หัวข้อ : กู้ยืมกลับเป็นยักยอก
ข้อความ : น้องสาวกู้ยืมเงินจากนายทุน 30,000 บาท แต่ต่อมาถูกแจ้งความจับ ไปโรงพักจึงได้รู้เรื่องว่า น้องสาวรับแหวนเพชรมูลค่า 50,000 บาท ของนายทุน ไปขาย ถ้าขายแหวนได้จะนำเงิน 50,000 บาท ให้ แต่ถ้าขายไม่ได้ภายใน 1 เดือน จะนำแหวนไปคืน เมื่อพ้นกำหนดดังกล่าวไม่นำแหวนมาคืน จึงถูกจับข้อหายักยอกแหวน น้องสาวเล่าว่าไม่ได้ยืมแหวนเพชร แต่เป็นการยืมเงินผ่านนายหน้าคนหนึ่ง ไปเอาเงินมาให้ 30,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 20 เก็บดอกเบี้ยทุกวัน ๆ ละ 200 บาท จนกว่าจะนำเงินจำนวน 30,000 บาทมาคืน

ถ้าค้างดอกวันใดนับดอกที่ค้างทบเป็นเงินต้น โดยให้เซ็นชื่อในกระดาษเปล่าจำนวน 2 แผ่น ยังไม่มีข้อความอื่นใด ตอนแรกส่งเงินวันละ 200 บาท ช่วงหลังขาดส่ง เขาคิดเพิ่มจากเงิน 30,000 บาท จนกลายเป็นค้างเงิน 40,000 บาท ไม่ทราบว่าทำไมจู่ ๆ จึงกลายว่ายืมแหวนเพชรราคา 50,000 บาทไปขาย แต่แม่ไม่ต้องการให้น้องสาวเป็นผู้ต้องหา จึงยอมเอาที่นาไปจำนองเงินให้ 50,000 บาท เขาจึงยอมถอนแจ้งความ อยากให้คุณสุกัญญายกเรื่องนี้มาเป็นอุทธาหรณ์แก่ผู้อื่น
ดวงแก้ว
สมัยที่ดิฉันเป็นทนายความใหม่ ๆ ยังไม่ค่อยมีคดีทำเพราะไม่มีลูกความ เคยมีนายทุนเงินกู้ติดต่อขอให้ไปดูแลที่โรงพัก เพื่อนายทุนจะแจ้งความลูกหนี้ที่ยืมสร้อยทองคำ ยืมแหวนเพชร ไปขาย ซึ่งมีคดีมาให้ทำเรื่อย ๆ พอเขาเล่าวิธีการให้ฟังจึงปฏิเสธไปเพราะทำไม่ลง วิธีการคือปล่อยกู้ให้ผู้ที่เดือดร้อนเงิน โดยคิดดอกเบี้ยอาจจะร้อยละ 10 หรือ 20 เก็บดอกเบี้ยทุกวัน โดยผู้กู้ทั้งหลาย หากกู้รายเล็กซึ่งปล่อยกู้หลักร้อยหลักพันจะทำเป็นสัญญายืมสร้อยคอทองคำตั้งแต่สลึงไปจนถึงบาท กู้รายใหญ่สัญญายืมแหวนเพชร ใครไม่จ่ายดอกจะทบเป็นเงินต้น หากใครมีทีท่าว่าไม่สามารถจ่ายได้ จึงไปแจ้งความที่โรงพักว่ายักยอกทรัพย์ เพื่อบีบให้ลูกหนี้หาเงินมาจ่าย

จริงอยู่แม้นายทุนต้องการได้เงินที่ปล่อยกู้โดยไม่มีหลักประกันคืนมา แต่ในทางกฎหมายแล้ว ควรเป็นการฟ้องเรียกตามสัญญากู้ยืมเงิน ไม่ใช่เอาคุกตะรางข้อหาอาญาไปใช้บีบทวงหนี้กู้ยืมในทางแพ่ง
ข้อกฎหมายที่ว่าสัญญาที่ทำไว้เป็นเรื่องทางแพ่งล้วน ๆ ซึ่งหากผิดสัญญาต้องไปฟ้องร้องเรียกเงินคืนกันเป็นคดีแพ่ง หรือสัญญาดังกล่าว เป็นหลักฐานที่ทำให้เห็นว่าเขามอบทรัพย์ให้ไปอยู่ในความครอบครองแล้ว และผู้ครอบครองมีเจตนาทุจริตเอาทรัพย์ดังกล่าวไป อันเป็นความผิดอาญาฐานยักยอกทรัพย์ อยู่ในช่วงเวลาที่ต้องอาศัยการตีความของนักกฎหมายเป็นชั้น ๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นชั้นตำรวจ ชั้นอัยการ หรืออาจจะไปถึงชั้นศาล

จึงเป็นช่องทางให้นายทุนใช้กระบวนการทางอาญามาบีบบังคับให้ลูกหนี้ได้รับความเดือดร้อนจากการที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เสียชื่อเสียง เสียเวลา บางรายทนไม่ได้ต้องหาเงินมาจ่ายให้เขา ทั้งๆ ที่ส่งดอกเบี้ยท่วมเงินต้นไม่รู้ตั้งกี่เท่าแล้ว บางรายหาเงินก็ไม่ได้ และไม่สามารถหาหลักฐานมายันว่าเป็นเรื่องกู้ยืม ไม่ใช่ยักยอก ก็ต้องรับผิดฐานยักยอก ติดคุกติดตะรางไป

แม้จะมีขบวนการร้องขอความเป็นธรรมในชั้นตำรวจ อัยการได้ แต่บางครั้งต้องยอมรับว่าเป็นการยากที่จะหาพยานหลักฐานมายืนยันให้เห็นว่าความจริงแล้วเป็นการกู้ยืมเงิน ดังนั้นการเซ็นชื่อในกระดาษเปล่าเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง อยากเตือนให้ทุกท่านที่เดือดร้อน หรือจะเดือดร้อนในวันหน้าก็ตาม

แม้ร้อนเงินเพียงใดไม่ควรยอมถึงขนาดเซ็นชื่อให้โดยไม่มีข้อความอื่นใด เพราะกระดาษเปล่าที่เซ็นไว้อาจกลับกลายมาเป็นสัญญายืมของไปขาย กลายมาเป็นการเซ็นบนภาพถ่ายรูปพรรณของที่เราเอาไป หรือเขาไปกรอกจำนวนเงินเกินกว่าที่กู้ไปมากมาย เดือดร้อนอย่างไร พยายามหานายทุน ที่ให้เรากรอกข้อความตามในสัญญา หรือถ้าใช้สัญญากู้สำเร็จรูปก็ควรเซ็นชื่อในสัญญากู้ที่มีข้อความกรอกไว้เรียบร้อยเป็นดีที่สุด เพราะหากเขาไปแก้ไขตัวเลขหรือข้อความใดก็ยังพอพิสูจน์ต่อสู้เรื่องสีหมึก ข้อพิรุธต่าง ๆ กันได้

ขอขอบคุณจดหมายของคุณดวงแก้ว ที่ให้นำมาเป็นอุทาหรณ์แก่ท่านผู้อ่าน ถ้านายทุนคนใดคิดนำไปใช้ขอเตือนว่าเวรกรรมมีจริง เพียงแต่ช้าหรือเร็ว ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ที่ปรากฏให้เห็นเป็นประจำว่ามีนายทุนจำนวนมากต้องตายเพราะความเดือดร้อน ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากการไม่รู้กฎหมาย.



จาก : webmaster - 13/08/2002 19:23

มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
ชื่อ :
Email :
โฮมเพจ :
ข้อความ :


This Free service hosted by D'Server