ห้องสนทนาสบายๆ สไตล์ธรรมปฏิบัติ

หัวข้อกระทู้ : ทุกข์เพราะรักค่ะ.. จะทำอย่างไรดีคะ?
:
ตอนนี้รู้สึกว่า ต้องชดใช้กรรมที่เคยทำไว้กับคนคนหนึ่งค่ะ ไปดูดวงมา.. เค้าก็บอกว่า อดีตชาติเราเคยทอดทิ้งคู่ให้เหงามาก่อน แล้วก็บอกว่า คนคนนี้คือเจ้ากรรมนายเวร การที่เราต้องเป็นทุกข์ ถือว่าเป็นสภาพทุกข์ที่ดี คือก็ถือว่า ได้ทุกข์เพื่อชดใช้กรรมให้เขาไปแล้ว อดีตชาติเคยเป็นคนเจ้าชู้ นอกใจคู่มาก่อน วิบากกรรมจึงทำให้รักคนดีไม่ได้ รักได้แต่คนไม่ดี

กับคนคนนี้ รู้สึกว่า ต้องเป็นคนที่เราจะต้องดูแล ต้องเป็นคนที่เราจะต้องชดเชยอะไรให้ รู้สึกอย่างนี้มาตลอดค่ะ แต่ว่าตอนนี้อยู่ไกลกันมาก เค้าเป็นคนต่างชาติ อยู่กันคนละประเทศ ติดต่อกันได้ยากมากๆ บางครั้งก็รู้สึกกลัว ว่าจะไม่ได้คุยกันอีกแล้ว ว่าจะไม่ได้เจอกันอีก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเจอกันไปอีกทำไม ทั้งๆที่เค้าก็ไม่ได้ดีอะไรกับเรามาก ทั้งๆที่เค้าก็ไม่ได้แสดงออกว่าสนใจ จากกันแล้ว แต่ทั้งคู่ก็เหมือนไม่ขาดจากกัน ได้คุยกันทีไรก็เหมือนจะนำไปสู่การสนทนาครั้งต่อๆไปตลอด

รู้ทั้งรู้ว่าระหว่างเรากับเค้าก็เป็นไปไม่ได้ แต่ใจรู้สึกเหมือนติดค้างอะไรเค้าบางอย่างค่ะ รู้สึกว่า มีอะไรที่ต้องชดใช้ ชดเชยให้เค้า ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคืออะไร รู้สึกแต่ว่าเราจะเป็นคนที่ช่วยเค้าได้ค่ะ

มีแต่เรื่องของความรู้สึกเต็มไปหมด..

ทุกข์ของความรักนี่แปลกนะคะ รู้ว่าทุกข์ แต่ก็ยินดีที่จะกอดทุกข์นั้นไว้ เพราะมันช่วยทำให้เรารู้สึกอบอุ่น และปลอดภัย เสียใจแค่ไหน ก็ยังรู้สึกดีเล็กๆที่ชีวิตนี้เรามีเค้าอยู่ในใจ นึกขอบคุณเค้ามาตลอด ที่ช่วยผลักดันให้เราสนใจเรื่องธรรมะ อยากขออโหสิกรรมจากเค้า (เค้าไม่ใช่คนพุทธ) แต่ไม่ได้มีโอกาสที่ได้คุยกันง่ายๆ คือตอนนนี้กลัวว่าเค้าจะอาจจะเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ (เค้าไม่เล่นเนทค่ะ ไม่มีอีเมลล์)

อยากทราบว่า..
วิธีที่จะหลุดพ้นจากทุกข์แบบนี้ได้ตามหลักศาสนาพุทธ ต้องปฎิบัติอย่างไรบ้างคะ? มีหลักธรรมใดพอจะช่วยได้บ้างคะ?
การอุทิศส่วนบุญให้เค้า ในขณะที่เค้ายังมีชีวิตอยู่ เค้าจะได้รับส่วนบุญนั้นในรูปแบบไหนคะ? แล้วจะมีส่วนช่วยให้เค้าอโหสิกรรมให้เราได้บ้างมั้ยคะ?
โดยส่วนตัวแล้ว ก็เชื่อในความรู้สึกของตัวเอง แต่ก็เข้าใจว่า มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่จริงเสมอไปก็ได้ ทำอย่างไรถึงจะได้เห็นถูก รู้จริงคะ?

ขอขอบคุณสำหรับทุกๆคำตอบ และคำแนะนำดีๆนะคะ
อนุโมนาบุญค่ะ

โดยคุณ : eyesnsky - 11/09/2007 22:46

1 :
เก็บมาฝากครับ จากพี่ตุลย์ ดังตฤณ http://www.dungtrin.com

ถาม – แฟนดิฉันเคยชวนให้มั่นใจว่าเราเป็นคู่แท้แต่ปางก่อน พูดอย่างโน้นพูดอย่างนี้จนกระทั่งดิฉันปักใจเชื่อตามกัน และยอมให้เขาทุกอย่าง แต่ในที่สุดหลังจากคบกันมาระยะหนึ่งเขาก็จะขอแยกจากไป ดิฉันรักเขามาก อยากได้เป็นคู่ชีวิตจริงๆ จะมีวิธีทำบุญแบบใดไปดลใจให้เขากลับมาหาเราได้ไหมคะ?

ผมว่าทำบุญอธิษฐานขอให้ตาสว่างเถอะครับ เวลาโดนความพิศวาสครอบงำ เราจะนึกว่านี่แหละใช่ที่สุด รักเขาไม่มีทางถอน ฉะนั้นความลุ่มหลงพิศวาสจึงเปรียบเหมือนเมฆหมอกมืดมัว ทำให้เราไม่สามารถเห็นถนัดว่าเขาดีเลวอย่างไร ต่อเมื่อมีแสงสว่างฉายสาดมาชำแรก เมฆหมอกจึงสลายตัวไป เปิดให้เห็นทัศนวิสัยปกติ ซึ่งคุณอาจรู้สึกไปอีกแบบหนึ่งอย่างสิ้นเชิง ที่สุดแล้วเขาคือคนแปลกหน้าคนหนึ่ง ดีตรงไหน เลวประมาณใด คุ้มหรือไม่คุ้มกับการเสียเวลาลงทุนลงแรงให้

หากทำบุญแล้วคิดอยากให้เขากลับมา ก็เหมือนใช้บุญแทนเสน่ห์ยาแฝด อันนั้นแหละจะยิ่งผูกจิตของคุณให้แนบกับความหลงอย่างแน่นหนา ในที่สุดจะแก้ยากเข้าไปอีกครับ เพราะบุญเปรียบเหมือนยาหรืออาหารบำรุงกำลัง คุณกินเข้าไปก็เพิ่มเรี่ยวแรงทุกครั้ง แต่หากตั้งเข็มไว้ผิด แทนที่จะใช้กำลังวังชาหาทางออกจากป่า กลับวิ่งหลงเข้าป่ารก คุณก็จะพบความทึบตันหนักขึ้นเรื่อยๆ คราวนี้พอหมดกำลังงานจากยาอาหารก็จอดสนิทเลยครับ กระดุกกระดิกออกจากป่าไม่ไหวแน่แล้ว

เรื่องภพๆชาติๆนี้นะครับ พอเราโดนใครกล่อม แล้วยอมร่วมสะกดจิตตัวเองไปกับเขา เฝ้าบอกตัวเองย้ำๆอยู่ทุกวันว่าเราเป็นคู่แท้ เป็นเนื้อคู่ เป็นคู่บุญที่ร่วมกันมา หอบหิ้วกันมานับชาติไม่ถ้วน ในที่สุดจะเกิดพลังโมหะ บีบให้ปักใจเชื่อตามนั้นเป็นจริงเป็นจัง แล้วคนเราพอหลงยึดหลงเชื่อด้วยอำนาจความพิศวาส ก็ยากมากที่จะปล่อยวางลงด้วยอำนาจปัญญา

การจะเชื่อว่าใครเป็นคู่ของเราจริงๆหรือเปล่า ก็น่าจะถามตัวเองได้ครับว่าโดยรวมทั้งหมด การคบหากันระหว่างเรากับเขาเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ และที่สำคัญคือคบแล้วชวนกันมีจิตเป็นบุญหรือเป็นบาปโดยมาก เพราะถ้าเคยร่วมบุญกันมาจริง บุญเก่าย่อมนำคู่บุญมาต่อยอดความสุขความเจริญยิ่งๆขึ้นไป ไม่ใช่เพื่อให้ฝ่ายหนึ่งแหนงหน่าย และอีกฝ่ายหนึ่งทนทุกข์อยู่อย่างเดียวดาย

หากอยู่กับเขาเพื่อเป็นสุขในเชิงกามแป๊บๆแล้วโดนเบื่อ ไม่เกิดความเจริญก้าวหน้าอันเป็นบุญกุศล ไม่มีความสว่างทางจิตเอาเลย ก็ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเขาไม่ใช่ ‘คู่บุญ’ หรอกครับ แค่เป็นคู่เวรที่ตามมาเอาคืนมากกว่า

การถามว่าใช่เนื้อคู่หรือไม่นั้น รังแต่จะทำให้สับสนและไม่ยอมรับความจริง ประสบการณ์เทือกนี้น่าจะชวนให้คุณเห็นเสียทีครับ ว่าปุถุชนคนหนึ่งพูดอะไรอย่างที่ใจอยาก ไม่ได้พูดอย่างที่ใจรู้ ตอนเขาอยากได้เราเขาก็บอกว่าคงเคยร่วมพนมมือต่อหน้าเจดีย์ทอง อธิษฐานขอเป็นคู่ชีวิตร่วมกันไปทุกภพทุกชาติ แต่ตอนโกรธกันหรือเวลาเขาอยากจากไป ก็อาจหาว่าเราเคยจงเกลียดจงชัง สาปแช่งและขอผูกเวรกันต่อหน้าจอมปลวก ขอจองล้างจองผลาญเป็นคู่อาฆาตไปชั่วกัปชั่วกัลป์

นี่แหละอำนาจความไม่รู้ของมนุษย์ ผลักดันให้พูดอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น ความเชื่อเรื่องผูกใจข้ามภพข้ามชาติกลายเป็นเพียงเครื่องมือสนองราคะหรือโทสะเป็นคราวๆเท่านั้น ภพชาติและกรรมสัมพันธ์ถึงได้เป็นเรื่องฟั่นเฝือ เห็นจริงเห็นเท็จคละกันมั่วไปหมด

สำหรับการทำบุญเพื่อให้ตาสว่าง ผมขอแนะแนวทางง่ายๆไม่ต้องเสียเงินเสียทอง คุณแค่ไปนั่งหน้าพระปฏิมาที่ไหนสักแห่ง ในบ้านหรือที่วัดก็ได้ พนมมือแล้วคิดในใจหรือเอ่ยปากเปล่งเสียงชัดถ้อยชัดคำ อ้างความจริงอันประเสริฐ เช่น พระพุทธเจ้าทรงทำลายความหลงผิดได้เด็ดขาดแล้ว ทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นพระอรหันต์แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมด้วยความเลื่อมใส และขออำนาจความเลื่อมใสนี้ จงเป็นแสงสว่าง ทำให้ข้าพระพุทธเจ้าตาสว่างในทุกเรื่องที่ยังหลงผิดมัวเมาอยู่ด้วยเถิด

เอาประมาณนี้ หรือจำคำสำคัญๆด้วยความเข้าใจไว้ก็พอครับ นั่นคือพระพุทธเจ้าไม่ทรงหลงผิดแล้ว เมื่อเราเลื่อมใสในท่าน ก็ย่อมเกิดโสมนัสขึ้นมาปรุงแต่งจิตเป็นมหากุศลชั่วขณะหนึ่ง มหากุศลจิตมีความสามารถซึมซับพลังของผู้ที่คุณศรัทธา หมายความว่าเมื่อคุณศรัทธาพระปัญญาของพระพุทธเจ้า ก็เท่ากับได้ส่วนแห่งแสงปัญญาของท่านมาฟรีๆ ยิ่งถ้าอธิษฐานแบบจำเพาะเจาะจงสำทับลงไป ว่าขอให้เลิกหลงเลิกงมงายอะไรผิดๆ ในที่สุดก็ต้องได้ผลตามแรงอธิษฐาน

พระพุทธคุณเป็นของไม่มีโทษ ตื่นเช้าและก่อนนอนลอง ‘ทำบุญ’ ตามวิธีที่ผมว่านี้ ขอรับรองผลภายในสามวันเจ็ดวันครับ อย่างช้าวันที่เจ็ดความงมงายในรักจะคลายฤทธิ์ หรือถึงขั้นหมดพิษสงลงสนิท คุณจะตื่นเช้าขึ้นมาด้วยจิตใจที่โปร่งโล่ง หูตาสว่าง และถามตัวเองว่าที่ผ่านมาทำไมต้องไปมัวหลงเขาไม่เลิก คำตอบก็คือเพราะอำนาจมนต์ดำแห่งความพิศวาสเสื่อมลงแล้ว ปล่อยให้ใจของคุณเป็นอิสระแล้ว!

โดยคุณ : อชิตะ - 13/09/2007 19:32

2 :
เมื่อไรที่เกิดการกระทำแล้วได้บุญ ไม่ว่าวิธีใด ให้ตั้งใจแผ่เมตตา และกรวดน้ำ เจาะจงให้เจ้ากรรมนายเวร ไม่ว่าแต่ชาติปางใด ขอให้มาร่วมอนุโมทนาบุญ และขออโหสิกรรม ขอให้เขาเป็นสุข ทำแค่นี้เอง บ่อย ๆ เราก็ได้บุญ สบายใจด้วยลองทำนะ แล้วคุยกันใหม่ โชคดีในรักค่ะ


โดยคุณ : Oatchariyaphan - อีเมล์ Oatchariyaphan@hotmail.com - 29/09/2007 13:27

3 :
"วิธีที่จะหลุดพ้นจากทุกข์แบบนี้ได้ตามหลักศาสนาพุทธ ต้องปฎิบัติอย่างไรบ้างคะ? มีหลักธรรมใดพอจะช่วยได้บ้างคะ?"
ความเข้าใจส่วนตัว หลักพุทธศาสนาคือ การฝึกจิตใจเพื่อการปล่อยวาง ไม่ให้จิตใจหลงยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งนั้นต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือเป็นของของเราไม่ว่าวัตถุใดใดในโลกหรือแม้นแต่ร่างกายหรือเวทนาที่เกิดขึ้นก็ตาม จึงจะสามารถลดความทุกข์ได้
ความรักไม่ได้ทำให้คนทุกข์ดูจากความรักพ่อแม่เราเป็นต้น แต่หากเอาความหลงมาปะปนกับความรักเมื่อไรอย่างพ่อแม่หลงลูกเอาใจลูกจนเสียคนก็จะเกิดเป็นความทุกข์ในที่สุด อย่างกรณีนี้ให้มองแบบธรรม ไม่คิดว่าเป็นความรักเพราะไม่ได้เป็นการกระทำไปตามเหตผลอันมาจากท่าทีการแสดงออกของฝ่ายตรงข้ามที่ควรจะแสดงออกตลอดเวลาเช่นความรักของพ่อแม่ที่ดีที่มีต่อลูก แต่ตนเองก็หลงแล้วยังใช้การดูดวงซึ่งไม่ใช่หลักที่พระพุทธเจ้าทรงให้เชื่อถือมาสร้างเหตผลประกอบทำให้เพิ่มความหลงเข้าไปอีกจนคิดว่าเป็นเนื้อคู่ จึงเป็นทุกข์เพราะหลงว่าเป็นทั้งที่ไม่ใช่ความรัก
หากฝึกจิตให้ละได้เช่น การปล่อยปลาช่วยชีวิตสัตว์บ่อยบ่อยจนเป็นนิสัย เสียสละเวลาแรงกายช่วยเหลือสังคมช่วยวัด ช่วยเหลือผู้อื่นไม่เลือกว่าตนชอบหรือรู้จักหรือไม่หวังผลตอบแทนหรือโดยแอบทำดีลับหลังบ่อยบ่อย สวดมนต์ภาวนาเป็นประจำ จิตใจก็จะปล่อยวางเก่งขึ้น ถึงตอนนั้นความทุกข์จะคลาย

โดยคุณ : รักก็ทุกข์ไม่รักก็ทุกข์ดังนั้นไม่มีทุกข์เพราะรักยกเว้นหลง - 17/10/2007 17:38

4 :
จิคปรุงแต่งมากไป ท้องอิ่มคิดมาก


โดยคุณ : อโหสิ - 03/08/2008 22:26

5 :
ไม่รู้ตอบช้าไปหรือไม่
วิธีแก้
1.พยายามอย่าอยู่คนเดียว ให้ทำกิจกรรม,ชมรมต่าง,ญาติพี่น้องพ่อแม่ (จุดด้อยคือ คนที่ท่านจะไปพึ่งจะดีต่อท่านเพียงใด กำหนดควบคุมยาก)
2.พบจิตแพทย์ เพื่อใช้จิตบำบัด เคมีบำบัด (จุดด้อยคือ จิตแพทย์มีความสามารถเพียงใด ต้องใช้เงิน แต่ช่วยได้เยอะ)
3.ใช้ธรรมะ นั่งสมาธิ
4.ใช้วิธีที่ 1-3 ร่วมกัน
โชคดี

โดยคุณ : พบ - 28/08/2008 12:33

แสดงความคิดเห็น
ชื่อ :
Email :
ICQ :
โฮมเพจ :
ข้อความ :

เจริญในธรรม
TheRyo's GYM Bodybuilding and Fitness Guide