที่สนใจกับผู้รู้ ทำตัวเป็นผู้เชื่อมระหว่างผู้รู้กับผู้ที่สนใจ ฉะนั้นในการจัดงานสืบสานล้านนาปีที่ ๔ นี้ ก็คิดถึงเรื่องโรงเรียนควบคู่ไป เราจัดประชาสัมพันธ์และรับสมัครคนเรียนเลย ก็เลยต่อเนื่องมา ในภาวะกาลสังคมที่ผ่านมากระแสวัฒนธรรมจากภายนอกได้เข้ามามีบทบาทต่อวิถีชีวิตของชาวล้านนาอย่างมากมาย ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งภาพสังคมชีวิตปัจจุบันมีความซับซ้อน มีความหลากหลาย ขณะเดียวกันก็มีความขัดแย้ง มีปัญหา มีอุปสรรค ทั้งใหม่และเก่ามากมายให้กับวัฒนธรรม จนคนส่วนใหญ่เลือกไม่ถูก เพราะสังคมมีความเบี่ยงเบน มาเร็วและไปเร็ว ในสภาพสังคมที่เคลื่อนไหวตลอดเวลานี้ การจะดำรงรักษามรดกวัฒนธรรมให้มีดุลยภาพ และปรับปรุงไปในทางที่ดีสมสมัย จะมีความสมบูรณ์ต่อเมื่อเรา จำทางของอดีตได้ เพื่อเป็นทางสำคัญที่ส่งผลถึงปัจจุบันและพร้อมที่จะก้าวต่อไปอย่างมีคุณธรรม และมีสติ คุณชัชวาลย์บอกว่า ถือว่าเป็นโครงการทดลอง เป็นการเรียนรู้ของพวกเราไปในตัว คือมองว่าจะมีกระบวนการแบบสมัยก่อนลูกศิษย์จะไปหาพ่อครู แม่ครู โดยตรง พ่อครูกับแม่ครูกับลูกศิษย์เขาก็จะมีกระบวนการของเขาไป กระบวนการแบบสมัยก่อนเขาจะดูลูกศิษย์ก่อน คนนี้ตั้งใจดีไหม มีคุณธรรมไหม เป็นคนดีไหม กว่าจะรับกันก็ใช้เวลา หลังจากรับกันแล้วก็เรียกว่า ขึ้นครูแล้วก็เรียนกันไป อันนี้เป็นแบบเก่ากับแบบใหม่ก็คือการเรียนในโรงเรียนเลย ซึ่งการเรียนในโรงเรียนก็จะมีปัญหาอีกนะครับว่าการเรียนมักจะเน้นทักษะมากกว่าจิตวิญญาณหรือตัวคุณธรรม คือคนรุ่นก่อนจะเน้นเรื่องคุณธรรม จะดูว่าอดทนไหม ตั้งใจจริงไหม พ่อครูแม่ครูจะดูลูกศิษย์แบบนี้ก่อนรับ แล้วขั้นตอนของการศึกษาคือการฝึกคุณธรรมขั้นพื้นฐานก่อนถึงจะให้ความรู้ การเรียนสมัยใหม่จะให้ความรู้เลยเป็นส่วนใหญ่ ก็ขาดไป ทางเราก็พยายามที่จะผสมผสานสองแนวเข้ามา ระหว่างกระบวนการแบบคนรุ่นเก่ากับรุ่นปัจจุบันอยู่กันได้ ซึ่งช่วงนี้ยังถือว่าเป็นช่วงที่เราเรียนรู้อยู่ วัฒนธรรมก็เปรียบดังดวงตาของเรา เมื่อถูกแสงแรงกล้ามากระทบ ก็จะทำให้ตาพล่าเลือน การพิจารณาวัฒนธรรมให้เหมาะสมจึงต้องวิเคราะห์ความเป็นจริงเพื่อเข้าใจตนเอง เราจะสามารถดำรงอยู่ด้วยดีด้วยตัวของเราเอง และก้าวไปข้างหน้าอย่างสมสมัยหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งบนฐานของประสบการณ์และพื้นเพทางวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิมบวกกับความไวต่อการเข้าถึงกระแสอิทธิพลใหม่ๆ ดังที่พระธรรมดิลก ประธานมูลนิธิศึกษาพัฒนาชนบท วัดเจดีย์หลวงกล่าวไว้ว่า เก่ากับใหม่เหมือนสายน้ำ เพราะสายน้ำไม่ขาด แม่น้ำจึงยังคงเป็นแม่น้ำ น้ำเก่าไหลไป น้ำใหม่มาแทน หากสมมุติว่าน้ำเก่าไปน้ำใหม่ไม่ไหลมาแทน แม่น้ำก็กลายเป็นแม่น้ำห่าง เป็นแม่น้ำที่ไม่มีน้ำฉันใด วัฒนธรรมมันต้องต่อเนื่อง เก่ากับใหม่ประสานกัน ถ้าไหลตามกระแสภายนอกไปจนสุดโต่ง คือหลงของใหม่ ก็หมดความเป็นล้านนา ตรงกันข้าม ถ้าสายน้ำนั้นไม่ไหล ขังอยู่ในที่เดิม น้ำก็จะเน่า นั่นคือหลงของเก่า เพราะฉะนั้นน้ำต้องระบาย แต่สายน้ำไม่ขาด วัฒนธรรมล้านนาก็จะยืนยงคงอยู่ เพราะสายน้ำแห่งน้ำใจ สายน้ำแห่งคุณธรรม ความรู้สึกสำนึกว่า เราเป็นคนล้านนา ภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงถือเป็นสาระสำคัญที่จะสร้างทางเลือกให้กับคนในสังคมยุคใหม่ หรือในแต่ละชุมชน ทั้งในบทบาทของการศึกษา งานอาชีพ หรือการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบัน โรงเรียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา จึงรวบรวมผู้รู้ พ่อครูแม่ครู ช่างพื้นบ้านแขนงต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชนล้านนา เพื่อเป็นทางสำคัญที่จะถ่ายทอด ส่งเสริม สนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพความสามารถของเยาวชน กลุ่มคน ให้สอดคล้องกับสังคมและวัฒนธรรมไทยในชุมชนล้านนา จุดตระหนักความคิดอันสำคัญหนึ่งที่คุณชัชวาลย์บอกกล่าว คือ เรื่องภูมิปัญญาพื้นบ้าน เป็นฐานความรู้ที่สำคัญในการที่จะทำยังไงให้เขาเห็นคุณค่า ความรู้สึกภูมิใจในตัวของเราเอง กระบวนการรวบรวม กระบวนการถ่ายทอด สืบทอด จะมีความสำคัญในแง่ของการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคตด้วย เพราะว่าถ้าเผื่อเรารับจากข้างนอก ที่ผ่านมาเรารับจากข้างนอกๆ เนี่ย (เน้นเสียง) ในขณะที่ฐานเรามาอีกฐานหนึ่ง ข้างนอกซึ่งเป็นความรู้หรือมีระบบ เขาก็มีพัฒนาการวัฒนธรรมของเขาอีกแบบ หลายเรื่องจะไม่สอดคล้องเลย ตอนนี้จะพบว่าปัญหาการพัฒนาของเราเองมีหลายเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับท้องถิ่นกับระบบวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ผมคิดว่ากระบวนการอันนี้จะเป็นกระบวนการพัฒนาจากองค์ความรู้จากท้องถิ่น พยายามที่จะพัฒนาขึ้น และตรงที่ทำนี้อยากจะให้เป็นทั้งหมดของระบบวิถีชีวิตเลย ตั้งแต่ภาษา การแต่งกาย ดนตรี หัตถกรรม จริงๆ อยากจะเปิดเรื่องอาหาร เรื่องหมอเมือง เรื่องภูมิปัญญาในการจัดทรัพยากรเกษตรพื้นบ้าน อยากจะทำให้ครบวงจรมากกว่านี้ แต่เรายังไม่พร้อม โรงเรียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนาจัดทดลองในการเรียนรู้ในวันเสาร์อาทิตย์ เนื้อหาทดลองการสอนมีการตัดกระดาษ การตัดตุง การทำโคมแขวน ดนตรีพื้นเมือง การฟ้อนพื้นเมือง การเขียนภาษาล้านนา การทำของเล่นเด็กแบบพื้นบ้าน การดูแลรักษาแบบพื้นบ้าน การทำเกษตรแบบธรรมชาติ รวมถึงการดูแลรักษาทรัพยากรอย่างยั่งยืน บางวิชาที่สอนจบไปคือการตัดกระดาษ ตัดตุง เรามองว่าการตัดกระดาษตัดตุงมันไปสัมพันธ์กับพิธีกรรมของทางล้านนา ในทุก ๑๒ เดือน เช่น ตุงไส้หมู ใช้กับงานปีใหม่เมือง จ้อ ใช้งานบุญทุกแบบ การเรียนตรงนี้ก็ไปใช้กับพิธีกรรมเหล่านี้ เขาสามารถทำเอง เขาเข้าใจความหมายแต่ละอย่างใช้กับพิธีกรรมไหน เรื่องตุงล้านนานี้ฉันพอเรียนรู้มาบ้างจากการคุยกับคุณลุง สิงห์แก้ว มโนเพ็ชร ศิลปินพื้นบ้าน เมื่อครั้งได้พบกันที่งานฟื้นประเพณีดำหัวกู่ครูบาเจ้าพระศรีวิชัย ที่วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน ฉันได้เห็น ตุงไส้หมู แม้ชื่อฟังแล้วไม่ไพเราะ แต่เป็นตุงที่สวยพิเศษกว่าตุงชนิดอื่นๆ ว่ากันว่าคล้ายยอดพระปรางค์ ลุงสิงห์แก้วบอกว่าต้องตัดกระดาษที่พับทะแยงมุมเป็นรูปสามเหลี่ยมชายธงหลายๆ ทบ เมื่อตัดและคลี่แล้วก็ร้อยปลายจะห้อยเป็นพวงสวยงาม ตุงไส้หมูนี้ใช้เฉพาะในงานสงกรานต์โดยปักไว้บนกองเจดีย์ทราย เล่าให้ฟังเป็นความรู้ ฉันคงยังไม่เลยไปไกลจากโรงเรียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา คุณชัชวาลย์พูดขึ้นว่า วิชาอื่นๆ ก็ยังหนักใจอยู่เหมือนกัน ก็ต้องติดตามดูกันต่อ อย่างภาษาล้านนา จบไปแล้วจะไปใช้ที่ไหนบ้าง ก็คุยกัน ข้อสรุปคือ ความสนใจที่ทุกคนอยากมาเรียน เพราะว่าเขาอยากเข้าใจตัวอักษรหรือตัวคำพูดที่แท้จริงของแต่ละคำ เขาอยากไปอ่าน เพราะตอนนี้ภาษาล้านนามันถูกบันทึกไว้ในใบลาน ซึ่งคนส่วนใหญ่ของล้านนาอ่านไม่ได้แล้ว เขารู้สึกกลัวว่ามันจะสูญไป ความรู้ที่ถูกบันทึกไว้จะหายไป เขาก็มองว่าอันนี้เป็นกุญแจไขความรู้ของเขาเองที่ถูกบันทึกไว้ เพราะคัมภีร์ใบลานมันคือการบันทึกทั้งประวัติศาสตร์ ทั้งความรู้ทุกชนิดที่บรรพบุรุษสะสมมา ประเพณี พิธีกรรม ทุกอย่าง ผมว่านี่เป็นคลังเลย เป็นคลังของความรู้แต่ว่าคนปัจจุบันเข้าไม่ถึง พอเข้าไม่ถึงมันก็รู้น้อยไปเรื่อยๆ ผมคิดว่านี่เป็นจุดเหมือนเป็นการเปิดประตู ผมเองก็มานั่งเรียนภาษาล้านนา คือถ้าถอดแต่ภาษาบางครั้งไม่เข้าใจ เวลาปริวรรตคือการแปลงภาษาล้านนามาเป็นภาษาไทย ถ้าเราแปลงตรงตัวบางครั้งมันจะไม่ตรง ความหมายในภาษาไทยกับภาษาล้านนามันต่าง ถ้าคนเข้าใจน้อย ผู้ปริวรรตไม่ค่อยลึก บางทีก็จะทำให้แปลงเป็นความหมายอย่างอื่นได้ เพราะภาษาล้านนามันเคลื่อนไหว และภาษามันเป็นภาษาทางความรู้สึก ทางอารมณ์ มันมีภาษาของขนาด มันมีภาษาของอารมณ์ที่แตกต่างกันหลายระดับในตัวคำๆ เดียวกัน ส่วนวิชาอื่นผมคิดว่านำไปใช้ได้เลย อย่างเช่นดนตรีพื้นเมืองก็ดี ฟ้อนก็ดี คือดูแล้วทางเหนือมันมีข้อดีอย่างหนึ่ง ถือว่ามันยังมีลักษณะตัวข้อเท็จจริงที่ยังรองรับเขาอยู่ได้ อย่างเช่นเด็กๆ เหล่านี้ สมมุติเขาเป็น ทางรัฐอาจจะเรียกตัวไปอย่างบ้านต่างถิ่น เขาก็ไปฟ้อนรำบ้าง หรือเวลางานปอย ก็จะมีฟ้อน ดนตรี หรืออย่างงานโรงเรียน เขาก็จะนำไปใช้ได้ อันนี้เป็นองค์ประกอบที่ยังอยู่ในชีวิตเขาจริงๆ โรงเรียนของเราตอนนี้เป็นแบบนี้ก่อน ถ้าสามารถพัฒนาแล้วค่อยพัฒนาไปได้ เรายังไม่มีที่ของเรา ตรงนี้เป็นที่ของพระธรรมดิลก วัดเจดีย์หลวง ท่านให้ใช้ประโยชน์ แนวปรัชญาของเราก็อยากจะให้ผู้สนใจอยู่กับธรรมชาติ เพราะตอนนี้เราทำให้เขาห่างจากธรรมชาติไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตีนไม่ติดดิน พอกลับมาอีกทีหลายคนอาจจะรู้สึกไม่สะดวกสบาย ผมเชื่อว่า การศึกษาต้องให้เสรีภาพกับคน หมายถึงว่า เขาพร้อมจะเรียนและเขาเปิดใจเรียน ซึมซับมันได้ทุกทางที่เข้ามา และเขาก็เรียนได้ทุกเรื่อง และตอนนี้พระราชบัญญัติการศึกษาใหม่เปิดกว้างมากสำหรับการจัดการศึกษา คุณชัชวาลย์เล่าเสริมถึงการกำหนดระยะเวลาเรียนในรายวิชาว่า จะกำหนดโดยการพูดคุยกับพ่อครูแม่ครู ควรใช้เวลานานแค่ไหน บางคนที่มาเรียนใช้เวลา ๑๘ ชั่วโมง บางคน ๒๔ ชั่วโมง บางคน ๕๔ ชั่วโมง ไม่เท่ากัน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาปรับปรุงต่อไป เพราะบางวิชาสั้นไป อาจจะต้องยืดเวลาออกไป หรือบางวิชาสามารถหดสั้นเข้ามาได้ ซึ่งในช่วงนี้ต้องหาประสบการณ์เรียนรู้ และภายหน้าจะลงตัวมากขึ้น ฉันเดินดูรอบบริเวณโรงเรียน ใต้ต้นฉำฉาใหญ่มุมหนึ่งมีเพิงไม้ไผ่จัดเป็นที่เรียนดนตรีพื้นเมือง ครูผู้สอนยืนอยู่หน้ากระดาษดำ เด็กๆ วัย ๑๐ กว่าขวบขึ้นไปถึงหนุ่มสาวนั่งอยู่บนเสื่อ มีสะล้อและซึงวางอยู่ข้างๆ ด้านหนึ่งมีเรือนไม้เก่าใต้ถุนสูงมีกี่ทอผ้าอยู่ห้าหกหลัง เด็กรุ่นมัธยม ๓ คน กำลังทอผ้า มองแล้วเป็นภาพที่ให้ความรู้สึกเต็มตื้นในคืนวันที่กระแสแห่งอารยธรรมทันสมัยจากตะวันตกพรั่งพรูเข้าไปสู่วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ วัฒนธรรมสายเดี่ยวและลิปสติกหลากสีดูดซึมซับเข้าไปอย่างไม่มีอะไรหยุดยั้ง แต่ที่นี่ ที่มีเรือนใต้ถุนสูง ฉันได้พบเด็กหญิงปรัตถนันท์ วัฒนลักษณ์ ที่วัยยังไม่ถึงทำบัตรประชาชนกำลังทอผ้าพาดบ่ามีลวดลายรูปช้าง เธอกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมปีที่ ๒ โรงเรียนดาราวิทยาลัย เธอบอกว่า ร่ำเรียนมาแล้ว ๔๐ กว่าชั่วโมง และใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งเธอจะทอผ้าได้สวย ในเวลาเดียวกันเธอก็ฝันที่จะเป็นครูสอนทอผ้าภายใต้ความมุ่งมั่นจะอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมของตนไว้ เป็นความฝัน แต่ไม่ใช่เพ้อฝัน และไม่ใช่จินตนาการ เพราะมีความฝัน เราจึงมีชีวิตอยู่ ใกล้กับเรือนไม้เก่าใต้ถุนสูง มีซุ้มคล้ายกับผามหมายถึงปะรำสิ่งปลูกสร้างชั่วคราว มุงหลังคาด้วยใบตองตึง ใช้เป็นที่นั่งเรียนภาษาล้านนา โต๊ะเก้าอี้ไม่ใช่แบบที่เห็นตามโรงเรียนทั่วไป แต่เป็นโต๊ะไม้ไผ่ยาวแบบง่ายๆ ตั้งเป็นแถว ๔ แถว ผู้เรียนเป็นผู้ใหญ่ ๕ คน เด็กในวัยมัธยม ๒ คน มีอาจารย์เกริก อัครชิโนเรศ ผู้เชี่ยวชาญอักษรล้านนา กำลังสอนอยู่หน้ากระดาน พื้นที่กลางบริเวณโรงเรียนเป็นซุ้มครูบาเจ้าพระศรีวิชัย มีรูปหล่อครูบาฯ ตั้งเด่นอยู่กลางซุ้ม พื้นที่หน้ารูปหล่อเป็นที่นั่งวาดรูปหรือเรียกกันว่า ช่างแต้มล้านนา มีทั้งเด็กเล็กไปจนถึงวัยรุ่นและผู้ใหญ่ เด็กชายตัวน้อยนอนเหยียดขาง่วนอยู่กับการระบายสี เด็กบางคนมากับพ่อแม่นั่งวาดรูปเหมือน บางคนวาดแผ่นแล้วแผ่นเล่าอย่างไม่เบื่อ บางคนวาดรูปต้นไม้ มีปลา มีนก บางคนวาดเส้นคดโค้งไปมา เด็กน้อยบอกว่าสนุกดี ฉันดูเส้นลีลาคดโค้งนั้น ก็เป็นภาพที่มีเสน่ห์ตามพรสวรรค์ที่เด็กแต่ละคนมี ใกล้กับซุ้มครูบาเจ้าพระศรีวิชัยด้านหนึ่งปูด้วยเสื่อหลายผืน ใช้เป็นที่เรียนฟ้อนรำ คุณครูกำลังสอนฟ้อนก๋ายลาย เด็กน้อยๆ แต่งตัวพื้นบ้านน่ารักกำลังกรีดนิ้วอวดท่าฟ้อนที่หาดูได้ยาก การฟ้อนของชาวล้านนาในอดีตประกอบด้วยลีลาท่าทางที่เลียนแบบหรือดัดแปลงมาจากธรรมชาติในท้องถิ่น เช่น ฟ้อนสาวไหม ฟ้อนกำเบ้อ (ผีเสื้อ) ฟ้อนปั่นฝ้าย ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง ฟ้อนผีมด เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และมักแสดงเป็นชุดๆ มีมากมายหลายแบบ และเรียกชื่อชุดตามเชื้อชาติของผู้ฟ้อน เช่น คนม่านหรือคนพม่าฟ้อนก็เรียก ฟ้อนม่าน คนไตหรือคนไทยใหญ่หรือคนเงี้ยวฟ้อนก็เรียก ฟ้อนเงี้ยว หรือฟ้อนไต การฟ้อนรำนั้นถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับความคิดของชาวล้านนา เป็นการแสดงความคารวะบูชายังพระโพธิสัตว์ การฟ้อนรำจึงเป็นการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพร้อมกับกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปในตัวด้วยเหมือนกัน ฉันกวาดตาดูภาพต่างๆ เหล่านั้น ในความรู้สึกอดภูมิใจแทนผู้คนแห่งผืนแผ่นดินนี้ไม่ได้ว่า เด็กๆ เหล่านั้นตัวแค่นั้น แต่มีจิตใจมุ่งมั่นที่จะร่ำเรียน ในขณะที่เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันอาจจะนั่งจมอยู่หน้าจอโทรทัศน์ หรือจมอยู่กับการเล่นอินเทอร์เนตหรือสนุกกับเกมคอมพิวเตอร์ หากแต่เด็กน้อยๆ ไปจนถึงวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าฉัน กลับมุ่งหน้ามาร่ำเรียนวัฒนธรรมพื้นบ้านที่น้อยคนนักจะสนใจ คุณชัชวาลย์พูดขึ้นว่า ผมคิดว่าในยุคปัจจุบันเราจะย้อนให้เหมือน ๗๐๐ กว่าปีที่แล้ว มันเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าตอนนี้ ทำยังไง จะให้คนเข้าใจราก เข้าใจฐานของวัฒนธรรมท้องถิ่น เพราะสิ่งที่เราสืบไม่ใช่สืบเฉพาะรูปแบบ แต่จะให้มองลึกลงไปว่า ความรู้สึกเป็นล้านนาอยู่ที่ไหน วัฒนธรรมภูมิปัญญาพื้นบ้านได้ผ่านกาลเวลาหลายศตวรรษ และแต่ก่อนแต่ไรจะเป็นการต่อสู้เพื่อปรับปรนให้เข้ากับปัญหาความจำเป็นใหม่ๆ เพราะชีวิตในชุมชนจะโยงใยถึงกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสังคมหมู่บ้านการพัฒนาวัฒนธรรมต้องเป็นไปอย่างมีจุดมุ่งหมายถึงความดีพร้อมทุกอย่างของมนุษย์กับประโยชน์ของประชาคมและสมสมัย การจะวาดภาพชีวิตบุกเบิกถากถาง ปลูกต้นข้าวให้งอกงามขึ้นในจิตใจของเยาวชนนั้น ข้าวจะงอกก็เมื่อได้อาบแสงสีทองและโรยด้วยปุ๋ยพันธุ์ดี ต้นข้าวก็จะเขียวชอุ่ม และยืนต้นแข็งแรง ข้าวทุกเม็ดก็จะงาม ทั้งอวบ เต็ม และแน่น พร้อมที่จะส่งกลิ่นหอมเมื่อไอสีขาวพุ่งพวยออกมา ยามเมื่อเม็ดข้าวสุกเต็มที่ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อุดมคติ แต่อย่าลืมว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสามัญธรรมดาของเรานั่นเอง จาก : สลุงเงิน - 01/05/2002 13:07 |
|
ข้อความ : ขอบคุณจ๊าดนักเน้อเจ้า บ่าได้มาแอ่วโลกล้านนาก็เมินแล้วเพราะติดฝึกงานอยู่จาไดฝึกงานแล้วจะไปแอ่วเมืองเจียงใหม่เน้อเจ้า เพราะจะไปทำค่ายศึกษาตี่ฮั้น ก็ขอบคุณแหมกำเน้อเจ้า ขอบคุณเจ้า จาก : เวตาล - 02/05/2002 12:16 |
|
ข้อความ : 55 จาก : เออดนอน - 05/11/2003 18:05 |
|
ข้อความ : กราบเรียนคุณชัชวาทย์ ทองดีเลิศ
จาก : นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ศูนย์ลำปาง - - jintanapalee@hotmail.com - 15/06/2004 18:11 |
|
ข้อความ : กราบเรียนคุณชัชวาทย์ ทองดีเลิศ
พวกเราเป็นนักศ฿กษา อยากจะใคร่ขอความอนุเคราะห์ในการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมทางโรงเรียน เพื่อศึกษาดูงาน ในวันที่มีการเรียนการสอน คือวันเสาร์แลอาทิตย์ พวกเราจึงใคร่ขอความอนุเคราะห์ให้ความช่วยเลือกในหารแนะนำ ไม่ทราบว่ามีวิทยากรในการนำเสนอหรือไม่ และไปศึกษาดูงานได้หรือไหมคะ อยากทราบว่าที่โรงเรียนมีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวหรือไม่คะ และอยากเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ๓มิปัญยพื้นบ้านของภาคึเหนือเราด้วยคะ จึงเรียนมาเพื่อทราบ ใคร่ขอความอนุเคาระห์ ปล. web. น่ารักดีคะ ขอขอบพระคุณอย่างยิ่ง น.ศ. มธ ลำปาง ถ้าจะติดต่อจะต้องติดต่อผ่านใครบ้าง จาก : นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ศูนย์ลำปาง - - jintanapalee@hotmail.com - 15/06/2004 18:18 |
|
ข้อความ : กราบเรียน สาธุ พ่อคูรพรชัย ตุ้ยดง ( คูรโอ )
พวกผมลูกศิษย์จากหละปูนเน้อ พวกเราเป็นนักศึกษาจักรคำคราทร อยากจะใคร่ขอความอนุเคราะห์มาสอนกิจกรรมที่โรงเรียนจักรคำเเฮมกำอยากจะเอียนฟ้อนดาบฟ้อนเจิง ตีกลอง และวัฒนะธรรมต่าง ๆ มาแฮ่วฮู้จ๋ากับศิษย์ ที่หละปุนโตยเน้อ รักและเคารพ สาธุ จากละอ่อนหละปูนเน้อ 16 / 5 /48 จาก : หละอ่อนหละปูน - 17/05/2005 15:10 |
|
ข้อความ : กราบเรียน สาธุ พ่อคูรพรชัย ตุ้ยดง ( คูรโอ )
พวกผมลูกศิษย์จากหละปูนเน้อ พวกเราเป็นนักศึกษาจักรคำคราทร อยากจะใคร่ขอความอนุเคราะห์มาสอนกิจกรรมที่โรงเรียนจักรคำเเฮมกำอยากจะเอียนฟ้อนดาบฟ้อนเจิง ตีกลอง และวัฒนะธรรมต่าง ๆ มาแฮ่วฮู้จ๋ากับศิษย์ ที่หละปุนโตยเน้อ รักและเคารพ สาธุ จากละอ่อนหละปูนเน้อ 16 / 5 /48 จาก : หละอ่อนหละปูน - - - - 17/05/2005 15:11 |
|
ข้อความ : รบกวนช่วยบอกรายละเอียดประวัติฟ้อนสาวไหมของแม่ครูบัวเรียวให้หน่อยค่ะ จาก : ขอข้อมูล - - i_am_tu@hotmail.com - 13/06/2005 17:33 |
|
ข้อความ : กะเ้ดกะะฟหกผัพะ จาก : ตอ้อ - - กะ้เดก้่ - 03/11/2005 09:47 |
|
ข้อความ : ตุง
จาก : ดก้ - - ิก563 - 03/11/2005 09:48 |
|
ข้อความ : อยากรูวิธีทำตุงไส้หมูจังค่ะ ต้องเอาไปตอบคำถามอาจาร์ ช่วยด้วยนะค่ะ
จาก : อิม - 26/11/2006 18:57 |
|
ข้อความ : รพัรีนด่นด่สะถนยรันยถี จาก : ผหฟกดแดะ - - ราร้รารเร - 03/10/2007 09:04 |
|
ข้อความ : อยากรูวิธีทำตุงไส้หมูจังค่ะ ต้องเอาไปตอบคำถามอาจาร์ ช่วยด้วยนะค่ะ
จาก : อิ๋ม - 03/10/2007 09:05 |
|
ข้อความ : ดีแต๊ๆ.........ขอบคุณจ๊าดนัก
จาก : ใคร่ฮู้วิธีก๋านทำตุงจ๊าดนัก - - ponlawatbmw@hotmail.com - 20/11/2007 13:26 |
|
ข้อความ : จพดจาสนำพ จาก : รรมแยจพกส - - 1841 - 21/11/2007 14:34 |
|
ข้อความ : ข้าเจ้าก่อเป็นลูกศิษย์ครูพรชัยเหมือนกันเจ้า อยากจะอู้จ๋ากับครูเจ้า ว่าแต่บ่ะปะครูโอเลยเจ้า ครูโอลีของเฮาไปไหนหย่ะ จาก : กาลามังเจ้า - - Munoi_106@hotmail.com - 05/06/2008 09:34 |
|
ข้อความ : อยากฮู้เรื่องของการฟ้อนดาบเจ้า จะได่จ่วยหื้อคำตอบกับข้าเจ้ากำเจ้า
จาก : กาลามัง - - Munoi_106@hotmail.com - 24/06/2008 13:57 |