ห้องสนทนาสบายๆ สไตล์ธรรมปฏิบัติ

หัวข้อกระทู้ : ถาม:ทำไมต้องคิดว่า เกิดมาเพราะมาใช้กรรม ตายแล้วทำไมต้องคิดว่าวิญญาณต้องออกจากร่าง
:
ทำไมต้องคิดว่า เกิดมาเพราะมาใช้กรรม ตายแล้วทำไมต้องคิดว่าวิญญาณต้องออกจากร่าง นิพพานจะเชื่อได้อย่างไรว่ามีจริง และทำอย่างไรจึงจะเห็นคำตอบของสิ่งเหล่านี้ได้

โดยคุณ : สายน้ำ - 10/01/2008 12:57

1 :
จะนั่งหลับตา หรือ นั่งลืมตาก็ได้
และต้องข้ามเวทนาใหญ่ให้ได้
คุณสายน้ำก็จะสิ้นสงสัย แบบเรา

โดยคุณ : rawiphan - 14/01/2008 21:01

2 :
สาธุ :) สวัสดีค่ะคุณสายน้ำ

ตามคำสอนทางพุทธศาสนานั้น
กรรม แปลว่า การกระทำ
กรรม มีทั้ง กรรมดี กรรมชั่ว และกรรมกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว
ก็คือ กรรม เป็นคำรวมๆ ของ การกระทำ
ทั้งกระทำดี กระทำชั่ว และกระทำที่เป็นกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว

กรรมทั้งสามแบบนี้เอง นำสัตว์ให้เกิด ได้อัตภาพ
ประเภทของชีวิต ฯลฯ (เช่นเป็นคน เป็นสัตว์
เป็นแมว เป็นไก่ ปลา ฯลฯ) หลากหลาย
ได้เกิดมาจน รวย ลำบาก สุขสบาย แข็งแรง ขี้โรค
สวย หล่อ ขี้เหร่ ฯลฯ ต่างๆ กันไป ไม่เหมือนกัน
เพราะกรรมที่นำเกิดหลากและต่างกันไป

ดังนั้น ที่มักได้ยินว่า เกิดมาใช้กรรม
น่าจะหมายเน้นไปที่กรรมชั่วที่ทำให้มาเป็นหรือได้รับ
ในสิ่งที่ไม่ดี ไม่น่าปรารถนาทั้งหลาย ในชีวิตนั้นๆ
ก็เลยพูดกันว่า ใช้กรรม มุ่งหมายเอาสิ่งไม่น่าปรารถนา
ก็ก้มหน้าใช้ไปให้จบๆ อะไรประมาณนี้ :)

แต่ที่จริง ที่เกิดมาเสวยหรือรับผลของกรรมดี (การกระทำดีๆ)
ก็มีมากมายเช่นกัน อาทิ แม้จะเกิดมาจนแต่ว่าเกิดในที่ที่
อากาศดี วิวสวย ผู้คนแวดล้อมดี มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์

หรือดูว่าเกิดมาด้วยกรรมดีนำมาเกิด
เช่น เกิดมารวย พรั่งพร้อมในวัตถุทั้งหลาย
แต่ว่าครอบครัวไม่พรั่งพร้อม โดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา
หรือว่ามีการแก่งแย่งแบ่งชิงสมบัติกัน ฯลฯ

+ + + + + + + + + +

ในทางพุทธศาสนา ไม่มีการกลับชาติมาเกิด
(re-incarnation)

จิตหรือที่ภาษาโลกๆ เรียกว่า วิญญาณ นั้น
เกิดและดับสืบต่อกันตลอดเวลา
ไม่ได้มีอยู่ดวงเดียวไม่ตายและมีชีวิตนิรันดร์ ฯลฯ

ดังนั้น ถ้ายังไม่สิ้นกิเลส
ตายแล้วก็ตาย จิตดวงสุดท้ายของชีวิตนี้จบลง
จิตดวงใหม่ก็จะเกิดสืบต่อในอัตภาพใหม่ทันที
ไม่มีเว้น

ในคำสอนทางพุทธศาสนา
จิตเกิดดับสืบเนื่องอย่างรวดเร็วมาก
ท่านใช้คำว่าจิตเกิดดับแสนโกฎิขณะ
ในช่วงเวลาลัดนิ้วมือเดียว ประมาณนี้ :)

+ + + + + + + + +

นิพพาน มีความหมายจำแนกอธิยายไว้หลากหลาย
เช่น ภาวะสิ้นตัณหา ภาวะสิ้นทุกข์
ไม่มีอะไรค้างใจ ไม่มีภัยแต่ที่ไหน
อัศจรรย์ ไม่แก่ไม่คร่ำคร่า ไม่เกิด ไม่โอนเอนไป
ไม่มีตัณหา ไม่มีที่สุด ไม่มีอื่นอีก ประเสริฐ ดีที่สุด
ไม่ผุพัง ไม่เสื่อมสลาย ไม่กลายไป ไม่เศร้าหมอง
ไม่ถูกปรุงแต่ง ไม่มีความโศก
อิสรภาพ ความเป็นใหญ่ในตัว เกษม ปลอดภัย
เครื่องต้านทาน ที่คุ้มกัน เกาะ ที่พึ่ง
ประณีต ประโยชน์สูงสุด บรมสุข
ที่ไปข้างหน้า ที่หมาย
ความสงบระงับ สงบเยือกเย็น
ฝั่ง ที่หมายอันปลอดภัย ความหลุดพ้น เป็นอิสระ
ความบริสุทธิ์ สะอาด เห็นได้ยากยิ่งนัก ฯลฯ
(จากหนังสือ พุทธธรรม ของพระธรรมปิฎก
(ประยุทธ์ ปยุตฺโต) หน้า ๒๓๔)

พุทธศาสนา ไม่ได้ใช้ศรัทธานำปัญญา
ดังนั้น พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ในกาลามสูตร
(โคตมีสูตร) ว่าอย่าเชื่ออะไรง่ายๆ
แม้แต่ที่ทรงตรัสก็อย่างด่วนเชื่อ
แต่ต้องพิสูจน์ด้วยตนเองจนรู้แน่ชัด
แล้วจึงค่อยตัดสินใจว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ :)

นิพพาน เป็นจุดหมายสูงสุด
หรือก็คือ เป็นจุดหมายปลายทาง ในทางพุทธศาสนา
จะพิสูจน์ว่ามีจริงหรือไม่ เป็นอย่างไร ฯลฯ ได้
ก็จะต้องลงมือกระทำการพิสูจน์
ด้วยการลองศึกษาหลักวิธีที่ถูกต้อง
และปฏิบัติตน ตามคำสั่งสอน
ด้วยการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา
เจริญสติ (สติปัฏฐานสี่) เจริญวิปัสสนากรรมฐาน
ตามแนวสติปัฏฐานสี่

ถ้าปฏิบัติถูกวิธี มีครูบาอาจารย์ที่รู้ดี รู้ตรง รู้ถูก
และสามารถชี้แนะให้ปฏิบัติได้ถูกต้อง
ก็จะค่อยๆ เห็นคำตอบด้วยปัญญาของตนเอง
ที่จะค่อยๆ พัฒนาไปตามลำดับการพัฒนาตน
ด้วยทาน ศีล ภาวนา / ศีล สมาธิ ปัญญา

แล้วก็จะค่อยๆ รู้ชัดด้วยตัวเองไปตามลำดับ
ว่ากิเลสคืออะไร กฏธรรมชาติมีอะไรบ้าง
รู้ว่าความเบาจากกิเลสมีไหม ถ้ามีนั้นแล้วดีอย่างไร :)
รู้ว่าจะหมดกิเลสได้หรือไม่ :) อย่างไร :)

+ + + + + + + + + +

จะเห็นคำตอบของทุกอย่างในสังสารวัฏ
จะหมดสงสัยไปตามลำดับ :)
จะเป็นอิสระ เป็นไทต่อสรรพสิ่งทั้งปวง
จะเบาสบายไปตามลำดับ
จะรู้ว่าอะไรเป็นสาระ อะไรไม่ใช่สาระ
และอาจจะสามารถถึงซึ่งพระนิพพานได้ในที่สุด :)
ถ้าหากสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง
จนสามารถบอกตัวเองได้ว่า
อ้อ...นิพพานน่าจะมีจริง
ความสิ้นกิเลส น่าจะทำได้จริง
ความไม่ต้องเกิดอีก น่าจะมีจริงๆ
(ความเกิดเป็นทุกข์-ความแก่เป็นทุกข์-
ความไม่ได้ในสิ่งที่รักที่ชอบใจเป็นทุกข์-
การต้องอยู่หรือประสบกับสิ่งที่ไม่รักไม่พอใจ
ก็เป็นทุกข์-ความป่วยไข้ไม่สบายก็ทุกข์
และความตายก็เป็นทุกข์
ดังนั้น เมื่อยังต้องเกิด ก็ยังต้องประสบทุกข์
ทั้งปวงเหล่านี้ และก็ยังต้องตายอีกร่ำไป...)

คำตอบอยู่ที่การเพียร (กระทำความเพียร)
ศึกษาและพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง :)
คำตอบอยู่ที่ตัวเราเองแต่ละบุคคลนี้เอง
หันกลับมาปฏิบัติตน ศึกษาตน
อ่านตัวให้ออก บอกตัวให้ได้ ใช้ตัวให้เป็น :)
(คำครูบาอาจารย์ค่ะ)
ก็จะรู้เอง เห็นเอง ไปตามลำดับค่ะ :)

+ + + + + + + + + +

เจริญในธรรม

:)

โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi.deedi@gmail.com - 23/01/2008 15:56

3 :
คุณ rawiphan คะ ...
การเจริญปัญญาในทางพุทธศาสนานั้น
เป็นการฝึกฝนและปฏิบัติตนตลอดเวลา
นับแต่ตื่นจนหลับไปในแต่ละวัน
เช่น พยายามรักษาศีล
ทำบุญ ทำทาน และเจริญสติ เจริญปัญญา

ดังนั้น คงไม่ใช่แค่นั่งหลับตาลืมตา
เพราะมีอะไรมากกว่านั้น
คือ เป็นการปฏิบัติตนทั้งชีวิตจิตใจ
มีสติในที่ทุกสถานและในทุกกาลเวลาที่นึกได้ :)

ไม่ทราบคำที่ว่า 'ข้ามเวทนาใหญ่'
หมายความว่าอย่างไรคะ
ไม่ทราบคุณ rawiphan มุ่งหมายจะอธิบายอะไร

เจริญในธรรม

:)

โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi.deedi@gmail.com - 23/01/2008 16:01

4 :
พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์บำเพ็ญบารมีมาเป็นอสงไขย
เพื่อจะได้สัมมโพธิญาณ ญาณอันรู้ไม่มีที่สิ้นสุด
เพื่อจะได้ช่วยเหลือเวไนยสัตว์ทั้งหลายให้ได้ดวงตาเห็นธรรม
หลุดพ้นจากสังสารวัฏ ..การเวียนว่ายตายเกิด
ข้ามพ้นจากราคะ(ความกำหนัด) โทสะ(ความโกรธ) โมหะ(ความหลง)
ข้ามพ้นจากบ่วงของมารได้
คุณสายน้ำ.... การให้ผลของกรรมเป็นสิ่งที่น่ากลัวนัก
การเกิดเป็นสิ่งที่เป็นทุกข์....
เมื่อเราไม่เกิดปัญญา(ในทางธรรม)เราจะเพลิดเพลินสนุกสนานในโลก
เรามองแต่ไม่เห็น เหมือนดั่งพระอริยเจ้าทั้งหลายที่มองโลกนี้เหมือน
ศิลาภูเขาใหญ่กลิ้งทับบดขยี้มวลมนุษย์ผู้มีความตายเป็นเบื้องหน้า
แท้จริงเราไม่ได้เกิดมาใช้กรรม...
หากแต่เป็นกรรมแสดงผลให้เป็นไป..
ดังคำที่ว่า..สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
กรรมดีมีสุคติ เป็นเบื้องหน้า..
กรรมไม่ดีมีทุคติ นรก อบาย วินิบาต..เป็นที่ไป

โดยคุณ : ปัญญาดี - อีเมล์ punyad@thaimail.com - 11/02/2008 19:31

5 :
เพราะจิตคือดวงที่ไม่มีวันฉิบหายหรือสาบสูญลงได้ แต่มีการโยกย้ายถ่ายเทเปลี่ยนสภาวะ

หากคุณ rawiphan จะกรุณาอธิบายถึงวิธีการผ่านเวทนาใหญ่ทีคุณฝ่าฟันนั้น จะเป็นถือเป็นความกรุณาและยินดีอย่างมากยิ่งแล้ว

ซึ่งเรานี้สามารถเพียงเอาชนะเวทนาอย่างกลางได้บ้างเล็กน้อยในบางโอกาสเท่านั้น แต่มีความมุ่งมั่นอยู่ ตั้งใจมั่นอยู่และมีความเขื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่าเป็นอย่างนั้นจริง



โดยคุณ : กฤต - อีเมล์ kita_nv@hotmail.com - 02/05/2008 23:02

6 :
เรียนคุณ deedi

"...ถ้าปฏิบัติถูกวิธี มีครูบาอาจารย์ที่รู้ดี รู้ตรง รู้ถูก
และสามารถชี้แนะให้ปฏิบัติได้ถูกต้อง
ก็จะค่อยๆ เห็นคำตอบด้วยปัญญาของตนเอง
ที่จะค่อยๆ พัฒนาไปตามลำดับการพัฒนาตน
ด้วยทาน ศีล ภาวนา / ศีล สมาธิ ปัญญา ..."

ไม่ทราบว่า คุณ deedi ศึกษากับอาจารย์ท่านใด

หรือ ช่วยแนะนำ "... ครูบาอาจารย์ที่รู้ดี รู้ตรง รู้ถูก
และสามารถชี้แนะให้ปฏิบัติได้ถูกต้อง ..." ให้ด้วย

เคยลองปฏิบัติแล้วพอเกิดปัญหา ถามบางคนไม่รู้ บางคนไม่อยากตอบ
บางทีตอบแล้วไม่เข้าใจ..หรือว่าเราอาจโง่เอง งงเหมือนกัน

ขอบคุณค่ะ




โดยคุณ : เอราวัณ - 04/05/2008 10:49

7 :
ถึงคุณเอราวัณ

การศึกษาปฏิบัติธรรมนั้นต้องฟังจากหลาย ๆ ครูบาอาจารย์ค่ะ
บางแนวเราฟังแล้วชอบ แต่พอปฏิบัติแล้วไม่ตรงจริต มันก็ไม่ก้าวหน้า
การฝึกกรรมฐานมีตั้ง 40 กอง (แบบ) อาจารย์แต่ละท่านก็รู้ในแนวที่ท่านปฏิบัติมา ฝึกมา

ดูแนวของตัวเองก่อนนะคะว่าชอบแบบไหน ฟังแล้วศรัทธาในท่านใด จากนั้นทำตามที่ท่านสอน ท่านก็จะสามารถชี้แนะได้ค่ะ
เราไม่โง่หรอกค่ะ เพียงแต่ยังไม่เจอแนวที่ใช่เท่านั้นเอง

โดยคุณ : กุ้ง - 18/08/2008 13:40

8 :
เน‚เธ”เธขเธ„เธธเธ“ : deedi
เธชเธดเนˆเธ‡เธ—เธตเนˆเธœเธกเธชเธทเนˆเธญเนเธชเธ”เธ‡เธญเธญเธเน„เธ›เธเน‡เธกเธฒเธˆเธฒเธเธชเธ•เธดเธชเธ•เธดเธ›เธฑเธเธเธฒเธ™ เน”
เธเธฒเธข เน€เธงเธ—เธ™เธฒ เธˆเธดเธ• เนเธฅเธฐเธ˜เธฃเธฃเธก เธญเธขเนˆเธฒเธ‡เธ–เธนเธเธ•เน‰เธญเธ‡
เนเธ•เนˆเธœเธกเน€เธฅเธทเธญเธเน€เธญเธฒเนเธ„เนˆ เน€เธงเธ—เธ™เธฒเธ™เธธเธ›เธฑเธชเธชเธ™เธฒเธกเธฒเนเธขเธเธ˜เธฒเธ•เธธ
เธˆเธ™เน„เธ›เธฃเธนเน‰เน€เธซเน‡เธ™เธ„เธงเธฒเธกเธˆเธฃเธดเธ‡เธ—เธตเนˆเธกเธตเธญเธขเธนเนˆเธเนˆเธญเธ™เนเธฅเน‰เธง เน€เธงเธ—เธ™เธฒเธ—เธฒเธ‡เธเธฒเธข
เน€เธ›เน‡เธ™เธ‚เธญเธ‡เธฅเธฐเธ‚เธฒเธ”เน„เธกเนˆเน„เธ”เน‰ เน€เธงเน‰เธ™เน„เธงเน‰เนเธ•เนˆเน€เธงเธ—เธ™เธฒเนƒเธ™เน€เธงเธ—เธ™เธฒ เธšเธฒเธ‡เธ„เธ™เน€เธฃเธตเธขเธเธงเนˆเธฒเน€เธงเธ—เธ™เธฒเนƒเธ™เธˆเธดเธ• เน€เธฃเธฒเน€เธฃเธตเธขเธเธงเนˆเธฒเน€เธงเธ—เธ™เธฒเนƒเธซเธเนˆ
เน€เธฃเธฒเธชเธฒเธกเธฒเธฃเธ–เธฅเธฐเน„เธ”เน‰เธ‚เธฒเธ”เธˆเธฒเธเธชเธฑเธ™เธ”เธฒเธ™

เธžเธธเธ—เธ˜เธญเธ‡เธ„เนŒเธžเธขเธฒเธเธฃเธ“เนŒเน„เธงเน‰เธงเนˆเธฒเธ–เน‰เธฒเธ›เธเธดเธšเธฑเธ•เธดเธชเธ•เธดเธชเธ•เธดเธ›เธฑเธเธเธฒเธ™ เนเธฅเน‰เธงเธญเธขเนˆเธฒเธ‡เธŠเน‰เธฒเน„เธกเนˆเน€เธเธดเธ™ เน— เธ›เธต เน€เธฃเน‡เธงเธ—เธตเนˆเธชเธธเธ” เน— เธงเธฑเธ™ เธ™เธฑเน‰เธ™ ...เธˆเธฐเธ•เน‰เธญเธ‡เน€เธ›เน‡เธ™เธžเธฃเธฐเธญเธฃเธซเธฑเธ™เธ•เนŒ


โดยคุณ : rawiphan - 20/09/2008 20:21

9 :
โดยคุณ : deedi
สิ่งที่ผมสื่อแสดงออกไปก็มาจากสติสติปัฏฐาน ๔
กาย เวทนา จิต และธรรม อย่างถูกต้อง
แต่ผมเลือกเอาแค่ เวทนานุปัสสนามาแยกธาตุ
จนไปรู้เห็นความจริงที่มีอยู่ก่อนแล้ว เวทนาทางกาย
เป็นของละขาดไม่ได้ เว้นไว้แต่เวทนาในเวทนา บางคนเรียกว่าเวทนาในจิต เราเรียกว่าเวทนาใหญ่
เราสามารถละได้ขาดจากสันดาน

พุทธองค์พยากรณ์ไว้ว่าถ้าปฏิบัติสติสติปัฏฐาน แล้วอย่างช้าไม่เกิน ๗ ปี เร็วที่สุด ๗ วัน นั้น ...จะต้องเป็นพระอรหันต์


โดยคุณ : rawiphan - 20/09/2008 20:21

แสดงความคิดเห็น
ชื่อ :
Email :
ICQ :
โฮมเพจ :
ข้อความ :

เจริญในธรรม
TheRyo's GYM Bodybuilding and Fitness Guide