|
หัวข้อ : บอกเลิกซื้อคอนโดฯ ข้อความ : เมื่อปี 2542 ผมซื้อคอนโดฯ ห้องหนึ่งในราคาหลายล้านบาท โดยวางเงินจอง 50,000 บาท และชำระอีก 250,000 บาท ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย หลังจากนั้นตกลงชำระเงินดาวน์งวดละ 40,000 บาทเศษ เป็นเวลา 14 งวด กำหนดสร้างเสร็จภายใน 20 เดือน นับแต่เดือน ก.ค. 2542 ปรากฏว่ามีการก่อสร้างไปได้ระยะหนึ่งแล้วหยุดก่อสร้าง ทราบว่าไม่มีเงินสร้างเพราะธนาคารไม่ปล่อย กู้ โดยผมผ่อนชำระได้ 10 งวด จึงหยุดส่ง และมีผู้ที่รู้กฎหมายแนะนำให้ผมทำหนังสือแจ้งไปบอกเลิกสัญญา โดยให้คืนเงินที่ผมชำระไปแล้วทั้งหมดคืน แต่บริษัทก็เงียบไม่ติดต่อใด ๆ กลับมา จนเร็ว ๆ นี้ผมได้รับหนังสือจากบริษัทให้ไปทำรับคอนโดฯ เพราะสร้างเสร็จแล้ว พร้อมจ่ายเงินที่เหลืออีก 4 ล้านเศษ โดยผมจะหาธนาคารกู้จำนองเอง หรือจะให้บริษัทหาธนาคารก็ได้ ปัญหาคือขณะนี้ผมไม่มีปัญญาจะซื้อหรือเป็นหนี้ธนาคารใดได้อีก เพราะกิจการค้าของผมเจ๊งสนิท ปัจจุบันผมมีรายได้จากการค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ และเงินที่ผมจ่ายค่าคอนโดฯ ไปแล้ว ยังไม่หนักใจเท่ากับผมต้องไปรับโอนคอนโดฯ โดยต้องเป็นหนี้ธนาคารอีกหลายล้านบาท ผมจึงอยากถามว่าถ้าผมไม่ไปซื้อหรือรับโอนคอนโดฯ จะถือว่าผมเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ และยังมีวิธีใดที่ผมจะได้รับเงินที่ผมจ่ายไปแล้วคืนได้ คนเคยรวย ดิฉันเคยแนะนำท่านผู้อ่านหลายครั้งแล้วว่า ถ้าจะซื้อบ้านหรืออาคารชุดทั้งหลาย ควรที่จะเก็บใบโฆษณาเผยแพร่ของบริษัทแจกแก่ลูกค้า เพราะในใบโฆษณาทั้งหลายจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับบ้านที่ซื้อขายว่าบริษัทรับว่าจะมีรูปลักษณะอย่างไร แบบแปลน รวมทั้งกำหนดระยะเวลาที่คาดว่าจะสร้างบ้านเสร็จภายในกำหนดเมื่อไร เพราะส่วนใหญ่สัญญาจะซื้อจะขายจะไม่มีรายละเอียดเพียงพอเหมือนอย่างใบโฆษณาชวนเชื่อ ปัญหาของคนเคยรวยคือ อาคารชุดหรือคอนโดฯ สร้างไม่เสร็จภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกัน และผู้จะซื้อได้บอกเลิกสัญญาไปแล้ว ต่อมาผู้ขายได้สร้างเสร็จ ซึ่งก็เรียกผู้ซื้อให้มารับโอน จะทำอย่างไรหากผู้จะซื้ออยู่ในฐานะที่ไม่สามารถจะซื้อได้อีก สัญญาจะซื้อจะขายอาคารชุดเป็นสัญญาต่างตอบแทน เพราะผู้จะซื้อมีหน้าที่ต้องชำระราคา ส่วนผู้จะขายมีหน้าที่จะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จ และออกหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์อาคารชุดพร้อมทั้งจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดให้แก่ผู้จะซื้อ จึงต้องดูที่กำหนดระยะเวลาการก่อสร้าง ซึ่งเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งของสัญญาว่า ผู้จะขายกำหนดเวลาก่อสร้างเสร็จไว้ภายในกำหนดเมื่อไร หากเลยกำหนดไป ก็ต้องไปดูในตัวสัญญาจะซื้อจะขายอีกว่า ได้กำหนดเงื่อนไขให้ขยายเวลาการก่อสร้างออกไปในเหตุใดได้บ้าง ซึ่งอาจจะมีระบุไว้ในทำนองว่า...ในกรณีมีเหตุจำเป็นต่อผู้จะขาย ซึ่งรวมถึงเหตุสุดวิสัย ภาวะสงคราม การนัดหยุดงาน คำสั่งของทางราชการหรือกฎหมายไม่เปิดช่องว่างให้ดำเนินการ หรือเหตุอันมิใช่เกิดจากความผิดของผู้จะขายหรือผู้รับเหมาก่อสร้าง หากมีกำหนดเวลาสร้างเสร็จไว้ชัดเจน ในสัญญาจะซื้อจะขายหรือในใบโฆษณาเผยแพร่ ผู้จะซื้อย่อมจะต้องเชื่อถือคำโฆษณาหรือสัญญาที่ทำกันไว้ว่าจะได้รับประโยชน์จากการใช้สอยอาคารชุดที่สร้างเสร็จตามที่ระบุไว้ในสัญญา กำหนดระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของสัญญา ปัญหาธนาคารไม่ปล่อยกู้เป็นเหตุให้บริษัทไม่มีเงินมาก่อสร้างให้เสร็จทันภายในกำหนด เป็นปัญหาที่บริษัทจะต้องทำการแก้ไขเอง มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นความบกพร่องของบริษัท และไม่อาจถือว่าเป็น เหตุจำเป็นที่บริษัทจะขยายกำหนดเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จตามสัญญาออกไปได้ ผู้ผิดสัญญาจึงเป็นบริษัท ซึ่งคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ดังนั้นการที่ผู้จะซื้อจะไม่สามารถซื้อได้อีก ล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในภายหลังที่ผู้จะขายได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาแล้ว และถึงแม้ผู้จะซื้อจะยังไม่ได้บอกเลิกสัญญาในภายหลังได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการที่ผู้จะซื้อตกลงที่จะไม่ถือเอาระยะเวลามาเป็นสาระสำคัญในการชำระหนี้ สรุป การที่ผู้จะซื้อมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปแล้ว สัญญาก็เป็นอันยกเลิก ผู้จะซื้อไม่ต้องไปรับโอนอีก ส่วนการจะเอาเงินส่วนที่จ่ายไปแล้วคืน อาจจะต้องฟ้องศาลเรียกเงินคืน หรือไปร้องทุกข์ต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคให้ช่วยเหลือก็ได้. สุกัญญา รัตนนาคินทร์ จาก : webmaster - 13/08/2002 19:22 |