ห้องสนทนาสบายๆ สไตล์ธรรมปฏิบัติ

หัวข้อกระทู้ : ถามปัญหาการปฏิบัติครับ
:
สวัสดีสหายธรรมทุกคนครับ

ทราบมาว่าตอนนี้เวปบอร์ดค่อนข้างว่าง ถ้าอย่างไรผมขอตั้งคำถามทิ้งไว้ละกันนะครับ ท่านใดผ่านเข้ามามีจิตเมตตา ขอความกรุณาชี้แนะผมด้วยนะครับ :)
ตอนนี้ผมอยู่ที่ญี่ปุ่นครับ ก่อนหน้านี้ไม่เคยปฏิบัติธรรมจริงๆจังๆเลย จนกระทั่งไม่นานมานี้ วาสนาพาให้ได้พบกับพระสงฆ์ไทยรูปหนึ่งที่ญี่ปุ่นนี่ ทราบว่าท่านน่าจะมาโปรดสัตว์ ผมได้ถามท่านว่า ทำอย่างไรจึงจะพ้นทุกข์ ท่านก็ไม่ตอบอะไร ยื่นหนังสือของท่านให้สามเล่ม เป็นหนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามแนวทางในอานาปานสติสูตร แล้วผมก็กราบลาท่านมา
ต่อจากนี้ผมจะขอเล่าเหตุการณ์เป็นลำดับ เพื่อที่ท่านทั้งหลายจะได้สอบอารมณ์ผมได้ถูกต้อง หวังว่าท่านจะไม่รำคาญนะครับ :)
หลังจากได้หนังสือสามเล่มนั้นมาแล้ว ผมก็อ่านแค่เล่มแรกก่อน ใจความในเล่มแรกคือ ให้กำหนดรู้ลมหายใจให้ตลอด ในชีวิตประจำวัน จะทำกิจกรรมอะไรก็ให้กำหนดรู้ลมหายใจไปด้วย ยกเว้นเวลาขับรถ หรือเวลาอ่านหนังสือ แต่ก็ให้มีสติรู้อยู่ว่าเราทำอะไรอยู่ ท่านว่าให้กำหนดรู้ลมหายใจเสมือนว่าลมหายใจเป็นกัลยาณมิตร ให้เรายึดกัลยาณมิตรนี้ไว้
หลังจากนั้นผมก็พยายามกำหนดรู้ลมหายใจในชีวิตประจำวัน เวลาเดิน ก็รู้สึกดีครับ รู้สึกเพลินกับการยึดลมหายใจ
หลังจากนั้นมีวันหนึ่ง ผมเกิดนึกอยากนั่งสมาธิขึ้นมา ผมก็เลยนั่งสมาธิกำหนดลมหายใจ (ก่อนหน้านี้ตอนเด็กๆ เวลาคุณครูที่รร.สั่งให้นั่งสมาธิในห้องเรียน ให้พยายามตามดูลมหายใจจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ น่าปวดหัวมาก แต่คาดว่าคงเป็นเพราะจากที่ได้ฝึกในชีวิตประจำวัน ทำให้ตั้งแต่นั่งครั้งนี้ก็ไม่รู้สึกเช่นนั้นอีก) ในการนั่งสมาธิครั้งนี้ผมสามารถรับรู้ลมหายใจได้ตลอดสายเป็นเวลานาน แต่ผมก็คิดว่าเวลาจิตเราสงบมากแล้ว แต่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้ายังไงเราลองเปลี่ยนวิธีกำหนดดูดีกว่าผมเลยเปลี่ยนวิธีกำหนดในใจเป็นสมถแบบอัปปมัญญา ๔ (ที่ผมเปลี่ยนเป็นวิธีนี้เพราะก่อนหน้านี้เคยอ่านหนังสือเรื่องสมถ ๔o วิธีแล้วรู้สึกว่าเราน่าจะเหมาะกับวิธีนี้ คือเกิดความรู้สึกนี้ขึ้นเอง) แล้วกำหนดคำบริกรรมในใจแผ่เมตตาให้สัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณในทิศเบื้องหน้า จากนั้นก็เบื้องหลัง จากนั้นก็เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องซ้าย แล้วก็เบื้องขวา พอครบทุกทิศแล้ว ก็กำหนดแผ่ไปในทุกทิศพร้อมกันไม่มีประมาณ กำหนดแค่ครั้งเดียวเท่านั้น จากนั้นผมก็รู้สึกเหมือนกายผมขยายตามที่กำหนดแผ่เมตตาไปด้วย รู้สึกว่ากายขยายไปทุกทิศ ความรู้สึกนี้มันเกิดในเวลาแค่แปปเดียว กายขยายไปทุกทิศจนรู้สึกว่ากายหายไป คือไม่มีกาย เวลานี้รู้สึกว่าความรู้สึกของเราเหมือนจุ่มอยู่ในปิติ มีแต่ความสุขไปหมด จากนั้นผมก็คิดขึ้นมาว่า "มีความสุขขนาดนี้ในโลกด้วยหรือ ความสุขนี้ดีกว่าความสุขในโลกที่เราเคยพบมาทั้งหมด โอ ความสุขนี้แค่นั่งก็ได้แล้ว คนทั้งโลก(ส่วนใหญ่)มัวแต่วุ่นวายทำอะไรกันอยู่ บางคนทำทุจริตต่างๆเพื่อหาเงินมาสนองความสุขตน ทำไปทำไมนะ มันเทียบกับความสุขที่เกิดจากความสงบนี้ไม่ได้เลย ความสุขนี้ไม่ต้องไขว่คว้ามาก อยู่กับตัวเองแท้ๆ คน(ส่วนใหญ่)ในโลกกลับไม่รู้" จากนั้นผมก็สังเกตลมหายใจก็รู้สึกว่าลมหายใจตอนนี้มันละเอียดมาก ถึงค่อยเข้าใจคำว่าลมหายใจหยาบลมหายใจละเอียดว่าเป็นยังไง ก่อนหน้านี้เข้าใจว่าคือลมหายใจแรงๆเบาๆซะอีก :)
ความรู้สึกจากการเกิดสมาธิครั้งแรกนี้มันเหมือนจุ่มค้างอยู่ปิติ คือปิติเกิดค้างอยู่ แต่ไม่เห็นนิมิตอะไรทั้งสิ้นเลยนะครับ แต่รู้สึกจิตเวลานี้ไม่มีนิวรณ์เลย คือมีความรู้พร้อมอยู่ จากนั้นผมก็รู้สึกยินดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคิดไปเรื่อยว่า "นี่คือปฐมฌาณหรือเปล่านี่ ปฐมฌาณเกิดกับเราหรือ" จนจิตเริ่มไม่เป็นสมาธิ เริ่มปั่นป่วน หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงห้องข้างๆตะโกนเสียงดัง (คาดว่าน่าจะดูบอล) ผมก็เลยหลุดออกมาจากสภาวะนั้น

แต่หลังจากนั้นมาผมก็ไม่สามารถเข้าถึงสภาวะดังกล่าวได้อีกเลย คือทำได้มากสุดก็แค่ทำปิติให้เกิดขึ้นแวบหนึ่งเท่านั้น (แต่ก็สามารถทำให้เกิดได้ตลอดเวลา ตามที่ต้องการทันที) แต่ไม่สามารถทำให้เกิดค้างไว้ จนรู้สึกเหมือนจุ่มลงในปิติ แล้วมีลมหายใจละเอียดแบบครั้งแรกได้

*** คำถามแรกคือสภาวะที่ผมพบในครั้งแรกนั้นคืออะไรครับ ใช่ปฐมฌาณหรือป่าวครับ แล้วทำไมในครั้งหลังๆผมถึงไม่สามารถเข้าถึงสภาวะนั้นได้ เป็นเพราะผม "หวัง" มันหรือป่าวครับ

ต่อมาผมก็เริ่มอ่านหนังสือเล่มสองและเล่มสามที่ท่านพระสงฆ์รูปนั้นมอบให้ผม เนื้อหาในเล่มสองและเล่มสาม อ้างอิงจากอานาปานสติสูตรดังนี้ครับ

อานาปานสติสูตร

อานาปานะสะติ ภิกขะเว ภาวิตา พะหุลีกะตา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว
มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสา
ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่

อานาปานะสะติ ภิกขะเว ภาวิตา พะหุลีกะตา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว
จัตตาโร สะติปัฏฐาเน ปะริปูเรนติ
ย่อมทำให้สติปัฏฐานทั้งสี่ให้บริบูรณ์

จัตตาโร สะติปัฏฐานา ภาวิตา พะหุลีกะตา
สติปัฏฐานทั้งสี่อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว
โพชฌังเค ปะริปูเรนติ
ย่อมทำโพชฌงค์ทั้งเจ็ดให้บริบูรณ์

สัตตะ โพชฌังคา ภาวิตา พะหุลีกะตา
โพชฌงค์ทั้งเจ็ดอันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว
วิชชา วิมุตติง ปะริปูเรนติ
ย่อมทำวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์

กะถัง ภาวิตา จะ ภิกขะเว อานาปานสะติ, กะถัง พะหุลีกะตา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อานาปานสติอันบุคคลเจริญทำให้มากแล้วอย่างไรเล่า
มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสา
จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่

อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
อะรัญญะคะโต วา
ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม
รุกขะมูละคะโต วา
ไปแล้วสู่โคนไม้ก็ตาม
สุญญาคาระคะโต วา
ไปแล้วสู่เรือนว่างก็ตาม
นิสีทะติ ปัลลังกัง อาภุชิตวา
นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบแล้ว
อุชุง กายัง ปะณิธายะ, ปะริมุขัง สะติง อุปัฏฐะเปตวา
ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น
โส สะโต วะ อัสสะสะติ, สะโต ปัสสะสะติ
ภิกษุนั้น เป็นผู้มีสติอยู่นั้นเทียว หายใจออก มีสติอยู่หายใจเข้า

(1) ทีฆัง วา อัสสะสันโต, ทีฆัง อัสสะสามีติ ปะชานาติ
ภิกษุนั้น เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่า เราหายใจออกยาว ดังนี้
ทีฆัง วา ปัสสะสันโต, ทีฆัง ปัสสะสามีติ ปะชานาติ
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่า เราหายใจเข้ายาว ดังนี้

(2) รัสสัง วา อัสสะสันโต, รัสสัง อัสสะสามีติ ปะชานาติ
ภิกษุนั้น เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่า เราหายใจออกสั้น ดังนี้
รัสสัง วา ปัสสะสันโต, รัสสัง ปัสสะสามีติ ปะชานาติ
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่า เราหายใจเข้าสั้น ดังนี้

(3) สัพพะกายะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง
จักหายใจออก ดังนี้
สัพพะกายะปฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ
ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง
จักหายใจเข้า ดังนี้

(4) ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่
จักหายใจออก ดังนี้
ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ
ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่
จักหายใจเข้า ดังนี้

(จบหมวดกาย)

(5) ปีติปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ
จักหายใจออก ดังนี้
ปีติปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ
ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจเข้า ดังนี้

(6) สุขะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข
จักหายใจออก ดังนี้
สุขะปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ
ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจเข้า ดังนี้

(7) จิตตะสังขาระปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร
จักหายใจออก ดังนี้
จิตตะสังขาระปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ
ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร
จักหายใจเข้า ดังนี้

(8) ปัสสัมภะยัง จิตตะสังขารัง อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่
จักหายใจออก ดังนี้
ปัสสัมภะยัง จิตตะสังขารัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ
ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้

(จบหมวดเวทนา)

(9) จิตตะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต
จักหายใจออก ดังนี้
จิตตะปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ
ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจเข้า ดังนี้

(10) อะภิปปะโมทะยัง จิตตัง อัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่
จักหายใจออก ดังนี้
อะภิปปะโมทะยัง จิตตัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ
ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้

(11) สะมาทะหัง จิตตัง อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่
จักหายใจออก ดังนี้
สะมาทะหัง จิตตัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ
ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้

(12) วิโมจะยัง จิตตัง อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่
จักหายใจออก ดังนี้
วิโมจะยัง จิตตัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ
ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้

(จบหมวดจิต)

(13) อะนิจจานุปัสสี อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็น
ซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้
อะนิจจานุปัสสี ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ
ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็น
ซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้

(14) วิราคานุปัสสี อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็น
ซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้
วิราคานุปัสสี ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ
ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความจางคลาย
อยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้

(15) นิโรธานุปัสสี อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็น
ซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้
นิโรธานุปัสสี ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ
ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่ง
ความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้

(16) ปะฏินิสสัคคานุปัสสี อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็น
ซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้
ปะฏินิสสัคคานุปัสสี ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ
ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็น
ซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้

(จบหมวดธรรม)

เอวัง ภาวิตา โข ภิกขะเว อานาปานสติ, เอวัง พะหุลีกะตา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล
มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสา
ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่
อิติฯ
ด้วยประการฉะนี้แล

โดยหนังสือเล่มสองจะอธิบายการฝึกอานาปานสติในหมวดกายกับหมวดเวทนา และเล่มสามจะอธิบายการฝึกอานาปานสติในหมวดจิตและหมวดธรรม (ในหนังสือพระอาจารย์เขียนไว้ว่าอานาปานสติ ๔ ขั้นแรกนี่เป็นสมถะ ขั้น ๘ ถึง ๑๒ เป็นสมถะปนวิปัสสนา ขั้น ๑๓ ถึง ๑๖ เป็นวิปัสสนาล้วน)

ปัญหาที่ผมสงสัยคือว่า ตอนนี้ผมปฏิบัติขั้นสามอยู่ คือตามรู้ลมหายใจได้ตลอด และสามารถทำให้เกิดปิติแวบๆขึ้นมาได้
*** ถึงตรงนี้นี่ผมควรผ่านขั้นนี้ได้หรือยังครับ แล้วที่ผมสามารถทำได้ในปัจจุบันนี้ที่สามารถให้ปิติเกิดแวบๆขึ้นมาได้นี่จัดเป็นอุปจารสมาธิใช่มั๊ยครับ
แล้วผมยังสงสัยอีกอย่างคือ ในอานาปานสติขั้นที่สี่นี่ เรื่องการระงับกายสังขาร ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดนี่ คือ ขั้นจตุตถฌาณ ใช่มั๊ยครับ (จริงๆในหนังสือพระอาจารย์เขียนว่าขั้นที่ ๔ นี้เป็นเรื่องยาก หลังจากผ่านขั้น ๓ แล้วสามารถข้ามไปขั้น ๕ เลยได้ แต่ผมอยากลองฝึกเรียงไปทุกขั้นอะครับ)

เนื้อหาค่อนข้างเยอะ สรุปคำถามมีดังนี้นะครับ :)
1 สภาวะที่เกิดกับผมตอนแรกใช่ปฐมฌาณมั๊ยครับ
2 สภาวะที่ผมพอจะยังให้เกิดขึ้นได้ในปัจจุบันนี้เพียงพอที่ผ่านขั้น ๓ หรือยังอะครับ
3 สภาวะที่ผมพอยังให้เกิดขึ้นได้ในปัจจุบันนี้เป็นแค่อุปจารสมาธิใช่มั๊ยครับ
4 การระงับกายสังขาร คือจตุตถฌาณหรือป่าวครับ ผมเข้าใจตรงนี้ถูกมั๊ยครับ
5 การระงับกายสังขารนี้ท่านใดทำได้ กรุณาแนะนำหน่อยครับ ผมยังไม่ค่อยเข้าใจวิธีตรงนี้ดีเท่าไรอะครับ

ขอบคุณทุกท่านมากครับ ที่กรุณาอ่านจนจบ :)
ท่านใดมีความกรุณา ช่วยชี้แนะผมด้วยนะครับ ผมอยากไปกราบพระอาจารย์ท่านนั้น และถามปัญหาธรรมท่านมาก แต่ติดปัญหาที่ผมอยู่ต่างประเทศ :(

ขอสหายธรรมทุกท่านเจริญในธรรมนะครับ
สัตว์ทั้งหลายล้วนรักชีวิตตน ขอสัตว์ทั้งหลายเป็นสุข มีจิตตั้งอยู่ในกุศลธรรมครับ :)



โดยคุณ : นัส - 31/07/2007 03:35

1 :
สวัสดีครับคุณนัส ขออนุโมทนาในศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาของท่าน ผมมีความรู้ทางธรรมเพียงเล็กน้อย จึงขอแสดงข้อคิดเห็นส่วนตัว ไม่ใช่คำชี้แนะแต่อย่างใด หวังให้ท่านพิจารณาไตร่ตรอง ถ้าเห็นชอบจึงเชื่อ ผมเชื่อดังนี้ว่า หนังสือที่พระคุณเจ้ามอบให้ท่านไม่เหมาะกับท่าน เพราะท่านเป็นฆารวาส ส่วนธรรมที่แสดงในหนังสือนั้นเป็นสมณธรรม คือ ธรรมของผู้บวชแล้วเท่านั้น จึงเห็นว่า จะมีประโยค "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย" เพื่อชี้ว่า ธรรมอันแสดงต่อไปนั้นใช้สอนพระสงฆ์ ส่วนหลักฆารวาสธรรม ไม่มีการนั่งสมาธิ เพราะเหตุใด

เพราะว่า การจะนั่งสมาธิในข้อแรกจะต้องมี ศีลขันธ์ที่วิสุทธิ์ คือ ถือศีลหมดจดแบบพระสงฆ์ จึงค่อยเจริญกรรมฐาน ดังที่แสดงไว้ชัดในพระไตรปิฏิก ภิกษุสูตร ซึ่งเกจิอาจารย์ นักธรรมยุคใหม่มักตัดทอนส่วนนี้ออก เพื่อสะดวกในการเผยแพร่ให้ฆารวาสปุถุชนมานั่งสมาธิ ซึ่งผิดหลักพุทธธรรม การนั่งสมาธิโดยฆารวาสนี้ เพิ่งมานิยมกันในสมัยหลัง เริ่มจากหนังสือกัลยาณมิตร ของสำนักวัดพระธรรมกาย แต่ในชาดกต่างๆ ในคัมภีร์ดั้งเดิมไม่ปรากฎว่าฆารวาสต้องเจริญสมาธิ

แม้แต่พระพุทธองค์ สมัยยังทรงพระเยาว์เป็นพระกุมารสิทธัทถะ ก็เคยนั่งสมาธิเพียงหนเดียว ไม่อาจบรรลุโพธิญาณได้ ต่อมาต้องออกบวชถือศีล ศึกษาสมาบัติขั้นสูงถึงสองสำนัก แล้วออกมาบำเพ็ญต่ออีกจึงจะบรรลุสมาบัติเบื้องสูงได้ ส่วนคนธรรมดาเช่นเราๆ บุญบารมีมีน้อยอยู่ ย่อมไม่ควรหวังที่จะเข้าถึงในชาตินี้ ยุคนี้ ควรที่จะเจริญฆารวาสธรรม คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ให้มากเพื่อสร้างสมบุญบารมีไว้บรรลุธรรมในภพต่อๆไป

โดยคุณ : สิทธิการิยะ - 02/08/2007 11:36

2 :
ขอบคุณท่านสิทธิการิยะสำหรับความปรารถนาดีครับ :)

ในความคิดเห็นน้อยๆของผมนะครับ :) เรื่องศีลวิสุทธิ์เช่นอินทรียสังวรศีล หรือปาติโมกขสังวรศีลเป็นต้นนี่ถ้าอ่านดูแล้วเป็นเรื่องยากมากสำหรับฆราวาสก็จริงครับ แต่ถ้าลองปฏิบัติดูแล้วจะรู้นะครับ
คือพอเราเจริญสมาธิ เนี่ยครับ พอเข้าถึงอุปจารสมาธิแล้ว ตอนนั้นจิตเราจะปราศจากนิวรณ์ครับ นิวรณ์ทั้ง ๕ คือ กามราคะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา จะไม่เกิดขึ้นเลยครับ ตอนนั้นจะมีแต่ความเพ่งในสมาธิอย่างเดียว เมื่อนิวรณ์ทั้ง ๕ โดนข่มไปแล้ว ที่ไหน โลภะ โทสะ โมหะ จะเกิดขึ้นขณะนั้นได้ครับ
คือท่านว่านี่แหละ คืออินทรียสังวรศีลครับ
เป็นศีลที่เข้าถึงใจครับ
ศีลมีขั้นกายกับขั้นใจครับ
ผมไม่ได้มีเจตนาอวดรู้หรือว่าต้องการบอกว่าท่านสิทธิการิยะผิดนะครับ
ผมแค่อยากเสนอความเห็นของผมนะครับท่าน :)
หวังว่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยครับ
และเรื่องหนังสือจากท่านพระสงฆ์รูปนั้น ก็ไม่ใช่แนวธรรมกายครับ :)
ในความเห็นของผมที่ตอนนั้นพระสิทธัตถะกุมารยังไม่ทรงตรัสรู้เมื่อทรงนั่งสมาธิคนเดียวเป็นเพราะตอนนั้นพระองค์ยังไม่ทรงค้นพบโมกขธรรมครับ
แต่ของเราตอนนี้สถานการณ์น่าจะต่างกันนะครับ เพราะตอนนี้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแลวในโลก พระองค์ทรงแสดงธรรมเพื่อรื้อขนหมู่สัตว์ออกจากกองทุกข์
แม้บัดนี้พระองค์ทรงปรินิพพานไปนานแล้ว แต่ธรรมของพระองค์ยังเป็นศาสดาอยู่ ดังที่พระองค์ตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราครับ
รวมถึงที่พระองค์เคยตรัสตอนที่พระอานนท์เสียใจเมื่อพญามารทูลขอให้พระองค์ปลงสังขาร ว่า ธรรมวินัยเราตรัสดีแล้ว
ในความเห็นของผมซึ่งผมนับถือพระพุทธองค์เป็นสรณะ คำสอนของท่านเป็นจริงเสมอ
ถ้าเราในยุคนี้ไม่สามารถปฏิบัติธรรมที่พระองค์ทรงทิ้งไว้ให้เพื่อให้หลุดพ้นได้แล้ว พระองค์คงไม่ตรัสว่า ธรรมวินัยเราตรัสไว้ดีแล้ว เลยครับ
นอกจากนี้พระธรรมยังเป็นอกาลิโก คือให้ผลไม่จำกัดกาล
คือไม่ใช่ว่าต้องปฏิบัติตอนเช้าจึงจะให้ผล หรือต้องปฏิบัติตอนเย็นจึงจะให้ผล หรือต้องปฏิบัติในยุคไหนๆเท่านั้นจึงจะได้ผลครับ แต่ปฏิบัติเมื่อใดก็รู้ผลเองเมื่อนั้น
ส่วนเรื่องเป็นฆราวาสปฏิบัติธรรมไม่ได้นี่ ในสมัยพุทธกาลก็มีฆราวาสบรรลุมรรคผลกันเยอะนี่ครับ บางท่านได้ฟังธรรมโดยตรงจากพระพุทธองค์ แต่บางท่านได้ฟังธรรม ฟังแนวทางปฏิบัติจากปุถุชนด้วยซ้ำครับ
เคยอ่านมาเรื่องนึงครับ จากพระไตรปิฏก
มีอุบาสิกาท่านนึงนมัสการพระสงฆ์ ๖o รูปไปจำพรรษาที่บ้านของท่าน พระสงฆ์กลุ่มนั้นตั้งใจจะบำเพ็ญสมณธรรม จึงตกลงกันว่าจะไม่คุยกัน จะตั้งมั่นปฏิบัติภาวนาอย่างเดียว
มีวันนึงอุบาสิกาสังเกตเห็นพระสงฆ์ไม่คุยกันเองเลย จึงถามพระสงฆ์ทั้งหลายว่าพระคุณเจ้าทั้งหลายทะเลาะกันหรือ
พระสงฆ์ทั้งหลายกลัวอุบาสิกาจะเข้าใจผิด จึงกล่าวตอบว่า หามิได้ พวกอาตมากำลังเจริญวิปัสสนาเพื่อความพ้นทุกข์ ดังที่สมเด็จพระมหาสมณะตรัสสั่งสอนไว้ อุบาสิกานั้นจึงถามว่าปฏิบัติอย่างไร พระสงฆ์เหล่านั้นจึงสอนว่าให้ตามรู้ลมหายใจ สั้นๆเท่านั้นครับ
อุบาสิกานั้นก็พยายามปฏิบัติไปเรื่อยๆ จนหลังจากนั้นไม่นานท่านก็บรรลุอนาคามี
เมื่อท่านบรรลุธรรมแล้ว ท่านดูจิตของพระสงฆ์กลุ่มนั้นด้วยญาณ จึงทราบว่าท่านพระสงฆ์ทั้งหมดที่สั่งสอนท่านนั้นยังเป็นปุถุชนอยู่ทั้งหมดเลยครับ
(ขออภัยที่ไม่ได้ยกสำนวนจากพระไตรปิฏกมาตรงๆครับ เนื่องจากไม่มีเวลา อาจมีเนื้อหาใดผิดเพี้ยนไปนิดๆครับ)
เดี๋ยวขอตัวก่อนนะครับ ถ้าท่านสิทธิการิยะไม่เห็นด้วยตรงจุดไหน ผมยินดีมาชี้แจงใหม่ครับ
ผมคิดว่าเรามีบุญเกิดมาพบพระศาสนาทั้งที อย่างน้อยน่าจะปฏิบัติเพื่อเห็นฝั่ง (บรรลุโสดาบัน) ให้ได้ครับ จะได้เป็นการประกันไว้ว่า อย่างน้อยเราจะได้บรรลุธรรมในภพต่อๆไปแน่นอนครับ
เรื่องที่ท่านว่าเราเป็นคนธรรมดาๆบุญยังน้อยอยู่นั้นผมไม่เห็นด้วยครับ
ไม่รู้พวกเราสร้างบารมีกันมานานเท่าไรแล้ว ถึงมีโอกาสเกิดมาพบพระศาสนาเช่นนี้ครับ
พระศาสดาเคยตรัสว่า
การเกิดเป็นมนุษย์เป็นของยาก
การที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมาเป็นของยาก
การเกิดในประเทศอันสมควรเป็นของยาก
การที่จะได้ฟังธรรมเป็นของยาก

ผ่านสิ่งยากๆมาได้ตั้งหลายขั้นแล้ว เราน่าจะมีบุญกันนะครับ
นอกจากนี้ถ้าศึกษาในเรื่องอนาคตวงศ์แล้ว ถ้าหลังยุคพระศรีอาริยเมตรไตรยไปแล้ว อีกนานหลายกัปกัลป์กว่าจะมีพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป ช่วงนั้นไม่มีพระศาสนาเลย ถึงเราจะบำเพ็ญฆราวาสธรรม ๔ ในชาตินี้ แต่ในชาติต่อๆไป ไม่มีความแน่นอนเลยนะครับ ว่าตอนนั้นเราจะยังรู้จักฆราวาสธรรมอยู่หรือเปล่า

:)

โดยคุณ : นัส - 02/08/2007 18:35

3 :
ขอเรียนคุณนัสนะครับ คือ อินทรีย์สังวรที่แท้จริง ต้องมี 24 ชั่วโมงต่อวัน แต่ทุกวันครับ ผู้จะเข้าสมาบัติ พระบาลีว่าต้องมีศีลหมดจรดดุจหอยสังข์ขัด ซึ่งฆารวาสแม้ในสมัยพุทธกาลก็ประพฤติปฏิบัติได้ยากพอสมควร การจะบรรลุธรรม แบ่งเป็นสามวาระที่ต้องผ่าน คือ
มีศีลชำระงกาย
มีสมาธิชำระใจ และ
มีสมาบัติชำระจิต
ในสมัยเรานี้ พระพุทธองค์ได้ดับขันธ์ปรินิพพานไปนานแล้ว คงไว้ซึ่งพระธรรม บันทึกในพระไตรปิฎก แต่อุปเท่ห์ในการเจริญสมาธินั้นเข้าใจว่าต้องเรียนโดยตรงจากพระอรหันต์ ซึ่งปัจจุบันไม่มีในภูมิมนุษย์แล้ว ตามพุทธฎิกาพยากรณ์ ธรรมที่คงอยู่เป็นภาษาไทย ซึ่งมีการแปลผิดเพี้ยนโดยอรรถชั้นหนึ่ง การตีความโดยผู้อ่านซึ่งไม่มีพื้นฐานในไตรเพทหรือศาสตร์มูลฐานแบบพราหมณ์ในสมัยพุทธกาลทำให้เข้าถึงสัทธรรมถ่องแท้ได้ยาก ประกอบกันไม่มีพระอรหันต์สอนธรรม จึงยากที่จะบรรลุ ตำราก็อยู่ในอำนาจของไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เนื้อหาแปลเปลี่ยนผิดเพี้ยนไปจากเมื่อสองพันกว่าปีก่อนได้ จึงไม่พึงเชื่อตำราสถานเดียว ผมหมายถึงหลักธรรมบางข้อที่เราศึกษาอาจไม่ตรงกับที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้จริงๆ อย่างเรื่องการบริโภคเนื้อสัตว์ ก็ยังตกลงกันไม่ได้ระหว่างมหายานกับทักษิณยาน เป็นต้น

ส่วนที่อุบาสิกาท่านนั้นบรรลุอริยผล เชื่อว่าสาเหตุคือคนโบราณมีพื้นฐานความรู้เรื่องจิตดีมาก จึงฟังคำโดยย่อก็ปฏิบัติได้ แต่ในไทยความรู้ด้านนี้ไม่เจริญ การปฏิบัติตามดังนั้นจึงไม่สัมฤทธิ์ผล

ส่วนโสดาปัตติผลนั้นท่านเห็นว่าเป็นของง่ายไหม ผมเห็นว่าเป็นสิ่งประเสริฐกว่าทรัพย์มากมายในโลก ในโลกนี้ สิ่งประเสริฐได้มาโดยง่ายไซร้ไป่มี แม้บทเรียนมีแคลคูลัส อินติเกรต เป็นต้น ยังเข้าถึงแก่นได้ยาก ผมคิดว่าไม่ควรคิดว่าเราจะได้มาซึ่งอริยผลโดยง่าย เพราะจะทำให้เราประมาท เรามองไม่เห็นเนื้อบุญบารมีของตัวเอง

ถ้าท่านสร้างบุญบารมี วาสนาทางธรรมมากจริงแล้ว ท่านควรจะเกิดพบพระพุทธโคดมเมื่อสองพันกว่าปีก่อน แต่ทำไม่ท่านไม่บรรลุโสดาบันตั้งแต่ตอนนั้นละ ผมเชื่อว่าเพราะบุญบารมีเราไม่ถึง นี้คือสติที่ต้องมี

โดยคุณ : สิทธิการิยะ - 06/08/2007 01:18

4 :
หัวใจสำคัญของการบรรลุธรรมข้อหนึ่ง คือ การประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม หมายถึงเลือกบทธรรมที่เหมาะกับสภาพของตัวเราเอง ธรรมที่พระพุทธองค์แสดงต่อบุคคลต่างๆ จึงต่างคำสอนกัน พระไตรปิฏก ผมเข้าใจว่าไม่ใช่ General Theory ที่ประยุกต์ใช้ได้กับทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา แต่ใช้ได้บางบท กับบางคน บางที่ และบางเวลา ในการจัดทำตำรานี้ท่านให้เป็นหลักพิจาราณา ไม่ให้หลงยึดมั่นถือมั่น ทำไมพระพุทธองค์เองท่านไม่ได้เขียนพระสูตรเอง ท่านเลือกสอนโดยการสนทนา ไม่ได้สอนโดยการแจกตำรา นี่คือข้อสังเกตที่ผมพอจะมองเห็น แม้อุบาสกที่ท่านยกมาแสดง ก็เรียนผ่านการสนทนา จริงๆ อาจมีการสนทนามากกว่านั้นแต่ไม่ได้บันทึกไว้

ส่วนการกลัวว่าในภพชาติต่อๆ ไปจะไม่แน่นอนนั้น เราไม่นึกกลัว (มีวิริยะ) แต่ก็ไม่ประมาท จึงทำบุญ มีอามิสบูชาและปฏิบัติบูชาตามสมควร ในสายปฏิบัติที่ผมดำเนินตามนี้ไม่กลัวที่จะต้องเกิด เพราะมีสัทธาว่าถ้าเราตั้งใจแน่วแน่ดังนี้ว่าจะทำความดีตามแบบฆารวาส มีเทพดาอายุยืน ที่สำเร็จมรรคผลแต่ยังไม่เข้านิพพาน ให้ความช่วยเหลือ คุ้มครอง ชี้แนะ ในทุกชาติภพ ย่อมเกิดแต่ในภพ มีภูมิในทางเจริญกว่าจะสำเร็จในอนาคตภูมิ
ในช่วงที่ว่างเปล่าจากพระพุทธศาสนา ไม่ได้หมายความว่าสามโลกปราศจากจากธรรมะ ในยุคนั้นถ้าอยากบวชก็บวชเป็นพระฤาษีได้ บางยุคมีปัจเจกโพธิ ไม่แน่ว่าพวกเราอาจไปสำเร็จในยุคพระศรีอาร์ยก็เป็นได้ ถ้าทำบุญไว้ดีพอตั้งแต่วันนี้

ตอนนั้นฆารวาสธรรม จะเกิดขึ้นในดวงจิตเองโดยไม่ต้องมีผู้ใดสั่งสอน ในยุคที่ไม่มีพระพุทธศาสนา บางท่านสามารถสำเร็จเป็นพระปัจเจกโพธิด้วยตนเอง อนึ่งคุณวิเศษขั้นอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ก็ยังมีได้

ก่อนปฏิบัติธรรม ปฏิบัติบุญดีแล้วหรือยัง
พระสงฆ์ยังต้องทำบุญทุกวัน (ถวายข้าวพระพุทธ ทำวัตรเช้า เย็น)

โดยคุณ : สิทธิการิยะ - 06/08/2007 02:03

5 :
เราไม่กลับมาตอบแล้ว

โดยคุณ : สิทธิการิยะ - 06/08/2007 02:16

6 :
ขอเรียนคุณสิทธิการิยะว่า ที่คุณบอกว่าต้องได้ ๒๔ ชั่วโมง
ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วยนะ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้อยู่กับปัจจุบันขณะไม่ใช่หรือครับ
เวลาเป็นสิ่งสมมติครับ
ธรรมชาติของสังขารทั้งปวง คือ การเสื่อมลงไปเรื่อยๆการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ (ไตรลักษณ์)
เวลาเป็นแค่สิ่งที่มนุษย์สมมติเวลาขึ้นมา อธิบายหรือนิยามสิ่งที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเท่านั้นนะครับ :)


โดยคุณ : นัส - 06/08/2007 23:48

7 :
"ส่วนที่อุบาสิกาท่านนั้นบรรลุอริยผล เชื่อว่าสาเหตุคือคนโบราณมีพื้นฐานความรู้เรื่องจิตดีมาก จึงฟังคำโดยย่อก็ปฏิบัติได้ แต่ในไทยความรู้ด้านนี้ไม่เจริญ การปฏิบัติตามดังนั้นจึงไม่สัมฤทธิ์ผล"

นางวิสาขาบรรลุอรหัตตผลตั้งแต่อายุ ๗ ขวบนะครับ เด็ก ๗ ขวบจะมีความรู้ไตรเพทขนาดที่คุณว่าหรือครับ


ส่วนในข้อที่ว่า
"ส่วนโสดาปัตติผลนั้นท่านเห็นว่าเป็นของง่ายไหม ผมเห็นว่าเป็นสิ่งประเสริฐกว่าทรัพย์มากมายในโลก ในโลกนี้ สิ่งประเสริฐได้มาโดยง่ายไซร้ไป่มี"

ตรงนี้ผมเห็นด้วยครับ โสดาปัตติผลมีค่ามากกว่าจักรพรรดิสมบัติ มากกว่าเทวสมบัติ มากกว่าพรหมสมบัติครับ เพราะเป็นของประเสริฐได้มาโดยยาก ถึงต้องพยายามไงครับ ถ้าได้มาง่ายก็ไม่ต้องพยายาม ถ้าคุณบอกว่าได้มาโดยยาก ดังนั้นอย่าหวังเลย ไม่พยายามอะไร แล้วมันจะได้มั๊ยครับ


"ถ้าท่านสร้างบุญบารมี วาสนาทางธรรมมากจริงแล้ว ท่านควรจะเกิดพบพระพุทธโคดมเมื่อสองพันกว่าปีก่อน แต่ทำไม่ท่านไม่บรรลุโสดาบันตั้งแต่ตอนนั้นละ ผมเชื่อว่าเพราะบุญบารมีเราไม่ถึง นี้คือสติที่ต้องมี"

ถ้าเป็นอย่างที่คุณพูดจริง ถ้าเช่นนั้นทำไมท่านพระมหาโมคคัลนะ ท่านพระสารีบุตร ถึงไม่บรรลุอรหัตตผลตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตระหละครับ ผมมองว่าบารมีเป็นของที่ต้องสั่งสมไปเรื่อยๆครับ น้ำหยดลงตุ่มทีละหยดยังเต็มตุ่มได้ อย่าประมาทครับ


"เจริญสมาธินั้นเข้าใจว่าต้องเรียนโดยตรงจากพระอรหันต์ ซึ่งปัจจุบันไม่มีในภูมิมนุษย์แล้ว ตามพุทธฎิกาพยากรณ์ "

ตรงนี้ไม่จำเป็นนะครับ ในสมัยพุทธกาลมีหลายบุคคลที่ฟังธรรมจากปุถุชนก็สามารถบรรลุธรรมได้ครับ ผมมองว่าอยู่ที่บารมีมากกว่า ต้องสั่งสมไปเรื่อยๆครับ
ส่วนเรื่องพุทธฏีกาพยากรณ์ไม่ทราบจากพระไตรปิฏกเล่มไหนครับ แล้วท่านไม่คิดบ้างหรือครับ ว่าส่วนนี้อาจถูกเขียนใหม่ภายหลังโดยพราหมณ์ก็ได้ ทำไมส่วนที่สอนให้ปฏิบัติท่านกลับไม่เชื่อ แต่ส่วนที่ทำให้ท้อถอยในการปฏิบัติ ท่านถึงเชื่อครับ ตรงนี้มีอกุศลรึป่าว ดูจิตตัวเองนะครับ


ที่คุณกล่าวว่า "พระไตรปิฏก ผมเข้าใจว่าไม่ใช่ General Theory ต้องเลือกบทธรรมให้เหมาะกับตน"

ตรงนี้ไม่มีในพระไตรปิฏกนะครับ แต่มีในอรรถกถา หลังพุทธกาล ๙oo ปีครับ ทำไมคุณถึงเชื่อครับ
แต่ถึงแม้ในอรรถกถาฉบับนั้น ที่กล่าวว่าให้เลือกบทธรรมที่เหมาะกับตน ท่านหมายถึงสมถกรรมฐานซึ่งมี ๔o วิธีครับ
ส่วนวิปัสสนากรรมฐานเพื่อบรรลุนิพพานนั้นพระพุทธองค์ทรงตรัสว่ามีทางสายเดียว เป็นทางสายเอก คือสติปัฎฐาน ๔ ครับ ไม่ได้มีหลายทางอย่างที่คุณเข้าใจนะครับ


"จริงๆ อาจมีการสนทนามากกว่านั้นแต่ไม่ได้บันทึกไว้"

ตรงนี้ถ้าคุณคิดเช่นนี้ แสดงว่าคุณไม่เชื่อพระไตรปิฏกครับ


"ส่วนการกลัวว่าในภพชาติต่อๆ ไปจะไม่แน่นอนนั้น เราไม่นึกกลัว (มีวิริยะ) แต่ก็ไม่ประมาท จึงทำบุญ มีอามิสบูชาและปฏิบัติบูชาตามสมควร ในสายปฏิบัติที่ผมดำเนินตามนี้ไม่กลัวที่จะต้องเกิด เพราะมีสัทธาว่าถ้าเราตั้งใจแน่วแน่ดังนี้ว่าจะทำความดีตามแบบฆารวาส มีเทพดาอายุยืน ที่สำเร็จมรรคผลแต่ยังไม่เข้านิพพาน ให้ความช่วยเหลือ คุ้มครอง ชี้แนะ ในทุกชาติภพ ย่อมเกิดแต่ในภพ มีภูมิในทางเจริญกว่าจะสำเร็จในอนาคตภูมิ "

คุณอย่าประมาทครับ พระพุทธองค์เคยตรัสถึงความร้อนของอเวจีมหานรก ความเย็นของโลกันตนรกว่าเป็นความร้อนและเย็นอย่างที่สุด แล้วพระองค์ทรงเปรียบเทียบว่าแท้จริงสิ่งที่น่ากลัวกว่านรกนั้นๆมีอยู่ นั่นคือวัฏสงสารนั่นเองครับ คุณกำลังพอใจในวัฏสงสารอยู่ เรียกว่าประมาทครับ อย่าประมาทครับ


"ในช่วงที่ว่างเปล่าจากพระพุทธศาสนา ไม่ได้หมายความว่าสามโลกปราศจากจากธรรมะ ในยุคนั้นถ้าอยากบวชก็บวชเป็นพระฤาษีได้"

แล้วในเมื่อตอนนี้ยังอยู่ในช่วงกึ่งพุทธกาล ทำไมต้องรอไปถึงสุญญกัลปหละครับ ทำไมไม่ปฏิบัติซะตอนนี้ อย่าประมาทครับ


"ตอนนั้นฆารวาสธรรม จะเกิดขึ้นในดวงจิตเองโดยไม่ต้องมีผู้ใดสั่งสอน ในยุคที่ไม่มีพระพุทธศาสนา บางท่านสามารถสำเร็จเป็นพระปัจเจกโพธิด้วยตนเอง อนึ่งคุณวิเศษขั้นอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ก็ยังมีได้ "

พระปัจเจกโพธิก็คือท่านผู้มีบารมีเต็มเปี่ยมแล้วในยุคที่โลกว่างจากพระศาสนา ท่านถึงบรรลุเป็นพระปัจเจกโพธิครับ เพราะอย่างนี้เราท่านถึงต้องปฏิบัติธรรมสั่งสมบารมีกันตั้งแต่ตอนนี้ไงครับ แต่ท่านไม่ได้บรรลุธรรมด้วยฆราวาสธรรมนะครับ ท่านไปด้วยทางสายเอกเหมือนกันคือสติปัฏฐาน๔ ครับ

คุณกล่าวว่าโสดาปัตติผลเป็นของยาก ได้มาโดยยาก แต่คุณกลับบอกประมาณว่า "ตอนนั้นฆารวาสธรรม จะเกิดขึ้นในดวงจิตเองโดยไม่ต้องมีผู้ใดสั่งสอน" เช่นนี้เรียกว่าประมาทมั๊ยครับ


"ก่อนปฏิบัติธรรม ปฏิบัติบุญดีแล้วหรือยัง
พระสงฆ์ยังต้องทำบุญทุกวัน (ถวายข้าวพระพุทธ ทำวัตรเช้า เย็น)"

ตรงนี้ก็ต้องทำอยู่ และจะพยายามทำให้ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพื่อหวังพระนิพพานครับ คุณก็เช่นเดียวกันนะครับ ทำความดีเยอะๆนะครับ


"ไม่แน่ว่าพวกเราอาจไปสำเร็จในยุคพระศรีอาร์ยก็เป็นได้ ถ้าทำบุญไว้ดีพอตั้งแต่วันนี้ "

ใช่ครับ ไม่แน่ครับ อาจได้หรือไม่ได้ก็ได้ ดังนั้นเราถึงต้องทำทาน ศีล ภาวนา กันตั้งแต่ตอนนี้ไงครับ ทุกครั้งที่ผมอธิษฐานหลังทำบุญ ผมก็อธิษฐานว่าถ้าผมไม่มีบุญพอบรรลุนิพพานในชาตินี้ ขอผมได้พบพระศรีอารยเมตรยไตรย ได้ฟังธรรมใกล้ชิดท่าน ได้บรรลุอรหัตตผล
ถ้าไม่มีใครบรรลุธรรมไปก่อน หวังว่าเราจะได้เจอกันในยุคนั้นครับ

คุณอย่าประมาทนะครับ ธรรมต้องทำมากขึ้นเรื่อยๆ อย่าประมาทว่าทำเท่านั้นเท่านี้พอแล้ว ศีลเราดีแล้ว ฆราวาสธรรมเราดีแล้ว อย่าคิดเช่นนี้ครับ ดีแล้วก็ต้องดีขึ้นอีกเรื่อยๆนะครับ
ส่วนเรื่องอย่าปฏิบัติเลย พระพุทธองค์ไม่เคยตรัสเช่นนี้ครับ
ผมเชื่อพระพุทธองค์ครับ พระองค์เป็นสรณะของผม :)

โดยคุณ : นัส - 07/08/2007 19:40

8 :
จากอรรถที่คุณแสดงว่า ปัญญาอินทรย์ท่านอยู่ในอำนาจของอุปทาน มีความสัทธาถ้อยคำในตำรา เป็นอาทิ ผมคิดว่าท่านอาจจะบรรลุธรรมยาก สมมติว่าพรุ่งนี้ท่านพบพระอรหันต์ พอพระอรหันต์แสดงธรรมที่แตกต่างจากถ้อยคำในพระไตรปิฎก ท่านก็จะปฏิเสธว่าพระรูปนั้นสอนผิด เพราะท่านเชื่อตำรา ใช้ตำรามาตัดสินสัทธรรม ถ้าท่านศึกษานิกายเซ็นด้วยจะเข้าใจข้อนี้ดี

โดยคุณ : บัณฑิต - 07/08/2007 22:48

9 :
ที่ว่าคนโบราณมีความรู้ไตรเพทดี ผมดูตัวอย่างจากปัจจวัคคี และพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ สมัยยังเป็นปริพาชก จุดประสงค์ให้เปรียบเทียบกับตัวท่านเอง อายุท่านคงจะมากแล้ว ทั้งเกิดมาในยุคที่พระสัทธรรมเลอาะเลือน ป่าไม้สำหรับบำเพ็ญสมณธรรมหาได้ยาก ดังนี้ แนวทางสติปัฏฐานสี่จึงไม่เหมาะกับท่าน (อาจดู ภิกษุสูตร ตีความคำว่าสังวรปาฏิโมกข์ให้ดี นักเขียนรุ่นใหม่ เช่น ดังตฤน ตัดเนื้อหาสำคัญออกไป โปรดระวัง)

บุญพวกเราไม่ถึงนางวิสาขา และอริยสาวกในยุคนั้น คุณปฏิบัติได้อย่างหลวงพ่อคูณไหมล่ะ ถึงคิดว่าตัวจะสำเร็จโสดา การที่ท่านดูตัวอย่างคนที่บรรลุธรรมง่ายในสมัยพุทธกาล และคิดว่าท่านก็จะบรรลุธรรมง่ายในชาตินี้ นี่แหละคือ ความประมาทในสายตาของผม

ในหลักธรรมที่ว่าคนรุ่นเรา ควรประพฤติธรรมอย่างไร ท่านลองอ่านกรณียภาษิต ถ้าไม่รู้จัก ผมถือว่าอินทรีย์ท่านยังไม่แก่กล้าพอ

ปฏิบัติตอนนี้ดีครับ ถามว่าปฏิบัติแบบไหนจึงถูก ท่านว่าต้องนั่งสมาธิ ดังนั้นผมแนะนำให้ท่านไปบวช ถือศีลให้วิสุทธิ์ก่อนจึงจะถูก ของผมเจริญฆารวาสธรรม เพราะตอนนี้เป็นคนธรรมดาไม่ใช่พระ จึงไม่นั่งสมาธิ แบบนี้ คือ เหมาะกับสถานภาพของผม

ข้อว่าพระปัจเจกโพธิจะบรรลุธรรมโดยทางสายเอก สายโท ผมไม่ทราบครับ เพราะเป็นอจินไตย อีกประการหนึ่ง ผมพยายามไม่นิยมพูดในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้จริง (เหมือนนกแก้วนกขุนทอง)

โดยคุณ : บัณฑิต - 07/08/2007 23:10

10 :
ที่ท่านทำบุญขอให้ได้พบพระศรีอาร์ย ควรจะบูชาเทวดาด้วย เพราะตอนนี้พระโพธิสัตว์ (อดีตพระอชิตะ) ที่จะตรัสเป็นพระศรีอารย์ คงสถิตย์อยู่บนสวรรค์เบื้องบนให้ท่านสักการะได้ตั้งแต่วันนี้ พบพระศรีอารย์ตั้งแต่วันนี้ ตั้งแต่ท่านยังเป็นพระโพธิสัตว์ครับ

ขอบคุณครับที่หวังจะได้เจอกันในยุคนั้น ผมบุญบารมีน้อย ยังไม่รู้ว่าจะได้เกิดในยุคนั้นหรือไม่ แต่รู้ตัวว่าอรหันตผลในชาตินี้สูงเกินเอื้อมของผมแน่นอนครับ

ส่วนเรื่องความไม่ประมาท ผมจะพยายามครับ ขอบคุณที่เตือนครับ

พูดถึงสิ่งที่สมมตขึ้นมา ผมตีความว่า อรรถทั้งหลาย สรรพสิ่งที่เรียกว่านั้น คือ สมมติสัจจะ (บัญญัติขึ้นมาใช้) ส่วนกฎความสัมพันธ์ คือ ปรมัตสัจจะ เช่น
เวลา (Time) คือ สมมติสัจจะ (concept)
ทุกคนสมัยนี้ต้องตาย คือ ปรมัตสัจจะ (natural law)

โดยคุณ : บัณฑิต - 07/08/2007 23:29

11 :
ต่อไปนี้เป็นคำถามชวนคิดนะครับ

ท่านในวันนี้ ฉลาดกว่าท่านเมื่อปีที่แล้วไหมครับ
คนที่ฉลาดกว่าท่านมีไหมครับ
คนที่ฉลาดกว่าท่าน และเป็นคนดี มีตบะ ที่ตายไปแล้วเป็นเทวดาใช่ไหมครับ
เทวดาองค์นั้นจะฉลาดกว่าท่านไหมครับ
ถ้าท่านติดต่อเทวดาองค์นั้นได้โดยตรง ท่านจะเชื่อเทวดาองค์นั้นไหมครับ เวลาที่เทวดาชี้แนะว่า ท่านควรจะปฏิบัติอย่างนี้ ในยุคนี้ เพื่อความสำเร็จในอนาคต

โดยคุณ : บัณฑิต - 07/08/2007 23:34

12 :
ข้อว่าพระปัจเจกโพธิไม่ได้บรรลุธรรมด้วยฆารวาสธรรม ไม่เป็นความจริง เพราะท่านกำลังกล่าวว่า ผู้สำเร็จอรหันตไม่จำเป็นต้องมี สัจจะ เป็นอาทิ โจรอย่างองคุลีมาลย์ ก็ยึดถือสัจจะจึงมีวาสนาฟังธรรมจากพระพุทธองค์ ส่วนกามนิต (เกิดดาวโจรเหมือนกัน) แต่ไม่มีฆารวาสธรรม ขาดสัจจะ จึงไม่มีวาสนาได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ ฆารวาสธรรมเป็นพื้นฐานของการบรรลุธรรม

การนั่งสมาธิโดยที่ไม่ได้บวช ไม่น่าจะมีในหมู่พุทธมามกในสมัยพุทธกาล ไม่เช่น นั้นผู้หญิงจะขอบวชทำไม (เพราะจะได้มีโอกาสนั่งกรรมฐาน) และธรรมในสมัยนั้นก็ไม่สอนกันพร่ำเพรื่อเหมือนสมัยนี้ สมัยนี้ใครรู้อะไรจริงไม่จริงไม่รู้ สาธยายเป็นคุ้งเป็นแคว แต่พระเถระในอดีต เช่น พระอัสสชิ เรียนธรรมจากพระพุทธองค์โดยตรง กลับมีโรสัจจะ กล่าวแก่ปริพาชก (ต่อมาเป็นพระสารีบุตร) ว่าตนเองรู้ธรรมไม่ลึกซึ้ง เกรงจะอธิบายไม่ได้ ประมาณนี้

โดยคุณ : บัณฑิต - 08/08/2007 11:11

13 :
การที่ฆารวาสบำเพ็ญสมาธิ ผมมองว่าเหมือน
คนทั่วไป พยายามเขียน paper ตีพิมพ์ในวารสารวิจัยต่างประเทศ ซึ่งแม้แต่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอง (ผู้บวช) ยังกระทำได้ยาก

อุปสรรค คือ คนทั่วไปไม่มีเวลา สมาธิ และความถนัด

ถ้าท่านอยากรู้ว่าท่านสามารถบรรลุธรรมได้ไหม ท่านลองหัดเล่นหมากล้อมวันนี้ ดูว่าท่านเข้าถึงระดับ 9 ดั้งได้หรือไม่ ท่านจะรู้ว่าท่านเริ่มช้าไป

ถ้าคิดจะบรรลุในชาตินี้ ท่านควรศึกษาธรรมตั้งแต่ยังเยาว์ อายุ ๗ ขวบเหมือนนางวิสาขาที่ท่านยกมา หรือเหมือนพระราหุล ถ้าคิดจะบรรลุธรรมง่ายในวัยผู้ใหญ่ ท่านก็ต้องบวชจริงทั้งกายและใจ บุญเราไม่มากเหมือนพระอนุรุต (อดีตพระอินทร ราชาสวรรค์) ซึ่งพระองค์ยังต้องบวช สำรวมปาติโมกข์ก่อนเจริญสมาธิ คนสมัยนี้ ถือศีลเป็นช่วงๆ แล้วก็มาทำมาหากินจับเงินจับทอง แล้วจะหวังบรรลุโลกุตรธรรม

โดยคุณ : บัณฑิต - 08/08/2007 11:26

14 :
ผมอายุยังไม่มากครับ
บอกว่าจะไม่มาตอบแล้ว เลยแก้เป็นชื่อคนอื่นหรอครับ หุหุ
ไม่เป็นไรหรอกครับ อยากให้เปิดใจนะครับ
ท่านปฏิบัติเช่นไร ท่านก็ได้รับผลเช่นนั้นครับ :)
เจริญในทางโลกนะครับ
(ถ้าเป็นท่านอื่นผมจะกล่าวว่าเจริญในธรรมนะครับ แต่คงไม่ใช่สิ่งที่ท่านต้องการมั๊งครับ)

โดยคุณ : นัส - 08/08/2007 20:25

15 :
ขอบใจที่อวยพร

โดยคุณ : บัณฑิต - 09/08/2007 09:25

16 :
ไม่เป็นไร ยินดีครับ :)

โดยคุณ : นัส - 09/08/2007 13:40

17 :
ขอบใจ

โดยคุณ : บัณฑิต - 10/08/2007 11:13

18 :
คุณดีดี้เจ้าของเวปหายไปเลย เป็นห่วงจังเลยครับ :(

โดยคุณ : นัส - 11/08/2007 23:46

19 :
สาธุและสวัสดีค่ะคุณนัสและกัลยาณมิตร :)

ดิฉันเข้าบอร์ดมานานๆ ครั้ง (ปัญหาสุขภาพอย่างที่เล่าเสมอๆ)
เห็นกระทู้และคำทักทายของคุณนัสแล้ว แต่ก็ไม่ได้ตอบสักที
ต้องขออภัยด้วยค่ะ

กระทู้นี้ของคุณนัส ดิฉันก็ยังไม่ได้อ่าน...
ก็เลยยังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอะไรไม่ได้ในตอนนี้...ต้องขออภัยด้วยนะคะ
ไม่ค่อยสบายตามปกติดค่ะ :) นี่เดี๋ยวก็คงต้องปิดเครื่องแล้ว
เพราะว่าอยู่หน้าเครื่องนานๆ ก็จะเหนื่อยเกินไป
ก็จะยิ่งไม่สบายเข้าไปใหญ่

มาโผล่หน้า (ตัวอักษร) สวัสดีและแจ้งว่ามาค่ะ ยังมาอยู่ :)

เจริญในธรรม

:)

โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi.deedi@gmail.com - 22/09/2007 14:09

20 :
เพิ่งเข้ามาอ่านไม่รู้สายไปหรือเปล่าที่เข้ามาตอบ
ความสุขที่คุณรู้สึกนั้นยังอยู่ใน อุปจารสมาธิ ซึ่งเป็นอุปกิเลส 10 ที่ว่าอย่างนั้นเพราะ ปฐมญาณ มีปิติเหมือนกันแต่จะสุขมากกว่าในอุปจารสมาธิ ในขั้นปฐมญาณหูจะได้ยินเสียงชัด แต่จิตไม่สอดส่ายไปตามเสียง ถ้ายังตกใจเพราะเสียง ก็ยังไม่ถึงปฐมญาณค่ะ ความสุขที่เกิดในอุปจารสมาธินั้นค่อนข้างสลัดยาก เมื่อนั่งทีไรใจก็ปราถนาความสุขนั้น อยากให้เกิดขึ้นอีก หรือเรียกว่าติดสุข ถ้าตัดอารมณ์นี้ไม่ได้ก็จะเสียเวลามาก ดิฉันติดสุขมาเกือบปีรู้ดีว่าเสียเวลามากแค่ไหน นั่งไปนานๆมันก็จะหายไปเองค่ะ แต่ถ้าอยากผ่านไวไวก็จะแนะนำวิธีให้ ถ้าเกิดความสุขขึ้นมาก็ให้ภาวนาว่าสุขหนอๆๆไปเรื่อยๆที่ลิ้นปี่จนกว่าความสุขจะหายไป แล้วกลับมาภาวนาต่อตามที่คุณทำตามหนังสือ ถ้าเกิดสุขอีกก็ทำวนไปวนมาแบบนี้ ก็จะเกิดสภาวะธรรมใหม่ขึ้นมาเอง
ฆราวาสก็นั่งกรรมฐานได้ แต่ปกติจะต้องนำพานดอกไม้ธูปเทียน ไปกราบขอรับพระกรรมฐานจากพระผู้เป็นอาจารย์สอนก่อน เมื่อเรียนแล้วก็นำกลับมาทำที่บ้าน ในกรณีคุณอยู่ญี่ปุ่นมันก็ทำได้ยาก ฝึกเองได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งมาก ขออนุโมทนา แต่ขอเตือนเรื่องการฝึกกสิณ ปกติเค้าไม่ฝึกเองต้องมีอาจารย์ เพราะเคยได้ยินมาว่าบางคนฝึกกสิณไฟเอง ถ้าเทียนแตกอาจทำให้เสียสติ แต่แบบที่คุณทำอยู่มันไม่ใช่กสิณหรอกสบายใจได้

โดยคุณ : POM - 26/02/2008 14:02

21 :
ปฏิบัตแบบใดก็ได้ถือเอาเป็นอุบายวิธี แต่ขอให้มีสติจับตลอดนั้นเป็นการดีมาก
สิ่งที่เคยได้แล้วคือสิ่งที่ล่วงไปแล้ว อย่าไปยึดเป็นอารมณ์ นั่นคืออดีต ถือว่าคุณนัสเค้ามีวาสนามากเลย

โดยคุณ : กฤต - อีเมล์ kita_nv@hotmail.com - 03/05/2008 00:05

แสดงความคิดเห็น
ชื่อ :
Email :
ICQ :
โฮมเพจ :
ข้อความ :

เจริญในธรรม
TheRyo's GYM Bodybuilding and Fitness Guide