ห้องสนทนาสบายๆ สไตล์ธรรมปฏิบัติ

หัวข้อกระทู้ : เรียนถาม คุณdeedi
:
เรียนคุณ deedi

"...ถ้าปฏิบัติถูกวิธี มีครูบาอาจารย์ที่รู้ดี รู้ตรง รู้ถูก
และสามารถชี้แนะให้ปฏิบัติได้ถูกต้อง
ก็จะค่อยๆ เห็นคำตอบด้วยปัญญาของตนเอง
ที่จะค่อยๆ พัฒนาไปตามลำดับการพัฒนาตน
ด้วยทาน ศีล ภาวนา / ศีล สมาธิ ปัญญา ..."

ไม่ทราบว่า คุณ deedi ศึกษากับอาจารย์ท่านใด

หรือ ช่วยแนะนำ "... ครูบาอาจารย์ที่รู้ดี รู้ตรง รู้ถูก
และสามารถชี้แนะให้ปฏิบัติได้ถูกต้อง ..." ให้ด้วย

เคยลองปฏิบัติแล้วพอเกิดปัญหา ถามบางคนไม่รู้ บางคนไม่อยากตอบ
บางทีตอบแล้วไม่เข้าใจ..หรือว่าเราอาจโง่เอง งงเหมือนกัน

ขอบคุณค่ะ


โดยคุณ : เอราวัณ - 04/05/2008 11:24

1 :
สาธุและสวัสดีค่ะคุณเอราวัณ :)

ขอน้อมอนุโมทนายิ่งในจิตอันเป็นมหากุศล มุ่งจะฝึกปฏิบัติธรรม
เพื่อพัฒนาปัญญาสู่ความพ้นทุกข์ด้วยนะคะ :)

ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่าการปฏิบัตินั้นมี ๒ วิธี
วิธีแรก ศึกษาปริยัติก่อนแล้วค่อยมาปฏิบัติ
เพราะพระปริยัติธรรมคือแผนที่นำทางให้บุคคลทราบหลัก
และวิธีการ เป็นการป้องกันการไปผิดทาง (ปฏิบัติแบบลำดับ)
อีกวิธี คือ ลงมือปฏิบัติเลย วิธีนี้เน้นว่าสำหรับผู้มีเวลาน้อย :)
(ปฏิบัติแบบสันโดษ)

วิธีที่สองนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีครูบาอาจารย์ที่รู้ดีรู้ตรงรู้ถูก
และถ่ายทอดได้ 'ให้'(ความรู้ แนวทางและวิธีการ) เป็น
และมีเมตตา อดทน เพื่อสั่งสอนขัดเกลาศิษย์
(ที่จริงแม้วิธีแรกก็จำเป็น เพราะครูดีจำเป็นเสมอ
ยิ่งโดยเฉพาะการเรียนรู้เรื่องสำคัญที่สุด
คือ เรื่องวิธีการออกจากทุกข์ นี้)

หลักการสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
สำหรับการปฏิบัติตนเพื่อการพ้นทุกข์
ก็ทรงให้ สติปัฏฐานสี่ เอาไว้ :)

นี้เองคือแก่นแกนและแผนที่นำทางในการแสวงหาครู :)

+ + + + + + + + + +

ยุคสมัยล่วงมาสองพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ดปีแล้ว :)
ครูบาอาจารย์ที่รู้ดีรู้ตรงรู้ถูกและมีเมตตาตั้งใจอดทนเสียสละ
สั่งสอนหมู่สัตว์ทั้งหลายเพื่อให้ข้ามฝั่งไปสู่ความพ้นทุกข์
ยังมีอยู่ให้ได้พึ่งพิง เย็นใจได้พอควร :)

ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่สอนตรงวิธีการของสติปัฏฐานสี่
(หรือบางทีก็เรียกว่าวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐานสี่)
ยังมีให้พึ่งพิงอยู่มากพอสมควร แต่ที่เหมือนว่าสอนตามหลัก
ที่พระพุทธองค์ทรงให้ไว้ กลับสอนออกนอกลู่นอกทางไปนั้น
พาคนที่เชื่อถือ ศรัทธาตาม ปฏิบัติตาม ผิดทางไป ก็มีอยู่

ดังนั้น ก็ต้องดูกันหลายอย่างอยู่ค่ะ :)
เช่น ดูปฏิปทาของท่าน การปฏิบัติตนของท่าน
ดูวิธีการสั่งสอนของท่าน (ว่าตรงกับหลักสติปัฏฐานสี่หรือไม่
แค่ไหนและอย่างไร) เมื่อค่อนข้างแน่ใจแล้ว
ถึงค่อยลองเชื่อ ลองเอาตนไปพิสูจน์ (คือ ลองปฏิบัติ
ตามวิธีการที่ท่านสอนท่านแนะ)

ข้อสำคัญคือ อย่าเพิ่งเชื่ออะไรง่ายๆ :) เพราะไม่ใช่วิถีของ
พุทธศาสนิกชน ไม่ใช่วิถีของลูกศิษย์พระพุทธเจ้า
เพราะทรงสั่งสอนไว้ว่า อย่าด่วนเชื่ออะไรง่ายๆ
แม้แต่คำสั่งสอนของพระองค์เองก็ไม่ให้เชื่อง่ายๆ
แต่ต่อเมื่อบุคคลได้ลงมือพิสูจน์ด้วยตัวเองจนประจักษ์
เห็นจริงกับตนเองแล้วว่าอะไรเป็นอะไร
จึงค่อยตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ :)
(กาลามสูตร หรือ โคตมีสูตร)

+ + + + + + + + + +

ครูบาอาจารย์ในยุคสมัยที่พระพุทธศาสนาล่วงมาครึ่งอายุขัย
คือสองพันห้าร้อยห้าสิบกว่าปีเข้าแล้วนี้ ท่านสอนถูกสอนตรง
ตามหลักใหญ่คือสติปัฏฐานสี่ อย่างที่กล่าวมาแล้ว
แต่ในรายละเอียดหรือวิธีการหรือแนวทางที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อย
เป็นเทคนิคเฉพาะ ก็อาจแตกต่างกันไป

อย่างที่เราจะเห็นเรียกกันต่างแบบต่างสำนัก
( ความจริง ถ้าสำนักไหนปฏิบัติถูก ก็เป็นสำนักเดียวกันหมดอยู่แล้ว
นั่นคือ สำนักของพระพุทธเจ้า :) )
เช่น พอง-ยุบ ที่ใช้การขึ้นลงของท้อง (ลมหายใจเข้าออกที่ท้อง)
เป็นเครื่องเจริญสติ หรือ แบบของหลวงพ่อเทียนที่ใช้การขยับมือ
เป็นเครื่องเจริญสติ หรือที่มูลนิธิอาจารย์แนบ มหานีรานนท์
ก็มีรายละเอียดในการฝึกที่แตกต่างออกไป
การแสดงธรรมของอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ นั้น
ถ้าใครฟังไปด้วย ฝึกสติตามไปด้วย ก็จะพบว่า
ธรรมที่อาจารย์สุจินต์ฯ แสดงนั้นแหละ
ก็เป็นการปฏิบัติอยู่ในตัวแล้ว :) ยังมีที่เราเรียกกันว่า 'การดูจิต'
นี่ก็เป็นการเจริญสติปัฏฐาน โดยเน้นที่การดูไปที่จิต อาการของจิต
หรือถ้าเป็นแนวของท่านโกเอนก้า ก็รู้สึกจะเน้นฝึกดูเวทนา
(เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ก่อน เหล่านี้เป็นต้น

ทั้งนี้ ท่านว่า เราแต่ละคนก็สั่งสมรายละเอียดและพัฒนาการ
ในการเจริญปัญญา (เพราะเราฝึกเจริญสติ ก็เพื่อให้เกิดปัญญา
รู้แจ้งโลกแจ้งธรรมชาติทั้งปวงตามความเป็นจริง เพราะเรา
จะออกจากทุกข์ได้ ก็ด้วยการมีปัญญารู้เท่าทันทุกข์ รู้เท่าทัน
สรรพสิ่งทั้งปวง รู้เท่าทันกลไกของธรรมชาติ รู้เท่าทันธรรมชาติ)
มาไม่เหมือนกัน สั้นๆ คือ หลักการเดียวกัน
แต่วิธีการและเทคนิคในรายละเอียดอาจมีหลากหลายกันไป

นี่เอง :) เป็นเหตุให้บางคนไปปฏิบัติบางสำนักแล้วก็ไม่ค่อยจะ
ถูกจริต ไม่ค่อยจะตรงอัธยาศัย บางคนชอบให้อธิบายมาก
บางคนชอบให้สอนปฏิบัติตรงๆ เลย / บางคนถนัดเจริญ
กายานุปัสสนาสติปัฏฐานก่อน (เจริญสติดูกาย) บางคนถนัด
เจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานก่อน (เจริญสติดูจิต)
บางคนชอบเรียนและฝึกฝนไปพร้อมๆ กันทั้งสี่ฐาน
(กาย-เวทนา-จิต-ธรรม) บางคนเจริญสติปัฏฐานด้วยหลักพอง-ยุบ
แล้ว สติเจริญ :) ปัญญาก้าวหน้า :) ถูกใจ ถูกอัธยาศัย
(อย่างที่ภาษาธรรมเรียกกันว่า 'สัปปายะ')
บางคน ไปเดิน ขวาย่างหนอ-ซ้ายย่างหนอ แบบพอง-ยุบ
แล้วกลับเครียด อึดอัด หงุดหงิด ได้แต่โทสะ ธรรมก็ไม่ก้าวหน้า
บางคนดูกายไม่ถนัดแต่ชอบดูจิตไปตรงๆ :) บางคนชอบดูเวทนา
(ดู หมายถึง มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม รู้อาการขณะปัจจุบันนั้นๆ ของกาย
หรือเวทนา หรือจิต หรือธรรม) บางคนก็ชอบฝึกแบบ
ใช้การเคลื่อนไหวของมือแบบหลวงพ่อเทียนเป็นหลัก ฯลฯ

+ + + + + + + + +

ดังนั้น บางทีอาจต้องใช้เวลาสักหน่อยค่ะ :)
เวลาที่จะศึกษาและแสวงหาครูที่ 'ใช่' สำหรับเรา
เวลาที่จะศึกษาและแสวงหาแนวทางปฏิบัติที่ 'ใช่'
หรือ ก็คือที่ 'สัปปายะ' กับตัวเรา

ดิฉันเอง เมื่อแรกจะฝึกปฏิบัตินั้น ก็แค่ต้องการฝึกสมาธิ
(ตอนนั้นยังไม่รู้จักวิปัสสนากรรมฐานหรอกค่ะ :) ) ทีแรกฝึกเอง
ก็ได้เรื่องเลย! คือ เจอปัญหาอย่างแรง เกือบแย่ไปเหมือนกัน
(ท่านว่า ของพวกนี้ควรมีครู จะได้ไม่ผิดทางและไม่อันตราย)
ก็เลยเอาละ ต้องหาครูแล้ว และต้องหาครูที่เรามั่นใจได้ว่า
จะไม่พาเราเข้ารกเข้าพง

และเมื่อเริ่มไปลองปฏิบัติกับครูคนแรกในชีวิตนี้นั้น
(คุณแม่สิริ กรินชัย- พอง-ยุบ) ก็ยังไม่แน่ใจอะไร
เพียงเห็นว่าครูท่านนี้เท่าที่ได้ยินได้ฟังมา น่าจะพอเชื่อถือได้
ก็เพียงตั้งใจว่า เวลา ๗ วัน (คอร์สแรกที่ไป เป็นคอร์ส ๗ คืน ๘ วัน)
จะพยายามตั้งใจทำตามที่ท่านสอนท่านแนะทุกอย่าง
(เพราะคิดว่าหากไม่ตั้งใจทำหรือทำไม่ครบหลักสูตร
ก็คงจะไม่สามารถสรุปได้ว่าอะไรเป็นอะไร) แต่ก็มีบอกตัวเองไว้
ว่าถ้าอะไรไม่เข้าเค้า เกิดว่ามีสอนอะไรที่ดูไม่ค่อยจะเข้าที
ก็จะไม่อยู่ต่อจนครบ :)

ก็ตั้งใจปฏิบัติอย่างมาก :) เวลาผ่านไปแค่วันที่สองหรือวันที่สาม
(จำไม่ได้แน่ค่ะ) ก็เจอดีเลยค่ะ :) คือ เจอสิ่งดีๆ จริงๆ
ใจบอกกับตัวเองเลยว่า นี่เราตั้งใจมาเอาแค่หลักการทำสมาธิ
ที่ถูกต้องและปลอดภัย แต่เรากลับมาได้อะไรกันนี่
เป็นอะไรที่ประเสริฐและวิเศษกว่าการฝึกทำสมาธิ
อย่างเทียบกันไม่ได้เลย :)

หลังจากนั้นตลอดอีกหนึ่งปีเต็ม ก็ตั้งใจปฏิบัติเอาจริงเอาจังมาก
(ทำเองที่บ้าน) และจากวันนั้นจนวันนี้ ก็เข้ามาหลายคอร์ส
ไปแสวงหาครูบาอาจารย์อีกหลายครู :)
(อันนี้แล้วแต่คนนะคะ บางคนปฏิบัติแนวทางเดียวแล้วก็
เจริญก้าวหน้าไปตามลำดับโดยไม่ต้องแสวงหาอะไรที่หลากหลาย
ออกไป ส่วนบางคนก็ไปลองฝึกหลากหลายแบบแล้วก็มาลงตัว
ที่แบบใดแบบหนึ่ง หรือมาลงตัวที่นำเอาการฝึกทั้งหมด
มาปรับใช้จนเป็นแนวทางเฉพาะสำหรับตัวเอง)

ที่จริง การปฏิบัตินั้น เมื่อได้แนวทางที่ถูกจริตแล้ว
และฝึกฝนมากพอสมควรจนพอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
และพอพึ่งตัวเองได้แล้ว คือ ปฏิบัติเอง ปลีกวิเวกเองคนเดียวได้ แล้วนั้น
ณ จุดนั้น บุคคลมักมีสัปปายะของตนเอง คือ รู้ว่าอะไรที่สัปปายะต่อตน
คือ ตนทำอย่างนั้นแล้ว เจริญสติได้ดี ธรรมเจริญ ปัญญาก้าวหน้า ฯลฯ
อย่างเช่น บางคนชอบปฏิบัติกลางวัน บางคนชอบปฏิบัติกลางคืน
บางคนกินมื้อเดียวถึงจะปฏิบัติสบาย บางคนต้องกินสามมื้อถึงจะสบาย ฯลฯ

มีรายละเอียดต่างๆ อีกมากมาย ที่เมื่อปฏิบัติไปมากๆ
ก็จะค่อยๆ ทราบไปเอง ว่าอะไรที่เหมาะสม พอดี ถูกจริต
กับกายและใจเรา :)

+ + + + + + + + + +

สำหรับครูบาอาจารย์ดิฉันนั้น ที่ดิฉันไปเข้าคอร์สปฏิบัติด้วย
อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ก็มีท่านเหล่านี้เป็นเจ้าของคอร์สค่ะ :)

คุณแม่สิริ กรินชัย (แนวพอง-ยุบ)
(ติดต่อ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ ๘๐๕-๐๗๙๑ - ๔)
http://www.ybat.org/
อาจารย์เรณู ทัศณรงค์ (แนวพอง-ยุบ)
(ติดต่อ ที่เดียวกับคุณแม่สิริ กรินชัย)
พระอาจารย์ประจากและพระอาจารย์สว่าง (แนวพอง-ยุบ)
(ติดต่อ ที่เดียวกับคุณแม่สิริ กรินชัย)
พระอาจารย์มานพ อุปสโม (สติปัฏฐานสี่)
(ติดต่อ เบอร์พระอาจารย์ ๐๘๑-๘๑๑-๒๐๒๗)
(ศูนย์ปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ เขาดินหนองแสง จันทบุรี)
พระอาจารย์เกษมธรรมทัต (สุรศักดิ์ เขมรํงสี) (วิปัสสนากรรมฐาน)
(ติดต่อ ๐๓๕-๒๔๒๘๙๒ ๐๓๕-๒๔๔๓๓๕)
(วัดมเหยงคณ์ อยุธยา)
http://www.mahaeyong.org

ส่วนพระอาจารย์ที่อยากจะแนะนำมากๆ
ลองศึกษาแนวทางการสอนของท่านและลองฝึกปฏิบัติดู
(หากคุณเอราวัณชอบแบบตรงและลัดสั้น)
คือ พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช ท่านจะแนะวิธีการดูจิตเป็นหลัก
ท่านอยู่ที่ศรีราชา ลองไปฟังธรรมที่ท่านแนะนำ
และอ่านรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ link นี้ค่ะ
http://www.wimutti.net/

+ + + + + + + + + +

อีกประการ :) บางครั้ง
ครูบาอาจารย์ที่ท่านรู้ดีรู้ตรงรู้ถูก ท่านก็จะค่อนข้างทราบ
ว่าตอนนี้ควรสอนอะไรแก่ศิษย์และสอนอย่างไร
ควรบอกอะไร ยังไม่ควรบอกยังไม่ควรอธิบายอะไร อย่างไร ฯลฯ
เพราะการปฏิบัติธรรมไม่ใช่แบบเดียวกับการศึกษาทางโลก
ที่ต้องฟังต้องถามต้องศึกษาต้องจำ ฯลฯ
การปฏิบัติธรรมเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญาทางธรรม
ต้องอาศัยการประสบพบคำตอบ เกิดปัญญาได้ด้วยตนเอง
(จากการฝึกฝนอบรมตนด้วยการปฏิบัติ)

อย่างไรก็ตาม ครูบางท่านที่ไม่รู้จริงก็มี
และที่ท่านไม่ตอบเพราะท่านไม่รู้ก็อาจจะมี
ไม่ตอบเพราะตอบไม่ได้ก็คงจะมี
ส่วนบางท่านนึกว่าท่านเองรู้และตอบตามที่รู้
ซึ่งเป็นคำตอบที่ถ้าเราเชื่อก็นำไปผิดทางก็มี

+ + + + + + + + + +

ลองตั้งจิตอธิษฐานดูก็ได้นะคะ
ขอให้ได้พบครูบาอาจารย์ที่ดี ตรง รู้ถูก สอนถูก มีเมตตา
และสอนได้ตรงกับจริตอัธยาศัยของเรา
ขออย่าให้ได้พบของเก๊ที่จะนำเราไปผิดทาง
ขออย่าให้เราเป็นมิจฉาทิฏฐิ
ขออย่าให้มีอะไรมานำเราไปในทางมิจฉาทิฏฐิ
ขอให้เราเป็นผู้มีปัญญา(ทางธรรม)มากยิ่งๆ ขึ้นไป
ได้พ้นทุกข์ ได้ออกจากทุกข์ โดยเร็วที่สุด
ตามที่เราปรารถนาและตามสมควรแก่บารมีทางธรรม
ที่เราสร้างสมมา :)

บุญใดดิฉันสร้างมาแล้วตลอดวัฏฏสงสารจนถึงเดี๋ยวนี้
ขอน้อมส่งบุญนี้มาให้คุณเอราวัณและเพื่อนทุกคน
ร่วมกันอนุโมทนานะคะ :)
ขอน้อมส่งบุญนี้และตั้งจิตปรารถนาให้คุณเอราวัณ
เราทั้งหลายและสรรพสัตว์ทั้งปวงผู้เป็นเพื่อนร่วมทุกข์
เกิดแก่เจ็บตายในสังสารวัฏ
ได้พบแผนที่เดินทางสู่ความพ้นทุกข์
ได้ศึกษาแผนที่ เข้าใจแผนที่ ได้ครูดี ได้กัลยาณมิตร
ได้เดินทางตามแผนที่โดยปราศจากอุปสรรคอันตราย
และโดยไม่เฉไฉออกนอกทาง
และได้เกิดปัญญา ได้ดวงตาเห็นธรรม
ได้ลด-ละ-เลิกกิเลสไปตามลำดับ
จนถึงซึ่งความพ้นทุกข์คือพระนิพพาน
ด้วยกันทุกคนทุกท่านทุกรูปนามด้วยเทอญ

เจริญในธรรม

:)

โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi.deedi@gmail.com - 07/05/2008 22:25

2 :
อนูโมทนาสาธุค่ะคุณdeedi

ขอบคุณที่กรุณานะคะ อ่านแล้วได้มากกว่าที่อยากรู้อีก
เรียนถามต่อนะคะ

....ก็แค่ต้องการฝึกสมาธิ
(ตอนนั้นยังไม่รู้จักวิปัสสนากรรมฐานหรอกค่ะ :) )....
ตอนนี้ดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า คำว่า ภาวนา สมาธิ วิปัสสนากรรมฐาน ต่างกันอย่างไร เพิ่งทราบว่าไม่ใช่ความหมายเดียวกันน่ะค่ะ

และ....
........ก็ตั้งใจปฏิบัติอย่างมาก :) เวลาผ่านไปแค่วันที่สองหรือวันที่สาม
(จำไม่ได้แน่ค่ะ) ก็เจอดีเลยค่ะ :) คือ เจอสิ่งดีๆ จริงๆ
ใจบอกกับตัวเองเลยว่า นี่เราตั้งใจมาเอาแค่หลักการทำสมาธิ
ที่ถูกต้องและปลอดภัย แต่เรากลับมาได้อะไรกันนี่
เป็นอะไรที่ประเสริฐและวิเศษกว่าการฝึกทำสมาธิ
อย่างเทียบกันไม่ได้เลย :) ...........
อะไรที่ประเสริฐกว่าและวิเศษกว่า....คุณdeedi พอจะเล่าให้ฟังบ้างได้ไหมคะ
ไม่ทราบว่าดิฉันขี้สงสัยมากไปไหม แล้วแต่คุณจะพิจารณาตอบนะคะ

จริงๆแล้วดิฉันเข้ามาอ่านคำตอบของคุณหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ได้ตอบขอบคุณเลย
เพราะอ่านทีไรรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ได้รับ รู้สึกถึงความสุข ความอิ่มใจทุกครั้ง
อยากมีโอกาสได้รู้จักคุณมากยิ่งขึ้น อยากเรียนรู้ยิ่งขึ้น อยากสัมผัสสิ่งที่คุณสัมผัสแม้เพียงเสี้ยวเดียวก็ยังดี
แต่ไม่ทราบจะมีโอกาสไหม........
ดิฉันได้อ่านกระทู้ของคุณข้างบนแล้ว....คิดว่าตรงนั้นก็คือจุดเริ่มต้นที่คุณให้


"...บุญใดดิฉันสร้างมาแล้วตลอดวัฏฏสงสารจนถึงเดี๋ยวนี้
ขอน้อมส่งบุญนี้มาให้คุณเอราวัณและเพื่อนทุกคน
ร่วมกันอนุโมทนานะคะ :)
ขอน้อมส่งบุญนี้และตั้งจิตปรารถนาให้คุณเอราวัณ
เราทั้งหลายและสรรพสัตว์ทั้งปวงผู้เป็นเพื่อนร่วมทุกข์
เกิดแก่เจ็บตายในสังสารวัฏ
ได้พบแผนที่เดินทางสู่ความพ้นทุกข์
ได้ศึกษาแผนที่ เข้าใจแผนที่ ได้ครูดี ได้กัลยาณมิตร
ได้เดินทางตามแผนที่โดยปราศจากอุปสรรคอันตราย
และโดยไม่เฉไฉออกนอกทาง
และได้เกิดปัญญา ได้ดวงตาเห็นธรรม
ได้ลด-ละ-เลิกกิเลสไปตามลำดับ
จนถึงซึ่งความพ้นทุกข์คือพระนิพพาน
ด้วยกันทุกคนทุกท่านทุกรูปนามด้วยเทอญ ".

ขอผลบุญนี้จงบังเกิดกับคุณdeedi และทุกๆคนด้วยเทอญ

ขอบคุณในไมตรีจิต และขอบคุณในกัลยาณมิตรที่ดีที่มีให้ ขอบคุณค่ะ


โดยคุณ : เอราวัณ - 20/05/2008 21:13

3 :
ขออนุญาตคัดลอกที่สนทนากันในกระทู้ข้างบน
"เคล็ดไม่ลับ...คู่มือบุญ..." มาใส่รวมไว้ในกระทู้นี้นะคะ
เนื่องจากเนื้อหาที่คุยเป็นเนื้อหาต่อเนื่องกับเนื้อหา
ของกระทู้นี้...

จะได้สนทนากันเรื่องเดียวในกระทู้เดียวกัน
เป็นที่เดียวไปเลย :)

+ + + + + + + + + + + + + +


1 :
ขออนุโมทนาสาธุด้วยค่ะ

บางครั้งภาระงานหน้าที่รับผิดชอบที่มีทำให้ไม่สามารที่จะไปแสวงหา ไปเรียนรู้ ไปปฏิบัติธรรมตามใจปรารถนาได้
ถือโอกาสนี้ขอเรียนรู้จากคุณdeed iไปก่อน



โดยคุณ : เอราวัณ - 10/05/2008 18:21


2 :
สาธุค่ะคุณเอราวัณ :)

การปฏิบัติที่เป็นที่สุดที่นำออกจากทุกข์ได้ก็คือการฝึกสติ :)
ฝึกเพื่อจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ฝึกกันได้ทุกๆ ขณะที่ตื่น :)
ถ้าทราบหลัก รู้วิธี ฝึกฝนเนืองๆ (ในชีวิตประจำวันนี้ดีที่สุด
เพราะเครื่องฝึกเยอะ ถ้าฝึกจนพอมีสติได้ในชีวิตประจำวันแล้ว
การไปปลีกวิเวกหรือไปฝึกจริงจังก็น่าจะยิ่งสบายคล่องตัว)

อยากแนะนำให้ลองเปิดไฟล์แสดงธรรมของพระอาจารย์ปราโมทย์
ในเว็บวิมุตติ ที่ให้ link ไว้แล้วในกระทู้ข้างล่างติดกัน
ที่คุณเอราวัณตั้งเอาไว้ แล้วลองฝึกดูจิตตามไปด้วยเลย :)
ฝึกอย่างนี้ ลัด สั้น ตรง และเร็วดีค่ะ

ถ้าฝึกสติได้แล้ว ทุกวินาทีในชีวิตประจำวัน ก็จะร่าเริงเบิกบานยิ่ง
เพราะทุกอย่างก็เหมือนเดิม เพียงแต่เรารู้ที่จะแทรก 'สติ'
(อันเป็นตัวบ่มเพาะให้ค่อยๆ เกิดปัญญาสู่ความพ้นทุกข์)
เข้าไปในแทบทุกการกระทำ ทุกความรู้สึกและความคิด ได้หมดค่ะ :)

ชีวิตทุกวันก็จะเป็นชีวิตที่ได้ปฏิบัติธรรมไปด้วยในตัว
ยุ่งแค่ไหนก็จะรู้วิธีแทรกสติลงไปได้เรื่อยๆ ตามกำลังความตั้งใจ
และตามความเจริญก้าวหน้าของสติเท่าที่สะสมอยู่ :)

เมื่อค่อยๆ ฝึกสติ ชีวิตก็จะง่ายขึ้น
เพราะสติมาปัญญาก็จะเกิด
ช่วยให้บุคคลนั้นๆ แก้ปัญหาโลกปัญหาธรรม
ได้ดี ง่าย ตรงทาง ถูกต้องตามธรรม
มากยิ่งขึ้นตามลำดับ :)

เอาใจช่วยนะคะ :)
หลวงปู่ดูลย์ท่านบอกไว้ว่า
"การปฏิบัติไม่ยาก ที่ยากก็เพราะไม่ปฏิบัติ"

เส้นทางมีอยู่
แผนที่มีอยู่
เริ่มเดินวันนี้ :)
กายกับใจเราแต่ละคนอยู่ตรงไหน
ตรงนั้นแหละค่ะคือสถานปฏิบัติธรรมของเรา

เจริญในธรรม

:)

โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi.deedi@gmail.com - 11/05/2008 00:19


3 :
คุณdeedi
ขอบคุณคุณมากนะคะ ที่ให้ความกระจ่างหลายเรื่อง
ดิฉันไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี ยังงงๆว่าตัวเองเหมือนกันไม่ทราบว่ามาถูกทางไหม
ดิฉันพยายามอ่าน ศึกษา และปฏิบัติเอง ก็ได้บ้าง เท่าที่อ่านข้างต้นก็คิดว่าดิฉันได้ปฏิบัตในทุกเรื่อง แม้ว่าไม่ได้เคร่งนัก
แต่ที่ยังไม่ได้ทำเท่าที่ควร คือ การทำสมาธิ ภาวนา
โดยสรุป เรา 1. ตั้งใจและเว้นจากการไม่ทำความชั่วทั้งปวง ( กุศลกรรมบท ๑๐ )
2. ทำตัวให้มีศีลและมีปัญญาก่อน ( บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ )
3. ปฏิบิติเป็นกิจวัตร ต่อเนื่อง ( คือ ต้องมีศีล ทาน ภาวนา )
เท่านี้เพียงพอแล้วหรือยังคะ ถ้ายังมี คุณdeedi กรุณาแนะนำด้วยนะคะ

ดิฉันเคยเข้า http://www.wimutti.net/ ตามที่คุณแนะนำ
แต่ยังไม่ได้เปิดไฟล์แสดงธรรมของพระอาจารย์ค่ะ ยังจะมีโอกาสต่อๆไปค่ะ

คงไม่รบกวนเกินไปนะคะ
ขอบคุณค่ะ



โดยคุณ : เอราวัณ - 19/05/2008 22:18


โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi.deedi@gmail.com - 16/06/2008 16:38

4 :
ตอนนี้ดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า คำว่า ภาวนา สมาธิ วิปัสสนากรรมฐาน
ต่างกันอย่างไร เพิ่งทราบว่าไม่ใช่ความหมายเดียวกันน่ะค่ะ


ภาวนา
คือ การบำเพ็ญ การเจริญ การทำให้เกิดขึ้น การทำให้มีขึ้นเป็นขึ้น
การฝึกอบรมตามหลักพระพุทธศาสนา
ภาวนานี้ มีทั้ง
สมถภาวนา (สมถกรรมฐาน)
และ
วิปัสสนาภาวนา (วิปัสสนากรรมฐาน)
สมถกรรมฐาน
เป็นการทำสมาธิ ใจจะอยู่กับอารมณ์เดียว
ได้สมาธิที่แรงกล้าขึ้นตามลำดับ ได้ 'ฌาน' (อ่านว่า ชาน)
ได้อำนาจจิต ได้อภิญญา แต่ไม่ได้ปัญญา ไม่ทำให้พ้นทุกข์
และอาจเสี่ยงต่อการทำให้หลงตน หลงอำนาจอภิญญาที่ตนได้
หรือนำอำนาจจิตที่ได้ไปใช้ในทางที่ผิดบาป

สมาธิ
คือ ความมีใจตั้งมั่น ความตั้งมั่นแห่งจิต
การทำให้ใจสงบแน่วแน่ไม่ฟุ้งซ่าน
การมีจิตกำหนดแน่วแน่อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ

วิปัสสนา
คือ ความเห็นแจ้ง คือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม
ปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์อันให้ถอนความหลงผิดรู้ผิดในสังขารเสียได้
การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งรู้ชัดภาวะของสิ่งทั้งหลาย
ตามที่มันเป็นของมันเอง การเห็นอย่างวิเศษ
วิปัสสนาภาวนา (วิปัสสนากรรมฐาน)
เป็นการปฏิบัติอันเป็นสุดทางของพระพุทธศาสนา
เป็นการเจริญปัญญา พัฒนาปัญญาด้วยการเจริญสติ
(สติปัฏฐานสี่) รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เนืองๆ ต่อเนื่อง
คอยรู้ความเป็นไปของกายหรือใจตนเอง ณ ขณะนั้นๆ
ใจไม่อยู่กับอารมณ์เดียว แต่จะเฝ้ามีสติรู้สึกตัว
อยู่กับอาการของกายหรืออาการของใจ ณ ปัจจุบันขณะนั้นๆ
วิปัสสนาภาวนา ต้องอาศัยพละห้า/อินทรีย์ห้า
คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
ปฏิบัติให้มากเจริญให้มาก ก็จะได้ 'ญาณ' (อ่านว่า ยาน)
คือ ปัญญารู้เห็นสภาพธรรมชาติต่างๆ ตามความเป็นจริง
เป็นปัญญาที่จะทำให้ลด ละ เลิกกิเลสต่างๆ ไปได้ตามลำดับ
จนถึงซึ่งความพ้นทุกข์คือหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง
ได้ในที่สุด :)

+ + + + + + + + + + + + + + +

และ....
........ก็ตั้งใจปฏิบัติอย่างมาก :) เวลาผ่านไปแค่วันที่สองหรือวันที่สาม
(จำไม่ได้แน่ค่ะ) ก็เจอดีเลยค่ะ :) คือ เจอสิ่งดีๆ จริงๆ
ใจบอกกับตัวเองเลยว่า นี่เราตั้งใจมาเอาแค่หลักการทำสมาธิ
ที่ถูกต้องและปลอดภัย แต่เรากลับมาได้อะไรกันนี่
เป็นอะไรที่ประเสริฐและวิเศษกว่าการฝึกทำสมาธิ
อย่างเทียบกันไม่ได้เลย :) ...........
อะไรที่ประเสริฐกว่าและวิเศษกว่า....คุณdeedi พอจะเล่าให้ฟังบ้างได้ไหมคะ
ไม่ทราบว่าดิฉันขี้สงสัยมากไปไหม แล้วแต่คุณจะพิจารณาตอบนะคะ


ไม่ขี้สงสัยมากไปหรอกค่ะ :)
เป็นธรรมดาที่คนเราย่อมอยากรู้ในสิ่งที่เราสนใจ :)
เพียงแต่ว่า การฝึกธรรมะหรือการฝึกเจริญสติเจริญวิปัสสนาภาวนา นั้น
สวนทางกับทางโลกอยู่พอควร

คือ ถ้าเป็นทางโลก เราต้องอ่านให้มาก บอกให้หมด
เพื่อให้จำได้หรือไปคิดไปพัฒนาค้นคว้าต่อได้
แต่ถ้าเป็นทางธรรม เป็นการปฏิบัติธรรมนั้น
ท่านจะบอกแต่หลัก วิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องตรงทาง
แต่ว่าท่านจะไม่บอกรายละเอียดโดยเฉพาะที่เป็นผลจากการปฏิบัติ
ทั้งนี้เพราะว่าการปฏิบัติธรรมเพื่อการพัฒนาปัญญาทางธรรมนั้น
หลักสำคัญคือบุคคลพึงทำเอง-รู้เองและเห็นเอง
ดังบทสวดมนต์ระลึกถึงคุณของพระธรรมที่ว่า
สวากขาโต ภควาตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก
โอปนยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ

แปลความได้ว่า
ธัมโม
พระธรรม
สวากขาโต
เป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว
สันทิฏฐิโก
เป็นธรรมที่ผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง
อกาลิโก
ไม่ประกอบด้วยกาลสมัย (ใช้ได้ทุกสมัย)
เอหิปัสสิโก
เป็นธรรมที่ควรเรียกกันมาดู (ให้พิสูจน์ดูได้)
โอปนยิโก
เป็นธรรมที่ควรน้อมเข้ามาในตน (ดีมีประโยชน์)
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ
เป็นธรรมอันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

จิตใจมนุษย์นั้น พอได้ยินได้ฟังได้เห็นหรือสัมผัสอะไรแล้ว
ก็จะเกิด 'สัญญา' คือ ความจำได้หมายรู้
อันนี้เองที่อันตรายพอควร คือ สามารถขวางกั้นการพัฒนาปัญญา
ทางธรรมของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้
เช่น สมมุติหากว่าเคยได้ยินได้ฟังว่าปฏิบัติไปแล้วฝึกไปแล้ว
จะได้ประสบพบเห็นสภาวะโน่นสภาวะนี่
ได้ยินได้ฟังแล้ว จิตจะจำ เกิดเป็นสัญญา
และจิตนี้ บางครั้งเค้าก็สามารถ 'สร้าง' สิ่งที่เสมือนสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง
ซึ่งการสร้างก็ไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านจะสอนแต่วิธีการ
แต่ท่านจะไม่บอกว่าผลจะเป็นเช่นไรบ้าง

อีกประการคือบางครั้งพอได้ยินได้ฟังถึงสภาวะโน่นนี่
ที่เกิดกับใครต่อใครแล้ว จิตเราก็จะเกิดความอยากได้อยากประสบ
กับสภาวะโน่นนี่บ้าง ... และ 'ความอยาก' นี้ เป็นโลภะ
โลภะ เป็น กิเลส
เมื่อจิตประกอบด้วยกิเลส อยากได้ เฝ้ารอให้เกิดสภาวะโน่นนี่
ตามที่ได้ยินได้ฟัง ก็ไม่สามารถเจริญปัญญาจริงๆ ได้
ก็ทำให้เป็นตัวขวางความเจริญก้าวหน้าทางธรรมไปได้ :)

ถึงเล่าไม่ได้ตรงๆ :) แต่ก็จะลองกระซิบอ้อมๆ สักหน่อยนะคะ :)
สภาพธรรมต่างๆ ที่ผู้ปฏิบัติจะประสบระหว่างทางแห่งการพัฒนาปัญญา
ไปสู่ความพ้นทุกข์นั้น มีมากมาย :) และก็หลากหลายกันไปในรายละเอียด
เพียงถ้าใครปฏิบัติตรงทางและอบรมบ่มเพาะการปฏิบัติจนสุกงอมใน
แต่ละขั้นตอนแล้ว สภาพธรรมนั้นๆ ก็จะปรากฏแจ้งชัดกับตน

ที่ดิฉันเล่าว่าตนเองพบว่ามาได้อะไรที่วิเศษพิเศษกว่าแค่สมาธินั้น
ที่จริงก็ต้องบอกว่าเป็นเพียงอะไรนิดเดียวที่อาจนับได้ว่า
เป็นเพียงจุดเริ่มต้นแห่งเส้นทางแห่งปัญญาเท่านั้นเอง :)
เพียงแต่ว่าที่ดิฉันใช้คำว่าพิเศษวิเศษเหลือเกินนั้น
เป็นเพราะตนเองไม่ได้คิดจะมาเอาอะไรนอกเหนือไปจากแค่สมาธิ
แต่เนื่องจากวิปัสสนากรรมฐานและสติปัฏฐานสี่นี้เป็นสิ่งพิเศษสุดยอด
เป็นสุดทางของพระพุทธศาสนา ดังนั้น ถ้าหากใครได้ฝึกอย่างถูกต้อง
ไม่ว่าจะรู้ว่าคืออะไรหรือไม่รู้ก็ตาม ย่อมได้สัมผัสรสของผลการปฏิบัติ
คือ รสของปัญญาทางธรรม ไปตามลำดับ อย่างแน่นอน :)

ที่ใช้คำว่าวิเศษพิเศษฯลฯ นั้น ก็เพราะตอนนั้น คิดว่าการพ้นทุกข์
เป็นสิ่งสูงส่งและไกลเกินเอื้อม คงทำไม่ได้ในชาตินี้
แต่ ณ จุดนั้น ได้ประจักษ์กับใจว่าบุคคลสามารถทำได้
ประจักษ์ว่าการแผ้วทางสู่การพ้นทุกข์นั้น เริ่มได้ในชาตินี้ ชีวิตนี้
เดี๋ยวนี้ และต้องเริ่มด้วย เพราะว่าเราไม่มีวันรู้ว่าอนาคต
แม้แต่วินาทีข้างหน้า จะเกิดอะไรขึ้น เราจะได้ฝึกฝนได้ปฏิบัติ
อีกมากแค่ไหนก็ยังไม่ทราบ ดังนั้น ณ จุดนั้น
ก็เลยยินดีและมีความสุขมากเหลือเกิน ว่าได้เริ่มสิ่งที่ไม่คิดว่า
ชีวิตนี้จะมีบุญมีวาสนาพอที่จะได้เริ่มแล้ว :)

ความรู้ (ปัญญา) ที่ได้จากการปฏิบัตินั้น ประเสริฐและน่าตื่นเต้นมาก :)
ได้สัมผัสด้วยตนเองแล้วจะปีติยินดีไม่มีอะไรเปรียบ :)
เวลาเราฝึกไปใหม่ๆ นั้น บางทีเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าปัญญาเกิดกับเราแล้ว
(นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมีครูบาอาจารย์คอยดูคอยแล คอยแนะนำ
คอยสอบอารมณ์) แต่เราจะรู้สึกว่าชีวิตมีความสุขขึ้น
จัดการกับปัญหาต่างๆ ทั้งภายนอกและภายในได้ดีขึ้น
จิตใจมีเมตตาขึ้น เข้าใจและเห็นใจตนและผู้อื่นมากขึ้น ฯลฯ
ดังนั้น ลงมือปฏิบัติเมื่อไหร่ก็จะได้ผลทันทีที่ปฏิบัติอยู่แล้ว
เพราะหน้าที่เดียวของผู้ปฏิบัติคือทำให้มาก (มีสติให้มาก)
เจริญให้มาก (เจริญสติให้มาก ให้ต่อเนื่องที่สุดเท่าที่ทำได้)
เท่านี้จริงๆ :) ทำให้มากเข้าไว้ ก็จะพาไปสุดทางได้จริงๆ :)
ย่อหน้านี้ ตั้งใจจะใช้เป็นเครื่องชักชวน :) ชวนให้รีบฝึกปฏิบัติ
จะได้ลิ้มรสหอมหวานและทันสมัยอยู่ทุกเมื่อของพระธรรมอันประเสริฐ
เพราะการปฏิบัติธรรมนั้น เมื่อฝึกให้เข้าใจหลักวิธีแล้ว
ก็จะพบว่าไม่ได้อาศัยอะไรมากไปกว่ากายกับใจตนเอง
เราสามารถใช้ชีวิตไปตามปรกติธรรมดาเหมือนก่อนไม่ปฏิบัติ
เพียงแต่ต่อจากนี้ไป เราจะแทรก 'สติ' (สติปัฏฐานสี่) ไปใน
แต่ละขณะในชีวิตประจำวันเรานี้เอง :) เท่านี้เอง
ก็คือการปฏิบัติธรรมเพื่อนำตนไปสู่ปัญญา
นำตนไปสู่ความพ้นทุกข์ได้จริง :)

+ + + + + + + + + + + + + +

จริงๆแล้วดิฉันเข้ามาอ่านคำตอบของคุณหลายครั้งแล้ว
แต่ไม่ได้ตอบขอบคุณเลย เพราะอ่านทีไรรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ได้รับ
รู้สึกถึงความสุข ความอิ่มใจทุกครั้ง
อยากมีโอกาสได้รู้จักคุณมากยิ่งขึ้น อยากเรียนรู้ยิ่งขึ้น
อยากสัมผัสสิ่งที่คุณสัมผัสแม้เพียงเสี้ยวเดียวก็ยังดี
แต่ไม่ทราบจะมีโอกาสไหม........


คำขอบคุณนั้นไม่จำเป็นเลยค่ะ :) ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ :)
ส่วนที่คุณเอราวัณบอกว่าอยากรู้จักอยากเรียนรู้ยิ่งขึ้น
ดิฉันอ่านแล้วก็รีบส่งอีเมล์มาหาคุณหลายวันแล้วค่ะ :)
ส่งเบอร์โทรศัพท์ให้ด้วย :) เพราะว่าการแนะนำการปฏิบัตินั้น
ถ้าได้บอกด้วยวาจา บอกตัวต่อตัว ก็จะสามารถแนะกันได้เร็ว
และตรงกับอัธยาศัยของผู้ปฏิบัติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพราะว่าการจะได้สัมผัสรสพระธรรมแท้ๆ ที่พระพุทธองค์
ทรงพากเพียร คนพบและนำมาแสดงและสั่งสอนเราทั้งหลายนั้น
วิธีเดียวที่จะได้สัมผัสและ 'รู้แจ้ง' จริงๆ
ก็พึงต้องเจริญสติ (สติปัฏฐานสี่)
เจริญวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐานสี่
เท่านั้นค่ะ :) ... ทางมีอยู่ทางเดียว ไม่มีทางอื่น

อย่างไรก็ตาม อีเมล์ที่ดิฉันส่งมาถึงคุณเอราวัณนั้น
ก็เป็นเพียงอีกทางเลือกที่นำเสนอ :) ในฐานะที่เป็นกัลยาณมิตรกัน :)
เผื่อว่าอยากจะสนทนากันทางโทรศัพท์จะได้แนะนำและฝึกได้เลย
ส่วนกระทู้นี้ กระทู้ต่างๆ และบอร์ดนี้ :) ก็เป็นอีกทางเลือก :)
แล้วแต่คุณเอราวัณจะสะดวกใจอย่างไรก็อย่างนั้นนะคะ :)
ดิฉันยินดีเสมอที่จะเกื้อกูลกันในทางธรรม
มากที่สุดเท่าที่สติ ปัญญา โอกาสและความเหมาะสมต่างๆ จะอำนวย :)

+ + + + + + + + + + + + + + +

ดิฉันได้อ่านกระทู้ของคุณข้างบนแล้ว....
คิดว่าตรงนั้นก็คือจุดเริ่มต้นที่คุณให้


กระทู้เคล็ดลับคู่มือบุญนั้น เกิดขึ้นเพราะมีเพื่อนดิฉันจะพิมพ์
หนังสือธรรมะ พอดีมีหน้าว่างเหลือ ก็เลยปรึกษากัน
สรุปว่าเราอยากจะใส่หลักการทำบุญดังในกระทู้นี้ลงไป
เพราะว่าสมัยนี้หลายคนเข้าใจว่าการทำบุญต้องใช้เงินทอง
เท่านั้นถึงจะเรียกว่าการทำบุญ ซึ่งทำให้การทำบุญและการได้บุญ
ไขว้เขวไปมาก ...

ดิฉันรวบรวมข้อมูลให้เพื่อนเอาไปพิมพ์ลงในหนังสือดังกล่าว
แล้วก็เลยอยากจะเอามาเผยแผ่ให้กว้างขวางออกไป
ก็เลยเอามาใส่ไว้ในบอร์ดนี้ด้วย :) เพราะเป็นหลักที่มนุษย์ทุกคน
พึงได้รู้ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อชีวิต :) และต่อการพัฒนาตน
การแผ้วทางพาตนออกไปจากวังวนแห่งทุกข์
คือการเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ไม่รู้จบนี้ :)

ยินดียิ่งค่ะที่เราทั้งหลาย (รวมทั้งตัวดิฉันเองด้วย) จะได้นำ
ความรู้อันประเสริฐนี้ไปใช้ :) เพราะพระพุทธศาสนา
สอนหลักไว้ว่า
ให้เราละความชั่ว-ทำความดี-ทำจิตใจให้บริสุทธิ์
และการทำบุญทำทานก็จัดอยู่ในการ 'ทำความดี'
เพราะถ้าบุคคลยังไม่พยายามละความชั่ว (ศีล) ยังไม่ได้เริ่มทำความดี (ทาน)
ก็คงยากที่จะทำจิตใจให้บริสุทธิ์ (ภาวนา)

+ + + + + + + + + + + + + + +

ดิฉันไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี ยังงงๆว่าตัวเองเหมือนกันไม่ทราบว่ามาถูกทางไหม
ดิฉันพยายามอ่าน ศึกษา และปฏิบัติเอง ก็ได้บ้าง เท่าที่อ่านข้างต้นก็คิดว่า
ดิฉันได้ปฏิบัตในทุกเรื่อง แม้ว่าไม่ได้เคร่งนัก
แต่ที่ยังไม่ได้ทำเท่าที่ควร คือ การทำสมาธิ ภาวนา
โดยสรุป เรา 1. ตั้งใจและเว้นจากการไม่ทำความชั่วทั้งปวง ( กุศลกรรมบท ๑๐ )
2. ทำตัวให้มีศีลและมีปัญญาก่อน ( บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ )
3. ปฏิบิติเป็นกิจวัตร ต่อเนื่อง ( คือ ต้องมีศีล ทาน ภาวนา )
เท่านี้เพียงพอแล้วหรือยังคะ ถ้ายังมี คุณdeedi กรุณาแนะนำด้วยนะคะ


คุณเอราวัณลองตั้งจิตอธิษฐานเวลาสวดมนต์ไหว้พระ
หรือทุกครั้งทุกที่ทุกเมื่อที่นึกได้นะคะ :) ลองตั้งจิตอธิษฐาน
ขอให้ได้พัฒนาตนไปตามเส้นทางธรรมในพระพุทธศาสนา
ขอให้ได้พบเส้นทางและลำดับการปฏิบัติตนที่เหมาะสม
ถูกต้องและตรงทาง :) ให้ได้พบครูบาอาจารย์ที่สอนดี
สอนตรงตามแนวทางของพระพุทธองค์
ขอให้ได้พัฒนาตนในทางธรรม
ได้พัฒนาทั้งทาน-ศีล-ภาวนา

และเส้นทางธรรมนั้น...พึงเป็นเส้นทางแห่งความสุข
ทำแล้วต้องสุขสบายใจ ปีติยินดี ไม่เครียด
ถ้าเครียด เกร็ง ก็คงผิดทางแล้ว :)
ดังนั้น เดินไปแบบสบายๆ ไม่ต้องเครียดนะคะ :)
ให้ค่อยเป็นค่อยไปตามธรรมชาติของเรา ว่าเราพร้อมตรงไหน
พร้อมแค่ไหนก็ทำไปตามนั้น เท่าที่ใจบอก เท่าที่ใจอยาก
อาทิ การถือศีลห้า ถ้าทำได้ครบถ้วนก็เยี่ยมแต่ถ้าคิดว่ายังทำไม่ได้ครบ
ก็ค่อยๆ ทำไปก็ได้ ค่อยๆ ตั้งใจ ค่อยๆ ปรับตัว สบายๆ
การทำบุญทำทานทำความดีก็เช่นกัน ทำไปสบายๆ ตามที่กำลังกาย
และกำลังใจของเราทำไหว :) การภาวนา (วิปัสสนากรรมฐาน
ตามแนวสติปัฏฐานสี่) ก็ค่อยๆ เริ่มศึกษาเริ่มฝึกไปพร้อมๆ กันด้วย
จะได้ไม่เสียโอกาสที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และได้มาเกิดในแดน
พระพุทธศาสนา ได้มาเป็นชาวพุทธ มีศรัทธาที่ดีเยี่ยมขนาดนี้แล้ว :)
อยากแนะนำให้รีบฉวยโอกาสให้ถึงที่สุด :)

ส่วนหากว่าบางกรณี ก็มีบางคนที่มุ่งมั่นจะก้าวไปให้เร็ว
เอาจริงอย่างมาก ตั้งใจถือศีลห้าก็ตาม แปดก็ตาม มากกว่านั้นก็ตาม
ตามที่ตนตั้งใจให้มั่นคง ตั้งใจทำความดีทั้งปวง
ตั้งใจเจริญภาวนาอย่างเข้มข้น อุกฤษณ์ จริงจัง
เพื่อตักตวง กอบโกยเอาโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้
ไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในชีวิตนี้...
แบบนี้ก็มีอยู่เช่นกันค่ะ :) ก็แล้วแต่ว่าใครจะเลือกอย่างไร
ก็แล้วแต่ว่าใครอยากไป (พ้นทุกข์) เร็ว หรือไปแบบช้าๆ
สบายๆ ถึง (ความพ้นทุกข์) เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น :)
เป็นเรื่องและเป็นทางเลือกของแต่ละคนจริงๆ ค่ะ :)

+ + + + + + + + + + + + + + + +

ดิฉันเคยเข้า http://www.wimutti.net/ ตามที่คุณแนะนำ
แต่ยังไม่ได้เปิดไฟล์แสดงธรรมของพระอาจารย์ค่ะ
ยังจะมีโอกาสต่อๆไปค่ะ


เสียงธรรมของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช นั้น
เป็นเหตุให้บุคคลจำนวนมากทีเดียว
ได้ 'ตื่น' จากความหลง (อวิชชา) มาแล้ว :)
มีโอกาส ก็ลองเปิดฟังและลองปฏิบัติตามไปพร้อมๆ กันด้วยดูนะคะ :)
แนะนำ :) เป็นอีกทางที่ทำให้เราสามารถเริ่มต้นได้ทุกที่
เช่นอาจเปิดฟังธรรมของท่านขณะเปิดคอมฯ และออนไลน์อยู่
หรือดาวน์โหลดไปฟัง หรือเอาไปใส่ใน cd/ mp3/ iPod/
ไปเปิดฟังกับเครื่องเสียงที่บ้าน ที่บนรถ เวลานอน ฯลฯ
ก็ล้วนได้ประโยชน์ทั้งสิ้นค่ะ :)

หรือหากสนใจฟังหรือชอบฟังคำสอนหรือเสียงธรรม
ของครูบาอาจารย์ทางธรรมท่านอื่นท่านใด
ที่ได้เลือกเฟ้นศึกษามาระดับหนึ่งแล้วว่าท่านรู้ดี รู้ตรง รู้จริง
ก็ย่อมได้ทั้งนั้น :) เพราะเราทั้งหลายก็ศิษย์ครูเดียวกันหมด
คือ ศิษย์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และก็มุ่งเรียนวิชาเดียวกันหมด
คือ วิชาพ้นทุกข์ :)

+ + + + + + + + + + + + + + +

ยินดีเสมอที่จะได้เกื้อกูลเป็นกัลยาณมิตรกันในทางธรรม
เท่าที่โอกาส ความสามารถ และสติปัญญา จะอำนวยให้ค่ะ :)

เจริญในธรรม

:)

โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi.deedi@gmail.com - 16/06/2008 19:09

5 :
คุณเอราวัณคะ :) เพิ่งกดส่งเนื้อหาอีเมล์ที่ดิฉันบอกไว้ข้างบน
ว่าส่งอีเมล์มาหาคุณหลายวันแล้วมาถึงคุณอีกครั้งนะคะ :)

เจริญในธรรม

:)

โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi.deedi@gmail.com - 17/06/2008 17:33

6 :
คุณdeedi

ดิฉันได้รับแล้วนะคะ ด้วยความขอบคุณยิ่ง
วันนี้ได้อ่านทั้งในเมล์ และในบอร์ดนี้ ได้ความกระจ่างและยังไม่มีข้อสงสัยใด
หากมีเรื่องที่ไม่เข้าใจ ก็คงต้องรบกวนคุณdeeedi อีกภายหลัง

เจริญในธรรม (ขออนุญาตใช้ด้วยนะคะ ไม่ทราบว่าใช้ถูกที่หรือไม่)



โดยคุณ : เอราวัณ - 17/06/2008 21:44

7 :
สาธุค่ะคุณเอราวัณ :) ขอบคุณที่บอกมานะคะดิฉันจะได้หายห่วงว่า
ได้รับอีเมล์หรือยัง และหากเมื่อไหร่ต้องการสนทนากัน
เพื่อความกระจ่างในธรรมใดๆ อีก ก็ยินดีเสมอค่ะ :)
และไม่เป็นการรบกวนใดๆ เลย :)

คำว่า 'เจริญในธรรม' เป็นคำที่งดงามในความรู้สึกส่วนตัว :)
มีความหมายที่ดีงามและประเสริฐ :)
ดิฉันมักใช้เสมอในการจบท้ายคำสนทนาหรือการสื่อสารทางธรรม
เมื่อมีจิตปรารถนา เมื่อรู้สึกอยากจะให้เพื่อนร่วมเวียนว่ายตายเกิด
หรือผู้ที่เราสนทนาด้วย เจริญก้าวหน้าในทางธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป :)
เป็นคำที่ใช้มานานจนลืมแล้วว่าเอามาจากไหนหรือว่าผุดขึ้นมาเองในใจ
อย่างไรก็ตาม ไม่ยึดไม่ถือว่าเป็นของตนและไม่สงวนลิขสิทธิ์ใดๆ :)
ใช้ได้เลยค่ะ ไม่ต้องขออนุญาตใดๆ หรอกค่ะ :)

เจริญในธรรม

:)


โดยคุณ : deedi - อีเมล์ deedi.deedi@gmail.com - 18/06/2008 17:05

8 :
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทนา............. นิ่ง + โป่ง + โล่ง + เบา = ๔ + ใส = " ๕ " ( เอกัตคตา,๑ , ยมก ๒,ไตรลักณ์ ๓, สติปัฎฐาน ๔, ขันธ์ ๕, สฬยตน ๖,โพชฌงค์ ๗, มรรค ๘ + ....... ๙ ,สูญญตา 0 ) = ตัวอย่างย่อ ๆ ให้พ่านตาเฉย ๆไม่ต้อง งง อย่าคิดมาก ๆ อีกหน่อยจะรู้ได้ด้วยตัวท่านเอง ตัวของตัวเอง ถือเป็นการสะสม ซืมซับ เพื่อรอการถึงกาลควรแก่......

โดยคุณ : มองรอบๆ "ตามสภาวะ" - อีเมล์ ไม่บอกนะ , แต่บางท่านก็รู้ - ไอซีคิว ยังไม่รู้ ? งง - 05/08/2008 23:57
โฮมเพจ : http:// xxxxxxxxxxxxx

แสดงความคิดเห็น
ชื่อ :
Email :
ICQ :
โฮมเพจ :
ข้อความ :

เจริญในธรรม
TheRyo's GYM Bodybuilding and Fitness Guide