ห้องสนทนาสบายๆ สไตล์ธรรมปฏิบัติ

หัวข้อกระทู้ : สมาทานศีล แบบนี้ได้ไม๊คับ
:
คือ ผมจะสมาทานศีลก่อนสวดมนต์ (สวด 5 ทุ่ม) พอสวดเสร็จแล้วนอน
แล้วตื่นไปเรียน เท่ากับว่าตอนนอนนั้นผมได้รับอานิสงค์จากการรับษาศีลรึเปล่าครับ แล้วตอนตื่นต้องสมาทานอีกรอบไม๊ หรือไม่ต้องแล้ว แล้วถ้าภายในวันนั้นผมทำผิดศีล เช่น ผิดศีลข้อ 4 ก่อนนอนผมมาสวดมนต์นั้นผมสามารถสมาทานศีลใหม่ทั้งหมดได้ไม๊คับ หรือต้องแก้ศีลข้อ 4 ก่อนแล้วสมาทาน หรือ ยังไงดีครับ งงคับ

ขอบคุนทุกท่านที่เข้ามาตอบ

ธรรมทาน จงเกิดแก่ท่าน

โดยคุณ : bath - 08/02/2008 17:58

1 :
การสมาทานศิล ท่านกล่าวไว้ว่า ควรเปล่งออกมาเป็นวาจา พร้อมกับการตั้งเจตนาตามคำสมาทานศิลด้วย การสมาทานศิลก่อนนอนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หลังจากสมาทานศิลแล้ว ก็ถือว่าเราเป็นผู้มีศิล แม้นอนหลับอยู่ ก็ย่อมได้รับอานิสงส์ของศิล และได้รับตลอดเวลาที่เรายังไม่ได้ไปผิดศิลข้อใดข้อหนึ่ง เมื่อเรารู้ตัวว่าเราไปละเมิดศิลข้อใดข้อหนึ่ง ก็ควรที่จะได้สมาทานศิลใหม่ หากไม่ได้ละเมิดศิล ก็ไม่จำเป็นต้องสมาทานศิลใหม่ แต่การสมาทานศิลบ่อย ๆ ก็ย่อมมีผลดี เพราะบางครั้งเราอาจหลงลืมไปละเมิดศิลข้อใดข้อหนึ่งเข้า
ก็ขอยกข้อความในหนังสือพระไตรปิฏกพร้อมอรรถกถา เล่มที่ 73 หน้าที่ 282 ที่กล่าวถึงศิลไว้อย่างไพเราะ ดังนี้ :-

ธรรมดาศีลนั้นเป็นมูลแห่งสมบัติในโลกนี้และโลกหน้า
ศีลเป็นต้นเหตุสำคัญของสุขทั้งหลาย ผู้มีศีลย่อมไปไตรทิพย์สวรรค์ด้วยศีล ศีลเป็นเครื่องป้องกันเครื่องเร้น เครื่องนำหน้าของผู้เข้าถึงสังสารวัฏ
ก็ที่พึ่งพาอาศัยของชนทั้งหลายในโลกนี้ หรือในโลกหน้าอย่างอื่น ที่เสมอด้วยศีลจะมีแต่ไหน ศีลเป็นที่ตั้งสำคัญของคุณทั้งหลาย เหมือนแผ่นดินเป็นที่ตั้งแห่งสิ่งที่อยู่กับที่และสิ่งที่เคลื่อนที่ได้ ฉะนั้น
เขาว่า ศีลเท่านั้นเป็นกรรมดี ศีลยอดเยี่ยมในโลก ผู้ประพฤติชอบในธรรมจริยาของพระอริยะท่านเรียกว่า ผู้มีศีล
เครื่องประดับเสมอด้วยเครื่องประดับคือศีลไม่มี, กลิ่นเสมอด้วยกลิ่นคือศีลไม่มี, เครื่องชำระมลทินคือกิเลสเสมอด้วยศีลไม่มี, เครื่องระงับความเร่าร้อนเสมอด้วยศีลไม่มี เครื่องให้เกิดเกียรติ เสมอด้วยศีลไม่มี, บันใดขึ้นสู่สวรรค์ เสมอด้วยศีลไม่มี, ประตูในการเข้าไปยังนครคือพระนิพพาน เสมอด้วยศีลไม่มี เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
พระราชาทั้งหลาย ทรงประดับด้วยแก้วมุกดาและแก้วมณี ยังงามไม่เหมือนนักพรตทั้งหลาย ผู้ประดับด้วยเครื่องประดับคือศีล ย่อมงามสง่า
กลิ่นที่หอมไปทั้งตามลมทั้งทวนลมเสมอ ที่เสมอด้วยกลิ่นคือศีล จักมีแต่ไหนเล่า
กลิ่นดอกไม้ไม่หอมทวนลม หรือกลิ่นจันทน์ กฤษณามะลิ ก็ไม่หอมทวนลม ส่วนกลิ่นของสัตบุรุษย่อมหอมทวนลม สัตบุรุษย่อมหอมไปทุกทิศ
กลิ่นคือศีล เป็นยอดของคันธชาติเหล่านี้ คือ จันทน์ กฤษณา อุบล มะลิ
มหานที คือ คงคา ยมุนา สรภู สรัสวดี นินนคา อจิรวดี มหี ไม่สามารถชำระมลทินของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ แต่น้ำคือศีล ชำระมลทินของสัตว์ทั้งหลายได้
อริยศีลนี้ ที่รักษาดีแล้ว เยือกเย็นอย่างยิ่ง ระงับความเร่าร้อนอันใดได้ ส่วนจันทน์เหลือง สร้อยคอ แก้วมณีและช่อรัศมีจันทร์ ระงับความเร่าร้อนไม่ได้
ศีลของผู้มีศีล ย่อมกำจัดภัยมีการติตนเองเป็นต้นได้ทุกเมื่อ และให้เกิดเกียรติและความร่าเริงทุกเมื่อ
สิ่งอื่นซึ่งเป็นบันไดขึ้นสวรรค์ที่เสมอด้วยศีลจะมีแต่ไหน ก็หรือว่าศีลเป็นประตูเข้าไปยังนครคือพระนิพพาน,
ท่านทั้งหลาย จงรู้อานิสงส์อันยอดเยี่ยมของศีล ซึ่งเป็นมูลแห่งคุณทั้งหลาย กำจัดกำลังแห่งโทษทั้งหลาย ดังกล่าวมาฉะนี้

ขออนุโมทนาบุญกับการรักษาศิลด้วยครับ

โดยคุณ : Kasin2 - อีเมล์ Kasin2@hotmail.com - 10/02/2008 00:31

2 :
รักนะ


โดยคุณ : ออย - 10/02/2008 17:08

3 :
ศีล คือการสำรวมกายวาจาใจให้เป็นปกติ
ศีลเป็นฐานของสมาธิ ผู้ใดไม่มีศีล ศีลขาด ศีลด่างพร้อย
ทำให้จิตของเขากวัดแกว่ง ยากในการเข้าไปหาสมาธิ
แท้จริงการรักษาศีลคือการฝึกสติ มีสติในการพูด ในการทำ ในการคิด
ว่าสิ่งนี้ผิดไปจากความปกติหรือไม่ เมื่อผิดก็ตั้งใจใหม่ สมาทานใหม่
ว่าเราจะไม่ทำสิ่งนี้อีก ทานทั้งหลายที่ว่าเลิศก็ไม่เท่ากับการรักษาศีล
ศีลนั่นแหละจะคุ้มครองผู้รักษาศีล
ศีล 5 เป็นสิ่งที่ธรรมดาคนทั่วไปย่อมทำได้ยาก รักษาได้ยาก
ถ้ายังถือไม่ได้ทั้ง 5 ข้อ ให้ถือเป็นข้อๆไป
ผู้มีศีลเทวดาจะเข้ามาใกล้ได้ เพราะกลิ่นศีลย่อมหอมทวนลม
แท้ที่จริงศีลไม่ใช่เป็นการสวดได้ จำได้ ท่องได้ หากแต่เป็นการสำเหนียก
ว่าเราสำรวมสังวรหรือยัง เราพูดแล้วมีใครต้องทุกข์กับคำพูดของเราหรือไม่ วันนี้เราทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นหรือเปล่า เราติเตียนตัวเราได้หรือเปล่า นั่นแหละเมื่อเราทำได้อย่างนี้..ความเจริญงอกงามไพบูลย์แห่งกุศลธรรมก็จะบังเกิดขึ้น

โดยคุณ : ปัญญาดี - อีเมล์ punyad@thaimail.com - 11/02/2008 19:08

4 :
อนุโมทนาสาธุครับ

การสมาทานศีล คือ การเจตนาที่จะงดเว้นครับ
(ขอให้ทำความเข้าใจว่าศีลไม่ใช่ ข้อห้าม)
หากแบ่งแบบทั่วไปสำหรับเราๆท่านๆ
ผมขอแจกคำว่า "ศีล" ออกเป็นสองส่วนนะครับ

อย่างแรก คือ ศีลตั้งใจ (สมาทาน)
กล่าวคือศีลที่เราตั้งใจว่าจะรักษาด้วยการเปล่งวาจาต่อหน้าพระสงฆ์
หรือต่อการระลึกถึงพระรัตนตรัย
แบบนี้อานิสงส์ที่ได้ ก็ คือ จักเหนี่ยวนำจิตใจให้มุ่งมาดที่จะกระทำกาย วาจา ให้ปกติ
ไม่เบียดเบียนชีวิตอื่นทั้งด้วยกาย และวาจา
(ซึ่งการเบียดเบียนผู้อื่นก็คือการเบียดเบียนตนเองในภายหลังครับ)

อย่างที่สอง ศีลใจตั้ง(สัมปัตต)
คือ "เมื่อมีเหตุเปิดโอกาสให้เราเบียดเบียนผู้อื่นได้ แต่เราหักห้ามกาย วาจาไม่ให้กระทำลงไปได้"
แบบนี้ แม้กระทั่งท่านไม่ต้องเดินทางไปสมาทานที่วัด
ก็ถือว่าท่านมีศีลอย่างบริบูรณ์ในขณะนั้นๆแล้วครับ
ศีลแบบนี้ ที่มีอานิสงส์มากยิ่งกว่าครับ
เพราะเป็นการ "งดเว้น" ที่จะสามารถขัดเกลาจิตใจของผู้ปฏิบัติได้
หาใช่เป็นเพียงการเปล่งคำพูดออกเสียงตั้งใจเพียงอย่างเดียว
แต่เป็นการได้ลงมือกระทำให้สมบูรณ์เสร็จสิ้นแล้ว
หากปฏิบัติต่อเนื่อง อานิสงส์ที่เกิดจะสามารถทำให้เปลี่ยนแปลงชีวิต
ไปสู่ความสว่างได้อย่างอัศจรรย์เพราะเหตุที่เราได้สร้างไว้ดีครับ

ชาวพุทธส่วนใหญ่มักจะคิดว่า
ถ้ามีศีลขาดแล้วต้องไปต่อศีลก่อน ถึงจะมีศีลที่บริสุทธิ์
ทั้งที่ความเป็นจริง เราไม่ได้ผิดศีลอยู่ทุกขณะจิตเลย
แต่หากเมื่อไหร่มีเหตุสบช่องให้เรามีโอกาส ฆ่า เราไม่ฆ่า
มีโอกาสให้เราลักฉ้อทรัพย์ผู้อื่นมาเป็นของเรา เรางดเว้นได้
มีโอกาสให้ผิดลูกเมียผู้อื่นอยู่เฉพาะหน้า แต่เราไม่ตามกิเลสนั้นได้
มีโอกาสให้พูดปด กล่าวมุสาวทา แม้เพียงเล็กน้อยหรือเพื่อความคะนองปาก เรางดเว้นได้
มีโอกาสล่อให้เราดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่มาแห่งความขาดสติ เราหักห้ามใจได้
แบบนี้จึงกล่าวได้ว่า เป็นผู้มีศีลจริงๆครับ

การกล่าวสมาทานศีลก่อนนอนเป็นอุบายของครูบาอาจารย์
เพื่อเป็นการสร้างกุศลเจตนาที่ดีครับ
และจักก่อร่างเป็นขั้นบันไดก้าวไปสู่การรักษาศีลจากภายในได้ครับ

เพียงแต่อยากเชิญชวนให้ลองยกระดับการรักษาศีลให้เกิดในชีวิตประจำวัน
คือการฝึกระงับงดเว้นเมื่อมีเหตุชักจูงเปิดโอกาสให้เราผิดศีล
แล้วท่านจะได้คุณประโยชน์จากการรักษาศีลกับตัวท่านเองอย่างไม่น่าเชื่อครับ

อีกอย่างนะครับ ถ้าลองรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์แม้เพียงสักเดือนเดียวคุณจะเห็นได้เลยว่า คนที่เวียนพบปะเข้ามาในชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
อย่างน้อยในสิบคนอาจจะเจอประเภทเดียวกัน คือ จิตใจดีมีศีลสักคนหนึ่ง
เพราะสภาวะใจของผู้ที่ได้บ่มจิตให้มีศีลแม้ชั่วระยะเวลานึง
ก็ย่อมสามารถส่งแรงดึงดูดคนประเภทเดียวกันให้เข้ากันได้
"ธาตุเดียวกัน ย่อมไหลไปรวมอยู่ที่เดียวกันครับ"

'ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ'
ธรรมนั้นแหละ จักย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมเป็นนิจ

ขออนุโมทนากับเจตนากุศล
และขอให้เจริญยิ่งให้ธรรมของพระบรมศาสดาจนถึงที่สุดแห่งธรรมกันทุกท่านครับ



ข้อมูลเล็กน้อยหากสนใจศึกษาเพิ่มเติมนะครับ:
เรื่ององค์ของศีล ควรศึกษาจากอรรถกถาสัมมาทิฏฐิสูตร
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=12&i=110
หรือจากหนังสือหมวดธรรมะ เรื่องศีลเป็นอาภรณ์อันประเสริฐ
http://84000.org/tipitaka/book/bookpn02.html

ขยายความคำว่า อุบาสกถือศีลห้า ศีลแปด เป็นการชั่วคราว
ศีล คือการเว้นจากทุจริต, การเว้นจากกรรมชั่ว แบ่งเป็น 3
เรียกว่า วิรัติ 3 คือ
1. สัมปัตตวิรัติ ละเว้นได้เมื่อประสบซึ่งหน้า เช่นว่า บุคคลไม่ได้ตั้งใจไว้ก่อนว่า
เราจะรักษาศีลข้อนี้ๆ แต่เวลาประสบเหตุการณ์เฉพาะหน้า ก็ละเว้นทุจริตนั้นได้ เช่น บุคคล
ถือมีดไปผ่าฟืนในป่า ระหว่างทางถูกงูลัดไว้แน่น บุคคลนั้นคิดว่าเราก็มีมีดที่จะฆ่างูนั้นได้
แต่ละเว้นไว้ด้วยคิดว่า เราอย่าฆ่าสัตว์ เพราะเหตุแห่งชีวิตของตนเลย
อย่างนี้ เรียกว่า สัมปัตตวิรัติ ละเว้นได้เมื่อประสบซึ่งหน้า

2. สมาทานวิรัติ เว้นด้วยการสมาทาน เช่นว่า บุคคลตั้งใจสมาทานว่า
เราจะรักษาศีล ละเว้นจากทุจริต เมื่อเกิดเหตุการณ์ เช่นข้างต้นเป็นต้น ก็ระลีกได้ว่า
เราสมาทานศีลไว้แล้วว่าจะละเว้นทุจริต แล้วก็ละเว้นทุจริตนั้นๆ ได้ตามที่สมาทาน
อย่างนี้ เรียกว่า สมาทานวิรัติ เว้นด้วยการสมาทาน

3. สมุจเฉทวิรัติ หรือ เสตุฆาตวิรัติ เว้นด้วยตัดขาด ข้อนี้เป็นการละเว้น
จากทุจริตของพระอริยบุคคล เช่นว่า ศีล 5 นี้กล่าวกันว่า พระอริยบุคคลรักษาได้ยั่งยืน
ไม่ต้องสมาทาน ข้อนี้อธิบายว่า กิเลสอันเป็นเหตุให้ทุศีล พระอริยบุคคลทั้งหลายเหล่านั้น
ละได้แล้วอย่างเด็ดขาด กิเลสอันเป็นเหตุให้ทุศีล จึงไม่เกิดอีก เป็นอันศีลเหล่านั้นยั่งยืน
คำว่า วิรัติ 3
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=วิรัติ_3

ก็อุบาสกที่เป็นปุถุชนถือศีลห้า ศีลแปด ควรหมายถึง อุบาสกที่เป็นปุถุชน
ที่สมาทานศีลไว้ แม้จะสมาทานไว้ตลอดชีวิตและไม่ขาดเลย ก็จัดว่าเป็นการชั่วคราว
เพราะว่า เหตุคืออกุศลจิตอันเป็นปัจจัยให้ทุศีลได้ ยังไม่ได้ตัดขาดไป
โดยเด็ดขาด ย่อมมีโอกาสที่จะทุศีลได้ ในวัฏฏะสงสารที่ยาวนาน.


โดยคุณ : อชิตะ - 28/04/2008 11:42

5 :
ศีลคือความปกติ หากผิดศีลนั่นคือไม่ปกติ
หากจะทำการสมาทานศีลก็เป็นประโยชน์แก่จิตใจดี หากจะการการระลึกถึงศีลอยู่เป็นเนืองๆ ก็เป็นการดี ในขณะที่ผิดศีลคือความไม่เป็นปกตินั้น ก็ไม่ต้องไปวิตกวิจาร อยู่ที่เจตนาไม่ต้องให้ใครมาตัดสินว่าผิดว่าถูก หากมีสติระลึกรู้จะพิจารณาด้วยตัวเองว่าสิ่งนี้มันผิดแล้วนะ อะไรก็แล้วแต่ที่กระทำลงไปแล้วเป็นเหตุให้มีความหมองในจิตใจนั่นแหละคือสิ่งที่จะแปดเปื้อนจิต

ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็สมาทานศีลได้ แม้แต่ป่วยอยู่หรือพูดจ้าไม่ได้ ก็สามารถตั้งจิตระลึกน้อมเข้าถึงความเป็นปกติแห่งจิตใจคือศีลได้ทุกที่ทุกเวลาตามแต่กำลังแห่งสติปัญญา

โดยคุณ : กฤต - อีเมล์ kita_nv@hotmail.com - 02/05/2008 23:19

6 :
กระผมถือศิล5 กระผมรู้สึกจิตใจสบายขึ้นมาก และทำกินขึ้นจเจริญรุ่งเรือง

โดยคุณ : ดำเนิน ชำนาญเรือ - 13/07/2008 12:27

แสดงความคิดเห็น
ชื่อ :
Email :
ICQ :
โฮมเพจ :
ข้อความ :

เจริญในธรรม
TheRyo's GYM Bodybuilding and Fitness Guide