# 22 ดงมรณะ 4
คำนิยมโดย รศ.ดร. รื่นฤทัย สัจจพันธุ์
อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
คำนิยม
รศ.ดร. รื่นฤทัย สัจจพันธุ์
เพชรพระอุมา : มหากาพย์ร้อยแก้ว
อมตะนิยายของ 'พนมเทียน' ราชันแห่งนักเขียน
.....ยุคที่ดิฉัน 'ติด' อ่านหนังสือนิยาย จนพ่อต้องถือไม้เรียวไปตามตัวมาจากร้านเช่าหนังสือ เป็นยุคที่นวนิยายจะเป็นเรื่องขนาดยาวหลายร้อยตอนจบ อย่าง 'พล นิกร กิมหงวน' หรือชุด 'สามเกลอ' ของ ป.อินทปาลิต, 'ผู้ชนะสิบทิศ' ของ ยาขอบ, 'ห้วงรักเหวลึก' ของ หลวงวิจิตรวาทการ, 'ร้อยป่า' ของ อรชร (พันธุ์ บางกอก) และศิวาราตรี เพชรพระอุมา เล็บครุฑ ฯลฯ ของพนมเทียน
.....ความจริงนิสัยรักการอ่านของดิฉัน ก็เป็นมรดกที่ได้รับมาจากคุณพ่อและคุณแม่นั่นแหละ เพราะท่านทั้งสองนิยมเช่าหนังสือมาอ่านตั้งแต่ก่อนดิฉันเกิด หนังสือที่เอ่ยชื่อไว้ข้างต้น คุณพ่อคุณแม่ก็เช่ามาอ่านหลายรอบ และในบรรดางานเขียนของ 'พนมเทียน' คุณแม่ติดอกติดใจ 'ศิวาราตรี' มากเป็นพิเศษจนถึงเดี๋ยวนี้
.....นิยายที่ดิฉันคลั่งไคล้มากเป็นอันดับหนึ่ง คือ เรื่องประเภทต่อสู้ผจญภัย จะเป็นผจญภัยในป่า ในดินแดนลึกลับมหัศจรรย์ หรือแบบนักสืบจารกรรมก็ชอบทั้งนั้น ในวัยสาวเช่นนั้น พระเอกในดวงใจจึงต้องเป็นคนพูดน้อย เคร่งขรึม ฉลาดหลักแหลม เดินป่าเก่ง ยิงปืนแม่น และเป็นคนดีมีคุณธรรม ดังนั้น เสือ กลิ่นสัก, รพินทร์ ไพรวัลย์, แงซาย, ชีพ ชูชัย ฯลฯ จึงเป็น 'พระเอก' ที่เด่นชัดอยู่ในความคิดคำนึง มิใช่ดิฉันฝันหวานอยากเป็นนางเอกของพวกเขาเหล่านี้หรอก แต่ดิฉันอยากเป็น 'พระเอก' แบบพวกเขาทีเดียวแหละ เอาจริงเอาจังถึงขนาดไปหัดยิงปืนอยู่พักใหญ่
.....ในบรรดานวนิยายทั้งหลาย 'เพชรพระอุมา' พิเศษกว่าเรื่องอื่น เพราะนอกจากจะมีพระเอกพระรองเป็นลูกผู้ชายยอดนักสู้แล้ว ยังมีนางเอกคือ ม.ร.ว. ดาริน วราฤทธิ์ เป็นหญิงเก่งและแกร่ง ยิงปืนแม่นยังกะจับวาง มีนิสัยบู๊ลุยๆ แบบผู้ชาย แต่สวยและโรแมนติกอีกด้วย คุณหญิงดารินจึงเป็น 'ตัวแบบ' ของผู้หญิงนักบู๊ในดวงใจอีกคน ดังนั้นเวลาเล่นเกม 'ตำรวจผู้ร้าย' หรือ 'บุกป่ามหาภัย' กับน้องชายและเพื่อนผู้ชายข้างบ้าน ดิฉันจึงคิดว่าตัวเองเป็น ชีพ ชูชัย หรือรพินทร์ ไพรวัลย์ หรือคุณหญิงดารินเสียทุกทีไป แม้กระทั่งเมื่อได้ไปปีนเขาเดินป่าจริงๆ ตอนออกค่ายอาสาพัฒนาชาวเขาสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ดิฉันก็ยังมีภาพของ เสือ กลิ่นสัก รพินทร์ ไพรวัลย์ แงซาย และคุณหญิงดาริน ตามไปให้กำลังใจตลอดเวลา ถึงแม้ว่าป่าที่ดิฉันได้ไปเดินจริงๆ จะไม่ใช่ป่าใหญ่อุดมสมบูรณ์และลี้ลับอย่างในเพชรพระอุมาก็ตาม แต่จินตนาการที่ได้มาจากการอ่านหนังสือ ก็ทำให้การเดินป่าของดิฉันสมัยนั้นสนุกตื่นเต้นยิ่งนัก
.....คงไม่ผิดความจริงนักที่จะกล่าวว่า เพชรพระอุมา เป็นมหากาพย์ร้อยแก้ว เพราะเป็นนวนิยายไทยที่ยาวที่สุด และใช้เวลาในการแต่งยาวนานที่สุดเช่นกัน คือ ๒๕ ปี ๗ เดือน ทั้งๆที่ระยะเวลาในตัวเรื่องยาวนานประมาณ ๒ ปีเท่านั้นเอง จึงน่ายกย่องผู้เขียนที่มีวิริยะในการสร้างสรรค์และมีจินตนาการต่อเนื่องไม่รู้จบ ในขณะเดียวกัน ผู้อ่านก็มีความอุตสาหะติดตามอ่านกันด้วยความนิยมผูกพันอย่างแน่นแฟ้น สิ่งที่ผูกใจผู้เขียนและผูกใจผู้อ่านไว้กับนวนิยายเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งยาวนานถึง ๒๕ ปีเศษ ซึ่งถ้าเทียบกับอายุของคน ก็เป็นหนุ่มสาววัยฉกรรจ์เต็มที่ คือความสนุกสนานชนิดอ่านแล้ววางไม่ลงนั่นเอง
.....ดิฉันเองไม่ได้ติดตามอ่านเพชรพระอุมาภาคสอง 'จอมพราน' ช่วงที่ลงเป็นตอนๆในเดลินิวส์ และเพชรพระอุมาภาคสาม 'มงกุฏไพร' ที่ลงเป็นตอนๆในจักรวาลปืน แต่มาอ่านเมื่อรวมพิมพ์เป็นเล่มแล้วภายหลัง อ่านแล้วก็ติดหนึบเหมือนผู้อ่านจำนวนมากเช่นกัน
.....'เพชรพระอุมา' จบสมบูรณ์มานานกว่า ๑๐ ปีแล้ว แต่ยังเป็นนวนิยายที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างชื่นชมตลอดมา มีแฟนติดตามอ่านกันอย่างเหนียวแน่นทั้งหญิงและชาย ผู้อ่านมีความผูกพันคลั่งไคล้ต่อรพินทร์ ไพรวัลย์ คุณหญิงดาริน แงซาย เมยานี ไชยยันต์ มาเรีย เชษฐา หนานอิน บุญคำ จัน เกิด เส่ย คะหยิ่น ตลอดจนตัวละครอื่นๆในเรื่องอย่างจริงจัง นำมาเล่าขานสู่กันราวกับตัวละครเหล่านี้มีชีวิตจริง
.....สิ่งนี้นับเป็นความสำเร็จของ 'พนมเทียน' ผู้เขียนโดยแท้
.....ความสำเร็จแบบยั่งยืนของเรื่องเพชรพระอุมา เกิดจากปัจจัยหลายประการ ซึ่งดิฉันจะลองวิเคราะห์ดู ดังนี้
.....ประการแรก ความสนุกตื่นเต้นของการผจญภัยในป่าดงดิบ ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวมหัศจรรย์พันลึก อาถรรพ์ลี้ลับ ทั้งน่าสะพรึงกลัว น่าตื่นเต้น และตื่นตาตื่นใจ อันเป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียนและคำบอกเล่าจาก 'นิทานรอบกองไฟ' ของพรานป่าทั้งหลาย นอกจากนี้ ผู้อ่านยังตื่นเต้นระทึกขวัญเมื่อร่วมผจญภัยกับตัวละครเข้าไปในดินแดนลี้ลับมหัศจรรย์ ที่ผู้เขียนสร้างจากจินตนาการล้ำลึก ให้เป็นดินแดนที่อยู่ในมิติเวลาที่ซ้อนเหลื่อมกับมิติของเวลาปัจจุบันอย่างป่าโลกล้านปี นิทรานคร และมรกตนคร แม้ผู้เขียนจะบอกว่าเป็น 'เรื่องโกหก' แต่ชมได้เต็มปากว่า 'พนมเทียน' โกหกเก่งชะมัด เพราะคนอ่านเคลิ้มคล้อยไปตามจินตนาการมหัศจรรย์และมนต์เสน่ห์ของตัวหนังสือ จนไม่คิดจะจับโกหกคนเขียน แถมยังถลำใจเชื่อผู้เขียนไปแล้วเหมือนอย่างเพลงที่บอกว่า 'รู้เขาหลอก แต่เต็มใจให้หลอก'
.....ประการที่สอง จะว่าคนอ่านหลงมนต์มายาของ 'พนมเทียน' จนมีอารมณ์ฟุ้งฝันคล้อยตามจินตนาการของผู้เขียนโดยไม่สนใจข้อเท็จจริงเสียทีเดียวก็ไม่ถูกนัก เพราะอันที่จริง 'พนมเทียน' พิถีพิถันกับความ 'เป็นไปได้' ของเรื่องราวต่างๆเสียจนแทบไม่เกิดช่องโหว่ให้คนอ่านตั้งข้อสงสัย
.....นอกจากนี้ หากเป็นเรื่องที่ซับซ้อนจนอาจจะงงงวย ผู้เขียนจะให้ตัวละครมีบทสนทนาเพื่อคลี่คลายปัญหา หรืออธิบายขยายความให้คนอ่านรับรู้อย่างกระจะกระจ่าง อย่างเรื่องการค้นหาเนินพระจันทร์ อันจะทำให้พบทางเข้ามรกตนครได้ ผู้เขียนก็ให้รพินทร์และแงซายใช้คารมโต้กันเพื่อเปิดเผยความเร้นลับของเนินพระจันทร์ และเผยความฉลาดเท่าทันกันของตัวละครทั้งสองด้วย
.....อาจจะมีบ้างบางตอนที่ผู้เขียนพลาดไป (ก็เขียนเรื่องขนาดใหญ่และยืดยาวแบบนี้ก็ต้องมีพลาดกันบ้างเป็นธรรมดา) คนอ่านที่พิถีพิถันอ่านทุกถ้อยคำก็จะเป็นผู้ช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นดังที่ 'พนมเทียน' เคยให้สัมภาษณ์ว่ามีผู้อ่านเขียนจดหมายมาติติงเรื่องความเป็นไปไม่ได้ของลักษณะการติดตั้งธนูยักษ์ติดหัวระเบิดไนโตร เพื่อทำลายประตูเมืองมรกตนครตามที่ผู้เขียนบรรยายไว้ ทำให้ 'พนมเทียน' สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ทันท่วงทีในสัปดาห์ต่อไป
.....ดังนั้น แม้ว่าเพชรพระอุมาจะเป็นนวนิยายแนวแฟนตาซี แต่ความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ต่างๆตามเงื่อนไขที่ผู้เขียนกำหนดไว้ ทำให้ผู้อ่านคล้อยตามด้วยความเชื่อในเรื่องราวที่สมจริง
.....ประการที่สาม ตัวละครมีบุคลิกลักษณะเด่นเฉพาะตัว ไม่ว่าเป็นคนหรือสัตว์ หรือตัวละครประเภทอมนุษย์ที่ผู้เขียนจินตนาการขึ้น แม้จะใช้เวลาเขียนยาวนาน แต่ 'พนมเทียน' รักษาบุคลิกอุปนิสัยใจคอของตัวละครสำหรับตัวละครหลักไว้ได้คงที่ตลอดทั้งเล่ม รพินทร์เป็นคนพูดน้อย หยิ่งในศักดิ์ศรี มีวินัย ยึดหลักการและเหตุผลตั้งแต่บทแรกอย่างไร ก็เป็นเช่นนั้นจนบทสุดท้าย เช่นเดียวกับแงซาย ฉลาด เจ้าเล่ห์ ขี้เล่น เจ้าคารม ซื่อสัตย์ จริงใจ และม.ร.ว.ดาริน วราฤทธิ์ เย่อหยิ่ง ขี้โมโห มุทะลุ น่ารัก มีน้ำใจ แต่เป็นขมิ้นกับปูนกับรพินทร์ตลอดทั้งเรื่องแม้กระทั่งแต่งงานกันแล้ว ตัวละครอื่นๆก็มีบุคลิกคงที่เช่นกัน ดังนั้น แม้กาลเวลาจะผ่านไปยาวนานถึง ๒๕ ปี ผู้อ่านก็ยังรู้สึกว่าตนรู้จักสนิทสนมกับตัวละครเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
.....ประการที่สี่ เสน่ห์ของเพชรพระอุมาอยู่ที่บทบาทและบทสนทนาของรพินทร์ แงซาย และดาริน ที่เชือดเฉือนกันอย่างถึงพริกถึงขิง เจอหน้ากันเมื่อไรก็ปะทะคารมกันร่ำไป แต่ไม่ใช่ว่าตัวละครทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างเอาเป็นเอาตาย หากเป็นการแสดงโวหารไหวพริบชาญฉลาดของคนที่รู้ทันกัน คำพูดของตัวละครจึงคมคายมีเหตุมีผล ยั่วเย้าหยอกล้ออย่างมีอารมณ์ขันและสะกิดสะเกาให้แสบๆคันๆ คนอ่านจึงสนุกบันเทิงไปกับคารมของตัวละครจนไม่ทันสังเกตว่าอ่านจบเล่มไปแล้วโดยเหตุการณ์ยังไม่ได้ดำเนินต่อจากจุดเดิมไปไหนเลย และชั้นเชิงเดียวกันนี้แหละที่ทำให้ผู้อ่านติดตามเรื่องเพชรพระอุมานานถึง ๒๕ ปีเศษ อย่างลืมเวลา
.....นักอ่านหน้าใหม่ที่เพิ่งเริ่มอ่านเป็นครั้งแรก หรือนักอ่านหน้าเก่าที่หวนมาอ่านซ้ำ ก็จะถูกครอบงำด้วยมนต์เสน่ห์แห่งตัวอักษรนี้เหมือนๆกัน ไม่เชื่อก็ลองดู
.....ประการที่ห้า การสร้าง 'พระเอก' ถึง ๒ ตัว คือ รพินทร์ และแงซาย นับเป็นกลยุทธ์ที่เร้าใจผู้อ่านอย่างมาก เพราะทำให้เกิด 'กองเชียร์' พระเอกหนุ่มสองคนจำนวนไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเท่าไร (ในยุคดอทคอมเช่นปัจจุบัน อาจมี 'รพินทร์แฟนคลับ' เป็นคู่แข่งกับ 'แงซายแฟนคลับ' ก็ได้)
.....รพินทร์เคร่งขรึมมีความเป็นผู้ใหญ่ เป็ผู้นำที่ผู้คนเชื่อมั่นศรัทธา วางใจฝากชีวิตไว้ในความดูแล ส่วนแงซาย มีลักษณะแบบชายในฝันของสาวๆ Tall, Dark and Handsome หล่อล่ำบึกบึนสมเป็นเจ้าชาย แถมเจ้าคารมโวหาร มีอารมณ์ขัน สบายใจเมื่อเข้าใกล้
.....พระเอกทั้งสองคนมีการศึกษาสูงพอๆกัน มีประสบการณ์ในฐานะนักรบเหมือนกัน เป็นพรานป่าชั้นยอดเหมือนกัน แงซายเคยช่วยชีวิตรพินทร์ รพินทร์ก็ช่วยแงซายชิงราชบังลังก์คืน ในการเดินป่า ทั้งสองคนต่างพึ่งพาเกื้อกูลกันตลอดเวลา ฯลฯ
.....เมื่อเฉือนกันแทบไม่ลงอย่างนี้ คนอ่านก็ 'ลุ้น' กันแทบขาดใจ แต่ในที่สุดก็ต้องยอมรับว่า ถ้าขาดแงซาย รพินทร์ก็ไม่โดดเด่น ถ้าไม่มีรพินทร์ แงซายก็ไม่จับใจ เปรียบเหมือนแขนซ้ายและแขนขวาต้องมีครบถ้วนจึงสมบูรณ์ หรือเปรียบเหมือนเรือนทองรองรับเพชรงาม เนื้อทองและน้ำเพชรจึงช่วยกันส่งให้แหวนเพชรเปล่งประกายวาววามงามจับตา
.....ส่วนข้อสงสัยว่า 'พนมเทียน' ใส่ตัวตนลงไปในตัวละครไหนมากกว่ากัน ก็ตอบได้ว่าความเป็นจอมพรานในตัวรพินทร์ และความเป็นนักอักษรศาสตร์ในตัวแงซาย ล้วนเป็นคุณลักษณะของ 'พนมเทียน' ทั้งนั้น
.....ประการที่หก ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า เพชรพระอุมา เป็นมหากาพย์ร้อยแก้วที่มีขนาดยาว เป็นชุดหนังสือขนาดพ็อกเก็ตบุ๊ค รวม ๔๘ เล่ม แต่ละเล่มหนาเกือบ ๔๐๐ หน้า 'พนมเทียน' ใช้เวลาเขียนนานเกือบ ๒๖ ปี เมื่อรวมพิมพ์เป็นเล่ม เรื่องราวจะแบ่งเป็นตอนๆ ตอนหนึ่งมี ๔-๕ เล่ม ด้วยขนาดที่ยาวมากเช่นนี้ อาจจะทำให้เนื้อเรื่องขาดเอกภาพได้ เพราะเนื้อหาแบ่งเป็นตอน และจบในตอนอยู่แล้ว แต่จะเห็นได้ว่า 'พนมเทียน' ไม่ได้ทอดทิ้งตัวละคร หรือทิ้งเรื่องให้จบไปเป็นตอนๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกันอีกเลย ผู้เขียนจะให้ตัวละครเท้าความถึงเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วอยู่เสมอ และบางส่วนก็นำมาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ใหม่เรื่องราวยืดยาวหลายหมื่นหน้ากระดาษ จึงเชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้เกิดความต่อเนื่องในการอ่าน ดังนั้น ถ้าหากผู้อ่านเลือกอ่านเป็นตอนๆ ก็จะรู้สึกว่าถูกกระตุ้นให้ตามกลับไปอ่านเรื่องราวตอนที่ยังไม่ได้อ่าน
.....ดิฉันจึงเชื่อว่านี่คือสาเหตุที่ทำให้เพชรพระอุมาประสบความสำเร็จในฐานะวรรณกรรมชุดใหญ่ ที่ต้องอ่านให้ครบชุด มิใช่เรื่องจบในตอนที่อ่านเพียงตอนใดตอนหนึ่งก็ได้
.....ประการที่เจ็ด เพชรพระอุมาประมวลความเป็น 'พนมเทียน' ไว้ทั้งหมด 'เพชรพระอุมา' เป็นนวนิยายแนวผจญภัยในป่าดงพงพีที่โดดเด่นที่สุดของไทย ถ้าไม่นับเรื่องล่องไพร ของน้อย อินทนนท์ หรือมาลัย ชูพินิจ ที่เขียนขึ้นก่อน เพชรพระอุมามีเรื่องปืน ระเบิด อาวุธนานาชนิด เรื่องเดินป่า อาถรรพ์ป่า เรื่องพืช สัตว์ ภูมิประเทศ ฯลฯ อันเป็นประสบการณ์ตรง และความชำนิชำนาญส่วนตัวของ 'พนมเทียน' ที่หาใครเสมอเหมือนได้ยาก
.....นอกจากนี้แล้ว เพชรพระอุมา มีเรื่องย่อยในแนวจินตนิยายในตอนอาถรรพ์นิทรานคร แงซายจอมจักรา จิตรางคนางค์ นาคเทวี และต่อเนื่องมาถึงเรื่องมรกตนคร ใน เพชรพระอุมา ภาคสองด้วย เรื่องแนวจินตนิยายเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับภารตวิทยามาผสมกับจินตนาการ แบบเรื่อง 'จุฬาตรีคูณ' และ 'ศิวาราตรี' ซึ่ง 'พนมเทียน' ประสบความสำเร็จสูงสุดอย่างไม่มีใครเทียบ
.....ใน เพชรพระอุมา ภาคสอง รพินทร์มีปฏิบัติการเดินป่าอีกครั้ง เพื่อนำคณะสำรวจชาวอเมริกันไปสืบหาเครื่องบินบรรทุกระเบิดนิวเคลียร์ ที่ตกหายสาบสูญในป่าลึก เครื่องบินลำนั้นตกในอาณาจักรมรกตนครของแงซายหรือจักราช เรื่องแนวนักสืบจารกรรมเช่นนี้ 'พนมเทียน' สร้างชื่อระบือลั่นมาแล้วในผลงานเรื่อง 'เล็บครุฑ' 'ฑูตนรก' ฯลฯ
.....นอกจากนี้ เพชรพระอุมา ยังมีเรื่องข้ามชาติข้ามภพ กระแสจิต กายทิพย์ ฌาณสมาธิ โดยเฉพาะเรื่องที่แงซายพยายามส่งพลังจิตกำหนดให้รพินทร์ และคุณหญิงดารินมาพบกันที่มรกตนคร เพื่อให้ทุกคนบรรลุพันธกิจของตนเองครบถ้วน โดยไม่เป็นอุปสรรคซึ่งกันและกัน เรื่องเหนือโลกนอกเหตุเหนือผลเช่นนี้ อยู่ในความสนใจของ 'พนมเทียน' และได้ถ่ายทอดประสบการณ์นี้ไว้บ้างแล้วในงานเขียนชุด 'รัตติกัลยา' 'รัตติกาลยอดรัก' ดังนั้น สรุปได้ว่า เพชรพระอุมา เป็นนวนิยายที่รวบรวมวัตถุดิบในคลังสมองและจินตนาการของ 'พนมเทียน' ทุกอย่างไว้ทั้งหมด นวนิยายเรื่องนี้จึงสะท้อนความเป็น 'พนมเทียน' ไว้ครบถ้วนทุกประการไม่มีตกหล่น
.....เพชรพระอุมา จึงเป็นที่สุดของที่สุดของ 'พนมเทียน'
.....เท่าที่กล่าวมาทั้งหมด คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า เพชรพระอุมาของ 'พนมเทียน' มีความยิ่งใหญ่สมควรแก่การยกย่องว่าเป็น 'มหากาพย์ร้อยแก้ว' ซึ่งคงจะมีเพียงเล่มเดียวในประวัติวรรณกรรมสมัยใหม่ของไทย นับตั้งแต่นวนิยายเรื่องนี้อุบัติขึ้นในบรรณโลกเป็นเวลาล่วงแล้วกว่า ๓๐ ปี เพชรพระอุมา พิสูจน์ให้เห็นพลังยิ่งใหญ่ของวรรณกรรมที่สร้างโลกจินตนาการให้แก่ผู้อ่านทุกเพศ ทุกวัย ทุกกาลเวลา ทำให้เชื่อมั่นว่าเพชรพระอุมาจะเป็นอมตะนิยายที่ยืนยงชั่วกาลนาน คู่เคียงไปกับนาม 'พนมเทียน' หรือ ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดในอาชีพนักเขียน โดยได้รับการยกย่องเป็น 'ศิลปินแห่งชาติ' สาขาวรรณศิลป์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐
.....เพชรพระอุมา เป็นหนึ่งในผลงาน ๓๘ เรื่องของ 'พนมเทียน' และเป็นเพชรยอดมงกุฏน้ำงามล้ำค่าที่เปล่งประกายเจิดจรัสในวงวรร
รศ.ดร. รื่นฤทัย สัจจพันธุ์
อาจารย์ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
คำนิยมนี้ยาวสุดใน 47 เล่มครับ คือ แงซายจอมจักรา 4 ไม่มีคำนิยม ถ้ามีอาจจะยาวกว่านี้ก็ได้ครับ หึหึ
จาก : 'วัยฉะกัน - 01/02/2003 08:42
|