ห้องสนทนาสบายๆ สไตล์ธรรมปฏิบัติ

หัวข้อกระทู้ : การศึกษาพระอภิธรรม
:
อ่านกระทู้ของคุณ คนข้างวัดแล้วค่ะ
อนุโมทนาในธรรมทานที่มีกุศลจิตพิมพ์ลงให้สมาชิกอ่านค่ะ

หนูนามีความสงสัยค่ะว่า
ถ้าไม่เรียนรู้พระอภิธรรมแต่อาศัยแต่การปฏิบัติและ
ฟังจากคำสอนครูบาอาจารย์อย่างเดียว จะใช้ได้ไหมคะ
และมีโอกาสบรรลุธรรมง่ายขึ้นหรีอยากขึ้นอย่างไรบ้างคะ

เพราะไม่แน่ใจตัวเองเท่าไหร่ค่ะ
ว่าถ้าศึกษามากๆลึกซึ้งแล้ว
จะติดในสัญญาแล้วปรุงแต่งจิตในขณะปฏิบัติว่า
เอ มันน่าจะเป็นสภาวะนั้น
สภาวะนี้แล้วมั๊ง

เพราะตัวเองเป็นคนค่อนข้างยึดติดค่ะ
อันนี้กว่าจะยอมรับว่าตัวเองเป็นคนยึดติดเนี่ย
ก็ต้องได้รับเมตตาจากพระอาจารย์เน้นย้ำสั่งสอนขณะ
ปฏิบัติมากมายหลายครั้งกว่าจะเห็นและยอมรับตัวเองค่ะ

หนูนาเว้นไม่อ่านธรรมะเกี่ยวกับเนื้อหาเรื่องสภาวะญาณต่างๆค่ะ
เพราะเคยได้ฟังเทศน์ลำดับญาณหนึ่งครั้งตอนเริ่มปฏิบัติครั้งแรก
แต่รู้ตัวเองค่ะว่าพอเข้าปฏิบัติหนสองสาม
ก็คอยจ้องและพิจารณาวิเคราะห์ว่า เราน่าจะญาณไหนแล้วนะ

กว่าจะแก้อารมณ์นี้ได้ก็นานพอควรค่ะ
มีเพื่อนผู้ปฏิบัติชวนไปเรียนพระอภิธรรมวันอาทิตย์
ก็ยังสองจิตสองใจอยู่ค่ะ
ไม่รู้ว่าจะเหมาะกับจริตตนเองหรือไม่ค่ะ

เรียนถามมาด้วยความเคารพค่ะ

เจริญในธรรม

โดยคุณ : หนูนา - 18/04/2001 11:39

1 :
ในความเห็นของผม เนื่องจากอยู่ในวงการศึกษา
จึงมักมีนิสัยเสียคือมีข้อระแวงสงสัยมาก
ผมเลยต้องอาศัยทั้งสองทาง คือศึกษาจากตำรา
และครูบาอาจารย์ไปด้วยกัน

เรื่องพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งสูงสุดกว่า
ศาสตร์ใดในโลก ผมจึงคิดว่าต้องพึงระวัง
ถ้าบังเอิญได้ครูอาจารย์ที่รู้แจ้งถูกต้อง ก็ถือว่า
เป็นกุศลมากทีเดียว แต่ถ้าได้ครูอาจารย์ที่ไม่
แจ้งชัด ก็อาจโดนชักนำไปผิดทางก็ได้

อย่างไรก็ตาม การศึกษาพุทธศาสนานั้น ท่าน
ผู้รู้กล่าวว่า ไม่มีการขาดทุน เพียงแต่กำไรน้อย
หรือมากเท่านนั้น ตามภูมิปัญญา ข้อมูลข่าวสาร
ใดๆแม้ในปัจจุบันนี้ ก็ต้องตรวจสอบไว้บ้างนะครับ
ยิ่งศึกษาพุทธศาสนาด้วยแล้ว ผลสูงสุดต้องอาศัย
ปัญญาสถานเดียว มีศรัทธาก็อย่าถึงกับเต็มร้อย
จนกว่าจะมีการตรวจสอบกันบ้าง แต่ก็นั่นแหละ
ต้องยึดทางสายกลางอีกนั่นแหละ..อย่าเชื่อ
แต่อย่าปฏิเสธ อะไรที่อ่านหรือได้ยินมา

ในความเห็นผม คนหนุ่มสาวควรศึกษาหรือ
หาโอกาศเรียนพระอภิธรรมไปด้วยนะครับ
จะได้ปลอดภัยกับการติดยึดแค่ สมถวิปัสสนา
เผอิญผมติดยึดกับแนวทางการสอนของ
ท่านอุบาสิกา แนบ มหานีรานนท์ เพราะฟังท่าน
แล้วถูกกับนิสัยผม ก็เลยตรวจสอบกันอยู่จนแก่
เกินแกงแล้ว...อีกทั้งเป็นคนเอาแต่คิดๆๆๆ
อยู่เรื่อยจนบัดนี้

ผมขออนุญาตคัดลอกเรื่อง ที่พึ่งแห่งพระรัตนตรัย
โดยเฉพาะเรื่อง ธรรมรัตนะของปริยัติ มาให้คุณ
หนูนาอ่านดูนะครับ ผู้เขียนเป็นนักปริยัติและปฏิบัติ
ศิษย์ของท่านอาจารย์สอนพระอภิธรรมดังกล่าว

อย่างไรก็ตามขออนุโมทนาสำหรับคนวัยหนุ่มสาว
ทั้งหลายที่สนใจธรรมของพระพุทธเจ้าขณะนี้นะครับ
มีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษใดๆเลยครับ

ที่มา-เรื่อง "ไตรสรณคมน์"
โดย ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์
มูลนิธิปราณี สำเริงราชย์
จัดพิมพ์เผยแพร่ (๒๒ เมษายน ๒๕๓๖)

ส่วน ธรรม ที่เป็นรัตนะที่ ๒ ที่เรียกว่า พระธรรมรัตนะ
นั้น หมายถึง สิ่งประเสริฐ ที่บุคคลได้บรรลุก็ทำบุคคลนั้นให้
พ้นจากทุกข์ทั้งหลาย มีทุกข์ในอบายเป็นต้น ได้โดยแน่นอน
ได้แก่พระโลกุตตรธรรม ๙ อย่าง คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑
รวมเป็น ๑๐ อย่างพร้อมทั้งพระปริยัติ

ปริยัติ

คำสอนทั้งสิ้นรวม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ชื่อว่า ปริยัติ
เพราะเป็นส่วนที่ต้องเรียน ในสมัยที่ยังทรงพระชนม์อยู่ ทรง
กำหนดคำสอนของพระองค์ไว้เป็น ๒ ส่วน คือ ธรรมและวินัย
และทรงนิยมตรัสเป็น ๒ อย่าง คือ ธรรมและวินัยนี้ เช่นว่า
"โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปณฺญฺตฺโต
โส โว มมจฺจเยน สตฺถา"


๑. ที.มหา. ๑๐/๑๗๙.

แปลว่า "ดูกร อานนท์ ธรรมและวินัยที่เราได้แสดงแล้ว
ธรรมและวินัยนั้น จะเป็นศาสดาของพวกเธอ"
ดังนี้ เป็นต้น
ต่อมาภายหลัง เมื่อกาลเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระ
บรมศาสดาล่วงไปแล้วประมาณ ๓ เดือน ได้มีการสังคายนา
รวบรวมชำระพระธรรมและวินัยในที่ประชุมสงฆ์จำนวน
๕๐๐ รูป อันมีพระมหากัสสปเถระเป็นหัวหน้า อันนับว่า
เป็นการสังคายนาครั้งที่ ๑ ในครั้งนั้นแหละ มีการจำแนกธรรม
และวินัยนั้นนั่นแหละเป็น ๓ ปิฎก ให้พระสงฆ์ทั้งนั้นได้รับทราบ
กันไว้อย่างเป็นทางการ คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก และอภิธรรม
ปิฎก กล่าวคือ คำสอนส่วนที่ทรงกำหนดว่าเป็นวินัย ก็เป็น
วินัยปิฎกนั่นแหละ ส่วนคำสอนที่ทรงกำหนดไว้ว่าเป็นธรรม ก็
จำแนกเป็น ๒ ปิฎก คือ สุตตันตปิฎก และ อภิธรรมปิฎก ก็เกิด
เป็น ๓ ปิฎก เรียกว่า พระไตรปิฎก ขึ้นมาโดยประการฉะนี้
คำว่า "ไตร" แปลว่า "๓" คำว่า "ปิฎก" แปลว่า "ตำรา" เพราะ
ฉะนั้น คำว่า "ไตรปิฎก" ก็แปลว่า "ตำรา ๓ อย่าง" นั่นเอง
แต่ละปิฎกมีความหมายของชื่อและเนื้อหาสาระแตก
ต่างกันดังต่อไปนี้

- วินัยปิฎก

ปิฎกนี้ ท่านเรียกว่า "วินัย" เพราะมีนัยต่างๆ หมายถึง
บทวินิจฉัยความผิดหรือโทษทั้งหลายอันมีนัยต่างๆ
อีกอย่างหนึ่ง คำว่า "วินัย" แปลว่า "เครื่องฝึกหัด" ก็ได้
ความว่า ปิฎกนี้ ท่านเรียกว่า "วินัย" เพราะมีเนื้อหาสาระว่าด้วย
สิกขาบททั้งหลายที่ทรงบัญญัติไว้อันล้วนเป็นเครื่องฝึกหัดกาย
และวาจาให้เรียบร้อยคือสำรวม

ว่าทางด้านลักษณะของคำเทศนา ปิฎกนี้มากด้วยคำ
เทศนาที่มีลักษณะเป็นกฏข้อบังคับ เช่นว่า โย ปน ภิกฺขุ
เมถุนํ อสํวาโส"
แปลว่า "อันว่าภิกษุรูปใด
พึงส้องเสพเมถุนธรรม โดยที่สุดแม้กับสัตว์เดรัจฉาน ย่อมเป็น
ผู้ต้องอาบัติปาราชิก อยู่ร่วมกับภิกษุอื่นไม่ได้"
ดังนี้ เป็นต้น
เพราะฉะนั้น ปิฎกนี้จึงนับว่าเป็น อาณาเทศนา (อาณา=
กฏข้อบังคับ)

๑. วิ.มหา. ๑/๓๔

- สุตตันตปิฎก

คำว่า "สุตตันตะ" ก็คือ สุตตะ (สูตร) นั่นแหละ คำทั้ง
สองนี้มิได้มีความหมายแตกต่างกัน ปิฎกนี้ท่านเรียกว่า
สุตตันตปิฎก ก็เพราะเป็นพระสูตรนั่นเอง คำว่า "สูตร"
(สุตฺต) แปลว่า เส้นด้ายหรือสายป่าน

เปรียบเหมือนว่า พวกช่างก่อสร้างย่อมใช้เส้นด้ายหรือ
สายป่านเป็นเครื่องมือวัดขนาดความยาว ความกว้าง และ
ความสูง ฉันใด ปิฎกนี้ บัณฑิตก็ย่อมอาศัยเป็นเครื่องวัดมติ
ความคิดเห็น วาทะ ลิทธิ ของตน หรือของผู้อื่น หรือของ
อาจารย์ทั้งหลาย ว่าเป็นมติ ความคิดเห็น วาทะ ลัทธิ ที่ถูกต้องหรือ
ไม่เป็นสัมมาทิฏฐิหรือมิจฉาทิฏฐิเป็นต้น ฉันนั้น เพราะเป็นเหมือน
สูตร คือเส้นด้ายหรือสายป่านที่พวกช่างใช้เป็นเครื่องวัด
เพราะฉะนั้น ปิฎกนี้ ท่านจึงเรียกว่า "สูตร" (หรือ "สุตตันตะ")
เนื้อหาสาระในปิฎกนี้ ว่าด้วยธรรมเทศนาสูตรนั้นสูตรนี้
ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่บุคคลนั้น บุคคลนี้ ณ สถานที่นั้น
สถานที่นี้ ซึ่งเป็นที่ประทับแสดงธรรม

ว่าทางด้านลักษณะของคำเทศนา ปิฎกนี้มากด้วยคำเทศนา
ที่มีลักษณะเป็นโวหาร คือคำพูดแปลกๆ แตกต่างกัน อัน
อนุโลมไปตามความแปลกๆ แตกต่างกันแห่งอัธยาศัยของ
เวไนยสัตว์ผู้ที่จะรับฟังธรรมเทศนานั้นได้เข้าใจ เกิดปัญญา
แทงทะลุปรุโปร่ง เช่นทรงแสดงเรื่องอริยสัจ ๔ และขันธ์ ๕
อันเป็นอนัตตาแก่ปัญจวัคคีย์ ทรงแสดงเรื่องอายตนะ ๑๒
แก่ ชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมทั้งบริวาร เป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง ใน
สูตรหนึ่งทรงแสดงว่า มัชฉิมาปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติอันเป็น
สายกลางนั้น ได้แก่ พระอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
แต่ในอีกพระสูตรหนึ่ง กลับตรัสว่า ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔
อย่างนี้เป็นต้น ทั้งๆที่เพื่อประโยชน์อย่างเดียวกัน คือการแทง
ตลอดสัจจธรรมของผู้ฟัง ก็เทศนาที่มีลักษณะอย่างนี้แหละ
ชื่อว่าโวหารเทศนา ปิฎกนี้ มากด้วยคำเทศนาที่มีลักษณะอย่างนี้
เพราะฉะนั้น จึงนับว่าเป็น โวหารเทศนา

- อภิธรรมปิฎก

คำว่า "อภิธรรม" แปลว่า ธรรมที่ยิ่ง ปิฎกนี้ เรียกว่า
อภิธรรม เพราะมีการกล่าวถึงธรรมที่ยิ่ง คือสูงส่งยิ่งขึ้นไป
ตามลำดับ คือกล่าวถึงธรรมที่เป็นกามาวจร อันเป็นชั้นต่ำสุด
แล้วก็กล่าวถึงธรรมที่เป็นรูปาวจร อันสูงส่งกว่าธรรมที่เป็นชั้น
กามาวจรนั้น สืบต่อไป ครั้นกล่าวถึงธรรมที่เป็นรูปวจรแล้ว
ก็กล่าวถึงธรรมที่สูงส่งกว่านั้น คือที่เป็นอรูปาวจร ครั้นกล่าว
ถึงธรรมที่เป็นอรูปาวจรแล้ว ก็กล่าวถึงธรรมที่เป็นโลกุตตระ
อันสูงสุด ฉะนี้แล

อีกอย่างหนึ่ง ปิฎกนี้ เรียกว่า อภิธรรม เพราะกล่าวถึง
ปรมัตถธรรม ๔ คือ จิต เจตสิก รูป และพระนิพพาน อัน
เพิกสมมติสัตว์และบุคคล ด้วยว่า แม้ปรมัตถธรรม ๔ ท่าน
ก็เรียกว่า "อภิธรรม-ธรรมที่ยิ่งได้" เกี่ยวกับเพิกถอนสัตว์บุคคล
อันเป็นสมมตินั่นเอง

ว่าทางด้านลักษณะของคำเทศนา ปิฎกนี้มากด้วยคำเทศนา
ที่มีลักษณะปฏิเสธสัตว์บุคคล มีแต่คำพูดระบุถึงปรมัตถธรรม
อันปราศจากสัตว์บุคคลโดยนัยว่า "กุสลา ธมฺมา, อกุสลา
ธมฺมา, อพฺยากตา ธมฺมา"
แปลว่า "ธรรม
ที่เป็นกุศล มีอยู่ ธรรมที่เป็นอกุศล มีอยู่ ธรรมที่เป็นอัพยากตะ
มีอยู่"
ดังนี้เป็นต้น หรือที่ว่า "กตเม ธมฺมา กุสลา ยสฺมิ
สมเย กามาวาจรํ กุสํล จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ ป ฯ อิเม ธมฺมา
กุสลา"
แปลว่า "ธรรมที่เป็นกุศล เป็นไฉน ?
ในสมัยใด กามาวจรกุศล จิตมีอันเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ธรรมเหล่านี้
ชื่อว่ากุศล"
ดังนี้เป็นต้น ซึ่งเห็นได้ว่า ในปิฎกนี้ ไม่มีการระบุ
ถึงท่านผู้แสดงธรรม สถานที่แสดงธรรม และบุคคลผู้ฟังธรรม
เหมือนอย่างในวินัยปิฎกและสุตตันตปิฎก มีแต่เนื้อหาสาระที่ว่า
ด้วยสภาวธรรมล้วนๆ เพราะเหตุนั้น ปิฎกนี้ จึงนับว่าเป็น
ปรมัตถเทศนา แล

๑. อภิ.สํ. ๓๔/๑.
๒. อภิ.สํ. ๓๔/๒๑

ก็พระเถระจำนวน ๕๐๐ รูปที่เข้าประชุมสังคายนา เห็น
ลักษณะที่แตกต่างกันแห่งคำเทศนาดังกล่าวนี้แหละ จึงได้
อาศัยเป็นเครื่องจำแนกคำสอนออกเป็น ๓ ปิฎก มีวินัยปิฎก
เป็นต้นนี้ ท่านทั้งหลายพึงทราบว่า ปิฎก ๓ อย่างอันมีเนื้อหา
สาระแตกต่างกันตามประการดังกล่าวมานี้แล เป็นพระธรรม-
รัตนะอย่างที่ ๑๐ ที่เรียกว่าปริยัติ ในที่นี้

อนึ่ง แม้ตำราชั้นรองลงไป ที่ท่านเรียกว่า อรรถกถา ฎีกา
เป็นต้น อันเป็นตำราคู่มือที่ช่วยให้เกิดความแจ่มแจ้งในการ
ศึกษาพระไตรปิฎก อันเป็นที่ยอมรับกันอย่างสากลใน
วงการปริยัติ ก็นับเนื่องเข้าไปในปริยัตินี้ นี่แหละ ถึงความ
สงเคราะห์เข้าในพระธรรมรัตนะอย่างที่ ๑๐ นี้ได้เทียว...

(คัดลอกจากหน้า ๔๘-๕๓......มีต่อถึงหน้า ๕๕)





โดยคุณ : เด็กข้างวัด - 18/04/2001 18:04

2 :
สาธุ สาธุ สาธุ :)
ขออนุโมทนายิ่งกับการตั้งกระทู้นี้ของคุณหนูนานะคะ
เป็นความสงสัยอันประเสริฐและสำคัญมาก
จึงควรทำให้แจ้ง ตีประเด็นต่างๆ ให้แตก แจ่มชัดเป็นเรื่องๆ ไป
ดิฉันขอมาแจมความคิดกับคุณหนูนาและคุณเด็กข้างวัด
ด้วยนะคะ

อย่างที่เราทราบๆ กัน ว่าพระพุทธศาสนา
ประกอบไปด้วย ๓ ส่วน
คือ ปริยัติ - ปฏิบัติ - ปฏิเวธ

และจุดมุ่งหมายของพุทธศาสนา ก็คือ การไปให้ถึงซึ่ง
ปฏิเวธ (การรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจจธรรมทั้ง ๔
คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) เพราะเมื่อใครถึงปฏิเวธแล้ว
ก็จะเปลี่ยนจากความเป็นปุถุชนราษฎรของกิเลสเต็มขั้น
ไปสู่การเป็นพระอริยบุคคล เที่ยงต่อการพ้นทุกข์แน่นอน
เป็นอันว่าปลอดภัย วางใจได้ :)

คราวนี้ เรื่องจะเอาอะไรก่อน อาทิ
(๑)
จะเอาทั้งปริยัติและปฏิบัติไปพร้อมๆ กัน
(๒)
จะเอาแต่ปริยัติเสียก่อน ให้แตกฉานปริยัติแล้วค่อย
ไปเอาปฏิบัติ
(๓)
จะเอาแต่ปริยัติให้แตกฉาน ยังไม่เอาปฏิบัติ
ในชาตินี้ เพราะยังคิดว่าคงไม่สามารถถึงปฏิเวธ
ได้ในชาตินี้
(๔)
จะเอาปฏิบัติเสียก่อนเพื่อให้ได้ถึงปฏิเวธ
แล้วค่อยไปเอาปริยัติ
(๕)
จะเอาแต่ปฏิบัติอย่างเดียวให้ถึงปฏิเวธ
โดยไม่เอาปริยัติเลย
ฯลฯ

อันนี้ ตอบแบบกว้างๆ ครอบคลุมให้ทั่วสำหรับ
กรณีทั่วๆ ไป ดังนี้ว่า

(ก)
คนที่ยังหาทางไม่เจอ ยังไม่แน่ใจในทาง
ยังหาครูไม่เจอ ยังไม่แน่ใจในครู
อันนี้ ก็อาจจะต้องพึ่งต้องอาศัยปริยัติมาก่อนอาศัยปริยัติมากหน่อย
ในตอนเริ่ม เพื่อเหตุผลอย่างที่คุณเด็กข้างวัดกล่าวไว้แล้วว่า
เพราะต้องการตรวจสอบ ต้องการให้แน่ใจจริงๆ
พอสมควรเสียก่อน เพื่อความปลอดภัยว่าจะไม่หลงเป็น
มิจฉาทิฏฐิผิดทางไป ฯลฯ

(ข)
คนที่พอจะแน่ใจในการปฏิบัติที่ดำเนินอยู่แล้ว
บ้างพอสมควร

อันนี้ หมายความว่า จะรู้ปริยัติมาหรือไม่ หรือว่ารู้มากรู้น้อย
มาแล้วแค่ไหนก็ตาม แต่ ณ ขณะปัจจุบันนี้ ได้ลงมือปฏิบัติแล้ว
และโชคดี (ไม่ทราบจะใช้คำว่าอะไร ขอใช้คำว่า‘โชคดี’
ไปก่อนนะคะ เพราะที่จริงในธรรมะแท้ๆ แล้ว ไม่มีคำว่าโชค
หรือบังเอิญ มีแต่ว่าเพราะมีเหตุปัจจัยมาจึงได้ผลเช่นนี้
หรือเช่นนั้น จึงรับผลอยู่เช่นนี้หรือเช่นนั้น) ได้พบว่าตัวเอง
คงมาถูกทางแล้ว กรณีผู้ที่มีพื้นปริยัติมาบ้าง ก็จะแน่ใจ
ได้เพราะผลจากการปฏิบัติจะไปตรงกับปริยัติที่เรียนมา
กรณีผู้ไม่มีพื้นปริยัติหรือมีแบบงูๆ ปลาๆ (อย่างดีดิเป็นต้น
ที่แทบไม่มีพื้นปริยัติมาก่อนปฏิบัติเลย) ก็จะค่อยๆ ตระหนักรู้
ถึงความเปลี่ยนแปลงในใจตน ในกิริยา อาการ ความคิด
ความรู้สึก อันจะค่อยๆ พัฒนาไปตามลำดับแห่งความรู้
หรือก็คือ ตามลำดับของญาณ (ที่ไม่ว่าเราจะรู้ปริยัติเรื่อง
ความรู้หรือญาณ นั้นๆ หรือไม่ก็ตาม แต่เราย่อม ‘รู้’ อย่างแท้ๆ
โดยไม่ต้องมีคำบรรยายหรือคำบัญญัติใดๆ มากำกับ)
อาทิ จะเริ่มเข้าใจเกี่ยวกับรูปและนาม เป็นความเข้าใจ
แบบเดียวกับคนได้ลิ้มรสทุเรียนก็จะเข้าใจแจ่มแจ้งถึง
รสทุเรียนลักษณะของเนื้อทุเรียนกลิ่นทุเรียนด้วยฉันนั้น
ไม่ว่าจะรู้ว่านี่คือทุเรียนไม่ว่าจะเคยเรียนเกี่ยวกับรายละเอียด
ของทุเรียนมามากน้อยแค่ไหนหรือไม่ได้เรียนหรือรู้แบบปริยัติ
เกี่ยวกับทุเรียนมาเลยก็ตาม) ผู้ลงมือปฏิบัติทุกคน จะค่อยๆ
สามารถเข้าใจเกี่ยวกับรูปและนาม แบบรู้แจ้งแทงตลอดจริงๆ
จากนั้นก็จะค่อยๆ เข้าใจเรื่องเหตุปัจจัย ความเป็นเหตุและผล
ของกันและกันของรูปและนาม ต่อไปก็จะค่อยๆ เข้าใจเรื่อง
พระไตรลักษณ์ แจ่มแจ้งถึงความเป็นอนิจจัง - ทุกขัง - อนัตตา
ของรูปและนามและของสรรพสิ่ง และก็ค่อยๆ ก้าวต่อๆ ไป
ในทางแห่งปัญญา จนถึงสุดทางคือปฏิเวธ หรือ ก็คือ
เข้าไปแจ้งในอริยสัจจ์ ๔

+ + + + +
(ยังมีต่อ)

โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi_deedi@email.com - 19/04/2001 02:07

3 :
ดังนั้น ดิฉันมองว่า เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลๆ ไป (คือ เป็นเรื่อง
ของปัจเจกบุคคลจริงๆ) เพราะคนเราสร้างสมความคิด ความรู้
อุปนิสัย ปัจจัยต่างๆ มาต่างกัน ความมุ่งมาดปรารถนา
แม้โดยแก่นจะเหมือนกัน (คือทุกคนล้วนอยากมีความสุข พ้นทุกข์)
แต่โดยรายละเอียดและตามรายทางก่อนไปถึงความพ้นทุกข์นั้น
ไม่เหมือนกันเลย

(ก)
บ้างก็อยากจะตรัสรู้เอง จะได้รู้ใบไม้ทั้งป่า
แล้วก็จะได้มาโปรดเวไนยสัตว์ผู้บารมีน้อย ไม่สามารถ
รู้ทางออกจากทุกข์ได้ด้วยตัวเอง
กลุ่มนี้คือผู้ปรารถนาพุทธภูมิ มุ่งเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
(ข)
บ้างก็อยากจะตรัสรู้เอง พึ่งพาตัวเองไปจนถึงการพ้นทุกข์
แต่ไม่มุ่งมาโปรดเวไนยสัตว์ กลุ่มนี้คือพระปัจเจกพุทธเจ้า
ทั้งหลาย
(ค)
บ้างก็มาดมั่นปรารถนา จะดำเนินรอยตามทางที่พระพุทธเจ้า
ทั้งหลายชี้แนะไว้ประเสริฐแล้ว ขอเป็นพระสาวก
กลุ่มนี้ก็คือสาวกภูมิ พุทธสาวกทั้งหลาย

จะไม่กล่าวถึงเหล่าพระพุทธเจ้าหรือเหล่าพระปัจเจกพุทธเจ้า
เพราะท่านผู้ประเสริฐสูงสุดทั้ง ๒ กลุ่มนี้ ท่านพึ่งตัวเองทั้ง
ปริยัติ - ปฏิบัติ - ปฏิเวธ ได้
จึงจะขอลงในรายละเอียดเฉพาะข้อ (ค) คือ เหล่าพุทธสาวก
อย่างเราๆ ทั้งหลายโดยส่วนมาก อันต้องพึ่งพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย

+ + + + +
(ยังมีต่อ)


โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi_deedi@email.com - 19/04/2001 02:09

4 :
อันว่าเหล่าพุทธสาวกทั้งหลาย ล้วนมีหลากความคิด ความมุ่งหมาย
กล่าวโดยกว้างๆ บ้างก็มุ่งพ้นทุกข์โดยเร็วที่สุด ไม่เอาโลก ไม่เอาใคร
ฉันจะไปของฉันคนเดียว ก็มี - บ้างก็มุ่งทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์เสียก่อน
คือ ได้พ้นทุกข์เสียก่อน แล้วก็จะค่อยมาโปรดสรรพสัตว์ เท่าที่เวลา
และความสามารถจะมีได้ - บ้างก็อยากพ้นทุกข์แต่ก็ยังอยากอยู่
หรือยังมีความจำเป็นต้องอยู่แบบโลกๆ ครองบ้านครองเรือน
ทำมาหากินไปด้วย ปฏิบัติตนสู่การพ้นทุกข์ไปด้วย -บ้างก็ยังไม่เอาละ
พระนิพพาน ขอสุขๆ ไปก่อน ขอแค่เป็นคนดีไปก่อน

ในทั้งหลายที่กล่าวมานี้ สำหรับผู้ลงมือปฏิบัติแล้ว
ก็ยังสามารถแยกย่อยลงไปได้ในเรื่องการศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรมอีก
กล่าวคือ

บ้างก็ไม่เอาปริยัติละ ฉันจะไปปฏิบัติให้สุดๆ ไปเลย
เมื่อปฏิบัติได้สุดทางแล้ว ก็ไม่ได้มาเพิ่มเติมความรู้ทางปริยัติ
สอนใคร ถ่ายทอดใครก็ไม่เน้นปริยัติ เอาแต่ปฏิบัติอย่างเดียว
ตามประสบการณ์ล้วนๆ หรือเกือบล้วนๆ

บ้างก็มีปริยัติอยู่บ้าง แต่มุ่งปฏิบัติก่อน เอาปฏิเวธให้ได้เสียก่อน
จากนั้นเมื่อได้ผลเป็นที่พอใจตามสมควรแล้ว (คือถึงปฏิเวธแล้ว)
ก็เกิดความซาบซึ้งในพระธรรมอันได้รู้แจ้งแทงตลอด
ก็มักจะอยากรู้ในแง่ปริยัติขึ้นมาให้รอบยิ่งๆ ขึ้น หรือบ้างก็
อยากจะมาช่วยพระพุทธองค์รื้อถอนสรรพสัตว์ออกจาก
สังสารวัฏอีกแรง และได้พบว่าปฏิบัติอย่างเดียว รู้จากปฏิบัติ
อย่างเดียว ก็จะไม่สามารถ ‘เอา’ หรือ ‘ปราบ’ สรรพสัตว์
อันหลากจริต หลากอัธยาศัยได้ เช่นบางคนก็เชื่อง่าย
บอกอะไรก็ทำตามโดยไม่สงสัยมาก ศรัทธาแรง
อันนี้ ถ้ามาได้ครูดีครูตรงแล้ว ก็โชคดีไป เพราะว่าชี้แนะง่าย
รับง่าย ก็มักจะรู้ง่ายไปด้วย แต่หากต้องมาเจอหรือมาต้อง
ชี้แนะคนที่รู้ (ทางโลก) มาก หรือรู้ (ปริยัติ - ทางธรรม) มาก
ก็จะไม่สามารถนำความรู้ทางปริยัติมาบวกกับความรู้แท้
ทางปฏิบัติมากำราบ ดังนั้น เมื่อตนปฏิเวธแล้ว หรือถึงจุด
ที่ค่อนข้างพอใจในผลการปฏิบัติแล้ว ก็ค่อยมาลุยปริยัติ
เพราะความกระหายในความรู้เชิงปริยัติอันช่างพ้องต้องกัน
กับความรู้แจ้งแทงตลอดจากการปฏิบัติ (๑) และเพราะอยากรู้
ให้มากๆ ทั้งปฏิบัติและปริยัติ จะได้นำมาช่วยคนได้มากหลายจริต
มากหลายอัธยาศัย นิสัยใจคอและพื้นเพได้ยิ่งๆ คือ สามารถนำ
ทั้งปริยัติและปฏิบัติมาช่วยผู้คนได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น (๑)

บ้างก็เอาแต่ปริยัติไปก่อน เพราะมีความเชื่อต่างๆ อาทิ
เชื่อว่าพระนิพพานเป็นของไกลตัวมากบ้าง เชื่อหรือคิดว่าการ
ปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องพิเศษวิเศษพิสดารพันลึกบ้าง
เชื่อหรือคิดว่าปัญญาของตนในชาตินี้ยังไม่พอที่จะไปถึง
พระนิพพานได้ เชื่อหรือคิดว่าต้องรอให้แตกฉานปริยัติ
เสียก่อนจึงจะค่อยว่ากันเรื่องปฏิบัติก็เลยยังไม่ได้ปฏิบัติ
เสียที เชื่อหรือคิดว่าปริยัติปฏิบัตินั้นต้องเป็นลำดับแน่นอน
คือปริยัติเสียก่อนแล้วค่อยปฏิบัติก็เลยยังไม่ได้ปฏิบัติ
ก็เลยไม่ไปถึงหรือไปใกล้ปฏิเวธเข้าไปอีกนิดเสียที ฯลฯ

เหล่านี้ คือ หลากหลายแง่มุมในรายละเอียดในใจ
แต่ละชีวิตๆ ไป

+ + + + +
(ยังมีต่อ)

โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi_deedi@email.com - 19/04/2001 02:10

5 :
ดังนั้น

(๑)
บุคคลควรถามใจตน ว่าเราต้องการอะไรกันแน่
อะไรเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง จะเอาโลก หรือจะเอาธรรม
จะเอาสุขปลอมๆ ชั่วคราวไปเรื่อยๆ หรือจะเอาสุขแท้ๆ
ที่ต้องลำบากบากบั่นกันหน่อยเพื่อจะได้สุขแท้ๆ เสียที
(พระนิพพาน)
(๒)
บุคคลควรหาให้พบ ว่าตนรีบจะไปพ้นทุกข์เร็วแค่ไหน
เพราะพระพุทธองค์ก็ทรงบอกไว้แล้วว่าถ้าจะเร่งทำ
กันจริงๆ บุคคลใดก็ตาม ก็อาจสามารถไปถึงปฏิเวธ
ได้ในชาตินี้แหละ

ถ้าบุคคลใดพบว่าตนเองรีบร้อนแล้ว อาสนะร้อนแล้ว :)
อยากจะพ้นๆ ไปจากสังสารวัฏเสียที ไม่เอาอย่างอื่นแล้ว
อันนี้ แนะนำว่า เร่งปฏิบัติไปเถอะ ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง
เปรียบเทียบไว้ชัดเจนมาก สำหรับกรณีผู้ได้ลงมือปฏิบัติและ
ประจักษ์ในระดับหนึ่งว่าค่อนข้างมั่นใจว่าตนมาถูกทางแล้ว -
ว่าเป็นเหมือนคนที่อยู่ในสระว่ายน้ำ มองเห็นอีกฟากของสระ
อยู่ตรงหน้าแล้ว (คือ รู้ว่าพระนิพพานมีอยู่และรออยู่โพ้น
ข้างหน้าแล้ว) ก็ตัดสินใจพุ้ยๆ น้ำ ว่ายๆ เอาแบบฟรีสไตล์
พอให้ไปถึงอีกฝั่งได้ ตะเกียกตะกายพาตนไปจนถึงฝั่งโน้น
ได้สำเร็จ กับอยู่ดีๆ ทั้งๆ ที่ตัวก็อยู่ในน้ำแล้ว (คือรู้ทางแล้ว)
ว่ายฟรีสไตล์ได้แล้ว แต่อยู่ๆ ก็ทิ้งน้ำขึ้นจากสระมานั่งลง
ตรงขอบแล้วก็เอาจริงเอาจังกับการนั่งอ่านตำราวิธีการ
ว่ายน้ำตามหลักการ ก็เลยไม่ถึงฝั่งโน้นเสียที
เพราะมัวแต่ขึ้นมานั่งอ่านตำราอยู่นั่นเอง

+ + + + +
(ยังมีต่อ)

โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi_deedi@email.com - 19/04/2001 02:11

6 :
สรุปว่า

คุณหนูนาคะ :) คุณหนูนานับเป็นหนึ่งในผู้โชคดียิ่ง
คือทางก็พบแล้ว มั่นใจแล้วว่าการเบาบางจากทุกข์มีจริง
มั่นใจในการพัฒนาจิต มั่นใจว่ากิเลสเบาบางลงจริงๆ จาก
การปฏิบัติ มั่นใจว่ามาถูกทาง มั่นใจในทาง มั่นใจในครู
พอสมควรแล้ว และได้เริ่มออกเดินทางมาไม่มากก็น้อยแล้ว
หากเป็นกรณีนี้ ดีดิแน่ใจว่าหากไปถามครูบาอาจารย์แท้ๆ
ไหนๆ ก็ตาม ท่านทั้งหลายจะต้องตอบเป็นเสียงเดียวกัน
ทีเดียวว่า ‘มุ่งปฏิบัติ’ ไปให้เต็มที่เถอะ :)

กล่าวคือ เมื่อไม่ได้ไปปลีกวิเวกอย่างที่เพิ่งไปมา
ก็เพียรมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในทุกวันเวลา (ซึ่งก็ทราบวิธีดี
อยู่แล้ว ปฏิบัติอยู่แล้ว) และพยายามเดินจงกรมนั่งสมาธิ
แบบวิปัสสนาฯ ให้ได้ทุกวันอย่าให้ขาด (อันนี้ก็สำคัญมาก
ในชีวิตฆราวาสแบบเราๆ ค่ะ) วันไหนมีเวลามากก็ทำมาก
วันไหนมีเวลาทำน้อยก็ทำน้อย แต่พยายามอย่าให้ขาด

และหาโอกาสปลีกวิเวกทำนองเดียวกับที่เพิ่งไปมา
ให้ได้บ่อยๆ เนืองๆ ที่สุด หรือหากไม่ได้ ความจริงวันหยุด
ก็ปิดห้อง ปฏิบัติเข้มอยู่คนเดียวทั้งวันก็ยังได้ :)
นี่ก็ถือเป็นการปลีกวิเวกได้เหมือนกัน

ส่วนการเรียนปริยัตินั้น ตอนนี้ หากในเวลาทั่วๆ ไปที่ไม่ใช่เวลาที่
ไปปฏิบัติเข้มนั้น หากสนใจอยากอ่านธรรมะฟังธรรมะดีๆ หากสนใจ
อ่านศึกษาเพิ่มเติมจากศัพท์หรือคำอธิบายที่ครูบาอาจารย์บอกมา
ก็หาอ่านศึกษาเพิ่มเติมได้ ครูบาอาจารย์เคยบอกไว้ว่า
พอได้มาปฏิบัติแล้ว จะยิ่งอยากอ่านธรรมะ อยากฟังธรรมะ
เพราะว่าฟังแล้วรู้เรื่อง อ่านแล้วเข้าใจ (ก็เพราะได้ประสบผล
มาแท้ๆ ด้วยตนเองแล้วจากการปฏิบัตินั่นเอง) ปริยัติตรงนี้
จึงเป็นเสมือนยาบำรุง ให้ธรรมะแข็งขึ้นเท่านั้น แต่ยาที่รักษา
โรคแท้ๆ ที่ทำให้โรคทุเลาหรือหายได้นั้น คือการปฏิบัติ)
ดังนั้น ยาบำรุงถ้ามีก็กินบ้างก็ได้ ไม่มีก็ยังไม่ต้องกินก็ได้
แต่ยารักษาโรค(ทุกข์)โดยตรงนั้น พึงรับประทานด่วน
เป็นสำคัญที่สุด

+ + + + +
(ยังมีต่อ)

โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi_deedi@email.com - 19/04/2001 02:12

7 :
ปริยัติ ประกอบไปด้วย ๓ ส่วน คือ พระไตรปิฎกทั้ง ๓
คือ พระวินัย - พระสูตร - พระอภิธรรม

ดังนั้น ที่กล่าวว่า ปริยัติ จึงหมายรวมทั้ง ๓ ปิฎก (รายละเอียดแต่ละ
ปิฎก ก็อย่างที่คุณเด็กข้างวัดได้นำมาใส่ไว้ข้างบนแล้ว) ดังนั้น

ดังนั้น ที่คุณหนูนาสงสัยว่า
"ถ้าไม่เรียนรู้พระอภิธรรมแต่อาศัยแต่การปฏิบัติและฟังจาก
คำสอนครูบาอาจารย์อย่างเดียว จะใช้ได้ไหม"

ก็ขออนุญาตตอบว่า ใช้ได้ค่ะ และใช้ได้ดีด้วย
(เพราะกรณีคุณหนูนาคือ ครูแท้ก็พบแล้ว ทางก็พบแล้ว
และกำลังเดินไปตามทางแล้วด้วย) ก็เพียรต่อไป ทำต่อไป
อย่างที่ปฏิบัติๆ มาแล้วนั่นแหละ มีอะไรก็ส่งอารมณ์กับ
ครูบาอาจารย์ เท่านี้พอแล้วจริงๆ ค่ะ ใช้ได้ และนับว่า
เป็นทางตรงที่สุด คุณหนูนาอยู่ในน้ำอยู่แล้ว
รีบว่ายให้ถึงฝั่งโน้นก่อนดีกว่า ว่ายฟรีสไตล์นี่แหละ
ไม่ต้องเน้นท่าสวย เอาแค่พุ้ยๆ ไปอย่างนี้ ให้ถึงก่อน
ให้ปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะมีกำลังทำได้ในชาตินี้ :)

ส่วนที่สงสัยว่า
และมีโอกาสบรรลุธรรมง่ายขึ้นหรือยากขึ้นอย่างไรบ้าง
ก็ขอตอบว่า ถ้ากำลังเร่งว่ายน้ำมุ่งสู่ฝั่งอยู่ ก็คือกำลังใกล้
ฝั่งเข้าไปทุกขณะที่มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมทีเดียวละค่ะ :)
ดังนั้น ที่คุณหนูนากำลังมุ่งปฏิบัติอยู่นี่แหละ
ตรงที่สุดแล้ว ทางที่สั้นที่สุดอยู่แล้วจริงๆ :)

ส่วนเรื่องพระอภิธรรม (อันเป็นหนึ่งใน ๓ ปิฎก) นั้น โดยทั่วๆ ไป
หากมาเรียนก็จะทำให้เข้าใจในรายละเอียดเกี่ยวกับรูปและนาม
นี่เอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น เป็นแต่ลงในรายละเอียดลึกลงไป
ไม่น่าจะทำให้เกิดสัญญาปรุงแต่งจิตเท่าไหร่ เพราะเป็นเสมือน
พยานยืนยัน พอเราปฏิบัติมาแล้วมาอ่านพระอภิธรรมก็ตาม
พระสูตรก็ตาม พระวินัยก็ตาม เราก็อาจร้อง ‘อ๋อ เข้าใจละ’
เพราะเราประสบหรือเข้าถึงแก่นคำตอบแท้จริงมาแล้ว
ด้วยตนเองด้วยปัญญารู้แจ้งจากการปฏิบัติ เหมือนอย่างคนที่
กินทุเรียนโดยไม่เคยรู้จักว่านี่เรียกว่าทุเรียน แต่ก็เคยกินแล้ว
ซาบซึ้งแจ่มแจ้งในรสทุเรียนมาแล้ว พอกลับเข้าห้องเรียน
ครูก็บอกว่าที่นักเรียนเพิ่งกินไปนั่นแหละเรียกว่าทุเรียน
นักเรียนนั้นย่อมร้อง ‘อ๋อ’ ก็คือ อ๋อแบบเข้าใจแล้วว่าตาม
ตำราเรียกอย่างนี้อย่างนั้นว่าทุเรียน ฯลฯ

มีอันเดียวที่อยากแนะนำว่าควรเว้นไว้ก่อนจริงๆ
ก็คือการอ่านเรื่องลำดับญาณนี่แหละค่ะ อย่างที่คุณหนูนา
ก็กล่าวไว้แล้วและกังวลอยู่ เพราะอันนี้จะเป็นสัญญาด้วย
และก่อให้เกิดโลภะด้วย เมื่อจิตเกิดความอยากได้สภาวะ
สภาวะที่อยากได้ตามที่เคยอ่านเคยได้ยินได้ฟัง
ก็เลยไม่มาสักที เพราะเรารออยู่ (ครูบาอาจารย์เคยบอกว่า
อยากได้อะไรก็จะไม่ได้ ถ้าไม่อยากถึงจะได้ - ที่กล่าว
เช่นนี้ก็คือ พออยากก็คือกิเลสเข้าแล้ว พอกิเลสเข้า
ก็เลยมาตัดกำลังของสติ ตัดกำลังของปัญญา
ปัญญาที่จะก้าวหน้าก็เลยไม่เกิด ไม่ก้าวหน้าต่อไป
อาจหยุดชะงักอยู่แค่นั้น เป็นที่น่าเสียดายยิ่ง
และเป็นอย่างนี้กันมาหลายคนแล้ว)

ในตำราเรียนพระอภิธรรม (ดีดิเป็นนักเรียนชั้นต้นอยู่พอดี)
หลักสูตรที่เรียนนี้ ตอนแรกๆ ก็จะเรียนพื้นฐานเรื่องรูปเรื่องนาม
ไปก่อนเป็นส่วนมาก ไต่ลำดับไปเรื่อยๆ
กว่าจะถึงเรื่องวิปัสสนากรรมฐานและลำดับญาณนั้น
ก็กินเวลาเป็นปีๆ อยู่ (คือรู้สึกจะอยู่ในตำราชั้นกลางๆ
ขึ้นไปกระมังคะ) เพราะเวลาเรียนทั้งหมดเป็นเวลา
ประมาณ ๗ ปีครึ่งจึงจะครบหลักสูตร

ดีดิเอง ในชีวิตนี้พอจะเรียกได้ว่า ได้ปฏิบัติก่อนจีงจะมาปริยัติ
เรื่องปฏิบัตินั้น ตอนได้พบก็ได้พบโดยบังเอิญด้วย คือจะไปเอา
แค่การนั่งสมาธิให้จิตสงบอย่างถูกวิธีและไม่มีอันตราย
แต่พอไปปฏิบัติแค่วันสองวันก็พบ (จากการปฏิบัติ) ว่าตนเอง
คงได้มาเจอขุมทรัพย์อันวิเศษสุดเข้าแล้ว :)

แต่ก็ตามประสาคนหัวดื้อ เชื่อยาก - หนึ่งปีนับแต่ไปปฏิบัติครั้งแรก
ก็ไม่เคยทิ้งการปฏิบัติ ทำทุกวัน (มีเว้นวันเดียวเพราะงานยุ่งมาก)
ต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็ไปเรียนศาสตร์โน่นศาสตร์นี่ทางจิต
อ่านหนังสือมากมาย เพื่อพยายามหาข้อยืนยันว่าที่ตัวเอง
พบว่าใช่ขุมทรัพย์น่ะใช่แน่หรือเปล่า

ปรากฏว่ายิ่งไปเรียนโน่นลองนี่ ก็ยิ่งพบว่าเหมือนรอยเท้านก
รอยเท้าไก่ รอยเท้าเสือ รอยเท้าสัตว์อื่นๆ ทั้งปวง ที่ย่อมจะเล็ก
และแคบกว่ารอยเท้าช้าง ย่อมจะลงในรอยเท้าช้างได้หมด
คือรอยเท้าช้างครอบคลุมรอยอื่นได้มิดหมด
และพอหนึ่งปีผ่านไปก็มั่นใจกับตัวเอง
แล้วว่ารอยเท้าช้างนี้ก็คือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
และสติปัฏฐานสี่ที่เรารู้สึกแต่แรกพบว่าวิเศษพิเศษสุด
เป็นขุมทรัพย์อันเลิศกว่าขุมทรัพย์ใดๆ แน่แท้แล้ว :)

นับจากตอนนั้น ก็เลยหยุดศาสตร์อื่นๆ เกือบทั้งหมดแล้วมุ่งหน้า
อยากจะพ้นทุกข์แต่ถ่ายเดียว เพียงแต่พอมีเวลาก็ศึกษาหาอ่าน
หนังสือธรรมะ ไปฟังเทศน์ฟังธรรม มาเรื่อยๆ อยากรู้ข้อธรรม
ใดๆ โดยละเอียดก็ไปศึกษาค้นคว้าหาอ่านเอา
เพื่อสนองกิเลสฝ่ายดี :) คือ ความอยากรู้ถ่องแท้เรื่องธรรมะ

ส่วนการไปเรียนพระอภิธรรมนั้น บอกตรงๆ ว่าเป็นเรื่องของ
ความประจวบเหมาะในหลายๆ อย่าง เหตุผลประการแรกที่สำคัญที่สุด
คือ ดีดิยังไม่สามารถปลีกออกจากงานทางโลกได้ในขณะนี้
ยังต้องอยู่ในโลกอยู่กับโลกอยู่ (เพราะถ้าปลีกไปได้ก็คงไปทำเฉพาะ
การปฏิบัติตนและงานเผยแพร่ธรรมะ งานทางธรรม เพียงอย่างเดียว
แล้วในตอนนี้)

คราวนี้พอยังต้องอยู่กับโลกๆ อินเทอร์เน็ตก็มีส่วนเป็นอย่างมากที่สุด
ในเรื่องนี้ เพราะทำให้ดีดิพบว่าตัวเองได้ทำในสิ่งเดียวที่เดี๋ยวนี้รักและ
อยากทำจริงๆ ก็คืองานธรรมะ - ทำเพื่อตัวเอง
ก็คือปฏิบัติธรรมให้พ้นทุกข์เป็นอันดับหนึ่ง ทำเพื่อตัวเองที่สอง
ก็คือศึกษาธรรมะเพิ่มเติมเพราะความอยากรู้อยากเข้าใจ
ความช่างสงสัยเป็นอันดับสอง ต่อมาเมื่อได้เข้ามาในพันทิพ
ได้เข้ามาในลานธรรมก็พบว่าเราเผื่อแผ่ธรรมะกันได้ ก็เลย
ทำให้พลอยได้ค้นคว้าเพิ่มเติมเวลาจะสนทนาธรรมตามบอร์ด
ต่างๆ เป็นอันดับสาม แถมพอได้อ่านมากขึ้น ซึ่งตอนนี้เรื่องที่
จะอ่านจะศึกษาก็จะแคบลงโดยเนื้อหา คือจะสนใจเฉพาะเนื้อหา
ที่เป็นแก่นจริงๆ แล้วเท่านั้น ดังนั้น เนื้อหาที่สนใจเลยค่อยๆ กลายเป็น
แนวลึกลงๆ ไปเรื่อยๆ ในการปฏิบัติและในทางปรมัตถธรรม
(คือ เรื่องจิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน) เรื่องของศีล-สมาธิ-ปัญญา
ล้วนๆ

พระอภิธรรมนี้สนใจหยิบๆ จับๆ มาตั้งแต่เริ่มๆ ได้ไปปฏิบัติธรรม
ได้ไม่นานนัก อยากรู้อยากอ่านอยากเข้าใจมาแต่นั้น
และก็ได้ยืมหนังสือห้องสมุดมาอ่าน มาถ่ายเอกสารไว้ก็มี
พยายามอ่านพระอภิธรรมที่เป็นพระไตรปิฎกแท้ๆ ก็มี
รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างแต่หัวใจก็บอกว่าอยากอ่าน อยากรู้
เรียกว่าเป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่ได้เร่งรีบ ไม่ได้มีข้อเร่งรัด
ไม่ได้จำกัดตัวเองว่าจะต้องเรียน ต้องรู้ ต้องทำ แต่เป็นไปเอง
ค่อยๆ อยากรู้ อยากเรียนไปเองตามลำดับ ก็พอดีความที่
สนใจอยู่แล้ว (๑) และความที่รู้ตัวแล้วว่าอยากจะทำงาน
เผยแพร่พระธรรมแล้ว (๑) ก็คิดมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว
ว่าเราจะไปเรียนพระอภิธรรมสักทีดีไหม คิดๆ แล้วก็วางๆ
ไม่ได้ซีเรียสอะไร ประกอบกับเป็นคนขี้เกียจด้วย เรื่องต้อง
เดินทางไปไหนๆ นี่ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็จะไม่ค่อยสมัครใจเท่าไหร่เลย
แล้วก็ตั้ง ๗ ปีครึ่งด้วย :)
แต่ก็พอดีได้กัลยาณมิตร คือคุณรูปนามหนึ่ง ที่ดีดิเข้าไปคุย
ในกระทู้พองยุบ ๒ นั่นเอง คุยเรื่องหนังสือตำราพระอภิธรรม
จนได้วิ่งไปซื้อตำรามาเป็นตั้งกะจะมาอ่านเอง :)
แต่พอดีที่ที่ขายก็คือที่ที่สอน คราวนี้ก็เลยลองเข้าไปนั่งฟัง
วันที่ไปซื้อตำรานั่นแหละ ได้ฟังอยู่ชั่วโมงกว่าก็ติดใจเลย :)

กิเลสอยากลองเรียนก็เลยเกิด กิเลสอยากรู้นี้แรงพอควรก็เลย
ตีความขี้เกียจไปได้ บอกตัวเองว่าจะลองไปเรียนแบบไม่ซีเรียส
แบบไม่บังคับตัวเองดูสักพัก ก็พอดีอีก กัลยาณมิตรก็แนะว่า
มีสอนพระบาลีอยู่ในรั้ววัดเดียวกัน เวลาเรียนก็ต่อกันเลย
ก็เลยคิดว่าน่าสนใจดี ไปครั้งเดียวได้เรียนตั้ง ๒ วิชา
ดูคุ้มการเดินทางดี :)

มาจนวันนี้ ก็ยังไม่ได้ลงทะเบียนเรียนพระอภิธรรมอย่างเป็น
เรื่องเป็นราว และได้พบว่าการเรียนพระบาลีจะทำให้
สามารถศึกษาพระไตรปิฎกได้อย่างแจ่มแจ้งในอนาคตเมื่อ
เกิดข้อสงสัยใดๆ เพราะหากสงสัยอะไรแล้วรู้บาลีก็จะสามารถ
สอบทานกับต้นฉบับพระไตรปิฎกฉบับบาลีได้ ก็เลยยังงกอยู่ :)
ยังพยายามไปเรียนทั้ง ๒ วิชานี้ (ซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังและยัง
ไม่ได้คิดสรุปใดๆ ยังไม่ทราบเลยว่าจะทำไปได้สักกี่น้ำ
และจริงจังแค่ไหน เรียกว่าทำไปเรื่อยๆ สบายๆ ตามกำลัง)

ที่สำคัญคือ เราพยายามกำหนดสติอยู่ตลอด พยายามเผลอให้น้อย
ไม่ว่าเวลาไปเรียน เวลาเดินทาง เวลาเดิน นั่ง ยืน เคี้ยว หยิบ จับ
โกรธ พอใจ ไม่พอใจ หงุดหงิด รำคาญ กลุ้ม เครียด สบาย ฯลฯ
ต่างหาก เวลานั่งเรียนก็รู้ว่านั่งอยู่ ตั้งใจฟังอยู่ เวลาชื่นใจใน
แก่นพระธรรมอันล้ำรสกว่ารสใดๆ ก็พยายามมีสติรู้ตัวอยู่
เท่าที่จะไม่เผลอได้ :)

ณ ตรงนี้ คือเมื่อเรากำลังมีสติ
ไม่ว่าขณะเรากำลังปลีกวิเวกก็ตาม ไม่ว่าขณะเรากำลังนั่งฟังนั่งเรียน
พระอภิธรรมก็ตาม ไม่ว่าเรากำลังนั่งฟังพระธรรมเทศนา
ที่ศาลาลุงชินก็ตาม :) ไม่ว่าขณะกำลังเอน กำลังเอื้อม (มือ)
กำลังอ่าน (หนังสือธรรมะ ตำราเรียน ฯลฯ) ก็ตาม
กำลังพูด กำลังคิด กำลังหงุดหงิด กำลังปลื้ม ฯลฯ ก็ตาม
ณ ขณะที่กำลังมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมนี้เอง
พระไตรปิฎกทั้ง ๓ คือพระวินัย (ศีล) พระสูตร (สมาธิ)
และพระอภิธรรม (ปัญญา) ก็กำลังเกิดพร้อมมูลอยู่กับ
ความมีสติ ณ ปัจจุบันขณะนั้นๆ อินทรีย์ ๕ พละ ๕
(คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ก็เกิดอยู่พร้อมตรงนั้น
มรรค ๘ โดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ ก็เกิดพร้อมอยู่ขณะ
เดียวกันนั้น องค์แห่งการเกิดปัญญาแท้ๆ ทั้งมวลก็พร้อมอยู่
ณ ตรงนั้น เวลานั้น วินาทีนั้น ที่เรามีสติ

ดังนั้น ให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติเถอะค่ะ :)
ถ้าใจบอกว่าอยากไปลองเรียนดู และมีเวลาพอที่จะไม่มาเดือดร้อน
ต่อการปฏิบัติ ก็ไม่เสียหายอะไรเลยที่จะได้ไปเรียน
แต่ถ้าใจบอกว่ายังไม่พร้อมก็ไว้ก่อนก็ได้

เพราะคุณหนูนามีสมบัติอันเลิศอยู่กับตัวแล้ว
คือกำลังอยู่ในสระ กำลังว่ายน้ำอยู่แล้ว หน้าหันสู่ฝั่งเบื้องหน้าแล้ว
ดีดิว่ามุ่งไปให้ถึงฝั่งก่อนเป็นสำคัญที่สุด
ปัญญาจากการปฏิบัตินี้เอง จะค่อยๆ ลดทอน ‘ความไม่รู้’
ในธรรมทั้งปวง จากพระไตรปิฎกทั้ง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์
จนในที่สุดก็จะสามารถช่วยตัดช่วยประหารความไม่รู้
และความสงสัยทั้งปวงลงไปได้ขาดลงแท้จริง
แจ่มแจ้งในธรรมทั้งปวง รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจจ์ ๔
ก็ด้วย สติปัฏฐานสี่และวิปัสสนากรรมฐาน
อันถือไว้อยู่ในมือ ทำไว้อยู่กับกายและใจอยู่ในขณะนี้แล้ว
นี่เอง

เพื่อไว้สำหรับลองพิจารณาดูค่ะ

เจริญในธรรม

:)

โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi_deedi@email.com - 19/04/2001 02:13

8 :
ขอโควทคำครูบาอาจารย์ คือหลวงพ่อใหญ่
หรือพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ ป.ธ.๙)
มาฝากกันตรงนี้ :)
ท่านเขียนไว้ในหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง ชื่อ
ความอัศจรรย์ของพระพุทธศาสนา
ดังนี้

+ + + + +

การเรียนปริยัติ
ปริยัตินั้น มีวิธีเรียนได้ ๒ อย่าง คือ
(๑)
เรียนอันดับ
ได้แก่ เรียนไปจนจบพระไตรปิฎกหรือเรียนไปจน
สุดความสามารถ แล้วจึงลงมือปฏิบัติ (อันนี้เคยอ่านเจอ
ว่า เป็นวิธีสำหรับผู้ที่มีเวลามาก - deedi)
(๒)
เรียนสันโดษ
ได้แก่เรียนในวันนั้น ชั่วโมงนั้น ขณะนั้น
แล้วลงมือปฏิบัติทันที (อันนี้เคยอ่านเจอว่า
เป็นวิธีสำหรับผู้มีเวลาน้อย - deedi)

บางคนอาจจะเข้าใจผิดไปก็ได้ว่า ถ้าไม่เรียนให้รู้รูปนาม
เสียก่อน เวลาไปพบรูปนามแล้วจะไม่รู้จักแน่นอน เปรียบ
เหมือนคนอ่านหนังสือไม่ออก เวลาเดินทางไปพบหนังสือ
ที่เขาเขียนไว้ย่อมอ่านไม่ออก เมื่ออ่านไม่ออกก็ย่อมจะ
ไม่ทราบเนื้อความได้ ถ้าใครเข้าใจการปฏิบัติเช่นนี้
เป็นความเข้าใจที่ผิดมากทีเดียว

…

อุปมาง่ายๆ คนที่ไม่รู้จักรถยนต์ ไม่รู้จักรถไฟว่า เขาทำมาจาก
ประเทศไหน ขับก็ไม่เป็น แต่อยากจะไปหัวหิน เมื่อเขาขึ้นรถยนต์
รถไฟสายหัวหินแล้ว ย่อมจะถึงจุดหมายปลายทางได้เช่นเดียวกัน
กับคนขับรถเป็น ถ้าจะมาเรียนให้รู้จักเครื่องรถยนต์ รถไฟ
จนแต่งรถได้ แก้รถได้ ขับรถเป็นแล้วจึงจะเดินทางไปหัวหิน
ผู้นั้นอาจจะตายก่อนก็ได้ คงไม่มีโอกาสไปหัวหินเป็นแน่

อีกอุปมาหนึ่ง คนไข้ที่จะรับประทานยา ถ้าจะไปเรียนให้รู้จักตัวยา
ชื่อยา วิธีผสมยาเสียก่อนจึงจะรับประทานยา ไม่ยอมรับประทาน
ตามแพทย์สั่งแล้ว คงบไม่ได้รับประทานแน่ โรคภัยไข้เจ็บ
ไม่รอคอยเป็นแน่นอน

ธรรมที่แท้จริงนั้น ไม่ได้อยู่ที่การเรียนมาก รู้มาก
อยู่ที่การปฏิบัติตามเท่านั้น

อุปมาเหมือนบุคคล ๒ คน รับประทานผลไม้ เช่นทุเรียนเป็นตัวอย่าง
คนหนึ่งรู้จักชื่อผลไม้เพราะเป็นชาวสวน อีกคนหนึ่งไม่รู้จักชื่อเพราะ
อยู่ชนบทเป็นชาวนา แม้แต่คำว่าทุเรียนก็ไม่เคยได้ยินชื่อเลย
ครั้งคน ๒ คนนั้น ได้มีโอกาสรับประทานร่วมกัน รสแห่งทุเรียนนั้น
ย่อมปรากฏแก่คนทั้ง ๒ เหมือนกันหมด ข้อนี้ก็เหมือนกันกับ
การปฏิบัติธรรมเช่น นาย ก. เป็นผู้ได้เรียนรู้จัก ขันธ์ ธาตุ
อายตนะ อินทรีย์ อริยสัจจ์ ปฏิจจสมุปบาท มาเป็นอย่างดี
ส่วนนาย ข. ไม่ได้เรียนเลย แต่มาลงมือเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
พร้อมกัน เวลาญาณต่างๆ เกิดขึ้นนับตั้งแต่นามรูปปริทเฉทญาณ
เป็นต้นไปจนถึง มัคคญาณ ผลญาณ ย่อมจะปรากฏแก่ผู้ปฏิบัติ
เหมือนกันหมด และตัวผู้ปฏิบัตินั้นจะรู้ได้เองทีเดียวว่ามีลักษณะ
เป็นอย่างไรๆ แต่เรียกชื่อญาณตามสมมติบัญญัติไม่ได้เท่านั้น
เพราะผู้ที่จะเรียกชื่อได้เช่น ญาณนี้เรียกว่า ‘นามรูปปริทเฉทญาณ’
อย่างนี้ต้องท่องจำให้ได้ จึงจะเรียกชื่อถูกตามสมมติบัญญัติ …

ยังมีบางคนเข้าใจว่าผู้ปฏิบัติธรรมทุกๆ คนต้องรู้จัก
ปฏิจจสมุปบาทจึงจะถูก เวลาพบผู้ปฏิบัติวิปัสสนาออกมา
แล้วชอบถามว่า ปฏิจจสมุปบาท คือ อะไรบ้าง
เมื่อเขาตอบไม่ได้ก็ทึกทักเอาเองว่า ผู้นั้นปฏิบัติไม่ได้ผล
ไม่ถูกดังนี้ก็มี ที่จริงท่านผู้ที่ถูกถามนั้นเข้าผลสมาบัติได้ตั้ง
หลายชั่วโมง ถ้าหากผู้ใดเข้าใจเช่นนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิดมาก
เพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่า ผู้ที่จะรู้จักปฏิจจสมุปบาทนั้น
ต้องท่องต้องเรียน ถ้าไม่ท่องไม่เรียนก็จำไม่ได้ ถ้าถือเอาเพียงว่า
ตอบได้จึงจะถูก ผู้ที่ท่องได้เรียนเรู้ก็คงเป็นพระอริยบุคคลเต็มบ้าน
เต็มเมืองไปเท่านั้นเอง

ศาสนา นั้น เปรียบเหมือนสระน้ำใหญ่
มีน้ำใสสะอาดเยือกเย็นดี บุคคลที่นับถือศาสนาเปรียบเหมือน
บุคคลมีร่างกายเปื้อนเปรอะเลอะเหงื่อไคล ตั้งใจจะไปอาบน้ำ
ชำระกายให้ได้รับความชุ่มชื่นเยือกเย็นเป็นสุข ครั้นไปถึงแล้ว
ไม่พากันลงอาบน้ำ ชำระกาย ให้หายสกปรก โสมมา
เวลากลับมาถึงบ้าน ความสกปรกของร่างกายยังคงอยู่ตาม
สภาพเดิม บุคคลนั้น ย่อมจะไม่ได้รับความสุขกายสบายใจ
เป็นอันขาด เพราะตนไม่อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด
หมดมลทินโทษนั่นเอง ข้อนี้ฉันใด ผู้ที่นับถือ…แต่ไม่ได้ลงมือ
ประพฤติปฏิบัติจริงๆ ก็ย่อมจะได้รับผลอันไม่พึงปรารถนา
ฉันนั้นเหมือนกัน (คือ ถ้ายังไม่ลงไปอาบน้ำชำระล้างร่างกาย
ตัวก็ย่อมสกปรกอยู่ทั้งๆ ที่อยากจะสะอาดนั่นเอง - deedi)

+ + + + +

เจริญในธรรม

:)

โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi_deedi@email.com - 19/04/2001 02:17

9 :
ในเรื่องของโลกๆผมสนใจเรื่องวิธีการ
เรียนรู้มาก อย่างที่เคยเอ่ยให้คุณ ดิดี่ทราบแล้ว
เพราะเป็นความสงสัยที่ว่า จะช่วยแนะนำนิสิต
ที่มีประสบการณ์ต่างไม่เหมือนกัน ได้อย่างไร
การเรียนการสอนเท่าที่ผมเคยสังเกตุมานั้น
มักสร้าง"เบ้าหลอม" ไว้แล้วก็ให้ผู้เรียนปรับ
ตัวเองให้ฟิตกับเบ้านั้นๆ ได้เท่าไรก็อยู่ที่ความ
สามารถในการปรับแต่งของตัวผู้เรียนเอง
วิธีการสอนทำนองนี้เกิดขึ้นในสำนักวิชาการเดิม
ในอดีต เช่นการศึกษาสถาปัตยกรรม เป็นต้น
แต่ก่อนนั้นการเรียนรู้ขึ้นกับอาจารย์ที่เก่ง ผู้เรียน
ก็คอยเรียนรู้ในแนวทางของผู้สอนนั้นๆ

ปัจจุบัน ปัญหาทางสถาปัตยกรรมมันซับซ้อน
มากขึ้น และได้พิสูจน์ทฤษฎีบางอย่างของอาจารย์
เดิมไม่ครอบคลุมปัญหาได้หมด อีกทั้งครูเก่งก็ขาด
แคลน นักการศึกษาจึงสนใจวิธีการเรียนรู้สำหรับ
นักเรียนที่มีความต่างในประสกการณ์ จึงนำการเสริม
การค้นหาข้อมูลนอกห้องเรียนมาผนวก เพื่อให้เหมาะสม
กับความรู้และความเข้าใจส่วนตัว แล้วนำข้อกังขาต่างๆ
ไปสัมมนาวิเคราะห์กันในห้องเรียนกับอาจารย์ ซึ่งก็เข้าใจ
การเรียนรู้ร่วมกันสำหรับสังคมสมัยใหม่ ต่างมีการตรวจสอบ
และพัฒนาการเรียนรู้ร่วมกัน ดังที่การศึกษาเมืองไทย
กำลังปรับเปลี่ยนวิธีการนี้อยู่

กลับมาเรื่องการศึกษาพุทธศาสนา มีผู้มีการศึกษาทางโลก
มามากและสูงๆในใบปริญญา มักมีอคติกับการสอนของ
ผู้อื่นหรืออาจารย์ คือมักชินกับการแสวงหาความรู้เองประกอบ
การเรียนรู้อย่างที่เคยชินมาในการศึกษาศาสตร์ทางโลก จึง
มักสนใจเรื่องปริยัติค่อนข้างมาก ทีนี้ถ้าการเรียนรู้ของอาจารย์
ในแนวนี้ไม่มีทางเลือก คนมีความรู้สมัยใหม่ก็อาจปรับทัศนะ
คติเดิมของตนเองให้เกิดความสนใจได้ยาก เท่าทีผมสังเกตุ
เพื่อนหลายคนที่จบการศึกษาสูงๆ มักมุ่งเรียนพระอภิธรรม
ไปพร้อมการลงมือปฏิบัติ แบบตรวจสอบซึ่งกันและกัน ฟัง
คำแนะนำชี้แนะของอาจารย์ด้วย..เรื่องทำนองนี้จริงๆแล้ว
คล้ายๆการเรียนรู้ทางสถาปัตยกรรม คือต้องอาศัยสติปัญญา
การตัดสินใจออกแบบด้วยตนเอง ค้นหาข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหลาย
มาวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจ แล้วเสนองานออกแบบ
เพื่อขอคำชี้แนะจากอาจารย์ แล้วนำข้อมูล การชี้แนะของอาจารย์
กลับไปทบทวนเพื่อพัฒนาการออกแบบของตนในต่อๆไป
อาจารย์ทางสถาปัตย์ฯก็มักเป็นคนที่ผ่านการปฏิบัติมาแล้ว
ในความเห็นผมขณะนี้ จึงมักโยงการศึกษาทางพุทธศาสนา
มาเข้าทำนองเดียวกันกับ วิธีการเรียนรู้ทางโลก เฉพาะเรื่อง
วิธีการเท่านั้นนะครับ ไม่ใช่เรื่องเนื้อหา

เรื่องการเรียนรู้ใดๆนั้น ผมเชื่อว่าผู้เรียนนั้นมีศักยภาพเหมือน
กันที่สามารถรู้อะไรได้เหมือนกัน ถ้ามีวิธีการเรียนที่เหมาะสม
เฉพาะบุคคลขึ้น ในวงการศึกษาทั่วไป มักมีข้อจำกัดเรื่องนี้
จึงทำให้มีบางคนสอบเอ็นทร้านได้ บางคนสอบไม่ได้ แล้ว
กลายเป็นการชี้วัดความต่างสามารถกัน ผมว่าสิ่งนี้ไม่ถูกต้อง
และต้องปรับปรุงอีกมาก

ก็ไม่ทราบจะเกี่ยวข้องกับหัวข้อกระทู้หรือไม่ ก็อย่างว่า
ไว้คุยธรรมะแบบสบายๆนะครับ..คุณ หนูนา..คุณ ดิดี่...และต้อง
ขอโทษ ที่ผมสอบตกเรื่องการทำตัวยก..กลับทำเป็น
ตัวห้อย..ก็ต้องไปตรวจสอบกับตำราอีกทีครับ

ก็ผมเป็นอย่างนี้แหละครับ ถึงต้องคิดๆอะไรหนีโลก
ไม่พ้นสักที อยากใช้สิ่งนี้เป็นอุบายเพื่อรู้ธรรมของ
พระพุทธเจ้ามากขึ้น...อย่างคำเทศนาของหลวง
ปู่ชา ที่ว่าใช้ทุกข์นั่นแหละเป็นอุบายเพื่อการแก้ทุกข์
ทุกข์อะไรของใคร ก็ใช้ทุกข์ของคนๆนั้น มาพิจารณา
แล้วแก้ทุกข์นั้นๆไป...เช่นอุบายผมอย่างหนึ่งคือ
ทำเรื่องมัสาระให้เป็นไร้สาระบ้าง หนักๆเข้าก็ปรับเรื่อง
ที่ว่าไร้สาระมาเป็นเรื่องสาระ สับเปลี่ยนอารมณ์เล่นๆ
อย่างนี้ ก็ทำให้บรรเทาทุกข์ทางโลกบางอย่างได้ดี

..ก็ลองพิจารณาความคิดเห็นนี้นะครับ..แบบสไตล์สบายๆ
อาจมีการสะกดผิดๆ เพราะใช้วิธีการเขียนตอบฉับพลัน
ตามหนัง Finding Forrester สอนการเขียนนิยาย
แบบเขียนๆโดยไม่ต้องรอคิด หรือตรวสอบ เขียนไป
ตามนึกได้ขณะเขียน...แบบฉับพลันอย่าง เซน แหละครับ

โดยคุณ : เด็กข้างวัด - 19/04/2001 11:23

10 :
ขอเด้งดึ๋ง (bounce) กลับมาที่
เรื่องพอมีสาระอีกครั้งนะครับ

ไหนๆก็กล่าวเชียร์ให้เรียนพระอภิธรรมฯ อันเป็น
ปิฎกหนึ่งในธรรมรัตนะปริยัติอย่างที่ ๑๐ กันไว้แล้ว
เพราะเป็น สิ่งแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเดียว
การศึกษาธรรมะทั้ง ๓ ปิฎก จึงจะทำให้ได้อยู่ใกล้ชิด
พระองค์เป็นที่สุด อีกทั้งเพื่อเป็นเครื่องมือ
วัดคุณภาพของครูบาอาจารย์ที่ชี้แนะนำเรื่อง
การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่าถูกต้องใน
ธรรมะของพระพุทธองค์ประการใดบ้าง

และขออนุญาตนำเรื่อง "พระสงฆ์" รัตนะอย่างที่ ๓
ที่คัดลอกมาเพื่อการพิจารณา เปรียบเทียบกับ
ครูบาอาจารย์ พระ หรือภิกษุบรรพชิต ในปัจจุบัน
ว่าเข้าข่ายเป็น "พระสงฆ์" ตามความหมายของ
พระพุทธศาสนาอย่างไร และสมควรเป็นที่พึ่ง
ได้ประการใดบ้าง...โปรดไตร่ตรองนะครับ

ที่มา-เรื่อง "ไตรสรณคมน์"
โดย ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์
มูลนิธิปราณี สำเริงราชย์
จัดพิมพ์เผยแพร่ (๒๒ เมษายน ๒๕๓๖)

พระสงฆ์

พระสงฆ์ที่เป็นรัตนะหนึ่งในรัตนะ ๓ นั้น ท่านหมายเอา
พระอริยบุคคลทั้งหลาย ที่ได้ชื่อว่าพระโสดาบัน พระสกทาคามี
พระอนาคามี และพระอรหันต์ ซึ่งเป็นสาวกของพระสัมมา
สัมพุทธเจ้านั่นเอง เพราะเหตุใดพระอริยบุคคลเหล่านี้จึงชื่อ
ว่า พระสงฆ์ ? ท่านได้ทำวจนัตถะ (ความหมายของคำ) เอาไว้
อย่างนี้ ว่า :

ทิฏฐิสีลสงฺฆาเตน สํหโตติ สงฺโฆ

(๑. สุมงฺคลวิลาสินี. ๑/๒๘๔.)

แปลว่า

"พระอริยสาวกทั้งหลาย ชื่อว่าพระสงฆ์ เพราะมีความหมายว่า
ทัดเทียมกัน ด้วยมีความทัดเทียมกันแห่งทิฏฐิและศีล"
ดังนี้
พูดง่ายๆว่า ท่านเหล่านี้ มีทิฏฐิ คือความเห็น และมีศีล ทัดเทียมกัน
คือเสมอกัน ท่านจึงชื่อว่า พระสงฆ์ อนึ่ง ท่านเหล่านี้ได้ชื่อว่า
"พระอริยะ" เพราะมีความหมายว่า ไปจากอริ คือกิเลส คือไปไกล
แสนไกลจากกิเลสทั้งหลายที่ท่านละได้แล้ว โดยประการ
ที่ไม่หวลกลับมาหากิเลสนั้นๆ อีกเลย

ก็คำว่า สงฆ์ นี้ ปกติในที่ทั่วไปแปลว่า หมู่ เท่านั้น
แต่เกี่ยวกับพระสงฆรัตนะนี้ ท่านก็นำคำแปลเช่นนี้เข้ามาเป็นคำ
ขยายความ กล่าวคือ เมื่อท่านเหล่านี้ มีความทัดเทียมกัน เสมอ
กันอย่างนี้ ก็เป็นธรรมดาว่า ท่านย่อมถึงความรวมกันได้เป็นหมู่
คือเป็นพวกเดียวกัน เป็นคณะเดียวกัน ไม่มีการแตกแยกกัน

เป็นความจริงว่า คนทั้งหลาย ถึงความแตกแยกกัน เข้ากัน
ไม่ได้ ไม่สามารถรวมหมู่ได้ ก็เพราะมีศีล หรือทิฏฐิ ไม่ทัด
เทียมกัน ไม่เสมอกัน เช่นอย่างพระภิกษุทั้งหลายผู้ได้การ
อุปสมบทในพระศาสนานี้ ถ้าหากท่านมีศีลไม่ทัดเทียมกัน
ไม่เสมอกัน ท่านก็จะไม่ไปด้วยกัน ไม่ทำกิจของสงฆ์ร่วมกัน
จริงอย่างที่ว่านี้ เมื่อภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติ ยังไม่ปลงอาบัติ
ซึ่งนับว่าศีลสิกขาบทข้อนั้นๆ บกพร่องไป ศีลของท่านชื่อว่า
ไม่ทัดเทียม ไม่เสมอ ไม่เท่ากันกับของภิกษุรูปที่เหลือ ภิกษุรูปที่
เหลือย่อมไม่ลงอุโบสถ ย่อมไม่ทำสังฆกรรมร่วมกับภิกษุรูปนั้น
ท่านต้องปลงอาบัติ ทำศีลข้อนั้นๆ ให้กลับคืนมาดังเดิมเสียก่อน
ท่านจึงจะเข้าพวก ทำสังฆกรรมร่วมกันกับภิกษุรูปที่เหลือเหมือน
อย่างเคยได้ โดยเฉพาะ ถ้าหากว่าต้องอาบัติปาราชิกแล้ว ก็เป็น
อันว่าต้องแยกพวกเด็ดขาด คือต้องลาสิกขาสึกไปครองเพศ
ฆราวาสอย่างเคย หมดโอกาสอยู่รวมเป็นคณะกับภิกษุทั้งหลาย
สิ้นเชิง ก็เป็นอันว่า ท่านเหล่านั้นถึงความรวมกันได้เป็นหมู่ เป็นคณะ
ไม่แยกกัน เพราะอาศัยศีลเป็นหลัก อาศัยศีลเป็นสำคัญ ที่ว่านี้
เป็นข้อกำหนดในพระวินัยบัญญัติ แต่ท่านทั้งหลายอย่าพึงเห็นว่า
ความเป็นอย่างนี้เป็นเรื่องของพระวินัยบัญญัติอย่างเดียว ถ้า
ไม่ทรงบัญญัติไว้ ก็จะไม่เป็นอย่างนี้ พึงทราบว่า แม้ความจริง
โดยปรมัตถ์ก็เป็นอย่างนี้ คือเป็นธรรมดาว่า บุคคลผู้ถึงพร้อม
ด้วยศีล มีศีลเป็นที่รัก ย่อมไม่คบหาบุคคลทุศีล เพราะกลัวศีล
ของตนจะเสื่อม อนึ่ง ผู้มีศีลสูงส่งกว่า ย่อมไม่คบหาผู้มีศีลต่ำกว่า
อย่างภิกษุผู้ถือศีลมากกว่าฆราวาส เมื่อท่านมีอันต้องเกี่ยวข้อง
กับฆราวาส ท่านก็ย่อมพยายามให้อยู่ในขอบเขตที่จำกัด ท่าน
จะไม่ถึงกับคลุกคลี ปะปน ทำกิจนั้น กิจนี้ ร่วมกันกับฆราวาส
อันนับว่าเป็นการคบหา ด้วยกลัวว่าศีลจะเสื่อมจะวิบัตินั่นแหละ
อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นแล จึงกล่าวว่าบุคคลทั้งหลายถึง
ความรวมกันได้เป็นหมู่ ไม่แยกกัน ก็เพราะความมีศีลทัดเทียมกัน
คือเสมอกัน

ธรรมอีกอย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้ถึงความรวมกัน หรือแตกแยกกัน
คือทิฏฐิ ทิฏฐินี้ นับว่าค่อนข้างหนักหนากว่าศีล ศีลเป็นเรื่อง
ที่ถือว่าสำคัญสำหรับพระภิกษุโดยเฉพาะ เพราะความเป็นพระ
เป็นสมณะ เกี่ยวเนื่องกับศีลโดยตรง หรือว่าศีลนั่นแหละ
กำหนดความเป็นพระ จะหมดความเป็นพระก็เพราะเรื่องศีล
ส่วนฆราวาสครองเรือนทั้งหลาย โดยทั่วไปไม่ค่อยจะถือเรื่องศีล
เป็นเรื่องสำคัญนัก ว่าคนนั้นไม่มีศีลไม่ควรคบหา คนโน้นมีศีล
ควรคบหา ส่วนมากเวลาคบหากับใครก็ตามก็มิได้ถือเอาเรื่องศีล
เป็นประมาณ แต่เกี่ยวกับทิฏฐิแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาส
ถือเป็นเรื่องเสมอเหมือนกัน บรรดาคนเหล่านั้น ซึ่งจะเป็นพระ
ด้วยกันก็ตาม เป็นฆราวาสด้วยกันก็ตาม หรือเป็นพระกับฆราวาส
ก็ตาม เมื่อมีความเห็นไม่ลงรอยกัน ขัดแย้งกัน มีมติกันคนละ
อย่างแล้ว ก็ย่อมแตกกัน ไม่สมัครสมานสามัคคีรวมเป็นหนึ่งเดียว
จะคบหาสมาคมกับใครอื่น ก็ถือการมีความเห็นเหมือนกัน
ไปกันได้ เป็นสำคัญ

ส่วนสำหรับพระอริยบุคคลทั้งหลายนั้น ท่านเหล่านี้มีทั้งศีล
มีทั้งทิฏฐิ เสมอเหมือนกัน อย่างเดียวเท่านั้น ที่มีส่วนไม่เสมอ
เหมือนกันอยู่บ้างนั้นไม่มี เพราะเหตุไร ? เพราะเป็นศีลและทิฏฐิ
ที่แต่ละท่าน แม้ทุกท่าน ได้มาโดยการบรรลุพระธรรมรัตนะส่วน
ที่เป็นโลกุตตระด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่มีการแตกแยกกัน
เป็นความจริงว่า ท่านเหล่านี้ แม้ว่าท่านจะอยู่ห่างไกลกันนับเป็นแสนๆ
โยชน์ ก็เหมือนอยู่ใกล้ชิดกัน รวมกันอยู่นั่นเทียว เพราะท่านถึงความ
เป็นพวกเดียวกัน ไม่แตกแยกกัน ด้วยศีลและทิฏฐิทัดเทียมกัน เสมอ
เหมือนกันนั่นเอง

ก็ความหมายของคำว่า สงฆ์ นั้น ยังมีอีกอย่างหนึ่งคือ
สุฏฺฐุ กิเลเส หนตีติ สงฺโฆ แปลว่า "พระอริยะบุคคลทั้งหลาย
มีพระโสดาบันเป็นต้น ชื่อว่าสงฆ์ เพราะมีความหมายว่า กำจัด
กิเลสทั้งหลายได้ด้วยดี"
อธิบายว่า ท่านกำจัดกิเลสอะไรๆ
แต่ละอย่าง จับตั้งแต่ได้บรรลุมรรคแรก กิเลสที่ถูกกำจัดไปแล้ว
นั้นๆ ย่อมไม่หวลกลับมาเกิดแก่ท่านอีกเลย ไม่คอยตามเกิด
ขึ้นอยู่บ่อยๆ เหมือนอย่างในสมัยที่ยังเป็นปุถุชน เพราะเหตุ
นั้น การละกิเลสของท่านจึงนับว่าเป็นการละด้วยดี ท่านเหล่า
นี้ชื่อว่าสงฆ์ โดยความหมายนี้ เป็นอีกความหมายหนึ่ง

ส่วนกุลบุตรผู้ได้รับการอุปสมบทถูกต้องตามพระวินัย
บัญญัติ ได้ชื่อว่าสงฆ์ ก็โดยความหมายว่า "หมู่" คือเป็นเพียง
ผู้สังกัดหมู่เท่านั้น หมายความว่า แต่ละรูปมาสังกัดหมู่ มาอยู่
เป็นองค์แห่งคณะที่มีตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ก็เรียกว่าสงฆ์ ก็การ
มาอยู่รวมกันเป็นหมู่ เป็นคณะของท่านเหล่านั้น เป็นไปตามข้อ
กำหนดในพระธรรมวินัยบัญญัติเท่านั้น มิได้เพ่งถึงเป็นผู้มีศีลและ
ทิฏฐิทัดเทียมกัน เสมอกัน อย่างพระอริยบุคคลทั้งหลายแต่
ประการใด เพราะว่าในบรรดาท่านเหล่านี้ บางท่านเท่านั้นที่
เป็นพระอริยบุคคล ส่วนที่เหลือล้วนเป็นปุถุชน อนึ่ง สงฆ์ตาม
พระวินัยบัญญัตินั้น หมายเอาผู้เป็นบรรพชิตผู้ได้การอุปสมบท
แล้วเท่านั้น มิได้รวมเอาฆราวาสด้วย ก็สงฆ์ที่ปรากฏในคำว่า
"สังฆกรรม" ก็ดี ในคำว่า "กิจของสงฆ์" ก็ดี ในคำว่า "จึงมี
รับสั่งให้ประชุมสงฆ์" ก็ดี เป็นต้น ล้วนหมายเอาสงฆ์ตาม
พระธรรมวินัยบัญญัติทั้งนั้น ส่วนสงฆ์ที่เป็นรัตนะหนึ่งใน
รัตนะ ๓ ที่เรียกว่าสังฆรัตนะนั้น ถือเอาคุณธรรมคือความเป็น
บรรพชิตเป็นสำคัญ จึงมีท่านที่เป็นบรรพชิต ทั้งท่านที่เป็นฆราวาส
ในสมัยพุทธกาล บรรพชิตที่เป็นพระอริยบุคคลก็มีชื่อปรากฏอยู่
หลายท่าน เช่นว่าท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลาน์
ท่านพระอานนท์ เป็นต้น ฆราวาสที่เป็นพระอริยบุคคลก็มีชื่อ
ปรากฏอยู่หลายท่าน เช่นว่านางวิสาขา อนาถปิณฑิกเศรษฐี
จิตตคฤหบดี เป็นต้น พระอริยสงฆ์นับว่าเป็นสังฆรัตนะนี้
จึงมีทั้งบรรพชิต ทั้งฆราวาส แล.

เรามักจะทราบกันโดยทั่วไปว่า พระอริยบุคคลนั้นมี ๔
จำพวก มีพระโสดาบันเป็นต้น คือท่านผู้ใดบรรลุโสตาปัตติมรรค
แล้วตั้งอยู่ในโสตาปัตติผล ก็เรียกท่านผู้นั้นว่า พระโสดาบัน
อย่างนี้เป็นต้น ความจริง สามารถแตกออกไปได้ถึง ๘ จำพวก
โดยการแตกคู่บุคคล ๔ คู่ที่ได้กำหนดไว้ตามความต่างกันแห่ง
มรรคและผลแต่ละคู่ที่ท่านบรรลุอย่างนี้ คือ

พระโสดาปัตติมัคคบุคคล.......คู่กับ......พระโสดาปัตติผลบุคคล
พระสกทาคามิมัคคบุคคล.......คู่กับ......พระสกทาคามิผลบุคคล
พระอนาคามิมัคคบุคคล.........คู่กับ......พระอนาคามิผลบุคคล
พระอรหันตตมัคคบุคคล.........คู่กับ......พระอรหันตตผลบุคคล

ดังนี้

ขอนี้ ก็สมจริงตามบทสวดพระสังฆคุณ ที่ว่า จตฺตาริ
ปุริสยุคคานิ อฏฺฐปุริสปุคฺคลา เอส ภวคโต สาวกสฺงโฆ
ที่
แปลว่า "คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ แตกเป็นบุรุษบุคคล ๘ จำพวก นี้
คือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค"
ดังนี้.....

(คัดลอกจากหน้า ๕๖-๖๑.....มีต่อถึงหน้า ๖๔.)



โดยคุณ : เด็กข้างวัด - 19/04/2001 13:06

11 :
ขอบพระคุณสำหรับธรรมะอธิบาย จากคุณคนข้างวัด และคุณ deedi ค่ะ

ดีจังค่ะ ที่ทุกท่านเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นกันด้วยไมตรีจิตแบบกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน
หนูนาเห็นด้วยกับความเห็นของท่านทั้งสองค่ะ
ฟังดูเหมือนจะเอาใจทั้งสองท่าน
แต่ไม่ใช่เช่นนั้นค่ะ

เนื่องจากในความเห็นส่วนตัวนั้น ธรรมะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนค่ะ
ยิ่งการปฏิบัติสำหรับแต่ละท่านแล้ว ก็ละเอียดอ่อนและต้องเป็นผู้ช่างสังเกตุด้วยค่ะ
อีกทั้งยังควรเป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่ศึกษาและเปิดใจกว้างรับฟังจากครูบาอาจารย์และกัลยาณมิตร
แล้วจึงพิจารณาอย่างแยบคายเพื่อปรับเหมาะให้ใช้กับตนเองอย่างเหมาะสมค่ะ

แต่การจะเข้าใจและพิจารณาได้อย่างแยบคายนั้น ก็คงจะสอดคล้องกับความเห็นของ
คุณคนข้างวัดที่ว่า ควรศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจเพื่อจะได้ไม่เข้าใจผิด
ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิบัติแบบผิดวิธีจากเล็กน้อยจนถึงระดับเพี้ยนเปลี่ยนคำสอนไปเลยก้เป็นได้ค่ะ

เข้าใจว่า คุณคนข้างวัดเองก็คงเคยประสบพบเห็นได้ยินได้ฟังมาบ้าง
เกี่ยวกับผู้ที่ปฏิบัติผิดแนว โดยไม่มีพื้นฐานความเข้าใจถึงแก่นธรรมคำสอนอย่างถูกต้อง
และรวมทั้งได้เห็นข่าวคราวเกี่ยวกับลัทธิต่างๆหลากหลายทั้งจากในและต่างประเทศมาแล้ว
หนูนามาคิดดูนะคะว่า ถ้าตอนนี้สมมุติว่าตัวเองยังไม่ได้เริ่มศึกษาปูพี้นความรู้เลย
แล้วให้เลือกปฏิบัติ ตามที่เรียกกันว่า ปฏิบัติธรรม ละก็ คงจะงุนงง และไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง
แบบไหนกันแน่ ๆค่ะ เพราะลัทธิต่างๆมีมากเหลือเกิน แล้วก้คงไม่รู้ว่าทางไหนจึงจะถูกและ
ทางไหนจึงจะผิดกันแน่ค่ะ

ดังนั้น จึงเห็นด้วยกับคุณคนข้างวัดว่า ผู้จะเริ่มลงมือปฏิบัติธรรมนั้น
ควรศึกษาหาอ่านให้เข้าใจ เป้าหมาย แก่นสาระธรรม หรือ concept
ของพระพุทธศาสนาให้ดีในระดับต้นๆก่อน เพื่อจะได้ไม่เป็นเหยื่อโดยง่าย
เพราะอันตรายจากากรปฏิบัติผิดทางนี้มีมากกกค่ะ
และมิใช่จะปรับเปลี่ยนให้เป็นสัมมาปฏิบัติได้ง่ายๆค่ะ
เพราะผู้ปฏิบัติในระดับหนึ่งแล้ว ยากมากค่ะที่จะสลัดหลุดพ้น
จากความเชื่อมั่นในครูบาอาจารย์ และความเชื่อมั่นในตนเอง
และยิ่งยากที่จะรับว่า ตนมาในแนวที่ผิดทาง

ดังนั้น จึงควรป้องกันตนเองก่อนดีกว่าที่จะมาตามแก้ไขภายหลังค่ะ
อันนี้หนูนาเล่าจากประสบการณ์ที่ได้เห็นมาทั้งจากเพื่อนที่ทำงาน
จากผู้ปฏิบัติด้วยกันในระหว่างปฏิบัติ และจากการทีชอบไปสังเกตุการณ์ตามการปฏิบัติแนวต่างๆค่ะ

การไปลองสังเกตุการณ์ในต่างสำนัก ต่างสถานที่นี้
ต้องระมัดระวังจิตของตนเป็นอย่างสูงค่ะ
ล่าสุดก็เพิ่งได้กัลยาณมิตรอย่างคุณ deedi เตือนสติมาค่ะ

หนูนาอ่านศึกษาธรรมะมามากช่วงหลังจบใหม่ๆ
เพราะยังไม่กล้าตัดสินใจว่าจะเริ่มปฏิบัติแบบไหนดีค่ะ
เลยกลัวๆกล้าๆ หาอ่านไปก่อนตามร้านขายหนังสือ
ช่วงนั้น คนรอบข้างก็ไม่มีใครสนใจ และไม่มีโอกาสเสวนากับผู้ที่สนใจปฏิบัติธรรมเลยค่ะ
เสียเวลาอ่านไปหลายปีค่ะ

หลังจากนั้นก็เป็นช่วงแสวงหาล่ะค่ะ
แรกๆไป สำนัก TM ก่อนเพราะเพื่อนที่เรียนด้วยกัน ชวนไปฝึก
บอกว่าฝึกแล้วสมองดี เรียนเก่ง ประสิทธิภาพการทำงานจะดีขึ้น
ก็เห็นเพื่อนเขาฝึกมาหลายปีเข้าขั้นครู เรียนก็ได้ เกรด 3.85
ก็คิดว่า น่าลองไปดูแฮะ เขาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ค่ะ
มีชารต์อธิบายคลื่นไฟฟ้า อัลฟา เบต้า แกมม่า
หังแล้วน่าตื่นตา ตื่นใจค่ะตอนฟังบรรยาย รู้สึกถูกจริต
เป็นแนววิทยาศาสตร์ พอลองทำแล้วก็ไม่ถูกจริตนัก
เพราะนั่งสมาธิไม่ค่อยได้ หลับตลอดและรู้สึกเบื่อมากค่ะ
ถ้าให้นั่งหลับตาเฉยๆ

พี่ที่อ๊อฟฟิศชวนไปธรรมกาย
ก็ไปดูๆอยู่พัก แต่ใจไม่รับ คงเพราะขี้ระแวงสงสัยกระมังคะ
ใจกลัวตกเป็นเครื่องมือขององค์กรใหญ่ๆ
เพราะดูหรูหราเป็นระบบจังค่ะประมาณสิบปีที่แล้วค่ะ
และใจก็ไม่ชอบนั่งสมาธิอีกแหละค่ะ

ส่วนหนังสือก็อ่านหลากหลายรูปแบบค่ะ ทั้งไทยเทศ
ช่วงแรกเริ่มก็อ่านของท่านพุทธทาส หลวงวิจิตรวาทการ พ.อ ปิ่น มุทุกันต์
โอวาทสี่ท่านเหลี่ยวฝ่าน การถอดกายทิพย์
out of body experienceเล่มนี้ของอเมริกา
ทำอย่างไรให้ชีวิตเป็นสุข ของคุณหมอประเวศ วะสี
เล่มนี้เหมือนรวมมิตรค่ะ
มีสรุปสั้นๆเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติหลายๆแบบ
เลยทำให้รู้จักแนวทางปฏิบัติมากขึ้น
อ้อ แล้วรับนิตยสารธรรมะ ชื่อ สมาธิ อาจจะมีบางท่านจำได้นะคะ
เล่มนี้ก็ให้ข้อมูลได้มากระดับหนึ่งค่ะ
และอื่นๆอีกมากมาย …………..

ไปๆมาๆ ได้แต่อ่านหนังสือค่ะ แต่ก็ไม่ได้อ่านลึกซึ้งลงไปมากมายนัก
เพียงแต่เก็บเกี่ยวไอเดียว่ามีการปฏิบัติแบบไหนบ้างค่ะ
จนเพื่อนที่อ๊อฟฟิศอีกคน เขาได้ภรรยาที่เป็นนักปฏิบัติ
เพื่อนคนนี้เขาจัดได้ว่าเป็นยอดกัลยาณมิตรเลยค่ะ
เพราะเขารู้นิสัยหนูนาดี
เขาจะไม่อธิบายหรือบอกอะไรทั้งนั้น
เพียงแต่ชวนว่าให้ไปร่วมทำบุญขึ้นบ้านใหม่เขา
โดยขอแรงแค่ไปเข้ากรรมฐานซึ่งเขาเป็นเจ้าภาพที่บ้านเท่านั้น
ปล่อยให้เราสงสัยว่า เข้ากรรมฐานเป็นยังไงนะ ถามก็ไม่บอก ให้ลองดู
คงเป็นเพราะบุญหนุนส่งนะคะ เพราะหนูนาเคลียร์งานได้ ใจก็บอกตัวเองว่า
ไปลองดู ถือว่าช่วยเพื่อน ( แหนะ ยังไม่วายมีอัตตาสูงอีกค่ะ) หารู้ไม่ว่า
เพื่อนน่ะช่วยเราต่างหาก

มีต่อค่ะ อ่านจะเล่ายาวไปหน่อย ขออนุญาติคุณ deedi นะคะ
ถ้ายาวไป ก็เตือนได้นะคะ
จะได้เล่าแบบย่อๆลงไปบ้างน่ะค่ะ

เจริญในธรรม

โดยคุณ : หนูนา - 20/04/2001 13:06

12 :
สาธุค่ะคุณเด็กข้างวัด คุณหนูนา :)
ed ทั้งส่วนโฮมเพจและบอร์ดเน้นเรื่องกาลามสูตรเป็นหลักอยู่แล้ว :)
ดังนั้น จึงไม่ได้มีกฏเกณฑ์หรือหลักการอะไร
ไม่ได้เป็นบอร์ดปิดไว้เฟรมหรือไว้ตีกรอบความคิดเห็นใดๆ
รวมทั้งไม่ได้เป็นของใครทั้งสิ้น ไม่มีเจ้าของ ไม่มีเจ้าของความคิด
มีแต่ธรรมะ - ธรรมดา - ธรรมชาติ ล้วนๆ
สถานที่นี้เป็นสถานที่เปิด
เป็นสถานที่ทำงานสาขาเล็กกระจ้อยร่อย
อีกสาขาหนึ่งของพระพุทธองค์ - - ก็เท่านั้น :)

เพียงเอาไว้สนทนา ถามตอบ ช่วยกันคิด ช่วยกันแสดงความคิดเห็น
เพื่อจะได้เจริญในธรรมกันยิ่งๆ ขึ้นไปทุกคน - - ดังนั้น ตามสบายนะคะ
กำลังรออ่านที่คุณหนูนาจะโพสต์ต่อ :) และรู้สึกยินดีจริงๆ ที่
คุณเด็กข้างวัดช่วยกันนำธรรมะโน่นนี่ที่ได้พบเจอมาฝากกันตรงนี้เสมอ
และยังมาช่วยกันสนทนาตรงนี้อีกแรง ความคิดเห็นและประเด็นต่างๆ
จะได้กว้างขวางยิ่งๆ ขี้นไป ไม่คับแคบ :) บอร์ดนี้คนเข้ามาไม่มาก
ดังนั้น คนแสดงความคิดเห็นจึงมีน้อยถึงน้อยมาก :)
ดังนั้น ทุกคนที่เข้ามาอ่านก็ดี มาร่วมแจมคุยแจมคิดแจมให้ธรรมะ
ก็ดี ล้วนมีค่ายิ่ง แฮ่ะ…และทำให้ดิฉันรู้สึกเบาใจกับการดูแลให้ ed
ได้ update เสมอ (ด้วยการมีกระทู้ใหม่ๆ เนื้อหาใหม่ๆ มาบ้าง
เพราะบางทีตัวเองก็ไม่มีเวลาบ้าง มีอุปสรรคให้ไม่ได้เข้ามาทำ
ให้ต่อเนื่องบ้าง) ดังนั้น ฝากๆ ด้วย ช่วยๆ กันหน่อยนะคะ
เท่าที่จะไม่เป็นการทำให้ต้องลำบากเหนื่อยยากกัน
อยากให้ถือเสียว่า ed นี้ เราทุกๆ คน ที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์
ที่ได้เข้ามาใช้ประโยชน์ใน ed ทั้งโฮมเพจและบอร์ด
เป็นเจ้าของด้วยกัน มาช่วยกันให้สถานที่เล็กๆ แห่งนี้
อำนวยประโยชน์ด้านธรรมะของแท้ ธรรมปฏิบัติและแนวทาง
การประยุกต์ธรรมะเข้ากับชีวิต ให้กับโลก ให้กับผู้คนที่ได้มาสัมผัส
ได้เกิดประโยชน์สุข ได้เจริญปัญญา ไม่มากก็น้อย โดยถ้วนทั่วกัน

+ + + + +

ขอกราบคารวะคุณเด็กข้างวัด ในคุณธรรมและจิตวิญญาณ
แห่งความเป็นครู ที่สูงส่งอย่างแท้จริง :) ถ้าครูอาจารย์ส่วนใหญ่
ในเมืองไทยเป็นอย่างนี้ เมืองไทยเราคงพัฒนาก้าวไกล
อย่างรวดเร็วและในทางสร้างสรรค์ยิ่งๆ แน่ๆเลย
เคารพด้วยใจจริงค่ะ

เรื่องวิธีการเรียนรู้นั้น ก็อย่างที่คยสนทนากันเรื่อง ธรรมะระดับโลก
กับธรรมะระดับพ้นโลกพ้นทุกข์เอาไว้ :) ความคิดในโลกนั้นยากที่จะหา
ข้อสรุปลงตัวได้ ‘เบ้าหลอม’ ต่างๆ ก็สร้างกันไว้ตามกำลังความรู้ปัจจัยและ
ประสบการณ์และความสามารถในการสืบเสาะค้นหาวิเคราะห์ในยุคนั้นๆ
ซึ่งแน่ละ มักจะไม่ใช่ข้อสรุปที่ตายตัว พอเวลาผ่านไป ก็มีการทดลอง
ศึกษา ทำ research หรือสิ่งที่ทำไปแสดงผลออกมาให้เห็นถึงจุดอ่อน
หรือข้อบกพร่องหรือข้อเสียก็ตาม ของทฤษฎีหรือเบ้าหลอมดังกล่าว
ก็ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไข ปรับเปลี่ยนทัศนคติ หรือว่ารื้อตำรา เขียนตำรา
กันใหม่ -- ถ้าเป็นแบบโลกๆ ก็จะเป็นแบบนี้ไม่รู้จบ เป็นเครื่องหมาย
อินฟินิตี้จริงๆ :) แต่โลกก็คือโลก ย่อมต้องดำเนินไปแบบโลกๆ
เช่นนี้ไม่รู้จบจริงๆ :)

การเรียนรู้แบบ seminar เอาข้อมูลทั้งหลายมาศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์
จึงเป็นแนวโน้มที่ดีนะคะในมุมมองอันอ่อนด้อยเรื่องการศึกษาของดิฉัน
เพราะเรียนแบบนี้ เราจะไม่ได้บอกให้หาข้อสรุป แต่เราช่วยกันนำเสนอ
ความคิด มุมมอง ข้อดี ข้อด้อย ปัญหาในอดีต ปัญหาในปัจจุบัน
แนวทางในอนาคตของหลักการต่างๆ ทฤษฎีต่างๆ
การเปิดทางความคิดให้กว้างเอาไว้ ไม่ต้องหาข้อสรุป
ที่ร้อยเปอร์เซนต์ ดิฉันคิดแบบ spontaneous เช่นกันในตอนนี้ว่า
น่าจะเป็นวิถีการ ‘เรียนรู้’ และการ ‘ถ่ายทอดความรู้จากรุ่นหนึ่งไปสู่
อีกรุ่นหนึ่ง’ ที่เข้าท่าทีเดียวในสังคมโลก เพราะความเปลี่ยนแปลงนั้น
เป็นนิรันดร์ :) รสนิยมในรูปแบบอาคารก็เปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์
วัสดุที่ใช้ก็วิวัฒนาการไปเรื่อยๆ เป็นนิรันดร์ :) ทฤษฎีใหม่ๆ บ้าง
กลางเก่ากลางใหม่บ้าง ใหม่แบบประยุกต์จากเก่าบ้าง ฯลฯ ก็
ย่อมจะหมุนเวียนไปๆ มาๆ เป็นนิรันดร์อีก :) นี่ยังไม่นับเรื่อง
ดินฟ้าอากาศ ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อ
ลักษณะการบริโภค ฯลฯ

ย้อนกลับมาเรื่องธรรมชาติบ้าง :) ดิฉันชอบคำว่าธรรมชาติ เพราะว่า
ดูไม่หนักเท่ากับคำว่า ธรรมะ ที่พอหลายๆ คนได้ยินก็แทบจะ
เบือนหน้าหนี :) (เมื่อก่อนดิฉันก็เป็นเหมือนกัน อาการเบือนหน้า
หนีพวกแก่ธรรมะนี่) และที่จริง ก็เป็นเรื่องของ ‘ธรรมชาติ’ ล้วนๆ จริงๆ
ทั้งในมุมมองกว้างๆ และมุมมองลึกๆ – ย้อนกลับมาที่เรื่องธรรมชาติ
การจะลงมือปฏิบัติธรรมนั้น ท่านว่าไว้ว่าผู้มีปัญญามาก
(ปัญญานำหน้าศรัทธา) นั้น ก็มักจะเป็นเช่นๆ ที่
คุณเด็กข้างวัดเล่าไว้ว่าเพื่อนๆ ของอาจารย์ก็มักจะเรียนไปด้วย
ลองปฏิบัติไปด้วย ก็อย่างที่พวกเราทั้งหลายคุยๆ สนทนากันเนืองๆ
เรื่องที่ว่า คนเรานั้นต่างจริตต่างอุปนิสัยใจคอกัน
ในเรื่องการจะลงมือปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน ก็ย่อมมีรูปแบบวิธีการ
เริ่มต้นและท่ามกลางรวมทั้งในเบื้องปลายที่แตกต่างแยกย่อยกันไป
ในวิธีการ ในรายละเอียด เช่นนี้เป็นธรรมดา

ส่วนศักยภาพของมนุษย์นั้น ขอกราบคารวะกับทุกคำของคุณเด็กข้างวัด
เพราะเห็นด้วยว่าคนเราโดยปกติล้วนมีศักยภาพการเรียนรู้กันพอสมควร
ทั้งสิ้น ความถนัดอาจต่างกัน แต่โดยส่วนตัวดิฉันเชื่อว่าในทางโลกนั้น
คนแต่ละคนมีความสามารถอะไรสักอย่างที่เด่นเฉพาะตัว อย่างบางคน
เก่งคณิตศาสตร์ บางคนเก่งนิติศาสตร์ บางคนเก่งทำกับข้าว
บางคนเก่งทำผมแต่งหน้า บางคนเก่งปลูกพืชผักสวนครัว
บางคนก็เก่งสร้างตึกรามบ้านช่อง บางคนก็เก่งทางวิทยาศาสตร์
บางคนก็เก่งในเรื่องจิตวิทยา บางคนก็เก่งทางด้านการรักษาคน ฯลฯ
และเมื่อเอาความเด่นของแต่ละคนมารวมกัน ก็จะกลายเป็นสังคม
ที่ครบถ้วน เป็นสังคมเปี่ยมคุณภาพไปได้

ส่วนศักยภาพทางธรรมนั้น ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ คือทุกคนมีพร้อมในตัวเอง
ไม่อาศัยอะไรมากเท่ากับมีกายและใจและมีความพร้อมพอสมควร
(พร้อมที่กายพร้อมที่ใจ) ก็ล้วนเป็นผู้มีคุณสมบัติ มีคุณภาพเหมาะสม
แก่การรู้ธรรมทั้งสิ้น ตามกำลังและเหตุปัจจัยของตนๆ :)

อยากจะรบกวนคุณหนูนาและคุณเด็กข้างวัด
อยากจะขอให้ช่วยลงที่อยู่ของวารสาร ‘สมาธิ’ และ วารสาร ‘ปัญญาสาร’
ไว้ในกระทู้นี้ด้วยจะได้ไหมคะ :) เพราะได้อ่านที่ทั้งสองท่านกล่าวๆ มา
ก็คิดว่าคงเป็นประโยชน์และอยากจะบอกรับสมาชิกไปบ้าง
และคงเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทั้งหลายที่เข้ามาอ่านหรือมา
พบเห็นกระทู้นี้ทั้งตอนนี้และในโอกาสต่อๆ ไป

+ + + + +

คุณหนูนาคะ :) ตามสบายเลยนะคะในเรื่องการสนทนาธรรมในนี้
อย่างที่เราเคยคุยๆ กันไว้ว่าอยากจะให้ที่นี่เป็นประโยชน์สูงสุดกับ
ทุกๆ คนที่เข้ามาใช้ ดังนั้น ที่นี่เปิดกว้างจริงๆ เราจึงไม่จำเป็นต้อง
คิดหมือนกัน ไม่ต้องทำเหมือนกัน ไม่มีข้างใครไม่มีพวกไหน
มีพวกเดียวคือพวกลูกศิษย์พระพุทธองค์ :)
เราล้วนจับหลักเดียวกันอยู่นั่นคือหลักธรรมชาติ หลักธรรมตรงแก่น
ที่พระพุทธองค์ทรงให้ไว้ประเสริฐที่สุดแล้ว
แต่ในรายละเอียดนั้นต่างคนต่างมีวิถี วิธี แนวทางที่ต่างๆ กันไป
ที่สำคัญนั้นอยู่ตรงที่เราทั้งหลายจะเป็นกัลยาณมิตร
เป็นเพื่อนร่วมทางไปสู่การพ้นทุกข์อันประเสริฐ
ด้วยกันทั้งสิ้น คุณแม่สิริ กรินชัย คุณแม่ทางธรรมในชีวิตนี้ของดิฉัน
ท่านบอกว่า ให้เราทั้งหลายทำตาม ทางสายกลาง ของตัวเอง
นั่นก็คือ หาทางสายกลางของตนเองให้พบ ทางสายกลาง นั้น
โดยหลักๆ ก็เหมือนๆ กัน (มรรคมีองค์ ๘) แต่ว่าเราแต่ละคน
สุขภาพไม่เหมือนกัน ทำงานคนละอย่างกัน มีข้อแม้ข้อจำกัด
ในชีวิตไม่เหมือนกัน ที่สำคัญคือ ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป
กับตัวเอง ซึ่งตึงหรือหย่อนของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก
ปัจจัตตัง คือ เป็นของเฉพาะตน จริงๆ :)

ความจริงดีดิก็ว่าจะนำพระอภิธรรมและพระบาลีที่เรียนๆ อยู่
มาย่อๆ สรุปใส่ไว้ใน ed นี้ตามกำลัง (เรื่องที่อยากทำมีเยอะมาก
แต่ว่ามีข้อจำกัดเยอะ เช่นเรื่องของเวลา ก็เลยส่วนใหญ่จะอยากทำ
โน่น อยากทำนี่ แต่เอาจริงๆ ก็ไม่ค่อยได้ทำ ไม่มีเวลาทำอย่าง
เต็มที่กับอะไรซักอย่าง เลยทำไม่ค่อยได้ดีเลยซักอย่าง) ยิ่งเห็น
ว่ามีคนสนใจเช่นนี้ นี่กำลังดำริจะทำมุมพระอภิธรรมหรือว่า
อาจจะเป็นมุมปริยัติไว้ใน ed เอาไว้เป็นอีกมุมหนักๆ :)
สำหรับผู้สนใจค่อยเปิดเข้าไป (เพราะหลักการของ ed คือ
สนทนาแบบง่ายๆ สบายๆ ไม่หนัก ไม่เครียด พูดโดยกว้างๆ
และโดยลึกๆ แต่ไม่มีศัพท์แสงมากมาย) ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า
เมื่อไหร่จะได้ลงมือทำให้เป็นเรื่องเป็นราว :)
ed ภาคภาษาอังกฤษก็ยังค้างๆ คาๆ เพราะว่าแค่ภาคภาษาไทย
ก็ยังทำ phase แรกไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์เลย บ่น บ่นและเล่าสู่
กันฟังค่ะ :) เมื่อก่อนขยันไปศาลาลุงชินฯ บ่อยๆ ก็มักมี
พระธรรมเทศนาที่จดมาฝากกันเสมอในบอร์ดต่างๆ
ปัจจุบันมีเหตุขัดข้องให้ไม่ค่อยได้ไปศาลาลุงชิน
และมีหนังสือต้องเรียน ก็เลยสิ่งที่มักนำมาฝากก็วนๆ อยู่
แถวๆ ที่ได้เรียนมา คือ คำจากครูบาอาจารย์และความรู้จาก
ตำราเรียนเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่เป็นไป
อันเปลี่ยนแปลงผันแปรไปไม่สิ้นสุด :) จนกว่าจะได้ถึงซึ่งความ
พ้นทุกข์อันประเสริฐ

หากกล่าวอะไรผิดพลาดล่วงเกินประการใด
ก็กราบขออภัยไว้ ณ ตรงนี้ด้วยนะคะ
วันนี้ดิฉันก็คุยไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่เหมือนกัน :)
สบายๆ สไตล์ easydharma นะคะพวกเราทั้งหลาย

เจริญในธรรม

:)

โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi_deedi@email.com - 21/04/2001 13:08

13 :
ปัญญาสาร ฉบับที่ ๖

เรื่อง สัจจะ ๖ ประการ
โดย อาจารย์ แนบ มหานีรานนท์
รวมกับเรื่อง เมตตา
โดย อาจารย์ ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์


เป็น อภินันทนาการ จาก มูลนิธิ แนบ มหานีรานนท์
"ปัญญาสาร" แจกฟรี เป็นธรรมทาน
พิพ์ที่โรงพิมพ์สัมฤทธิ์การพิมพ์
๕๓/๖๘ หมู่ ๘ ตำบลบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร
นางมณี เทศขจร ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๒๕๒๔
โทร. ๔๖๗๒๒๓๕

สำนักงาน
มูลนิธิ แนบ มหานีรานนท์
๘๔/๑ หมู่ ๒ ถนนพุทธมณฑล สาย ๕
๖. บางกระทึก อ.สามพราน
จังหวัดนครปฐม ๗๓๒๑๐
โทร. ๔๒๐๘๐๒๔, ๘๘๙๔๔๗๑

(ต้องการหนังสือปัญญาสาร ติดต่อขอได้ที่นี่นะครับ)

เรื่อง ไตรสรณคมน์
โดย ชัยวัฒน์ กปิลกาญณจน์


มูลนิธิปราณี สำเริงราชย์ จัดพิมพ์เผยแพร่ ๒๕๓๖

มูลนิธิปราณี สำเริงราชย์
สำนักงานตั้งอยู่ที่สำนักปฏิบัติธรรมวิวัฏฏะ
วัดเขาสนามชัย ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน
จังหวักประจวบคีรีขันณ์
โทรศัพท์ ๐๓๒-๕๑๒๕๘๗

(เคยแจ้งไว้ในกระทู้เรื่องกรรมของคุณ deedi ที่เว็ปลานธรรม)

แล้วผมจะนำอะไรมาเสนอและแสดงความคิดเห็น
ในกระทู้ของคุณ หนูนานี้อีก อยากให้มีสาระที่
มีการจบอย่างสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้
นะครับ


โดยคุณ : เด็กข้างวัด - 22/04/2001 13:12

14 :
สาธุ :) ขอบพระคุณยิ่งสำหรับที่อยู่สำหรับสมัครสมาชิก
ปัญญาสารนะคะ

:)

โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi_deedi@email.com - 23/04/2001 22:16

15 :
เพราะอดใจรอคุณ หนูนา คุยต่อไม่ไหว
และเกิดกิเลส เลยขออนุญาต "อัด" ต่อเรื่อง
การศึกษาพระอภิธรรมอีกรอบนะครับ

ต่อไปนี้เป็น บางส่วน จาก
รายงานการประชุม
สัมมนาการปฏิบัติธรรม ครั้งที่ ๑
ของ
มูลนิธิ แนบ มหานีรานนท์
ณ สำนักวิปัสสนากรรมฐาน อ้อมน้อย
วันที่ ๒๐-๒๒ มีนาคม ๒๕๒๔
*******************************************

ก. ภาคปัญหาทั่วไป แนวปริยัติ
ถาม พระพุทธศาสนา คืออะไร ? จำเป็นไหม ที่พุทธ-
ศาสนิกชนจะต้องเรียนรู้และปฏิบัติตาม

ตอบ พระพุทธศาสนา คือคำสอนของพระสัมมาสัม-
พุทธเจ้า เรียกันว่า พระพุทธพจน์ ซึ่งมีหลายอย่าง
ต่างๆกัน
พระพุทธพจน์ มี ๑ ด้วยอำนาจแห่งรส คือ วิมุตติรส
เพื่อความหมดจดแห่งกิเลส
พระพุทธพจน์ มี ๒ ด้วยอำนาจแห่งธรรม และวินัย
พระพุทธพจน์ มี ๓ ด้วยอำนาจแห่งปิฎก คือ พระไตรปิฎก
พระพุทธพจน์ มี ๕ ด้วยอำนาจแห่งนิกาย ๕
พระพุทธพจน์ มี ๙ ด้วยอำนาจแห่งองค์ คือภาคคำสอน ๙ ประการ
พระพุทธพจน์ มี ๘๔,๐๐๐ ด้วยอำนาจแห่งธรรมขันธ์ คือหน่วยของ
ธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

เมื่อว่าโดยการเข้าถึงพระพุทธศาสนาแล้ว มี ๓ คือ
ปริยัติศาสนา ได้แก่การเรียนรู้พระไตรปิฎก
ปฏิบัติศาสนา ได้แก่การประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนด้วย
ศีล สามธิ ปัญญา
ปฏิเวธศาสนา ได้แก่ผลรับที่ได้จากปริยัติ และปฏิบัติธรรม ๙ ประการ
คือ มรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน ๑

จำเป็นอย่างยิ่ง ที่พุทธศาสนิกชน จะต้องเรียนรู้และปฏิบัติตาม
เพราะคำสอนของพระพุทธองค์ ประสงค์จะให้สัตว์ทั้งหลาย
พ้นทุกข์ได้ด้วยการหมดจดจากกิเลส โดยสอนให้รู้จักรูป นาม
ขันธ์ ๕ ที่สัตว์ทั้งหลายยึดว่า เป็น ตน แท้จริงเป็นแค่
รูปกับนาม ซึ่งเป็น ทุกขสัจจะ ที่ควร กำหนดรู้
สมุทัยสัจจะ
คือ ตัณหา เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นธรรมที่ ควรละ
นิโรธสัจจะ
คือ พระนิพพาน เป็นธรรมที่ควร ทำให้แจ้ง
และ มรรคสัจจะ คืออริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ เป็น
ธรรมที่ ควรเจริญ คำสอนของพระพุทธองค์เท่านั้น ที่ชี้ทาง
ให้พ้นจากความเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏทุกข์ได้ นอกจากพระ-
พุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น ทั้งยังชี้วิธีปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึง
ความพ้นทุกข์นั้นได้ว่า มีอยู่หนทางเดียวเท่านั้นคือ
การเจริญสติปัฏฐาน ๔

จึงนับว่า เป็นโอกาสอันดีที่พุทธบริษัททั้งหลายได้เกิดมาเป็น
มนุษย์พบพระพุทธศาสนา ได้สดับคำสอนของพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้า จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พวกเรา ซึ่งเป็นผู้รับมรดกธรรม
อันล้ำค่านั้นนำไปประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์
เพื่อการรักษาพระพุทธศาสนา และยังพาตนให้พ้นจาก
วัฏฏทุกข์ได้อย่างแท้จริง
......................................................................................
ถาม พระพุทธองค์มอบธุระในพระพุทธศาสนา ให้กับ
พุทธบริษัทไว้กี่อย่าง อะไรบ้าง ? สมถะ เป็น
ธุระในพระพุทธศาสนาด้วยหรือไม่ เพราะเหตุใด ?

ตอบ พระพุทธองค์มอบธุระในพระศาสนา ให้แก่พุทธ-
บริษัทไว้ ๒ อย่าง คือ คันถธุระ และวิปัสสนาธุระ
คันถธุระ คือการศึกษาเล่าเรียนพระศาสนา มีพระไตรปิฎก เป็นต้น
วิปัสสนาธุระ คือการปฏิบัติพระศาสนาตามสิกขา ๓ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา

สมถะ คือ อุบายอบรมใจให้สงบ มิใช่เป็นธุระในพระพุทธศาสนา
โดยตรง ดังจะเห็นได้จากการที่ท่านอุทกดาบสและอาฬารดาบส ที่เจริญ
สมถกรรมฐาน และสำเร็จอรูปฌานในชั้นอากิญจัญญายตนฌาน และ
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน พระพุทธองค์เคยได้เล่าเรียนมา จน
สำเร็จทั้งสองอาจารย์ แต่ก็ปรารภว่า ทางนี้มิใช่เป็นทางให้พ้นทุกข์ และ
เมื่อทั้งสองถึงแก่ความตายลง ได้ปัจจัยให้เกิดในอากิญจัญญายนตภพ
และเนวสัญญานาสัญญายตภพ

สมถะอย่างนี้ เป็นไปเพื่ออรูปภพ มิใช่เป็นไปเพื่อพ้นทุกข์ จึงไม่ใช่
ธุระในพระพุทธศาสนา

ในธรรมบทภาค ๑ เรื่องพระจักขุปาลเถระ ท่านได้ทูลถามพระพุทธเจ้า
ว่า ธุระในพระศาสนานี้มีกี่อย่าง ? พระพุทธองค์ตรัสว่ามี ๒ อย่าง คือ
คันถธุระและวิปัสสนาธุระ มิได้ตรัส สมถธุระ เลย โดยตรัสว่า
"การเรียนนิกายหนึ่งก็ดี สองนิกายก็ดี จบพุทธวจนะ คือพระไตรปิฎก
ก็ดีตามสมควรแก่ปัญญาของตนแล้วทรงไว้ กล่าวบอกพุทธพจน์นั้น
ชื่อว่า คันถธุระ"

ส่วนการ เริ่มตั้ง ความสิ้น ความเสื่อมไว้ในอัตภาพ ยังวิปัสสนาให้เจริญ
ด้วยอำนาจแห่งการทำติดต่อแล้ว ถือเอาอรหัตของภิกขุผู้มีความประพฤติ
แคล่วคล่อง ยินดียิ่งในเสนาสนะอันสงัด ชื่อว่า "วิปัสสนาธุระ" ตาม
หลักฐานนี้แสดงธุระในพระศาสนาไว้ ๒ อย่าง ดังนี้

มีผู้อภิปรายว่า สมถะที่มีอารมณ์เดียวกับวิปัสสนา ที่เพ่งลักขณูปณิชฌาน
หรือศีล สมาธิ ปัญญาในองค์มรรค สมาธินั้นเป็นสมถะในพระศาสนา

สมถะ ที่เกิดร่วมกับวิปัสสนาก็ดี สมถะที่เกิดร่วมกับมรรคจิต หรือมรรคสิทธิฌานก็ดี
ตลอดจนสมถะที่เจริญ เพื่อประโยชน์แก่การเข้า ผลสมาบัติ หรือนิโรธสามบัติเหล่านี้
อาจารย์บางท่ายอภิปรายว่า เป็นสมถะในพระพุทธศาสนาได้ทั้งสิ้น

ฉะนั้น สมถะที่เป็นไปเพื่อวิปัสสนา หรือที่เกิดร่วมกับวิปัสสนา สมถะนั้นก็
เป็นธุระในพระพุทธศาสนา ส่วนสมถะใดที่มิได้เป็นไปเพื่อวิปัสสนา หรือ
เกิดในอารมณ์เดียวกับวิปัสสนา แต่สมถะนั้นเป็นไปเพื่อปรารภความสงบ
หวังรูปภพ อรูปภพ ที่ยังเป็นไปในวัฏฏะ หรือเพื่อหวังโลกียอภิญญา สามารถ
แสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆทางโลก เหล่านี้มิใช่เป็นธุระในพระศาสนา

การอภิปรายข้อนี้ จึงเป็นไปอย่างกว้างขวาง หาทางสรุปเอาเป็นข้อยุติยังไม่ได้

แต่ในความเห็นของกระผมผู้รวบรวม ได้อภิปรายไว้ว่า เราตีความคำว่า
"สมถะ" กันกว้างเกินไป รวมทั้งสมาธิ ตั้งแต่ขณิกาสมาธิไปจนถึง
อัปปนาสมาธิ แม้สมถะเพื่อผลสมาบัติ หรือนิโรธสมาบัติก็รวามเอามา
จึงนับว่าตีความกันกว้างขวางเกินขอบเขตไป ต้องขอยกคำวินิจฉัยของ
ท่านอาจารย์แนบฯ มาตัดสินว่า ธุระสำคัญในพระศาสนา มีอยู่ ๒
ประการเท่านั้น คือ

คันถธุระ ได้แก่การศึกษาให้เข้าใจอรรถ และพยัญชนะที่
มีอยู่ในพระไตรปิฎก
วิปัสสนาธุระ ได้แก่การปฏิบัติเพื่อขูดเกลากิเลสให้หมดสิ้นไป
เพราะวัตถุประสงค์ในพระพุทธศาสนา ต้องกำจัดกิเลสเพื่อพ้นจาก
สังสารทุกข์ เป็นประการสำคัญ

ฉะนั้น ธุระทั้ง ๒ ประการนี้ จึงเป็นธุระอันสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา
ซึ่งพระพุทธศาสนาจะดำรงได้ และจะแพร่หลายรุ่งเรืองกว้างขวางออก
ไปได้ ก็ต้องอาศัยธุระทั้ง ๒ ประการนี้ แต่หากธุระทั้ง ๒ ประการนี้ไม่มี
หรือไม่สมบูรณ์แล้ว ก็เป็นอันว่า ชาวพุทธทั้งหลายไม่สามารถที่จะมี
ความเข้าใจ ถึงเหตุผลใน คำสอนของพระพุทธองค์ที่ถูกต้องโดยแท้จริง
ได้เลย เพราะธุระทั้ง ๒ ประการนี้ จะต้องอุปการะซึ่งกันและกัน
ฉะนั้น ธุระในพระศาสนานี้ จึงมี ๒ ประการ

ท่านอาจารย์แนบฯ ได้ปาฐกถาเรื่องธุระในพระพุทธศาสนา ไว้ ณ
พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๐๓ ท่าน
ถือเอาธุระอันสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา ที่จะขาดเสียมิได้ไว้
๒ ประการ ธุระอื่นๆย่อมขาดได้ไม่สำคัญเท่า คันถธุระ และ
วิปัสสนาธุระ แม้สมถะ ก็ไม่ใช่งานสำคัญ เพราะฉะนั้น
ธุระในพระศาสนา จึงมี ๒ ประการ ทั้งตามเหตุผลและหลักฐาน
ด้วยประการฉะนี้
(มีต่อฉบับหน้า)

วรรณสิทธิ ไวทยะเสวี
ประธานกรรมการมูลนิธิ แนบ มหานีรานนท์
ผู้สรุปผลการประชุม
(คัดลอกจาก "ปัญญาสาร ฉบับที่ ๖" หน้า ๕๗-๖๕)

ขอได้โปรดพิจารณาเพื่อความเจริญยั่งยืนในธรรมฯนะครับ


โดยคุณ : เด็กข้างวัด - 24/04/2001 09:37

16 :
/ : \ สาธุ ในธรรมที่ยกมาแสดงค่ะ

ขออภัยด้วยค่ะ ที่หายไปหลายวันค่ะ
กลับมาโพสต่อจากที่โพสไว้ค่ะ

**********************************
(ต่อ)

จากการเข้ากรรมฐานครั้งแรกนั้น แม้จะไม่ได้เรียนรู้อะไรมากนัก
แต่ได้ประสบกับอาการปิติ ทำให้รู้สึกตัวว่า
เดิมเราห่างไกลพระศาสนาเหลือเกิน
มีทิฏฐิมานะแรง และเชื่อมั่นในตนเองสูงมาก
และรู้ตัวเลยค่ะ ว่าจิตใจกระด้าง ไม่อ่อนโยน
คิดเร็วทำเร็ว โทสะแรง

จากสภาพ ปิติ ทำให้รู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนของจิตขณะเกิดปิติ
พลอยทำให้ทราบว่า จิตเรายังกระด้างขาดการอบรมอยู่มากค่ะ
ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้ เราไม่สามารถเข้าใจจากการอ่านศึกษาได้เลยค่ะ

จึงทำให้มีความศรัทธาขึ้นบ้างและมีกำลังใจเข้าปฏิบัติในครั้งถัดๆมา
เพื่อพัฒนาตนเองสู่ทางที่ดีขึ้น

แต่ละครั้งที่เข้าปฏิบัติ จะปลูกศรัทธายิ่งๆขึ้น
และได้เรียนรู้สภาวะธรรมมากขึ้นตามกำลังสติปัญญาและ
ความเพียรที่เราจะมีมากขึ้นตามกำลังศรัทธาค่ะ

สำหรับหนูนาแล้ว การปลีกวิเวกเข้าปฏิบัติแต่ละครั้ง
เหมือนเราได้ไป ชาร์จแบตเตอรี่แก่จิตใจค่ะ
ต่างจากการที่เราพยายามปฏิบัติประจำวัน
ซึ่งหนูนาจะทำได้ไม่ค่อยต่อเนื่อง และกำลังสติของ
ตนเองก็ไม่แข็งแรงพอค่ะ พอโดนเรื่องงานทางโลกกระแทก
นานเข้า ก็ล้าและจิตใจขุ่นหมองมากขึ้นๆค่ะ
การเข้าปฏิบัติ ก็ช่วยได้แบบไวอีกทางหนึ่งค่ะ
สำหรับผู้ที่ไม่มีภาระทางครอบครัวมากนักแบบหนูนาค่ะ

แต่ละครั้งที่เข้าฏิบัติ ก็ได้เรียนรู้เพิ่มมากขึ้นๆค่ะ
เดี๋ยวนี้ รู้สึกอยู่กับความทุกข์ความวุ่นวายง่ายขึ้นค่ะ
มั่นใจในแนวทางชีวิตมากขึ้น
และรู้สึกว่าสามารถรักษาความสงบสุขในจิตใจได้บ่อยครั้งขึ้น

ยามเมื่อแลดูจิตตนเอง เวลาที่จิตถูกกระแสกิเลสต่างๆเข้าเยือนแล้ว
ก็เข้าใจแล้วค่ะว่า สรุปย่อคำสอนที่ว่า

"ให้ชาวพุทธละเว้นจากการทำชั่ว ทำแต่ความดี และทำจิตใจให้ผ่องใส"

ที่ได้ฟังมาตั้งแต่เด็กนั้น คือ ลักษณะเป็นอย่างไร
แต่ก็ยังชอบไปลองสังเกตการณ์ที่โน่นที่นี่นะคะ
อดไม่ได้ค่ะ แต่ก็ตั้งสติและพิจารณาเตือนตนบ่อยๆค่ะ

เคยไปเรียนตัดตะเกียบ ยกคนด้วยนิ้วเดียว แต่ช่วยกันหลายคนนะคะ
ก็เพียงแต่รู้สึกสนุก แปลกดีค่ะ

พลังจักรวาลก็ไปเรียนมาค่ะ ก็รู้สึกได้ถึงพลังความเคลื่อนไหวความร้อน
ที่ตนเองมี และของอาจารย์ที่สอนมีค่ะ
อาจารย์ที่สอนอยากให้ฝึกขั้นรักษา
แต่หนูนาไม่ไหวค่ะ คิดว่าตนเองไม่พร้อมและไม่สามารถค่ะ

รำมวยจีนเพือ่สุขภาพ ที่เรียกชี่กง ก็จะคล้ายๆโยคะค่ะ
แต่ยังไม่เคยเรียนฝ่าหลุนกงค่ะ

ไปลองเพ่งพระพุทธรูปมาสองสามครั้งที่ชมรมที่ฝึกอภิญญา
ก็เกิดนิมิตสนุกสนาน ตื่นตาตื่นใจดีค่ะ
มีบางเวลา รู้สึกอยากมีตาทิพย์แบบอาจารย์ผู้สอนที่ชมรมเล่าให้ฟัง

แต่ท้ายสุดก็เลิกค่ะ เพราะระลึกได้ว่า
นี่ไม่ใช่ทางสายตรงแห่งการพ้นทุกข์ค่ะ
แต่ไม่ได้ลบหลู่ดูหมิ่นผู้ที่ปฏิบัตินะคะ
เพียงแต่คิดว่า ไม่ถูกจริตค่ะ และคงไม่ได้เจริญมาทางสายนี้ค่ะ

หนูนาเข้าใจว่าตนเองพบและทราบทางที่ถูกต้องและเป็นสายตรง
ในการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์แล้วค่ะ
และกำลังดำเนินเดินทางอยู่
แม้จะอีกไกลแสนไกล
แต่ก็จะเดินต่อไปค่ะจนกว่าจะถึงปลายทางนั้น

กลับมาตรงที่ความเห็นที่เห็นด้วยกับคุณ deedi ค่ะ
หนูนาเห็นด้วยตรงที่ว่า ควรศึกษาทางปริยัติแค่ขั้นต้นก่อน
พอเข้าใจแนวทางคำสอนของพระพุทธศาสนาแล้ว
จากนั้นก็เน้นการปฏิบัติแบบสัมมาปฏิบัติก่อน
จนถึงระดับหนึ่งที่มีศรัทธาแน่วแน่แล้ว ก็สามารถศึกษาปริยัติขั้นกลางและ
ขั้นสูงต่อไปค่ะ

ที่ไม่เห็นด้วยกับการศึกษาปริยัติจนถึงขั้นสูงก่อนแล้วจึงลงมือปฏิบัตินั้น
เพราะผู้ปฏิบัติแต่ละท่าน แต่ละคนนั้น มีสติปัญญาบารมีมาไม่เท่ากัน
จริตนิสัยก็แตกต่างกันไปหลากหลายมากเหลือเกินค่ะ

หากศึกษาปริยัติมากเข้าและคิดว่าตนเองเข้าใจตำราดีแล้ว
ทำให้เกิดทิฏฐิได้ว่า ตนเองรู้ไปหมด
ยามอาจารย์กรรมฐานสอนอะไรเกี่ยวกับการปฏิบัติ
ก็อดไม่ได้ที่จะนำไปเทียบเคียงกับทฤษฎีที่ตนเองเรียนมาแล้ว
แม้เมื่อปฏิบัติแล้ว เกิดสภาวะธรรมใดๆก็ตาม
ก็มักจะไปนึกว่า นี่ตรงกับตำราหมวดไหนข้อไหนอีก
หากผู้ปฏิบัติไม่มีสติรู้ตัว ก็จะคิดฟุ้งต่อไปได้มากมาย
จนกลายเป็นว่า เรียนรู้มาเพื่อเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติเสียอีก

ที่เล่ามานี้เพราะตนเองเป็นมาก่อนและบางครั้งยังเป็นอยู่
เพียงแต่เมื่อเกิดขึ้นก็มีสติระลึกรู้ได้ว่า นิวรณ์เล่นงานจิตอีกแล้ว
ทั้งที่ศึกษารู้มาแค่เบื้องต้นเท่านั้น
ยังฟุ้งได้ขนาดนี้

เคยเห็นพระอาจารย์เล่าให้ฟังว่า ทิฏฐิของผู้ที่รู้ปริยัติมากๆนั้น
บางท่านนั้นแรงมาก จนครูบาอาจารย์สอนไม่ได้
เพราะยึดอยู่แต่ความคิดของตนเอง เมื่ออาจารย์แนะนำ
ก็จะสามารถยกข้อธรรมหมวดนั้นหมวดนี้มาอ้างแย้ง
ขยายวงคำถามให้กว้างออกไปอีกไม่จบสิ้น

หนูนาคิดว่า ปริยัติ ก็สำคัญ ในการทำให้ตนเองสามารถสอบทานกับสิ่งที่เรา
ปฏิบัติมาว่าถูกต้องตามทางหรือไม่ค่ะ
เหมือนขนมฟักทองแกงบวด (ยกตัวอย่างนี้ก็แล้วกันนะคะ เพราะเป็นขนมโปรด : )
ก็ต้องใส่น้ำตาลเป็นส่วนผสมนะค่ะ
ให้น้ำตาล เปรียบเป็น ความรู้ทางปริยัติ
แต่ถ้าใส่มากไป หวานมากไป ก็ทานยาก ทานลำบากอยู่
แต่ก็ไม่ถึงกับเปลี่ยนคุณลักษณะชนิดของขนมฟักทองแกงบวดไปเลย
เพียงแต่ ทานยาก ทานไม่อร่อย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มิได้หมายความว่า ไม่ศึกษา
ปริยัตินะคะ แต่ควรพิจารณาดูกำลัง สติ กำลังปัญญาของตนเองว่า
ความก้าวหน้าในการปฏิบัติของตนนั้น
เจริญขึ้นจนพร้อมที่จะศึกษาปริยัติขั้นสูงต่อไป
เพื่อใช้ในสอบทานกับการปฏิบัติของตนที่พัฒนาขึ้นหรือยังค่ะ

ก็ขอฝากความเห็นไว้เพียงเท่านี้ค่ะ

เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปค่ะ






โดยคุณ : หนูนา - 25/04/2001 12:44

17 :
ผมเคยอ่านงานเขียนของท่านพระธรรมปิฎก
(ป.อ.ปยุตฺโต) ความว่าพุทธศาสนา คือการเรียนรู้
(ทั้งคันถธุระ และปฏิบัติธุระ) จะมุ่งกระทำเพียง
อย่างเดียวหรือต่างระดับกัน ผมว่าไม่น่าจะถูกต้อง
เพราะสองอย่างนี้เป็นความสัมพันธ์ที่สร้างปัญญา
การรู้แจ้งให้เกิดแก่ตัวเอง ต้องอย่าลืมว่าธรรมดา
ทั่วไปแล้ว กิเลสมักทำให้เราคิดจะทำการใดแต่
น้อยเพื่อการมีผลดีๆมากๆเสมอ การศึกษาทางสายอ้อม
มีมากๆก็อาจทำให้เกิดผลน้อยนั้นก็จริง การศึกษา
สายตรงถูกต้องต่อการปฏิบัติ ก็ทำให้เกิดผลพอเหมาะกัน
กันได้โดยไม่มีสิ่งใดมากน้อยกว่ากัน ธรรมขาติมี
ความสมดุลป์เช่นนี้เสมอ และทางสายกลางใน
พุทธศาสนาก็เป็นเช่นนี้ ผมสรุปว่า รู้ได้เท่าไหน
ผลการปฏิบัติก็ได้เท่านั้น ปัญญาในพุทธศาสนา
มี "การสืบไป" ก็จริง แต่หากขาดสติสัมปชัญญะ
ก็อาจกลายเป็นการสืบไปที่เป็นอกุศล และส่งผล
ให้เข้าใจสิ่งที่เกิดจากการปฏิบัติผิดเพี้ยน อีกประเด็น
ในแง่ดีของการสืบไปเช่นนี้แหละจะทำให้เกิดปิติทั้ง
เรื่องคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ ต่อเนื่องกันไป อย่ากลัว
เรื่องเรียนและศึกษานะ เพราะมันจะเกิดการต่อเนื่องจาก
ผลปฏิบัติที่เราได้รับปิติมา คือเป็นธรรมชาติแห่งการสืบไป
ของปัญญาที่ว่า ได้ผลการปฏิบัติมาแล้ว ก็จะกระหายอยาก
แสวงหาเรียนรู้เพิ่ม เพื่อได้ผลการกระทำเพิ่มขึ้นไปอีก
ผมว่าก็ต้องใช้กิเลสนี้เป็นเครื่องสร้างกุศลธรรมให้เพิ่มขึ้น
สืบไปต่อไปจนลุแห่งการหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง

กรณีที่เกิดขึ้นของพระนาคะเสนใน มิลินทปัญหา ผมว่า
น่าคิดที่ท่านศึกษาปริยัติแตกฉานและปฏิบัติตรวจสอบ
เพื่อการรู้แจ้ง ท่านจึงตอบคำถามพระเจ้ามิลินทร์ (สะกด)
ได้กระจ่างแจ้ง อ่านแล้วเกิดปัญญารู้ธรรมะของพระพุทธ
องค์ได้อีกทางหนึ่ง ท่านโต้ตอบได้ทั้งเรื่องป่วนๆทางโลก
ของคนถาม จนสิ้นพยศแล้วจึงเมตตาด้วยปัญญาเจริญใน
ทางธรรม ปัญญานี้ผมว่าสำคัญต่อข้ออธิบายเรื่องพุทธ
ศาสนา ในโลกปัจจุบันนี้ที่สุดแสนจะป่วนๆในสังคม

โปรดระวังเรื่องการอุปมาอุปมัย อย่าเอาเรื่อง "วัตถุ"
มาปนกับเรื่อง "นามธรรม" ในพุทธศาสนานะครับ
แม้ในเรื่องการรู้ทางโลก เหตุผลที่เกิดจากอุปมาอุปมัย
ก็เคยมีเรื่องถกเถียงกันเสมอ ความเข้าใจเรื่องการ
อธิบายเป็นความรู้ ก็อาจไม่กระจ่างแจ้งเหมือน
ความเข้าใจจากผลการปฏิบัติที่เกิดปัญญาสืบไป

ในความเห็นของผม การเรียนรู้ ต้องเกิดขึ้นเสมอ
นะครับ การตรวจสอบทางปริยัติก็ควรพึงกระทำ
จะทำให้หนักหนาเกินไปกว่ากันก็ไม่ได้ (ตามที่คุณ
หนูนา ทราบการเตือนมาของอาจารย์นั่นแหละ)
ก็ต้องสรุปตรงที่ "ทางสายกลาง" ดังว่าไว้ในปริยัติทาง
พุทธศาสนา แต่ระวังเรื่องการเข้าใจความหมาย
นี้นะครับ มันมีความลึกซึ้งและประณีตจริงๆกว่า
ความหมายทางบัญญัติธรรมดานะครับ

เว็ปคนคุยน้อย ก็ถือว่าได้ "วิเวก" ในการพิจารณา
ดีเหมือนกันนะครับ..คุณ ดีดิ


โดยคุณ : เด็กข้างวัด - 26/04/2001 11:17

18 :
น้อมรับไปพิจารณาค่ะ คุณคนข้างวัด

ถ้าหนูนาหาเวลาว่างได้ อยากจะลองไปเรียนพระอภิธรรมดูค่ะ
แต่คงยังไม่ใช่เร็วๆนี้ค่ะ

ไม่ทราบมีที่ไหนสอนบ้างคะ
หนูนาอยู่แถวปทุมวันค่ะ
ขอบพระคุณมาอย่างสูงค่ะ

เห็นด้วยค่ะ ว่ามีคนสนทนาน้อยนี่ ก็ได้อีกบรรยากาศดีๆนะคะ

เจริญในธรรมค่ะ


โดยคุณ : หนูนา - 26/04/2001 16:01

19 :
เรื่องการเรียนพระอภิธรรม ต้องยกให้
คุณ ดีดิ เป็นผู้ชี้แนะนะครับ สำรับผม
กำลังศึกษาและติวเพื่อจะสอบตัวเอง
ว่าเหมาะสมกับตัวเองหรือไม่ เพราะยัง
ไม่ลงมือปฏิบัติจริงจังเลยครับ

ขอถือโอกาสเติมกระทู้นี้ให้เต็มด้วย
แนวทางการปฏิบัติธรรมของมูลนิธิ
แนบ มหานีรานนท์ โดยการคัดลอก
การสนทนาของท่านกับศิษย์ และ
รายงานการสัมมนาของบรรดาศิษย์
ท่านอาจารย์

ขอเสนอเพื่อการพิจารณาเพื่อให้การ
ปฏิบัติธรรมเจริญขึ้น โดยเฉพาะสำหรับ
คุณ ดีดิ และคุณหนูนา ที่มีการปฏิติธรรม
อยู่ในขณะนี้...จะขอโพสต์แยกเป็นสองส่วน
นะครับ

ต่อไปนี้เป็นการถามตอบระหว่างศิษย์
กับท่านอาจารย์ แนบ มหานีรานนท์
ปัญหาท้ายรายการปาฐกถา
(สาระของ วิปัสสนากรรมฐาน)

ถาม ทำวิปัสสนาที่บ้านได้หรือไม่ ?

ตอบ ควรต้องเข้าใจด้วยว่า ทำวิปัสสนาจะต้องมีธรรม
อื่นๆประกอบหลายอย่าง เช่น สัปปายะ ๔ เว้น ปลิโพธิ ๑๐
ต้องมีรูปนาม ที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา และอารมณ์ต้องเป็น
ปัจจุบัน ต้องมีสติสัมปชัญญะเป็นผู้ดู ต้องมีโยนิโสมนสิการใน
รูปนามที่เป็นอารมณ์อยู่เสมอ อยู่ที่บ้าน ธรรมที่ประกอบเหล่านี้
เกิดขึ้นได้ยากมากค่ะ

ถาม ถ้าฝึกอยู่ทุกๆวันจะไม่ได้บ้างหรือ ?

ตอบ ฝึกทุกวันๆแปลว่า การบ้าน จะต้องไม่เกี่ยวข้องนะ
ต้องไม่เกี่ยวข้องใช่ไหม ? เพราะอารมณ์ปัจจุบันนะท่านคะ
อารมณ์ปัจจุบันน่ะ คนพูดแล้วไม่รู้เรื่องนะ รู้ปัจจุบันอารมณ์
แล้วไม่รู้เรื่องเลย เพราะคำหนึ่งๆที่เรารู้เรื่องน่ะ เราต้องเอา
คำพูดที่หมดไปแล้ว มาปรับปรุงกับคำพูดสุดท้าย เราถึง
จะรู้ว่า พูดเรื่องอะไร ใช่ไหมคะ ? ถ้าปัจจุบันแล้ว ฟังคน
พูดไม่รู้เรื่องเลย นี่ชื่อว่า ปัจจุบันโดยแท้จริง ใช่ไหมล่ะคะ

ถาม มีหลายคนบอกว่า ทำได้

ตอบ เดี๋ยวค่ะ คำพูดเป็นบัญญัติใช่ไหม ?

ถาม ใช่

ตอบ แล้วมีไหม อารมณ์ปัจจุบัน อยู่บ้านโดยไม่ต้อง
พูดเลยได้ไหม ?

ถาม เวลาที่ไม่พูดก็มี

ตอบ ไม่ได้ เดี๋ยวค่ะ รับศีล ศีล ๘ ในองค์มรรค
อาชีวัฏฐมกศีล เว้นมุสา เว้นจากส่อเสียด เว้นจากพูด
หยาบคาย เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ ถ้าศีล ๕ มุสาอันเดียว
ศีล ๘ ไม่ใช่มุสาอันเดียว ใช่ไหม นี่เว้นทั้ง ๔ นะ ฆราวาส
ที่อยู่บ้านเว้นได้ไหม ไม่พูดนะคะ ?

ถาม บางชั่วโมงเว้นได้นะคะ

ตอบ แล้วคุณสามารถจะสำเร็จได้ไหม ในชั่วโมงเดียว
แล้วมีหลักฐานบาลี ยืนยันทีเดียวว่า การเว้นวจีทุจริตทั้ง ๔ จะ
สมบูรณ์ได้ เฉพาะผู้ที่เจริญสติปัฏฐานเท่านั้น แน่นอนเลยทีเดียว

ถาม การฝึกวิปัสสนาทำจิตให้สงบแน่วแน่ เป็นครั้งเป็น
คราว คือสักหนึ่งชั่วโมง จิตอาจสงบได้ เมื่อสงบแล้ว จะจับ
ปัจจุบันอารมณ์ได้ไหม ?

ตอบ ไม่ได้ สงบแล้วจับปัจจุบันไม่ได้ คือว่า ธรรมดา
ของวิปัสสนา มรรคมีองค์ ๘ ใช่ไหม ไม่ใช่ทำทีละคราวนะ
ทำศีลก่อน แล้วทำสามธิ แล้วเจริญวิปัสสนา ไม่ใช่นะ จะ
ต้องเป็นไปพร้อมกันในอารมณ์อันเดียว และสมาธิของ
วิปัสสนาเป็นขณิกสมาธิเท่านั้น

ถาม พวกเรายอมรับว่า ปัญญาคือการเห็นรูปเห็นนาม
โดยความอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใช่ไหม แต่ทำไมเราไม่พูดกัน
บ้างว่า ทำอย่างไร จึงจะเห็นรูปเห็นนามอย่างนี้

ตอบ อันนี้ เราตั้งผลไว้ก่อน คือว่า วิปัสสนาน่ะ ต้อง
เห็นอย่างนี้ ทีนี้ ก็จะอธิบายการกระทำว่า การกระทำที่ จะ
ทำให้เข้าถึงอย่างนี้หรือไม่ อย่างนี้อีกทีนะคะ ยังไม่ถึงเหตุเลย
แต่เราตั้งผลไว้ให้ดูก่อน ว่าผลต้องอย่างนี้ เมื่อตั้งผลอย่างนี้
แล้ว ทีนี้เราก็เอาเหตุ เหตุที่จะไปทำน่ะ ตรงกันไหม เป็นเหตุ
ที่รับรองกันไหม อย่างนี้อีกทีนะคะ ท่านก็ต้องพิจารณา ท่าน
ก็รับแล้วใช่ไหมว่า ต้องดูนามรูป จึงจะเห็นว่านามรูปไม่เที่ยง
อันนี้ เราก็ตั้งหลักไว้ เพื่อจะเอาผลโยงมาหาเหตุ เมื่อเห็นอย่าง
นี้แล้ว เราจะดูอะไร เราก็ต้องดูนามรูป ใช่ไหมล่ะคะ เมื่อดู
นามรูปแล้ว ก็ต้องเข้าใจนามรูปเสียก่อน แล้วจึงจะดูได้
เมื่อเข้าใจนามรูปแล้ว วิธีดูจะดูอย่างไร ต้องทำกันเป็นลำดับไป

ถาม สติปัฏฐาน ๔ กับวิปัสสนาอันเดียวกัน ใช่หรือไม่

ตอบ สติปัฏฐานเป็นเหตุ วิปัสสนาเป็นผล

ถาม ในสติปัฏฐานจะต้องมีปัญญาด้วยใช่ไหม

ตอบ สติปัฏฐานเป็นเหตุค่ะ ถึงมีปัญญาก็ยังไม่เห็น
เวลาทำสติปัฏฐานใหม่ๆน่ะ ทำเพื่อเห็นใช่ไหม ? เพราะฉะนั้น
สติปัฏฐาน เป็นเหตุ วิปัสสนา เป็นผล วิปัสสนา
เป็นเหตุ ญาณ ความรู้สึกที่เกิดจากวิปัสสนาเป็นผล และ
ญาณ ความรู้สึกเป็นเหตุ วิสุทธิ เป็นผลจะต้องกำกับไว้
ไม่ใช่มีอันเดียว จะต้องมีพร้อมด้วยมรรค ๘ แม้แต่โพธิปักขิยธรรม
จะต้องเข้าประกอบด้วยในอันนั้น เพราะอะไร เราจะเห็นได้ว่า
โพธิปักขิยธรรมรวมไปในขณะที่ทำแล้ว จะต้องเกิดร่วมไป พอ
ถึงมรรคจิต โพธิปักขิยธรรมพร้อมสมบูรณ์ ๓๗ ประการใช่ไหม
ถ้าหากไม่มีตั้งแต่แรกแล้ว อยู่ดีๆพอถึงมรรคจิต โพธิปักขิยธรรม
จะเกิดพร้อมสมบูรณ์ไม่ได้ และต้องมีมรรค ๘ และการเจริญ
สติปัฏฐานนี่น่ะ โพธิปักขิยธรรม คือ มรรค ๘ นั่นน่ะ จะต้อง
รับรองตั้งแต่สติปัฏฐานไป พอถึงมรรค ๘ ต้องถึงเป็นพืดไป
ต้องเข้าหลายอย่างทีเดียว เราจะเอาอย่างเดียวไม่ได้

ถาม ถ้าผู้ปฏิบัติไม่ได้ศึกษา จะรู้ไหมว่า มีโพธิปักขิยธรรม
เข้าประกอบ

ตอบ ถ้าศึกษาก็อาจรู้ได้กระมังคะ แต่ว่าดิฉันไม่สอนนะคะ
เพราะว่าไม่จำเป็น อันนี้เป็นหลักปริยัติ ถ้าหากเวลาปฏิบัติ เอาปริยัติ
เข้ามาใช้ในอารมณ์ปฏิบัติมากนัก ก็ไม่ได้ปัจจุบันอารมณ์

ถาม การเจริญวิปัสสนา บางครั้งให้กำหนดนาม บางครั้ง
ให้กำนดรูป เพราะเหตุใด ?

ตอบ อารมณ์ใดที่จะยกเข้าสู่วิปัสสนา อารมณ์นั้นต้อง
เป็นที่อาศัยของ ตัณหา และ ทิฏฐิ เพราะ
วิปัสสนาจะต้องทำลายตัณหาและทิฏฐิใช่ไหม ตามมหา-
สติปัฏฐาน ท่านก็คงทราบแล้ว มหาสติปัฏฐานพอปฏิบัติไป
ท่านก็บอกอารมณ์ครั้งสุดท้าย ตัณหาและทิฏฐิต้องไม่อาศัยแล้ว
อารมณ์นั้นความรู้สึกนั้นไม่เป็นที่อาศัยของตัณหาและทิฏฐิแล้ว
แปลว่าบริสุทธิ์แล้ว เข้าถึงวิสุทธิแล้ว เพราะฉะนั้น ก็เป็นที่จำกัด
ความหมายแล้วว่า ถ้าอารมณ์ใดไม่เป็นที่อาศัยของตัณหาหรือทิฏฐิ
คือไม่เป็นปัจจัย อารมณ์นั้นไม่ควรยกขึ้นสู่วิปัสสนา เพราะวิปัสสนา
ไม่มีงานทำ งานของวิปัสสนาต้องละกิเลส เมื่อใดที่ไม่มีกิเลส
วิปัสสนาจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เช่นเวลาเห็น ต้องกำหนด นามเห็น
เพราะทิฏฐิอาศัยที่นามเห็น โดยสำคัญผิด คิดว่า เราเห็น
ไม่ควรกำหนดรูปที่เห็น

ถาม ที่ว่าควรยกอารมณ์นั้นขึ้นสู่วิปัสสนาน่ะ ไม่ควรอย่างไร
พูดให้ชัดแจ้งไปเลย

ตอบ ไม่ควร เพราะว่า วิปัสสนาเกิดไม่ได้

ถาม ก็ถ้าเช่นนั้น ก็บอกว่า ใช้ไม่ได้เสียไม่ดีกว่าหรือ ?

ตอบ แต่ว่าสมาธิเกิดได้

ถาม อ้อ ! ยังต้องการสมาธิอีกหรือ ?

ตอบ ใช่ค่ะ เช่นอย่างเราเพ่งกสิณ ซึ่งไม่เป็นที่อาศัย
ของตัณหาและทิฏฐิ เราไม่เคยรู้สึกเลยว่า อันนั้น เป็นตัวเรา
หรือเป็นของเรา ใช่ไหม อย่างดวงกสิณนะ ใครจะไปนึกว่า
ดวงกสิณน่ะ เป็นเรา ใครยึดบ้างไหม ไม่มี เพราะฉะนั้น ทำ
วิปัสสนาไม่ได้ แต่ว่าเป็นที่ตั้งของสมาธิได้

ถาม คือไม่ปฏิเสธอารมณ์นั้น แม้แต่อารมณ์นั้นไม่เป็น
ทีอาศัยของตัณหาและทิฏฐิ อารมณ์นั้นก็ไม่ปฏิเสธเสียโดยสิ้นเชิง

ตอบ ถูกแล้วค่ะ

ถาม สามารถจะให้เกิดสมาธิได้

ตอบ ใช่

ถาม ผู้ปฏิบัติที่กำหนดการเดินช้าๆ โดยพิจารณา ยก
หนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ก็เพื่อให้เห็นทุกข์ได้เร็ว ยิ่งเดินช้า
เท่าไร ทุกข์ก็จะเห็นได้เร็วได้ง่ายเท่านั้น ?

ตอบ จะเดินช้า เดินเร็วก็ตาม ทุกข์มันมีอยู่แล้วใน
อริยาบท เดินเร็วก็มีทุกข์นี่คะ

ถาม แต่ว่ามันเห็นช้า

ตอบ จะไปเห็นช้าได้ยังไง แต่ว่ามันเห็นของจริง ที่เห็นเร็ว
แต่ไม่ใช่ของจริงนะ ทำขึ้นมาให้มันเห็นทุกข์ต่างหากเล่า เราสร้าง
ขึ้นมานี่

ถาม ไม่ได้สร้าง มันเกิดขึ้นมาเอง

ตอบ เกิดเองอย่างไร ในเมื่อธรรมดา มันไม่ได้เดิน
อย่างนั้นนี่ เดินอย่างนั้นเพื่อจะให้เห็นว่ามันเป็นทุกข์
มันจะได้เดินลำบากหน่อยใช่ไหม ถ้าไม่เดินอย่างนั้นล่ะ
มันก็ไม่เห็นทุกข์ แต่ความจริงน่ะ จะเดินอย่างไร มันก็
เป็นทุกข์ มันจะต้องมีประจำของมันอยู่แล้ว มันต้อง
เดินต้องแก้ไขใช่ไหมล่ะคะ

จบ
(คัดลอกจาก "ปัญญาสาร" ฉบับที่ ๑๐ จากหน้า ๓๗-๔๖)



โดยคุณ : เด็กข้างวัด - 27/04/2001 10:31

20 :
ต่อไปนี้เป็น บางส่วน จาก
รายงานการประชุม
สัมมนาการปฏิบัติธรรม ครั้งที่ ๑
ของ
มูลนิธิ แนบ มหานีรานนท์
ณ สำนักวิปัสสนากรรมฐาน อ้อมน้อย
วันที่ ๒๐-๒๒ มีนาคม ๒๕๒๔
*******************************************
เกี่ยวกับเรื่อง การปฏิบัติวิปัสสนา
(ต่อจากปัญญาสาร ฉบับที่ ๙)

ข้อ ๑๑
ถาม การปฏิบัติวิปัสสนา กับ สิกขา ๓ เป็นอัน
เดียวกันหรือไม่ ? ขณะปฏิบัติวิปัสสนาอยู่นั้น อะไร
เป็นศีล ? อะไรเป็นสมาธิ ? อะไรเป็นปัญญา ?

ตอบ การปฏิบัติวิปัสสนากับสิกขา ๓ คือ ศีล สมาธิ
ปัญญา เป็นอันเดียวกัน เพราะขณะปฏิบัติวิปัสสนานั้น
เป็นการเจริญปัญญา เพื่อให้แจ้งพระนิพพาน เมื่อเป็นการ
เจริญปัญญาแล้ว ศีลและสมาธิ ก็ย่อมมีอยู่ด้วยในขณะ
เดียวกัน จะเห็นได้จากขณะรักษา ศีล ๕ ศีล ๘ อยู่เป็นต้น
ก็มีอยู่แต่ศีลกุศลอย่างเดียว หรือถ้าเป็นขณะเจริญสมาธิ
ให้จิตตั้งมั่นในอารมณ์ ก็มีทั้งศีลกุศล และสมาธิกุศล
เท่านั้น แต่ถ้าเป็นการเจริญปัญญา ก็ชื่อว่า มีทั้งศีล สมาธิ
ปัญญา เป็นไปในคราวเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ จึงว่า การปฏิบัติ
วิปัสสนากับสิกขา ๓ เป็นอันเดียวกัน

ส่วนที่ว่า ขณะปฏิบัติวิปัสสนาอยู่นั้น อะรเป็นศีล เป็นสมาธิ
เป็นปัญญานั้น ก็ในขณะปฏิบัติวิปัสสนาอยู่นั้น สังวรทั้ง ๕
ประการทำงานครบครัน โดยมีอินทรีย์สังวรเป็นปัจจัยอันสำคัญ
แก่ วิปัสสนา สังวร ๕ ประการนั้น คือ

ปาฏิโมกข์สังวร ได้แก่ พระภิษุก่อนเข้ากรรมฐานนั้น
จะต้องปลงอาบัติ เพื่อชำระความสงสัยในอาบัติต่างๆให้
บริสุทธิ์เสียก่อน สำหรับคฤหัสถ์นั้น มีศีล ๕ ศีล ๘ อยู่ ก็
สงเคราะห์ได้ว่า มีปาฏิโมกข์สังวรอยู่เหมือนกัน เพราะเป็น
การกระทำสัตว์ให้พ้นอบาย ตลอดจนเป็นปัจจัยให้พ้นจาก
วัฏฏทุกข์

สติสังวร ในขณะปฏิบัติอยู่นั้น มีสติสังวรอยู่ตลอด
เวลา ที่มีอารมณ์มากระทบอารมณ์ตามทวารต่างๆ โดยมิได้
ถือเอานิมิตหรืออนุพยัญชนะ เช่นเวลาเห็นรูป มีสติกำหนด
นามที่เห็นด้วยตา เวลาได้ยินก็กำหนดนามได้ยินที่หู เป็นต้น
การระลึกสู่อารมณ์เฉพาะหน้าที่มาปรากฏทางทวารทั้ง ๖
ด้วยสติสังวรนี้ จึงเรียกว่า อินทรีย์สังวร

วิริยสังวร คือ ขณะปฏิบัตินั้น ก็ยังคงความเพียรให้
สติสัมปชัญญะ กำหนดรู้อยู่แต่เฉพาะอารมณ์รูปนาม ที่
กำลังปรากฏอยู่เสมอๆ

ขันติสังวร ขณะปฏิบัติวิปัสสนานั้น ต้องอาศัยความ
อดทนต่อความร้อน หนาว และความยากลำบากจากที่เป็นอยู่

ญาณสังวร ขณะปฏิบัติวิปัสสนาอยู่นั้น มีรูปนามที่เป็น
ปัจจุบันอารมณ์ ย่อมไม่มีสัตว์ ไม่มีทรัพย์ ไม่มีหญิง-ชาย หรือ
เรื่องราวต่างๆทั้งหลายเป็นอารมณ์ ฉะนั้น ความยินดี ยินร้าย
ก็เกิดขึ้นไม่ได้ในเวลานั้น ยิ่งกายทุจริต วจีทุจริตด้วยแล้ว ก็เกิด
ขึ้นไม่ได้แน่นอน จึงเป็นการสังวรระวังไว้ด้วย ญาณ ปัญญา จึง
เรียกว่า ญาณสังวร

ฉะนั้น ศีล ในขณะปฏิบัติวิปัสสนานี้ จึงได้แก่ สังวรศีล

สำหรับ สมาธิ ที่เกิดขึ้นในขณะปฏิบัติ ขณะนั้นมีรูปนาม
เป็นอารมณ์ สมาธิก็ตั้งอยู่ในอารมณ์รูป-นามนั้นเป็นขณะๆไป
ซึ่งสมาธินั้น มีอยู่ด้วยกันหลายอย่าง คือ ขณิกสมาธิ ได้แก่
สมาธิที่ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ ชั่วขณะๆหนึ่งที่อารมณ์กำลังปรากฏอยู่
อุปจารสมาธิ เป็นสมาธิที่แนบแน่นกับอารมณ์ใกล้จะได้ฌาน
และ อัปปาสมาธิ ได้แก่ สมาธิที่แนบแน่นในอารมณ์ พร้อม
ข่มกิเลสนิวรณ์เป็นวิกขัมภนปหาน แต่สมาธิในขณะปฏิบัติวิปัสสนา
นี้หมายเอาสมาธิที่ให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ปัจจุบันของรูปนามชั่วหนึ่งๆ
เท่านั้น เรียกว่า ขณิกสมาธิ สามารถกำจัดนิวรณ์ ที่เกิดขึ้นมา
ในเวลานั้น

ปัญญาอยู่ตรงที่เห็นรูปนามตามความเป็นจริง ตลอดจนเห็นรูปนาม
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ในเวลานั้น

ฉะนั้น ในเวลาปฏิบัติวิปัสสนาอยู่ สิกขาทั้ง ๓ จึงเข้าร่วมพร้อมกัน
ได้ดังนี้

ข้อ๑๒
ถาม ไตรลักษณ์ คืออะไร ? จะปรากฏขึ้นได้ด้วยอุบายอย่างไร
และการเห็นไตรลักษณ์ด้วยวิปัสสนานั้น เห็นอย่างไร ?

ตอบ ไตรลักษณ์ เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา เพราะวิปัสสนา
ปรากฏเกิดขึ้นมา ก็เพื่อจะเห็นไตรลักษณ์ ได้แก่เห็นความไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ของรูปนาม หมายความว่า มีสติสัมปชัญญะ
เห็นความดับไปของรูป-นาม ที่ปรากฏให้เห็นในขณะดูอยู่นั่นเอง
เรียกว่าเห็นความไม่เที่ยง เห็นเป็นทุกข์ ก็คือเห็นว่า รูปนามนั้นถูก
บีบคั้นจนทนอยู่ได้ยาก เห็นเป็นอนัตตา เห็นว่ารูปนามเป็นของ
ว่างเปล่า ไม่มีเจ้าของบังคับบัญชาไม่ได้

ไตรลักษณ์จะปรากฏขึ้นได้ด้วยอุบายอย่างไร ?

อันที่จริง ไตรลักษณ์มีปรากฏอยู่เป็นประจำในรูป-นาม
แต่เราไม่เห็นไตรลักษณ์ เพราะมีธรรมที่เป็นเครื่องปิดบัง
คือ สันตติ ความสืบต่อของรูป-นาม ที่มีความ
เกิดดับอย่างรวดเร็วจนมองไม่เห็นช่วงขาด จึงเห็นรูปนาม
เป็นอันเดียวกัน เช่น ขณะที่เห็นรูป เป็นคน เป็นสัตว์ หรือ
ได้ยินเสียงเป็นเรื่องราวต่างๆ ได้ด้วยอำนาจสันตติ คือ
ความสืบต่อของรูปนามอย่างรวดเร็วนั่นเอง เมื่อเพียร
พิจารณานามรูปอยู่เสมอแล้ว จนปัญญาคมกล้า ก็จะเห็น
ความเกิดดับของรูปนามได้ เช่นนี้แหละ ก็จะเห็นความ
ไม่เที่ยง คือ เป็นอนิจจังของรูปนาม และจะเพิกความสืบ
ต่อของรูปนามเสียได้ เพราะด้วยเหตุที่ไม่ได้พิจารณา
รูปนามอยู่เสมอๆนั่นเอง จึงไม่อาจทำลายสันตติลงได้ ถ้า
มั่นพิจารณานามรูปอยู่เนืองๆแล้ว อนิจจังหรืออนิจจลักษณะ
ก็จะปรากฏ

อิริยาบถ เป็นเครื่องปิดบังไม่ให้เห็นทุกข์ เพราะเหตุที่
ไม่ได้มนสิการ อิริยาบถเก่าว่าถูกบีบคั้น ก็เปลี่ยนไปตาม
ความปราถนา อิริยาบถใหม่ จึงปิดบังทุกข์ และกลับจะ
เห็นว่า อิริยาบถใหม่ให้ความสุข เช่นขณะที่อยู่ในอาการนั่ง
นอน ยืน เดินอยู่นั้น อิริยาบถเก่า ย่อมแสดงทุกขเวทนาให้
ปรากฏได้ง่าย และเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถไป ทุกข์ในอิริยาบถเก่าจะ
หมดไป ทำให้ไม่เห็นทุกข์ในอิริยาบถใหม่ เหตุนี้จึงว่า อิริยาบถ
ปิดบังทุกข์ หมายถึงอิริยาบถใหม่ปิดบังนั่นเอง แต่ถ้าตาม
พิจารณาอิริยาบถ ให้ต่อเนื่องกันอยู่เสมอแล้ว ก็จะเห็นว่า เพราะ
ทุกข์บีบคั้นให้ต้องเปลี่ยนอิริยาบถใหม่ แม้อิริยาบทใหม่ที่ปรากฏ
ขึ้นนั้น ก็ย่อมเป็นที่ตั้งของทุกข์ต่อไป เมื่อตามพิจารณากำหนด
การแก้ทุกข์ในอิริยาบถเก่าเช่นนี้แล้ว ก็จะเพิกการปิดบังทุกข์ใหม่
เสียได้ เหตุนั้น จึงต้องทำลายเครื่องปิดบังทุกข์ ด้วยการตาม
พิจารณาอิริยาบถเนืองๆ ทุกข์ลักษณะก็จะปรากฏ

ฆนสัญญา คือความประชุมเป็นกลุ่มก้อนของรูปนาม
ชื่อว่า ฆนสัญญา ย่อมจะปิดบังไม่ให้เห็น อนัตตา ทำให้เห็นว่า
รูปนามเป็นอัตตา ตัวตนเป็นของเรา ที่เป็นเช่นนี้ เพราะไม่ได้
มนสิการถึงธาตุต่างๆมันแยกกันได้ ธาตุที่ประชุมกันนั้นก็มีอยู่
มากมาย ธาตุก็หมายถึงรูปธาตุ-นามธาตุนั่นเอง รูปก็มีหลายรูป
เช่น รูปนั่ง นอน ยืน เดิน นามก็มีหลายนาม เช่น นามเห็น นาม
ได้ยิน นามฟุ้ง นามง่วง นามกลุ้ม เป็นต้น เหล่านี้เป็นคนละรูป
คนละนาม ไม่ใช่อันเดียวกัน ฉะนั้น ถ้าพิจารณารูปนาม แต่ละรูป
แต่ละนาม เสมอแล้ว ปัญญาก็จะมีความกล้าแหลมคมขึ้น จน
เห็นว่า รูปนามที่กำลังปรากฏนี้ มีแต่รูป-นาม โดยไม่มีเราเข้าไป
อาศัยในรูปนามนั้นเลย ฆนสัญญาคือความประชุมกันเป็นกลุ่ม
ก้อนของรูปนามที่สำคัญ ว่าเป็นตัวตน เป็นเรา ก็จะถูกทำลาย
เพิกความเป็นเราเสียได้ เห็นแต่อาการเป็นไปของรูปนาม เป็น
อนัตตาปรากฏ

การเห็นไตรลักษณ์ด้วยวิปัสสนานั้น เห็นอย่างไร ? ต้องเห็น
ในขณะปฏิบัติวิปัสสนาอยู่นั้น เมื่อผู้ปฏิบัติทำเหตุมาถูกแล้ว
คือกำหนดรู้นามอะไร รูปอะไร ในขณะรับปัจจุบันอารมณ์นั้น
โดยกระจายฆนสัญญาออกได้แล้ว ก็พิจารณาแต่ละรูป แต่ละนาม
คือต้องเห็นในขณะรูปนาม แสดงการเกิดดับให้รู้อยู่ในขณะนั้น
เมื่อพิจารณาเรื่อยไปจนเห็นความดับของรูปนาม บอกให้รู้ความ
ไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ผู้ปฏิบัติเห็นแล้วก็จะเกิด
ความรู้สึกเบื่อหน่ายในสังขาร คือ รูปนามที่พิจารณาอยู่ขณะนั้น
ความเบื่อหน่ายในสังขารนี้แหละ จะเป็นทางแห่งความหมดจด
จากกิเลสและเป็นเหตุให้หลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์ได้ ในความรู้สึก
ของผู้เห็นไตรลักษณ์ด้วยวิปัสสนาดังนี้

(คัดลอกจาก "ปัญญาสาร ฉบับที่ ๑๐" หน้า ๔๗-๕๕)

ด้วยสาระเพื่อความเข้าใจอารมณ์ในวิปัสสนากรรมฐาน
ยังมีต่ออีกครับ..................................................

ขออนุญาตคัดลอกต่อครับ

ข้อ๑๓
ถาม การรู้รูปนามมีกี่ขั้นตอน แต่ละขั้นตอนแตกต่าง
กันอย่างไร ? อาจารย์ผู้สอบอารมณ์ จะทราบได้อย่างไรว่า
ผู้ปฏิบัติรู้รูปนามขั้นไหน ?

ตอบ การรูรูปนามมีกี่ขั้นตอนอย่างไร ไม่ปรากฏในพระไตรปิฎก
หรืออรรถกถา ฎีกา แต่อย่างใด แต่เป็นการสงเคราะห์ธรรมตามความรู้
ความเข้าใจ ที่ได้ประสบมาของท่านอาจารย์แนบ มหานีรานนท์ เพื่อ
ประโยชน์แก่อาจารย์ผู้สอบอารมณ์ จะได้วินิจฉัยในผู้ปฏิบัติได้ว่า มีความ
เข้าใจรูปนามขั้นไหน ท่านกำหนดรู้รูปนามไว้เป็น ๓ ขั้นตอน คือ

ขั้นปริยัติ หมายถึง การรู้รูปนาม ด้วยการเรียนรู้ชื่อ เพื่อทำความ
เข้าใจในสภาพธรรม ที่เรียกว่า รูป-นาม ไว้ก่อน

ขั้นปฏิบัติ เมื่อเรียนรู้ทำความเข้าใจแล้ว ว่าอะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม
และรูปนามมีปรากฏอยู่ที่ไหน ก็ลงมือกำหนดนามอะไร ? รูปอะไร ? ที่
กำลังปรากฏในขณะนั้นด้วย สติสัมปชัญญะ เมื่อกำหนดถูกรูป-นามที่
กำลังปรากฏอยู่ ก็ชื่อว่า เป็นผู้รู้นามรูป ขั้นปฏิบัติ

ขั้นปฏิเวธ หมายถึง ญาณปัญญาที่รู้รูปนามที่กำลังปรากฏ
เฉพาะหน้า โดยไม่ต้องตามกำหนดอารมณ์ที่กำลังปรากฏนั้น จะ
ประกาศให้สติสัมปชัญญะรู้ว่า เป็นรูปอะไร เป็นนามอะไร ขึ้นมาใน
ฉับพลันทันที นับว่า ประสบผลเนื่องมาจากการเรียนรู้ปริยัติ และนำ
มาทำงานด้วยการปฏิบัติแล้ว จึงจะสำเร็จความรู้ขั้นปฏิเวธได้

ส่วนอาจารย์ผู้สอบอารมณ์ จะทราบได้อย่างไรว่า ผู้ปฏิบัติรูปนาม
ขั้นไหนนั้น อาจารย์ผู้สอบอารมณ์จะต้องเคยประสบเหตุการณ์จาก
การปฏิบัติมาแล้วด้วยตนเอง เมื่อได้สอบถามความเข้าใจผู้ปฏิบัติว่า
เข้าใจรูปนาม และการกำหนดอารมณ์ได้ถูกต้องหรือไม่ ถ้ายังไม่เข้า
ใจรูปนามตามปริยัติ ก็สอนเขาให้ถูก ถ้าไม่เข้าใจรูปนามขั้นปฏิบัติ ก็
แนะวิธีกำหนดอารมณ์ที่ถูกต้องให้ อาจารย์ผู้สอบอารมณ์ไม่รู้
อัทธยาศัยและไม่รู้ซึ้งจิตใจของผู้ปฏิบัติ เมื่อยังเข้าใจไม่ถูก ปฏิบัติยัง
ไม่ถูก ก็แนะนำให้ทำให้ถูกเท่านั้น ส่วนจะได้ผลแค่ไหน เพียงใด
นั้น อยู่ที่ผู้ปฏิบัติเอง ฉะนั้น อาจารย์ผู้สอบอารมณ์จะรู้ว่า ผู้ปฏิบัติ
มีความรู้แค่ไหน เมื่อได้รับฟังคำตอบก็จะรู้ ผู้ปฏิบัติเข้าใจรูปนามขั้นไหน
แต่ทั้งนี้อาจารย์ผู้สอบอารมณ์ จะต้องเคยประสบผลจากการปฏิบัติ
มาด้วยตนเองแล้วนั่นแหละ จึงจะสอบอารมณ์และแนะนำผู้ปฏิบัติได้

ข้อ ๑๔
ถาม การปฏิบัติวิปัสสนา โดยกำหนดนามรูปตามอิริยาบถ
เป็นไปเพื่อการกำจัดอภิชฌา และโทมนัสอย่างไร ? เวลาไหน ?

ตอบ การปฏิบัติวิปัสสนา โดยกำหนดนามรูปตามอิริยาบถ
เป็นไปเพื่อกำจัดอภิชฌาและโทมนัสนั้น เพราะขณะปฏิบัติวิปัสสนา
นั้น มีสติสัมปชัญญะ กำหนดรู้รูปนามตามอิริยาบถที่กำลังปรากฏ
อยู่ขณะปัจจุบันนั้น ขณะที่รูปนามกำลังปรากฏเป็นอารมณ์กรรมฐาน
มีสติสัมปชัญญะเป็นตัววิปัสสนานั้น อวิชชาก็จะปรากฏขึ้นไม่ได้
เมื่ออวิชชาไม่ปรากฏ อภิชฌาและโทมนัส ซึ่งต้องอาศัยปัจจัยจาก
อวิชชาก็ปรากฏขึ้นไม่ได้ด้วย อภิชฌาและโทมนัสจะเกิดขึ้นไม่ได้
ตลอดเวลาที่มีโยนิโสมนสิการอยู่ในรูปนามตามอิริยาบถนั้น ถ้า
ปฏิบัติขาดโยนิโสมนสิการแล้ว อิริยาบถเก่า ย่อมเป็นที่ตั้งของ
โทมนัส ส่วนอิริยาบถใหม่ย่อมเป็นที่ตั้งของอภิชฌา แต่เมื่อมี
โยนิโสมนสิการในนามรูปตามอิริยาบถ ที่กำลังปรากฏอยู่แล้ว
ย่อมกำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ตลอดเวลา

ถาม ปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์ปัจจุบัน (แนวปฏิบัติ)
"ปัจจุบัน" หมายถึงอะไร ? มีกี่อย่าง ได้แก่อะไรบ้าง ?

ตอบ คำว่า "ปัจจุบัน" มีที่ใช้หลายความหมายด้วยกัน
เช่น ปัจจุบันอัทธา ปัจจุบันสมัย ปัจจุบันสันตติ และปัจจุบันขณะ
ในปัญหานี้เกี่ยวกับการปฏิบัติ มุ่งหมายเอาปัจจุบัน ๒ ประการ คือ

ปัจจุบันธรรม หมายถึงสภาวธรรม คือ นามรูป ที่กำลังมีอยู่
ในขณะนั้น ใครจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม นามธรรม รูปธรรมก็กำลังปรากฏ
อยู่ตามธรรมดา และมีอยู่ตลอดเวลา

ปัจจุบันอารมณ์ หมายถึง นามรูปที่กำลังปรากฏอยู่นั้นเป็น
อารมณ์ให้แก่จิต คือเอาปัจจุบันธรรมนั้น มาเป็นอารมณ์แก่
สติสัมปชัญญะนั่นเอง

ถาม จำเป็นอย่างไร ที่การปฏิบัติวิปัสสนาต้องใช้นามรูป
ที่เป็นอารมณ์ปัจจุบัน ? และในเวลาเดียวกัน อารมณ์ปัจจุบัน
ก็มีได้หลายอารมณ์ เช่น ในเวลาที่นั่งอยู่ ก็มีทั้งเห็น การได้ยิน เป็นต้น
เป็นอารมณ์ปัจจุบันที่กำหนดได้ทั้งนั้น จะต้องกำหนดอารมณ์ปัจจุบัน
อันไหน ? เพราะเหตุใด ?

ตอบ จำเป็นอย่างยิ่งที่การปฏิบัติวิปัสสนานั้น ต้องใช้นามรูป
ที่เป็นอารมณ์ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันอารมณ์นั้น ย่อมจะประกาศ
ความจริงให้พิสูจน์ได้ ถ้าเป็นอดีตที่ผ่านไปแล้ว หรืออนาคตที่ยัง
มาไม่ถึง ย่อมจะเป็นการนึกคิดเอา และจะไม่ได้ความจริงจาก
อารมณ์นั้น

อนึ่ง อารมณ์ปัจจุบันนั้น อาจเป็นปัจจัยแก่กิเลสได้ ถ้าขาดสติสัมปชัญญะ
แต่ถ้ามีสติสัมปชัญญะกำหนดรู้อารมณ์ปัจจุบันนั้น ก็จะเป็นปัจจัย
แก่ปัญญา ให้รู้ว่า อารมณ์นั้นเป็นรูปอะไร ? เป็นนามอะไร ?

ส่วนอารมณ์ปัจจุบัน ที่มีได้หลายอารมณ์ในเวลาเดียวกัน จะต้อง
กำหนดอารมณ์ปัจจุบันอันไหน ?

ข้อนี้สำหรับผู้ฝึกหัดกำหนดอารมณ์ใหม่ๆ จะถือปฏิบัติในการเจริญ
สติปัฏฐานข้อใด ก็ควรตั้งหลักเอาอารมณ์นั้นเป็นประธาน เช่น
ผู้ปฏิบัติเจริญสติปัฏฐานในการพิจารณาอิริยาบถ ก็คงถือเอาการ
พิจารณาอิริยาบถเป็นหลัก แม้จะมีอารมณ์อย่างอื่นจรมาจนปรากฏ
ชัด ยังไม่ควรใส่ใจในอารมณ์นั้น จะเป็นปัจจัยให้กิเลสเกิด ควร
กำหนดอยู่ในอิริยาบถให้ต่อเนื่องกันไป จนเข้าใจนามรูปจากอิริยาบถ
ดีแล้ว สติสัมปชัญญะก็จะมีกำลังกล้าแข็งขึ้น จนรู้ทันปัจจุบันอารมณ์
ต่อจากนั้น อารมณ์อะไรปรากฏขึ้นทางทวารใด อารมณ์ปัจจุบันนั้น ก็จะ
ประกาศให้สติสัมปชัญญะเข้าไปรับรู้เอง โดยมิต้องอาศัยกำหนด

ฉะนั้น จึงสรุปปัญหาข้อนี้ได้ว่า ถ้าสติสัมปชัญญะยังอ่อนอยู่ ต้อง
อาศัยอารมณ์หลักอย่างใดอย่างหนึ่งในอารมณ์ของสติปัฏฐาน ที่
เหมาะสมกับจริตของตน เมื่อกำหนดอารมณ์นั้นจนมีความชำนาญ
อ่านรูปนามได้คล่องแคล่วดีแล้ว แม้รูปนามจะปรากฏตามทวารใด
ก็รับรู้อารมณ์นั้นได้ทันปัจจุบันอารมณ์ ทุกอารมณ์ไปไม่ติดขัดเลย

(มีต่อฉบับหน้า)...จบ

วรรณสิทธิ ไวทยะเสวี
ประธานกรรมการมูลนิธิ แนบ มหานีรานนท์
ผู้สรุปผลการประชุม
(คัดลอกจาก "ปัญญาสาร ฉบับที่ ๑๐" หน้า ๕๕-๖๒)

โดยคุณ : เด็กข้างวัด - 27/04/2001 10:34

21 :
ต้องขออภัย มีการพิมพ์ตัวสะกดผิดพลาด
และตกหล่นไปบางคำ...นี้เป็นความบกพร่อง
ของผมนะครับ.... ไม่ใช่ผู้บันทึกรายงาน
ประขุม....เกิดจากสติของผมที่ขาดไปครับ

โดยคุณ : เด็กข้างวัด - 27/04/2001 10:47

22 :
สาธุค่ะ
ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ คุณคนข้างวัด
อ่านแล้ว ปิติมั่นใจค่ะ ว่ามาไม่ผิดแนวแล้ว
เหลือแต่วิริยะความเพียร และความตั้งใจในการปฏิบัติต่อไปเท่านั้นค่ะ

อ้อ หนูนาลืมตอบคำถามคุณ deedi เรื่องนิตยสาร "สมาธิ"ค่ะ
หนังสือเล่มนี้เลิกพิมพ์ไปหลายปีแล้วค่ะ
ยังเสียดายอยู่เลยค่ะ แต่ก็ได้พิจารณาเรื่อง อนิจจัง นะคะ : )

หนูนาจะติดต่อขอหนังสือปัญญาสาร ไปที่มูลนิธิที่คุณคนข้างวัด
กรุณาแจ้งให้ทราบต่อไปค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ

เจริญในธรรมค่ะ

โดยคุณ : หนูนา - 27/04/2001 11:35

23 :
ขออนุโมทนากับคุณหนูนาด้วยนะคะ :) ที่เล่าประสบการณ์
การค้นคว้าหาทางตรงในการปฏิบัติเพิ่มเติมมาให้ได้ไว้ฟัง
ไว้พิจารณากัน

ด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงกล่าวกันว่า สังสารวัฏนี้น่ากลัวนักหนา
กว่าแต่ละชีวิต ขนาดมาโอกาสเกิดมาในเมืองพุทธ
เข้ามาสนใจพระพุทธศาสนาแล้วก็ตาม โอกาสที่จะเจอทางอ้อม
ทางแยกต่างๆ เจออุปสรรคขวากหนามขวางเอาไว้ ฯลฯ
มีมากมายจริงๆ ซึ่งบางคนก็โชคดีผ่านอุปสรรคเหล่านั้น
มาได้พ้นจนพบทางอันเป็นสัมมาทิฏฐิ
บางคนก็ติดอยู่ตามตรอกซอกซอยที่เป็นมิจฉาทิฏฐิบ้าง
ยังไม่ตรงทางบ้าง ไม่แน่ใจว่าไหนใช่ไหนไม่ใช่บ้าง
ฯลฯ สารพัดสารพัน

สาธุ สาธุ สาธุ :) ขอบพระคุณในข้อธรรมต่างๆ
ที่กรุณานำมาแสดงค่ะคุณเด็กข้างวัด
ดิฉันเพิ่งได้ฟังเทปของพระธรรมปิฎกเรื่องความสำคัญ
ของพระไตรปิฎก ดีมากๆ เลย ถ้ามีโอกาสจะ
พยายามย่อเทปม้วนนี้มาให้ไว้ได้อ่านกันทั่วๆ นะคะ

สิ่งที่เราทั้งหลายคุยกันเงียบๆ ในที่นี้ การตั้งคำถาม
ช่วยกันไต่สวนเนื้อธรรมและแนวทางต่างๆ
การนำหลักการ หลักธรรมต่างๆ ที่ครูบาอาจารย์สอน
สืบทอดมาจากพระธรรมวินัย (พระไตรปิฎกทั้ง ๓)
เหล่านี้...คงจะได้เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจทั้งหลาย
ที่จะผ่านเข้ามาอ่านกระทู้เหล่านี้ในอนาคต
ให้ได้ใช้ปัญญา อ่านและใคร่ครวญ พินิจพิจารณา
เพื่อประโยชน์ต่อความเข้าใจในแนวทางและ
หลักธรรมแก่นธรรมอันเป็นสัมมาทิฏฐิ
และแนวทางในการปฏิบัติ
ต่อๆ ไปด้วย :)

คุณหนูนาลองเรียนทางไปรษณีย์ดูก่อนมั้ยคะ :)
ดีดิให้รายละเอียดไว้ในนี้ละกัน เผื่อๆ ไว้นะคะ

-สมัครเรียนได้ที่นี่-
มูลนิธิเผยแผ่พระสัทธรรม
ตู้ ปณ. ๒๘
ปณฝ. หน้าพระลาน
กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๒
(แจ้งชื่อที่อยู่โดยละเอียดไปด้วยค่ะ)

หรือหากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม
ก็ตามนี้นะคะ
มูลนิธิเผยแผ่พระสัทธรรม
๕/๑๐๘-๙ ซอยอุดมทรัพย์ ถนนบรมราชชนนี
แขวงอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกน้อย
กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐
โทรศัพท์ ๘๘๔-๕๐๙๑-๒
โทรสาร ๘๘๔-๕๐๙๐

สามารถเรียนทางไปรษณีย์ และทางมูลนิธิฯ ยังมี
จัดบรรยายพิเศษทุกวันเสาร์ ณ สำนักงานมูลนิธิฯ
เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถซักถามข้อข้องใจ
เกี่ยวกับพระอภิธรรม (มีคนเคยบอกดีดิว่า
ที่นี่บรรยายดีมากค่ะ- แต่ก็ไม่เคยไปฟังเองนะคะ
แค่ฟังเค้าบอกมาอีกที)

ขออนุญาตลอก
'ประโยชน์ที่จะได้รับจากการศึกษาพระอภิธรรม'
ที่เขียนไว้ในแผ่นพับนี้ มาฝากกันตรงนี้ด้วยค่ะ

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการศึกษาพระอภิธรรม
- จะทราบว่าหลักธรรมคำสอนที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนาคืออะไร
และหัวใจของพระพุทธศาสนาอยู่ที่ไหน
- จะทำให้เข้าใจธรรมชาติของร่างกายและจิตใจ ที่รวมกันเป็นชีวิต
หรือ ขันธ์๕ อันประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
ว่าแท้จริงแล้วเป็นแค่เพียงสภาวะปรากฏขึ้นตามเหตุตามปัจจัย
ที่ปรุงแต่งขึ้นมาเท่านั้น มิใช่เป็นสัตว์ มิใช่เป็นบุคคล
มิใช่เป็นเรา มิใช่เป็นเขา ตามที่หลงผิดกัน
- จะมีความเข้าใจเรื่องของบัญญัติธรรมและปรมัตถธรรม
อย่างชัดเจน
- จะตัดสินได้ด้วยตนเองว่าอะไรเป็น 'บุญ' อะไรเป็น 'บาป'
- จะมีความเข้าใจในเรื่องของการทำบุญมากขึ้น รู้ว่าจะต้อง
ทำบุญอย่างไรจึงจะได้รับอานิสงส์สูงสุด
- จะทราบว่า บุญ-บาป ที่ทำไปแล้ว กลับมาส่งผลได้อย่างไร
ทำไมคนเราจึงเกิดมาแตกต่างกัน
- จะทราบว่าตายแล้วไปไหน ขาติหน้ามีจริงหรือไม่
นรก สวรรค์ อยู่ที่ไหน
- จะเข้าใจเรื่องกรรมและผลของกรรม (วิบาก) เป็นอย่างดี
- จะเข้าใจเรื่องการทำสมาธิและการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
ที่ถูกต้อง
- จะเข้าใจเรื่อง มรรค ผล นิพพาน อย่างถ่องแท้
- จะได้รับความรู้ในสาระอื่นๆ อันเป็นประโยชน์ในการ
ดำเนินชีวิตอีกมากมาย ฯลฯ

เจริญในธรรม

:)

โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi_deedi@email.com - 27/04/2001 17:50

24 :
อยากทราบเรื่องเกี่ยวกับปัญหาในการศึกษาพระอภิธรรมว่าทำไมมีคนสนใจเรียนน้อยมากทั้งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง
ขอบคุณ

โดยคุณ : ดอกพยอม เชียงใหม่ - อีเมล์ dokpayom@sanook.com - 09/07/2003 21:23

25 :
ข้อกล่าวว่าพระอภิธรรมไมใช่พุทธพจน์แท้ มีเหตุผลอย่างมาอย่างไร

โดยคุณ : จริง - 08/09/2004 17:41

26 :
สาธุกับทั้งคุณดอกพยอมและคุณจริง :)
สำหรับคำถามที่ดีทั้ง ๒ คำถามและยังเป็นคำถามที่เกี่ยวโยงกันพอดี :)

คนสนใจเรียนน้อย
เพราะเพิ่งจะมาศึกษากันจริงจังในยุคนี้เพียงประมาณสัก ๔๐-๕๐ ปี
บวกลบไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้มาก

ที่จริง ทุกวันนี้ คนสนใจศึกษาพระอภิธรรมมีจำนวนมากขึ้น
เรียกว่าเป็นขาขึ้น ก็คงจะพอว่าได้นะคะ :)
เพียงแต่ก็ยังดูน้อยมากอยู่ดี ในแดนที่เรียกได้ว่า
เป็น 'เมืองพุทธ' เช่นประเทศไทยเราขณะนี้ :)

ที่มีผู้กล่าวว่าพระอภิธรรมไม่ใช่พุทธพจน์แท้นั้น
เหตุใหญ่คงเนื่องจากประวัติความเป็นมาของพระอภิธรรม
ที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก

ในประวัติแสดงไว้ (ในพระอภิธรรมเล่มแรก)
ว่าพระพุทธองค์ทรงเสด็จขึ้นไปแสดงพระอภิธรรม
เพื่อโปรดพระพุทธมารดา
พลอยให้เทวดา พรหม จำนวนมาก
ได้รับอานิสงส์ คือ ได้ยินได้ฟังไปด้วย

แต่ที่จริงแล้ว
ไม่ใช่ครั้งนั้นเพียงครั้งเดียวที่ทรงแสดงพระอภิธรรม
และก็ไม่ใช่ที่สวรรค์ที่เดียวที่ทรงแสดงพระอภิธรรม

อย่างที่มีข้อมูลว่าทรงแสดงให้พระสารีบุตรฟังด้วย
และพระสารีบุตรก็นำไปแสดงให้เหล่าศิษย์ฟังต่อ

นอกไปจากนั้น
พระพุทธองค์ ยังทรงแสดงพระอภิธรรมอยู่เสมอในโลกมนุษย์
โดยทรงแสดงตามแต่เหมาะสมแก่ผู้ฟัง
เพื่อประโยชน์ในการเจริญในธรรมหรือการบรรลุธรรม
ของผู้ฟังคนนั้นๆ หรือกลุ่มนั้นๆ ที่ฟังอยู่ เป็นหลัก
(ผู้ฟังบางคนบางกลุ่ม
ก็มีอัธยาศัยชอบฟังแบบพระสูตร- คือเป็นเรื่องๆ
มีกล่าวอ้างชื่อ-กาลเวลา-สถานที่-เหตุการณ์ อันล้วน
เป็นสมมุติบัญญัติหรือสมมุติสัจจะ
ส่วนผู้ฟังบางคน ก็คงมีอัธยาศัยชอบฟังแบบพระอภิธรรม
คือ เป็นเนื้อหาวิชาการล้วนๆ กล่าวโดยสภาวะ
ไม่อ้างอิงเอาชื่อสัตว์ บุคคล ตัวตน สถานที่ เวลา เรื่องราว ใดๆ)

ดังนั้น
เนื่องจากตัวพระไตรปิฎกส่วนที่เป็นพระอภิธรรมนี้
จะกล่าวอย่างชนิดวิชาการล้วนๆ
ก็ทำให้ไม่มีอ้างว่าทรงกล่าวเรื่องนั้นเรื่องนี้เมื่อไหร่ที่ไหนกับใคร
เป็นแต่พระอรหันต์ทั้ง ๕๐๐ รูปที่ประดิษฐานพระไตรปิฎก
ได้นำเนื้อความอันเป็นวิชาการล้วนๆ ที่ได้รับการสั่งสอน
ได้รับการถ่ายทอดมาจากพระพุทธองค์
มารวบรวมไว้ เป็นหนึ่งปิฎก ที่เรียกกันว่า พระอภิธรรม นี้เอง :)

ผู้ไม่เข้าใจหรือไม่ทราบ
จึงนึกกันว่าพระอภิธรรมไม่ใช่พระพุทธพจน์
เพราะไม่อ้างไว้ว่าใครพูดที่ไหนเมื่อไหร่

มีแต่การนำมาจัดเรียง อรรถาธิบาย อย่างเป็นระบบระเบียบ

แต่คำในพระอภิธรรมนั้น
หากศึกษาและปฏิบัติ (สติปัฏฐานสี่/วิปัสสนากรรมฐาน)
ไปพร้อมๆ กัน
ก็จะรู้จริงเห็นจริงด้วยตัวเอง
ถึงความเป็น 'จริงแท้' ของสภาพธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง
ที่ปรากฏอยู่ในพระอภิธรรม :)

ยิ่งเอาตัวลงมาพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติ
ควบคู่กับการศึกษาไปด้วย
ก็จะยิ่งทึ่ง และจะยิ่งแน่ใจ ว่าไม่มีใครเป็นอันขาด
นอกไปเสียจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่จะสามารถแสดงธรรมอันลึกซึ้งได้ขนาดนี้
ไม่มีใครอื่นอีกเลย
ที่จะสามารถแสดงความรู้อันสว่างกระจ่างแจ้ง
ลึกซึ้งชนิดยิ่งพิสูจน์ยิ่งอึ้ง :)
ยิ่งพิสูจน์ด้วยตนเองมากขึ้นเท่าไหร่
ยิ่งเถียงพระพุทธองค์ไม่ขึ้นเลย :)
แถมพระอภิธรรม ยังแสดงไว้รอบด้าน
ครอบคลุมธรรม (ธรรมชาติ) ทั้งปวง

ถ้าไม่ใช่ของแท้
ถ้าธรรมะของพระพุทธองค์ (พระไตรปิฎก อันหมายรวม
เอาพระอภิธรรมปิฎกด้วย ไม่งั้นคงไม่เรียกว่า ไตร
ซึ่งแปลว่า ๓ - คงเรียกแค่ ๒ แทน มาตั้งแต่ต้นแล้ว)
ไม่แน่จริง ไม่ใช่ของจริง
ก็คงไม่ทนทานต่อการพิสูจน์มาจนทุกวันนี้ :)

พระอภิธรรมนั้น มีประโยชน์มหาศาล
พระอภิธรรม ก็คือ การปฏิบัติธรรมนั่นเอง
เพราะถ้าหากผู้ใดทั้งปฏิบัติและศึกษาพระอภิธรรมคู่กันไป
ก็จะสามารถประสบพบผลอันน่าปีติยินดียิ่ง :)
ว่า ขณะฟังคำบรรยายพระอภิธรรม ก็คือ การปฏิบัติธรรมไปด้วย
และในขณะที่กำลังปฏิบัติธรรม
ก็คือ การกำลังเห็นสภาพธรรม (สภาพธรรมชาติ)
ที่แท้จริง เหมือนดั่งที่ได้ยินได้ฟังได้ศึกษามา จริงแท้ :)

พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติ
พระไตรปิฎก -- มีไว้ก็เพื่อเป็นหลักให้ศึกษา
เมื่อศึกษาได้หลักดีพอแล้ว จะได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง
ไม่หลงทิศ ไม่ผิดทาง :)
ไม่กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไป
พระอภิธรรมก็เป็นหนึ่งในสามหลักนี้ :)
ใครได้ศึกษาและปฏิบัติ ได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง
ก็ย่อมจะเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง :)
อย่างที่คุณดอกพยอมกล่าวไว้แล้ว :)

สรุปว่า
พระอภิธรรม เป็นพระพุทธพจน์แท้แน่ๆ :)
และพระอภิธรรม มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อชีวิต
ทำให้บุคคลสามารถเข้าใจกลไกของชีวิต
เข้าใจกลไกของธรรมชาติ
เข้าใจในสภาพธรรมชาติทั้งปวงตามความเป็นจริง
อันเป็นสิ่งสำคัญมากในการออกจากทุกข์
สมควรที่ผู้อยากออกจากทุกข์
(คือ พ้นจากการเกิดแก่เจ็บตาย การพลัดพรากทั้งปวง)
จะลองลงมือศึกษาเป็นแนวทาง
แล้วก็ต้องพึงลงมือปฏิบัติฝึกฝนตน
คือเจริญสติ
เจริญสติปัฏฐานสี่
เจริญวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐานสี่
เพราะการปฏิบัติ -- เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้
ถ้าเพียงแค่ศึกษาตำราท่าว่ายน้ำอย่างเดียว
แต่ไม่กระโจนลงสระเพื่อฝึกจริง
ไฉนจะสามารถว่ายน้ำได้

ฉันใด
พระอภิธรรมและพระไตรปิฎกทั้งหมดทั้งสามปิฎกนี้
ถ้าศึกษาอย่างเดียวแต่ไม่ลงมือทำ
พระพุทธองค์ก็เปรียบว่าบุคคลนั้นเหมือนเป็น 'ใบลานเปล่า'
เพราะที่มีจารึกสืบทอดสั่งสอนกันมา
ไม่ว่าจะด้วยวาจาหรือตัวอักษร
ก็เพื่อจะให้ได้สามารถ
ลงมือปฏิบัติจริงอย่างถูกต้องตรงทาง
เท่านั้นเอง :)
และก็จะได้ช่วยกันสืบทอด ส่งต่อกันไปยังลูกหลาน
บุคคลรุ่นต่อๆ ไป
จะได้มาเข้าสู่ทางตรงแห่งการพ้นทุกข์ด้วยกัน
ยิ่งๆ ทุกๆ คน ทุกๆ ชีวิต ทุกรูปทุกนาม

เจริญในธรรม

:)

โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi@keromail.com; deedi_deedi@email.com - 08/09/2004 19:49

27 :

เรื่องการต่างๆที่ไม่มีวันจบสิ้น ? เพราะว่าเช่นไรกัน ? เช่นว่าน้ำลายอาจจะมีพิษแต่ว่าร้ายแรงกว่านั้นมากคือว่า ? รายละเอียดยิบย่อย ? ต่างๆนานานับประการ ? เช่นว่า กึ่งอนัตตาจะอยู่อย่างไร ? ถ้าไม่มีหนังสือร่ำเรียนกันต่างหากล่ะ ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 18:23

28 :

รายการต่างๆเช่น เรื่อง คน สัตว์ หรือ สิ่งของ ก็อาจจะเป็นเบาะแสให้ไปสู่ แดน สันติสุข หรือ ดินแดนอนัตตาได้นะว่ากันไป ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 18:26

29 :

เรื่องเชลยบาปใครต่างไปจากนี้ ใครว่าไม่ผิดยกมือขึ้นมา ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 18:27

30 :

เรื่องอื่นๆที่กล่าวมาคนนั้นอาจจะว่าไม่มีวันเวลา ? ดูแลให้ได้เท่ากับว่าจะต้องทำไปโดยปัจจุบันทันด่วน ? หากแต่ว่าชอบวุ่นวายกันเองเช่นผูกระบบต่างๆก็มากมายนา ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 18:28

31 :

เรื่องเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆนานาเนื่องมาจากพวกจับตัวประกันหายไป ? ภูมินิมิต หรือเปล่า ? อาจใช่แต่ว่าก็ไม่ค่อยแน่ใจพวกคนชราว่าคิดเช่นไรกันแน่ ? ปกป้องบ้านเมืองมานานกาเลแล้วนะ ? รากหญ้าหรือเปล่ากันแน่หรือ ?
ต่อช่วงกันไปได้เรื่อยๆเลย ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 18:31

32 :

คือถ้าหากว่าเก็บทรัพย์สมบัติแล้วคือว่าจะแต่งกันเช่นว่าเจียรไนยต่างๆก็น่าจะเป็นเรื่อง ของบรรดาญาติๆกันดาน หรือเปล่า ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 18:33

33 :

คือเรื่องที่ขัดแย้งกันจริงๆมันมองมาทางบ้านนี้นะ ? ว่ามีพวกมากมายเท่าไรกัน ? แล้วมันก็รวมๆแยกๆอย่างที่เข้าใจกันล่ะ ? ปวดหัวเวียนเกล้ากันจริงๆนะ ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 18:34

34 :

อย่างนั้นถ้ามีเรื่องยากเย็นเช่นคนนั้นแล้ว ? เรื่องเจ็บป่วยอาจจะตามมา แต่ว่าวิทยาศาสตร์อาจจะต้องใช้วันเวลา ยืดเยื้อนานนับเป็นสหัสวรรษ ? เนื่องจากมันผิดแต่ยุคแรกๆใครจะไปยอมกันล่ะ ? เช่นรถราต่างๆมันมองไม่ทันนะ ? แล้วจะให้สร้างสิ่งใดใด มันเจ็บใจกันได้นา ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 18:36

35 :

ทรัพย์สมบัติมีมากมายอย่างชมภูทวีปจะให้ใช้อย่างไรหมดล่ะ ? ไม่ช่วยกันบ้างหรือ ? เช่น ? ภาษีอากร ? อย่างไร ? คือแตกต่างกันสีมันบอกว่าอย่างไรกันแน่ ? มองไม่ค่อยชัดเจนก็หาว่า ไม่เชื่อใจกัน ? มิติพิศวงต่างๆนานา ? ต้องมั่นใจสิว่าจะให้ไปอย่างไรกันได้นา ? โรคภัยไข้เจ็บ ? วิสัยของมนุษย์ที่มี เงินมีทองมากมายนะ ? ปรกติกันหรือเปล่า ? ไม่ปรกติมั๊งจ๊ะ ? พอก่อนนะ ? ใครๆต่างๆนานา อายุรุ่นราวคราวเดียวกันจะพอเข้าใจ ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 18:39

36 :

ชีวะวิทยาการต่างๆนานา จะให้ช่วยอะไรก็บอก ศรีสยาม ต่างๆนานา ไม่มีชื่อใดใด ? ก็ไม่เข้าใจกันหรือเปล่า ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 18:42

37 :

คือว่าคนเรามันจะอ้วนไปได้อย่างไร ? ของใครใครก็ห่วงกันทั้งนั้นล่ะ ? เช่น รากหญ้าผูกกันมานานกาเล แล้วก็ มาผูกต่อๆมาแล้วก็ทำให้เปลี่ยนอารมณ์เปลี่ยนทิศทางกันไปได้ น่ากลัวมากนา ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 18:44

38 :

รู้จักกันสีสวยต่างๆนานา ? อื่นๆที่ไม่เข้าใจกันก็หาว่าแย่งอาชีพกัน ? เค้าคนไหนก็ไม่ทราบว่า จะให้พูดคุยกันคือว่า ? ดูๆกันเองคอยดูคอยชมคอยเชียร์เนี่ยล่ะปัญหาเรื่องสีล่ะจ้ะ ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 18:46

39 :

เรื่องเงินหรือเรื่องทอง เรื่องเสื้อผ้า ผ่อนสด ต่างๆนานา ถ้าจะให้ขายให้ได้ราคา ต้องมี ภาษี ต่างๆนานา เช่นเรื่องบิล เงินสดเงินเชื่อ ต้องแน่ใจว่า เงินทองต้องได้มาอย่างไร ? อย่างนั้นมีช่องว่างระหว่างภาษี ของ ภาษา จะแก่ชราก็ต้องได้หรือ อย่างไร ? แต่ก่อนการต้องเช็คกันก่อนสิว่าใครผิดใครถูก ใครจะไปมองสีที่ไม่ฉูดฉาดกันล่ะหรือ ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 18:49

40 :

เรื่องเวิร์ดกรรมต่างๆอาจจะมีแต่ใครก็จะทราบได้ว่าจะเฝ้าทรัพย์กันต้องทนทรมานไปนานเท่าไรกัน ? อื่นๆคือว่า คนที่เป็นโรคร้ายต่างๆ พิการทาง สมอง ทางตา การเดิน แขนขา ที่มองดูมีพิษร้ายในอดีตหรือปัจจุบันก็อาจจะมีนะ ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 18:51

41 :

เรื่องบอดี้แอนสลิม เช่นว่า อยากขายน้ำมันพืชหรือว่าเป็นพิษร้ายต่างๆนานากาล แต่ว่าก็ทำให้แข็งแรงขึ้นมาได้ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้วนา ? เรื่องท้องโย้พุงกระสอบ อื่นๆอีกมากมาย เรื่องสาระประโยชน์ต่างๆก็มีมาก ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 18:53

42 :

จิตที่ครุ่นคิดไม่ได้ว่ามีอคตินาหรืออย่างไร ? มันทำร้ายกันเห็นๆหรือไม่เชื่อว่า สวยงามออกจะคล้ายๆกัน ? อื่นๆล่ะ ? ช่างงดงามตามประสา ? เชื่อว่าไม่มีใครเก่งเทียบเท่ากับใครล่ะหรือเปล่า ? คือเรื่องอะไรกัน ? ไม่ได้ว่าใครกลิ่นหอมหมดกลิ่นเมื่อไรใครกันจะทราบล่ะ ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 18:56

43 :

คือเรื่องมนุษย์คิดว่าจะง่ายกันหรือคือว่าถ้าไม่ชอบกันก็ต้องมีพวกพรรคการดต่างๆมาดุมาขู่ แล้วทำไงกันล่ะ ? จะให้มันไปอย่างไร ? มันออกจะร่ำรวยนะ ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 18:58

44 :

แล้วญาติๆใครกันล่ะ ? คือเรื่องร่ำรวยเค้ามองสีต่างๆกันเช่นว่าไม่กล้าพูดกันหรือ ? ไม่มีใครกล้าพูดว่าแล้วก็แล้วกันเช่นง่ายดายกว่านะ ? แต่ว่าไม่รู้ว่าเหตุการอนาคตมันจะเกิดอย่างไรก็มันต้องทนกันไป ง่ายกว่านะ ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 19:00

45 :

เช่นเรื่องคนงานถ้ามองว่ามากน้อยก็ต้องบอกว่าขอตังส์ใช้กันก่อนนะ ? เช่นเรื่องอื่นๆก็บอกว่า ? มั้นนี่ต่างกันเช่นว่า ? ถามว่าอะไรก็คือว่าไม่ชอบว่าปลาใครปลามัน ต่างๆนานา ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 19:02

46 :

อุษาสว่างตา ยังค้างคาอารมณ์ ย้อมจิตโน้มน้าวลม เพียงหวนคำกลับโลกา แนวเลื่อนต่างเลื่อนมา เพียงพริบตาก็หนาวกาย จะดาวจะเดือนดาย ให้ห่วงกาย จิตพลัดดซ้อน ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 19:06

47 :

ห่วงใยใครกันหรือต่างยึดถือแต่เงินทอง คนคิดคิดหมายปองยังครองตนอย่างนั้นหรือ ? อยากว่าจะพ้อจำใจพอจิตคิดสับสน ยากดีหรือมีจนใครสับสนกันตรอมใจ ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 19:11

48 :

คนใกล้ก็ว่าไกลจาหาไหนใครกล่าวมา แก่ก่อนกาลนานาผลต่างค่าของคนดี นามเพราะเพราะเลิศหรู แก้วต่างหู ไพรีศรี ค่านั้นต่างมากมี แก้วมณีเพชรในตรม ยากแท้หาแดนใดจากอื่นไกลแสนไพรศรี หว่านล้อมแต่โดยดีเพราะไพรีพินาศพรัน ?

โดยคุณ : (?) - 22/12/2005 19:18

49 :
สนจัยเรื่อง รูป-นาม กาย ขันธ์ ไม่ทราบพอจะมีอะไรให้อ่านหรือฟังไหมคับ

โดยคุณ : ชาติชาย เกษตรเอี่ยม - อีเมล์ chartchai_pt@yahoo.com - 22/05/2006 15:36

50 :
สาธุค่ะคุณชาติชาย :)

ลองเข้าไปที่ search engine ของ google
แล้วลอง search คำว่า ขันธ์ห้า ดูนะคะ น่าจะมีพอสมควร
หรือถ้ามีหนังสือ 'พุทธธรรม' ของพระธรรมปิฎก
(เล่มขนาด A๔ และหนามาก มีขายตามร้านหนังสือใหญ่ๆ
ลองโทรศัพท์ไปถามที่ CU Books ก็น่าจะมีนะคะ
ราคาเมื่อหลายปีก่อนประมาณ ๕๐๐ บาทค่ะ)
จะมีอธิบายเรื่องขันธ์ห้า เป็นบทแรกๆ เลยค่ะ :)

ขันธ์ห้า ก็คือ
รูป (รูปขันธ์)
เวทนา (เวทนาขันธ์)
สัญญา (สัญญาขันธ์)
สังขาร (สังขารขันธ์)
วิญญาณ (วิญญาณขันธ์)

รูป หรือ รูปขันธ์ ก็คือส่วนที่เป็นรูปหรือเรียกอีกอย่าง
โดยกว้างๆ โดยทั่วไปว่า กาย

ที่เหลืออีก ๔
คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นนาม
หรือเรียกอีกอย่างโดยกว้างๆ โดยทั่วไปว่า ใจ

+ + + + + + + + + +

(คำอธิบายโดยย่อนี้ คัดมาจาก
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับ ประมวลธรรม
โดย พระธรรมปิฎก (ประยุทธ ปยุตฺโต))

(๒๐๘) ขันธ์ ๕ หรือ เบญจขันธ์
(กองแห่งรูปธรรมและนามธรรม ๕ หมวด ที่ประชุมกันเข้าเป็นหน่วยรวม
ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เป็นต้น,
ส่วนประกอบ ๕ อย่างที่รวมเข้าเป็นชีวิต — the Five Groups of Existence;
Five Aggregates)

๑. รูปขันธ์
(กองรูป, ส่วนที่เป็นรูป, ร่างกาย พฤติกรรม
และคุณสมบัติต่างๆ ของส่วนที่เป็นร่างกาย,
ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด,
สิ่งที่เป็นร่างพร้อมทั้งคุณและอาการ — corporeality)

๒. เวทนาขันธ์
(กองเวทนา, ส่วนที่เป็นการเสวยอารมณ์, ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ —
feeling; sensation)

๓. สัญญาขันธ์
(กองสัญญา, ส่วนที่เป็นความกำหนดหมาย,
ความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์ ๖
เช่นว่า ขาว เขียว ดำ แดง เป็นต้น — perception)

๔. สังขารขันธ์
(กองสังขาร, ส่วนที่เป็นความปรุงแต่ง,
สภาพที่ปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั่วหรือเป็นกลางๆ,
คุณสมบัติต่างๆ ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ
ที่ปรุงแต่งคุณภาพของจิต ให้เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต —
mental formations; volitional activities)

๕. วิญญาณขันธ์
(กองวิญญาณ, ส่วนที่เป็นความรู้แจ้งอารมณ์,
ความรู้อารมณ์ทางอายตนะทั้ง ๖ มีการเห็น การได้ยิน เป็นต้น
ได้แก่ วิญญาณ ๖ — consciousness)

ขันธ์ ๕ นี้ ย่อลงมาเป็น ๒
คือ นาม และ รูป;
รูปขันธ์จัดเป็นรูป, ๔ ขันธ์ นอกนั้นเป็นนาม.
อีกอย่างหนึ่ง จัดเข้าในปรมัตถธรรม ๔ : วิญญาณขันธ์เป็น จิต,
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ เป็น เจตสิก,
รูปขันธ์ เป็น รูป, ส่วน นิพพาน เป็นขันธวินิมุต คือ พ้นจากขันธ์ ๕

นอกนี้ ดู (๓๔๒) จิต ๘๙; (๓๔๑) เจตสิก ๕๒

S.III.47; Vbh.1. สํ.ข.๑๗/๙๕/๕๘; อภิ.วิ.๓๕/๑/๑.

+ + + + + + + + + +

เจริญในธรรม

:)

โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi@gmail.com - 29/05/2006 20:14

51 :
ขออนุญาตเพิ่มเติมอีกนิดนะคะ

ถ้าลองหาดูไม่มี หรือต้องการแบบละเอียดกว่าที่คัดลอกมาให้
ลองไปตาม link ดูนี้นะคะ

http://www.geocities.com/southBeach/Terrace/4587/7page81-90.htm

เปิดไปที่หน้า ๘๕ นะคะ จะมีเรื่อง ปัญจขันธ์
ก็คือ เบญจขันธ์ หรือก็คือ ขันธ์ห้า นั่นเองค่ะ

เจริญในธรรม

:)



โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi@gmai.com - 29/05/2006 20:30

52 :
ฟรี เสียงอ่านพระอภิธรรม http://www.palungjit.com/club/mwuser

โดยคุณ : mw user - อีเมล์ s_ruengsree@hotmail.com - 08/07/2006 10:34
โฮมเพจ : http://www.palungjit.com/club/mwuser/

53 :
ช่วยอธิบายอภิธรรมข้อปัฏฐาน...เหตุปัจโยฯจนจบได้ไหมครับ

โดยคุณ : ชิษณุพงษ์ - อีเมล์ chitsanu2517@hotmail.com - 19/02/2007 19:11

54 :
พระธรรมเป็นผลของการปฏิบัติธรรมของพระพุทธ เป็นแนวทางแห่งธรรมชาติปรมัติ มี ของรูป นาม การศึกษาปริยัทเป็นทางให้ปฏิบัติ ท่านทั้งหลายปฏิบัติเถอะ ไม่ผิด ไม่ผิดจริงๆ

โดยคุณ : nana - อีเมล์ panuwatsp@hotmail.com - ไอซีคิว dee - 12/03/2007 00:19

55 :
อยากเห็นหน้าอ.ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์ อ่านหนังสือท่าน แล้วเคารพท่านมาก

โดยคุณ : ^^ - 21/04/2007 00:15

56 :
Great website! Bookmarked! I am impressed at your work!

โดยคุณ : Reed - อีเมล์ superdrocher@mail.ru - ไอซีคิว 329684 - 04/06/2007 13:47
โฮมเพจ : http://www.google.com/

57 :
This is one of the best sites I have ever found. Thanks!!! Very nice and informal. I enjoy being here.
[url=http://pontiac-006.allret.info/]pontiac 006[/url] [url=http://aro-043.allret.info/]aro 043[/url] [url=http://lti-012.allret.info/]lti 012[/url] [url=http://morgan-004.allret.info/]morgan 004[/url] [url=http://aro-018.allret.info/]aro 018[/url] [url=http://audi-023.allret.info/]audi 023[/url] [url=http://aro-060.allret.info/]aro 060[/url] [url=http://porsche-002.allret.info/]porsche 002[/url] [url=http://subaru-002.allret.info/]subaru 002[/url]
http://dallas-010.allret.info/ http://suzuki-001.allret.info/ http://ford-024.allret.info/ http://spectre.allret.info/ http://lincoln-008.allret.info/ http://aro-064.allret.info/ http://tvr.allret.info/
<a href='http://cizeta.allret.info'>cizeta</a> <a href='http://aro-027.allret.info'>aro 027</a> <a href='http://austin-011.allret.info'>austin 011</a> <a href='http://mini-002.allret.info'>mini 002</a> <a href='http://mcc-005.allret.info'>mcc 005</a> <a href='http://nisan.allret.info'>nisan</a> <a href='http://subaru-001.allret.info'>subaru 001</a>

โดยคุณ : Amari - อีเมล์ superdrocher@mail.ru - ไอซีคิว 493643 - 08/06/2007 08:40
โฮมเพจ : http://carbodies.allret.info/

58 :
Great website! Bookmarked! I am impressed at your work!
[url=http://ring-081.supermedcenter.info/]ring 081[/url] [url=http://technology-005.supermedcenter.info/]technology 005[/url] [url=http://computer-033.supermedcenter.info/]computer 033[/url] [url=http://data-017.supermedcenter.info/]data 017[/url] [url=http://ring-003.supermedcenter.info/]ring 003[/url]
http://ring-025.supermedcenter.info/ http://hp-006.supermedcenter.info/ http://palm-008.supermedcenter.info/ http://monitor-011.supermedcenter.info/ http://firewall-002.supermedcenter.info/ http://dvd-025.supermedcenter.info/ http://digital-camera-003.supermedcenter.info/
<a href='http://hp-007.supermedcenter.info'>hp 007</a> <a href='http://ring-133.supermedcenter.info'>ring 133</a> <a href='http://ring-099.supermedcenter.info'>ring 099</a> <a href='http://laser-006.supermedcenter.info'>laser 006</a> <a href='http://ring-164.supermedcenter.info'>ring 164</a> <a href='http://camera-008.supermedcenter.info'>camera 008</a>

โดยคุณ : Melanie - อีเมล์ superdrocher@mail.ru - ไอซีคิว None - 08/06/2007 19:33
โฮมเพจ : http://dell-014.supermedcenter.info/

59 :
Very good site! I like it! Thanks!
[url=http://east-timor.redpromed.info/]east timor[/url] [url=http://india-038.redpromed.info/]india 038[/url] [url=http://georgia-026.redpromed.info/]georgia 026[/url] [url=http://denmark.redpromed.info/]denmark[/url] [url=http://oman-013.redpromed.info/]oman 013[/url] [url=http://ghana.redpromed.info/]ghana[/url] [url=http://india-060.redpromed.info/]india 060[/url] [url=http://costa-rica-004.redprom