หัวข้อ : forbidden 1-3
ข้อความ : Chapter 1

กรุงลอนดอน 1993 ณ คฤหาสน์หรูชานเมืองของตระกูลรอสส์ ในงานปาร์ตี้ฉลองปีใหม่

“ดูสิ น่ารักจังเลย นางฟ้าน้อยคู่แฝดซะด้วย” เจ้าของบ้านหญิงทักผู้ที่มาใหม่

“สวัสดีครับ มิสซิสรอสส์” เคน มอริสทักตอบ “นี่ภรรยาผม รินะแล้วก็ลูกชาย โรเบิร์ตกับเรนนี่ครับ” เขาแนะนำครอบครัว

“เรียกซาร่าดีกว่าค่ะ คุณทำงานกับโจมาตั้งนานแล้ว ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน” ซาร่าบอกกับเคนนี่ “ยินดีที่รู้จักค่ะรินะ ลูกคุณน่ารักมากจนชั้นคิดว่าเป็นเด็กผู้หญิงซะอีก”

“ยินดีเช่นกันค่ะ ทักทายคุณซาร่าสิลูก” รินะบอกกับลูกทั้งสอง

“สวัสดีฮะคุณป้า ผมโรเบิร์ตฮะ แต่ผมชอบชื่อเรียวมากกว่า” เรียวบอกพร้อมยิ้มกว้าง

“สวัสดีฮะ ผมเรนนี่ฮะ ผมก็ชอบชื่อเร็นมากกว่าเหมือนกัน” เร็นบอกบ้าง

ผู้ใหญ่ทั้งสามหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน

“ที่รักคุณแอบหนีผมมาอยู่นี่เอง อ้าว! เคน รินะมาแล้วเหรอ” เสียงโจดังขึ้นพร้อมกับที่เจ้าตัวเดินเข้ามา

“ลุงโจ!!” สองเสียงดังประสานกัน พร้อมกับโผเข้าหา เขานั่งลงกอดเด็กทั้งสองเอาไว้

“ว่าไง จอมซนตัวน้อยของลุง” ขยี้ผมทั้งสองคนอย่างเอ็นดูแล้วลุกขึ้นยืน “เข้าไปข้างในกันเหอะ คนมาเยอะแล้ว ปล่อยเด็กๆไปสนุกกันทางโน้นดีกว่า ไปสิเรียว เร็น” โจบอกพร้อมชี้ทางให้

“อย่าซนนักนะ อ้าวเร็น ไวจริงๆลูกคนนี้” เคนพูดพร้อมกับส่ายหน้า เพราะเร็นวิ่งหายไปแล้ว

“เดี๋ยวผมดูเร็นให้เองฮะ” เรียวบอกแล้ววิ่งตามฝาแฝดไป

“อย่าห่วงเลยน่าเคน พวกเขาดูแลตัวเองได้แล้วนะ” รินะบอกขำๆที่เคนชอบออกอาการห่วงเกินเหตุ

“โธ่! ก็ลูกเรามันน่ารักออกอย่างนี้จะไม่ห่วง (หวง) ได้ไง” เคนทำหน้าบูด

“เอาล่ะๆ เข้าไปในงานได้แล้ว มัวเถียงกันอยู่นั่นแหละ” โจส่ายหัวในความบ้าเห่อของเคน ขนาดลูกมันอายุตั้ง 12 ขวบเข้าไปแล้วยังไม่เลิกบ้าอีก

“นี่ๆ พวกเราจะเล่นอะไรกันดีล่ะ” เด็กคนหนึ่งถามขึ้นหลังจากกินขนมที่มีอยู่จนอิ่มแล้ว

“ไอ้อับ (ไล่จับ)” เด็กอีกคนบอกทั้งที่ขนมเต็มปาก

“ซ่อนหาดีกว่า” อีกคนเสนอ จากนั้นก็มีเสียงตะเบ็งเซ็งแซ่ไปหมด

“หยุด! ทุกคนฟังเรา” เสียงหนึ่งดังขึ้น เร็นนั่นเอง นกกระจอกแตกรังเงียบกริบหันมามองเร็นเป็นตาเดียว

“ในเมื่อพวกเราอยากเล่นก็เล่นมันทั้งสองอย่างเลยละกัน” เร็นประกาศ

“ยังไงอ่ะ” เสียงหนึ่งถาม

เร็นยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนเฉลย “เกมส์นี้ชื่อว่า ‘ไล่จับนางฟ้า’ เราก็ให้นางฟ้าไปซ่อนแล้วคนที่เหลือก็ตามหานางฟ้าให้เจอภายในเวลาที่กำหนดก็แค่นั้นแหละ” เร็นบอกเป็นฉากๆ

“แล้วใครจะเป็นนางฟ้าล่ะ” มีเสียงถาม

เร็นส่งยิ้มหวานจ๋อย เล่นเอาเด็กคนอื่นๆตะลึงอ้าปากค้างเพราะความน่ารัก “ก็เรากะเรียวไง”

“เห็นด้วยๆ นายสองคนเหมือนนางฟ้าจริงๆด้วย” คนอื่นส่งเสียงสนับสนุน

“เอาล่ะ งั้นเรากะเรียวจะไปซ่อนก่อน อีก 5 นาทีพวกนายค่อยออกไปตามหาพวกเรานะ มีเวลาให้ 15 นาที ถ้าหาพวกเราไม่เจอก็กลับมาเจอกันที่นี่”

“แล้วถ้าหาเจอแล้วเราจะได้อะไรล่ะ” มีเสียงถามขึ้น

เร็นทำท่าคิดนิดนึง แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ (อีกแล้ว) “จูบของนางฟ้าไง” พูดจบก็จูงมือเรียวที่ยืนทำหน้าหน่ายโลกไปที่ประตู แต่ก่อนออกไปก็หันกลับมาบอกทุกคนว่า “ อีก 5 นาทีนะ อย่าลืม” ส่งจูบทีนึง แล้วก็ปิดประตู

พอประตูปิดลง ทุกคนในห้องก็พร้อมใจกันถอนหายใจดังเฮือก หลังจากนั้นก็ดูเวลาอย่างใจจดจ่อให้ถึง 5 นาทีเร็วๆ (สงสัยจะอยากได้จูบนางฟ้า อิ อิ)

ที่มุมห้องนั้น มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง นั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว เขาอายุมากกว่าเด็กในห้องนั้นประมาณ 5 ปี และท่าทางจะไม่ได้หลงเสน่ห์นางฟ้าเหมือนคนอื่นๆ

‘ท่าทางจะร้ายกาจน่าดู ชื่อเร็นงั้นเหรอ อืมน่าสนใจแฮะ’ เขานึกอยู่ในใจ

ขณะนั้นทางฝ่าย เร็น กับ เรียว

“นี่นายจะเล่นอะไรอีกล่ะเนี่ยฮะ เร็น” เรียวว่า

“ก็มันน่าเบื่อนี่ มีแต่เด็กๆทั้งนั้น (แล้วตัวเองล่ะ) รู้งี้เล่นเกมส์อยู่บ้านดีกว่า” เร็นบ่นทำแก้มป่อง

“ที่แท้ก็แค่อยากหาเรื่องหลบออกมา แล้วมันเกี่ยวอะไรกับชั้นด้วยเนี่ย” เรียวบ่น “เอ้าแล้วเราจะทำไง”

“ก็ไปซ่อนดิ” เร็นลอยหน้าลอยตา

“ห๊า... แล้วเรื่องจูบล่ะ” เรียวร้อง

“เชอะ อย่างชั้นเนี่ยนะไปซ่อนแล้วใครจะหาเจอ ม่าย...มี...ทาง...หร๊อก...” เร็นบอกอย่างมั่นใจ “นายก็อย่าให้ถูกหาเจอก่อนเวลาละกัน ไม่งั้นเสีย First Kissให้ใครไม่รู้ด้วยน้า” พูดจบก็ชะแว้บไปทันที

“เฮ้ย! เดี๋ยวเด้ เฮ้อ..ไวอย่างกะปรอท แล้วเราจะไปซ่อนไหนดีเนี่ย ทางนู้นดีกว่า” เรียวเดินไปตามทางที่เขาคิดว่าเป็นหลังบ้าน พลางบ่นไปด้วย “อย่าให้เจอนะเจ้าเร็น จะจับมัดกับเก้าอี้ไม่ให้ไปไหนเลยซัก 3 วันจะได้เลิกซนเป็นลิงซะที (จริงเร้อ)”

“เอ้า 5 นาทีแล้ว ออกตามหานางฟ้าของเรา (ตั้งแต่เมื่อไหร่) กันเหอะ” แล้วผู้หลงเสน่ห์นางฟ้าทั้งหลายก็เริ่มปฏิบัติการตามล่านางฟ้าทันที พริบตาเดียวทุกคนก็หายไปหมด คงเหลือแต่เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่มุมห้องคนเดียว

“เฮ้อ... เจ้าพวกอ่อนหัด พนันได้เลยว่าไม่มีใครหาเจอแน่ๆ” เขาพูดดังๆ

“พนันอะไรเหรอ เชน” มีเสียงถามมาจากประตู แล้วเด็กหนุ่มอายุพอๆกันก็เดินเข้ามา

“เรื่องของเด็กๆน่ะ นายมีอะไรรึเปล่า ไมล์” เชนถามกลับ

“พ่อบอกให้ชั้นมาอยู่กับนายอ่ะดิ” ไมล์เดินมานั่งข้างๆเชน “พ่อบอกว่าให้หัดทำหน้าที่แต่เนิ่นๆ เพราะไงชั้นก็ต้องเป็นบอดี้การ์ดให้นายอยู่แล้วก็ทำมันซะตั้งแต่ตอนนี้เลย”

“ชั้นไม่เห็นว่ามันจะจำเป็นเลย นายเป็นเพื่อนชั้นแค่นั้นที่ชั้นสน” เชนบอกคนที่เป็นเพื่อนเขามาตั้งแต่เด็ก ทั้งเรียนทั้งฝึกอะไรสารพัดก็ทำด้วยกัน เขาไม่เคยเห็นไมล์เป็นอะไรอื่นนอกจากเพื่อนรักของเขา

“ก็เพราะนายเป็นเพื่อนชั้นน่ะสิ มันเลยมีความสำคัญมากกว่าแค่หน้าที่ไงล่ะ” ไมล์พูดจริงจัง

“ขอบใจนะไมล์” เชนตบบ่าเพื่อนเบาๆ กับไมล์แล้วบางครั้งคำพูดก็ไม่จำเป็นเลย

“จริงสิ แล้วพวกเจ้าเปี๊ยกทั้งหลายหายไปไหนหมดล่ะ” ไมล์สงสัย

“ตามล่านางฟ้า” เชนบอกยิ้มๆ

“อะไรนะ” ไมล์งงเข้าไปอีก

“คืองี้...” แล้วเชนก็เล่าให้ไมล์ฟัง

“ฮะ ฮะ ร้ายจริงๆเจ้านั่น แล้วนายล่ะเชน ไม่อยากได้จูบของนางฟ้าบ้างเหรอ” ไมล์เลิกคิ้วใส่เพื่อน

“กลัวจะจูบไม่จริงอะเด่ะ” เชนพึมพำ

“อะไรนะ” ไมล์แกล้งไม่ได้ยิน

“อย่างชั้นน่ะถ้าเอาจริง แค่นาทีเดียวก็จับได้แล้ว” เชนคุย

“พนันกันมั้ยล่ะ” ไมล์ท้า

“ว่ามาเลย”

“ถ้าชั้นชนะนายต้องช่วยทำการบ้านให้ชั้น” ไมล์บอก ก็เขาแพ้ตัวเลขนี่ เจอทีไรตาลายทุกที

“ถ้านายแพ้นายต้องยอมให้ชั้นใช้นายได้ทุกอย่าง 1 วัน”

“โห! เคี่ยว ก็ได้ ตกลง” จับมือตกลงกันเรียบร้อย เชนก็เดินออกจากห้องไป

“เฮ้ย!! แล้วชั้นจะรู้ได้ไง ว่านายได้จูบแล้ว” ไมล์ถาม

“แล้วนายก็รู้เองแหละ” เชนขยิบตาให้เพื่อนแล้วเดินออกไปอย่างสบายใจ

“โห สวนบ้านลุงโจนี่สวยชะมัด บ้านเราน่าจะมีมั่ง” เร็นพูดกับตัวเอง เขาหลบออกมาที่สวนนอกบ้าน ก็กะว่าคงไม่มีใครคิดว่าเขาจะออกมาหรอกนะ ขณะที่เดินเพลินๆอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงบางอย่างจากพุ่มไม้ข้างหน้า

“ใครน่ะ” เร็นทำใจกล้าถามออกไป แต่เงียบไม่มีเสียงตอบ ‘หูฝาดรึเปล่าหว่าเรา’

ทันใดนั้นร่างสูงใหญ่ก็ก้าวออกมา

“ว๊ากกกก...” เร็นตกใจหันกลับจะวิ่งหนี แต่มือใหญ่ก็คว้าแขนเอาไว้ก่อน

“นางฟ้าตัวน้อยจะไปไหนเหรอ” เสียงทุ้มนุ่มถามขึ้น

เร็นเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า แต่มองไม่ชัดนักเพราะมันมืด แต่ที่เห็นชัดที่สุดก็คือดวงตาสีเขียวแวววาวอย่างกับมรกต คมเข้มและสวยที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา

“น...นายเป็นใคร” เร็นถามยังไม่อาจละสายตาไปจากตาคู่นี้ได้

“จ้าวปีศาจแห่งรัตติกาล และเจ้ากำลังบุกรุกอาณาเขตของข้า” ร่างสูงตอบ

“ปีศาจเหรอ... จริงอ่ะ” เร็นเอ๋อไปเลย

“จริงสิ ทีนายยังเป็นนางฟ้าเลยนี่” ร่างสูงบอกยิ้มๆ

“เร็น เรียว นางฟ้าของเราอยู่หนาย...” เสียงพวกเด็กๆแว่วมาแต่ไกล

“มานี่เถอะ” ร่างสูงดึงเร็นไปทางพุ่มไม้

“ไปไหนล่ะ ไม่เอานะ” เร็นไม่ยอมไป

“ก็นายอยากหลบเจ้าพวกนั้นไม่ใช่เหรอ” ร่างสูงหันมาถาม

“ก็ใช่อ่ะดิ”

“งั้นก็ตามมา” แล้วก็พากันไปหลบหลังต้นไม้ ร่างสูงดึงเร็นเข้ามาชิดแล้วโอบไว้หลวมๆ

“ไม่ต้องชิดขนาดนี้ก็ได้” เร็นบ่น แต่ก็อุ่นดีเหมือนกันแฮะ

“ชู่ว์... เงียบๆสิ” ร่างสูงเอ็ด เร็นเลยเงียบไป

“สงสัยไม่อยู่แถวนี้หรอก ไปหาที่อื่นเหอะ” เสียงเด็กๆพูดขึ้น

“ไปสิเร็วเข้า เหลืออีก 5 นาทีเองนะ” แล้วพวกเด็กๆก็เดินผ่านที่ซ่อนของพวกเขาไป

“ไปกันหมดแล้ว” เร็นทำท่าจะออกจากที่ซ่อน แต่วงแขนที่โอบเขาอยู่ไม่ยอมปล่อย

“ปล่อยซะทีสิ” เร็นจ้องคนตรงหน้าอย่างเอาเรื่อง

“ถ้าไม่ปล่อยล่ะ” ร่างสูงยิ้มมุมปาก

เร็นอ้ำอึ้ง เขาไม่เคยให้ใครใกล้ชิดแบบนี้นอกจากครอบครัวแล้วก็ลุงโจ ปกติพวกที่มาเจาะแจะกับเขาไม่โดนเขาอัดก็โดนเรียวจัดการ แต่กับคนๆนี้เขาไม่ยักกะรังเกียจ โอ้ ไม่ได้ๆ ขืนให้กอดไปเรื่อยๆแบบนี้ เขาเสียฟอร์มแย่ จะใช้กำลังคงไม่สำเร็จแน่ ก็ตาเนี่ยตัวใหญ่กว่าเขาสองเท่าได้มั้ง อย่างนี้ต้องใช้ไม้อ่อน

“ปล่อยเราเหอะน้า มันอึดอัดน่ะ น๊า นะ...” แล้วเร็นก็ส่งยิ้มหวานที่ทำให้ใครต่อใครใจอ่อนยวบมาแล้วให้คนตรงหน้า

ร่างสูงหัวเราะหึ หึ มองหน้าสวยๆยิ้มหวานๆแล้วคิดในใจ ‘ระดับความเจ้าเล่ห์สูงพอๆกับความน่ารักเลยแฮะ เห็นแล้วมันน่า...นัก’ (ไหนว่าไม่หลงเสน่ห์นางฟ้าไง อิ อิ)

“ปล่อยก็ได้” แล้วค่อยๆคลายวงแขนด้วยความเสียดาย

เร็นรีบก้าวออกมาจากหลังต้นไม้ทันที ‘นึกว่าไม่รอดซะแล้ว’ แล้วนึกขึ้นจึงได้หันกลับมาถาม

“นายเป็นใครน่ะ ยังไม่ได้บอกเราเลยนะ” เร็นถามด้วยความสงสัย

“ชั้นก็เหมือนนายแหละ พ่อชั้นมาร่วมงานปาร์ตี้เลยพ่วงชั้นมาด้วย ชั้นเชน แมคนีล”

“อ๋อ เหรอ ชั้นเรนนี่ มอริส เรียกเร็นก็ได้” เร็นจับมือเชน “ชั้นขอตัวก่อนนะ”

“เดี๋ยวสิ ชั้นเป็นคนชนะเกมส์นี้นะ นายลืมอะไรรึเปล่า” เชนรีบดึงมือเร็นไว้ ก่อนที่เจ้าหน้าหวานจะชะแว้บไป

“นี่นายรู้เรื่องเกมส์ด้วยเหรอ”

“ก็ชั้นอยู่ในห้องนั้นด้วยนี่ ว่าไงไหนล่ะรางวัล” เชนยิ้มกริ่มที่ได้แกล้ง

“เอ่อ...” เร็นหน้าแดง นี่เขาต้องจูบหมอนี่จริงๆเหรอเนี่ย ไม่น่าเลยเรา โธ่! First Kiss ของชั้น

“อย่าโกงนะเร็น เอ หรือว่านี่เป็น First Kiss ของนาย” เชนแกล้งต่อ

เร็นหน้าแดงขึ้นไปอีก ‘รู้ได้ไงฟะ’ เชนขำที่เห็นเร็นอายหน้าแดง แกล้งแหย่เล่นแท้ๆ สงสัยจะจริง ท่าทางร้ายๆอย่างนี้ไม่คิดว่าจะไม่รู้เรื่องรู้ราว อย่างนี้ก็หวานเขาน่ะสิ

“เร็วสิเร็น นายคงไม่คิดจะกลับคำหรอกนะ” เชนว่า

“ก็ได้ หลับตาก่อนสิ” เชนหลับตาลงแต่ยังจับมือไว้กันเร็นหนี เร็นมองหน้าเชนอย่างพิจารณา ‘อืม หมอนี่ก็หล่อเหมือนกันแฮะ เอาเหอะอย่างน้อยก็ไม่มีใครรู้นี่นา’ เร็นเขย่งขึ้นสัมผัสริมฝีปากเชนเร็วๆทีนึง

“เอาล่ะ ชั้นไปได้รึยัง” เร็นถามก้มหน้างุด ซ่อนหน้าที่ยังแดงไม่หาย

เชนลืมตา แล้วเชยคางเร็นขึ้นให้สบตากับตน แค่สัมผัสเบาๆเขายังรู้สึกดีขนาดนี้ แล้วถ้า... เชนรวบตัวเร็นเข้ามาจนชิด “เนี่ยเหรอที่เรียกว่าจูบของนาย แสดงว่านายจูบไม่เป็นรู้มั้ยเร็น” เชนยิ้มกว้างอย่างที่ไม่เคยได้ยิ้มให้ใคร

“บอกเฉยๆก็ได้ ไม่เห็นต้องกอดกันเลยนี่” เร็นชักกลัว

“ชั้นจะสอนนายเอง ว่าจูบจริงๆน่ะเป็นยังไง” พูดจบเชนก็ก้มลง ทาบริมฝีปากลงบนริมฝีปากบางอย่างแผ่วเบาแล้วค่อยๆดูดดื่มขึ้น เชนถอนริมฝีปากขึ้นเมื่อร่างบางไม่ตอบสนอง แล้วเชนก็ต้องกลั้นหัวเราะแทบแย่เมื่อเห็นเร็นลืมตาโพลง “เร็น เฮ้ ยังอยู่มั้ย”

เร็นเพิ่งรู้ตัว “อ๊ะ น...นาย” หัวใจเขาเต้นแรงเหมือนจะหลุดออกจากอก เขาอยากจะผลักเชนออกไปแต่พอสบตาเชนเข้าก็เหมือนถูกตรึงไว้ด้วยสายตาสีเขียวคมเข้มคู่นั้น

“หลับตาสิเร็น” เชนบอกเสียงอ่อนโยน เร็นหลับตาลงอย่างว่าง่าย เชนทาบริมฝีปากลงบนริมฝีปากบางอีกครั้ง คราวนี้ดูดดื่มกว่าเดิม เขาไล้ลิ้นไปบนริมฝีปากล่างของเร็นเบาๆเหมือนจะบอกให้เร็นเผยอริมฝีปาก พอเร็นทำตามเขาก็ส่งลิ้นเข้าไปตวัดพันกับลิ้นของเร็น เสียงครางเบาๆอย่างพอใจดังขึ้น เร็นไม่อยากเชื่อว่านั่นเป็นเสียงของตัวเอง เขารู้สึกสั่นไหวไปทั้งร่างจนต้องยึดเสื้อเชนไว้แน่น

เชนค่อยๆถอนริมฝีปากออก เห็นเร็นหน้าแดงไปถึงใบหู จึงดึงร่างที่สั่นน้อยๆมากอดเอาไว้ กดหัวเร็นให้ซบกับอกกว้างของตัวเอง หอบหายใจอย่างหนักหน่วง ส่วนเร็นก็หายใจหนักหน่วงไม่แพ้กัน เขารู้สึกไม่มีเรี่ยวแรงจนต้องเกาะเชนไว้แน่น เมื่อสงบใจได้ทั้งคู่ค่อยๆผละออกจากกัน จ้องหน้ากันนิ่ง สำหรับเชนตอนแรกแค่คิดจะแกล้งเร็นเท่านั้น ไม่คิดว่าความรู้สึกเขาจะเลยเถิดแบบนี้

“เร็น...” เชนไม่รู้จะพูดอะไรดี

เร็นสูดหายใจลึก จ้องหน้าเชนเขม็ง “อย่าทำอย่างนี้กับชั้นอีกนะ เชน”

“นายโกรธเหรอ” เชนชักใจเสีย

“เปล่าหรอก แต่นายระวังตัวให้ดีนะ ถ้าชั้นบอกเรื่องนี้กับเรียวล่ะก็นายไม่รอดแน่” เร็นขู่

“หึ หึ คิดว่าจะเก่งที่แท้ก็ต้องให้พี่มาช่วย” เชนบ่นงึมงำกับตัวเอง

“ว่าไงนะ!”

“ปล๊าว...ไม่มี” เชนแก้ตัวพร้อมกับยิ้มกว้าง

“เอาเถอะชั้นต้องไปก่อนล่ะ” เร็นหันกลับจะวิ่งออกไป พอพ้นระยะมือของเชนก็หันมายิ้มหวานให้ “อ้อ ขอบใจสำหรับFirst kissนะ ชั้นจะจำไปใช้มั่ง” แล้วเร็นก็ชะแว้บไปด้วยความรวดเร็วตามเคย

“เฮ้ย!! หมายความว่าไง อ้าว” เชนส่ายหัวอย่างระอาเพราะพูดไม่ทันจบเร็นก็หายไปซะแล้ว นึกถึงคำพูดเร็นแล้วก็ได้แต่หัวเราะหึ หึ ‘ร้ายกาจแบบนี้ ต้องปราบซะให้เข็ด’ เชนคิดในใจขณะที่เดินกลับไปรวมกลุ่มกับเด็กๆที่ห้องเดิม

ทางฝ่ายเร็นพอวิ่งหนีเชนมาได้ ‘โอย เจ้าบ้าเชนเล่นจูบแบบเนี้ยใครจะตั้งตัวทัน ใจยังเต้นโครมๆอยู่เลย’ ใจก็ต่อว่าอะนะ แต่ไอ้ความรู้สึกจากริมฝีปากของเชนนี่สิช่างอบอุ่นอย่างที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน เร็นยกมือขึ้นสัมผัสริมฝีปากตัวเองอย่างเผลอๆพอนึกขึ้นได้ก็หน้าแดงอยู่คนเดียว “โอ๊ย! ไม่เอาแล้ว ไม่คิดแล้ว ไปตามหาเรียวดีกว่า ไปไหนก็ไม่รู้ไม่ยอมออกมาช่วยกันมั่งเลย” (หนีเขาไปเองยังมาว่าเขาอีก) แล้วเร็นก็รีบวิ่งเข้าบ้านไปทันที

“นี่มันที่ไหนเนี่ย สงสัยจะหลงทางซะแล้วแฮะเรา” เรียวบ่นอุบอิบ ก็เขาว่าเขาเดินมาทางด้านหลังบ้านนี่นา แต่ดูเหมือนเขาจะเดินเข้ามาในส่วนของบ้านที่ไม่ได้ใช้งาน สังเกตจากผ้าที่คลุมเฟอร์นิเจอร์อยู่ บังเอิญสายตาเหลือบไปเห็นแสงไฟจากประตูที่เปิดแง้มอยู่ มีเสียงคุยลอดออกมาเบาๆ เรียวกำลังจะตรงไปเปิดประตู ทันใดนั้นก็มีมือมาปิดปากและรัดเขาจากด้านหลัง และลากเขาห่างออกมา

“อย่าส่งเสียงนะ” เสียงกระซิบแผ่วเบาจากคนข้างหลัง

เรียวพยักหน้าหงึกๆไม่ได้กลัวหรอกแค่ตกใจนิดหน่อย เขาไม่คนขี้กลัวอยู่แล้ว มีเนื้อมีหนังอย่างนี้ไม่ใช่ผีแน่ แถมคนที่จับเขาไว้ตัวใหญ่กว่าเขานิดเดียว ให้มันปล่อยเขาก่อนเหอะแล้วค่อยว่ากัน

เด็กหนุ่มปริศนาค่อยๆปล่อยเรียวช้าๆ เรียวหันมาเผชิญหน้ากับเขา ทั้งคู่จ้องกันในความเงียบที่น่าอึดอัด เด็กหนุ่มปริศนาเป็นฝ่ายทำลายความอึดอัดขึ้นก่อน “นายมาทำอะไรแถวนี้น่ะ” เขาถามเบาๆ

“แล้วนายล่ะมาทำอะไร” เรียวถามกลับ

“ไม่เกี่ยวกับนาย” เด็กหนุ่มตวัดเสียง

“ไม่เกี่ยวยังไง ชั้นเป็นหลานเจ้าของบ้านนี้” เรียวหรี่ตามองคนตรงหน้า “นายคงไม่ใช่ขโมยนะ”

“ขโมย! อย่างชั้นเนี่ยนะ” เด็กหนุ่มเริ่มไม่พอใจ

ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะเถียงกันไปมากกว่านี้ ก็มีเสียงเหมือนคนเถียงกันดังออกมาจากห้องที่ประตูเปิดแง้มอยู่ ทั้งสองมองหน้ากัน แล้วขยับเข้าไปใกล้ประตูมากขึ้น

“พี่มาที่นี่ทำไม” เสียงหญิงสาวถามอย่างโกรธๆ

“เธอคิดว่าชั้นจะไม่มีปัญญาตามหาเธองั้นเหรอ” เสียงชายหนุ่มพูดเสียงเรียบ “ที่เธอหลบหน้าชั้นได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็เพราะชั้นต้องการให้มันเป็นอย่างนั้น เธออยู่ในสายตาของชั้นตลอดเวลาไม่ว่าเธอจะไปที่ไหนหรือว่าทำอะไรซาร่า หลังจากที่เดรคตายไป ชั้นก็ไม่เห็นว่าเธอจะมีใคร แต่ชั้นประมาทไปหน่อยเพราะไม่คิดว่าเธอจะแต่งงานกับคนที่เธอพบไม่ถึง 2 เดือน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ป้าซาร่า” เรียวกระซิบกับตัวเอง เขาเห็นซาร่ายืนคุยกับชายคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ ผมสีเข้ม และมีตาสีเขียวเข้มแวววับคมกริบ ผู้ชายคนนั้นเป็นใครกัน

“ก็เพราะชั้นรักโจน่ะสิ เขาเป็นคนสอนชั้นว่าความรักที่แท้จริงน่ะมันเป็นยังไง นี่พี่คิดว่าชั้นยังรักพี่อยู่อีกเหรอมาร์ค ความรักที่ชั้นมีให้กับพี่น่ะมันตายไปตั้งแต่พี่บังคับให้ชั้นแต่งงานกับเดรคแล้ว” ซาร่าต่อว่า

“ชั้นเคยรักพี่ รักมาก รักมาตั้งแต่ชั้นอายุ 15 ตอนที่ได้เจอพี่ครั้งแรก แต่พี่ก็เลือกความก้าวหน้าของพี่มากกว่าอนาคตของเราสองคน พี่แต่งงานกับลอเรนเพื่อตัวของพี่เองทั้งๆที่เขารักพี่ แต่พี่ก็ยังหลอกใช้เขา ชั้นทำผิดต่อเขาที่ยอมเป็นนางบำเรอของพี่ เพราะชั้นหลงเชื่อที่พี่บอกว่าพี่รักชั้น แต่พอลอเรนรู้ว่าชั้นท้อง พี่ก็บังคับให้ชั้นแต่งงานกับเดรคตอนนั้นชั้นมันโง่เอง ชั้นเชื่อทุกอย่างที่พี่พูด ทำทุกอย่างที่พี่บอกให้ชั้นทำ” น้ำตาแห่งความอัดอั้นไหลอาบแก้มของซาร่า “เดรคเป็นคนดีมาก แม้เขาจะรู้ว่าชั้นท้องลูกของพี่แต่เขาก็ยังทำดีกับชั้น เขากับชั้นก็ยังรู้อีกว่า ลอเรนขู่พี่ว่าถ้าพี่ไม่กำจัดชั้นออกไปจากชีวิตพี่เขาจะหย่ากับพี่ แล้วพี่ก็จะไม่ได้อะไรเลย”

“เธอรู้ได้ยังไง” มาร์คถามราบเรียบไม่แสดงความรู้สึก

“ลอเรนบอก ในวันที่ชั้นแต่งงานกับเดรค” ซาร่าปาดน้ำตาทิ้ง

“ยายปากมาก แต่ช่างเถอะ ยังไงซะหล่อนก็ตายไปแล้ว” มาร์คยักไหล่

“พี่ต้องการตัวนาธานใช่มั้ย” ซาร่าโพล่งขึ้น จ้องชายหนุ่มเขม็ง

มาร์คหรี่ตามองซาร่าด้วยดวงตาที่ไม่แสดงความรู้สึกเช่นเคย แล้วเขาก็หยัดยิ้มมุมปากเล็กน้อย “ฉลาดมาก นี่แหละสิ่งที่ชั้นชอบในตัวเธอ สัญชาตญาณของคนเป็นแม่กระมัง ก็ดีจะได้ไม่ต้องอ้อมค้อม”

“พี่จะต้องการเขาไปทำไม ในเมื่อพี่ก็มีทายาทอยู่แล้ว” ซาร่าถามเสียงแข็ง

“ก็เพราะนาธานเป็นลูกชั้นน่ะสิ แล้วทำไมชั้นต้องปล่อยให้ลูกของชั้นไปทำประโยชน์ให้คนอื่นด้วยล่ะ”

“สุดท้ายพี่ก็เห็นแค่ประโยชน์ของพี่คนเดียวเท่านั้น” ซาร่าโกรธจัด “พี่ไม่เคยรักชั้นกับลูกแม้แต่นิดเดียว ชั้นไม่มีวันให้นาธานไปอยู่กับคนไม่มีหัวใจอย่างพี่เด็ดขาด” ซาร่าหันกลับเดินไปที่ประตูทันที

“งั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องคุยกันอีกแล้วสิ” เสียงมาร์คที่พูดมาทำให้ซาร่ารู้สึกเย็นวาบไปถึงข้างในทีเดียว “เธอรู้จักชั้นดี ซาร่า ไม่มีสิ่งใดที่ชั้นต้องการแล้วไม่เคยได้”

“ใช่ชั้นรู้ดี แต่ชั้นจะทำทุกทางไม่ให้พี่ได้แตะต้องเขา”

“เธอไม่มีทางทำอะไรได้ในเรื่องนี้ ซาร่า” มาร์คพูดอย่าง***มเกรียม “ชั้นไม่มีทางปล่อยมือจากสิ่งที่เป็นของชั้นง่ายๆหรอก”

“ชั้นจะไม่อ้อนวอนพี่หรอกในเรื่องที่พี่จะทำ เพราะชั้นรู้ว่ามันไม่มีประโยนช์ที่จะพูดกับคนอย่างพี่” ซาร่าพยายามทำเสียงให้ราบเรียบทั้งที่ในใจเธอหวาดหวั่น “นาธานไม่มีวันเป็นคนอย่างที่พี่ต้องการหรอกเขามีจิตใจที่ดีงาม”

“เขาจะเป็นอย่างที่ชั้นต้องการแน่ถ้าเขาได้มาอยู่กับชั้น เขามีเลือดของชั้นอยู่ในตัว” มาร์คกล่าวอย่างเย็นชา

“ชั้นได้แต่หวังนะมาร์ค” ซาร่าพูดเสียงเบาแต่ก็พอให้มาร์คได้ยิน “ได้แต่หวังว่า เชนคงไม่โตขึ้นมาเป็นผู้ชายอย่างพี่” ซาร่าก้าวไปที่ประตูอย่างแน่วแน่ แล้วออกจากห้องไป

เรียวแอบฟังเรื่องทั้งหมดด้วยความตกใจที่ต้องมารู้ด้วยความไม่ตั้งใจ เมื่อเห็นซาร่ากำลังจะออกจากห้อง เรียวก็คิดว่าเขาควรจะหลบไปดีกว่าเพราะซาร่าคงไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้ และเขาก็ไม่อยากให้ซาร่ารู้ว่าเขาแอบมาได้ยินเข้า นึกถึงคนข้างๆขึ้นมาได้จึงหันมาเพื่อจะบอกให้หลบไปก่อน แต่เรียวก็ต้องตกใจอีกรอบเพราะเด็กหนุ่มข้างๆเขาตอนนี้ ยืนตัวแข็ง กัดฟัน กำหมัดแน่น ตาจ้องไปที่คนในห้องเขม็ง

เรียวจึงสะกิดแขนเขาเบาๆ แต่เหมือนเด็กหนุ่มข้างๆเขาจะไม่รู้สึกตัวเลย เรียวจึงตัดสินใจลากเด็กหนุ่มไปซ่อนที่หลังม่านตรงทางเดิน เขาเห็นซาร่าเดินออกไป ครู่หนึ่งชายที่ชื่อมาร์คก็เดินออกไปเช่นกัน เมื่อทั้งคู่ไปแล้ว เรียวก็ออกมาจากที่ซ่อน โดยไม่ลืมลากเพื่อนใหม่ของเขาออกมาด้วย

เรียวหันมามองเพื่อนใหม่ของเขาอีกครั้ง ก็เห็นว่ายังตัวแข็ง กำหมัดแน่นเหมือนเดิม

“เฮ้ นี่นายเป็นอะไรรึเปล่า” เรียวเขย่าแขนเขาด้วยความเป็นห่วง แต่เด็กหนุ่มก็ยังนิ่งเฉย เรียวเลยจับไหล่เขาไว้ทั้งสองข้างของเขาแล้วเขย่า “เฮ้ นี่นาย” เรียวเรียกด้วยเสียงที่ดังขึ้น

เหมือนเด็กหนุ่มจะรู้สึกตัว เพราะเขาเลิกทำตัวแข็ง หันมาสบตาเรียวแล้วกระพริบปริบๆ เรียวไม่ทันสังเกตในตอนแรกว่าเด็กหนุ่มคนนี้หน้าตาเป็นยังไง แต่ตอนนี้ได้มามองใกล้ๆก็เล่นเอาเขาตะลึงไปเลย เพราะเด็กหนุ่มตรงหน้ามีใบหน้าสวยหวานยิ่งกว่าเขาเสียอีก ผมสีน้ำตาลอมแดง จมูกโด่งเป็นสัน ปากเล็กๆสีกุหลาบ โดยเฉพาะดวงตาโตสีเขียวสดอย่างกับใบไม้ คมซึ้งอย่างที่เรียวไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ก็ดูคุ้นๆเหมือนกันแฮะ

ดวงตาสีเขียวในตอนนี้มีน้ำตาคลอครองและฉายแววเศร้าหมองยังไงก็ไม่รู้ ทันใดนั้นเด็กหนุ่มก็ทรุดฮวบลงไปเฉยๆ

“เฮ้ย!!” เรียวตกใจเลยคุกเข่าตาม ก็เห็นว่าเด็กหนุ่มน้ำตาไหลพรากอาบแก้ม ไม่มีเสียงสะอื้นออกมาแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มร้องไห้เงียบๆแต่บีบหัวใจเขาเหลือเกิน

“นี่นาย ร้องไห้ทำไมน่ะ” เรียวถามด้วยความเป็นห่วง ความเงียบคือคำตอบที่ส่งกลับมา เรียวยกมือขึ้นปาดน้ำตาให้ แล้วค่อยๆดึงร่างบอบบางมากอดไว้ แล้วลูบหัวปลอบโยนเบาๆ ร่างบางแข็งขืนในตอนแรกแล้วก็โอนอ่อน ซบหน้าลงกับไหล่ของเรียวพร้อมทั้งโอบแขนกอดเขาไว้ ร้องไห้ออกมาเงียบๆ

สักพักใหญ่ร่างบางก็เงยหน้าขึ้น น้ำตาแห้งไปหมดแล้ว เรียวจึงลุกขึ้นยืนพร้อมกับพยุงเด็กหนุ่มขึ้นมาด้วย

“ขอโทษนะ แล้วก็ขอบใจมากที่อยู่เป็นเพื่อนชั้น” ร่างบางยิ้มให้เศร้าๆ

“ไม่เป็นไรหรอก นาย O.K. นะ” เรียวถามอย่างเป็นห่วง

“ฮื่อ”

“ว่าแต่นายเป็นใครล่ะ ยังไม่บอกชั้นเลย” เรียวถาม

“ชั้น นาธาน โคดี้ แต่ตอนนี้เป็น นาธาน รอสส์แล้วล่ะ”

“นาธาน! งั้นนายก็คือ...ลูกติดของป้าซาร่าน่ะสิ เอ่อ ชั้นเรียว มอริส ยินดีที่รู้จัก” เรียวยื่นมือให้

“อ๋อ... นายคือหนึ่งในแฝดที่ลุงโจ เล่าให้ชั้นฟังน่ะเอง” นาธานจับมือที่ยื่นให้

“เอ่อ...นาธาน นายอย่าคิดมากเลยนะเรื่อง...ที่ได้ยินน่ะ” เรียวพยามปลอบเพราะเห็นว่านาธานยังทำหน้าเศร้าอยู่

นาธานเดินไปที่หน้าต่างเหม่อมองออกไปข้างนอก “ชั้นเคยถามแม่ถึงเรื่องพ่อหลายครั้ง ตั้งแต่รู้ว่าคนที่ชั้นคิดว่าเป็นพ่อมาตั้งแต่เกิดไม่ใช่พ่อของชั้น แต่แม่ไม่เคยตอบเลยซักครั้ง ชั้นก็เพิ่งเข้าใจวันนี้เอง” นาธานถอนใจ “ถ้ารู้ว่าเขาทำเลวกับแม่แบบนี้ชั้นขอไม่รู้ว่าชั้นมีพ่อดีกว่า” เขาพูดด้วยความเจ็บปวด

“รู้แล้วจะทำไมล่ะ หมอนั่นไม่เคยมีส่วนในชีวิตนายมาตั้งแต่เกิดแล้ว ไม่เห็นต้องสนใจเลย”

“มันก็จริง แต่เขาก็บอกแล้วนี่ว่าเขาต้องการตัวชั้น ชั้นกลัวว่าเขาจะทำอะไรร้ายๆกับแม่แล้วก็ลุงโจด้วยน่ะสิ” นาธานกล่าวด้วยความไม่สบายใจ

“นายก็ได้ยินแล้วนี่ว่าแม่นายรักลุงโจ แล้วลุงโจก็รักแม่นาย ชั้นเชื่อว่าลุงโจไม่มีวันปล่อยให้หมอนั่นทำอะไรนายกับป้าซาร่าเด็ดขาด ครอบครัวที่มีความรักหล่อเลี้ยงน่ะไม่มีอะไรจะทำลายลงได้หรอก” เรียวบอกนาธานอย่างที่ใจของเขาคิด

นาธานนิ่งคิดตามที่เรียวพูด จริงสินะตอนนี้เขามีครอบครัวที่อบอุ่นแล้ว แม่ของเขาก็มีความสุขและดูสบายใจอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วเขายังจะต้องการอะไรอีกล่ะ คิดได้ดังนี้จึงยิ้มอย่างสดใสให้เรียว “พูดเก่งจังนะ นายอายุเท่าไหร่กันฮึ”

“สิบสอง” เรียวยิ้มกว้างตอบ ดีใจที่นาธานหายเศร้า

“ชั้นนี่แย่จัง ต้องให้เด็กอย่างนายมาสอน” นาธานพูดยิ้มๆ

“หา! ชั้นเนี่ยนะเด็ก แล้วนายล่ะตัวแค่เนี้ยจะอายุเท่าไหร่กันเชียว” เรียวว่าเสียงขุ่น

“สิบห้า” นาธานบอกยิ้มๆ

“ก็แค่ 3 ปีเอง” เรียวพูดเบาๆกับตัวเอง

“นายว่าไงนะ”

“เปล่านี่!” เรียวยกมือขึ้นดูเวลา “นี่มันเลย 15 นาทีแล้วนี่นา นาธานชั้นต้องไปแล้วล่ะ”

“งั้นเหรอ” นาธานถามเศร้าๆ รู้สึกอยากให้เรียวอยู่ต่ออีกนิด

“นายไปด้วยกันสิ จะได้เจอเร็นด้วยไง” เรียวชวน อยากให้นาธานอยู่ด้วยเหมือนกัน

“เอาสิ แล้วนายมาทำอะไรแถวนี้ล่ะ” นาธานถามอีกครั้ง

“ก็เจ้าเร็นตัวแสบน่ะสิ” เรียวบอก ขณะที่ทั้งคู่เดินออกจากบริเวณนั้นเพื่อกลับไปหาเร็น “คิดเกมส์อะไรก็ไม่รู้ ชั้นเลยต้องเดือดร้อนไปด้วยเลย” เรียวบ่นต่อ

“ทำไมล่ะ” นาธานอยากรู้

“ก็ถ้าเราสองคนถูกจับได้ ก็ต้องจูบคนที่จับเราได้เป็นรางวัลน่ะดิ” เรียวทำหน้าบูด

“ฮะ ฮะ ร้ายจริงนะน้องของนายน่ะ ชักอยากเจอเร็วๆแล้วสิ” นาธานบอกขำๆ

“แต่ความจริง นายก็เป็นคนจับชั้นได้นะ นาธาน” เรียวทำหน้าเจ้าเล่ห์

นาธานมองหน้าคนพูดอึ้งๆ “เอ่อ ชั้นไม่รู้เรื่องด้วยนะ”

“ทำไมล่ะ จูบนางฟ้าเชียวนะ” เรียวไม่พูดเปล่า ยังจับมือนาธานมากุมไว้อีก

นาธานเขินหน้าแดง “นายไม่เห็นจะเหมือนนางฟ้าตรงไหนเลย” พยายามจะแกะมือตัวเองออกจากมือเรียว แต่เรียวไม่ยอมปล่อย

“ก็ใช่อ่ะนะถ้าเทียบกับนายแล้ว นายเหมือนนางฟ้ากว่าชั้นซะอีก” เรียวพูดตรงๆตามนิสัย

“บ้าเหรอ” นาธานเขินจนหน้าแดงแปร๊ดถึงใบหู เล่นชมกันตรงๆอย่างนี้ไม่เขินก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

“ชั้นพูดจริงนะ มองตาชั้นสินาธาน”

นาธานเหลือบตาขึ้นสบตาคนตรงหน้า แววตาที่เขาเห็นนั้นฉายแววจริงใจเหลือเกิน เขารู้สึกถูกตรึงไว้ด้วยความอบอุ่นของดวงตาสีเข้มของเรียว

“ตานายสวยมากเลยรู้มั้ย สีเขียวเข้มอย่างกับใบไม้แนะ” เรียวไล้แก้มเนียนใสเบาๆ นาธานยังสบตาเขานิ่ง “เมื่อนายเป็นคนจับชั้นได้ ชั้นก็คงต้องให้รางวัลนายล่ะ” เมื่อนาธานไม่ปฏิเสธ เรียวจึงทาบริมฝีปากลงบนปากบางอย่างอ่อนโยน นาธานหลับตารับความรู้สึกอ่อนหวานที่เรียวมอบให้ เขาไม่เคยให้ใครได้ทำแบบนี้ ถึงตัวเขาจะเป็นคนบอบบางแต่เขาก็มีวีธีป้องกันตัวจากผู้ไม่ประสงค์ดีทั้งหลาย บางคนแค่ทำหน้าเย็นชาก็ไม่กล้ายุ่งกับเขาแล้วแต่บางคนเขาก็ต้องใช้วิชาไอคิโด้จัดการซะก็เผ่นหนีไม่เป็นขบวน แต่กับเรียวเขาไม่ทำอะไรซักอย่าง เขารู้สึกราวกับรู้จักเรียวมานาน รู้สึกอบอุ่นเวลาอยู่ใกล้ๆ

“เรียว...ว นายอยู่ไหน...เรียว” เสียงเร็นร้องเรียกดังมา

ทั้งสองคนสะดุ้งผละออกจากกัน แล้วมองหน้ากันนิ่ง เรียวเห็นนาธานหน้าแดงแปร๊ดก็ยิ้มอย่างยินดี พอดีกับที่เร็นโผล่พรวดมาถึง

“เรียว อยู่นี่เอง ชั้นหาซะทั่วเลย” เร็นว่าปนหอบ

“จะตามหาชั้นทำไม เดี๋ยวก็กลับไปเจอกันที่ห้องละ เจ้าตัวยุ่ง” เรียวหันไปจ้องอย่างเอาเรื่องโทษฐานขัดจังหวะ

เร็นเพิ่งจะเห็นว่านาธานยืนอยู่ด้วย แถมยังหน้าแดงซะอีกก็พอจะเดาเรื่องออก อย่างนี้ต้องแกล้งซะหน่อย “แหม เรียวล่ะก็” แล้วก็เดินไปโอบรอบคอเรียว “พูดจากับนางฟ้าแสนน่ารักอย่างชั้นแบบนี้ได้ไง ไหนบอกว่าห่วงแต่ชั้นคนเดียวไงล่ะ” เร็นพูดไปก็ทำท่าเหมือนจะโน้มคอเรียวลงมาจูบ

เรียวรีบเอามือยันหน้าเร็นไว้ “เลิกเล่นบ้าๆได้แล้วน่าเร็น อายคนอื่นเขาบ้างเด้ เดี๋ยวก็เข้าใจผิดกันพอดี” เรียวเอ็ดพร้อมถลึงตาขู่

“ก็ได้” เร็นว่า แล้วปล่อยเรียวเดินมาหานาธาน “เร็น มอริสยินดีที่รู้จัก” เร็นส่งมือและยิ้มให้

“นาธาน รอสส์” นาธานอมยิ้มแล้วจับมือกับเร็น หน้าเหมือนกันแต่นิสัยต่างกันลิบเลยแฮะ

“ลูกเลี้ยงลุงโจเหรอ อืม อย่างนี้เป็นผลดีทางธุรกิจ” เร็นพึมพำ

“อะไรนะ!!” “เร็น” สองเสียงดังประสานกัน

“โธ่เอ๊ย! ล้อเล่นหรอกน่ะ ซีเรียสไปได้” เร็นยักคิ้วล้อเลียน “รีบกลับไปที่ห้องเถอะ เดี๋ยวสาวกของชั้นจะรอนาน”

“จริงสิแล้วนายเป็นไง รอดตัวรึเปล่า” เรียวถามน้องชาย

“เอ่อ...” เร็นอึกอักหน้าแดงขึ้นมาทันที

“ฮ้า! อย่างนี้แสดงว่านาย...” เรียวยิ้มล้อเลียนเร็นบ้าง

“ไม่รู้ไม่ชี้ รีบไปเหอะน่า” แล้วเร็นก็จับมือเรียวข้างหนึ่ง นาธานข้างหนึ่ง ลากออกไปทันที

‘ว่าแต่เขานะเจ้าเร็น สมน้ำหน้า’ อ๊ะ...ไม่ได้สิถึงจะร้ายแต่ยังไงก็ต้องปกป้องไว้ก่อน น้องทั้งคนนี่นา แต่ว่าใครกันน้าที่ปราบน้องชายตัวแสบของเขาได้ คงต้องเก่งพอตัวล่ะ

ส่วนนาธานก็ยอมให้เร็นลากไปแต่โดยดี หันมาสบตากับเรียว เรียวก็ทำหน้าบุ้ยใบ้ประมาณว่า ‘ตามมันไปเถอะ’ นาธานยิ้มให้อย่างรู้กันพลางส่ายหน้าอย่างขำๆ เขาคงไม่เหงาเหมือนที่ผ่านมาแน่ๆถ้ามีสองคนนี้อยู่ด้วย

“เป็นไงมั่ง เพื่อน” ไมล์ถามทันทีที่เชนเดินกลับมาที่ห้อง

“ระดับชั้นแล้ว มีเหรอจะไม่สำเร็จ รอให้นางฟ้าของชั้นกลับมาก่อนเหอะ แล้วนายก็รู้เองแหละ” เชนว่า

“นางฟ้าของชั้น งั้นเหรอ อืม” ไมล์เลิกคิ้วเหมือนจะถาม “ตกบ่วงเสน่ห์นางฟ้าซะแล้วเพื่อนเรา”

“เปล่าซักหน่อย ก็แค่...” เชนชักเขินที่เพื่อนรู้ทัน

“เอาเหอะๆ ไม่แซวแล้วก็ได้” ไมล์หัวเราะหึ หึ ขำเพื่อนรัก

“ไปหลบที่ไหนก็ไม่รู้เนอะ นางฟ้าของเราเนี่ย” เสียงเด็กๆบ่นดังขึ้นก่อนที่ทั้งหมดจะเข้ามาในห้อง เพื่อรอให้นางฟ้าทั้งสองปรากฎตัว

“มากันแล้วพวกเจ้าเปี๊ยกทั้งหลาย” ไมล์ว่าแล้วหันมาคุยกับเชน

พักใหญ่จากนั้น เร็น ก็ลากเรียวกับนาธานเข้ามา เด็กๆหันควับมาทันที

“เสียใจด้วยนะทุกคน ที่อดได้รางวัล” เร็นยิ้มหวานให้สาวกทั้งหลาย

“น่าเสียดายจัง อดได้จูบนางฟ้าเลย” เสียงเด็กๆพึมพำ

“เอาไว้คราวหน้าเราค่อยหาอะไรมาเล่นใหม่แล้วกันนะ เอาล่ะพวกนายสลายกลุ่มได้” เร็นยิ้มหวานให้อีกรอบพร้อมโบกมือให้ทุกคน

เด็กๆก็แยกย้ายกันไปอย่างเชื่อฟัง(เจ้าแม่)เร็น เรียวกับนาธานหันมามองหน้ากันแล้วส่ายหน้ากับความร้ายกาจของเร็น

“พอเลยนะเร็น เกมส์ประหลาดๆของนายน่ะ” เรียวบ่น

“พอก็ได้แต่แค่วันนี้นะ หิวยังนาธาน” เร็นหันมาถาม

“นิดหน่อยน่ะ”

“งั้นไปหาอะไรกินกับชั้นดีกว่า” เรียวว่าพร้อมกับดึงนาธานหนีไปที่โต๊ะขนม

“แหม พอเจอคนถูกใจก็ทิ้งชั้นเลยเหรอ” เร็นทำแก้มป่อง “แบบนี้ต้องแกล้ง” ยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วรีบเดินตามเรียวกับนาธานไปที่โต๊ะขนม ไม่ทันสังเกตสายตาสองคู่ที่มองตามด้วยความขบขันอยู่ที่มุมห้อง

หลังจากที่เรียวกับนาธานหยิบขนมแล้วกำลังจะเดินมานั่งทางมุมห้อง เร็นก็เดินต้อนหน้าต้อนหลังเพื่อจะแกล้งคู่แฝดจนเรียวต้องถลึงตาใส่ ส่วนนาธานก็เอาแต่หัวเราะไม่หยุด แล้วเสียงทุ้มนุ่มคุ้นหูเร็นก็ดังขึ้น

“มานั่งทางนี้ก็ได้นะเร็น” เชนบอกพร้อมกับยิ้มน้อยๆ

เร็นตกใจจนตัวแข็ง “น...นาย”

เรียวมองเร็นสลับกับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความสงสัย “นายรู้จักเหรอ” เขาถามเร็นเบาๆ

เร็นได้แต่พยักหน้าเพราะมัวแต่อึ้งที่อยู่ๆเชนก็โผล่มา พอสบตากับกับเชนที่ขยิบตาให้ก็หน้าแดงขึ้นมาทันที เรียวเห็นเร็นหน้าแดงก็เดาได้ทันที หมอนี่งั้นเหรอ โอ้ ทำเจ้าเร็นหน้าแดงได้ น่าสนใจแฮะ แต่ดูคุ้นๆตาเขาชอบกลแฮะเคยเจอที่ไหนรึเปล่านะ ดวงตาสีเขียวแบบนี้มันเหมือนกับ... เรียวหันมามองนาธานก็รู้ว่านาธานก็สังเกตเห็นเหมือนกัน

“นายคงเป็นเรียวสินะ” เชนมองเรียวแล้วหันไปมองเร็น “จะไม่แนะนำชั้นหน่อยเหรอเร็น”

“เอ่อ เรียว นาธาน นี่เชน เชนนี่เรียวกับนาธาน” เร็นแนะนำ

“ยินดีรู้จัก” เชนจับมือกับเรียว แต่พอเขามองนาธานเขาก็อึ้งไป ดวงตาแบบนี้มัน...

“อ้อ นี่ไมล์เพื่อนชั้น” เชนแนะนำ ยังคงจ้องนาธานไม่วางตา

“หวัดดี” ไมล์ยิ้มให้พลางมองหน้าเร็น เห็นว่าเร็นหน้าแดงก็รู้ว่าเพื่อนเขาได้รางวัลเรียบร้อย

“มองอะไรกันนักหนา” เร็นบ่นรอดไรฟันค้อนเชนควับๆ เมื่อเห็นเชนจ้องนาธานไม่วางตา แต่เชนก็ยังอุตส่าห์ได้ยิน พอทั้งหมดนั่งลงเชนก็กระซิบเบาๆที่หูเร็น “หึงชั้นรึไง” แล้วก็เลิกคิ้วข้างหนึ่งอย่างล้อเลียน

“เจ้าบ้า” เร็นว่าให้

“อะไรนะ เร็น” เรียวถามอย่างสนใจ

“ปล๊าว...” เร็นทำตาแป๋วไม่รู้ไม่ชี้ เชนกับไมล์เลยหัวเราะ

นาธานมองเชนเงียบๆ เขารู้ว่าเชนต้องเป็นพี่ชายคนละแม่ของเขาแน่ๆ เพราะเชนถอดแบบมาจากพ่อของพวกเขาทุกอย่างตั้งแต่ผมสีเข้ม รูปร่างสูงโปร่ง โดยเฉพาะดวงตาสีเขียวเข้มแบบเดียวกัน ผิดกันตรงที่แววตาของเชนดูจะมีแววหัวเราะและอ่อนโยนกว่า เขารู้จักดวงตานั่นดีเพราะมันก็เป็นดวงตาของเขาเช่นกัน ไม่มีสิ่งใดจะให้เขาปฏิเสธได้เลยว่าเชนกับเขาไม่ใช่พี่น้องกัน และเขาก็สังเกตว่าเชนก็คงสงสัยอยู่เหมือนกัน

เรียวบีบมือนาธานเบาๆที่ใต้โต๊ะเหมือนจะให้กำลังใจ เขารู้ว่านาธานคงเจ็บปวด เขาดูออกเพราะมันฉายออกมาจากแววตา นาธานหันมายิ้มเศร้าๆให้เรียวเหมือนจะขอบคุณ

“ทำไมเงียบไปล่ะนาธาน” เร็นโพล่งขึ้น

“ใครเขาจะพูดจ๋อยๆได้อย่างนายเล่า” เรียวตอบทันควัน

“ออกรับแทนเชียวนะ เดี๋ยวนี้นายรักคนอื่นมากกว่าชั้นแล้วเหรอ” เร็นแกล้งทำเสียงน้อยใจ

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกเร็น อย่าเข้าใจผิดสิ” นาธานรีบบอก

“อย่าไปหลงกลเจ้านี่นะนาธาน เร็นชั้นน่าจับนายหักคอซะทีดีมั้ยเนี่ย” เรียวทำหน้าเหนื่อยใจ

“โห! โหดจัง ล้อเล่นนิดเดียวก็ไม่ได้” เร็นทำหน้าทะเล้น

“ไม่เป็นไรหรอกเรียว ชั้นแค่ยังไม่ชิน (กับความร้ายกาจ) น่ะ” นาธานอมยิ้ม

“นี่ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว เรามาเตรียมตัวนับถอยหลังกันเถอะ” ไมล์รีบเปลี่ยนเรื่อง

แล้วทุกคนก็ลุกขึ้นไปยืนรวมกับพวกเด็กๆที่กลางห้อง ทุกคนเริ่มนับถอยหลัง

“10 9 8 7 6 5 4 3 2 1 HAPPY NEW YEAR เย้……”

ขณะที่ทุกคนส่งเสียงร้องอย่างยินดีอยู่นั้น เชนก็ก้มลงหอมแก้มเร็นฟอดใหญ่

“เชน!! เจ้าบ้า...” เร็นหน้าแดงด้วยความอาย

เร็นเงื้อหมัดชกกะให้โดนเต็มๆ แต่เชนก็คว้าข้อมือไว้ได้ทันควันแถมยังยึดไว้ไม่ยอมปล่อย

“ตามธรรมเนียมไง” แล้วเชนก็หัวเราะชอบใจที่ได้แกล้งนายตัวร้าย

“ปล่อยนะ” เร็นพยายามทั้งดึงทั้งดันแต่ไม่หลุด เลยเหลียวไปหาเรียวให้ช่วย

“ปล่อยเร็นได้แล้วเชน” เรียวบอกเสียงเรียบ จริงๆแล้วอยากให้เร็นโดยแกล้งซะบ้าง ชอบแกล้งคนอื่นดีนัก

“ใช่ปล่อยซะทีเซ่ ไม่งั้นนายโดนเรียวอัดแน่” เร็นได้ทีขู่เชน

เชนมองเรียวแต่ไม่เห็นท่าทีว่าเรียวจะเอาเรื่องเขาซักนิด แต่ก็ยอมปล่อยเร็นโดยดี เร็นรีบมาหลบหลังเรียว พร้อมกับเชิดหน้าใส่

“คราวหน้าอย่าทำให้มันประเจิดประเจ้อนักสิ เดี๋ยวก็โดนสาวกของเจ้านี่รุมเอาหรอก” เรียวว่า แล้วยิ้มให้เชนอย่างรู้กัน

“เรียว!! นี่นายไม่เข้าข้างชั้นเลยเหรอ” เร็นโวย

“นายน่ะนะ ต้องโดนซะบ้าง” เรียวยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วหันไปยักคิ้วให้เชน “จริงมะ”

“อย่าแกล้งเร็นเลยน่าเรียว นายออกจะรักน้องไม่ใช่เหรอ” นาธานพูดยิ้มๆพร้อมกับโอบบ่าเร็น

“นาธานน่ารักจัง ใจดีที่สุดเลย” เร็นได้ทีเลยกอดนาธานซะเลย สมน้ำหน้าเจ้าเรียว

“เฮ้ย!! นาธานอย่าโอ๋เร็นสิ” เรียวมองด้วยความอิจฉา

“ชั้นว่าเราออกไปสมทบกับพวกผู้ใหญ่ดีกว่า จวนได้เวลากลับกันแล้วมั้ง” ไมล์พูดขึ้นหลังจากเงียบไปนาน

“พึ่งรู้นะว่านายเป็นผู้ปกครองของเชน” เร็นแซวด้วยความหมั่นไส้

“เปล่าหรอก แค่บอดี้การ์ดน่ะ” ไมล์ยิ้มให้อย่างไม่ถือสา

“ไมล์...” เชนหันไปสบตาเพื่อน ไมล์พยักหน้าอย่างรู้ว่าเชนไม่อยากให้เขาพูดอะไรมากกว่านี้

“งั้นก็ไปกันเหอะ” นาธานพูดขึ้นแล้วจูงมือเร็นเดินนำไป

“ได้ไงเนี่ย” เรียวบ่น ก็นาธานมากับเขาแท้ๆ สุดท้ายไปกับเร็นเฉยเลย

“พยายามเข้านะน้องชาย” เชนตบบ่าปลอบใจเรียวเบาๆ

“นายก็เหมือนกันแหละ แต่ดูท่าทีเจ้าเร็นแล้วนายงานหนักกว่าชั้นแน่ๆ พี่ชาย” เรียวตอกกลับ แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน

เชนโอบบ่าเรียวข้างหนึ่ง ไมล์ข้างหนึ่ง “เอาล่ะตามหวานใจของเราไปกันเถอะ”

สามหนุ่มหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน แล้วก็เดินตามทั้งสองคนออกไป

“พ่อฮะ” เร็นรีบลากนาธานไปหาพ่อของเขาทันทีที่เห็น

“มาแล้วเหรอลูกพ่อ เจอนาธานแล้วสิ” เคนยิ้มกว้างให้ลูกรัก

“ฮะ นาธานน่ารักที่สุดเลย” เร็นบอกแล้วหันไปยิ้มกับนาธาน “น่ารักกว่าเรียวอีก เรียวน่ะตอนนี้เขาไม่สนใจผมแล้วล่ะฮะ หึ! ได้เพื่อนใหม่แล้วลืมน้อง” เร็นฟ้องเป็นฉากๆ แล้วทำแก้มป่องแบบงอนๆ

“จริงเหรอ” เคนทำหน้าไม่เชื่อ

นาธานได้แต่อมยิ้ม ‘น่าสงสารเรียวจัง เร็นร้ายออกอย่างนี้’ แต่เขาก็รู้ว่าเรียวห่วงเร็นยิ่งกว่าใคร

“ถามนาธาน ดูก็ได้ฮะ” เร็นหาผู้สนับสนุน

นาธานสะดุ้ง เรื่องนี้มันเลี้ยวมาหาเขาได้ไง “เอ่อ... คือ” แล้วจะให้เขาตอบยังไงดีเนี่ย

“ถามอะไรนาธานเหรอ เร็น” เสียงเย็นเยียบดังขึ้นด้านหลัง

เร็นสะดุ้งเฮือกหันกลับไปก็พบเรียวกับเชนตีหน้าถมึงทึงยืนอยู่ ไมล์ยืนอยู่ข้างหลังกลั้นยิ้มเต็มที่

“ได้ทีฟ้องใหญ่เลยนะ ถ้าชั้นไม่สนนายจริงๆนายจะว่าไงฮึ” เรียวแกล้งทำเสียงโกรธๆ

“ใช่ๆ ไม่ยักรู้นะว่านายขี้ฟ้อง” เชนว่าบ้าง

“อย่ามารุมกันนะ” เร็นว่าแต่หน้าชักจ๋อย เรียวคงไม่โกรธเขาจริงๆหรอกนะ หันไปหานาธานเพื่อขอความช่วยเหลือ นาธานพยายามกลั้นยิ้มที่เห็นนายตัวร้ายหน้าจ๋อย เขารู้ว่าเรียวกับเชนกำลังแกล้งเร็นอยู่

“เอ่อ... แล้วพ่อจะรู้มั้ยเนี่ยว่ามันเรื่องอะไรกัน” เคนถามหลังจากมองคนโน้นทีคนนี้ที

“ไม่มีอะไรหรอกฮะ อาเคน พวกเขาแค่หยอกกันเล่นเท่านั้นเอง จริงมั้ยเรียว” นาธานรีบบอก แล้วส่งสายตาปรามเรียว

เรียวสบตานาธานแล้วก็ใจอ่อน ความจริงกะว่าจะแกล้งเร็นแก้เผ็ด เชนก็อุตส่าห์ร่วมมือด้วยแล้วเชียว เฮ้อ!! รอดตัวไปนะเจ้าน้องตัวแสบ หันไปสบตาเชนเหมือนบอกว่าเลิกเหอะ เชนก็ได้แต่ยักไหล่

“จริงฮะ เราแค่หยอกเร็นเท่านั้น” เรียวบอกพ่อ แล้วหันไปหาเร็น “ชั้นเคยไม่สนใจนายเมื่อไหร่กัน นายเป็นน้องคนเดียวของชั้น เหมือนเป็นครึ่งหนึ่งของชั้นนะเร็น ไม่ว่านายจะทำอะไร ร้ายกาจแค่ไหน แล้วนายเคยเห็นชั้นโกรธนายรึเปล่าล่ะ” เรียวพูดกับเร็นด้วยน้ำเสียงจริงจัง เล่นเอาคนรอบตัวทั้งอึ้งทั้งซึ้งไปตามๆกัน

เร็นเองก็ถึงกับน้ำตาซึม “ชั้นขอโทษนะเรียว” เร็นเข้าไปกอดเรียวไว้แน่น “ชั้นรักเรียวนะ” เรียวลูบผมเร็นเบาๆ “ชั้นรู้เร็น ชั้นก็เหมือนกัน”

ทุกคนที่เห็นภาพนั้นต่างก็รับรู้ถึงความรักความผูกพันที่ทั้งคู่มีให้แก่กัน นาธานยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่เกือบไหลออกมา ภาพเรียวกับเร็นทำให้เขารู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเหงาแค่ไหน แล้วเขาก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันใดจากมือที่โอบไหล่เขาอย่างอ่อนโยน นาธานหันไปดูก็พบว่าเชนเป็นคนที่โอบเขาอยู่พร้อมกับยิ้มให้อย่างปลอบโยนเหมือนจะรับรู้ถึงความรู้สึกของเขา นาธานจึงยิ้มตอบอย่างขอบคุณ ทั้งสองคนต่างก็รู้สึกมีว่าความผูกพันก่อตัวขึ้นอย่างประหลาด

“พี่น้องรักกันแบบนี้ก็ดีแล้ว” เคนลูบหัวลูกทั้งสองอย่างปลื้มใจ พลางสูดจมูก “แต่อย่าทำซึ้งกันบ่อยๆนะ พ่อยังไม่อยากปล่อยโฮกลางที่สาธารณะ” พวกเด็กๆต่างพากันหัวเราะขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง

“ปล่อยนาธานได้แล้วเชน” เรียวบอกเสียงห้วน หลังจากเงยหน้ามาเห็นเชนยืนโอบหวานใจของตัวเอง

“ใช่ๆ รีบปล่อยเลยนะ คนเจ้าชู้” เร็นบอกเสียงห้วนไม่แพ้กัน แต่ท้ายประโยคพูดเสียงเบาเหมือนพูดกับตัวเองพลางทำตาพิฆาตใส่เชน

“ฮะ ฮะ ปล่อยก็ได้ เจ้าขี้หวง” เชนปล่อยนาธานที่หน้าเริ่มแดง แล้วไปยืนข้างๆเร็น “เปล่าเจ้าชู้สักหน่อย เรื่องเจ้าชู้น่ะชั้นเก็บไว้ทำกับนายคนเดียวแหละ” เสียงกระซิบที่ข้างหูเบาๆ เล่นเอาเร็นขนลุกเลยทีเดียว

“เจ้าบ้า” เร็นพึมพำว่าเชน แต่กลับยิ้มพอใจพร้อมกับหน้าแดงน้อยๆอย่างน่ารักจนเชนถึงกับตะลึง

“พ่อฮะ นี่เชนกับไมล์เพื่อนใหม่ของเราฮะ” เรียวแนะนำ

“ยินดีที่รู้จักครับ” เชนกับไมล์รีบทักทาย

เคนมองเชนที มองนาธานทีอย่างสงสัย “นี่เป็นญาติกันรึเปล่าน่ะ ดูเหมือนกันยังไงก็ไม่รู้”

“งั้นมั้งครับ” เชนตอบแล้วหันไปยิ้มให้นาธาน

“อาจจะครับ อาเคน” นาธานยิ้มตอบ

“ที่รักคะ ชั้นคิดว่าคุณคงเป็นขวัญใจเด็กๆตามเคยใช่มั้ยคะ” เสียงหวานๆดังขึ้นด้านหลัง

ทั้งกลุ่มหันไปก็เห็น รินะ โจและซาร่า ยืนยิ้มอยู่หลังพวกเขา รินะเดินไปโอบเคน เคนก็ก้มลงหอมแก้มภรรยาอย่างแสนรัก

“ซนรึเปล่าเร็น” คนเป็นแม่ถามอย่างรู้นิสัยลูกคนเล็ก

“แม่อ่ะ ไม่เห็นถามเรียวมั่งเลย” เร็นตอบกลับงอนๆ

“ลิงคงบินได้นั่นแหละ เรียวถึงจะซุกซนไม่อยู่นิ่งอย่างลูก” รินะยิ้มให้เร็นด้วยรอยยิ้มร้ายกาจ

“ไม่ซนหรอกฮะ ไม่มากเท่าไหร่วันนี้ ผมยังเอาอยู่” เรียวตอบแม่แทนแล้วยิ้มให้เร็นอย่างรู้กัน

“เด็กซนๆเขาว่าเป็นเด็กฉลาดนะคะ” ซาร่ากล่าวขึ้น

“แต่ถ้าซนอย่างเจ้าสองคนนี่ล่ะก็ คุณจะผมหงอกในเวลาไม่กี่วันแน่ๆ ที่รัก” โจบอก เรียกเสียงหัวเราะได้จากทุกคนในกลุ่ม

“ลุงโจอ่ะ!!” สองแฝดประท้วงเสียงดัง

ไมล์สะกิดเชนให้หันไปดูที่หน้าประตูห้อง พอเชนหันไปก็เห็นพ่อของเขาส่งสายตาเหมือนบอกว่ากลับได้แล้ว เขาพยักหน้าให้แล้วก็เห็นว่าพ่อของเขาไม่ได้มองที่เขาคนเดียว พอมองตามสายตาไปก็เห็นว่าพ่อเขามองเขม็งไปที่นาธานกับแม่ของเขา เชนขมวดคิ้วอย่างไม่ข้าใจ หรือว่าที่เขาสงสัยจะเป็นจริง นาธานต้องมีความเกี่ยวข้องกับเขาแน่ๆ และเขาก็จะต้องรู้ให้ได้ด้วย เชนหันกลับมาพยักหน้าให้ไมล์ อีกฝ่ายพยักหน้ารับรู้

“ผมคงต้องขอตัวก่อนแล้วล่ะครับ” เชนเอ่ยขึ้นกับทุกคน

“จะกลับแล้วเหรอ” นาธานถามขึ้นรู้สึกใจหาย

“ใช่ พ่อเรียกแล้วล่ะ” เชนยิ้มกับทุกคน “วันนี้ผมสนุกมากเลยครับ ดีใจที่ได้มา” แล้วยิ้มให้เร็นเป็นพิเศษ

เร็นเขินจนต้องเบือนหน้าหนีสายตาของชายหนุ่ม อาการของเร็นไม่รอดพ้นสายตาของรินะไปได้ คุณแม่ผู้แสนดีแอบลอบยิ้มอยู่คนเดียว

“บายนะ แล้วจะได้เจอกันอีกมั้ย” นาธานถาม

“แน่นอนสิ” เชนบอกอย่างมั่นใจ

“บายนะเชน ไมล์ หวังว่าคงพบกันอีก” เรียวยิ้มกว้าง เขารู้สึกชอบสองคนนี้อย่างไม่รู้ว่าทำไม

“หวังว่างั้น” เชนกล่าวพร้อมมองหน้าเร็น แต่เร็นทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ จนเรียวต้องสะกิด

เร็นค่อยๆหันมาสบตาสีเขียวเข้มของเชน “บายนะ แล้วเจอกัน” ยิ้มให้อย่างเขินๆ

“แล้วเจอกัน” เชนยิ้มกว้าง ขนาดไมล์ยังเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ

“ลาก่อนนะครับ” เชนกับไมล์กล่าวขึ้นแล้วโค้งน้อยๆก่อนจะเดินจากไป

“คอจะบิดกลับแล้วเร็น” เรียวแซวเมื่อเห็นเร็นมองตามเชนไป

“อย่ามาแซวนะ ชั้นก็แค่ดูให้แน่ใจว่าหมอนั่นไปแล้วจริงๆเท่านั้นแหละ” เร็นเถียง

“ก็ได้ อย่างนั้นก็ได้” เรียวหัวเราะ แล้วหันไปกระซิบกับนาธาน “ปากไม่ตรงกับใจ” นาธานได้แต่หัวเราะเบาๆ

แล้วครอบครัวของเรียวกับเร็นก็ลากลับบ้าง โจ ซาร่าและนาธานเดินมาส่งที่ประตู ขณะที่กำลังเดินไปถึงรถ นาธานก็วิ่งมาเรียกเรียวเอาไว้

“เรียว” นาธานเรียกเบาๆ เรียวหันกลับมาอย่างดีใจ คนอื่นๆจึงเดินไปที่รถก่อน

“มีอะไรรึเปล่านาธาน” เรียวถาม ยังยิ้มไม่หุบ

“ชั้นอยากจะขอบใจนายน่ะ ขอบใจนะสำหรับทุกอย่าง” พูดพลางกุมมือเรียวไว้

“ไม่เป็นไรหรอก ชั้นต่างหากที่ต้องขอบใจที่นายไม่โกรธชั้น” เรียวกระชับมือนาธานแน่นขึ้น

“โกรธเหรอ ทำไมชั้นต้องโกรธนายด้วยล่ะ”

“ก็นายคงไม่อยากให้ใครรู้ เรื่องที่ชั้นรู้หรอก จริงมั้ยล่ะ”

“ชั้นดีใจต่างหากล่ะ ที่คนที่รู้เป็นนาย” นาธานสบตาเรียวอย่างจริงใจ ทั้งสองจ้องกันนิ่งนาน

แล้วนาธานก็จูบแก้มเรียวเบาๆ “ขอบคุณอีกครั้งนะเรียว” นาธานบอกเขินๆ หน้าแดงอย่างน่ารักที่สุดในสายตาของเรียว เรียวก็หน้าแดงไม่แพ้กัน นาธานยิ้มอย่างสดใสให้เรียวอีกครั้งก่อนจะวิ่งกลับเข้าบ้านไป ทิ้งให้เรียวยืนยิ้มกว้างเอามือลูบแก้มที่นาธานฝากรอยไว้อย่างฝันๆ อย่างนี้แปลว่านาธานก็มีใจให้เขาเหมือนกันใช่มั้ยเนี่ย

“เรียว นายจะยืนยิ้มอีกนานมั้ยเนี่ย” เสียงเร็นดังขึ้นข้างตัวเล่นเอาเรียวตื่นจากภวังค์

“อะ...เอ่อ” เรียวยังเบลอๆ อยู่เลยไม่รู้จะตอบว่าอะไร

“แหม แค่โดนหอมแก้มแค่เนี้ย เอ๋อไปเลยเหรอ นายนี่มันอ่อนหัดจริงนะ” เร็นแหย่พี่ชาย

“น้อยๆหน่อย เจ้าตัวยุ่ง นายยังติดชั้นเรื่องเชนอยู่นะ” เรียวได้สติ เลยย้อนเร็นเข้าให้

“อะไร ไม่เห็นรู้เรื่องเลย รีบไปเหอะพ่อกับแม่รอนานแล้ว มัวแต่สวีตกันอยู่นั่นแหละ” เร็นทำไม่รู้ไม่ชี้แถมยังแซวเรียวซะอีก แล้ววิ่งหนีกลับไปที่รถทันที

“ฝากไว้ก่อนเหอะ เจ้าเร็น” เรียวบ่นแล้วก็เดินตามเร็นไปไปที่รถที่ครอบครัวเขารออยู่...

####




Chapter 2

“นาธานยังไม่นอนใช่มั้ยลูก” เสียงซาร่าถามมาจากประตูห้องนอนของเด็กหนุ่ม

“ยังฮะ เข้ามาสิฮะแม่” นาธานบอก ลุกจากข้างหน้าต่างมานั่งที่เตียง

ซาร่าเดินมานั่งข้างๆ แล้วจับมือของนาธานมากุมไว้ “ลูกมีอะไรจะถามแม่ใช่มั้ย?” ซาร่าถอนใจยาว “เรื่องพ่อของลูกที่ลูกอยากรู้มานานแล้ว”

“ผมรู้แล้วฮะ” นาธานบอกเสียงเครียด

“รู้แล้ว!! ลูกรู้ได้ยังไง” ซาร่าถามอย่างตกใจ

“ผมเห็นแม่ออกไปกับผู้ชายคนหนึ่ง ผมสังหรณ์ใจแปลก ๆ ตั้งแต่เห็นผู้ชายคนนั้น ผมก็เลยตามแม่ออกไป แล้วก็ได้ยินเรื่องทั้งหมด” นาธานสบตาผู้เป็นแม่ ดวงตาสีเขียวสดคลอไปด้วยน้ำตา “เขาทำเรื่องเลว ๆ กับแม่ ทำให้แม่เสียใจมากเลยใช่มั้ยฮะ”

ซาร่าน้ำตาไหลพราก “แม่ขอโทษที่ไม่บอกลูกเร็วกว่านี้ วันนี้แม่จะเล่าให้ลูกกับโจฟังทุกอย่าง” เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้งไป

โจเคาะประตูแล้วเดินเข้ามา สองแม่ลูกเงยหน้าขึ้นมองโจที่ลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้าซาร่า แล้วยิ้มให้เธออย่างให้กำลังใจ “คุณแน่ใจนะว่าคุณพร้อมจะเล่าแล้ว”

ซาร่ายิ้มตอบรอยยิ้มอบอุ่นนั้น “ไม่เคยพร้อมเท่านี้เลยค่ะ ชั้นอยากให้คุณฟังชั้นเล่าให้จบโดยไม่ขัดจังหวะตกลงมั้ยคะ” เมื่อสามีและลูกพยักหน้า เธอก็เริ่มเล่าอดีตที่เจ็บปวดให้ผู้เป็นที่รักทั้งสองฟัง

“ชั้นเจอกับเขา มาร์คัส แมคนีล ตอนอายุ 15 มาร์คอายุ 22 ในงานศพของพ่อแม่ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ แล้วก็ตกหลุมรักเขาตั้งแต่ตอนนั้น หลังจากงานศพชั้นก็มีเงินเหลืออยู่แค่นิดหน่อย ครอบครัวแมคนีลเป็นญาติเพียงกลุ่มเดียวที่ชั้นมี คุณลุงคุณป้าสงสารเลยรับชั้นไปอุปการะ ชั้นก็เลยเข้าไปอยู่ในบ้านแมคนีลตั้งแต่นั้น มันเป็นช่วงเวลาที่ชั้นมีความสุขมากเพราะมาร์คบอกว่าเขารักชั้นเช่นกัน แล้วเราก็เลยมีความสัมพันธ์กัน เขาบอกชั้นมากมายเกี่ยวกับความฝันและอนาคตของเราสองคน แต่หนึ่งปีให้หลังคุณลุงคุณป้าก็เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตก ทิ้งมรดกทั้งหมดไว้ให้มาร์ค ตั้งแต่นั้นเขาก็เปลี่ยนไป มันยากที่จะดูแลบริษัทด้วยตัวคนเดียวทั้งที่เขายังไม่มีประสบการณ์และอายุยังน้อย เขาจึงเริ่มหาผู้ที่จะมาสนับสนุน แล้วเขาก็เลือกลอเรนที่เป็นลูกสาวของผู้ถือหุ้นใหญ่คนหนึ่งของบริษัท เขาบอกชั้นว่าเขาจำเป็นต้องแต่งงานกับเธอเพื่อบริษัทแต่เขาจะรักแต่ชั้นเท่านั้น และชั้นก็โง่พอที่จะหลงเชื่อ ตอนนั้นชั้นเหมือนหูหนวกตาบอด เชื่อเขาทุกอย่าง ทำทุกอย่างที่เขาบอกให้ทำ เรายังคงมีความสัมพันธ์กันแม้ว่าเขาจะแต่งงานแล้ว และลอเรนก็รู้ดีถึงความสัมพันธ์ของเรา จนกระทั่งชั้นท้องนาธาน ลอเรนจึงยื่นคำขาดให้มาร์คจัดการให้เด็ดขาด เขาเลยบังคับให้ชั้นแต่งงานกับคนของเขาคนหนึ่งคือเดรค โคดี้ ชั้นจำเป็นต้องทำตามเพราะถ้าไม่ทำ เขาจะให้ชั้นทำแท้ง” ซาร่าสะอื้นออกมาอย่าสุดกลั้นหลังจากที่เล่ามายืดยาว

นาธานร้องไห้เบา ๆ สงสารแม่จับใจ เขาโผเข้ากอดซาร่าเอาไว้แน่น โจที่นั่งฟังอย่างสงบแต่สายตาของเขาครุกรุ่นด้วยความโกรธต่อชายคนที่ทำความเจ็บปวดให้คนรัก เอื้อมมือมากุมมือซาร่าอย่างให้กำลังใจ ซาร่าถอนสะอื้นเงยหน้าขึ้นยิ้มให้โจอย่างขอบคุณ พลางยกมือข้างที่ว่างลูบหัวนาธานเบา ๆ แล้วเริ่มเล่าต่อ

“ชั้นเหมือนตื่นจากความฝันที่เขาสร้างขึ้นล้อมรอบตัวชั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยรักชั้นเลย ชั้นเสียใจที่สุดในชีวิตจนเกือบคิดสั้นตั้งหลายครั้ง แต่ชั้นมีลูกที่ยังต้องห่วง ในที่สุดชั้นก็ยอมแต่งงานกับเดรค เขาเป็นคนดีมาก เขาดีกับชั้นทุกอย่างเพราะสงสาร เราอยู่ด้วยกันเหมือนเพื่อนมากกว่า หลังจากแต่งงานชั้นก็ตัดขาดจากมาร์คอย่างเด็ดขาด ชั้นไม่เคยพบเขาอีกเลย สิบปีต่อมาเดรคก็จากไป ชั้นไม่คิดจะมีใครอีกจนได้พบกับคุณนั่นเหละค่ะ” ซาร่ารู้สึกโล่งใจอย่างที่สุดที่ได้เล่าทุกอย่างให้พวกเขาฟัง เธอเงียบไปอย่างรอคอย

“เขามาที่นี่วันนี้ใช่มั้ย” โจทำลายความเงียบขึ้น

“ใช่ค่ะ ชั้นไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้มาพบชั้นอีกหลังจากที่เรื่องมันผ่านมาเป็นสิบปีแล้ว” ซาร่ากล่าวด้วยความกังวลใจ

“ถ้าคุณบอกผมก่อนหน้านี้ ผมคงได้ฆ่ามันแล้ววันนี้” โจกล่าวเสียงกร้าว ตาวาววับด้วยความโกรธ “มันไม่มีความเป็นลูกผู้ชายเอาซะเลย บัดซบที่สุด!!” เขาลุกขึ้นแล้วดึงซาร่ามากอดไว้ “พระเจ้า ผมน่าจะได้พบคุณก่อนหน้านี้ ผมอยากจะอยู่กับคุณตอนนั้น ผมจะได้ปกป้องคุณจากมัน” เขากล่าวอย่างดุเดือดด้วยแรงอารมณ์

ซาร่ากอดตอบแน่นพลางซบหน้าลงกับอกกว้างของชายหนุ่ม “ปล่อยมันผ่านไปเถอะค่ะ อย่างที่ชั้นทำมาแล้ว มีเรื่องอื่นที่ชั้นกังวลมากกว่า”

โจกระชับอ้อมกอดขึ้น “เรื่องอะไร? ที่รัก”

ซาร่าเงยหน้าขึ้นสบตาชายที่เธอรักเขาอย่างแท้จริง “นาธานค่ะ”

ผู้ใหญ่ทั้งสองหันมามองเด็กหนุ่มที่นั่งมองพวกเขาตาแป๋ว ดวงตาสีเขียวฉายแววเศร้าสร้อย ซาร่าผละจากโจมานั่งข้าง ๆ นาธานแล้วดึงเขามากอดไว้ หันมาสบตาชายหนุ่มอีกครั้ง

“มาร์คบอกชั้นว่าเขาต้องการตัวนาธาน”

โจเดินมานั่งอีกข้างของนาธาน ยกมือจับไหล่ของเด็กหนุ่ม “ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้นนะนาธาน” เขาสบตานาธาน แล้วมองเลยไปสบตากับซาร่า แล้วกลับที่นาธานอีกครั้ง “ชั้นให้สัญญากับพวกเธอทั้งสองคนได้เลยว่า จะไม่อะไรหรือใครจะพรากพวกเธอไปจากชั้นได้ ชั้นจะปกป้องพวกเธอจากคนเลวคนนั้นด้วยทุกวิธีที่ชั้นรู้จักพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ชั้นจะไม่มีวันให้ไอ้เจ้าคนชั่วนั่นแตะต้องพวกเธอเด็ดขาด” โจพูดช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ขอบคุณมากค่ะ ที่รัก” ซาร่ายิ้มทั้งน้ำตา จะดีแค่ไหนนะถ้าเธอเจอกับโจก่อน แทนที่จะเป็นมาร์ค เธอคงได้รู้จักกับความรักและความสุขแทนที่จะเป็นความทุกข์แสนสาหัสอย่างที่เธอได้เจอมา

“ขอบคุณครับ ลุงโจ” นาธานยิ้มแล้วโผเข้ากอดโจ

ชายหนุ่มกอดตอบพลางลูบหัวนาธานเบา ๆ “เราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ยังจะเรียกลุงโจอีกเหรอ?”

นาธานผละจากอ้อมกอดของโจ สบตาเขาอย่างค้นหา “ผม...ได้เหรอฮะ” เขาหันไปหาซาร่า

ซาร่ายิ้มให้อย่างอ่อนโยนแล้วพยักหน้า นาธานหันกลับมาหาโจ แล้วยิ้มอย่างดีใจที่สุดในชีวิต

“คะ...คุณพ่อ..” นาธานเอ่ยเบา ๆ

คำนี้มีความหมายต่อเขาเหลือเกิน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาคนที่เขาเรียกว่าพ่อนั้นไม่เคยให้ความรู้สึกว่าเป็นพ่อซักครั้ง แต่กับโจแล้ว คำที่เขาเอ่ยออกมาทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เหมือนหลุมในใจเขาถูกถมจนเต็ม

“อ้าว ทำหน้าดีใจขนาดนั้นแล้วร้องไห้ทำไมล่ะเนี่ย ดูสิหมดหล่อหมดเลย” โจเองรู้ว่านาธานต้องการสิ่งนี้มากขนาดไหน

นาธานปาดน้ำตาทิ้งแล้วหัวเราะ “ก็มันดีใจนี่ฮะ”

“เอาล่ะเราพักเรื่องนี้ไว้ก่อนวันนี้ ยกให้เป็นหน้าที่ของผมนะซาร่า” โจบอกกับภรรยา “ไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้วนะนาธาน ชั้นจะจัดการเรื่องนี้เอง ตกลงมั้ย” โจลูบหัวนาธานอย่างอ่อนโยน

“ตกลงฮะ”

“งั้นพวกเราก็ไปพักผ่อนกันเถอะ ที่รัก” เขาดึงซาร่าให้ลุกขึ้น

“ราตรีสวัสดิ์ฮะ คุณพ่อ คุณแม่”

ซาร่าก้มลงจูบหน้าผากนาธานเบาๆ “ราตรีสวัสดิ์ลูกรัก” แล้วจูงมือโจเดินออกจากห้องไป “ฝันดีนะนาธาน” โจหันมาบอกก่อนปิดประตู

ใช่ ฝันดี นาธานยังคงยิ้มค้างอยู่พลางล้มตัวลงนอน วันนี้อาจจะเป็นวันที่เขามีความสุขที่สุดในชีวิต 15ปีที่ผ่านมาเขารู้สึกเหมือนบางอย่างในชีวิตขาดหายไปแต่ขณะนี้ เวลานี้เขาไม่รู้สึกอย่างนั้นอีกแล้ว และเขาก็ภาวนาก่อนที่เขาจะม่อยหลับไป ให้ความสุขที่เขาได้รับตอนนี้คงอยู่กับเขาตลอดไป...

“พ่อมาอังกฤษทำไมกันแน่” เชนถามขึ้นขณะที่นั่งรถกลับโรงแรม ผู้เป็นพ่อหันมามองลูกชายด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะหันกลับไปมองวิวนอกหน้าต่างตามเดิม เชนขมวดคิ้วมากขึ้น “ไม่ใช่แค่มาดูบริษัทสาขาเท่านั้นใช่มั้ยฮะ” เชนถามอย่างหยั่งเชิง จ้องพ่อตัวเองเขม็ง

ผู้เป็นพ่อเหยียดยิ้มน้อยๆ “ชั้นรู้ว่าแกฉลาดและช่างสังเกต ไหนแกบอกชั้นสิว่าแกรู้อะไร”

“อย่าเปลี่ยนเรื่องสิฮะพ่อ ผมรู้ว่าพ่อไม่เสียเวลาไปงานปาร์ตี้นั่นหรอก ถ้ามันไม่มีอะไรที่น่าสนใจ”

มีเสียงหัวเราะหึ หึ ดังมาเข้าหู เชนเลิกคิ้วนี่พ่อเขามีอารมณ์ขันด้วยเหรอ

“แกเหมือนชั้นมากกว่าที่แกจะรู้เชน และถึงแกจะเดาถูกแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องอะไรของแก” มาร์คกล่าวเสียงเรียบ

“ใช่แน่ๆ ถ้าเรื่องที่ผมคิดไว้มันเป็นเรื่องจริง” เชนกล่าวเสียงกร้าวอย่างไม่ยอมแพ้ “พ่อสนใจใครบางคนที่งานนั่น ถ้าจะพูดให้ตรงก็คือแม่ลูกเจ้าของงานนั่นใช่มั้ยฮะ”

“ชั้นรู้อยู่แล้วว่าแกต้องสงสัย” มาร์คเหยียดยิ้มอีกครั้ง “แกคงรู้อีกล่ะสิว่าทำไม”

“นาธานเป็นน้องชายผม” เชนกล่าวอย่างแน่ใจแล้วตอนนี้

“ใช่ เขาเป็นลูกของชั้นและผู้หญิงคนนั้นก็เป็นของชั้นเหมือนกัน” มาร์คพูดอย่างเฉยชา “และอะไรที่เป็นของชั้น ชั้นจะไม่มีวันให้มันตกไปอยู่ในมือของคนอื่น”

น้ำเสียงเย็นเยียบที่เชนได้ยินทำให้เขารู้สึกขนลุก เขารู้ดีว่าพ่อของเขาเป็นเช่นไร “แต่เขาแต่งงานไปแล้วนะฮะ พ่อไม่ควรทำอะไรที่จะเป็นการทำลายครอบครัวของคนอื่น” เชนพยายามชี้ให้พ่อเขาเห็นเหตุผล

“แกคิดจะสอนชั้นงั้นเหรอ เจ้าเด็กน้อย” มาร์คหันมามองเชนตาวาว “อย่าลืมสิว่าแกเป็นลูกของชั้น”

เชนสู้ตาพ่อไม่ยอมหลบ “แต่มันไม่ถูกต้องนะฮะ เมื่อพวกเขามีความสุขไปแล้ว พ่อก็ควรปล่อยเขาไป เท่าที่ผมคาดการณ์ เรื่องนี้มันเกิดขึ้นก่อนผมเกิดซะอีก ผมไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างระหว่างผู้หญิงคนนั้นกับพ่อ แต่ผมคิดว่าถ้าเขาเลือกที่จะอยู่กับผู้ชายคนนั้น พ่อก็ควรวางมือจากพวกเขาซะ”

“ใช่ แกไม่รู้ ไม่รู้อะไรเลยจริงๆ” มาร์คพูดเสียงกร้าว “อย่ามายุ่งกับเรื่องนี้เชน”

เชนหรี่ตามองผู้เป็นพ่ออย่างสงสัย เพราะพ่อของเขามักจะไม่แสดงความรู้สึกใดๆออกมาให้คนอื่นได้รู้ แต่เรื่องของผู้หญิงคนนี้กลับทำให้พ่อของเขาแสดงอารมณ์ออกมามากกว่าที่เป็นตามปกติ หรือว่าเธอจะมีความหมายต่อพ่อเขามากกว่าที่เขารู้ บางทีพ่อเขาอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้ว่าเธอมีความหมายกับตัวเองขนาดไหน “พ่อต้องการตัวนาธานหรือแม่ของเขากันแน่”

เหมือนคำถามนี้จี้ใจดำมาร์คอย่างจัง เขาหันควับมามองหน้าเชนทันที ดวงตาสีเขียววาววับ มีความรู้สึกหลากหลายฉายออกมา ความโกรธ ความเจ็บปวด รู้สึกผิด แค่แวบเดียวเท่านั้น แต่เขาก็ยังมองเห็นมันได้ เชนรู้สึกทั้งแปลกใจและตกใจ พ่อเขายังมีความรู้สึกเหล่านี้หลงเหลืออยู่อีกเหรอเนี่ย

“แกเหมือนชั้นมากเกินไปเชน” มาร์คพูดเสียงเย็น “แกเก่งมากที่มองเห็นมัน ใช่ นาธานเป็นเพียงคนที่จะทำให้ชั้นได้ในสิ่งที่ต้องการ” แววตาของมาร์คกลับสู่ความเย็นชาตามเดิม “รู้สึกว่าแกจะอยากปกป้องพวกเขาเหลือเกินนะ”

“ผมอาจจะทำอย่างนั้นก็ได้” เชนพูดอย่างท้าทาย

“แล้วชั้นจะคอยดู” มาร์คโต้กลับ “แกเลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว และชั้นขอเตือนว่าอย่ามายุ่งเรื่องของชั้น” เขาตัดบทแล้วหันไปมองวิวนอกหน้าต่างตามเดิม

เชนจึงเงียบไป เขารู้ว่าไม่มีประโยชน์ใดๆที่จะพูดกับพ่อของเขาตอนนี้ เขารู้ว่าถ้าพ่อตัดสินใจจะทำอะไรแล้วก็ไม่มีใครมาห้ามได้ ตอนนี้ตัวเขาคงต้องใจเย็นๆและคอยสืบให้รู้ว่าพ่อเขาคิดจะทำยังไงกับสองแม่ลูกนั่น พ่อเขาพูดถูกเรื่องที่เขาอยากปกป้องโดยเฉพาะนาธานแค่ได้เห็นหน้าเขาก็รู้สึกถึงความอบอุ่นบางอย่างที่แผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจ สิ่งที่เขาโหยหามันมาตลอด ความผูกพันของคนที่เป็นครอบครัวเดียวกัน สิ่งที่เขาไม่เคยได้รับจากผู้เป็นพ่อ

เชนถอนใจเบาๆอย่างน้อยวันนี้เขาก็มีเรื่องให้ยิ้มให้หัวเราะมากกว่าทุกวันที่ผ่านมา นอกจากดีใจที่ได้พบน้องชายที่เขาไม่เคยรู้ว่ามีแล้ว ยังได้พบกับเร็น หนุ่มน้อยจอมร้ายกาจที่มีรอยยิ้มของนางฟ้า นี่เขาคงต้องใจเร็นเข้าจริงๆซะแล้วมั้งเพราะป่านนี้เขายังรู้สึกถึงรอยจูบแสนหวานจากริมฝีปากบางๆนั้นอยู่เลย

สามวันต่อมา

R R R R….

“ฮัลโหล บ้านมอริสครับ” เรียวตอบรับ

“นั่นเรียวใช่มั้ย ชั้นเชนนะ”

“เชนเหรอ เฮ้เป็นไงมั่ง นายได้เบอร์บ้านชั้นมาได้ไง” เรียวถามอย่างยินดีที่ได้ยินเสียงเพื่อนใหม่

“ความสามารถพิเศษน่ะ เอ่อ ขอพูดกับเร็นหน่อยได้เปล่า” เชนอยากได้ยินเสียงเร็นใจจะขาด

“ฮะ ฮะ กะแล้วเชียว เดี๋ยวนะนายนั่นช่วยแม่ทำกับข้าวอยู่” เรียวหัวเราะ

“หา! อย่างเร็นเนี่ยนะทำกับข้าว” เชนไม่อยากเชื่อ

“ใช่ดิ หมอนั่นเก่งนา ทำอร่อยไม่แพ้แม่เลยล่ะ เดี๋ยวชั้นเรียกให้นะ” เรียวบอกแล้วพักสายไว้เดินไปเรียกน้องชาย “เร็น โทรศัพท์นายแนะ”

เร็นโผล่มาจากครัว “ใครอ่ะ คุยตั้งนาน”

“อยากรู้ก็มารับดิ” เรียวทำหน้ามีเลศนัย แล้วเดินไปนั่งทำไม่รู้ไม่ชี้ที่โซฟาใกล้ๆ

เร็นทำหน้าสงสัยพลางรับโทรศัพท์ “เร็นครับ”

“ไงนางฟ้า กำลังคิดถึงชั้นอยู่รึเปล่าเอ่ย” เชนส่งเสียงออดอ้อนมาตามสาย

“ช...เชน!! เจ้าบ้าใครเขาคิดถึงนายกัน แล้วนายไปเอาเบอร์ชั้นมาจากไหน” เร็นรู้สึกหน้าร้อนซู่ขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงชายหนุ่ม ทำไมเขาต้องดีใจขนาดนี้ด้วยนะ แล้วส่งสายตาค้อนเรียววงใหญ่ จนเรียวหัวเราะก๊าก

“ไม่สำคัญหรอกว่าชั้นได้มาได้ไง ที่สำคัญน่ะชั้นได้มาแล้ว ชั้นคิดถึงนายนะเร็น” เชนบอกเสียงอ่อนโยน จนทำให้เร็นหน้าแดงแปร๊ด

“บ้า! พูดอยู่ได้หน้าไม่อาย มีอะไรก็ว่ามาสิ” เร็นว่าแก้เขิน

“ฮะ ฮะ ก็ได้ พรุ่งนี้นายว่างรึเปล่าล่ะ ชั้นจะชวนนายไปเที่ยว” เชนถามอย่างกระตือรือร้น

“อ๋อ อยากได้คนนำเที่ยว ทำไมไม่ไปหาที่บริษัทไกด์ล่ะ โทรมาหาชั้นทำไม” เร็นพูดอย่างแสนงอน

“ใครบอกล่ะว่าชั้นอยากได้คนนำเที่ยว ชั้นชวนนายไปเดทต่างหาก ทำงอนไปได้” เชนว่าให้

“จริงเหรอ แล้วชวนเรียวไปด้วยได้ป่ะ” เร็นแกล้งเฉไฉ

“รีบหา กขค เชียวนะ ก็ได้ชวนเรียวไปด้วยแต่นายอย่าหวังว่าจะไปแอบหลังเรียวเหมือนคราวที่แล้วนะ เรียวกับชั้นน่ะเป็นพันธมิตรกันแล้วรู้รึเปล่า” เชนรีบดักคอนายตัวร้ายไว้ก่อนจะเฉไฉไปมากกว่านี้

“รู้แล้วล่ะน่า ไม่ต้องย้ำ งั้นพรุ่งนี้สิบโมงนายมาเจอชั้นที่ร้าน Bug ตรงจัตุรัสใกล้ๆเซนต์เจมส์พาร์คแล้วกันรู้จักรึเปล่า”

“ตกลงตามที่นายว่า เดี๋ยวชั้นขอสายเรียวด้วยสิ” เชนกล่าวอย่างอารมณ์ดี

“ไม่ต้องตกลงรวมหัวกันมาแกล้งชั้นเลยนะ จับได้ล่ะน่าดู” เร็นขู่สัมทับ ก่อนค้อนโทรศัพท์อีกวงเบ้อเร่อ แล้วหันไปเรียกคู่แฝด “เขาจะพูดกับนายแน่ะ” เรียวรับสายมาพร้อมกับหัวเราะขำน้องชาย

“เชอะ เป็นพันธมิตรกันแล้วงั้นเหรอ เจ้าพี่บ้าไม่ห่วงน้องบ้างเลย” เร็นบ่นเสียงดังพร้อมทุบแขนเรียวดังปึ๊ก!! ก่อนจะเดินหนีเข้าครัวไป

“อูย มือหนักเป็นบ้าเลย” เรียวบ่นยิ้มๆพลางลูบแขนป้อยๆ “ว่าไง” เขากรอกเสียงลงไป

“รู้ทันเป็นบ้าเลยน้องของนายน่ะ” อีกฝ่ายหัวเราะมาตามสาย “พรุ่งนี้เรานัดกันไปเดทน่ะ เร็นอยากให้นายไปด้วย ชั้นก็เลยคิดว่านายน่าจะชวนนาธานไปอีกคนจะได้ครบคู่ไง”

“นายไม่บอกชั้นก็คิดไว้อยู่แล้วล่ะ แผนสูงเหมือนกันนะพี่ชาย” เรียวหัวเราะชอบใจ

“แน่นอน แต่ไมล์ก็คงไปด้วยอีกคนแหละ ไม่ว่ากันนะ” เชนถาม

“ไม่มีปัญหาหรอก งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ Bye เชน”

“Bye” เชนวางหูแล้วยิ้มอย่างยินดี เขาต้องยอมรับว่าเขาคิดถึงเร็นจริงๆ เขาไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย พรุ่งนี้แล้วสินะที่จะได้เจอกันอีกครั้ง

วันรุ่งขึ้น ที่ร้าน Bug ตรงจัตุรัส 9 : 50 am

“เมื่อไหร่จะมาซักทีนะ” เร็นยกนาฬิกาขึ้นดูเป็นรอบที่สามแล้วบ่นอย่างหงุดหงิด

เรียวนั่งมองน้องชายอย่างขบขัน “นายจะหงุดหงิดไปทำไม ยังไม่สิบโมงซักหน่อย นาธานเองก็ยังไม่มาเลย”

เร็นหันมาค้อนควับ “ก็อยากนัดเขามา ก็น่าจะมารอก่อนสิ คอยดูนะมาเมื่อไหร่จะว่าให้หูชาเลยเชียว”

“ให้มันจริงเหอะ” เรียวหัวเราะเบาๆ

“ขอโทษทีที่มาช้า หวัดดีเรียว เร็น” นาธานบอกปนหอบแล้วยิ้มให้อย่างสดใส

“หวัดดีนาธาน นั่งก่อนสิ” เร็นยิ้มให้แล้วก็กลับไปทำแก้มป่องเหมือนเดิม

นาธานนั่งลงแล้วมองเร็นอย่างสงสัย หันหน้ามาก็พบว่าเรียวจ้องเขาอยู่แล้ว ดวงตาสีเขียวสบกับตาสีน้ำตาลเข้มเกือบดำของเรียว เขารู้สึกว่ามีสีสันผุดขึ้นที่แก้มทันควัน แต่ก็ไม่อาจหลบสายตาอบอุ่นของเรียวไปได้

เรียวเห็นแก้มของนาธานที่เป็นสีชมพูจากการรีบเดินมาหาพวกเขา เปลี่ยนเป็นสีแดงก็ยิ้มกว้างอย่างดีใจ “เหนื่อยมั้ยนาธาน ความจริงไม่ต้องรีบก็ได้ ยังไม่สิบโมงเลย”

นาธานหลบตาเรียวอย่างเขินๆ “ก็ชั้นไม่อยากให้พวกนายรอนี่นา” แล้วกระซิบถามเรียวเบาๆ “เร็นเขาเป็นอะไรไปเหรอ” เรียวกระซิบตอบ “ก็เชนยังไม่มาน่ะสิ”

“อย่ามากระซิบกระซาบกันนะ” เร็นว่าอย่างงอนๆ “นี่นาธานก็เข้าพวกกับพวกนี้ด้วยเหรอ” แล้วก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

“โธ่เอ๊ยเร็น ชั้นไม่เป็นพวกใครทั้งนั้นแหละ อย่างอนเลยน่าเดี๋ยวเชนก็มาแล้วล่ะ” นาธานรีบโอ๋เร็นตามเคย (หลงกลนายตัวร้ายอีกแล้ว)

“เลิกบ่นได้แล้วเร็น นู่นน่ะหันไปซิ” เรียวชี้ไปด้านหลังของเร็น

เร็นหันขวับไปทันที แล้วมองคนที่เดินมาอย่างตะลึง ทำไมวันนี้เชนดูดีกว่าที่เขาจำได้ล่ะเนี่ย หนุ่มน้อยมองชายหนุ่มไล่ไปตั้งแต่กางเกงยีนส์กระชับตัวสีดำ เสื้อคอเต่าสีเทาเข้มกับแจ็คเก็ตหนังสีดำ ช่วยขับเน้นให้ดวงตาสีเขียวดุจมรกตโดดเด่นขึ้นมาจากดวงหน้าที่ประดับรอยยิ้มเฉี่ยวๆนั่น ก้าวย่างที่มั่งคงและดวงตาที่มองตรงมาที่เขา ตรึงให้เขามองสบตาด้วยอย่างไม่อาจหลบไปได้ ตลอดทางที่เดินมาเชนทำให้ผู้หญิงทั้งสาวและไม่สาวมองตามกันจนเหลียวหลัง

“ไง ชั้นไม่ได้สายใช่มั้ย” เชนทักทุกคนทันทีที่มาถึง “หวัดดีเร็น” เชนแอบยิ้มในใจ ทำตาโตแบบนี้สงสัยจะทึ่งในความหล่อของเรามาก “รอชั้นไม่นานใช่มั้ย”

“อะ เอ่อ ไม่นานหรอก” เร็นตอบตะกุกตะกัก แก้มเป็นเป็นสีชมพูซ่านขึ้นมาทันที หลบตาเชนด้วยความเขิน

“ไหนบอกว่าจะว่าให้หูชาเลยไง” เรียวแซวเบาๆ แล้วหันไปหัวเราะหึ หึ กับนาธาน

“อะ จริงด้วย นี่เชนคราวหน้าถ้านายเป็นคนชวนอีก นายต้องมาก่อนเวลา 15 นาทีเป็นอย่างน้อยรู้มั้ย นายต้องเป็นคนมารอไม่ใช่พวกชั้น” เหมือนเร็นจะฟื้นคืนชีพ พอนึกได้ก็รีบใส่เชนเป็นชุดๆ

“ครับผม ท่านนายพล” เชนทำท่าตะเบะ เรียกรอยยิ้มหวานจ๋อยจากเร็นได้ทันที

“ดีมาก หัดเชื่อฟังชั้นไว้ก็ดีแล้ว” เร็นเชิดใส่อย่างไว้ฟอร์ม

“หวัดดีครับทุกคน” ไมล์ส่งเสียงทัก กลัวว่าคนอื่นๆจะลืมเขาซะก่อน

“หวัดดีไมล์” เรียวกับนาธานทักตอบ

“นี่พาผู้คุมมาด้วยเหรอ” เร็นแกล้งถาม

ไมล์ก็ได้แต่อมยิ้มตอบอย่างใจเย็น จนเร็นทำหน้าไม่ถูกเพราะแหย่ไม่ขึ้น

“โกรธใครเป็นมั่งรึเปล่าเนี่ย” เร็นบ่นอุบอิบ

“สบายดีเหรอนาธาน” เชนทักน้องชาย เพราะนาธานดูยิ้มแย้มสดใสขึ้นกว่าที่เจอคราวก่อนมาก

“ดีมากเลย นายล่ะ”

“ดีที่สุด” เชนบอกพร้อมกับยิ้มกว้าง “เราจะไปไหนกันดีล่ะ”

“แล้วนายอยากไปไหนล่ะ” เรียวถาม

“ชั้นอยากเห็น Big Ben น่ะ” นาธานกล่าวขึ้น

“งั้นก็ไปที่ Big Ben ก่อน” เรียวรีบสนับสนุน

“แหม หมั่นไส้” เร็นว่าเบาๆทำแก้มป่องใส่เรียว

“เอางี้ พวกเราไปถ่ายรูปที่ Big Ben กันก่อนแล้วกัน จากนั้นพวกนายก็นำไปเลย ไปไหนชั้นก็ไปด้วยอยู่แล้ว” เชนบอกพร้อมส่งยิ้มกระชากใจให้เร็นจนเจ้าตัวเผลอยิ้มตอบ

“งั้นก็ได้ เอาล่ะไปกันเลย ดูแลน้องชั้นด้วยนะ” แล้วเรียวก็จูงมือนาธานเดินนำไปทันที

“อะไรเล่า มายกให้ง่ายๆงี้เลยเหรอ เจ้าเรียวบ้า” เร็นว่าตามหลังแล้วทำแก้มป่อง

“เอาน่า เดินกับชั้นก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ อย่าทำแก้มป่องสิเดี๋ยวไม่น่ารักนะ” แล้วเชนก็จูงมือเร็นเดินตามไปบ้างไม่ให้น้อยหน้าอีกคู่ ไมล์เดินตามหลังไม่ห่างมากนัก

“ใครบอกนายเล่า ชั้นทำอะไรก็น่ารักทั้งนั้นแหละ” เร็นยังไม่ยอมแพ้ “ไม่ต้องจูงก็ได้ ชั้นเดินเองเป็น” แล้วก็พยายามดึงมือออกจากมือใหญ่ แต่ดึงไม่ออก “ใช่ นายน่ารักเสมอแหละชั้นถึงต้องจับไว้แบบนี้ไง ไม่งั้นคนอื่นจะคว้าตัวนายไปซะก่อน” เชนก้มมากระซิบใกล้ๆเล่นเอาเร็นเขินหน้าแดง เชนกระชับมือน้อยที่จับอยู่แน่นขึ้น เร็นเงยหน้าขึ้นสบตากับร่างสูง ก็พบสายตาจริงจังที่มองสบเขาอยู่ ทำให้เขารู้สึกอบอุ่บวาบเข้าไปถึงหัวใจ ไม่เคยมีใครมองเขาด้วยแววตาแบบนี้มาก่อนเลย เร็นประสานมือกับเชนแล้วหลบตาด้วยความเขิน “รีบตามเรียวไปกันเหอะ” เชนยิ้มดีใจในสิ่งที่เร็น แสดงออกกับเขา เร็นจะรู้ไหมนะว่าเขาดีใจแค่ไหน

ไมล์มองเพื่อนกับเร็นอย่างยินดี นี่เชนรู้ตัวรึเปล่านะว่าเขาเอาใจใส่และสนใจเป็นห่วงเป็นใยเร็นมากขนาดไหน เขาไม่เคยเห็นเชนเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย ก็ใช่ว่าเชนจะไม่มีคนอื่นเข้ามาใกล้ชิดนะแต่เชนไม่เคยให้ความสำคัญกับใคร จนเชนเองก็กลัวว่าตัวเขาจะเป็นเหมือนพ่อที่ไม่รู้จักที่จะรักคนอื่นนอกจากตัวเอง นั่นคือสิ่งที่เชนกลัวที่สุด แต่เร็นก็ช่วยให้เชนไม่เป็นอย่างนั้น ตัวเขาก็ได้แต่หวังว่าคงไม่เกิดอะไรขึ้นจนทำให้เชนกลับไปเป็นอย่างเดิมอีก

เมื่อทั้งห้าคนมาถึง Big Ben ก็ลงมือถ่ายรูปกันอย่างจุใจ โดยมีไมล์เป็นตากล้องเป็นส่วนใหญ่ ทั้งสี่โพสท่าถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนแถวนั้น

“ดูคนนั้นสิเธอ หล่อเป็นบ้าเลยดารารึเปล่าน่ะ” เสียงสาวคนหนึ่งพูดขึ้น “บ้า! พูดซะดังเชียว เดี๋ยวแฟนเขาก็ได้ยินหรอก” อีกคนว่า “นั่นมันผู้ชายนะยะ” สาวคนเดิมพูด “แหม สวีตกันขนาดนั้นทำไมจะไม่ใช่ ดูดิเหมาะกันจะตาย” อีกคนชี้ให้เห็น “ใช่ๆ น่าอิจฉาจังเลย” คนอื่นๆในกลุ่มพากันถอนหายใจ “ดูอีกคู่สิ หน้าสวยพอกันเลย” สาวอีกคนชี้ให้ดูคู่ของเรียวกับนาธาน “คู่นี้ก็เหมาะกัน น่ารักทั้งคู่เลย” แล้วสาวๆกลุ่มนั้นก็ส่งเสียงวี๊ดว๊ายเบาๆ เมื่อเชนกับไมล์เดินเข้ามาหา

“ขอโทษนะครับ ช่วยถ่ายรูปพวกเราให้หน่อยได้มั้ยครับ” เชนกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้มบาดใจเล่นเอาทั้งกลุ่มแทบจะระทวย “ของผมด้วยนะครับ” ไมล์บอกบ้างพร้อมกับยิ้มตามแบบฉบับ สาวๆก็ตะลึงไม่แพ้กัน แหมก็ไมล์น่ะใช่ว่าจะขี้เหร่ซะเมื่อไหร่ แม้ว่าจะไม่หล่อเท่าเชน แต่ด้วยความสูงพอๆกัน รูปร่างเหมือนนักกีฬาเพราะฝึกศิลปการป้องกันตัวทุกรูปแบบ ผมสีน้ำตาลอ่อนแกมทอง ตาสีฟ้าใสที่ฉายแววอบอุ่นอยู่เป็นนิจกับรอยยิ้มมีเสน่ห์ที่ประดับบนใบหน้าอยู่เสมอ ก็ทำให้สาวๆหลงไหลได้เหมือนกันนะ

“ด...ได้สิคะ” แล้วรับกล้องมาอย่างฝันๆ พอถ่ายรูปเสร็จ เชนกับไมล์ก็มาเอากล้องคืน “ขอบคุณมากเลยนะครับ” ไมล์กล่าวแล้วยิ้มให้อีกครั้ง “ขอบคุณครับ แหมสาวอังกฤษนี่ใจดีจัง” แล้วทั้งคู่ก็เดินกลับมาสมทบกับคนอื่น เชนหัวเราะชอบใจที่มีเสียงกรี๊ดกร๊าดตามหลังมา

“ป๊อปปูล่าเหลือเกินนะ” เร็นว่าด้วยความหมั่นไส้จ้องเชนตาเขียวปั๊ดแล้วเดินหนีไป

“ดูสิเร็นงอนไปนู่นแล้ว ชั้นไปตามก่อนนะ” นาธานบอกแล้วรีบเดินตามเร็นไป

“เฮ้อ แล้วจะให้ชั้นทำยังไงกับหน้าตัวเองเล่า” เชนหัวเราะไปบ่นไป

“ซื้อไอศครีมไปง้อสิ หมอนั่นชอบไอศครีมช็อกโกแลตเป็นชีวิตจิตใจเลย” เรียวแนะนำ

“งั้นก็ไปกันเลย” เชนบอกแล้วรีบลากเรียวกับไมล์ไปซื้อของโปรดของหวานใจทันที

“เร็น รอด้วยสิ เร็น” นาธานคว้าแขนร่างบางไว้ได้ก่อนจะหายไป “จะเดินหนีไปไหนน่ะ” เร็นหยุดเดินทำหน้างอ “นายก็เห็นนี่ ระริกระรี้อะไรขนาดนั้น เห็นแล้วหมั่นไส้” แล้วก็ทำปากยื่นอย่างไม่พอใจ

“ไม่เอาน่า อย่าทำแบบนี้สิ ดูซิไม่น่ารักเลยนะ” นาธานส่ายหน้าขำๆ “เชนเขาไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย ออกจะเอาอกเอาใจนายจะตายไป แถมยังมองแต่นายคนเดียวด้วยนะ” นาธานบอก

“จริงเหรอ” เร็นถามอย่างไม่ค่อยจะแน่ใจ

“จริงสิ ชั้นไม่หลอกนายหรอก”

“ก็มันอดไม่ได้นี่ ชั้นไม่เคยเป็นแบบนี้เลยนะนาธาน” เร็นบอกพลางถอนใจ “หมอนั่นเป็นคนแรกเลยที่ทำให้ชั้นเป็นแบบนี้ แค่เห็นเขายิ้มให้คนอื่นชั้นก็...ก็” เร็นอึกอัก “หึง” นาธานต่อให้ “ใช่ คงงั้นแหละ” เร็นพูดเขินๆ

“ชั้นเจอหมอนั่นไม่นานด้วยซ้ำ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้นะ” เร็นถามเหมือนจะพูดกับตัวเองมากกว่าอยากรู้คำตอบ

“ไม่แปลกหรอกเร็น” นาธานยิ้มให้อย่างอ่อนโยน “ชั้นก็รู้สึกว่ารู้จักเรียวมานานแล้วทั้งที่เพิ่งจะพบเขาเหมือนกัน ชั้นเคยปิดกั้นตัวเองไม่ยอมผูกพันกับใคร จนมาพบเรียวนั่นแหละ เหมือนเขาเปิดโลกใหม่ให้ชั้น ชั้นไว้ใจเขาอย่างที่ไม่เคยไว้ใจใครมาก่อนเลยล่ะ”

เร็นฟังที่นาธานบอกแล้วยิ้มกว้าง “นายชอบเรียวล่ะสิ” นาธานยิ้มเขินๆแล้วพยักหน้า “ใช่ อย่าเพิ่งบอกเรียวนะ”

“ได้อยู่แล้ว รับรองไม่บอกหรอก ปล่อยให้ไม่รู้นั่นแหละดี อยากเข้าพวกกันดีนัก” เร็นยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วยักคิ้วให้ นาธานหัวเราะได้แต่ส่ายหน้าในความร้ายกาจของเร็น

“มาทำอะไรแถวนี้จ๊ะคนสวย” เสียงห้าวๆถามขึ้นด้านหลังของนาธาน

สองหนุ่ม(สวย) หันควับไปทันที ผู้ชายท่าทางเหมือนอันธพาลสามคนยืนอยู่พลางมองเร็นกับนาธานอย่างโลมเลีย “ไปเที่ยวกับพวกพี่ดีกว่าน้อง”

นาธานมองพวกมันอย่างเย็นชาแต่ก็เตรียมตัวบู๊เต็มที่ “ขอโทษ ผมไม่คิดว่าจะเคยรู้จักพวกคุณ” หันไปดึงมือเร็นเพื่อเดินหนี “ไปกันเถอะเร็น”

แต่พวกอันธพาลทั้งสามขยับมาขวางทางไว้ “จะรีบไปไหนเล่า โอ้โห ผู้ชายเหรอเนี่ยหน้าสวยกว่าผู้หญิงอีก แบบนี้พี่ก็ไม่เกี่ยงหรอกนะ” เจ้าหัวโจกพูดขึ้น อีกสองคนหัวเราะชอบใจ

“ชั้นว่าพวกแกหลบไปดีกว่าถ้าไม่อยากเจ็บตัว” เร็นพูดเสียงกร้าว

“โอ้ ดุซะด้วย ดีแบบนี้พวกพี่ชอบ” เจ้าหัวโจกพูดแล้วพวกมันก็ย่างสามขุมเข้าหาพลางแสยะยิ้มอย่างน่าเกลียดที่สุด สองหนุ่มหันหลังชนกันพร้อมตั้งท่าสู้

เจ้าหัวโจกคว้าหมับเข้าที่แขนของนาธาน แล้วมันก็ต้องร้องจ๊ากเพราะถูกนาธานบิดแขนของมันไขว้หลังด้วยความรวดเร็ว แล้วนาธานก็ถีบมันจนหัวคมำหน้าทิ่มพื้นไป อีกคนพยายามเข้าไปจับตัวเร็นก็โดนเตะเข้าที่กล่องดวงใจจนหน้าเขียวลงไปกองกับพื้น อีกคนเข้าไปรัดนาธานจากด้านหลังก็ถูกนาธานศอกกลับเข้าที่ท้องจนตัวโยนแล้วนาธานก็บิดแขนมันกลับหลังคว่ำหน้ามันลงกับพื้นแล้วเอาเข่ากดไว้อย่างแรงจนมันร้องจ๊าก

“นาย O.K. นะนาธาน” เร็นถามมองนาธานด้วยความทึ่ง เห็นบอบบางอย่างนี้แต่เก่งชะมัด

“สบายมากแค่นี้น่ะเด็กๆ” นาธานบอกยิ้มๆ แต่เหลือบไปเห็นการเคลื่อนไหวด้านหลังเร็น “เร็นระวัง!!!”

เจ้าคนที่ถูกเร็นเตะฟื้นตัวขึ้นมาแล้วมารวบตัวเร็นไว้จากด้านหลัง เร็นดิ้นสุดชีวิต “ปล่อยชั้นนะ ปล่อยเซ่ ไอ้พวกหมาหมู่” นาธานรีบลุกขึ้นจะเข้าไปช่วยเร็น แต่เจ้าหัวโจกมาขวางทางไว้ก่อน พร้อมกับมีดวาววับในมือ “พูดกันดีๆไม่รู้เรื่อง อย่างนี้คงต้องสั่งสอนกันหน่อยแล้วมั้ง” พร้อมกันนั้นเจ้าคนที่นาธานกดเอาไว้กับพื้นก็ลุกขึ้นมาสมทบกันพลางสะบัดแขนเร่าๆ “แรงเยอะเป็นบ้า เจ็บแบบนี้คงต้องเอาคืนให้คุ้มหน่อยแล้วล่ะลูกพี่”

นาธานเริ่มตั้งท่าเตรียมสู้ ตาก็เหลือบมองเร็นด้วยความเป็นห่วง นี่เขาจะสู้พวกมันได้มั้ยเนี่ย

“มาสนุกทางนี้ดีกว่ามั้งพวก” เสียง***มเกรียมดังขึ้นด้านหลัง เจ้าวายร้ายทั้งสองหันไปแล้วก็ต้องเห็นดาวล้มตึงทันทีเพราะโดนหมัดลุ่นๆของทั้งเรียวและไมล์ ไมล์เตะมีดในมือเจ้าหัวโจกทิ้งแล้วยืนคุมเชิง ส่วนเรียวก็กระชากวายร้ายอีกคนมาอัดทันที แล้วส่งมันลงไปกองกับลูกพี่มันตามเดิม หนุ่มน้อยยืนหอบหายใจด้วยความโมโห

เร็นรู้สึกว่าแรงกอดรัดหายไปกะทันหันจนเขาแทบล้ม หันไปก็เห็นเจ้าคนที่รัดเขาเมื่อกี้นี้โดนเชนจิกหัวเอาไว้แล้วอัดเข่าเข้าที่ท้องหลายทีจนมันทรุดลงไป เชนสะบัดขาเตะก้านคอจนมันน็อคไปเลย แล้วก้มลงมองเจ้าคนที่โดนอัดด้วยสายตาเหมือนจะฆ่ามันซะเดี๋ยวนั้น

เชนหันมาเห็นเร็นยืนตัวแข็งมองเขาอยู่จึงรีบเดินมาหาพร้อมกับพยายามข่มความโกรธลง พอถึงตัวก็จับบ่าเร็นไว้ทั้งสองข้าง “นายไม่เป็นไรนะ พวกมันทำร้ายนายตรงไหนรึเปล่าฮึ” เขามองสำรวจไปทั่วตัวเร็นเมื่อไม่เห็นบาดแผลก็ถอนใจยาวด้วยความโล่งใจ เร็นเงยหน้ามองคนถามช้าๆ ดวงตาใสแจ๋วสีดำสนิทสบตาสีเขียวที่ฉายแววห่วงใยอย่างดีใจ “ชั้นรู้ว่านายต้องมา” เร็นพูดเบาๆ เชนดึงเร็นเข้ามากอดแน่นแล้วโยกร่างบอบบางเบาๆ “ชั้นก็ต้องมาอยู่แล้วน่ะสิ ตอนที่เห็นนายถูกจับอยู่น่ะ ชั้นแทบจะบ้าตายกลัวนายจะเป็นอันตราย” เชนลูบหัวร่างบางที่ซบอยู่กับอกกว้างของตัวเองอย่างนุ่มนวล เร็นกอดตอบรัดแผ่นหลังแข็งแรงไว้แน่นเช่นเดียวกัน เขารู้สึกถึงความอบอุ่น ปลอดภัยเมื่ออยู่ในอ้อมกอดแข็งแกร่งนี้จนไม่อยากจะผละไปไหนเลย

หลังจากอัดเจ้าวายร้ายอย่างหนำใจแล้วเรียวก็วิ่งไปกอดนาธานไว้อย่างแรงจนเขาต้องนิ่วหน้า “อย่าทำให้ชั้นตกใจแบบนี้อีกนะ ชั้นหัวใจจะวายรู้มั้ย”

นาธานยิ้มแล้วกอดตอบ “คราวหน้าถ้าจะมีบู๊กันอีก ชั้นจะเรียกนายเป็นคนแรกเลย ดีมั้ย”

เรียวผละออกมาต่างคนต่างสบตากันและกันแล้วก็หัวเราะออกมา เรียวซบหน้าผากกับหน้าผากนาธานเบาๆแล้วถอนใจดังเฮือก “ชั้นเป็นห่วงนายที่สุดเลยรู้มั้ย” นาธานยิ้มตอบ “รู้สิ ชั้นรู้ ขอบคุณนะเรียว”

“อะแฮ่ม” เสียงกระแอมของไมล์ดังขึ้น ทั้งสี่คนเงยหน้าขึ้นมามองเป็นตาเดียว “ชั้นว่าเราเผ่นจากตรงนี้กันก่อนดีมั้ย” ไมล์ยิ้มกว้าง “ชั้นยังไม่อยากเป็นดาราจำเป็น”

ทั้งสี่หันมองรอบๆก็เห็นว่าฝรั่งมุงชักจะเยอะแล้ว เรียวจับมือนาธานเผ่นไปก่อนเป็นคู่แรก เร็นหัวเราะแล้วจับมือเชนวิ่งตามไปทันที ไมล์ส่ายหน้า เฮ้อ จะสวีตกันไม่ดูเวล่ำเวลากับสถานการณ์รอบข้างซะบ้างเลย แล้วรีบเผ่นตามไปเหมือนกัน

หลังจากวิ่งมาไกลพอสมควรแล้วทั้งห้าคนก็หยุดพัก ต่างคนต่างก็ยิ้มแย้มหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

“นายเก่งจังเลยนะนาธาน หัดมานานรึยัง ไอคิโด้ใช่มั้ย” ไมล์ถามอย่างอยากรู้ตามประสาผู้มีวิชา

“ใช่ ก็นานแล้วล่ะ ตั้งแต่ชั้นเจ็ดขวบได้มั้ง” นาธานตอบ

“โห มิน่าถึงได้เก่งขนาดนี้ เอาไว้สอนชั้นบ้างสิ” เร็นพูดอย่างกระตือรือร้น

“ได้สิ เอาไว้ว่างๆชั้นจะสอนให้” นาธานหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“แล้วตกลงเราจะไปเที่ยวต่อมั้ย” เรียวถาม

“ไปสิ แต่ว่าหาอะไรรองท้องก่อนดีมะ นี่มันก็จะเที่ยงแล้ว อีกอย่างออกแรงทีไรชั้นท้องว่างทุกที” เชนบอกปนหัวเราะพลางเอามือลูบท้อง

“นายจะเลี้ยงรึเปล่าล่ะ” เร็นถามพลางเลิกคิ้วอย่างยียวน

“เลี้ยงก็ได้ ความจริงชั้นซื้อไอศครีมช็อกโกแลตมาให้นายด้วยน้าเมื่อกี้นี้น่ะ แต่ต้องทิ้งไปก่อนตอนเข้าไปช่วยนาย” เชนบอก

“จริงเหรอ ว๊าแย่จังกำลังอยากกินพอดีเลย” เร็นบ่นด้วยความเสียดาย “งั้นนายเลี้ยงไอศครีมช็อกโกแลตชั้นด้วยนะ น๊าเชนนะ” ร่างบางกอดแขนออดอ้อนเต็มที่ ก็ของโปรดนี่นา

“ก็ได้ ก็ได้ แต่ต้องมีอะไรแลกเปลี่ยนด้วยนะ” เชนยิ้มเจ้าเล่ห์

“อะไรล่ะ” เร็นถามตาเป็นประกาย เชนหัวเราะเสียงดัง “แล้วชั้นจะบอก แต่ตอนนี้ชั้นหิวจริงๆแล้วล่ะ”

“งั้นก็ไปกันเลยสิ เร็วๆเข้า” เร็นรีบลากเชนที่หัวเราะร่วนไปด้วยความรวดเร็ว

“ยังงี้ทุกทีเลยเจ้าเร็น เจอของโปรดเป็นไม่ได้” เรียวส่ายหน้าแล้วหัวเราะ

“รีบตามไปเหอะ เดี๋ยวเร็นก็งอนอีกหรอก” นาธานหัวเราะบ้าง

“เข้าแก๊ปเจ้าเชนเลยนะเนี่ย น้องนายมีหวังโดนตามใจจนเหลิงแน่” ไมล์บอก “ตามไปเร็ว หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ เร็นนี่ไวจริงๆเลย” แล้วทั้งสามก็เดินแกมวิ่งตามเร็นกับเชนไป

หลังจากกินอาหารกลางวันกันอย่างเอร็ดอร่อย ตบท้ายด้วยไอศครีมช็อกโกแลตของโปรดของเร็นแล้ว หนุ่มๆทั้งห้าก็เคลื่อนขบวนไปชมพระราชวังเซนต์เจมส์ พระวิหารเวสมินส์เตอร์ แล้วปิดท้ายด้วยบริติสมิวเซียม กว่าจะออกมาก็เป็นเวลาเย็นมากแล้ว

“เย็นนี้พวกนายไปกินข้าวเย็นที่บ้านชั้นนะ ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด” เรียวกล่าวขึ้น

“นั่นสิ ตอนกลางวันเชนก็เลี้ยงแล้ว เพราะฉะนั้นห้ามปฏิเสธ” เร็นพูดบ้าง

“ได้สิ ชั้นน่ะอยากไปบ้านนายอยู่แล้ว” เชนยิ้มกริ่มอย่างสมใจที่ได้ไปบ้านเร็น

“ชั้นก็อยากเจออาเคนกับอารินะเหมือนกัน” นาธานบอก

“งั้นก็ไปกันเลย” เรียวบอกอย่างร่าเริง

ขณะที่หนุ่มๆทั้งห้าเตรียมตัวจะกลับไปที่บ้านมอริส ไมล์ก็สะกิดแขนเพื่อนรัก เชนหันมาสบตาไมล์ก็รู้ว่าเพื่อนเขาจะพูดอะไร เขารู้ว่าไมล์ก็รู้สึกเหมือนเขาว่ามีคนสะกดรอยตามพวกเขาตั้งแต่ออกมาจากร้านอาหารแล้ว และเขามั่นใจว่ามันเป็นฝีมือของพ่อเขาเอง เขาส่ายหน้าทีหนึ่ง ไมล์พยักหน้าเข้าใจว่าเชนไม่อยากให้เขาพูดอะไรตอนนี้ เขาหันไปดูอย่าระวัง ไม่ว่าพ่อของเชนคิดจะทำอะไรเขาก็ขออย่าให้เป็นเรื่องที่ทำให้เชนกับพ่อต้องขัดแย้งกันเลย เขาได้แต่ภาวนาในใจ เพราะสังหรณ์ว่าความขัดแย้งที่เขากลัวกำลังก่อตัวขึ้นแล้ว

“กลับมาแล้วฮะ” เรียวส่งเสียงบอก “แม่ฮะ อยู่ไหนฮะ”

“กลับมาแล้วเหรอลูก” รินะเดินลงบันไดมาในชุดราตรียาวสีแดงเพลิงพลางยิ้มหวาน

“โอ้โห!! แม่สวยจังเลย” เร็นทักแล้ววิ่งมากอดแม่ รินะหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ยอแม่อีกแล้ว แต่ก็จริงนะ ถ้าแม่ไม่สวยขนาดนี้ พ่อของลูกคงไม่หลงแม่จนไม่ยอมมองใครแน่ๆ” แล้วยิ้มตอบลูกคนเล็กด้วยรอยยิ้มร้ายกาจ

เชนอมยิ้มมองสองแม่ลูก เร็นเหมือนแม่นี่เอง มิน่าล่ะท่าทางอ่อนหวานแบบนี้บทจะร้ายคงร้ายน่าดู แล้วเชนก็หัวเราะหึ หึอยู่ในคอจนไมล์หันมาเลิกคิ้วมองด้วยความสงสัย

“แม่ฮะ เราพาเพื่อนมาด้วยฮะ” เรียวบอก

“ยินดีต้อนรับจ้ะเด็กๆ ตามสบายนะจ๊ะ” รินะยิ้มให้

“สวัสดีครับ” ทุกคนกล่าวทักทาย

“แม่จะไปไหนฮะ หนีเที่ยวรึเปล่าเอ่ย แล้วพ่อไปไหนฮะ” เร็นรัวคำถามเป็นชุด รินะหัวเราะพลางลูบหัวลูกคนเล็กอย่างเอ็นดู “พ่ออาบน้ำอยู่ข้างบนน่ะ แม่จะออกไปกับพ่องานเลี้ยงอะไรซักอย่างนี่แหละ แล้วอย่างแม่น่ะไม่ต้องหนีเที่ยวหรอกนะ ลูกก็รู้ว่าพ่อลูกตามใจแม่แค่ไหน”

“ใครจะหนีเที่ยวเหรอ ที่รัก” เคนที่เดินลงมาจากชั้นบนถามขึ้น “ผมได้ยินไม่ถนัด”

“ก็พวกเราไงคะที่หนีไปเที่ยว” รินะหันไปยิ้มให้

“จริงของคุณ พาเพื่อนมาก็ดีแล้ว ลูกจะได้ไม่เหงาเพราะพ่อกับแม่คงกลับดึกน่ะ” เคนบอก

“แม่ไม่ได้ทำมื้อเย็นไว้นะลูก เร็นโชว์ฝีมือแล้วกันนะ” รินะบอก

“ไปกันเถอะที่รัก ตามสบายนะเด็กๆ” เคนบอกแล้วพารินะออกไป

“งั้นชั้นไปดูในครัวก่อนนะ” เร็นบอกทุกคน “ชั้นไปช่วย” นาธานพูดแล้วก็พากันเดินเข้าครัวไป

“ตามสบายนะ ดื่มอะไรก่อนมั้ยเดี๋ยวชั้นไปเอาให้” เรียวถาม

“เอาสิ” เชนตอบ เรียวก็เลยเดินเข้าครัวเพื่อไปเอาน้ำอัดลมให้สองหนุ่ม

ชายหนุ่มทั้งสองทรุดตัวลงนั่งที่โซฟา

“นายจะเอายังไง” ไมล์ถามขึ้น เชนทำหน้ายุ่งยากใจก่อนจะตอบ “พ่อเริ่มเคลื่อนไหวเร็วจริงๆ แต่ชั้นยังไม่รู้เลยว่าพ่อเจตนาจะทำอะไรกันแน่ ตอนนี้นายกับชั้นต้องเปิดหูตาให้กว้างเข้าไว้ ชั้นแน่ใจว่าพ่อจะไม่ลงมือทำอะไรก่อนที่จะมั่นใจว่าจะได้สิ่งที่ต้องการแน่ๆ”

“นายไม่คิดว่าท่านจะมีจุดมุ่งหมายที่ตัวนาธานแน่นะ”

“ไม่...ไม่แน่ พ่ออาจต้องการตัวนาธานหรือไม่ก็ทั้งสองคน” เชนตอบแล้วถอนใจ

“นั่นเหมือนไม่ใช่ท่านเลย” ไมล์แย้ง

“ใช่อย่างที่ชั้นบอกนายนั่นแหละ แม่ของนาธานอาจเป็นผู้หญิงคนเดียวที่พ่อชั้นรักก็ได้ แต่เขาไม่ยอมรับหรอกแม้แต่กับตัวเอง” เชนพูดเสียงเรียบแต่มีแววกังวลในน้ำเสียง

“ดูนายกังวลเรื่องนี้มากเลยนะ” ไมล์พูดเหมือนเป็นการบอกเล่ามากกว่าถาม

“ชั้นรู้ ปฏิกิริยาของชั้นแปลกกว่าทุกทีใช่มั้ย ชั้นระวังมากเรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่น แต่กับนาธาน...ไม่รู้สิตั้งแต่ชั้นรู้ว่าเขาเป็นน้องของชั้น ชั้นก็อยากปกป้องเขา ไม่อยากเห็นเขาต้องเศร้าหรือเสียใจอีก” เชนระบายความในใจให้เพื่อนฟัง

“ชั้นดีใจที่นายเป็นแบบนี้ ดีกว่าเมื่อก่อนที่นายมักจะทำเย็นชากับคนอื่น” ไมล์บอกพร้อมยิ้มให้อย่างจริงใจ

“ยกเว้นนาย” เชนยิ้มตอบ

“ใช่ และชั้นดีใจที่เป็นยังงั้น”

“คุยอะไรกันอยู่ เอ้านี่น้ำ” เรียวถามอย่างสงสัย

“ก็เรื่องโน้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง เออ แล้วเร็นจะทำอะไรเป็นอาหารเย็นของเราล่ะ” เชนตอบแล้วถามกลับ

“พาสต้ากับสลัด” เรียวตอบพร้อมกับยิ้มกว้าง “เขาบอกว่าต้องทำเยอะๆเพราะพวกนายกินจุมาก ดูจากเมื่อมื้อกลางวันเพราะฉะนั้นต้องกินที่เขาทำให้หมดไม่งั้น เขาจะไม่ทำให้กินอีก”

“สงสัยจะแย่แล้วแฮะ” ไมล์หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“ไม่หรอกน่า ว่าแต่กินได้แน่นะเรียว” เชนถาม แอบกลืนน้ำลายลงคอ

“ฮะ ฮะ ยิ่งกว่ากินได้อีก หมอนั่นฝีมือดีนะรับรองว่าอร่อยแน่ๆ” เรียวขำที่เชนกับไมล์ทำหน้าไม่ค่อยเชื่อ

หลังจากที่ชายหนุ่มทั้งสามนั่งคุยกันได้ซักพัก ก็มีกลิ่นหอมๆโชยออกมาจากครัว

“อืม กลิ่นหอมใช้ได้แฮะ แบบนี้คงกินได้แน่ๆ” เชนกล่าวขึ้นเบาๆ

“เป็นไงหอมใช่ม๊า เร็นเขาทำสุดฝีมือเลยนะ สงสัยอยากให้ใครบางคนประทับใจ” นาธานเดินยิ้มออกมาจากครัวในชุดผ้ากันเปื้อนที่เรียวมองแล้วยิ้มกว้าง ‘น่ารักไปอีกแบบแฮะ’ “ไปทานกันได้แล้วล่ะ” นาธานบอก

แล้วทุกคนก็พากันเดินไปที่ห้องทานข้าว เชนมองไปที่โต๊ะด้วยความทึ่ง เพราะทุกอย่างดูน่ากินไปหมด ไม่ว่าจะเป็นสลัด พาสต้า และขนมปังกระเทียมก็พากันส่งกลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอ

“เป็นไงน่ากินใช่มั้ยล่ะ” เรียวถามมาจากด้านหลัง

“ไม่อยากเชื่อเลยนะเนี่ย เร็นเก่งจัง” เชนบอกเร็นที่ยืนยิ้มอย่างภูมิใจในฝีมือตนเอง “ก็แน่ล่ะสิ ชั้นเป็นกุ๊กมือสองของบ้านนี่” เร็นบอกอย่างไว้ฟอร์ม

“งั้นลงมือกันเลยเป็นไง ชั้นว่าท้องชั้นร้องตั้งแต่ได้กลิ่นแล้วนะเนี่ย” ไมล์บอกพร้อมลูบท้องตัวเองประกอบ

“งั้นก็นั่งกันเลย” เรียวบอกปนหัวเราะ

ทุกคนต่างจับจองที่นั่งของตัวเอง พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ก็พูดขึ้นมาพร้อมกัน “ทานล่ะครับ”

ห้าหนุ่มทานอาหารมื้อนั้นอย่างเอร็ดอร่อย เชนกับไมล์เติมใหม่ถึงสามรอบเล่นเอาเร็นยิ้มไม่หุบ อาหารที่เร็นทำซะเยอะแยะก็กะจะแกล้งเชนนั่นแหละ อันตรธานหายไปในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เรียวกับนาธานสบตากันอย่างขบขันที่เห็นเชนกับไมล์ทำท่าสบายๆหลังจากโซ้ยแหลกจนหมด ทำให้เร็นมองค้อนอย่างหมั่นไส้ที่แผนการ(ร้าย)ไม่ได้ผล

“พวกนายมีกี่กระเพาะกันเนี่ย ถึงกินกันจุขนาดเนี้ยฮะ” เร็นถามแกมหมั่นไส้

เชนกินน้ำจนหมดแก้วก่อนจะตอบ “เฮ้อ! อิ่มจัง ก็ใครอยากให้นายทำอร่อยระดับกุ๊กห้าดาวอย่างงี้ล่ะ ถ้ามาบ้านนายบ่อยๆมีหวังชั้นอ้วนแน่” เชนยิ้มล้อเลียน

“ใครอนุญาตให้นายมาบ่อยๆกัน ยังไม่ได้บอกซักหน่อย” เร็นสะบัดหน้าหนีพร้อมทำเสียงเชอะในคอ

“แหม พอปากว่างก็เริ่มเลยนะ พวกนายนี่” เรียวหัวเราะขำเพื่อนกับน้อง “เอาล่ะ พวกนายไปได้แล้ว เดี๋ยวเรื่องล้างจานชั้นจัดการเอง” เรียวบอกพร้อมลุกขึ้น

“ชั้นช่วยมั้ย” นาธานเสนอตัว เรียวยิ้มกว้างอย่างยินดี “เอาสิ”

“งั้นชั้น...” ไมล์พูดค้างอยู่แค่นั้นเพราะสบตาพิฆาตของเรียว “เอ่อ...ชั้นไปรอห้องรับแขกดีกว่า” ไมล์บอกพลางกลั้นยิ้มสุดชีวิต ‘แค่นี้ก็ต้องทำตาดุด้วยว่าจะช่วยซักหน่อย เจ้าเรียวคงอยากอยู่สองต่อสองล่ะสิ’ ไมล์มองเรียวที นาธานทีพลางส่ายหน้าขำๆแล้วก็เดินออกไป

เชนขยับจะช่วยเก็บจาน เรียวก็ห้ามไว้ “ไม่ต้องหรอกเชน ชั้นสองคนก็พอ ไปสิเร็นทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีหน่อยนะ” เรียวสำทับ “ทำมื้อเย็นให้กินแล้วยังไม่ดีอีกเหรอ” เร็นถามกลับอย่างยียวน เรียวไม่ตอบแต่ทำตาดุใส่ “ก็ได้ๆ ไม่ต้องถลึงตาใส่ชั้นหรอกน่ะ” เร็นบ่นแล้วหันหลังเดินออกไป เชนหันมายิ้มให้เรียว เสียงใสๆก็ดังมาจากประตูห้อง “ออกมาซักทีสิ เดี๋ยวเรียวก็ว่าชั้นอีกหรอก” สามหนุ่มหัวเราะ เชนยักไหล่แล้วเดินออกจากห้องอาหารตามเร็นไป

“ตั้งแต่เจอกับนาย เรียวก็ดุชั้นตลอดเลย เพราะนายคนเดียว” เร็นต่อว่าหนุ่มหล่อตัวต้นเหตุทันทีที่เชนเดินมาทัน

“เรียวเขาเป็นผู้ใหญ่กว่านายเยอะนี่” เชนหยอกกลับ เร็นหันควับมาเล่นงานทันที “อ๋อ นี่นายหาว่าชั้นเป็นเด็กงั้นล่ะสิ ใช่สิชั้นมันเด็กเอาแต่ใจตัวเอง ต่อไปนี้อย่ามายุ่งกับชั้นนะ” เร็นทำท่าจะเดินหนีแต่เชนจับต้นแขนเขาทั้งสองข้างไว้ดึงเข้ามาเผชิญหน้ากัน “เร็น นายเป็นอะไรไปน่ะ ชั้นไม่ได้ตั้งใจจะหมายความแบบนั้นนะ”

“ปล่อยชั้นนะ” เร็นพูดเสียงแข็ง

“ไม่ปล่อยจนกว่านายจะพูดให้รู้เรื่อง” เชนบอกเสียงเข้ม มองหน้าเร็นอย่างค้นหา “นายหงุดหงิดเรื่องอะไรไหนบอกชั้นสิ” เชนถามด้วยเสียงที่อ่อนลง

เร็นนิ่งเงียบเหมือนจะค้นหาคำตอบในใจตัวเอง นี่เขาเป็นอะไรไปนะ

“หรือว่านายเกลียดชั้น” เชนถามถามเสียงเบาโหวงเพราะกลัวว่าเร็นจะตอบแบบนั้น

เร็นเงยหน้าขึ้นทันควัน “เกลียด!! อะไรกัน ทำไมนายถามยังงั้นล่ะ”

“นายอาจไม่พอใจที่เรียวมักจะเข้าข้างชั้นมากกว่านายก็ได้ หรือบางทีชั้นอาจจะยุ่งกับครอบครัวนายมากเกินไป หรือว่า...” เชนพูดไม่จบเพราะเร็นเอามือมาปิดปากเขาไว้ซะก่อน

“ห้ามพูด ห้ามคิดอย่างงี้อีกนะ” เร็นทำตาดุใส่ สบตาชายหนุ่มนิ่งนานแล้วถอนใจเบาๆ “ชั้นขอโทษ ชั้นแค่... เอ่อ...ชั้นกำลังสับสน ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน” เร็นพูดอย่างรู้สึกผิดที่พาลใส่เชน

เชนจูบฝ่ามือน้อยที่ปิดปากเขาอยู่เบาๆ เร็นสะดุ้งจะชักมือกลับก็ถูกชายหนุ่มจับข้อมือไว้แล้วฝังจูบที่กลางฝ่ามืออีกครั้งและอีกครั้งอย่างอ่อนหวาน เชนจับมือน้อยแนบกับแก้มตัวเอง ความร้อนเหมือนก่อตัวขึ้นรอบตัวคนทั้งสอง เร็นรู้สึกว่าตัวเขาแดงตั้งแต่ตีนผมจรดปลายเท้าทีเดียว “ชั้นก็เหมือนกันเร็น ชั้นไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อนเลย ชั้นไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องเป็นนาย นายคนเดียวเท่านั้น” ชายหนุ่มกล่าวเสียงแหบพร่า “ไปที่ห้องรับแขกเถอะ ชั้นมีอะไรจะคุยกับนาย” เชนสบตากันเร็นแล้วรีบเมินหน้าไปทางอื่นก่อนกระแอมออกมาเบา “อย่ามองชั้นแบบนั้นสิ ชั้นอุตส่าห์ห้ามใจตัวเองได้แล้วนะ เดี๋ยวก็ตบะแตกกันพอดี” ด้วยมือใหญ่ที่ไม่ละไปจากมือน้อยที่จับอยู่ เชนก็จูงเร็นเดินออกไปโดยไม่หันมามองหนุ่มน้อยที่เดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตามหลังมาอย่างว่าง่ายแม้แต่น้อย (กลัวอดใจไม่ไหว อิ อิ)

หลังจากช่วยกันเก็บจานเข้ามาในครัวแล้วเอาเข้าเครื่องล้างจานแล้ว สองหนุ่มก็ยืนคุยกันต่อ

“นายกับแม่เป็นไงมั่ง หลังจากวันนั้นน่ะ” เรียวถามอย่างเป็นห่วง

“แม่เล่าเรื่องทั้งหมดให้ชั้นกับคุณพ่อ เอ่อ...ลุงโจฟังหลังงานปาร์ตี้นั่นแหละ แม่คงจะกลัวมากเลยถึงจะไม่พูดออกมาก็เถอะ” นาธานถอนใจเบาๆ “ชั้นก็รู้สึกกลัวเหมือนกัน ถึงแม้คุณพ่อจะบอกให้ชั้นไม่ต้องกังวลก็ตามที”

เรียวยิ้ม “นายเรียกลุงโจว่าพ่อ นี่แสดงว่านายยอมรับแล้วสิว่าพวกนายเป็นครอบครัวเดียวกัน”

“ใช่แล้ว ชั้นมีความสุขมากเลยนะเรียว ชั้นไม่รู้สึกอ้างว้างอีกต่อไปแล้วล่ะ”

เรียวมองใบหน้าด้านข้างของนาธานอย่างหลงใหล ดวงตาสีเขียวสดเป็นประกายสุกใสด้วยความสุขราวกลับทุ่งหญ้าหลังฝน จมูกโด่งเชิดนิดๆบอกถึงความดื้อดึงที่เจ้าตัวไม่ค่อยแสดงออก ริมฝีปากอิ่มสีกุหลาบที่เขาอยากสัมผัสอีกครั้ง มือหนึ่งยกขึ้นไล้แก้มเนียนใสเบาๆอย่างพลั้งเผลอ “ชั้นดีใจนะที่เห็นนายมีความสุข” เขาพูดเสียงพร่า

นาธานหันมาสบตาเรียว มองลึกลงไปในดวงตาสีช็อกโกแลตล้ำลึกดั่งถูกสะกด ไม่มีใครเคยมองเขาด้วยแววตาจริงใจและมีความหมายแบบนี้มาก่อนเลย เขารู้สึกว่ามีความอบอุ่นห่อหุ้มอยู่รอบตัว โอบรัดหัวใจของเขาให้ผูกพันกับเรียวอย่างลึกซึ้ง “เรียว...ชั้น...” เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่เรียวแตะนิ้วชี้ที่ปากของเขาซะก่อน “นายยังไม่ต้องพูดอะไรตอนนี้หรอก นายรับรู้ความรู้สึกของชั้นใช่มั้ย” เรียวพูดอย่างอ่อนโยน นาธานพยักหน้ารับ “ชั้นมันเป็นคนตรงๆนะนาธาน ถ้าชั้นบอกนายว่าชั้นชอบนาย ชั้นก็หมายความตามนั้นทุกคำพูด ขอให้เชื่อเถอะว่าชั้นจะไม่มีวันโกหกนาย”

เรียวสบตานาธาน ขณะที่เขาพูดทุกคำเพื่อยืนยันถึงความจริงใจ “ชั้นชอบนายนาธาน ชั้นไม่สนถึงแม้เราจะเป็นผู้ชายเหมือนกัน ถึงแม้ว่านายจะแก่กว่าชั้นสามปี ชั้นแค่ชอบนายเท่านั้น”

คำพูดทุกคำของเรียวสั่นคลอนหัวใจของนาธานอย่างรุนแรง เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีความรู้สึกแบบนี้อยู่บนโลก มันทำให้เขาซาบซึ้ง พูดอะไรไม่ออก รู้สึกเหมือนเข่าจะอ่อนขึ้นมาเฉยๆ เขาไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองร้องไห้จนกระทั่งเรียวใช้ปลายนิ้วเกลี่ยน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน

“เรียว...” คำเดียวเท่านั้นที่เขาสามารถเปล่งมันออกมาได้ เขาโผเข้ากอดเรียวเอาไว้เหมือนเป็นสิ่งสุดท้ายในโลกที่เขาจะยึดเหนี่ยวไว้ได้ ไม่น่าเชื่อเลยว่าอ้อมกอดของเรียวที่ตัวไม่ได้ใหญ่กว่าเขาซักเท่าไหร่ จะให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างมหาศาล เขารู้สึกปลอดภัย สงบและเป็นที่รักเหลือเกินในอ้อมกอดนี้

“นายยังไม่ต้องตอบรับความรู้สึกของชั้นตอนนี้หรอก แค่นายรับรู้มันก็พอ ถ้าวันไหนที่นายรู้สึกว่านายไม่มีใคร ชั้นอยากให้นายรู้ว่าชั้นจะอยู่ตรงนี้เพื่อนายเสมอ” เรียวบอกเสียงอ่อนโยนพลางกอดและลูบผมนุ่มๆอย่างแสนรัก

นาธานกอดเรียวแน่นขึ้นพลางพยักหน้ากับบ่าของชายหนุ่ม เรียวยิ้มน้อยๆ แค่ได้กอดนาธานไว้แบบนี้เขาก็มีความสุขอย่างที่สุดแล้ว เขาอยากให้เวลาแห่งความสุขเหล่านี้ดำเนินไปชั่วนิรันดร์ ถ้ามันเป็นไปได้

ไมล์เงยหน้าขึ้นจากนิตยสารที่เขาหยิบมาอ่านฆ่าเวลา เมื่อได้ยินเสียงเดินเข้ามาที่ห้องรับแขก เขามองหน้าเพื่อนรักอย่างสงสัย เมื่อเห็นเชนพยายามตีหน้าเคร่งขรึมพลางจูงมือเร็นที่เดินอมยิ้มเหมือนสมใจอะไรซักอย่างตามมา พอมาถึงโซฟาก็กดเร็นให้นั่งที่โซฟาเดี่ยว ส่วนตัวเขาเดินเลยมานั่งข้างๆไมล์ตัวตรงแหนวพร้อมระบายลมหายใจออกมาเหมือนกลั้นไว้นาน ไมล์มองเร็นเหมือนจะถาม เร็นยักไหล่ตอบพลางจ้องเชนเขม็ง ไมล์ก็เลยหันมาจ้องเชนบ้าง เชนไม่ยอมมองใครเอาแต่จ้องไปข้างหน้าอย่างอย่างเดียว

“พวกนายจ้องชั้นทำไม” เชนถามสายตามองตรงไปที่ผนัง ไม่หันไปมองใคร (แล้วรู้ได้ไง)

“ชั้นว่าชั้นไปเดินเล่นย่อยอาหารข้างนอกดีกว่า” ไมล์บอกแล้วลุกขึ้นอย่างรู้ใจเพื่อน

“สิบห้านาทีแล้วกลับนายกลับเข้ามานะ” เชนบอกตามหลัง

“ครับผม เจ้านาย” ไมล์ส่งยิ้มล้อเลียนก่อนจะเดินออกประตูไป

“รู้ทันจริงๆเจ้านี่” เชนบ่นยิ้มๆ

“ไมล์เขาเป็นอะไรกับนายกันแน่” เร็นส่งเสียงถาม “จำได้ว่าเขาบอกว่าเป็นบอดี้การ์ดของนาย”

เชนหันมาสบตาเร็นแล้วถอนใจเบาๆพลางพิงลงไปกับพนักโซฟา “เราโตมาด้วยกัน เขาอยู่กับชั้นตั้งแต่พวกเราเจ็ดขวบได้มั้ง นี่ก็จะสิบปีแล้วล่ะ ไมล์เป็นลูกชายของบอดี้การ์ดส่วนตัวของพ่อชั้น หน้าที่เขาในอนาคตก็คือบอดี้การ์ดของชั้น แต่สำหรับชั้นไมล์เป็น ‘เพื่อนแท้’ เพียงคนเดียวที่ชั้นมี” เขาเน้นเสียงตรงคำว่าเพื่อนแท้ “เรารู้ใจกันแม้ไม่ต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูด เราต่างไว้ใจกันและกันได้ด้วยชีวิต เขาไม่เคยทิ้งชั้นยามที่ชั้นลำบากที่สุด ที่สำคัญเขาเคยช่วยชีวิตชั้นจนเกือบตายมาแล้วครั้งหนึ่งด้วยซ้ำ”

“เกือบตาย!! หมายความว่ายังไง นี่เคยมีคนคิด...ทำร้ายนายด้วยเหรอ ทำไมล่ะ” สิ่งที่เชนบอกเขาทำให้เขาตกใจมากเพราะคาดไม่ถึง

“ใช่ มันก็แค่เพราะว่าชั้นเป็นลูกพ่อเท่านั้นแหละ” เชนกระตุกยิ้มอย่าเย้ยหยัน “พ่อชั้นมีศัตรูเยอะเพราะเขาไม่เคยรู้จักคำว่าเมตตาทั้งในการทำธุรกิจและการใช้ชีวิต” เชนหันมาสบตาเร็นช้าๆ “และวันหนึ่งข้างหน้าชั้นก็อาจเป็นอย่างพ่อก็ได้”

“นายบอกเรื่องนี้กับชั้นทำไม” เร็นสบตาเชนไม่ยอมหลบ “นายกลัวจะเป็นอย่างพ่อนายเหรอ”

เชนไม่ตอบแต่ประกายตาคมกล้ากระจ่างขึ้นในดวงตาสีมรกต ความเจ็บปวดรึเปล่านะที่เขาเห็นลางๆ เหมือนเจ้าของดวงตาไม่อยากให้ใครได้เห็น ทำไมเขาถึงได้รู้สึกว่าอยากปลอบประโลม อยากจะปัดเป่าความเจ็บปวดนั่นให้มันหายไป เขาอยากกอดเชนไว้ในอ้อมกอดเล็กๆของเขา เร็นบังคับแขนให้แนบกับตัวเอาไว้เพราะท่าทางของเชนบอกว่าไม่อยากให้ใครแตะต้องตัวเขาในตอนนี้

“ใช่ ชั้นกลัวว่าวันหนึ่งชั้นจะเป็นเหมือนเขา เป็นคนที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น ไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตา ทำเพื่อตัวเองโดยไม่เกี่ยงวิธีไม่ว่ามันจะเลวร้ายแค่ไหนทำให้ใครเดือดร้อนเท่าไหร่” เชนพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันเหมือนพูดกับตัวเอง สายตาเหม่อมองไปข้างหน้า

เร็นทนแววปวดร้าวในน้ำเสียงของเชนไม่ได้จึงลุกขึ้นจากโซฟาที่นั่งอยู่มานั่งลงข้างๆชายหนุ่มแล้วจับมือของเชนมากุมไว้ “ชั้นไม่เชื่อหรอกว่านายจะเป็นอย่างนั้น นายก็ต้องเป็นนายสิ จะไปเหมือนคนอื่นได้ไงถึงแม้คนนั้นจะเป็นพ่อนายก็ตาม” เร็นกล่าวอย่างเชื่อมั่น “นายไม่มีวันเป็นแบบนั้นหรอก”

เสียงที่บอกความเชื่อมั่นในตัวเขาของเร็นแทรกเข้าไปในสมองของชายหนุ่มช้าๆ เขาหันมาสบตาสีดำสนิทของเร็นแล้วก็เหมือนถูกดึงดูดลงสู่ความลึกล้ำดุจนิลคู่นั้น ประกายแสงอ่อนโยนในดวงตาของเร็นช่างปลอบประโลมจิตใจของเขาที่เขาเคยคิดว่ามันคงจะแข็งกระด้างให้อ่อนลง แต่ไม่ ไม่ใช่อ่อนแอ ตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกเข้มแข็งขึ้น ทำให้เขารู้สึกเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง ใช่แล้ว เร็นพูดถูก เขาก็คือเขาและเขาจะไม่มีวันเป็นแบบพ่อเขาอย่างเด็ดขาด รอยยิ้มน้อยๆ ปรากฎขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาอีกครั้ง ทำให้เร็นยิ้มตอบอย่างสดใส เขาดีใจมากที่ช่วยทำให้เชนสบายใจขึ้น

“ขอบใจนะ เร็น” เชนกล่าวพร้อมกับดึงเร็นให้ยืนขึ้น แล้วจับเร็นมายืนตรงหว่างขาของตน เร็นทำตามแบบงงๆ

“นายจะทำอะไรน่ะ” เชนยิ้มตอบแล้วดึงเร็นลงมานั่งตักแล้วโอบเร็นไว้หลวมๆ

เร็นทั้งตกใจทั้งเขินเพราะไม่ทันตั้งตัว เอามือยันอกกว้างของเชนไว้ตั้งใจจะโวยใส่ชายหนุ่ม แต่พอสบตาอ่อนโยนสีเขียวสวยของเชนเข้าก็พูดไม่ออกได้แต่จ้องกันค้างอยู่แบบนั้น

“ค่าตอบแทนที่ชั้นเลี้ยงของโปรดนายไง”

“อะไรนะ ไม่เห็นจะจำได้เลย” เร็นหลบตาอย่างเขินๆ

“แต่นายสัญญาแล้วนะ” เชนกล่าวเสียงนุ่ม

เร็นหน้าแดงแปร๊ดไปถึงใบหู จนเชนหัวเราะหึ หึ นี่คิดไปถึงไหนแล้วเนี่ยเจ้าเร็น เขาเชยคางร่างบางบนตักขึ้นมาสบตากันอีกครั้ง “ชั้นแค่อยากจะกอดนายไว้เฉยๆ ก็แค่นั้นแหละ”

พอเชนพูดจบเร็นก็ทำตาปริบๆ “แค่กอดเนี่ยนะ” เร็นถามอย่างแปลกใจ

“ใช่ แค่นั้นแหละ” ชายหนุ่มตอบ ใจจริงก็อยากได้มากกว่านั้น แต่กลัวว่าเร็นจะโกรธก็เลยหักใจขอแค่นี้ก็พอ

เร็นยิ้มอย่างพอใจ แค่วันนี้วันเดียวเขาก็รู้สึกว่าเขาได้รู้จักเชนมากขึ้นมาก จากที่เคยกังวลตอนนี้ก็ไม่อีกแล้ว อีกอย่างที่เชนกล้าเปิดเผยด้านที่อ่อนแอของตัวเองให้เขาเห็นก็หมายความว่าเชนเห็นเขาเป็นคนพิเศษกว่าใคร ทำให้เร็นเป็นปลื้มซะแทบลอยทีเดียว เขารู้ว่าเชนอยากขอเขามากกว่านี้แต่คงคิดว่าเขากลัวล่ะมั้ง แต่คนอย่างเร็นน่ะเหรอจะกลัว ไม่มีทางหรอกโดยเฉพาะคนที่เขาชอบแล้วล่ะก็ ชอบ! ใช่เขาคงชอบหมอนี่จริงๆซะแล้ว แต่ไม่บอกหรอกจนกว่าเชนจะบอกเขาก่อนนั่นแหละ เพราะฉะนั้นขาก็ต้องทำให้เชนบอกเขาก่อนให้ได้ (เจ้าเล่ห์จริงๆนะจ๊ะ)

เชนนั่งมองความรู้สึกบนหน้าหวานๆตรงหน้าอย่างสงสัย ยิ้มน่ะหวานจริงแต่ไอ้แววตาเจ้าเล่ห์เนี่ยมันไม่ค่อยเข้ากันยังไงไม่รู้ แล้วทำไมเขาต้องรู้สึกเสียวหลังวาบแบบนี้ด้วยนะ

ด้วยใบหน้าที่ยังคงรอยยิ้มหวานจ๋อยอยู่ เร็นยกมือขึ้นลูบแนวกรามคมสันเบาๆ แต่เชนกลับรู้สึกร้อนวาบทันทีที่เร็นสัมผัสเขา นี่นายตัวร้ายคิดจะทำอะไรเนี่ย

“แน่ใจเหรอ ว่านายจะกอดชั้นเฉยๆ” เร็นถามเสียงสั่นเครือเล็กน้อยแต่เซ็กซี่ที่สุดในความคิดของเชน เล่นเอาเชนพูดอะไรไม่ถูกมือของเร็นไม่อยู่สุก คราวนี้ใช้อีกมือหนึ่งอ้อมไปลูบท้ายทอยแล้วแทรกเข้าไปที่ลูบไล้ปลายผมดำขลับเบาๆทำเอาเชนขนลุกเกลียว โอย เจ้าเร็นบ้าเดี๋ยวก็ตบะแตกกันพอดี คนอุตส่าห์ห้ามใจแล้วนะเฟ้ย เร็นยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ใกล้ซะจนจมูกพวกเขาแทบชนกันพร้อมกับจ้องตาชายหนุ่ม เชนรู้สึกปากแห้งผากขึ้นมาทันที เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะต้านทานเร็นได้มากแค่ไหน เขาลดสายตาลงมองริมฝีปากอิ่มสีชมพูอย่างอดใจไม่ได้ เร็นเหยียดยิ้มมุมปากพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากเหมือนจะยั่ว เชนรู้สึกว่าเส้นขีดความอดทนขาดผึงทันที อยากยั่วดีนักใช่มั้ย งั้นเขาก็ไม่เกรงใจล่ะ

เชนประกบจูบกลีบปากที่ยั่วยวนอยู่ตรงหน้าอย่างอดใจไม่อยู่ ลิ้มรสรอยยิ้มสมใจบนริมฝีปากบาง เขาขยับไปและเล็มที่มุมปากแล้วย้อนกลับมาตรงกลางอีกหนอย่างแผ่วเบา เร็นสูดหายแรง เชนรู้สึกว่าน้ำหนักมือที่กดอยู่ที่ท้ายทอยของเขาเพิ่มมากขึ้น เชนจึงกดจูบกลีบปากบางแรงขึ้นค่อยๆแตะปลายลิ้นไล้กลีบปากล่างเบาๆ เร็นเผยอริมฝีปากขึ้นเหมือนอย่างที่เขาหวัง เชนสอดลิ้นเข้าไปสัมผัสปลายลิ้นเรียวเบาๆ อย่างต้องการเรียกอาการตอบสนองของร่างในอ้อมแขน เร็นแตะปลายลิ้นสัมผัสกับลิ้นของชายหนุ่มอย่างเขินอายในตอนแรกแล้วค่อยๆตอบสนองมากขึ้น เชนครางเบาๆในลำคออย่างพึงพอใจ ความรู้สึกของการจูบครั้งนี้ เทียบไม่ได้เลยกับครั้งก่อนในสวน ทั้งสองแลกจูบกันอย่างรุนแรงขึ้น เร่าร้อนขึ้นตามความรู้สึก จนเชนคิดว่าถ้าพวกเขายังคงจูบกันต่อไป เขาคงทนไม่ได้แน่ๆ

ด้วยความตั้งใจแน่วแน่ครั้งสุดท้าย เชนค่อยๆผละออกจากกลีบปากแสนหวานของเร็นอย่าแสนเสียดาย มีเสียงครางประท้วงเบาๆจากร่างบาง เชนมองกลีบปากบางที่บวมและแดงจากการจูบของเขาแล้วต้องรีบดึงเร็นมากอดไว้แน่น พร้อมกับพยายามข่มใจให้สงบ เสียงหอบหายใจของพวกเขายังคงดังแข่งกัน เมื่อเร็นพยายามพูดขึ้น

“เชน...นาย...เอ่อ...ชั้น” เร็นพูดเสียงสั่นๆยู่กับอกกว้างของชายหนุ่ม

“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นเร็น อย่าเพิ่งพูดตอนนี้” เชนสูดหายใจอย่างแรง จนเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง “นายรู้รึเปล่าว่าทำให้ชั้นแทบคลั่งฮึ” เชนถาม

“รู้สิ ก็หัวใจนายเต้นแรงเป็นจังหวะร็อคแอนโรลอยู่ข้างหูชั้นเนี่ย ทำไมจะไม่รู้” เร็นตอบพลางแอบยิ้ม

“แล้วนายรู้รึเปล่าว่าชั้นต้องอาศัยการห้ามอกห้ามใจขนาดไหนที่จะหยุดมันน่ะ มันไม่ได้ทำกันง่ายๆนะ”

“ชั้นก็ไม่ได้บอกให้นายหยุดนี่” เร็นท้วง

“นายแน่ใจนะว่า นายรู้ว่าจูบนี้จะนำนายไปสู่อะไร”

“นายก็บอกชั้นสิ”

เชนถอนใจดังเฮือกดึงเร็นขึ้นมา จับต้นแขนหนุ่มน้อยไว้ทั้งสองข้างแล้วสบตากัน “เมื่อกี้นี้ถ้าชั้นไม่หยุดตัวเองไว้ ชั้นอาจจะมีอะไรกับนายไปแล้วบนโซฟาที่เรานั่งอยู่นี่แหละ” เชนยิ้มเมื่อเห็นนายตัวร้ายสะดุ้ง “เห็นมั้ย นายไม่ได้คิดถึงมันเลยล่ะสิ ฟังชั้นนะเร็น นายยังเด็ก ไม่อย่าเถียงชั้น” เชนเบรกไว้เมื่อเห็นเร็นทำท่าจะประท้วง “นายยังไร้เดียงสากับเรื่องพวกนี้ แต่ชั้นเคยผ่านมันมาบ้างแล้ว” เชนรีบอธิบายต่อเมื่อเห็นเร็นทำคิ้วขมวด “แค่ตอบสนองความต้องการเท่านั้น ชั้นยังไม่เคยมีความรู้สึกลึกซึ้งกับใครหรอกและชั้นคิดว่ามันคงไม่เคยมีอยู่ในตัวชั้นด้วยซ้ำ” เชนยกมือขึ้นไล้ข้อนิ้วกับแก้มเนียนใสเบาๆแล้วเชยคางเร็นให้สบตากับเขา “ชั้นไม่เคยรู้ว่ามีความรู้สึกนี้อยู่ในตัวชั้นจนชั้นได้เจอนายนั่นเหละ ตอนนี้ชั้นรู้แล้วว่าที่ชั้นยังไม่มอบความรู้สึกนี้ให้กับใครเพราะชั้นรอที่จะมาเจอกับนาย” เชนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง มองเร็นอย่างมีความหมาย

เร็นที่ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ ยิ้มให้เชนอย่างจริงใจเช่นกัน “จริงเหรอ” เขาถามเบาๆ

“จริงสิเร็น ชั้นชอบนายนะ” เชนพูดช้าๆให้คนฟังได้ยินชัดๆ

เร็นโผเข้ากอดคอเชนไว้แน่นเพื่อซ่อนหน้าที่แดงซ่าน ในที่สุดเชนก็บอกกับเขาแล้ว แล้วกระซิบตอบเบาๆที่ข้างหูชายหนุ่ม “ชั้นก็ชอบนายล่ะ” เชนโอบรัดเร็นแน่นเข้าจนไม่มีระยะห่างระหว่างกันอีกเลย เชนหลับตาลงดื่มด่ำกับคำที่เร็นบอกเขา ก่อนหน้านี้ก็เคยมีคนพูดคำนี้กับเขาแต่มันให้ความรู้สึกแค่ผิวเผิน ไม่เหมือนความรู้สึกลึกซึ้งทันทีที่ได้ยินคำนั้นจากปากของเร็น เขารู้สึกถึงความอบอุ่นเติมเต็มหัวใจเขา ความรู้สึกที่เขาโหยหาตลอดมา

เสียงเดินและเสียงหัวเราะเบาๆจากทางเดิน ทำให้เร็นรู้สึกตัว นั่นมันเสียงเรียวกับนาธานนี่นา เขาดิ้นยุกยิกในอ้อมแขนของเชนเพื่อจะลุกขึ้นแต่เชนไม่ยอมปล่อย เร็นเลยทุบอกกว้างดังบึ้ก!!

“ปล่อยก่อนสิ เรียวจะเข้ามาแล้วเห็นมั้ย” เร็นคำรามใส่เบาๆ

“ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่” เชนเอามือลูบอกตัวเองป้อยๆ มือหนักเป็นบ้าเลยตัวแค่เนี้ย

“ว่าไงนะ” เร็นทำตาพิฆาตไส่ “ชั้นไม่ได้หยิกไม่เจ็บเหมือนนายนี่ ปล่อย”

“ฮะ ฮะปล่อยก็ได้ แค่นี่ต้องทำตาดุด้วย” แล้วเชนก็ปล่อยเร็นแต่โดยดี

พอเชนปล่อยมือปุ๊บ เร็นก็เผ่นแผวไปนั่นซะไกลสุดโซฟาคนละฟาก พอดีกับที่เรียวและนาธานเดินจูงมือกันเข้ามา เฮ้อ!! เซฟ เร็นรีบปรับสีหน้าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยมีเชนนั่งมองไปพลางกลั้นยิ้มไปพลาง

เรียวมองเชนทีมองเร็นทีแล้วขมวดคิ้วอย่างสงสัย “เกิดอะไรขึ้นเหรอ ทำไมพวกนายต้องนั่งห่างกันซะไกลขนาดนั้นด้วยล่ะ”

“ก็ไม่มีอะไรนี่” เร็นตอบแบบกลบเกลื่อน “ใช่มะ” หันไปหาเชนพลางส่งสายตาข่มขู่

“ไม่มีอะไรก็ได้” เชนตอบแล้วหัวเราะหึ หึ

“แปลกคน” เรียวบ่นอย่างไม่เข้าใจพลางดึงให้นาธานนั่งลงที่โซฟา ส่วนตัวเขานั่งบนที่วางแขนตัวเดียวกัน

“ไมล์ไปไหนล่ะ” นาธานถามอย่างสงสัย

“ไปเดินย่อยอาหารข้างนอกนู่นแนะ” เชนตอบแต่ตามองเร็นที่แกล้งเอานิตยสารมาเปิดดูแก้เขินอย่างขำๆ

ประตูที่ติดกับเทอเรซเปิดออกแล้วไมล์ก็ก้าวเข้ามา สีหน้าเรียบเฉยไม่เหมือนทุกทีที่มักจะยิ้มอยู่เสมอ

“ตายยากจริงเชียว พูดถึงปุ๊บก็มาปั๊บ” เร็นแซว

“ตรงเวลาเป๊ะต่างหากล่ะ” เชนแก้แทนเพื่อน พอเห็นสีหน้าของไมล์ก็ถามด้วยความไม่สบายใจ “มีอะไร ไมล์”

ไมล์เหลือบตาไปข้างนอกอีกครั้งก่อนจะตอบ “ไม่ใช่พวกพ่อ” แล้วเดินมาทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาตัวที่ว่างอยู่ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความกังวล “นายคิดว่าไง”

“เดี๋ยวๆ พวกนายพูดอะไรกันน่ะ ให้พวกเรารู้เรื่องด้วยสิ” เรียวท้วงขึ้นเมื่อเห็นเชนกับไมล์ทำหน้าซีเรียส

“งั้นคงเป็นชั้นสินะที่เป็นเป้าหมายของพวกมัน งั้นนายก็ไม่ต้องกังวลหรอก” เชนกล่าวอย่างไม่ยี่หระ

“บ้าน่ะสิเชน ที่ชั้นจะไม่กังวลน่ะ” ไมล์กล่าวเสียงดังอย่างร้อนรน “หน้าที่ชั้นคือป้องกันไม่ให้เกิดอะไรขึ้นกับนายนะ”

“แล้วให้นายต้องเสี่ยงชีวิตเหมือนครั้งก่อนงั้นเหรอ ไม่มีทางที่ชั้นจะให้นายทำอย่างงั้นอีกครั้งหรอก” เชนพูดอย่างดุเดือดไม่แพ้กัน

“มันเป็นหน้าที่ของชั้น” ไมล์กล่าวเสียงเรียบ

“ขอให้หน้าที่บ้าๆนั่นลงนรกไปเลย” เชนพูดเสียงดังด้วยแรงอารมณ์

“มันเรื่องอะไรกันเนี่ย พวกนายพูดเรื่องอะไรกัน” เสียงนาธานถามขึ้นด้วยความตกใจและงง

สองหนุ่มที่เถียงกันอยู่หันมองอีกสามคนที่เหลือที่นั่งมองพวกเขาด้วยสายตางุนงงปนสงสัยก็ได้สติ

“พวกที่เคยทำร้ายนายงั้นเหรอ” เร็นถามโพล่งขึ้นมา สีหน้าฉายแววว่าตกใจมาก มองเชนอย่างต้องการคำตอบ

“ชั้นไม่รู้หรอก อาจจะใช่หรืออาจไม่ใช่ก็ได้” เชนกล่าวพลางยิ้มให้เร็นเหมือนจะปลอบใจ เขาไม่อยากให้เร็นกลัวมากไปกว่านี้

“จริงของเชน ชั้นอาจจะกังวลเกินไปหน่อย ขอโทษที่ทำให้พวกนายตกใจนะ” ไมล์กล่าวแล้วยิ้มให้เพื่อให้ทุกคนคลายกังวล

“นี่มันหมายความว่าไง แสดงว่าพวกนายรู้ว่ามีคนสะกดรอยตามพวกเรามาตั้งแต่เมื่อกลางวันแล้ว แต่ไม่บอกพวกเรางั้นเหรอ” เรียวมองเชนกับไมล์ด้วยสายตาติเตียน

“ชั้นแค่ไม่อยากให้พวกนายต้องมากังวลและหมดสนุกน่ะ ขอโทษนะ” เชนกล่าวอย่าลุแก่ความผิด

“มันไม่ใช่ความผิดของไมล์กับเชนหรอก แต่นายจะไม่เล่าให้พวกเราฟังหน่อยเหรอเรื่องที่เคยถูกปองร้ายน่ะ” นาธานมองเชนด้วยสายตาอยากรู้แกมเป็นห่วง “ชั้นอยากรู้จริงๆนะ”

“ชั้นก็อยาก” เรียวรีบสนับสนุน เร็นขยับไปนั่งติดกับเชน คล้องแขนเชนไว้แล้วอ้อน “บอกพวกเราหน่อยสิ นะเชนนะ”

เชนสบตานาธานและเรียวที่มองมาอย่างอยากรู้ ก้มลงสบตากลมโตของเร็นแล้วถอนใจอย่างยอมแพ้

แล้วก็พยักหน้าให้ไมล์เล่าให้ทุกคนฟัง ไมล์ยิ้มขำเพื่อนที่แพ้ทางเร็นอย่างง่ายๆ แล้วเริ่มเล่า “เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อหกเดือนก่อน มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามจับตัวเชนไปเพื่อจะใช้ในการต่อรองทางธุรกิจกับพ่อของเขา พวกมันห้าคนจู่โจมเชนตอนที่ชั้นผละไปเอาของ แต่ชั้นกลับมาทันตอนนั้นพวกมันส่วนใหญ่ก็เสร็จเชนเกือบหมดแล้ว ชั้นเข้าไปช่วยเชนสู้กับพวกมันที่เหลือ แล้วเจ้าคนหนึ่งที่ล้มอยู่ก็ลุกขึ้นมาพร้อมกับปืนในมือ เชนหันหลังอยู่ก็เลยไม่เห็น ชั้นกระโจนเข้าไปใส่มัน มันคงตกใจเลยยิงสวนออกมา แล้ว...”

เชนสบถในคอขัดขึ้นอย่างไม่พอใจ “เชอะ!! ตกใจงั้นเรอะ ให้ตายสิไมล์ กระสุนนัดนั้นเกือบจะฆ่านายนะ ถ้าไอ้บ้านั่นแม่นกว่านี้นายก็ไม่ได้มานั่งเล่าเรื่องบ้านี่ตอนนี้หรอก” เชนพูดอย่างโกรธเกี้ยว

“เขาแค่เป็นห่วงชั้นมากไปหน่อยน่ะ” ไมล์พูดติดตลก “ต่อนะ กระสุนนัดนั้นเจาะเข้าด้านซ้ายเฉียดหัวใจไปห้าเซ็น เลยทะลุปอดแทน โชคดีที่กระสุนไม่ฝังใน แต่ชั้นก็ต้องนอนแปบอยู่โรงพยาบาลตั้งเดือนเต็มๆแนะ”

เร็นนั่งฟังด้วยใจระทึก นี่เขาเกือบจะไม่ได้เจอกับเชนแล้วสิเนี่ย ถ้าเกิดเป็นเชนที่... ในใจเห็นภาพเชนนอนนิ่งเลือดไหลนองพื้น นึกแล้วเร็นก็ตัวสั่นขึ้นมาเฉยๆมือกำแขนชายหนุ่มไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว เชนรับรู้แรงบีบที่แขนจึงหันมามองก็เห็นว่าเร็นตัวสั่น หายใจแรง ตาเหม่อมองไปข้างหน้า จึงเอามือข้างที่ว่างมากุมมือเร็นไว้พลางเรียกชื่อหนุ่มน้อยอย่างอ่อนโยน “เร็น”

หนุ่มน้อยเจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้น ชายหนุ่มก็เห็นว่าดวงตาสีดำสนิทที่เขาหลงใหล บัดนี้คลอไปด้วยน้ำตาที่กำลังเอ่อขึ้นมา จึงกล่าวปลอบใจอย่างอ่อนโยน “เร็น ชั้นไม่เป็นไรหรอก เห็นมั้ยชั้นยังอยู่นี่ ไม่มีอะไรบุบสลาย”

“แล้วถ้าไมล์ไม่อยู่ที่นั่นตอนนั้นล่ะ ถ้า...ถ้าคนที่ถูกยิงเป็นนายล่ะ นายอาจจะ...อาจจะ...แล้วชั้นคงไม่ได้เจอนายในตอนนี้ใช่มั้ย” เร็นพูดไปน้ำตาที่คลออยู่ก็หยดลงมาตามแก้มเนียนช้าๆ เชนรู้สึกตื้นตันอยู่ในใจ ที่เร็นเป็นห่วงเขาขนาดนี้ มันบอกได้อย่างเดียวว่าตัวเขามีความสำคัญต่อเร็นมากมายแค่ไหน เขาปลดแขนตัวเองจากการเกาะกุมของเร็นแล้วดึงหนุ่มน้อยเข้าสู่อ้อมกอด เร็นก็กอดตอบเขาแน่น ไม่สนใจแม้ว่าจะมีคนอื่นอยู่ตรงนั้นด้วย

“ชั้นอยู่นี่นะเร็น ยังแข็งแรงดี นายไม่ต้องกลัวนะ” เชนจูบศรีษะร่างบางอย่างปลอบโยน “ชั้นสัญญาว่าชั้นจะระวังตัว จะไม่ให้ใครทำร้ายชั้นได้ ตกลงมั้ย อย่าร้องไห้เลยนะชั้นทนเห็นไม่ได้”

“นายสัญญาแล้วนะ” เร็นถามเสียงอู้อี้พลางสูดจมูก “ห้ามทำให้ชั้นเป็นห่วงอีกนะ”

“ได้สิ” ร่างสูงตอบอย่างแข็งขัน เร็นดันตัวเองออกจากอ้อมกอดแกร่ง แล้วยิ้มอย่างสดใส เชนยิ้มตอบแล้วช่วยซับน้ำตาให้ แล้วทั้งคู่ก็รู้สึกถึงความเงียบผิดปกติจึงหันไปมองรอบๆตัว เรียวกับนาธานทำตาโตจ้องพวกเขาตาไม่กระพริบ ส่วนไมล์ก็แกล้งเมินไปทางอื่นพร้อมกับกลั้นยิ้มสุดความสามารถ เร็นหน้าแดงแปร๊ดทั้งเขินทั้งอาย รีบก้มหน้าหลบตาคนอื่นๆที่จ้องเอาๆทันที ‘โอ๊ยตายแล้ว นี่เขาทำอะไรลงไปเนี่ยไปกอดเจ้าหมอนี่ต่อหน้าคนอื่นแบบนี้ หมดกันฟอร์มที่อุตส่าห์รักษามาจนบัดนี้ ต้องมาหมดฟอร์มเพราะเจ้าเชนคนเดียว แง๊ เจ้าเรียวต้องหัวเราะเยาะเราแน่เลยง่ะ’ แล้วก็เหลือบตาค้อนเชนควับๆทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่นั่นแหละ (แล้วเขาจะเห็นเหรอ)

เรียวกับนาธานหันมาสบตากันแล้วก็หัวเราะแบบไม่มีเสียง(ทำไงอ่ะ) เพราะกลัวเร็นจะโกรธ หันกลับไปมองเชนก็เห็นสีสันปรากฎขึ้นบนใบหน้าเหมือนกันถึงจะเห็นน้อยกว่าเร็นก็เถอะ ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบท้ายทอยแล้วแกล้งกระแอมแก้เขิน นาธานมองเร็นแล้วก็หน้าแดงตามไปด้วยเพราะนึกถึงตอนอยู่ในครัวกับเรียว หวังว่าเรียวคงไม่เผลอทำอะไรแบบนี้เข้าบ้างหรอกนะ

“แล้วพวกนายรู้ได้ไงว่าเจ้าพวกข้างนอกนั่นเป็นพวกไหน” เรียวถามอย่างสงสัย

ไมล์หันมาสบตากับเชน พอเชนพยักหน้าเขาก็ตอบ “เพราะว่าเจ้าพวกข้างนอกมันไม่ใช่พวกที่เราคิดไว้น่ะสิ”

“หา!! นี่หมายความว่ามีมากกว่าหนึ่งงั้นเหรอ” เรียวร้องอย่างตกใจ

“ชั้นตอบเอง” เชนบอกเสียงราบเรียบ “ชั้นคิดว่าพวกที่ตามเราน่ะเป็นคนของพ่อชั้นที่ให้มาตามดูนาธานน่ะ แต่เมื่อมันไม่ใช่ก็เดาได้ว่าอาจจะเป็นพวกที่เคยลงมือกับชั้นมาก่อน” เชนหยุดถอนหายใจ “ชั้นคงต้องบอกให้พวกนายรู้เรื่องนาธานกับชั้นก่อน” เชนหันมาสบตานาธาน “เราเป็นพี่น้องคนละแม่กัน”

“ชั้นรู้แล้วตั้งแต่เจอนาย” นาธานบอก “นายเหมือนเขามากโดยเฉพาะที่ดวงตา”

“ชั้นก็สงสัยหลังจากสบตาของนายเหมือนกัน มันเหมือนมองเข้าไปในดวงตาของตัวเอง ตาสีเขียวแบบนี้มันเป็นมรดกตกทอดของผู้ชายในตระกูลเรา” เชนบอก “นายเจอพ่อแล้วเหรอ” เขาถามอย่างสงสัย

“เปล่า ชั้นแค่เห็นและได้ยินที่เขาคุยกับแม่ ชั้นเลยรู้ว่าเขาคือพ่อของเรา” นาธานหันไปสบตากับเรียว “ตอนนั้นเรียวอยู่กับชั้นด้วย พอมาเจอนายชั้นก็รู้ทันที โดยไม่ต้องสงสัยเลย”

“ไม่เห็นเรียวบอกชั้นเลย” เร็นท้วงขึ้นหลังจากเงียบไปนาน

“ขอโทษนะ ชั้นขอเขาไว้เองแหละ” นาธานรีบบอก

“อ๋อ ถ้างั้นก็ไม่เป็นไรหรอก” เร็นพยักหน้าเข้าใจแล้วยิ้มให้นาธาน

“ชั้นได้ยินเขาบอกแม่ว่าเขาต้องการตัวชั้น” นาธานบอกกับเชน

“นั่นชั้นยังสงสัยอยู่นะ ชั้นยังไม่แน่ใจเรื่องจุดประสงค์ของพ่อนัก แต่ชั้นคิดว่าเขาไม่ได้ต้องการนายแค่คนเดียวหรอก”

“หมายความว่าเขาต้องการแม่ชั้นด้วยงั้นเหรอ” นาธานถามด้วยความตกใจ “แต่ที่ชั้นได้ยิน ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้รักแม่ชั้นเลยนี่ เขาแค่ใช้ประโยชน์จากแม่พอไม่ต้องการก็บังคับให้แม่แต่งงานกับคนอื่น”

“ที่เป็นคนของเขาเอง” เชนต่อให้ “คิดดีๆสินาธานเขาจะยังให้แม่นายอยู่ในสายตาเขาทำไมถ้าเขาไม่ต้องการแม่นายอีกแล้ว เขาก็แค่ให้แม่นายไปจากชีวิตของเขาเท่านั้นก็จบ ไม่จำเป็นที่เขาต้องสนใจว่าแม่กับนายจะอยู่กับใคร อยู่ยังไงเพราะเขาเป็นคนแบบนั้น แต่นี่เขาเฝ้าดูพวกนายมาตลอดสิบห้าปี แล้วโอกาสที่เขารอก็มาถึงเมื่อแม่ของชั้นตายเมื่อปีที่แล้ว หุ้นบริษัทในการครอบครองของแม่จึงตกมาเป็นของชั้นตามพินัยกรรม แต่ชั้นจะมีอำนาจตัดสินใจเมื่อชั้นอายุยี่สิบเอ็ดเพราะฉะนั้นอำนาจทั้งหมดจึงตกเป็นของผู้ปกครองของชั้นซึ่งก็คือพ่อ ด้วยหุ้นทั้งหมดหกสิบห้าเปอร์เซ็นในมือ ตอนนี้เขาก็ไม่ต้องกลัวหุ้นส่วนคนอื่นอีกแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะสายไปหน่อยเพราะแม่นายตัดสินใจแต่งงานกับคุณรอสส์แล้วย้ายมาอยู่ที่นี่ซะก่อน”

“เขาถึงได้มาที่นี่ใช่มั้ย มิน่าล่ะแม่ถึงได้ตกใจมากที่เห็นเขา ถ้าเขารักแม่จริงแล้วเขาทนได้ยังไง สิบห้าปีเชียวนะที่เขาได้แต่มองดูพวกเราเท่านั้นโดยไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย”

“ชั้นถึงสงสัยไงว่าทำไมเขาต้องรอนานขนาดนั้นด้วย มันไม่ใช่นิสัยของเขาที่จะเฝ้ารอสิ่งที่เขาต้องการ ถ้าเขาอยากได้อะไรเขาจะไม่เสียเวลาที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา เพราะตอนที่แม่ชั้นเสียชีวิตไป แม่นายก็ยังไม่มีใครเข้ามาในชีวิตเลยใช่มั้ย”

นาธานพยักหน้ารับ “ใช่แม่พึ่งพบกับลุงโจเมื่อสองเดือนก่อนนี่เอง”

“ชั้นคิดว่าแม่นายอาจจะเป็นคนเดียวที่มีความหมายและความสำคัญต่อพ่อชั้นก็ได้ เพราะเธอเป็นรักครั้งแรกและอาจจะเป็นรักเดียวของพ่อ”

“คนเดียว!! ทำไมนายพูดอย่างนั้นล่ะ”

“พ่อไม่เคยรักแม่ชั้นหรอก ที่ชั้นได้เกิดมาก็เพราะพ่อต้องการทายาท เป็นหลักประกันถึงผลประโยชน์ที่พ่อกับแม่มีร่วมกัน ชั้นไม่เคยรู้จักความอบอุ่นในครอบครัวหรอก” เชนตอบอย่างเย้ยหยันตัวเอง “นายซะอีกที่เกิดจากความรัก”

“ชั้นขอโทษนะ ไม่น่าถามเลย”

“ไม่เป็นไร ชั้นไม่คิดมากหรอกมันเป็นเรื่องที่ชั้นรับรู้มานานแล้ว” เชนยิ้มให้นาธานคลายกังวล “เอาล่ะนาธานตอนนี้ นายพยายามอย่าไปไหนมาไหนคนเดียว จนกว่าชั้นจะแน่ใจว่าพ่อคิดจะทำอะไรซึ่งชั้นจะเร่งสืบให้เร็วที่สุด อย่าไว้ใจใครทั้งนั้นนอกจากพวกเรา เข้าใจมั้ย” เชนบอกอย่างจริงจัง เมื่อนาธานพยักหน้ารับเขาก็หันมาสำทับกับสองแฝด “พวกนายด้วย ระวังตัวกันหน่อยนะ”

“นายด้วยล่ะ อย่าลืมนะว่าสัญญากันแล้ว” เร็นบอกเชนบ้าง ก็มันเป็นห่วงนี่ มัวแต่สนใจคนอื่นอยู่ได้ “ไมล์นายก็เหมือนกันนะ”

“หน้าที่ของชั้นอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง” ไมล์รับคำอย่างแข็งขัน

“แล้วจะเอายังไงดีล่ะพวกนายน่ะ” เรียวถามขึ้น “หรือว่าวันนี้จะค้างที่บ้านชั้นก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยกลับ”

“ดีเหมือนกันนะเชน เพราะเราก็ยังไม่แน่ใจว่าพวกข้างนอกนั่นเป็นพวกไหน กันไว้ก่อนดีกว่า” ไมล์รีบสนับสนุน

“คงไม่รบกวนพวกนายนะ” เชนถามอย่างเกรงใจ

“ไม่หรอก อีกอย่างชั้นก็เป็นห่วงนาธานด้วย เป็นอันว่าตกลงนะ เดี๋ยวชั้นจะขึ้นไปเปิดห้องพักแขกให้” เรียวบอกแล้วลุกขึ้น พลางดึงนาธานที่หน้าเป็นสีชมพูเพราะคำพูดของตัวไปด้วย

“เดี๋ยวก่อน นายจะพาชั้นไปไหนน่ะ” นาธานท้วงแต่ก็เดินตามไปอย่างว่าง่าย

“ห้องชั้นไง จะไปไหนได้ล่ะ” เรียวยังคงเดินต่อ แต่นาธานหยุดกึก “หา!! ห...ห้องนาย ไปทำไมอ่ะ”

“อ้าว ก็ไปเอาเสื้อผ้าไว้เปลี่ยนไง” เรียวหันกลับมาบอกงงๆ พอเห็นนาธานหน้าแดงก็หัวเราะอย่างเอ็นดู “นี่นายคิดไปถึงไหนแล้วเนี่ย ชั้นแค่จะให้นายไปเอาเสื้อผ้าเท่านั้น นายจะได้ไปอาบน้ำที่ห้องของเร็นแล้วนอนที่ห้องเจ้านั่นคืนนี้ไง”

นาธานหลบตาเรียวที่มองมาด้วยความอาย ‘คิดลึกไปหน่อยแฮะเรา ตามนิสัยแล้วเรียวคงไม่ทำแบบนั้นแน่ ถ้าเป็นเร็นก็ว่าไปอย่าง’

“หรือนายอยากนอนที่ห้องชั้น เอางั้นก็ได้นะ” เรียวถามยิ้มๆ

“ห้องเร็นก็ดีแล้วล่ะ” นาธานรีบบอก

เรียวหัวเราะเสียงดัง “ชั้นก็ว่างั้นแหละ ไปกันยัง” นาธานพยักหน้าหงึกๆ เรียวจึงจูงมือขึ้นบันไดไป

“ว๊า นึกว่าจะได้นอนกับนายซะอีก” เชนแกล้งล้อ

“เชอะ เรียวคงจะยอมหรอก ถึงเขาจะเข้ากับนายเป็นปี่เป็นขลุ่ยแต่เขาห่วงสวัสดิภาพของชั้นมากกว่ารู้ไว้ซะด้วยนะ อีกอย่างใครบอกนายว่าชั้นจะให้นายเข้าห้องชั้นกัน” เร็นว่า เรื่องอะไรจะยอมเสียฟอร์มมากไปกว่านี้

“ชั้นถึงบอกไง ว่าเรียวน่ะเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุ ว่าแต่นายกลัวชั้นจะปล้ำนายหรือไงถ้าอยู่ด้วยกันตามลำพัง หรือกลัวว่าจะห้ามใจไม่ไหวแล้วนายจะเป็นฝ่ายปล้ำชั้นซะเอง” เชนแกล้งแหย่เร็นต่อ

เร็นหน้าแดงกล่ำเขินก็เขิน โกรธก็โกรธ เลยวิ่งเข้าไปทุบชายหนุ่มแก้เขินซะเลย

“เจ้าบ้าเชน หน้าไม่อายพูดออกมาได้” เร็นด่าไปพลางทุบไปพลาง ชายหนุ่มก็หัวเราะไปหลบไปด้วยอย่างสนุกสนานที่ได้แกล้ง จนเร็นทั้งเหนื่อยทั้งหอบนั่นแหละถึงหยุดมือลงไปนั่งหอบแฮ่กๆที่โซฟา เชนหัวเราะแล้วนั่งลงข้างๆเร็น พลางลูบหัวเล็กๆอย่างเอ็นดู “หายกังวลแล้วใช่มั้ย” เร็นหันมามองหน้าชายหนุ่ม เห็นแววตาอ่อนโยนที่มองตรงมา เขาก็ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เชนพึ่งทำไปเมื่อกี้ เขาหลับตาลงเพราะกลัวว่าน้ำตาจะไหลออกมา ที่เชนแกล้งหยอกล้อเขาก็เพียงเพื่อเบนความสนใจของเขาไปจากเรื่องที่กังวลใจ ถึงกับยอมให้เขาทุบเอาทุบเอา หัวใจของเร็นบีบรัดจนเขารู้สึกแน่นไปหมด ไม่เคยมีใครทำเพื่อเขาอย่างที่เชนทำมาก่อนเลย เร็นลืมตาขึ้น เชนคงเห็นสิ่งที่เขาต้องการสื่อออกไป จึงยิ้มให้อย่างอ่อนโยน “ดีแล้วล่ะ นายไปอาบน้ำก่อนเถอะ ชั้นจะคุยกับไมล์ต่ออีกซักพัก”

เร็นพยักหน้าแล้วลุกขึ้นอย่างว่าง่าย หันหลังเดินไปที่บันไดสะกดกลั้นความรู้สึกอยากร้องไห้เอาไว้ ตลอดเวลาเขารู้สึกถึงสายตาของเชนที่มองตามมา จนพ้นจากสายตาอบอุ่นของชายหนุ่มนั่นแหละ จึงปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาช้าๆ ไหล่บอบบางสั่นสะท้านจากแรงสะอื้น เร็นเดินมาถึงห้องนอนเปิดประตูเข้าไปแล้วปิดอย่างเบามือ เดินไปนั่งที่เตียงพลางถอนใจเบาๆ พร้อมกับปาดน้ำตาทิ้ง นี่ไม่ใช่เวลามานั่งร้องไห้เขาคิด แต่พวกเขาจะผ่านเรื่องนี้ไปได้ยังไงเร็นก็ยังนึกไม่ออกเขาได้แต่หวังว่าทางออกของเรื่องทั้งหมดนี้จะไม่ทำให้ใครต้องเสียใจ หรือทำลายความสุขที่พวกเขาพึ่งค้นพบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเชน คนที่ตอนนี้ครอบครองพื้นที่ในใจของเขาไปจนหมดแล้ว

################################################################



















Chapter 3

“นายจะทำยังไงต่อไป” ไมล์ถามขึ้นหลังจากเห็นเร็นเดินออกไปแล้ว

เชนถอนใจ สีหน้าครุ่นคิด “เพื่อไม่ให้นายออกไปเสี่ยงทำอะไรบ้าๆอย่างคราวที่แล้วอีก ชั้นคงต้องพึ่งพาความสามารถที่มีประโยชน์ของพ่อนาย” ชายหนุ่มมองหน้าเพื่อนรักอย่างจริงจัง “นายเป็นเพื่อนรักของชั้นนะไมล์ เป็นเพื่อนที่ชั้นไม่อยากสูญเสียไปไม่ว่าเพราะสาเหตุใดทั้งนั้น ถ้านายยังไม่รู้ก็รู้ไว้ซะว่านายสำคัญกับชั้นเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในตัวชั้น ชั้นไม่อยากรู้สึกว่าส่วนหนึ่งในตัวชั้นกำลังจะตายไปเหมือนตอนที่ชั้นยืนอยู่หน้าห้องผ่าตัดในวันนั้น โดยที่ชั้นไม่สามารถช่วยอะไรนายได้เลย”

ไมล์มองผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนทั้งเจ้านายด้วยความซาบซึ้ง ตั้งแต่รู้จักกันเมื่อเกือบสิบปีก่อนพวกเขาก็อยู่เคียงข้างกันตลอดมา ทั้งยามสุขยามทุกข์ไม่เคยแยกจากกันเลย เขารู้ตัวดีว่าความจริงแล้วเชนไม่จำเป็นต้องดีกับเขามากมายขนาดนี้ก็ได้เพราะเขาก็เป็นแค่ลูกของลูกจ้างคนหนึ่งที่พ่อของเชนจ้างมาเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวและสอนศิลปะการต่อสู้ให้ชายหนุ่มเท่านั้น แม้ว่าพ่อของพวกเขาจะเป็นเพื่อนรักกันก็ตาม

เขายังจำได้ดีถึงวันนั้น หลังจากหมอผ่าตัดช่วยชีวิตเขาไว้ได้แล้ว แต่ยังรอให้อาการของเขาดีขึ้นก่อนที่จะย้ายออกจากห้องพักฟื้นหลังผ่าตัด เชนมายืนอยู่ข้างเตียงและจับมือเขาไว้อยู่นานพร้อมกับพูดเบาๆกับเขา

“ไมล์นายอย่าเป็นอะไรนะ ได้ยินชั้นมั้ย นายต้องเข้มแข็งนะ” ชายหนุ่มบีบมือเพื่อนแรงขึ้น “อยู่กับชั้นนะเพื่อน นายจำเป็นกับชั้นนะเพราะนายเป็นยิ่งกว่าครอบครัวของชั้น เพราะฉะนั้นห้ามตายนะได้ยินมั้ย”

แล้วไมล์ก็รู้สึกถึงหยดน้ำหยดหนึ่งบนมือของเขา ถึงตอนนั้นเขาไม่สามารถพูดได้เพราะฤทธิ์ยา แต่ก่อนที่เขาจะหลับไปอีกครั้งเขาก็ตอบเชนในใจว่า เขาจะอยู่เคียงข้างเพื่อนของเขาตลอดไป

“ขอบใจมากนะเพื่อน ชั้นเคยสัญญากับนายแล้วไงว่าชั้นจะอยู่เคียงข้างนาย เพราะฉะนั้นชั้นจะทำตามสัญญาอย่างแน่นอน” ไมล์ตอบอย่างจริงจังเช่นกัน “ว่าแต่นายจะให้พ่อชั้นทำอะไรล่ะ” ไมล์ถามอย่างสงสัย

ชายหนุ่มเหยียดยิ้มมุมปาก “ชั้นก็จะให้พ่อของนายส่งคนมาจัดการไอ้พวกข้างนอกนั่นนะสิ เพราะถ้าไอ้พวกนั้นเป็นพวกที่เคยจู่โจมชั้นที่อเมริกาก็แสดงว่าครั้งที่แล้วพวกมันยังถูกจัดการไม่หมด พ่อก็จะได้รู้แล้วก็จัดการซะ แต่ถ้าพวกมันเป็นคนที่พ่อส่งมา พ่อก็จะได้รู้ว่าเรารู้แล้ว และพวกเราจะต้องระวังตัวแน่นอน การลงมือทำอะไรก็ยากขึ้น”

“เราก็จะได้ประโยชน์ทั้งสองทาง” ไมล์ยิ้มอย่างเห็นด้วย “แล้วนายหรือชั้นจะเป็นคนโทรไปล่ะ”

“ชั้นจัดการเอง”

“ชั้นเคยบอกนายรึเปล่าว่านายน่าจะไปเป็นทหาร รับรองว่าได้เป็นนายพลก่อนอายุสี่สิบแหง”

“ถ้าชั้นเป็นทหารนะขออยู่หน่วยซีล (SEAL : SEa Air & Land) ดีกว่าเพราะมันเจ๋งที่สุด เก่งที่สุด” เชนหัวเราะ

“สุดท้ายอาจได้ประจำการที่เพนตากอนก็ได้” ไมล์ออกความเห็นอย่างขำๆ

“นายก็พูดไปโน่น” ทั้งสองคนหัวเราะออกมาอย่างผ่อนคลายลง หลังจากเรื่องเครียดๆเมื่อกี้ที่คุยกันหาทางแก้ไปได้เปลาะหนึ่ง

“คุยอะไรกันอยู่น่ะ หัวเราะซะดังเชียว” เรียวถามหลังจากเดินลงบันไดมาทันได้ยิน

“หาทางแก้ปัญหากวนใจนะสิ” เชนตอบ

“แล้วเป็นไง”

“เรามันพวกใช้สมองไม่ต้องออกแรง เดี๋ยวชั้นจะให้บอดี้การ์ดของพ่อชั้นจัดการพวกข้างนอกให้” เชนบอกอย่างอารมณ์ดี “แต่ต้องขอใช้โทรศัพท์ของนายหน่อยนะ”

“เอาเลยตามสบาย” เรียวยิ้ม “ชั้นเปิดห้องแล้วนะ เตรียมเสื้อผ้าไว้ให้แล้วด้วยพวกนายขึ้นไปอาบน้ำได้เลย”

“งั้นชั้นขึ้นไปก่อนดีกว่า จะได้ไม่ต้องมารอคิวกัน” ไมล์บอกแล้วลุกขึ้นเดินขึ้นไปข้างบน

“ขึ้นบันไดไปแล้วเลี้ยวซ้ายห้องสุดทางเดินนะ” เรียวร้องบอก

“Thanks เรียว” ไมล์บอกกลับมาก่อนจะหายขึ้นบันไดไป

“ขอโทษนะ ที่ทำให้พวกนายต้องมาพลอยเดือดร้อนไปด้วย” เชนกล่าวขึ้น

“ไม่เป็นไรหรอก เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ เพื่อนก็ต้องช่วยเพื่อนสิไม่งั้นจะไปช่วยใครที่ไหน” เรียวบอก

“นี่นายกับชั้นใครแก่กว่าใครกันแน่เนี่ย” เชนหยอกอย่างอารมณ์ดี

“แม่ยังบอกว่าชั้นเป็นผู้ใหญ่ในร่างเด็กเลย” เรียวหัวเราะ “เอ้าโทรศัพท์”

เรียวเอาโทรศัพท์มาส่งให้ เชนรับมาอย่างขอบคุณ แล้วกดเบอร์ติดต่อทันที เสียงปลายสายดังแค่ทีเดียวก็มีเสียงตอบรับ “คาเมรอน” เสียงห้วนๆพูดมาทางปลายสาย

“เจอโรมครับ ผมเอง” เชนพูดตอบ เจอโรม คาเมรอนบอดี้การ์ดส่วนตัวของพ่อเขาและเป็นพ่อของเพื่อนรักและครูสอนศิลปะป้องกันตัวให้แก่เขา เจ้าของเบอร์ฉุกเฉินที่เขากำลังใช้อยู่

“มีปัญหาอะไรรึเปล่าเชน” เสียงพูดอ่อนลงเป็นปกติ มีแววกังวลเล็กน้อย เพราะเบอร์โทรนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อเกิดเรื่องขึ้น

“นิดหน่อยครับ ผมมีเรื่องให้คุณช่วย แต่ก่อนอื่นบอกอะไรผมซักอย่างก่อนตามความจริงนะครับ วันนี้พ่อให้คุณส่งคนติดตามใครบางคนรึเปล่า”

“ไม่นี่ วันนี้พ่อเธออยู่ที่บริษัทสาขาทั้งวัน ตอนนี้อยู่ที่งานเลี้ยงต้อนรับ ชั้นไม่ได้รับคำสั่งให้ทำอะไรแบบนั้นเลย เกิดอะไรขึ้นกับเธอรือไง” เจอโรมตอบเสียงราบเรียบมาตามสาย

“ถ้าอย่างนั้นผมก็เชื่อคุณ” เชนทำหน้ายุ่ง “คือว่าวันนี้มีคนสะกดรอยตามพวกผม ตอนแรกผมคิดว่าเป็นพวกคุณซะอีกแต่เมื่อหัวค่ำไมล์ออกไปดูลาดเลาแล้วเขาบอกว่าไม่ใช่ ผมสงสัยว่าอาจจะเป็นพวกที่เคยลงมือกับผมเมื่อหกเดือนก่อน และตอนนี้พวกมันก็เฝ้าอยู่นอกบ้านของเพื่อนที่ผมมาค้างด้วย ผมคิดว่าพ่อน่าจะรู้นะครับ แล้วผมก็อยากให้คุณช่วยจัดการให้หน่อย” เชนพูดเสียงเครียด แล้วก็เล่าเรื่องเมื่อกลางวันที่พวกเขามีเรื่องกับพวกอันธพาลและเรื่องที่มีคนสะกดรอยตามให้บอดี้การ์ดของพ่อฟัง

“พวกที่เคยคิดจะจับตัวเธอเหรอ นี่พวกมันตามมาถึงอังกฤษเลยหรือเนี่ย เดี๋ยวชั้นจะตรวจสอบดู แต่ว่าก่อนอื่นคงต้องบอกให้พ่อเธอรู้ก่อน”เจอโรมบอกหลังจากที่ฟังชายหนุ่มเล่าจบ

“ผมไม่แน่ใจว่าจะใช่พวกเก่าหรือเปล่าผมแค่เดาเอาน่ะครับ เพราะถ้าไม่ใช่คนของคุณ เป้าหมายก็น่าจะเป็นผม”

“บ้านที่เธออยู่ปลอดภัยหรือเปล่า อยากให้ชั้นจัดคนคุ้มครองให้มั้ย”

“ผมว่าคงปลอดภัยพอนะครับ พวกมันคงไม่กล้าทำอะไรหรอก อีกอย่างผมไม่อยากให้เพื่อนกับครอบครัวของเขาต้องตกใจด้วย”

“บ้านเพื่อนเธออยู่ที่ไหน” เจอโรมถาม เชนบอกที่อยู่ไป

“ชั้นจะส่งคนไปจัดการให้เรียบร้อย”

“ขอบคุณครับเจอโรม บอกพ่อให้ด้วยว่าพรุ่งนี้ผมจะกลับโรงแรมตอนบ่ายๆ” เชนพยักหน้าให้ไมล์ที่เดินลงมาในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นมีผ้าขนหนูพาดคอไว้เช็ดผมที่ยังชื้นจากการสระมานั่งลงข้างๆเขา “ไม่ต้องติดต่อมานะครับผมไม่อยากให้เพื่อนตกใจ แล้วพรุ่งนี้เช้าผมจะติดต่อกลับไป”

“ได้ งั้นชั้นขอพูดกับไมล์ด้วย”

เชนส่งโทรศัพท์ให้เพื่อน ไมล์รีบรับทันที “ไมล์ครับ”

“อย่าทำอะไรเสี่ยงอันตรายมากนักนะ ชั้นเป็นห่วงแก” ถึงจะพูดเสียงราบเรียบแต่คนเป็นลูกชายก็จับกระแสห่วงใยได้ “ผมรู้ฮะพ่อ อีกอย่างเจ้านายเขาคงไม่ยอมอยู่แล้วล่ะฮะ” ไมล์หัวเราะมาตามสายเพราะโดนเชนเอาหมัดชกแขนเบาๆ “ดี ชั้นอยากรู้รายละเอียดภายนอกของบ้านและตำแหน่งของพวกมัน” ไมล์บอกรายละเอียดที่พ่อเขาอยากรู้ไป “ดีมากไมล์ ดูแลเชนด้วยนะ” ไมล์รับคำพ่อแล้วก็ตัดสายไป แล้วหันมาพยักหน้าบอกเชนว่าเรียบร้อยแล้ว

“เรียบร้อยแล้วเหรอ” เรียวถามขึ้นหลังจากนั่งฟังอยู่นาน

“ใช่ นายไม่ต้องกังวลแล้วนะ” เชนยิ้มอย่างให้กำลังใจ

“ไม่หรอก ยังไงชั้นก็ยังกังวลอยู่ดี เรื่องของนาธานน่ะ” เรียวบอก

“ชั้นไม่ให้พ่อทำอะไรนาธานหรอก ชั้นสัญญากับนายได้เลย” เชนบอกอย่างจริงจัง

“ชั้นรู้ว่านายต้องทำอย่างนั้นแน่ พวกนายเป็นคนดีนะเชน ไมล์ ชั้นรู้ว่าชั้นไว้ใจพวกนายได้ ขอบใจที่ดูแลเร็นด้วยนะ”

“นายไม่ว่าอะไรใช่มั้ย เรื่องชั้นกับเร็นน่ะ” เชนถามอย่างอยากรู้ท่าทีของเรียว

“ชั้นจะไปว่าอะไรได้ล่ะ มันอยู่ที่ตัวเร็นต่างหาก ที่ชั้นจัดการคนอื่นๆที่เข้ามาวอแวน้องชั้นก็เพราะเจ้าตัวเขาอยากให้ทำอย่างนั้น แต่กับนายมันไม่ใช่ ชั้นเพิ่งเคยเห็นเจ้านั่นเป็นอย่างนี้ครั้งแรกเลยล่ะ”

“น่าชื่นใจจังแฮะที่ได้รู้” เชนบอกพร้อมกับยิ้มหน้าบาน

“แต่พวกนายจะอยู่ที่อังกฤษอีกไม่นานแล้วไม่ใช่เหรอ” เรียวเตือน

เชนหน้าเจื่อนลง “จริงสิ ชั้นก็ลืมนึกถึงไปเลย ชั้นมีเวลาอยู่ที่นี่อีกแค่เดือนเดียวเองก็ต้องกลับไปแล้วเพราะโรงเรียนเปิด” ชายหนุ่มถอนใจ “เอาเป็นว่าชั้นจะทำให้ดีที่สุดแล้วกันนะ”

“แล้วเรื่องน้องชั้นล่ะ” เรียวถาม

“ชั้นก็ขอบอกนายว่าชั้นก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครเหมือนที่รู้สึกกับเร็นมาก่อนเหมือนกัน”

“ชั้นเชื่อนาย แต่เรื่องของนายกับน้องชั้นมันเป็นเรื่องของพวกนายที่จะต้องไปตกลงกันเอง ชั้นก็แค่เป็นห่วงเท่านั้น อย่าลืมว่านายคุยเรื่องของเร็นกับชั้นได้เสมอนะ”

“ขอบใจมากเรียว”

สองหนุ่มยิ้มให้กันอย่างเข้าอกเข้าใจ “เอาล่ะพวกนายไปพักผ่อนกันดีกว่า วันนี้เราก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวชั้นจะไปเช็คประตูหน้าต่างก่อน” เรียวบอกแล้วลุกขึ้น

“พวกเราไปช่วยดีกว่า” เชนบอกแล้วสามหนุ่มก็เดินเช็คกลอนที่ประตูหน้าต่างทั่วบ้านจนหมดแล้วก็ปิดไฟชั้นล่างเดินขึ้นข้างบนเพื่อที่จะอาบน้ำและพักผ่อน เชนกับไมล์แยกไปห้องพักแขก เรียวเดินมาที่ห้องของเร็นเคาะประตูแล้วเปิดเข้าไป

“นอนยังเจ้าตัวยุ่ง อ้าวยังไม่อาบน้ำอีกเหรอ” เรียวถามเมื่อเห็นน้องชายยังอยู่ชุดเดิม ได้ยินเสียงฝักบัวในห้องน้ำแสดงว่านาธานอาบน้ำอยู่ เร็นเงยหน้าขึ้นจากที่นอนคว่ำอยู่กับเตียง มองพี่ชายที่เดินเข้ามานั่งข้างๆ “เชนกับไมล์ล่ะ” เร็นถามเสียงเบา

“เข้าห้องไปแล้ว” เรียวเอามือลูบหัวน้องชายเบาๆ “นายอยากคุยกับชั้นรึเปล่า” เขามองหน้าเร็นอย่างค้นคว้า

เร็นหลับตาแล้วพยักหน้า ลุกขึ้นนั่งข้างๆพี่ชาย “ชั้นกลัวจังเรียว เรื่องนี้มันเกินความสามารถของเด็กอย่างเรานะ แล้วพวกเราจะทำยังไงดี” เร็นถามเสียงเศร้าๆ

“ชั้นก็คิดเหมือนนายแหละ แต่เมื่อเชนเขาบอกว่าเขาจัดการได้เราก็คงต้องเชื่อเขา อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องในครอบครัวของเขาเราไม่ควรจะเข้าไปยุ่ง” เรียวถอนใจ “ชั้นก็เป็นห่วงนาธานเหมือนกัน แต่จะทำไงได้”

“นายก็รู้นะเรียวว่าชั้นไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ชั้นบอกตามตรงว่าชั้นชอบเชน ชั้นก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องเป็นเขามันเป็นสิ่งที่ชั้นไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อนเลย” เร็นสารภาพความรู้สึกให้พี่ชายฟัง ปกติเขาก็คุยกับเรียวได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว เขารู้ว่าเรียวรักและเป็นห่วงเขา เพราะตัวเขาชอบซุกซน แกล้งคนอื่นอยู่เรื่อยไม่เว้นแม้แต่ตัวเรียวเอง แต่เรียวก็คอยปกป้องเขาเรื่อยมา

“ชั้นเข้าใจว่านายรู้สึกยังไง แต่พวกเขาจะอยู่ที่อังกฤษอีกไม่นานแล้วนะ” เรียวกล่าวอย่างเห็นใจ

เร็นสะดุ้ง จริงสิเขาลืมเรื่องนี้ไปเลย เชนอยู่ที่อเมริกาและเขาก็ต้องกลับไปเรียน พวกเขามีเวลาเหลือน้อยเหลือเกิน “เขาบอกนายอย่างนั้นเหรอ” เร็นถามเสียงเครือ น้ำตาใกล้จะไหลออกมาอีกแล้ว

“อีกหนึ่งเดือน เขาต้องกลับไปเรียนน่ะ” เรียวโอบไหล่น้องชาย “ถ้านายเชื่อมั่นในตัวเขาก็ไม่มีอะไรต้องกลัว ชั้นเองก็เชื่อว่าเชนเป็นคนดีและรักษาคำพูด แต่มันก็ขึ้นอยู่กับนายนะว่าระหว่างนายกับเขานายอยากให้มันเป็นแบบไหน”

“ชั้นเชื่อเขานะ แล้วก็เชื่อว่านายคงดูคนไม่ผิดหรอก” เร็นยิ้มให้พี่ชาย

“ยิ้มออกแบบนี้ก็ดีแล้ว ตอนนี้ทำใจให้สบายก่อน ค่อยๆคิดให้ดีว่านายต้องการอะไรแล้วก็ทำตามที่นายต้องการจะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง” เรียวตบไหล่น้องชายเบาๆอย่างให้กำลังใจ

“ขอบใจนะเรียว ชั้นสบายใจขึ้นมากเลย” เร็นกอดขอบคุณพี่ชาย เรียวกอดตอบลูบหัวน้องชายอย่างเอ็นดู เวลาเร็นทำตัวดีๆก็น่ารักดีหรอก แต่เวลาอยากจะร้ายขึ้นมาก็ทำเอาเขาปั่นป่วนทุกที พอโดนอ้อนทีไรก็หายโกรธทุกทีเหมือนกัน ช่วยไม่ได้เขาก็แพ้ทางเร็นเหมือนกันนี่นา

เสียงลูกบิดประตูห้องน้ำดังขึ้น เรียวหันไปมอง เห็นนาธานเดินออกมาเอาผ้าขนหนูเช็ดผมที่เปียกจากการสระไปด้วย “เฮ้อ! สบายตัวจัง ตานายแล้วเร็น...” นาธานชะงักเมื่อเห็นเรียวมองมา หน้าเป็นสีระเรื่อเพราะเรียวจ้องเขา ก็เล่นจ้องเอาๆแบบนั้นใครจะไม่เขินล่ะ

เรียวตะลึงมองนาธานอย่างเผลอไผล นาธานใส่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นของเขาแล้วยิ่งดูบอบบางขึ้นไปอีก เขามองช่วงขาของชายหนุ่มแล้วกลืนน้ำลายลงคอ ช่วงขาที่ทั้งขาวทั้งเนียนเห็นแล้วเขาก็ใจสั่นขึ้นมาเฉยๆ

แล้วเรียวก็สะดุ้งโหยงเพราะโดนเร็นตีแขนดังเผี๊ย!! “พี่บ้า จ้องอยู่ได้นาธานเขินจนหน้าแดงแล้วเห็นเปล่า” แล้วเจ้าตัวก็หัวเราะหึ หึที่เห็นว่าทั้งเรียวทั้งนาธานต่างก็หน้าแดงแข่งกัน “ชั้นไปอาบน้ำมั่งดีกว่าไม่อยากอยู่ขัดคอใครบางคน” แล้วเร็นก็เผ่นเข้าห้องน้ำด้วยความรวดเร็วเมื่อเห็นเรียวเงื้อกำปั้นเล็งมาที่หัวของเขา ทิ้งไว้แต่เสียงหัวเราะอย่างขบขันก่อนประตูห้องน้ำจะปิดลง

เรียวส่งยิ้มเขินๆให้นาธาน ชายหนุ่มยิ้มตอบแล้วเดินมานั่งข้างๆ เรียวใจสั่นขึ้นไปอีกเพราะกลิ่นสบู่กับแชมพูที่ลอยมาเข้าจมูก เขาสูดหายใจเข้าลึกแล้วระบายออก แล้วเบนสายตาไปซะจากชายหนุ่ม “เอ่อ ชั้นไปก่อนดีกว่านะนายจะได้พักผ่อน” เรียวจะลุกขึ้นแต่นาธานก็คว้าแขนเขาเอาไว้ก่อน “เดี๋ยวสิอยู่คุยกันก่อน ชั้นยังนอนไม่ได้หรอกก็ผมยังไม่แห้งเลย” นาธานบอกพลางขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น

เรียวพยามไม่ขยับหนี ทำไมนาธานดูแปลกไปนะ ทุกทีแค่เขาจับมือก็เขินหน้าแดงแล้วแต่นี่มานั่งซะแทบจะติดกันแถมยังประกายตาแปลกๆนี่อีก “นายไม่อยากคุยกับชั้นเหรอ” นาธานถามเบาๆ

“ป...เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้น” เรียวตอบเสียงสั่นๆ

นาธานแอบยิ้มในใจ นี่เรียวคงหวั่นไหวละสิที่เขาทำแบบนี้ ปกติก็เขินอยู่หรอกแต่วันนี้เรียวบอกในสิ่งที่เขาอยากจะบอกกับเรียวเหมือนกัน แต่เขาก็ยังไม่ได้พูดอะไรออกไป ยังก่อน เขาอยากจะดูความจริงใจของเรียวต่อไปอีกซักนิด ถึงเขาจะแน่ใจในตัวเรียวแล้วก็เถอะแต่เรื่องของอนาคตมันต้องดูกันนานๆไม่ใช่เหรอ อีกอย่างความสัมพันธ์แบบนี้ก็ใช่ว่าจะไม่ลำบากนี่นา “ทำไมต้องหันหน้าหนีชั้นด้วยล่ะ” นาธานถามพร้อมกับเอามือแนบกับแก้มทั้งสองข้างของเรียวแล้วจับให้หันหน้ามาสบตากัน

ตาสีเขียวของนาธานที่มองสบกับตาสีช็อกโกแลตของเรียวมีแววหัวเราะอยู่ภายใน เรียวถึงได้รู้ว่าถูกแกล้ง “นี่นายแกล้งชั้นเหรอ” นาธานอมยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่จะเอามือลงจากแก้มเรียวก็โดนยึดข้อมือไว้ “แบบนี้ต้องเอาคืนซะแล้ว” เรียวบอกพลางยิ้มเจ้าเล่ห์จนนาธานชักกลัว “ชั้นเปล่าแกล้งนายนะ” นาธานท้วงแต่เรียวกลับเอามือของชายหนุ่มที่เขาจับไว้โอบไปรอบคอตัวเองแล้วโอบนาธานเข้าสู่อ้อมกอด “ขอ Good Night Kissให้ชั้นนะ” เรียวประทับจูบปิดปากบางที่กำลังจะประท้วงทันที จูบอ่อนโยนที่กลืนคำพูดทุกคำที่เขาคิดจะเอ่ยออกมา ริมฝีปากเรียวอ่อนนุ่มเหนือริมฝีปากของเขา ลิ้มรสเขาช้าๆจากนั้นประกบแนบลึกซึ้ง ปลายลิ้นแยกริมฝีปากเขาและเลื่อนเข้าไปภายในทั้งอ่อนโยนทั้งร้อนแรงในคราวเดียวกัน เขาจูบตอบด้วยความรู้สึกอ่อนหวานที่เกิดขึ้นเต็มหัวใจ

เรียวค่อยๆถอนจุมพิตช้าๆ กอดนาธานแนบแน่นด้วยความรู้สึกในหัวใจ นาธานก็กอดตอบด้วยความรู้สึกดุจเดียวกัน เรียวเป็นฝ่ายผละออกก่อน เชยคางร่างบางให้สบตาเขา เด็กหนุ่มยิ้มกว้างที่เห็นนาธานหน้าแดงกล่ำ “ชั้นต้องกลับห้องแล้วล่ะ” เรียวลุกขึ้นยืนแล้วก้มลงจุมพิตหน้าผากชายหนุ่มเบาๆ “ราตรีสวัสดิ์นาธาน” เขาเดินผละไปที่ประตูห้องหมุนลูกบิดและกำลังจะก้าวออกไป

“ฝันดีนะเรียว” นาธานเอ่ยขึ้นเบาๆจากบนเตียง

เรียวหันกลับมา “แน่นอนอยู่แล้ว” เขาบอกแล้วก้าวออกไปและปิดประตูห้องอย่างเบามือ

นาธานล้มตัวลงนอนยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเอง ช่างเป็นความรู้สึกหวานล้ำจนเขาไม่อาจลืมได้เลย เขาลากปลายนิ้วไปตามเรียวปากช้าๆ เป็นความรู้สึกที่อ่อนหวานจนแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเกิดขึ้นกับเขาได้

ประตูห้องน้ำเปิดออกแล้วเร็นก็ก้าวออกมา “เรียวไปแล้วเหรอ” เขาถามพลางเช็ดหัวตัวเองยุกยิก

“ไปเมื่อกี้นี้เอง มานั่งนี่สิจะช่วยเช็ดให้” นาธานบอก เร็นเดินมานั่งข้างเตียงอย่างว่าง่าย นาธานลุกขึ้นนั่งแล้วเอาผ้าขนหนูขยี้ผมให้เร็นอย่างเบามือ “แหมใช้เวลาซะคุ้มเชียวนะเรียวนี่ พอไปปุ๊บชั้นก็ออกมาปั๊บดูซิอดดูอะไรดีๆเลย”

“ว่าไงนะ!!” นาธานถามแบบอึ้งๆ

“โธ่ ไม่ต้องอายหรอกน่า ก็ดีแล้วนี่พวกนายจะได้สวีตกัน ว่าแต่เมื่อกี้ทำอะไรกันเอ่ย” เร็นถามพลางหัวเราะหึหึ

“บ้า!! ใครจะบอก เจ้าเด็กนี่ นายแก่แดดเกินไปแล้วนะ” นาธานว่าเข้าให้แต่น้ำเสียงมีแววหัวเราะ

“บอกหน่อยไม่ได้เหรอ จะได้เอาไว้ล้อเรียวน่ะ นะบอกหน่อยสิ” เร็นแกล้งต่อแล้วทำท่าจะหันมา นาธานรีบกดเด็กหนุ่มเอาไว้แล้วขยี้หัวอย่างเอ็นดู “ไม่บอกหรอกเรื่องอะไร ทีนายยังไมบอกชั้นเรื่องเชนเลย” นาธานแกล้งแหย่เร็นบ้างเพราะรู้ว่าเรื่องของพี่ชายเขาเป็นจุดอ่อนของเด็กหนุ่ม

“โห เล่นงี้เลยเหรอ แบบนี้ต้องจัดการ” แล้วเร็นก็ลุกขึ้นจี๋เอวนาธานทันที ชายหนุ่มไม่ทันตั้งตัวเลยหัวเราะซะยกใหญ่แต่พอตั้งตัวได้ก็จี๋เร็นกลับ คราวนี้เสียงหัวเราะสองเสียงเลยดังประสานกันลั่นห้อง สองหนุ่มนอนแผ่หลาบนเตียงเพราะหมดแรงจากการหัวเราะ หันมามองหน้ากันแล้วยิ้มอย่างสดใส

“จริงสินายโทรบอกที่บ้านรึยัง” เร็นถามขึ้น

“โทรแล้ว นอนกันเหอะชั้นง่วงแล้ว” นาธานบอกพร้อมกับหาวประกอบ

“ได้เลย” เร็นหัวเราะ เดินไปปิดไฟ แล้วรีบกลับมาที่เตียง

“นาธาน”

“ว่าไง”

“แล้วตกลงนายจะเล่าให้ชั้นฟังมั้ย”

“ถ้านายเล่าเรื่องเชนเป็นการแลกเปลี่ยน”

“ก็ได้ แต่ไม่ใช่วันนี้นะ”

“ตกลง ไม่ใช่วันนี้ นอนได้แล้ว” แล้วสองหนุ่มก็ผล็อยหลับไปด้วยใบหน้าที่อาบไปด้วยรอยยิ้ม

อีกด้านหนึ่งของบ้าน ไมล์กับเชนที่กำลังเตรียมตัวเข้านอนหันมามองหน้ากันด้วยความสงสัย เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะใสๆแว่วมา

“ดูท่าจะไม่เป็นไรแล้วนี่” ไมล์บอกเพื่อนพร้อมรอยยิ้มตามแบบฉบับ

“นั่นสิ ลองหัวเราะกันออกแบบนี้ ชั้นก็คลายกังวลไปได้บ้างล่ะ” เชนบอกพร้อมกับล้มตัวลงนอนบนเตียง ไมล์เดินไปปิดไฟแล้วกลับมานอนเหมือนกัน

“พรุ่งนี้ก็รู้ว่ามันจะเป็นพวกไหน ตอนนี้นอนเอาแรงก่อนดีกว่า” ไมล์บอกแล้วก็หลับตาลง

“ใช่พรุ่งนี้ ราตรีสวัสดิ์เพื่อน” แล้วเชนก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว

ไมล์หลับตาฟังเสียงหายใจสม่ำเสมอของเพื่อนรักที่หลับไป ไม่ว่าพวกนั้นจะเป็นพวกไหนเขาก็รู้สึกว่าภาระหนักต้องตกอยู่กับเชนอยู่ดี นี่ใจคอเพื่อนของเขาคงยอมแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวอีกแน่ๆ ไหนจะเรื่องนาธานแล้วยังเรื่องเร็นอีก แต่ไม่ว่ายังไงเขาก็จะยืนหยัดอยู่ข้างเชนอย่างที่ทำเสมอมา ถึงแม้ว่าการทำอย่างนั้นจะหมายถึงการที่จะต้องยืนอยู่คนละฝั่งกับพ่อของเชนและพ่อของเขาด้วยก็ตาม ไมล์คิด แล้วเขาก็ผล็อยหลับไปพร้อมด้วยความคิดที่ไม่สบายใจนั้น

วันรุ่งขึ้น...

“อรุณสวัสดิ์ครับอารินะ อรุณสวัสดิ์เร็น” นาธานทักเมื่อเดินตามกลิ่นหอมของขนมปังปิ้งเข้ามาในครัว “หอมจังเลยฮะ”

“อรุณสวัสดิ์จ้ะนาธาน หลับสบายมั้ย” รินะหันมาทักตอบแล้วหันกลับไปทอดเบคอนต่อ

“สบายมากเลยฮะ เร็นกอดผมทั้งคืน อุ่นสบายไม่ต้องพึ่งผ้าห่มเลยฮะ” นาธานบอกแล้วหันไปยิ้มล้อเลียนให้เร็น

“นาธานอ่ะ อย่าแซวสิ” เร็นทำหน้ามุ่ย พลางทาเนยที่ขนมปังไปด้วย

“โรคติดหมอนข้างเนี่ย แก้ยังไงก็ไม่หายหรอกจ้ะเป็นมาแต่เด็กแล้ว” รินะหัวเราะขำลูกคนเล็ก

“ก็ต้องโทษเรียวนั่นแหละ ก็ตอนเด็กๆมานอนให้ผมกอดทำไมล่ะ ไม่งั้นผมก็ไม่เป็นยังงี้หรอก” เร็นว่าทำแก้มป่องอย่างงอนๆ รินะกับนาธานเลยหัวเราะชอบใจ

“คนอื่นๆล่ะครับ” นาธานถามหลังจากกลั้นหัวเราะได้แล้ว

“เรียวกับสองคนนั่นยังไม่ลงมาเลย ส่วนคุณพ่อออกไปทำงานแล้ว” เร็นตอบ

“หอมจังเลยครับแม่” เรียวส่งเสียงดังมาก่อนที่เจ้าตัวจะเดินเข้ามาในครัว

“แมลงวันหัวเขียว” เร็นบ่นพึมพำแซวพี่ชาย

“อะไรนะ เจ้าตัวยุ่ง” เรียวถามอย่างอารมณ์ดี แล้วหันมายิ้มกว้างกับนาธาน “อรุณสวัสดิ์”

“อรุณสวัสดิ์เรียว” นาธานยิ้มตอบ “แล้วสองคนนั้นล่ะ”

“ตื่นแล้วล่ะ เดี๋ยวก็ลงมา”

“งั้นช่วยแม่จัดโต๊ะเลยสิลูก เดี๋ยวสองหนุ่มลงมาจะได้ทานกันเลย” รินะบอกอย่างอารมณ์ดี

“คร๊าบผม” เรียวรับคำ แล้วพวกเขาสองคนก็ช่วยกันจัดโต๊ะตามคำสั่งของคุณแม่ผู้แสนดีทันที พอจัดโต๊ะเสร็จเชนกับไมล์ก็เดินเข้ามาพอดี

“มาแล้วเหรอจ้ะ เอ้านั่งเลยจะได้ทานกัน” รินะบอกเมื่อเห็นสองหนุ่มเดินเข้ามา

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณอา อรุณสวัสดิ์ทุกคน” สองหนุ่มรีบทักทาย

“ไง หลับสบายมั้ย” เรียวถามยิ้มๆ

“สบายมากหัวถึงหมอนปุ๊บก็หลับปั๊บเหมือนปิดสวิทซ์เลย” เชนบอกพร้อมกับดึงเก้าอี้มานั่ง

“ชั้นก็เหมือนกัน” ไมล์บอกบ้าง “หลับสบายยันเช้าเลย”

“ขี้เซาน่ะสิ ถึงได้ตื่นสาย” เร็นอดกัดไม่ได้

“เอาล่ะจ้ะทานกันได้แล้วเดี๋ยวจะเย็นซะหมด” รินะบอกกับพวกเด็กๆ

หลังจากทานอาหารเช้าเติมพลังงานอย่างเอร็ดอร่อยแล้ว รินะก็ออกไปซื้อของปล่อยให้ห้าหนุ่มอยู่กันตามลำพัง หลังจากจัดการล้างจานและทำความสะอาดครัวแล้ว ห้าหนุ่มก็มาชุมนุมกันที่ห้องรับแขก

“เดี๋ยวชั้นขอโทรศัพท์หาเจอโรมก่อนนะ” เชนบอกทุกคนแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ที่คุ้นเคยลงไป แล้วนิ่งรอ อีกสี่คนที่เหลือก็นั่งฟังอย่างใจจดใจจ่อ

“เจอโรมเหรอครับ ทุกอย่างเรียบร้อยรึเปล่าครับ” เชนถามเมื่ออีกฝ่ายรับสาย

“เรียบร้อย เราจับพวกมันได้หมดแล้ว แต่คนบงการไม่ได้อยู่ที่นี่” เจอโรมตอบกลับมา

“แสดงว่าพวกมันเป็นพวกที่เคยจู่โจมผมเหรอครับ”

“ใช่แล้ว แต่มันจ้างคนที่นี่ทำ ส่วนคนจ้างอยู่ที่อเมริกา”

“แล้วพ่อว่าไงบ้างครับ”

“มาร์คเป็นห่วงเธอนะ เขาสั่งให้ชั้นจัดคนไปคุ้มครองเธอเรียบร้อยแล้ว”

เชนเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “คุณไม่ได้พูดเองใช่มั้ยเจอโรม พ่อน่ะเหรอจะพูดแบบนั้น”

“เชน...ยังไงพวกเธอก็เป็นพ่อลูกกันนะ”

เชนเงียบไป เขาไม่อยากจะเชื่อว่าพ่อของเขาจะพูดแบบนั้นออกมาได้ “แสดงว่าหมดเรื่องแล้วใช่มั้ย ทุกอย่างเคลียร์แล้วนะครับ”

“ใช่ ชั้นเคลียร์พื้นที่ให้แกหมดแล้ว แกจะกลับตอนบ่ายใช่มั้ย ชั้นมีเรื่องจะคุยกับแก” เสียงห้าวๆเย็นๆดังมาทางปลายสาย “พาน้องชายแกมาด้วย เขาอยู่ที่นั่นด้วยใช่มั้ย”

“พ่อ!! พ่อคิดจะทำอะไรกันแน่ ทำไม...” เชนพูดไม่ทันจบก็ถูกขัดขึ้นเสียก่อน

“ถ้าแกอยากรู้ก็พานาธานมาหาชั้น แกคงไม่คิดว่าชั้นจะลักพาตัวเขาไปหรอกนะ แกก็รู้ว่าคนอย่างชั้นไม่ทำอะไรตื้นๆขนาดนั้น” มาร์คกล่าวเสียงราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกอะไรให้เชนจับได้เลย

“ก็ได้ฮะ แต่ผมขอบอกไว้ก่อนนะว่าผมจะปกป้องเขาด้วยทุกๆอย่างที่ผมมี” เชนเอ่ยเสียงกร้าวอย่างไม่ยอมแพ้

“แล้วชั้นจะคอยดู เท่านี้แหละ” แล้วปลายสายอีกข้างก็ตัดไป ชายหนุ่มถอนหายใจดังเฮือก วางโทรศัพท์ลงแล้วหันมาเผชิญหน้าอีกสี่คนที่รอฟังอยู่ด้วยสีหน้าไม่สบายใจอย่างยิ่ง

“เป็นไงบ้าง บอกเราซักทีสิ” เร็นถามด้วยความร้อนใจ

“เรื่องเจ้าพวกข้างนอกน่ะพ่อชั้นจัดการเรียบร้อยแล้ว” เชนหยุดพูดมองหน้าทุกๆคนที่มีสีหน้าโล่งใจกันถ้วนหน้า “แต่ว่า...” ชายหนุ่มหลับตาลงแล้วถอนใจอีกครั้ง

“แต่อะไรเชน” เรียวชักสังหรณ์ใจไม่ดี “คงไม่ใช่เรื่อง...” เขาหันมามองนาธานที่หน้าเริ่มซีดลง

“พ่อของเราอยากพบนาย นาธาน” เชนบอกพลางมองหน้าน้องชาย

“ไม่นะ พ่อนายจะทำอะไรนาธานก็ไม่รู้ แล้วนายยังไปรับปากเขาว่าจะพานาธานไปพบเขาอีกเหรอ” เร็นคว้าแขนเชนเขย่าอย่างร้อนรน

“ชั้นมีทางเลือกที่ไหนคนของพ่อก็อยู่ข้างนอก ถ้านายไม่ให้นาธานไปกับชั้นแล้วนายจะให้พวกข้างนอกจับตัวเขาไปอย่างงั้นเหรอ” เชนกล่าวอย่างชี้ให้เห็นเหตุผล

“ใช่แล้วเร็น อย่างน้อยนาธานก็ปลอดภัยเมื่ออยู่กับเรานะ” ไมล์กล่าวอย่างห่วงใย

“นายก็ต้องเข้าข้างเชนอยู่แล้วก็นายเป็นพวกเดียวกันนี่” เร็นหันมาตัดพ้อน้ำตาคลอเพราะเป็นห่วงเพื่อน

เชนจับมือเร็นมากุมไว้แล้วกล่าวอย่างอ่อนโยน “ใจเย็นๆก่อนเร็น ชั้นรู้ว่านายเป็นห่วงนาธาน พวกเราก็เหมือนกัน แต่นายคิดดูนะเราจะอยู่กันอย่างนี้แล้วต้องมานั่งหวาดผวาว่าพ่อชั้นจะทำอะไรกับการที่เผชิญหน้ากับเขาให้มันรู้กันไปเลย อย่างไหนมันดีกว่ากัน”

“เชนพูดถูกแล้ว” เรียวกล่าวพยายามทำน้ำเสียงให้ราบเรียบ แม้ในใจเขาก็หวาดหวั่นไม่แพ้น้องชายเช่นกัน “การหนีไปน่ะมันง่ายแต่การเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราหวาดกลัวน่ะมันยากกว่า ถ้าเราหนีเราก็อาจจะต้องหนีตลอดไปและมันก็จะไม่แก้ปัญหาใดๆเลย”

“ใช่แล้ว ถึงชั้นจะหนีการเผชิญหน้าครั้งนี้ไปได้แต่ก็คงมีครั้งหน้าและครั้งต่อๆไปอีก เพราะฉะนั้นชั้นจะเผชิญหน้ากับเขาให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย ชั้นก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาต้องการอะไรจากชั้นกับแม่กันแน่” นาธานกล่าวอย่างตัดสินใจได้ หลังจากที่เงียบมานาน

“นายแน่ใจนะ” เรียวถามอย่างห่วงใย นาธานพยักหน้ารับ “ไม่ต้องกังวลมากเกินไปหรอกเรียว ยังไงเขาก็เป็นพ่อของชั้น” ชายหนุ่มพูดปลอบใจเรียวและปลอบใจตัวเองไปด้วย

“งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ” เชนเอ่ยอย่างเคร่งขรึม

ทั้งห้าคนเดินไปที่ประตูบ้าน “พวกนายไม่ต้องออกไปหรอก แล้วชั้นจะส่งข่าวมานะ” เชนหันมาบอก

“ระวังตัวด้วยนะ” เร็นกล่าวเสียงเครือ

เชนดึงเร็นเข้าสู่อ้อมกอด เร็นก็กอดตอบเขาแน่น ชายหนุ่มผละจากเร็นช้าๆแล้วหันมาจับบ่าเรียว “ไม่ต้องห่วงนะชั้นจะดูแลนาธานเอง”

“ชั้นเชื่อนาย” เรียวตอบอย่างเชื่อมั่นในตัวเพื่อน

“แล้วเจอกันนะเรียว เร็น” นาธานเอ่ยอย่างให้คำมั่น เพื่อให้เรียวกับเร็นคลายกังวล

“อย่าลืมติดต่อมานะ” เรียวสำทับก่อนที่สามหนุ่มจะเดินออกประตูไป แล้วสองพี่น้องก็รีบวิ่งไปที่หน้าต่างที่มองเห็นหน้าบ้าน มองเห็นสามหนุ่มขึ้นรถไปกับผู้ชายใส่สูทสองคนแล้วรถก็เคลื่อนออกไปจากหน้าบ้านของพวกเขา

“หวังว่าพ่อของพวกเขาจะไม่ใจร้ายนักนะ” เร็นกล่าวอย่างมีความหวัง

“ชั้นก็หวังว่าอย่างงั้น” เรียวเอ่ยเสียงห่อเหี่ยวแล้วทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาทำหน้ายุ่งยากใจ เร็นเดินมานั่งข้างพี่ชายแล้วกอดเขาไว้อย่างจะปลอบใจ ทั้งสองคนต่างก็ปลอบใจกันและกันเพราะพวกเขาต่างก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

“นายพร้อมแล้วนะ” เชนหันมาถามน้องชาย ตอนนี้พวกเขาสองคนยืนอยู่หน้าห้องสูทชั้นบนสุดของโรงแรมชื่อดังใจกลางกรุงลอนดอนซึ่งเป็นห้องที่พ่อของเขาพักอยู่ ไมล์แยกตัวไปพบพ่อของเขา ปล่อยให้ชายหนุ่มสองคนเข้าไปพบพ่อของพวกเขาตามลำพัง

“ไม่พร้อมก็ต้องพร้อมแล้วล่ะมาถึงประตูห้องแล้วนี่” นาธานหันมายิ้มให้พี่ชาย เขาสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วค่อยๆผ่อนออกมา ก็พยักหน้าให้เหมือนบอกว่าพร้อมรบแล้ว เชนยิ้มให้อย่างให้กำลังใจ แล้วเคาะประตูห้อง

“เข้ามา” เสียงห้าวและเย็นชาดังมาจากด้านในของประตู เชนเปิดประตูให้นาธานเดินเข้าไปก่อน เขาเดินตามเข้าไปแล้วปิดประตูตามหลังเบาๆ

นาธานเห็นชายรูบร่างสูงใหญ่ยืนหันหน้าไปทางหน้าต่างเขาจึงเห็นแค่ด้านหลังเท่านั้น แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงกระแสของพลังและอำนาจในตัวของผู้เป็นพ่อ พอพ่อของเขาหันมาเขาก็ประทะกับสายตาคมกริบที่มองเขาอย่างประเมินตัวแต่หัวจรดเท้า ดวงตาสีเขียวเข้มเย็นชาที่มีอำนาจตรึงเขาจนนาธานรู้สึกเหมือนขาของเขากลายเป็นหินไปแล้ว ดวงตาที่แสนเย็นชานั้นเปล่งประกายพึงพอใจแว่บหนึ่งเมื่อมองเขาสลับกับเชน

“มานั่งนี่สิ” มาร์คบอกเสียงราบเรียบพร้อมกับชี้ไปที่โซฟารับแขกที่อยู่ข้างหน้าต่าง

เชนแตะหลังนาธานเบาๆและเขาเหมือนจะรู้สึกตัว เขาเดินอย่างขัดๆไปที่โซฟาแล้วนั่งลง เชนนั่งลงข้างๆเขา ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบที่น่าอึดอัด นาธานมองชายที่เป็นพ่อแท้ๆของเขาอย่างประเมินท่าที เขาต้องยอมรับว่าด้วยวัยเกือบสี่สิบปี พ่อของเขายังดูหนุ่มมากและหล่อมากด้วย เขาสวมสูทสีกรมท่าที่เข้มจนเกือบดำพอดีกับร่างกายแกร่งกำยำเหมือนนักกีฬา ใบหน้าหล่อเหลาแต่เคร่งขรึมเหมือนไม่รู้จักการยิ้ม พ่อของเขาเดินมานั่งลงฝั่งตรงข้าม ต่างฝ่ายต่างมองกันอย่างดูเชิง

“เลิกข่มขวัญพวกเราซักทีเถอะฮะพ่อ” เชนทำลายความเงียบขึ้น “พ่ออยากเจอนาธานผมก็พาเขามาแล้วนี่ไง”

มาร์คกระตุกยิ้มมุมปาก “แกช่างไม่มีความอดทนเอาซะเลยนะเชน” เขาหันมาทางนาธาน “สวัสดีนาธาน ชั้นคงไม่ต้องแนะนำตัวว่าชั้นเป็นใครแล้วใช่มั้ย”

“ผมทราบแล้วครับว่าท่านเป็นใคร” นาธานตอบเสียงเรียบ “บอกผมตรงๆเลยดีกว่าครับว่าท่านต้องการอะไร” เขาจงใจใช้สรรพนามเรียกพ่อของเขาเพื่อเน้นให้พ่อเขาตระหนักถึงความสัมพันธ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน

มาร์คเลิกคิ้วขึ้นสูง ดูจากลักษณะภายนอกแม้จะดูบอบบางและเรียบร้อยแต่นาธานก็ซ่อนความเข้มแข็งและดื้อรั้นไว้ภายในไม่ผิดแน่ “นายเหมือนแม่อย่างไม่ต้องสงสัย ซาร่าเลี้ยงนายได้ดีมาก” ดวงตาของมาร์คฉายแววพึงพอใจ “ชั้นต้องการให้นายกับแม่กลับไปกับชั้น”

“เป็นไปไม่ได้หรอกครับ” นาธานตอบทันควัน “ท่านก็ทราบว่าแม่แต่งงานแล้วและท่านก็มีความสุขมากด้วย ท่านจะต้องการให้พวกเรากลับไปกับท่านทำไมกันในเมื่อท่านก็มีทุกอย่างที่ต้องการแล้ว”

“ไม่ทุกอย่างหรอก” มาร์คเอ่ยเสียงกร้าว “นายกับแม่ของนายไงที่ชั้นยังไม่มี”

“พ่อรักคุณซาร่ามากใช่มั้ยฮะ แล้วทำไมพ่อถึงทอดทิ้งพวกเขามานานขนาดนี้ล่ะฮะ” เชนเอ่ยถามอย่างตั้งใจเพราะเขาอยากให้พ่อเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา

มาร์คตวัดสายตามาจ้องเชนเขม็งจนเขารู้สึกหวั่นๆ แล้วเอ่ยตอบช้าๆ “ใช่แกพูดถูก ชั้นรักเขามาก รักอย่างที่ไม่เคยรักใครมาก่อน เรื่องเดียวในชีวิตที่ชั้นเสียใจที่สุดที่ได้ทำลงไปก็คือบังคับให้เขาแต่งงานกับคนอื่นที่ไม่ใช่ชั้นนั่นแหละ”

เชนกับนาธานต่างก็มองหน้าพ่อของพวกเขาอย่างตกตะลึงเพราะไม่คิดว่ามาร์คจะยอมรับออกมาง่ายดายอย่างนี้ “แล้วทำไมล่ะฮะ ทำไมท่านถึงทำ” นาธานถามด้วยเสียงที่แข็งกร้าวน้อยลง เขาเข้าใจพ่อของเขาผิดไปหรือเปล่านะ บางทีเขาอาจจะไม่ร้ายกาจอย่างที่เห็นก็ได้

“ถ้านายอยากรู้ชั้นก็จะบอก” เขาตวัดสายตามามองที่เชนอีกครั้ง “แน่ใจนะว่าอยากรู้จริงๆ”

เชนเริ่มเอะใจบางอย่าง หรือว่าจะเป็น... “แม่หรือฮะ” เขาหน้าซีดเผือด เขาไม่อยากเชื่อแต่มันก็เป็นไปได้

“ใช่... แต่ชั้นก็ไม่โทษลอเรนคนเดียวหรอกนะ ชั้นก็มีส่วนผิดในเรื่องนี้ด้วย เพราะชั้นเองก็ไม่ซื่อสัตย์กับแม่ของแกทั้งที่ชั้นรู้ว่าเธอเป็นคนอารมณ์รุนแรง เธอหึงหวงชั้นมากเพราะรู้ว่าชั้นรักซาร่า พอเธอสืบรู้ว่าซาร่าตั้งท้องตอนนั้นเธอพึ่งจะคลอดลูกได้สองเดือนกว่าเท่านั้น แต่เธอก็ต้องการหลักประกันว่าเชนจะต้องเป็นทายาทเพียงคนเดียวของชั้น เธอจึงขู่ว่าจะให้พ่อของเธอถอนหุ้นออกไปนั่นชั้นยังพอทนได้ แต่ที่เธอขู่ว่าจะฆ่าทั้งแม่ทั้งลูกที่อยู่ในท้องด้วยนี่แหละที่ชั้นยอมไม่ได้” มาร์คมองสองพี่น้องที่ตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออกแล้วก็ถอนใจ “นึกไม่ถึงใช่มั้ยล่ะ ในตอนนั้นชั้นไม่อาจเดาได้เลยว่าเธอพูดจริงหรือว่าแค่ขู่ชั้นเท่านั้น แต่ชั้นก็ไม่อยากเสี่ยงชีวิตของคนที่ชั้นรักทั้งสองชีวิต และชั้นรู้ว่าเดรค โคดี้ที่เป็นผู้ช่วยเลขาของชั้นตกหลุมรักซาร่าอยู่ ชั้นจึงคุยกับเขาเรื่องนี้ซึ่งเขาก็เต็มใจที่จะทำตามที่ชั้นบอก นั่นแหละชั้นถึงได้บังคับซาร่าให้แต่งงานไป แล้วก็เฝ้าดูพวกเธออยู่เงียบๆโดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวและให้เดรคคอยรายงานเรื่องพวกเธอให้ชั้นรู้มาตลอดจนเขาตายไปนั่นแหละ”

“จริงเหรอครับ แต่แม่ไม่ได้เล่าให้ผมฟังแบบนี้ ผม...ไม่รู้...ผมสับสนไปหมดแล้ว” นาธานยกมือขึ้นบีบขมับ ทั้งงุนงงและสับสนจนนึกอะไรไม่ออก ถ้าที่พ่อเขาเล่าเป็นความจริงก็แสดงว่าแม่เข้าใจพ่อผิดมาตลอดเลยน่ะสิ

“ชั้นรู้ว่าเรื่องที่ชั้นเล่าให้ฟังมันเชื่อยาก ชั้นไม่มีอะไรจะพิสูจน์เรื่องนี้ได้นอกจากสิ่งเดียว” มาร์ครอจนสองพี่น้องเงยหน้ามามองเขา “เชนไปหยิบแฟ้มสองเล่มบนโต๊ะทำงานพ่อมาสิ”

เชนลุกขึ้นอย่างช้าๆ เขารู้สึกแขนขาไม่มีแรง สมองก็หนักอึ้ง นี่เขามองพ่อผิดไปจริงๆเพราะความทิฐิของเขาแท้ๆที่ทำให้เขามองไม่เห็นว่าจริงๆแล้วพ่อของเขาเป็นอย่างไร เขาเดินไปถึงโต๊ะทำงานตัวใหญ่หยิบแฟ้มที่พ่อเขาบอกแล้วเดินกลับมาที่โซฟา

“ดูซะนั่นคือสิ่งที่ชั้นนั่งดูรอบแล้วรอบเล่าตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา” มาร์คบอกแล้วหันหน้าไปทางหน้าต่างมองเหม่อออกไปยังท้องฟ้าภายนอกอย่างรอคอย

เชนส่งแฟ้มหนึ่งให้นาธานแล้วนั่งลง นาธานรับแฟ้มมาแล้วทั้งสองก็เปิดแฟ้มออกดูพร้อมๆกัน ในแฟ้มมีรูปถ่ายของเขากับแม่ตั้งแต่เขายังแบเบาะพร้อมด้วยข้อมูลทุกๆอย่างมากกว่าที่เขาจะรู้หรือจำได้ซะอีก มีแม้กระทั่งข้อมูลเมื่อสามเดือนก่อนซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุด แต่นอกจากจะมีรูปของเขากับแม่แล้วยังมีรูปของเชนแทรกอยู่ด้วย เชนเองก็ถึงกับอึ้งไปเขาไม่เคยรู้เลยว่าพ่อให้คนติดตามดูเขามาตลอดตั้งแต่เขายังเด็ก ทั้งๆที่เขากับพ่อก็อยู่บ้านเดียวกันเต่ก็ไม่ได้สนิทสนมเหมือนกับครอบครัวอื่นที่เขารู้จัก ตอนเป็นเด็กเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไม ครั้นเขาหันไปหาแม่ แม่ของเขาก็ไม่เคยมอบความรักความอบอุ่นให้เขา นอกจากบอกเขาเพียงว่าเขาต้องเป็นทายาทของตระกูลในอนาคตไม่ต้องสนใจใครทั้งนั้นนอกจากตัวเอง ในบ้านที่มีบรรยากาศเย็นชาแบบนั้น ที่เขาไม่กลายเป็นคนไร้หัวใจก็เพราะมีไมล์กับพ่อของเขาที่ยังคอยมอบความเป็นเพื่อนและความห่วงใยให้ ถึงแม้ลึกๆแล้วเขารู้สึกอิจฉาทุกครั้งที่เห็นพวกเขาอยู่ด้วยกันพูดคุยหยอกล้อกันตามประสาพ่อลูกแต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เขายึดเหนี่ยวไว้ตลอดมา เขารู้สึกขอบตาร้อนผ่าวจนต้องเงยหน้า พยายามกลั้นน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา

ฝ่ายนาธาน เขามองรอยยับของกระดาษทุกๆหน้าที่เขาเปิดผ่านมา รอยยับของรูปบางรูป เขารู้ทันทีว่าแฟ้มสองเล่มนี้ถูกเปิดอ่านครั้งแล้วครั้งเล่าบ่อยมากแค่ไหน เขารู้สึกแน่นในอกขึ้นมาทันที นี่พ่อของเขาต้องอดทนมากแค่ไหนกันนะตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา น้ำตาที่เขาไม่รู้ว่ากลั้นเอาไว้ไหลออกมาเหมือนกับเขื่อนพัง เขารีบปิดแฟ้มเอาวางไว้ที่โต๊ะข้างหน้าแล้วยกมือปาดน้ำตา ไม่อยากให้แฟ้มเปียกน้ำตาของเขาเพราะรู้ว่ามันเป็นสิ่งสำคัญและมีความหมายกับผู้เป็นพ่อมาก เชนก็ปิดแฟ้มเอาวางไว้บนโต๊ะข้างๆกัน แล้วโอบบ่าน้องชายไว้อย่างปลอบใจ เขาเบือนหน้าไปอีกทางเพื่อเช็ดน้ำตาของตังเองเช่นกัน

เชนพยามข่มความรู้สึกแปลกๆที่เขากำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้ลงไปในใจ “ทำไมถึงมีข้อมูลของผมด้วยล่ะฮะ” เขาเอ่ยถามเสียงแหบแห้ง มาร์คหันกลับมาช้าๆดวงตาฉายแววเจ็บปวดแว่บหนึ่งเมื่อเห็นน้ำตานองหน้านาธาน ส่วนเชนดูก็รู้ว่าพยายามอดกลั้นเอาไว้ “เพราะชั้นไม่กล้าเสี่ยงที่จะเอาใจใส่แกหรือแม้แต่จะแสดงท่าทีว่าสนใจแกจนมากเกินไปนะสิ แกเคยสงสัยรึเปล่าว่าแผลเป็นที่หลังกับที่หัวของแกน่ะมันได้มายังไง บางทีแกอาจจะจำไม่ได้เพราะว่าตอนที่แกได้แผลมาแกยังเด็กเกินไป” หางเสียงของมาร์คแหบเครือด้วยแววเจ็บปวด

“ใช่ฮะผมจำไม่ได้ รู้แต่ว่าที่หลังของผมมีแผลเป็นพาดสลับกันเป็นกากบาดหลายรอย แต่ที่หัวผมไม่รู้” เชนบอกอย่างงุนงง “มันเกิดอะไรขึ้นเหรอฮะแล้วมันเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไง”

“แผลอยู่ที่เหนือทัดดอกไม้ด้านซ้ายนะ ให้นาธานดูให้ก็ได้” มาร์คบอก เชนเอียงหัวให้นาธานที่ตอนนี้เช็ดน้ำตาจนแห้งหมดแล้วและกำลังตั้งใจฟังอย่างสนใจดู นาธานเลิกผมดกดำหนาของพี่ชายขึ้นดูบริเวณที่มาร์คบอก เขาเห็นรอยแผลเส้นบางๆยาวประมาณสองนิ้วที่นั่น เหมือนแผลได้รับการตกแต่งอย่างดีเพราะรอยบางเฉียบแต่ก็เห็นชัดเพราะสีเนื้อที่ปากแผลซีดกว่าอย่างเห็นได้ชัด “มีแผลจริงๆด้วยเชน” เขาบอกกับพี่ชาย เชนยกมือขึ้นลูบรอยแผลที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเบาๆ

“ชั้นเกือบเสียแกไปเพราะแผลนั่น” มาร์คเอ่ยช้าๆ แววตาเหม่อลอยเมื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต

“ตอนนั้นแกอายุได้หกขวบเกือบเจ็ดขวบแล้ว คืนก่อนเกิดเหตุประมาณสองทุ่มกว่าชั้นกำลังทำงานอยู่ในห้องทำงาน ลอเรนเดินเข้ามาบอกให้ชั้นพาเธอออกไปเที่ยวแต่ชั้นปฏิเสธ เธอตื๊ออยู่พักหนึ่งเมื่อไม่ได้ผลเธอก็เลยกลับออกไปด้วยความโกรธ ชั้นไม่ได้คิดอะไรเพราะเธอก็เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว วันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดชั้นเคลียร์งานต่างๆเสร็จก็เลยคิดจะพาเชนไปเที่ยวสวนสนุกอย่างที่เคยสัญญาไว้นานแล้ว ชั้นเลยให้พี่เลี้ยงพาเชนไปแต่งตัวแล้วชั้นก็ไปบอกกับลอเรน เธอมองชั้นอย่างโกรธๆแล้วก็ผลุนผลันออกไป ชั้นสังหรณ์ใจเลยตามเธอออกไป สวนกับพี่เลี้ยงที่รีบวิ่งมาตามชั้นบอกว่าลอเรนเข้าไปในห้องของเชน ท่าทางและแววตาน่ากลัวไล่ให้เขาออกมาแล้วปิดประตูลงกลอนด้านใน เขาเลยรีบมาตามชั้น” มาร์คเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้ฟัง

หลังจากฟังที่พี่เลี้ยงบอกแล้วเขาก็รีบวิ่งตรงไปห้องของเชนทันที แต่ประตูล็อคจากด้านใน เขาจึงเขย่าลูกบิดและทุบประตูอย่างร้อนรน “ลอเรน!! เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ เธอจะทำอะไรน่ะ!!” เงียบสนิทไม่มีเสียงตอบหรือแม้แต่เสียงร้องของเชน มาร์คทุบประตูแรงขึ้นจนสั่นไปทั้งบานด้วยความเป็นห่วงลูก แล้วเขาก็ได้ยินเสียงเชนกรีดร้องดังลั่นเหมือนเจ็บปวด เขาออกแรงทุบประตูอย่างกับคนบ้า “ลอเรน!! เปิดประตูนะ ให้ตายสิ” เขาหันมาบอกพี่เลี้ยงที่ยืนอยู่ใกล้ๆอย่างหวาดกลัวและเป็นห่วง “ไปตามเพอร์ซี่มาเดี๋ยวนี้” พี่เลี้ยงรีบวิ่งไปตามคนขับรถตามคำสั่งทันที

มาร์คใช้ไหล่กระแทกประตูไปได้สองสามครั้ง คนขับรถกับพี่เลี้ยงก็วิ่งขึ้นมา “ช่วยชั้นหน่อยเพอร์ซี่” เขาหันมาบอก เพอร์ซี่รีบวิ่งเข้ามาช่วย พวกเขาช่วยกันกระแทกประตูสุดแรง ครั้งที่สามประตูก็ถูกกระแทกเปิดออกกระทบกับผนังห้องเสียงดังสนั่นจนบ้านกระเทือน

มาร์คถลันเข้าไปในห้องทันทีที่ประตูเปิดออก ภาพที่เขาเห็นทำให้เขาตะลึงจนตัวแข็ง ลอเรนยืนอยู่กลางห้อง ที่มือถือเข็มขัดเส้นเรียวเล็กแน่น เชนนอนขดอยู่บนพื้นห้องไม่ใส่เสื้อมีรอยแผลแตกเลือดออกเป็นแนวพาดกันเป็นกากบาดที่หลังและร้องไห้เสียงดังลั่นอย่าเจ็บปวด เขาขยับจะเข้าไปดูลูก แต่ลอเรนหับขวับมาทางเขาแล้วตวาดลั่น “อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นชั้นจะฟาดมันอีก”

มาร์คชะงักกึกแล้วเอ่ยถามพยายามบังคับเสียงให้เป็นปกติ “เธอทำอย่างงี้ทำไม”

ลอเรนจ้องหน้าเขาเขม็งด้วยแววตาโกรธแค้น “ทำไมงั้นเหรอ คุณยังมีหน้ามาถามชั้นอีกเหรอ คุณไม่ยอมออกไปกับชั้นแต่จะออกไปกับมัน” เธอเบนสายตากลับไปที่เชนอย่างขุ่นเคือง

“ลอเรนนั่นลูกของคุณ...ลูกของเรานะ” มาร์คค่อยๆขยับเข้าไปใกล้ทีละนิด

“แต่คุณแคร์มัน คุณสนใจมันมากกว่าชั้น” เธอตาวาวอย่างน่ากลัวหันกลับมาเห็นมาร์คกำลังขยับเข้ามาใกล้ เธอก้มลงคว้าตัวเชนขึ้นมา “หยุดอยู่ตรงนั้นนะ” เธอแสยะยิ้ม “เป็นห่วงมันมากใช่มั้ย เพราะคุณไม่มีใครให้รักอีกแล้วนอกจากมันใช่มั้ย” เธอบีบแขนเชนที่จับอยู่แน่นขึ้นจนเนื้อบริเวณนั้นซีดขาว แล้วกระชากจนเชนเซไปเซมาพร้อมกับร้องไห้เสียงดังขึ้น “ทั้งที่ชั้นยังอยู่ที่นี่แต่คุณก็ไม่เคยแม้แต่จะชายตาแลชั้น ไม่ว่าชั้นจะทำยังไงคุณก็ไม่มีวันรักชั้นอย่างที่รักนังสองแม่ลูกนั่น แม้แต่ลูกก็ทำให้คุณรักชั้น สนใจชั้นไม่ได้ใช่มั้ย ดีล่ะชั้นอยากจะรู้นักว่าถ้าไม่มัน เมื่อคุณไม่เหลือใครอีกแล้วในชีวิต คุณจะรักชั้นได้มั้ย” พอลอเรนจบการตะเบงเสียงอย่างบ้าคลั่งแล้วก็เหวี่ยงเชนไปกระแทกกับโต๊ะเขียนหนังสือที่อยู่ด้านหลังอย่างแรง โดยที่มาร์คเข้าไปช่วยไม่ทัน

“ไม่นะ!!!” ชายหนุ่มตะโกนสุดเสียง เขาผลักลอเรนไปทางหนึ่งแล้ววิ่งเข้าไปที่ลูกชาย หัวของเชนกระแทกกับขอบมุมของโต๊ะอย่างแรงสลบไปในทันที เลือดทะลักออกจากปากแผลมากมายจนมาร์คหน้าซีดด้วยความตกใจ น้ำตาลูกผู้ชายคลอที่ตาของเขาด้วยคิดไม่ถึงว่าแม่จะทำกับลูกได้

“เพอร์ซี่เอารถออกเดี๋ยวนี้!!” ชายหนุ่มตะโกนสั่งคนขับรถที่กำลังตกตะลึงเสียงดังสนั่น เพอร์ซี่รีบวิ่งลงไปทันที มาร์คหันมาคว้าผ้าห่มห่อร่างลูกแล้วอุ้มขึ้นวิ่งผ่านลอเรนที่ยืนตะลึงเหมือนช็อคกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป ไปที่รถที่จอดรออยู่ “ดูคุณผู้หญิงไว้ด้วย มีอะไรโทรหาชั้นทันทีเข้าใจมั้ย” เขาสั่งกับแม่บ้านที่กำลังตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนจะขึ้นรถ เพอร์ซี่ขับออกไปอย่างรวดเร็วเท่าที่จะทำได้ เหลือแต่กลุ่มคนรับใช้ที่มองหน้ากันอย่างตกใจและงุนงง ได้แต่ภาวนาให้คุณหนูตัวน้อยของพวกเขาปลอดภัย...

มาร์คสำรวจร่างกายของเชนเพื่อหาบาดแผลอื่นๆนอกจากที่หลังและหัว ขณะที่เพอร์ซี่ก็เหยียบสุดชีวิตเพื่อจะไปให้ถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ มาร์คกดผ้ากับแผลที่หัวขอ