หัวข้อ : forbidden 4-6
ข้อความ : Chapter 4

หลังจากที่ทานกลางวันกันเรียบร้อยแล้ว มาร์คก็ให้ทุกคนกลับมาที่ห้องของเขาอีกครั้งและปล่อยให้พวกลูกๆไปคุยกันทางหนึ่ง ตัวเขาและเจอโรมแยกมาคุยกันอีกทาง

“เรื่องที่ชั้นให้นายสืบไปถึงไหนแล้ว” มาร์คถามแต่ไม่ค่อยจะสนใจฟังคำตอบนักเพราะสายตากลับไปวนเวียนอยู่ที่กลุ่มของลูกๆที่คุยกันอยู่อีกทาง สามหนุ่มคุยกันอย่างสนุกสนานพร้อมกับหัวเราะขำอะไรสักอย่าง มาร์คมองแล้วก็ยิ้มตามไปด้วยอย่างไม่รู้ตัว ได้ยินเสียงเพื่อนแว่วๆอยู่ใกล้ๆหูจึงหันกลับมาถามอีกครั้ง “นายว่าไงนะ”

เจอโรมหัวเราะหึ หึอยู่ในคอ “ชั้นยังไม่ได้พูดอะไรเลยเพราะถึงพูดไปก็ไม่มีคนฟัง”

มาร์คส่งยิ้มเขินๆให้เพื่อน “โทษที เอาล่ะว่าไปสิ” มาร์คบอกแล้วปรับสีหน้าเป็นจริงจัง

“ชั้นติดต่อกับพวกเราทางอเมริกาแล้ว จากที่สืบได้เป็นฝีมือของมิคาเอลจริงๆ หลังจากพวกที่ตามสะกดรอยเชนเมื่อวานถูกพวกเราจับได้พวกมันก็หยุดเคลื่อนไหวใดๆ ชั้นสั่งให้เฝ้าดูพวกมันไว้แล้วมีอะไรพวกของเราจะส่งข่าวให้รู้ทันที” เจอโรมรายงานอย่างเป็นการเป็นงาน

“หึ ไอ้พวกหมาลอบกัดพอเราจับได้ก็ทำเป็นหัวหด กลับไปคราวนี้เห็นทีชั้นคงต้องจัดการขั้นเด็ดขาดซะแล้ว นี่ชั้นเห็นว่าริคโค่ยังมีหัวคิดอยู่บ้างหรอกนะ ถ้าครั้งที่แล้วเขาไม่กล้าถึงขนาดลุยเดี่ยวเข้ามาหาชั้นแล้วขอร้องด้วยตัวเอง ชั้นคงจัดการให้มันกระเด็นออกจากวงการนี้ไปตั้งนานแล้ว” มาร์คพูดอย่าง***มเกรียม “เตรียมทุกอย่างให้พร้อมนะอย่าประมาทพวกมันเด็ดขาด”

“ครับผมเจ้านาย” เจอโรมตอบอย่างล้อเลียน “จริงสิแล้วเรื่องของนายจะว่าไง”

มาร์คหันกลับไปมองกลุ่มลูกๆของเขาอีกครั้งแล้วหันกลับมายิ้มให้เพื่อน “ชั้นพึ่งรู้วันนี้เองว่าสิ่งที่ชั้นต้องการจริงๆน่ะมันคืออะไร ก่อนที่ชั้นจะได้คุยกับพวกเขาชั้นคิดว่าชั้นต้องได้ตัวซาร่ากับนาธานกลับไปให้ได้ไม่ว่าจะต้องทำยังไงก็ตาม แต่พอถึงนาทีนี้แล้วสิ่งที่ชั้นต้องการกลับเป็นเรื่องง่ายๆที่ชั้นไม่อยากจะเชื่อเลย”

“อะไรล่ะ” เจอโรมถามยิ้มๆ แต่ในใจเขาน่ะมีคำตอบที่เดาไว้อยู่แล้ว

“นายจำได้มั้ย ครั้งหนึ่งนายเคยบอกให้ชั้นวางปัญหาที่ชั้นแบกไว้บนบ่าลง” มาร์คหยุดรอคำตอบของเพื่อน

“จำได้สิ”

“วันนี้ชั้นทำตามที่นายบอกคือวางปัญหาทุกอย่างลง แล้วค่อยๆพิจารณามันอย่างมีสติและเหตุผลแล้วชั้นก็เห็นหนทางแก้ปัญหาอย่างที่ชั้นไม่เคยเห็นมาก่อนเลย” มาร์คมองไปที่นาธานอีกครั้งแล้วพูดต่อ “ก่อนที่ชั้นจะมาที่อังกฤษนี่ ชั้นกำลังผิดหวัง จะเรียกว่าหึงหวงก็ได้ที่รู้ว่าซาร่าแต่งงานไปกับผู้ชายคนอื่น น่าสมเพชตัวเองแท้ๆที่ชั้นยังคิดว่าเธอยังคงรักชั้นอยู่ ตอนนั้นชั้นรู้สึกเหมือนถูกหยามน้ำหน้าพอชั้นพบกับเธอ ถูกเธอพูดใส่หน้าว่าเธอรักคนอื่นแล้ว ชั้นก็เลยเลือดขึ้นหน้าข่มขู่เธอเรื่องนาธานด้วยความโกรธอย่าไร้สติ สุดท้ายแล้วชั้นก็ทำร้ายจิตใจเธออีกครั้ง แล้วชั้นยังมีหน้ามาบอกว่าชั้นรักเธออีก” เขาส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อตัวเอง “ชั้นนี่มันเลวจริงๆ”

“ซาร่าพูดถูก นาธานมีจิตใจที่ดีงามเขาไม่โกรธไม่เกลียดชั้นในสิ่งที่ชั้นทำกับเขาและซาร่าทั้งที่เขาควรจะเกลียด เขากลับให้อภัยชั้นอย่างง่ายดาย เชนก็เหมือนกัน ชั้นถึงรู้ซึ้งว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดก็คือความรักที่แท้จริงที่ไม่มีการเห็นแก่ตัว ไม่มีข้อแม้ใดๆ สิ่งที่ชั้นต้องการที่สุดตอนนี้ก็คือเห็นคนที่ชั้นรักทุกคนมีความสุขเพราะชั้นรู้แล้วว่าการรักใครซักคนมันง่ายแสนง่ายแต่การที่จะรักษาความรักเอาไว้นานๆนั้นมันยากกว่าหลายเท่า”

“ถูกแล้วล่ะ ชั้นดีใจที่นายมองเห็นมัน นายควรจะได้มีความสุขซักทีหลังจากที่ไม่มีมันมานาน” เจอโรมตบบ่าเพื่อนอย่างยินดี

“ขอบใจนะเพื่อน สำหรับทุกอย่าง” มาร์คกล่าวอย่างซาบซึ้ง

“น้อยกว่านี้ก็ไม่ถือว่าเป็นเพื่อนกันน่ะสิ” ชายหนุ่มหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ชั้นกับไมล์จะไปรอข้างนอกนะ มีอะไรจะให้รับใช้อีกก็เรียกนะครับเจ้านาย” เขาบอกก่อนจะเดินไปเรียกลูกชายแล้วเดินออกไปพร้อมกัน

มาร์คหัวเราะขำเพื่อนรักคนเดียวของเขา ก่อนจะเดินมาสมทบกับลูกชายทั้งสอง

“พ่อฮะ ผมขอคุยเรื่องแม่ได้มั้ยฮะ” นาธานถามขึ้นเมื่อเห็นพ่อเขานั่งลงที่โซฟา

มาร์คยิ้มให้กับท่าทางกล้าๆกลัวๆของลูกคนเล็ก แล้วตบที่โซฟาข้างตัวเบาๆ “ได้สิ”

นาธานยิ้มอย่างดีใจเดินมานั่งลงตรงที่พ่อเขาบอกทันที เชนเองก็นั่งลงที่โซฟาอีกตัวหนึ่ง มาร์คหันมามองอย่างขำๆ “นี่แกไม่ไปพักผ่อนรึไง มานั่งเป็นผู้พิทักษ์เจ้าหญิงอยู่ได้”

“ก็แน่ล่ะฮะ พ่อน่ะดูเหมือนจอมปีศาจจะตายไป อีกอย่างผมก็สัญญากับใครบางคนไว้ด้วยถ้าไม่ทำตามสัญญามีหวังถูกอัดแน่” พูดจบก็ขยิบตาให้น้องชายอย่างล้อเลียน นาธานแก้มเป็นสีชมพูขึ้นมาทันที แล้วส่งสายตาทำนองว่าฝากไว้ก่อนเถอะให้พี่ชาย

มาร์คมองแก้มสีระเรื่อของนาธานอย่างสงสัยปนตะลึงเล็กน้อย ‘น่ารักจริงแฮะลูกเรา ดูไปดูมาจะสวยกว่าแม่อีกนะเนี่ย’ เขายกมือขึ้นลูบหัวนาธานอย่างเอ็นดู “ว่าไปสินาธาน”

“พ่อคิดจะบอกเรื่องนี้กับแม่รึเปล่าฮะ” นาธานถามอย่างตั้งใจ

มาร์คหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนตอบ “ไม่ล่ะ เรื่องมันผ่านไปแล้วพ่อไม่อยากรื้อฟื้นอะไรขึ้นมาอีกและถึงจะบอกไปซาร่าก็คงไม่เชื่อหรอก เธอคงไม่มีวันเชื่อใจพ่ออีกแล้วล่ะ”

นาธานเกาะแขนพ่ออย่างเอาใจ “อย่าคิดอย่างนั้นสิฮะ ว่าแต่พ่อไม่คิดจะพาผมกับแม่กลับไปแล้วใช่มั้ยฮะ”

“พ่อไม่ดึงดันที่จะทำอะไรแบบนั้นอีกหรอก ก็ลูกบอกเองไม่ใช่เหรอว่าแม่ของลูกมีความสุขมากที่นี่ พ่อก็คงต้องยอมรับแบบนั้น แต่อย่างน้อยพ่ออยากจะพบเธออีกสักครั้งก่อนจะกลับอเมริกา” เขาหันมาสบตาลูกชาย “ลูกคิดว่าจะเป็นไปได้มั้ย แม่เขาจะยอมมาพบพ่อรึเปล่า”

นาธานมีสีหน้าลังเล “ไม่รู้สิฮะแต่ผมจะลองพูดกับแม่ดู ก็อย่างที่พ่อรู้นั่นแหละฮะ แม่กับลุงโจเขาไม่ค่อยจะไว้ใจพ่อซักเท่าไหร่” เขายิ้มอย่างให้กำลังใจผู้เป็นพ่อแล้วถามอย่างนึกขึ้นได้ “นี่พ่อกับเชนจะกลับอเมริกาแล้วเหรอฮะ”

“อีกหนึ่งเดือนน่ะ” เชนตอบ

“แล้วสองคนนั่นรู้รึเปล่า” นาธานหันมาถามพี่ชาย

“รู้แล้ว” เชนตอบแล้วทำหน้าจ๋อยๆ

“สองคนไหนกัน” มาร์คถามอย่างสงสัย “หรือว่าเจ้าของบ้านที่แกไปค้างเมื่อคืน”

“ใช่ฮะ ครอบครัวของเรียวกับเร็นเขาสนิทกับลุงโจน่ะฮะ เมื่อวานเราไปเที่ยวด้วยกันพอมีเรื่องเขาก็เลยให้เราค้างด้วยเพื่อความปลอดภัย” นาธานตอบแทน

“ฟังชื่อแล้วเหมือนไม่ใช่คนอังกฤษ ใช่สองฝาแฝดที่งานปาร์ตี้คืนนั้นรึเปล่า”

“เขาเป็นลูกครึ่งน่ะฮะแล้วนั่นก็เป็นชื่อเล่นของเขา” เชนตอบพลางหรี่ตามองผู้เป็นพ่อ “พ่อจำได้ด้วยเหรอ”

มาร์คหัวเราะหึ หึอย่างมีเลศนัย “ก็หน้าตาน่ารักขนาดนั้นเห็นครั้งเดียวก็จำได้แล้ว” เขามองหน้าเชนพลางอมยิ้ม “แต่เขาเป็นเด็กผู้ชายไม่ใช่เหรอ”

“ก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลยนี่” เชนกับนาธานบ่นอุบอิบอยู่ในคอเหมือนกันเปี๊ยบ

มาร์คมองลูกชายสองคนสลับกันไปมาแล้วส่ายหน้าอย่างขำๆ เอาแล้วล่ะสิลูกชั้นเป็นกันไปทั้งสองคนเลยเหรอเนี่ย สงสัยสองคนนั่นคงจะน่ารักเอามากๆถึงทำให้ลูกๆของเขาติดใจได้ขนาดนี้

“พ่อฮะ ผมคงต้องกลับบ้านแล้วล่ะฮะ ผมกลัวว่าแม่จะเป็นห่วงน่ะฮะ” นาธานบอกกับผู้เป็นพ่อ

“จะกลับแล้วเหรอ งั้นเดี๋ยวพ่อให้คนไปส่งนะ” ถึงมาร์คอยากให้ลูกชายคนเล็กอยู่ต่อแต่ก็ไม่ทัดทานไว้

“พ่ออย่าทำเสียงแบบนั้นสิฮะ แล้วผมจะมาหาบ่อยๆนะฮะ” นาธานเข้ามากอดเอวมาร์คอย่างเอาใจ ก็พ่อเขาทำเสียงเหงาๆออกมาแบบไม่รู้ตัวนี่

มาร์คกระชับตัวนาธานมากอดไว้แน่นก่อนจะปล่อยอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก “เดี๋ยวพ่อจะให้เจอโรมจัดการให้คนไปส่งลูกนะ รอนี่ก่อน” เขาบอกแล้วผละลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะทำงานแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรเรียกบอดี้การ์ดส่วนตัว คุยกันสักครู่หนึ่งก็วางหูไป เขาเดินกลับมานั่งที่เดิมแล้วโอบนาธานมากอดไว้หลวมๆ “บอกแม่ด้วยนะว่าพ่ออยากพบเขาสักครั้ง ถ้าเขาไม่ไว้ใจพ่อก็ให้เขาพาสามีเขามาด้วยก็ได้”

“ฮะพ่อ” นาธานตอบแล้วซุกหน้าลงกับอกกว้างของผู้เป็นพ่ออย่างไว้เนื้อเชื่อใจ เขารู้สึกสบายใจอย่างยิ่งในอ้อมอกนี้ ไม่มีความกลัวหรือความหวาดระแวงหลงเหลืออีกแล้วในใจเขา มาร์คเองก็ลูบหัวลูกคนเล็กเบาๆรู้สึกว่าไม่อยากให้นาทีนี้ผ่านพ้นไปเลย

เชนมองภาพตรงหน้าแล้วยิ้มอย่างมีความสุข ไม่น่าเชื่อว่านาธานจะสามารถดึงเอาด้านที่อ่อนโยนแบบนี้ของพ่อเขาออกมาได้ ถ้าไม่เป็นเพราะนาธานเขากับพ่อก็ยังคงเป็นเหมือนคนแปลกหน้าต่อกันอยู่ การมาอังกฤษครั้งนี้ท่าจะคุ้มค่าเอามากๆ ไหนจะได้พบน้องชาย ทำความเข้าใจกับพ่อ และที่สำคัญที่สุดก็คือการได้พบกับเร็น

เสียงเคาะประตูดังขึ้น เจอโรมกับไมล์เดินเข้ามา

“เตรียมรถเรียบร้อยแล้วครับ” เขาบอกพร้อมกับยิ้มกว้างกับภาพที่เห็น

สามพ่อลูกลุกขึ้นแล้วเดินมาส่งนาธานที่ประตู “แล้วเจอกันนะนาธาน” มาร์คพูดพลางลูบหัวลูกไปพลาง

“ฮะพ่อ แล้วเจอกัน” นาธานเงยหน้าขึ้นยิ้มให้พ่ออย่างสดใส แล้วหันไปหาเชน “นายด้วยนะ อย่าลืมล่ะ” เขาทำมือเป็นท่าโทรศัพท์แล้วส่งยิ้มล้อเลียนให้พี่ชายตัวดี “ไม่งั้นเดี๋ยวโดนงอนอีกแล้วจะหาว่าไม่เตือนนะ”

“รู้แล้วล่ะน่า” เชนบ่นปนหัวเราะ ก็แหมคนที่พูดถึงก็ขี้งอนจริงๆซะด้วยสิ

“ให้ผมไปเป็นเพื่อนนะครับ” ไมล์กล่าวขึ้น

“ดีมากไมล์ ขอบใจนะ” มาร์คเอ่ย ก่อนที่เจอโรมกับไมล์จะพานาธานออกประตูไป

พอประตูปิดลงเชนก็หันมาหาพ่อของเขา “พ่อฮะตกลงว่าพ่อจัดการเจ้าพวกนั้นเรียบร้อยแล้วแน่เหรอฮะ” เขาถามอย่างคาดคั้น

มาร์คหันมามองหน้าลูกแล้วยิ้มมุมปาก “ทำไมแกถามอย่างนั้นล่ะ”

“ก็ผมเห็นพ่อคุยกับเจอโรมท่าทางซีเรียสน่าดู ผมเลยเดาเอาน่ะ”

“สายตาดีตามเคยนะ แกน่าจะไปเป็นพวก F.B.I.รู้มั้ยรับรองว่ารุ่งแน่ๆ” มาร์คหยอกลูกชายแล้วเดินไปนั่งลงหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เชนเดินตามมานั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างต้องการคำตอบ

“แหม ไมล์ก็บอกว่าผมน่าจะไปเป็นทหาร พ่อก็บอกว่าผมน่าจะเป็นตำรวจแล้วผมจะเป็นอะไรดีล่ะ ผมว่าเป็นลูกพ่อนั่นแหละดีที่สุดแล้ว” เชนกล่าวพลางยิ้มกริ่ม

“เป็นเมื่อก่อนแกคงไม่คิดแบบนี้แน่” มาร์คว่าพลางถอนใจเบาๆ “ทางนี้น่ะเรียบร้อยแล้ว แต่ที่โน่นยัง”

“หมายความว่าเราก็ยังต้องระวังตัวกันต่อไปงั้นสิฮะ” เชนถามพลางขมวดคิ้ว

“ถ้าแกอยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ก็รอตอนเย็น ชั้นกับเจอโรมจะคุยกันอีกทีตอนนั้น”

“O.K.ฮะ งั้นผมขอตัวก่อนนะฮะพ่อ เจอกันตอนเย็นฮะ” เชนบอกแล้วลุกขึ้นจะเดินออกจากห้อง

“อย่าลืมโทรศัพท์ล่ะ เดี๋ยวคนที่ว่าเขาจะงอนเอา” มาร์คเตือนพลางหัวเราะหึ หึ

“คร๊าบ ผมไม่ลืมหรอกน่า” ขืนลืมมีหวัง... คิดแล้วขนลุก เชนนึกในใจ

เขาเดินออกจากห้องของพ่อแล้วปิดประตูอย่างเบามือ เดินเข้าห้องของตัวเอง แล้วก็รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ที่จำได้ขึ้นใจลงไป เขานั่งลงที่เตียงแล้วล้มตัวลงนอนอย่างสบายใจ เสียงโทรศัพท์ดังแค่สองทีเท่านั้นเสียงใสๆที่ทุ้มเล็กน้อยก็ตอบกลับมา เสียงแบบนี้เรียวแหงๆ

“เฮ้ ชั้นเองนะ” เขาตอบกลับไป

“เชน!! โทรมาซักทีปล่อยให้ชั้นเป็นห่วงตั้งนานแนะ ว่าไงพ่อนายจะทำอะไรแล้วนาธานล่ะเป็นไงบ้าง”

“โอ้ย! ใจเย็นๆก่อนเจ้าหนู เล่นใส่เป็นชุดๆแบบนี้ชั้นก็ตอบไม่ทันน่ะสิ” เชนหัวเราะไปตามสาย

“อย่ามาเฉไฉนะ นายก็รู้ว่าชั้นเป็นห่วง” เรียวต่อว่า

“ก็ได้ๆ สรุปแล้วก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลหรอก ตอนแรกพ่อก็เหมือนจะแข็งกร้าวดึงดันจะให้นาธานกับแม่กลับไปกับเขาให้ได้แต่เขาก็เปลี่ยนใจแล้วล่ะ เขาขอแค่เจอแม่ของนาธานอีกครั้งก่อนจะกลับไปอเมริกาก็เท่านั้นเอง”

“นายแน่ใจนะว่าพ่อนายไม่ได้มีแผนการอื่นแอบแฝงน่ะ” เรียวถามอย่างเป็นกังวล

“นายถามอย่างกับพ่อชั้นเป็นผู้ก่อการร้ายเลยนะ” เชนหัวเราะ “ไม่หรอก ความจริงเรื่องมันมีมากกว่าที่ชั้นบอกนายแต่เล่าทางโทรศัพท์มันไม่สะดวก ไว้เจอกันแล้วจะเล่าให้ฟัง แต่สรุปว่านายไม่ต้องกังวลแล้วล่ะสบายใจได้”

มีเสียงถอนหายใจดังเฮือกมาตามสายจนเชนต้องอมยิ้ม เขาได้ยินเสียงใสๆดังแว่วมาเข้าหู กำลังจะขอสายอยู่พอดี เรียวก็ชิงพูดซะก่อน “เออนี่เชนพอดีมีคนเขากระวนกระวายอยากได้ยินเสียงนายใจจะขาดอยู่แถวๆนี้ โอ๊ย!! เจ็บนะ” เชนได้ยินเสียงดังเผี๊ย!! พร้อมกับเสียงโวย “คุยกับเขาแล้วกันนะ” มีเสียงกุกกักดังมาพร้อมกับเสียงหัวเราะของเรียว

แล้วก็เงียบไม่มีเสียงพูดนี่เร็นต้องกำลังหน้าแดงอยู่แน่เลย เชนหลับตาเห็นภาพใบหน้าน่ารักที่แก้มกำลังแดงนั้นอย่างชัดเจน “ว่าไงล่ะ จะไม่พูดกับชั้นหน่อยเหรอนางฟ้า”

“บ้า!! ยังเรียกชั้นอย่างนั้นอยู่อีก หน้าไม่อาย” เสียงต่อว่ากระเง้ากระงอดดังกลับมาทันควัน

“ก็นายเป็นนางฟ้าของชั้นจริงๆนี่ แล้วนี่หายกังวลรึยังล่ะ” เชนเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน

“ก็มีบ้างแหละ แล้วนาธานล่ะกลับไปแล้วเหรอ”

“ฮื่อ พ่อให้รถไปส่งถึงบ้านเลยล่ะ อ้อไมล์ตามไปด้วยนะไม่ต้องห่วง”

“แล้วนายล่ะ ต้องทะเลาะกับพ่อรึเปล่า ชั้นว่าคงไม่หรอกใช่มะทำเสียงเหมือนดีใจอะไรซักอย่างงั้นแหละ”

“นี่นายสังเกตเสียงชั้นได้ขนาดนี้เลยเหรอแต่ชั้นก็มีเรื่องดีใจจริงๆแหละ น่าชื่นใจจังที่มีคนสนใจเราขนาดนั้น”

“ขี้ตู่!! ใครเขาจะสนใจนายขนาดนั้นเล่า ชั้นเก่งตะหากล่ะ”

“O.K. เก่งก็เก่ง แล้วเราจะเจอกันครั้งหน้าเมื่อไหร่ดีล่ะ”

“ใครบอกล่ะว่าชั้นอยากเจอนาย”

“ไม่ต้องมีใครบอกหรอก ก็ชั้นอยากเจอนายนี่” เชนทำเสียงออดอ้อน

“ก็ได้ วันมะรืนเป็นไงพอดีมีละครเวทีที่ชั้นอยากดูพอดีเลย ชั้นไปหานายที่โรงแรมแล้วกันสิบโมงเหมือนเดิมตกลงมั้ย”

“ตั้งมะรืนเชียวนานจัง” เชนทำเสียงอ้อน

“อย่ามาทำอ้อนนะตาลุงนี่” เร็นหัวเราะเสียงใส “พรุ่งนี้มากินข้าวเย็นบ้านชั้นก็ได้”

“จริงเหรอ!! แต่ชั้นเพิ่งสิบเจ็ดเองนะยังไม่เป็นลุงซักหน่อย เอาเหอะยังไงนายก็น่ารักที่สุดเลย” เชนดีใจสุดๆ

“แหงล่ะ งั้นแค่นี้นะคุยนานเดี๋ยวเรียวบ่นชั้นอีก เขารอสายนาธานอยู่”

“ก็ได้เห็นแก่เรียวนะเนี่ย บายนะแล้วเจอกันพรุ่งนี้” เชนพูดจบก็ยกโทรศัพท์มาส่งเสียงจูบดังจุ๊บ

“เจ้าบ้า!! มาแอบ...เขาได้ไง ชั้นยังไม่อนุญาตเลยนะ แค่นี้แหละไม่พูดด้วยแล้ว” แล้วเร็นก็ตัดสายไปเลย

เชนกดตัดสายแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมามองไปพลางยิ้มไปพลางเหมือนกับโทรศัพท์เป็นหน้าเร็นยังไงยังงั้น เขาวางโทรศัพท์ลงที่ข้างเตียง ยกมือสองข้างมาหนุนศีรษะแล้วหลับตาลง รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ความเก็บกดเรื่องของครอบครัวในใจเขาวันนี้เหมือนถูกยกออกไปจนหมด พ่อต้องเสียสละมากมายเพื่อเขาอย่างที่เขาไม่เคยได้รับรู้มาก่อนเลย มันต้องใช้ความกล้าสักเพียงไหนนะที่จะทำแบบที่พ่อทำ เป็นตัวเขาเองก็อาจจะทำไม่ได้ก็ได้ คนเราทุกคนต่างก็รักตัวเองกันทั้งนั้นคงไม่มีใครอยากที่จะทำร้ายตัวเองเพื่อคนอื่นหรอก แต่พ่อทำได้ การที่ได้รู้ว่าตัวเองเป็นที่รักมากมายนั้นมันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดที่ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นวาบเข้าไปถึงหัวใจและวิญญาณและความเจ็บปวดจากการไม่ได้รับความรักความเอาใจใส่ก็เลือนหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกเหล่านั้นแทน จากที่เขาเคยพูดว่าไม่อยากเป็นคนแบบพ่อของเขา ตอนนี้ถ้าเขาเป็นได้ซักครึ่งของพ่อก็คงดี

“สบายใจแล้วสิ ยิ้มหน้าบานไม่ยอมหุบเชียว” เร็นแซวพี่ชายเพราะหันมาเห็นพอดีหลังจากวางโทรศัพท์แล้ว

“แน่ล่ะสิ ก็เชนยืนยันแล้วนี่ เฮ้อ!! โล่งอกไปที” เรียวถอนใจอย่างโล่งอก “เอ เมื่อกี้ได้ยินแว่วๆว่านัดใครมากินข้าวเย็นเอ่ย”

“ก็มีอยู่คนเดียวนั่นแหละ ทำมาเป็นส่งเสียงออดอ้อน นี่ชั้นสงสารหรอกนะ” เร็นเอ่ยพลางเชิดหน้า

“ทนการอ้อนไม่ไหวมากกว่ามั้ง ใจจริงก็อยากเจอเขาใช่มั้ยล่ะ” เรียวว่าอย่างเอ็นดู “แล้ววันมะรืนจะไปเที่ยวกันเหรอ ชวนชั้นรึเปล่า”

“โธ่เอ๊ย!! ตัวเองก็อยากเจอนาธานเหมือนกันน่ะแหละทำมาเป็นพูดดี” เร็นเอาคืนบ้าง “ก็ชวนเขาไปสิ”

“อยู่แล้วล่ะ” เรียวตอบ

“ไปช่วยแม่ทำข้าวเย็นดีกว่า หมั่นไส้” เร็นว่าแล้วก็วิ่งเข้าครัวไปอย่างรวดเร็ว

“โชคดีจังน้า” เรียวรำพึงแล้วก็นั่งรอโทรศัพท์ของนาธานอย่างใจจดใจจ่อ

“ขอบคุณมากครับ” นาธานเอ่ยพลางก้าวลงจากรถ “ขอบใจนะไมล์ที่มาเป็นเพื่อน” เขาเอ่ยพร้อมกับยิ้มให้ไมล์ที่เดินลงมาส่ง

“ดีใจด้วยนะที่เรื่องจบลงด้วยดี” ไมล์ตอบอย่างยิ้มแย้มเช่นกัน “ชั้นก็สบายใจซักทีที่เชนไม่ต้องมีเรื่องกับท่าน เพราะเขาตั้งใจจะสู้กับพ่อเขาเรื่องของนายเต็มที่เลยล่ะ”

“ขนาดนั้นเลยเหรอ เชนนี่น่ารักจังนะที่คอยปกป้องชั้นกับแม่”

“ก็นายเป็นครอบครัวที่เขาไม่เคยมีนี่นา ก่อนที่เขาจะรู้เรื่องทุกอย่าง สายตาที่เขามองท่านน่ะเป็นแค่คนที่มีหน้าที่ต่อกันเท่านั้นเองนะ”

“ตอนนี้พวกเราก็เลยเป็นครอบครัวใหญ่เลยล่ะสิ” นาธานบอกปนหัวเราะ “กลับไปเถอะป่านนี้พี่ชายชั้นคงรอคุยกับนายอยู่แล้วล่ะ”

“งั้นก็บายนะ ไว้เจอกันคราวหน้า” ไมล์บอกพร้อมกับก้าวขึ้นรถ

“บาย” นาธานเอ่ยแล้วโบกมือให้ รถค่อยๆเคลื่อนออกไปจากบริเวณบ้านจนลับสายตา เขาเดินเข้าบ้านด้วยรอยยิ้มเป็นสุขที่ยังคงค้างยู่บนใบหน้า เดินเข้ามาในห้องรับแขกก็พบแม่ของเขานั่งรออยู่อย่างกระวนกระวาย

“ผมกลับมาแล้วฮะ แม่เป็นอะไรไปฮะ” นาธานถามอย่างสงสัย ทรุดตัวลงนั่งข้างๆซาร่าบนโซฟา

“ใครมาส่งลูกน่ะ แล้วลูกไปเจอใครมาบอกแม่มาเร็วเข้า” ซาร่ามองสบตานาธานอย่างค้นหามีแววร้อนรน

นาธานเอื้อมมือมากุมมือของแม่ไว้รู้สึกว่ามันเย็นและสั่นเล็กน้อย “แม่ใจเย็นๆก่อนนะฮะ ผมปลอดภัยดีไม่เป็นไรเลยเห็นมั้ยฮะ” นาธานปลอบใจ “วันนี้ผมไปพบพ่อมา แล้วพ่อก็ให้คนมาส่งฮะ”

“ลูก...ลูกไปพบพ่อของลูก...มาร์คงั้นเหรอ ล...แล้วเขาทำอะไรลูกรึเปล่า เขาทำร้ายลูกรึเปล่า” ซาร่าถามเสียงสั่นพลางเอามือลูบไปตามเนื้อตัวของนาธานไม่หยุดจนเขาต้องจับมือแม่มากุมไว้

“แม่ไม่ต้องกลัวนะฮะ พ่อไม่มีวันทำร้ายผมหรอก” เขากระชับมือแม่เพื่อให้เธอมั่นใจ “เราแค่คุยกัน ทำความเข้าใจกันแค่นั้นเองฮะ”

“คุยกัน คุยเรื่องอะไรเหรอลูก”

“ก็หลายเรื่องฮะ แต่มีเรื่องหนึ่งสำคัญมากสำหรับแม่และผม” เขาหยุดเพื่อเรียกความสนใจจากแม่เขาให้เต็มที่ “พ่อจะไม่พาพวกเราไปไหนทั้งนั้น เขาอยากเห็นพวกเรามีความสุขนะฮะ พ่อบอกผมด้วยว่าให้ลืมเรื่องที่เขาเคยพูดกับแม่ไปซะ เขาจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด”

“ไม่...ไม่จริง แม่ไม่เชื่อหรอก คนอย่างเขาไม่เคยรามือจากสิ่งที่เขาจะทำ เขาต้องมีแผน เขาจะพาลูกไป เขา...”

“แม่ฮะ ฟังผมนะฮะ” นาธานหยุดแม่เขาไว้ก่อน “พ่อบอกผมแล้วว่าแม่คงไม่เชื่อ เอาอย่างนี้นะฮะถ้าแม่ไม่เชื่อพ่อ แม่เชื่อผมได้มั้ยฮะ” เขาสบตาผู้เป็นแม่อย่างต้องการคำตอบ สายตาหวาดหวั่นของซาร่าสบกับดวงตาสีเขียวแบบเดียวกับคนที่เธอเคยรักจนหมดหัวใจที่ฉายแววมั่นคง เธอจึงสงบใจลงได้บ้างแล้วพยักหน้าอย่างแกนๆ “จ้ะ แม่เชื่อลูก”

“วันนี้ผมได้ไปรู้อะไรบางอย่างมาและมันก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับพวกเราทุกคน”

“ทุกคน!! ลูกหมายถึง...” ซาร่าขัดขึ้น

“ฮะ ผมหมายถึงทุกๆคน พ่อ แม่ พี่ชายของผมเชน ตัวผม และลุงโจด้วย เมื่อแรกที่ผมได้ฟังเรื่องนี้ผมแทบจะไม่เชื่อเลย มันทำให้ผมสับสนอย่างมาก ไม่ใช่แต่ผมคนเดียวนะฮะเชนเองก็เพิ่งจะรู้พร้อมๆกับผมเหมือนกันแต่ผมว่าเขาช็อคมากกว่าผมอีก หลังจากพิจารณาถึงเหตุผลทุกอย่างเท่าที่ผมจะคิดได้และสัญชาตญาณของตัวผมเองแล้ว ผมก็เชื่อทุกอย่างที่ผมได้ยินมา” เขากุมมือของแม่ไว้แน่น “ผมอยากถามอะไรแม่ซักหน่อยฮะ”

ซาร่าสูดหายใจเข้าลึก ท่าทางของนาธานดูจริงจังเหลือเกิน อย่างนั้นก็คงเป็นเรื่องที่สำคัญมากอย่างที่เขาว่า “ถามมาเลยลูก แม่พร้อมแล้ว”

“แม่จะทำยังไงฮะถ้าแม่รู้ว่าพ่อเขายังรักแม่อยู่และอยากให้แม่กับผมกลับไปอยู่กับเขา”

“มันเป็นไปไม่ได้หรอกนาธาน”

“แค่ลองคิดดูน่ะฮะ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆแม่จะทำยังไง”

“แม่ก็จะยังคงอยู่กับโจต่อไป เรื่องระหว่างแม่กับพ่อของลูกมันเป็นอดีตที่แม่ก้าวผ่านมาแล้วและแม่ก็จะไม่หวนกลับไปอีก เวลานี้แม่รักโจและต้องการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับเขาและลูกจ้ะ”

นาธานยิ้มรับคำตอบของแม่แล้วถามต่อ “ถ้าแม่รู้ว่าสิ่งที่แม่รู้เกี่ยวกับพ่อตลอดมา แม่เข้าใจผิดทั้งหมด ที่พ่อทำไปเพื่อต้องการที่จะปกป้องพวกเราสองคนล่ะฮะ แม่จะเลิกโกรธพ่อรึเปล่า”

ซาร่านิ่งขึงไปอย่างต้องการค้นหาคำตอบที่อยู่ในใจ “แม่ไม่เคยโกรธหรือว่าเกลียดพ่อของลูกหรอก แม่รู้ว่าพ่อเขาทำเพราะจำเป็น ตอนแรกแม่ก็ทำใจรับได้ยากเพราะแม่รักเขามากแต่พอแม่อายุมากขึ้น มีความคิดมากขึ้นแม่ก็ทำใจและตัดใจจากเขาได้ เพราะแม่มีสิ่งที่สำคัญกว่าความรักของเขานั่นก็คือลูกยังไงล่ะ แม่แค่กลัวว่าเขาจะมาพรากลูกไป” เธอยกมือขึ้นลูบหัวนาธานอย่างรักใคร่ “ถ้าเขาทำอย่างนั้นจริงๆ แม่ก็คงต้องขอบคุณเขา ที่เขาทำให้แม่มองโลกในแง่ความเป็นจริงมากขึ้น ทำให้แม่เข้มแข็งและรู้ว่าความรักเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้คนเรามีชีวิตอยู่ในสังคมนี้ได้”

“แล้วแม่จะยอมพบพ่อซักครั้งมั้ยฮะ ผมว่าพ่อเขาอยากจะขอโทษแม่นะฮะ” นาธานบอกด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน

“แม่...ไม่รู้สิ มาร์คน่ะเหรออยากขอโทษ แม่ไม่คิดว่าคำพูดแบบนั้นจะออกจากปากเขาหรอก”

“มันก็ออกจะเชื่อยากอยู่หรอกฮะ ก็อย่างที่ผมบอกผมยังแทบจะไม่เชื่อเลย แต่พ่อก็ขอโทษผมแล้วนะฮะแล้วผมก็ยกโทษให้ท่านแล้วด้วย”

“จริงเหรอจ๊ะ” ซาร่าถามอย่างไม่เชื่อหู

“จริงฮะ เราลืมเรื่องในอดีตแล้วเริ่มต้นกันใหม่ด้วยความรู้สึกดีๆดีกว่านะฮะ” นาธานอ้อนวอนแม่อีกครั้ง “พ่ออยากพบแม่จริงๆนะฮะ เขาบอกด้วยว่าถ้าแม่ไม่ไว้ใจเขาก็ให้พาลุงโจไปด้วยก็ได้”

“เขาว่าอย่างนั้นเหรอ” ซาร่าลังเลที่จะตัดสินใจ

“แม่ปรึกษาลุงโจก่อนก็ได้ฮะ ยังมีเวลาอีกตั้งเดือนก่อนพ่อกับเชนจะกลับอเมริกา”

“ตกลงจ้ะแม่จะคิดดู แต่ลูกยังไม่บอกแม่เลยว่าลูกไปรู้อะไรมา”

“พ่อไม่อยากให้บอกแม่น่ะฮะ เขาว่าไม่อยากรื้อฟื้นอดีตขึ้นมาอีก เอาไว้แม่ไปพบพ่อแล้วแม่ก็ลองถามดูสิฮะ”

ซาร่าอมยิ้มกับความเจ้าเล่ห์เล็กๆของลูกชาย “แม่ยังไม่ตัดสินใจซักหน่อยว่าจะไปพบพ่อของลูก”

นาธานหัวเราะแก้เขินที่แม่รู้ทัน “ผมก็แค่หวังเท่านั้นเองฮะ” เสียงหัวเราะของนาธานพลอยทำให้ซาร่าหัวเราะไปด้วย “เอาล่ะจ้ะไปพักผ่อนได้แล้ว วันนี้โจกลับเร็วแม่จะเตรียมมื้อเย็นเร็วหน่อย” เธอกอดลูกมาแนบอก “แม่รักลูกนะจ้ะลูกรัก” นาธานยิ้มกว้างกับอกแม่ “ผมก็รักแม่มากเลยฮะ”

สองแม่ลูกกอดกันอยู่ครู่หนึ่ง นาธานก็กลับเข้าห้องตัวเองส่วนซาร่าก็เดินเข้าครัวไปสั่งให้แม่บ้านเตรียมอาหารพร้อมกับครุ่นคิดเรื่องที่ลูกชายบอกไปด้วย คืนนี้คงต้องคุยกับโจยาวแน่ๆ เธอถอนใจเบาๆ

นาธานเข้าห้องของตัวเองหยิบโทรศัพท์แล้วเดินมานั่งที่เตียงกดเบอร์บ้านเรียวลงไป พอปลายสายดังปุ๊บก็มีเสียงรับปั๊บ “โอ้โห นี่รออยู่หน้าเครื่องเลยเหรอเนี่ย” นาธานหัวเราะเสียงใส “หวัดดีเรียว”

“ชั้นรอตั้งนานแน่ะ ทำอะไรอยู่ทำไมโทรมาช้าจัง” เรียวต่อว่า

“คุยกับแม่นิดหน่อยน่ะ นี่เชนโทรไปแล้วใช่มั้ย”

“ฮื่อ ดีจังนะชั้นกลัวแทบแย่แน่ะว่าพ่อนายจะเอาตัวนายไป”

“มันเป็นเรื่องผิดคาดจริงๆเลย ชั้นตัดสินใจถูกแล้วล่ะที่ไปพบพ่อวันนี้ อยากเล่าให้นายฟังจังเลย”

“จริงนะ งั้นพรุ่งนี้มาทานมื้อเย็นบ้านชั้นสิ เชนก็จะมาด้วย” เรียวรีบชวน

“เอาสิ เชนนี่ไม่ยอมพลาดเลยนะ”

“ใช่ๆ ได้ทีก็รีบอ้อนเร็นใหญ่เลย จริงสิวันมะรืนก็จะไปเที่ยวกันด้วยนะ”

“เหรอ ไปไหนกันล่ะ”

“เจ้าเร็นอยากไปดูละครเวทีน่ะ”

“ชั้นยังไม่เคยดูเลย อยากดูมั่งจัง”

“งั้นเราไปด้วยกันนะ”

“จริงเหรอ ขอบใจที่ชวนนะเรียว”

“งั้นพรุ่งนี้เจอกันนะ ชั้นจะรอ”

“ตกลงพรุ่งนี้เจอกัน บาย” นาธานวางสายแล้วถอนใจอย่างเป็นสุข เขาลุกขึ้นหยิบผ้าเช็ดตัว แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำ ถ้าใครเดินผ่านหน้าห้องคงต้องสงสัยแน่ๆเพราะเสียงฮัมเพลงอย่างมีความสุขที่ดังลอดออกมาบ่งบอกว่าเจ้าของห้องนั้นมีความสุขขนาดไหน...

เย็นวันนั้นหลังจากที่ทั้งสี่คนคือมาร์ค เชน เจอโรมและไมล์ทานมื้อเย็นกันเรียบร้อยก็มารวมตัวคุยกันที่ห้องรับแขกในห้องชุดของมาร์ค เจอโรมเดินไปที่เคาน์เตอร์รินเครื่องดื่มให้เพื่อนและตัวเองแล้วเดินมาส่งให้ หลังจากนั้นก็นั่งลงที่โซฟาที่ทุกคนนั่งอยู่

“มีอะไรรายงานมาจากทางโน้นอีกมั้ย” มาร์คเริ่มการสนทนา

“เราส่งคนตามประกบมันอยู่แต่ยังไม่มีการเคลื่อนไหว”

“แล้วน้องชายของมันล่ะ”

“ริคโค่ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เขาอาจจะไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำเพราะเพิ่งกลับจากชิคาโกเมื่อวานนี้”

“ความจริงหมอนั่นก็เป็นคนดีนะ ชั้นว่าถ้าได้ขึ้นมาบริหารบริษัทแทนพี่ชายบริษัทคงจะรุ่งเรืองกว่านี้”

“แล้วนายจะทำยังไง”

“ชั้นจะไม่ปรานีเจ้ามิคาเอลอีกแล้ว เพราะชั้นเคยยื่นคำขาดไปแล้วว่า ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกจะไม่มีคำว่าปรานีสำหรับมัน ชั้นจะจัดการซื้อบริษัทของมันแล้วเตะโด่งมันออกจากธุรกิจนี้ซะ” มาร์คกล่าวเสียงกร้าว

เชนกลืนน้ำลายลงคอ “มันจะไม่โหดร้ายไปหน่อยเหรอฮะพ่อ”

มาร์คหันมามองเชนแล้วยิ้มมุมปาก “แกควรทำตัวให้ชินไว้ซะ คนบางคนปรานีได้แต่กับบางคนแกก็ต้อง***มแบบนี้แหละ ไม่อย่างงั้นแกก็อยู่ในโลกธุรกิจนี้ไม่ได้”

“ผมเข้าใจฮะ แล้วพี่น้องดาซิลวาที่ว่านี่ ใช่พวกที่พยายามจับตัวผมเมื่อหกเดือนก่อนรึเปล่าฮะ”

“เจ้าคนพี่น่ะใช่”

เชนหันไปมองไมล์ที่นั่งฟังอย่างสงบ “งั้นพ่อก็จัดการมันเลยฮะ สำหรับมันไม่สมควรได้รับความปรานีจากเราหรอก” เขากล่าวด้วยแรงอารมณ์เพราะนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับไมล์

มาร์คกับเจอโรมหัวเราะขึ้นมาพร้อมกันเพราะรู้ว่าเชนกำลังให้พวกเขาแก้แค้นแทนเพื่อน ไมล์เองก็อมยิ้มกับน้ำเสียงโกรธๆของเชน

“ไม่เห็นจะขำเลย” เขาบ่นพึมพำ “แล้วทำไมพ่อไม่จัดการพวกมันตั้งแต่ตอนนั้นล่ะฮะ”

“พ่อจัดการแล้ว แต่หลักฐานมันโยงไปไม่ถึงเลยทำอะไรมันไม่ได้ พ่อก็คิดจะจัดการกับมันด้วยตัวเองอยู่เหมือนกัน แต่พอดีน้องชายมันที่รู้เรื่องว่าพี่มันคิดจะทำอะไรก็บุกเดี่ยวมาขอพบพ่อแล้วก็ขอร้องให้ปล่อยพี่ชายเขาสักครั้งเขาจะไม่ให้พี่ชายเขามาทำความยุ่งยากให้พ่ออีก พ่อเห็นว่าเจ้าหมอนั่นเป็นคนดีเชื่อถือได้ก็เลยยอมตาม หลังจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นอีกเลยจนเจ้าตัวเดินทางไปที่อื่น นี่ไม่รู้ว่ากลับมารับรู้แล้วเขาจะว่ายังไง”

“ชั้นว่าริคโค่คงกำลังหาทางติดต่อนายอยู่มั้ง” เจอโรมออกความเห็น

“งั้นชั้นก็จะให้เขากระวนกระวายต่อไปอีกซักหน่อยค่อยเจรจาด้วยดีมั้ย” มาร์คบอกพลางหัวเราะหึ หึ

“ร้ายจังนะฮะ แต่ก็สมควรแล้ว” เชนเอ่ยอย่างเห็นด้วย

“เอาล่ะพวกนายไปพักผ่อนได้แล้ว เจอโรมอยู่คุยกับชั้นก่อน” มาร์คสั่ง

“งั้นก็ราตรีสวัสดิ์ฮะ” สองหนุ่มลุกขึ้นแล้วพากันเดินออกไป

“พรุ่งนี้เย็นชั้นจะไปทานข้าวเย็นบ้านเร็นนะ แล้วมะรืนเราก็มีนัดไปดูละครเวทีกันด้วยล่ะ” เชนบอกเพื่อนเมื่อทั้งสองเดินเข้ามาในห้องพัก

“ทำเสียงปลื้มซะขนาดนั้นแสดงว่าคืบหน้าไปอีกขั้นแล้วล่ะสิ” ไมล์บอกพร้อมกับยักคิ้วล้อเลียนแล้วคว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำไป

“รู้ดีจริงนะ” เชนพึมพำตามหลังเพื่อนไป พรุ่งนี้ก็จะได้เจอหวานใจของเขาอีกแล้ว เชนคิดพลางล้มตัวลงนอน ยังไงซะวันนี้ก็ขอฝันถึงหน้าสวยๆยิ้มหวานๆของเจ้าตัวไปพลางๆก่อนแล้วกัน...

เช้าวันรุ่งขึ้น นาธานตื่นขึ้นด้วยความสดใส หลังจากที่จัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้วก็เดินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีเข้ามาในห้องอาหาร

“อรุณสวัสดิ์ฮะคุณพ่อ คุณแม่” เขาร้องทักอย่างร่าเริงพร้อมกับนั่งลง

โจยิ้มรับ “เช้านี้อารมณ์ดีจังนะนาธาน ดีใจอะไรมาเอ่ย”

นาธานหันมองโจทีซาร่าทีแล้วหันมาถามผู้เป็นมารดา “แม่คุยกับคุณพ่อแล้วใช่มั้ยฮะ”

“เราคุยแล้วเมื่อคืนนี้ แต่พ่อก็ให้แม่เขาเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะไปพบพ่อของลูกรึเปล่า” โจตอบแทน

“แม่ว่าไงฮะ” นาธานถามอย่างกระตือรือร้น เป็นจังหวะเดียวกับที่แม่บ้านยกอาหารเช้าเข้ามาพอดี ซาร่ารอให้แม่บ้านจัดอาหารเช้าเสร็จและออกไปก่อนจะตอบ

“แม่ว่าแม่อยากได้ยินคำที่แม่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากคนอย่างเขาซักครั้งหนึ่งนะ” เธอเอ่ยพร้อมกับยิ้มให้กับรอยยิ้มที่กว้างขึ้นของลูกชาย

“ดีจัง เมื่อไหร่ดีล่ะฮะแล้วคุณพ่อไปด้วยรึเปล่า”

“ของมันแน่อยู่แล้วล่ะ ความจริงผมก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยซักเท่าไหร่หรอกนะ” โจบอกแล้วทำหน้าบึ้งเล็กๆ

“โจคะ...” ซาร่าปราม

ชายหนุ่มถอนใจ “ผมรู้ๆ แต่คุณก็รู้นี่นาที่รักว่าผมรู้สึกยังไงกับผู้ชายคนนี้น่ะ”

นาธานอึ้งไปเล็กน้อย จริงสินะโจเองก็ไม่ได้รับรู้อะไรอย่างที่ตัวเขาได้รู้มา เขาต้องแก้ความเข้าใจผิดของพ่อเลี้ยงก่อนที่จะไปพบกับพ่อของเขาแบบนั้นจะดีกว่า ก็เขาไม่อยากเห็นทั้งสองคนมีเรื่องกันนี่ เขาจึงตัดสินใจที่จะหาเวลาเล่าเรื่องของพ่อให้โจฟัง “ไว้คุณพ่อคุณแม่ไปเจอเขาแล้วอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้นะฮะ” นาธานบอกอย่างจริงจัง “จริงสิฮะผมลืมไปเลย เย็นนี้ผมขออนุญาตไปทานข้าวเย็นที่บ้านเรียวนะฮะ”

“ไปอีกแล้วเหรอจ๊ะ เอที่บ้านโน้นมีอะไรดีน้า” ซาร่าถามยิ้มๆ

“อย่าบอกนะว่าไปติดใจเจ้าสองแฝดนั่นน่ะ” โจถามพร้อมกับหัวเราะร่วน

นาธานแก้มเป็นสีชมพูพร้อมกับยิ้มเขินๆ “พวกเขาก็น่ารักดีนี่ฮะ”

“เรียวหรือเร็นล่ะที่น่ารักน่ะ” โจแกล้งถาม

“ก็ทั้งคู่นั่นแหละฮะ” นาธานหลบตาอย่างเขินอาย

“อย่างแกล้งนาธานสิคะที่รัก เดี๋ยวหลังมื้อเช้าชั้นจะออกไปข้างนอกหน่อยนะคะ”

“จะให้ผมไปเป็นเพื่อนรึเปล่า”

“ไม่ต้องหรอกค่ะแค่ซื้อของนิดหน่อยเอง อยากได้อะไรรึเปล่าจ๊ะลูก”

“ไม่ล่ะฮะ”

หลังจากนั้นทั้งสามคนก็คุยกัยเรื่องทั่วๆไปจนทานอาหารเสร็จ ซาร่าออกไปข้างนอกตามที่บอกไว้ ส่วนโจก็เข้าไปทำงานต่อในห้องทำงาน นาธานเดินครุ่นคิดอยู่ในห้องนั่งเล่นว่าจะเข้าไปหาพ่อเลี้ยงของเขาเลยดีรึเปล่าเพราะเขาก็ไม่รู้ว่าโจจะเชื่อเขารึเปล่า เขาเดินไปที่หน้าห้องทำงานอย่างตัดสินใจได้แล้วเคาะประตูเบาๆแล้วเปิดเข้าไปเมื่อได้ยินเสียงอนุญาต

“ยุ่งอยู่รึเปล่าฮะคุณพ่อ” เขาถามอย่างเกรงใจ

โจเงยหน้าขึ้นมองลูกเลี้ยง หากเขาสงสัยถึงการมาของนาธานเขาก็ไม่แสดงออก “ไม่หรอก เข้ามาสิ”

นาธานเดินมานั่งลงตรงข้ามโต๊ะทำงานตัวใหญ่ “ผมมีเรื่องสำคัญที่อยากให้คุณพ่อรู้น่ะฮะ”

โจสบตากับลูกเลี้ยงตรงๆ “เรื่องพ่อของเธอใช่มั้ย” พอนาธานพยักหน้ารับเขาจึงถามต่อ “และเธอไม่อยากบอกเรื่องนี้กับแม่ของเธอด้วย” นาธานพยักหน้าอีกครั้ง

“ที่จริงผมอยากให้แม่รู้นะฮะ แต่พ่อเองแหละฮะที่ไม่อยากให้บอกแม่ ท่านว่าไม่อยากให้แม่รู้สึกลำบากใจฮะ”

“งั้นเหรอ” โจเลิกคิ้วอย่างสงสัย “งั้นก็เล่ามาเลยลูก”

นาธานเริ่มต้นเล่าเรื่องที่เขาได้รับรู้มาเมื่อวานให้โจฟังอย่างตั้งใจ ตลอดเวลาของการเล่าเขาไม่ขัดจังหวะนาธานเลยปล่อยให้นาธานเล่าจนจบ

“เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละฮะ” นาธานจบการเล่าของเขาลง

โจรับฟังลูกเลี้ยงของเขาอย่างสงบ เขามีสีหน้าครุ่นคิด นาธานก็เดาไม่ถูกว่าพ่อเลี้ยงของเขาจะคิดยังไงหรือจะเชื่อเขารึเปล่า “เธอเชื่อเรื่องนี้แค่ไหน” โจถามทำลายความเงียบขึ้นมา

“ผมเชื่อทั้งหมดฮะ ด้วยหัวใจของผม” เขาตอบจริงจัง

“แล้วเธออยากให้พ่อเชื่อด้วยรึเปล่า” โจถามเรียบๆ

“ไม่ฮะ ผมอยากให้คุณพ่อเจอกับเขาก่อนที่คุณพ่อจะตัดสินใจ”

“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าเรื่องที่เขาบอกลูกเป็นเรื่องจริง เขาก็เป็นคนที่กล้าหาญมากที่ยอมเสียสละตัวเองแบบนั้น” โจหันมาสบตากับนาธาน “ถ้าเป็นพ่อ พ่อจะไม่ทำอย่างที่พ่อของเธอทำหรอก เขาอาจต้องเจ็บปวดกับสิ่งที่เขาเลือกทำแต่เขาคงลืมไปว่ามันทำร้ายคนหลายคนเหมือนกัน”

“จริงฮะ แต่เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว ผมไม่อยากเห็นคนที่เป็นครอบครัวของผมทุกคนเข้าใจผิดกันน่ะฮะ ผมอาจจะเห็นแก่ตัวไปซักหน่อยเพราะว่าเมื่อก่อนผมไม่เคยมีมันแต่พอผมมีผมก็อยากได้ทั้งหมด”

โจยิ้มให้คำกล่าวของลูกเลี้ยง “เธอไม่ได้เห็นแก่ตัวหรอก เธอแค่อยากให้ทุกคนรักกันเท่านั้นเพราะเธอเป็นคนอ่อนโยนเหมือนกับแม่ของเธอ”

“แปลว่าคุณพ่อเข้าใจใช่มั้ยฮะ”

“พ่อเข้าใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าพ่อจะลืมว่าเขาทำอะไรไว้กับซาร่าและลูกนะ”

“ผมก็ไม่ได้ลืมมันไปเหมือนกันฮะ ผมแค่ยกโทษให้ท่านเท่านั้นเอง”

โจหัวเราะหึ หึ “นี่พูดเพื่อเตือนพ่อใช่มั้ย แต่เขาไม่ได้ต้องการการให้อภัยจากพ่อนี่ จากแม่ของลูกต่างหากที่สำคัญกับเขาจริงมั้ย ถ้าแม่ของลูกให้อภัย เขาก็ไม่มีอะไรที่ติดค้างพวกเราอีก พ่อก็จะถือว่าเรื่องนี้จบไป”

นาธานลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะมาสวมกอดพ่อเลี้ยงของเขาเอาไว้ “ขอบคุณฮะคุณพ่อ” โจกอดตอบแล้วลูบหัวลูกเลี้ยงเบาๆอย่างรักใคร่ นาธานเงยหน้าขึ้นยิ้มอย่างสดใส “งั้นผมไม่กวนใจคุณพ่อแล้วนะฮะ คุณพ่อจะได้ทำงานต่อ” เขาผละจากโจแล้วเดินไปที่ประตูห้อง

“ขอบใจที่เล่าเรื่องนี้ให้พ่อฟังนะ” โจบอกนาธานก่อนที่เขาจะเดินออกไป นาธานหันมาส่งยิ้มให้อีกครั้งก่อนจะปิดประตูห้องอย่างเบามือ เขารู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจอีกครั้ง เย็นนี้เขามีเรื่องไปเล่าให้เรียวฟังเยอะเลย นาธานเผลอยิ้มออกมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงหนุ่มน้อยที่กุมหัวใจของเขาอยู่...

เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้นเมื่อเวลาห้าโมงเย็นเป๊ะ เรียวรีบวิ่งไปเปิดประตูทันทีที่ได้ยิน ที่ประตูสามหนุ่ม(สามมุมด้วยรึเปล่าก็ไม่รู้) ยืนยิ้มรออยู่อย่างพร้อมเพรียง

“เฮ้ไหงพวกนายมาด้วยกันได้ล่ะเนี่ย เข้ามาสิ” เรียวถามพลางเบี่ยงตัวหลบให้หนุ่มๆเดินเข้ามา ปิดประตูตามหลังแล้วก็เดินนำทุกคนเข้ามาที่ห้องรับแขก

“ชั้นโทรไปหาเชนเขาก็เลยไปรับชั้นมาด้วยน่ะ” นาธานบอก

“มองหาเร็นอยู่ล่ะสิ อยู่ในครัวกับแม่โน่นแนะ” เรียวบอกเชนเมื่อเห็นเขามองหาใครบางคน

“ชั้นน่าจะเดาได้นะ” เชนยิ้มเขินๆ “ไปทักทายหน่อยดีกว่า” เขาว่าแล้วก็เดินตรงลิ่วๆเข้าไปในครัว สามคนที่เหลือมองหน้ากันแล้วหัวเราะ ก่อนจะตามเชนไป

เชนเดินไปถึงครัวอย่างเงียบกริบ ภาพที่เห็นทำให้เขายิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว เร็นใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นผูกผ้ากันเปื้อนสีอ่อนกำลังช่วยแม่ทำอาหารอย่างมีความสุขดูมีเสน่ห์จับใจ มือเล็กๆเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว แววตาสดใสเป็นประกาย ภาพน่ารักนั้นทำให้เชนประทับใจจนไม่อยากให้เร็นรู้ตัวว่าเขามองอยู่

พอดีกับที่รินะให้เร็นหันกลับมาหยิบจาน สายตาของเขาจึงประสานกับเชนเข้าอย่างจัง เขาทั้งตกใจทั้งเขินแต่ก็ไม่อาจหลบดวงตาสีเขียวเข้มของเชนไปได้ ดวงตาที่มีอำนาจตรึงเขาได้ทุกครั้งที่เชนต้องการ ชายหนุ่มส่งยิ้มให้อย่างมีเสน่ห์แล้วเดินเข้ามาใกล้ๆ “หวัดดี” เขากระซิบกับเร็น หนุ่มน้อยหลบตาอายๆ รินะเห็นว่าเร็นไม่ส่งจานให้ซักที พอหันมาก็พบกับต้นเหตุที่ยืนยิ้มอยู่ข้างลูกชาย

“สวัสดีครับอารินะ” เชนรีบทักเมื่อเห็นเธอหันมา

“สวัสดีจ้ะ มานานรึยัง”

“เพิ่งมาถึงครับ ไมล์กับนาธานก็มากับผมครับ”

“เร็นส่งจานให้แม่แล้วก็ไปอาบน้ำได้เลยนะลูกที่เหลือแม่จัดการเอง”

เร็นเหมือนพึ่งรู้ตัวจึงรีบส่งจานที่ถืออยู่ให้แม่ทันที รินะส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ลูกชายแล้วหันไปสำทับกับเชน “พาไปเลยเชน ไม่งั้นไม่ยอมออกจากครัวแน่” แล้วขยิบตาให้ชายหนุ่ม “แม่มีผู้ช่วยใหม่ตั้งสามคนแล้ว”

“แม่อ่ะ” เร็นประท้วง

“ได้เลยครับ” เชนว่าแล้วรีบจูงมือเร็นออกไป ผ่านสามหนุ่มที่ยืนยิ้มกว้างอยู่ที่ประตูครัวไป พอพ้นห้องครัวทั้งเชนและเร็นก็ได้ยินเสียงหัวเราะแว่วตามหลังมา เชนไม่สนใจลากเร็นขึ้นบันไดลิ่วๆไปทันที

“นี่นายจะลากชั้นไปถึงไหนเนี่ย” เร็นเอ่ยถาม “ดูซิผ้ากันเปื้อนก็ยังไม่ได้ถอด” เขาบ่น

“ก็ห้องนายอ่ะดิ อารินะบอกให้นายอาบน้ำจำได้มั้ย” เขายังคงลากเร็นต่อไปจนขึ้นมาถึงชั้นบนแล้วเลี้ยวขวาไปตามทางเดิน

“แล้วนายรู้ได้ไงว่าห้องชั้นอยู่ไหน”

“รู้ก็แล้วกัน” แต่ความจริงไม่รู้หรอก แต่เขาก็จูงเร็นเดินไปเรื่อยจนเร็นกระตุกมือเขา

“ไหนว่ารู้ไง มันเลยห้องชั้นแล้วนะ” เร็นยิ้มขำๆ

“งั้นห้องนี้ใช่มะ” ว่าแล้วเชนก็เปิดประตูห้อง จูงเร็นเข้ามาแล้วก็ปิดประตูโดยที่ยังจับมือเร็นอยู่

เขายืนพิงประตูไว้สบตากับหนุ่มน้อยตรงหน้าที่กำลังยิ้มน้อยๆอย่างน่ารักที่สุดในสายตาของเขา แล้วค่อยๆดึงเร็นเข้าสู่อ้อมกอด “ทำไมนายถึงได้น่ารักขึ้นทุกครั้งที่เราเจอกันแบบนี้นะ” เขาพึมพำมาจากเหนือศีรษะของเร็น

“จริงเหรอ” เสียงใสถามเบาๆ

“จริงสิ แบบนี้ชั้นคงไม่มีสายตาไปมองใครอีกแล้วล่ะ”

เร็นผละออกจากอ้อมกอดแข็งแรง เงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่ม “ขอบใจนะเชน แต่นายอย่าพูดแบบนั้นเลย”

“ทำไมล่ะ” เชนถามอย่างไม่เข้าใจ

เร็นหลบตาแล้วเดินหนีไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบผ้าเช็ดตัวกับเสื้อผ้า พอหันกลับมาเขาก็เห็นเชนนั่งจ้องเขามาจากเตียง เขาถอนใจน้อยๆเพราะท่าทางของเชนบอกว่าต้องการคำตอบจากเขา เขาเอาเสื้อผ้าเข้าไปไว้ในห้องน้ำก่อนจะเดินกลับออกมา

“ตอบคำถามชั้นสิเร็น”

หนุ่มน้อยยืนพิงตู้เสื้อผ้า ไม่ยอมสบตากับชายหนุ่ม “อีกไม่นานนายก็ต้องกลับไปอเมริกา แล้วเราก็อาจจะไม่ได้พบกันอีก นายก็ต้องไปเจอคนอื่นอีกมากมาย มันก็คงต้องมีคนที่น่ารักกว่าชั้น นิสัยดีกว่าชั้น เมื่อนายพบคนที่นายชอบมากกว่าชั้นแล้วนายจะต้องเสียใจที่พูดคำนั้นกับชั้น นายยิ้มทำไม...” เร็นถามเมื่อหันมาเห็นชายหนุ่มกำลังยิ้มกว้าง

“มานี่สิเร็น”

เร็นลังเลเล็กน้อยแล้วก็เดินมาหยุดตรงหน้าชายหนุ่ม เชนเอื้อมมือมาจับมือเขาไว้ “นายไม่ชอบใจที่ชั้นจะไปมองคนอื่นใช่มั้ย นายกลัวว่าชั้นจะชอบคนอื่นมากกว่านายใช่มั้ย”

เร็นไม่กล้าสบตาเชน ได้แต่พยักหน้ารับชายหนุ่มหัวเราะในคอ “ก็นายน่ารักขนาดนี้แล้วชั้นจะไปมองคนอื่น ชอบคนอื่นมากกว่านายได้ไง”

“ไม่จริงหรอก ชั้นรู้ว่าชั้นไม่ได้น่ารักอะไรขนาดนั้นซักหน่อย ชั้นชอบแกล้งคนอื่นแถมยังขี้งอนอีกด้วย”

“ใช่แล้ว แต่ชั้นก็ชอบเพราะที่นายแกล้งชั้นแสดงว่านายสนใจชั้น ที่นายงอนแสดงว่านายแคร์ชั้นจริงมั้ย”

เร็นพยักหน้าพร้อมกับยิ้มอายๆ แล้วก็กลับทำคิ้วขมวดอีก “แต่อีกเดือนหนึ่งนายก็ต้องกลับไปแล้ว เราอยู่ห่างกันแบบนี้ชั้นไม่ค่อยมั่นใจเลย ไม่ใช่ว่าชั้นไม่มั่นใจในตัวนายนะแต่ชั้นรู้ว่าชั้นยังเด็กจะไปเทียบกับคนอายุเท่าๆกับนายคงไม่ได้ ไม่รู้สิชั้นกลัว...กลัวไปหมดทุกเรื่องเลย”

เชนดึงเร็นมานั่งตัก สายตาพวกเขาจึงอยู่ระดับเดียวกัน เขาสบตาเร็นตรงๆเพื่อให้เร็นเห็นความตั้งใจจริง “ชั้นก็ยังเด็กเหมือนกัน เรื่องของเรามันเกิดขึ้นเร็วมาก แต่ชั้นก็ยืนยันได้ว่าชั้นจริงใจกับนายนะ ความจริงชั้นน่าจะเป็นฝ่ายกลัวมากกว่าว่านายจะเปลี่ยนใจ ชั้นจะให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงใจของชั้นดีมั้ย”

“เราจะพิสูจน์มันด้วยกัน เพราะชั้นก็อยากให้นายรู้ว่าชั้นจริงใจเหมือนกัน”

“ระยะทางที่ห่างกันจะไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเราใช่มั้ย”

“ใช่ ชั้นเชื่อใจนายเชน”

รอยยิ้มสดใสของเร็นเป็นรางวัลที่คุ้มค่าสำหรับเชน เขาจูบหน้าผากร่างบางอย่างแผ่วเบา เร็นโอบแขนรอบคอชายหนุ่มและกอดเขาไว้ เชนซบหน้าลงกับซอกไหล่ของร่างน้อยแล้วสูดหายใจเอากลิ่นหอมๆของคนในอ้อมแขนเข้าไป

“ไปอาบน้ำเถอะเดี๋ยวทุกคนจะรอนาน” เชนพูดอู้อี้มาจากซอกคอ

“ได้กลิ่นตุ่ยๆล่ะสิ แล้วยังมาดมเขาอีก” เร็นผละออกแต่ยังโอบแขนรอบคอชายหนุ่มเอาไว้แล้วหัวเราะเสียงใส

“หอมดีออก ถึงแม้ว่าจะมีกลิ่น...อืม อะไรน้า...ไก่อบใช่มั้ย” เชนบอกปนหัวเราะ

“จมูกแมลงวันเหมือนเรียวเลยนะ งั้นชั้นไปอาบน้ำดีกว่าไม่อยากให้บางคนหิวจนตาลาย”

เร็นหอมแก้มเชนแล้วลุกขึ้นจากตักของชายหนุ่ม เชนดึงมือไว้ “นี่สำหรับอะไร”

“ก็ที่นายน่ารักไงล่ะ” เร็นหัวเราะแล้วรีบวิ่งหนีเข้าห้องน้ำไปปล่อยให้เชนนั่งยิ้มกว้างอยู่บนเตียงคนเดียว

สิบห้านาทีต่อมาเร็นก็เดินออกมาในชุดใหม่พลางเอาผ้าขนหนูเช็ดผมตัวเองยุกยิก เชนครึ่งนั่งครึ่งนอนพิงหัวเตียงในมือมีหนังสือนิยายของเร็นที่อ่านไปได้เกือบหนึ่งในสี่ก็เงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของห้อง พลางพยักหน้าให้หนุ่มน้อยมานั่งบนเตียงข้างๆเขา เร็นก็เดินไปนั่งอย่างว่าง่าย

เชนวางหนังสือที่อ่านลงข้างเตียงแล้วช่วยเช็ดผมให้ “ผมนายเริ่มยาวแล้วนะ” เขาบอก

“ชั้นว่าจะไว้ผมยาวน่ะ คงเท่ดี อีกอย่างใครๆก็ชมว่าผมชั้นสวยชั้นก็เลยเสียดายที่จะตัด” เร็นบอกยิ้มๆ

“ก็ดีนะคงจะน่ารักมากกว่าเก่า งั้นชั้นก็จะไว้ด้วยดีมะ แล้วค่อยตัดพร้อมกัน”

“เอางั้นเหรอ”

“อือฮึ เราจะได้มีอะไรที่ผูกพันเราไว้ด้วยกันไง”

“งั้นก็ตกลง”

“จริงสิ นายชอบอ่านหนังสือนิยายแบบนี้เหรอ” เชนถามพลางชำเลืองไปที่หนังสือที่เขาวางไว้

“ใช่ ชั้นชอบมากเลยล่ะนิยายโรมานซ์อิงประวัตศาสตร์เนี่ย สนุกดีออกแถมให้ความรู้ด้วยนะ”

“ชั้นก็ว่านายคงชอบมาก เห็นมีอยู่เยอะเลยนี่”

“ไม่แน่นะชั้นอาจจะเป็นนักเขียนนิยายแบบนี้เข้าซักวันก็ได้ใครจะรู้”

“มันเป็นความฝันของนายเหรอ” เชนถามอย่างอยากรู้

“ก็ไม่เชิงหรอก ลงไปกันเถอะป่านนี้คงรอกันแย่แล้ว” เร็นขยับลุกขึ้นคว้าผ้าขนหนูจากมือเชนไปพาดไว้ที่เก้าอี้หยิบหวีมาหวีผมลวกๆ แล้วจูงมือเชนออกจากห้องลงไปที่ชั้นล่าง

ทั้งสองเดินจูงมือกันเข้ามาในห้องรับแขก เห็นไมล์นั่งอ่านนิตยสารอยู่ ส่วนนาธานกับเรียวนั่งติดกันอยู่ที่โซฟาคุยกันกระจุ๋งกระจิ๋ง ไมล์เงยหน้าขึ้นยิ้มให้กับภาพที่เห็น

“ลงมากันแล้วเหรอเดี๋ยวรอแม่ก่อนนะ แม่ขึ้นไปอาบน้ำอยู่” เรียวบอก

เชนนั่งลงที่โซฟาตัวที่ว่างดึงเร็นลงนั่งข้างๆแล้วโอบไหล่หนุ่มน้อยไว้หลวมๆ เจ้าตัวก็ไม่ว่าอะไรเพียงแค่แก้มเป็นสีชมพูน้อยๆ เรียวกับนาธานหันมาสบตากันยิ้มๆ เรียวหันกลับมามองน้องชายอย่างโล่งใจ ดูจากท่าทางและสีหน้าของทั้งสองคนคงจะคุยเรื่องของพวกเขากันเรียบร้อยแล้ว และถ้าเร็นมีอะไรกลุ้มใจก็คงจะบอกกับเขาทีหลังอย่างแน่นอน

“พรุ่งนี้นัดเจอกันที่โรงแรมเลยรึเปล่า” นาธานถามขึ้น

“ใช่” เชนตอบ “แต่เร็วขึ้นนิดนึงดีมั้ย ชั้นอยากให้พวกนายเจอพ่อของเราก่อน” เขาถามพลางพยักหน้าไปทางนาธาน

“นั่นสิ จะได้ทำความรู้จักกันไว้ไง” นาธานสนับสนุน

เร็นกับเรียวพยักหน้าให้กัน “เอางั้นก็ได้ งั้นเลื่อนมาเป็นเก้าโมงครึ่งละกัน อย่าลืมนะว่า...”

“ต้องลงมารอก่อนสิบห้านาทีเป็นอย่างน้อย” เชนหัวเราะ

“ดีมากที่จำได้” เร็นยิ้มแก้มแทบปริที่เชนจำคำพูดของเขาได้

“ชั้นจำได้ทุกคำนั่นแหละ” เชนรีบหยอดคำหวานใส่

“หวานมากไปนิดหรือเปล่าเนี่ย” นาธานแซวพี่ชาย เรียวกับไมล์หัวเราะ

“นายจะทำให้เร็นได้ใจใหญ่แล้วรู้เปล่า” เรียวบอกแล้วหัวเราะต่อ

“ไม่เห็นเป็นไรเลย ดีซะอีกเร็นจะได้ชอบชั้นคนเดียวไง” เชนหัวเราะตามไปด้วย

เร็นพูดอะไรไม่ออกเพราะกำลังเขินพอได้ยินเชนพูดก็ยิ่งเขินหน้าแดงเข้าไปอีก จึงรัวกำปั้นทุบตัวต้นเหตุเบาๆพร้อมกับด่าไปด้วย “บ้า! บ้า! บ้า! เจ้าบ้า!! พูดมาได้นายนี่หน้าไม่อายที่สุดเลย”

เชนหัวเราะไปหลบกำปั้นของเร็นไป แล้วก็ดึงร่างเล็กมากอดได้สำเร็จ เร็นเลยต้องหยุดทุบไปโดยปริยาย เชนขยี้หัวร่างบางในอ้อมแขนอย่างเอ็นดู

“พร้อมรึยังจ๊ะเด็กๆ หิวกันแล้วล่ะสิ” เสียงคุณแม่ผู้น่ารักถามมาจากประตูห้อง

“ครับ หิวแล้วครับ” ทุกคนพร้อมใจกันหันไปตอบอย่างพร้อมเพรียง

“แหมสามัคคีกันดีจัง งั้นก็ไปทานกันเลยจ้ะ” รินะบอกแล้วเดินนำขบวนเด็กๆไปที่ห้องอาหารที่ป๊ะป๋าเคน (ลืมรึยังเอ่ย) นั่งรออยู่

“สวัสดีครับ” เชน ไมล์และนาธานรีบทักเคนที่นั่งทำหน้าเคร่งตามประสาคุณพ่อผู้หวงลูกชายเป็นชีวิตจิตใจ

“นั่งสิจ๊ะเด็กๆ” รินะบอกแล้วนั่งลงมองเห็นเคนทำหน้าบูดก็กลั้นยิ้ม โรคหวงลูกชายกำเริบอีกแล้วสิ

พวกหนุ่มๆที่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต่างก็จับคู่นั่งกันอย่างยิ้มแย้ม ทำให้ยอดคุณพ่อทำหน้าบูดมากขึ้นไปอีก เรียวเหลือบไปเห็นหน้าพ่อจึงถามขึ้นอย่างสงสัย

“พ่อทำหน้าบูดทำไมฮะ หิวมากเหรอฮะ”

“ขอโทษนะฮะที่พวกเรามาช้า” นาธานเอ่ยบ้างพอเคนไม่ตอบสองคนก็เลยมองหน้ากันแบบงงๆ

เคนเอาแต่จ้องเชนกับไมล์เขม็งจนเชนชักเริ่มเอะใจ จึงก้มไปกระซิบบางอย่างที่หูหวานใจของเขา เร็นเหลือบตามองพ่อของเขาด้วยความรวดเร็วแล้วพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะหันไปสบตากับรินะเพื่อขอความช่วยเหลือ

รินะส่งสายตากลับมาแล้วหันไปพูดกับเคน “ที่รักคะ ชั้นคิดว่าคุณคงไม่ลืมที่เราคุยกันใช่มั้ยคะ” รินะเอ่ยเสียงเรียบพร้อมกับยิ้มเย็นๆ เคนหันมาสบตาภรรยาแว่บหนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองลูกๆและชายหนุ่มผู้มาหลงเสน่ห์ลูกชายของเขา เร็นกำลังส่งยิ้มหวานจ๋อยมาให้ ส่วนเรียวก็ส่งสายตาอ้อนวอนมา นาธานก็มองมาที่เขาอย่างหวั่นๆ ส่วนเชนก็มีสีหน้าเป็นกังวล มีแต่ไมล์เท่านั้นที่ไม่แสดงความรู้สึกออกมานอกจากแววตาที่มีแววหัวเราะอยู่ลึกๆ

เคนค่อยๆคลี่ยิ้มช้า ก่อนจะพูดขึ้น “ผมไม่ลืมหรอกที่รัก” รินะยิ้มรับ “ผมแค่อยากจะทดสอบอะไรสักหน่อยเท่านั้น” รินะเลิกคิ้วเหมือนจะถาม “แรงกดดันนิดๆหน่อยๆไง” เขาบอกพร้อมกับลอบมองสีหน้าของเชนกับนาธานไปด้วย พอเห็นทั้งสองคนสะดุ้งเขาก็หัวเราะ

“เอาล่ะไม่มีอะไรหรอก ทานข้าวดีกว่านะ” เขาตัดบทพาให้ทุกคนในที่นั้นถอนหายใจอย่างโล่งอกยกเว้นรินะที่อดยิ้มกว้างกับความเจ้าเล่ห์ของสามีสุดที่รักไม่ได้

เมื่อบรรยากาศมาคุหมดไป ทุกๆคนจึงลงมือทานข้าวพร้อมกับพูดคุยกันด้วยความสนุกสนาน บรรยากาศอบอุ่นเหมือนกับเป็นครอบครัวเดียวกัน เชนกับนาธานรู้สึกได้เลยว่าทั้งรินะและเคนยอมรับพวกเขาแล้ว และนั่นทำให้พวกเขาดีใจยิ่งกว่าสิ่งใดเลยทีเดียว

หลังจากจบมื้อเย็นแล้ว เคนกับรินะก็หลบไปปล่อยให้พวกหนุ่มๆคุยกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่น เชนกับนาธานก็เริ่มเล่าเรื่องของพวกเขาให้เรียวกับเร็นฟัง

“ทั้งหมดนี่เป็นเรื่องจริงเหรอเนี่ย” เร็นทำตาโตถามเชนที่นั่งอยู่ติดกับเขา

“ก็คงจริงล่ะ จากแฟ้มที่พ่อเอาให้ชั้นกับนาธานดู” เชนตอบ

“พ่อนายนี่ใจเด็ดน่าดู แต่ถ้าเป็นชั้นนะ ชั้นคงไม่เลือกวิธีที่ทำร้ายทุกๆ คนแบบนี้” เรียวออกความเห็น

“แต่ตอนนั้นท่านคงไม่มีทางเลือกมากนักหรอก” นาธานชี้แจง

“ก็คงเป็นอย่างนั้นแหละ” เรียวเห็นด้วย

“แล้วนายรู้เรื่องนี้มาก่อนรึเปล่า” เร็นหันมาถามไมล์

“ไม่เคยรู้เลย แม้แต่จากพ่อของชั้น” ไมล์ตอบ

“ไม่งั้นพ่อชั้นจะไว้ใจในตัวพ่อนายที่สุดเหรอ” เชนบอกยิ้มๆ

หลังจากทั้งห้าคนนั่งคุยกันอีกซักพัก เชน ไมล์และนาธานก็ขอตัวกลับ ไมล์ออกไปที่รถก่อนอย่างรู้ทันปล่อยให้คู่รักหวานแหววสองคู่ได้ร่ำลากัน

เรียวดึงมือนาธานออกไปตรงทางเดิน ในห้องนั่งเล่นจึงเหลือแค่เร็นกับเชนเท่านั้น เชนลุกขึ้นยืนอย่างอ้อยอิ่งพร้อมกับฉุดมือเร็นลุกขึ้นตามมาด้วย

“พรุ่งนี้เจอกันนะ ชั้นจะลงมารอนายที่ล็อบบี้”

“ตกลง”

เชนจูงมือเร็นจะออกจากห้องนั่งเล่นแต่หนุ่มน้อยกระตุกมือเขาให้หันกลับมา “แค่เนี๊ยเหรอ” เชนหันกลับมามองแล้วยิ้ม “แล้วนายจะเอาอะไรล่ะ” เขาถามพลางทำตาเจ้าเล่ห์

เร็นทำหน้างอนใส่ “แค่นี้ก็ต้องให้บอกด้วยเหรอ ชั้นไม่คิดว่านายจะหัวช้าขนาดนั้นนะ”

“ก็บอกมาสิ”

เร็นทำเสียงจิ๊กจั๊กในคอ “ก็...Goodnight Kissไง” พูดแล้วก็เขินจนแก้มเป็นสีชมพู

“ก็ได้ๆ” เชนหัวเราะแล้วเชยคางหนุ่มน้อยขึ้นให้สบตากัน “นายไม่บอกชั้นก็คิดไว้อยู่แล้วล่ะ” เชนค่อยๆลดศีรษะลงช้าๆ แล้วประทับจูบลงบนหน้าผากเร็นอย่างอ่อนโยน

“ไม่เอาตรงนั้นอ้ะ” ร่างบางประท้วง

“ถ้างั้น...” เชนเอียงหน้ามาจุ๊บที่แก้มเนียนข้างซ้าย

“ไม่ใช่” เร็นส่งเสียงอย่างหงุดหงิด เชนก็เลยแกล้งเอียงหน้ามาจุ๊บที่แก้มข้างขวา

“เจ้าบ้าแกล้งกันอยู่ได้ คอยดูนะชั้นจะไม่ให้นาย...อื้อ...” ก่อนที่เร็นจะโวยจบเชนก็รีบประทับริมฝีปากของร่างบางด้วยจูบที่หนักหน่วง แต่อ่อนโยนหยุดเสียงประท้วงใดๆของเขา

ในหัวของเร็นพลันว่างเปล่า หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะไปกับจูบที่ร้อนแรงของชายหนุ่ม เขาเผยอริมฝีปากให้อย่างเต็มใจและรู้สึกสั่นสะเทือนไปทั้งร่างเมื่อลิ้นร้อนๆของเชนสัมผัสกับปลายลิ้นของเขา มือเลื่อนขึ้นโอบรอบคอชายหนุ่มอย่างอัตโนมัติ เชนกอดรัดหนุ่มน้อยแน่นเข้าและครางอย่างพึงพอใจเมื่อร่างบางในอ้อมกอดเริ่มตอบสนองเขาอย่างที่เขาต้องการ ทั้งสองคนต่างหลงอยู่ในความเร่าร้อนที่ร่วมกันสร้างขึ้นจนไม่อาจหยุดยั้งได้

แต่ในที่สุดเชนก็เป็นฝ่ายที่ยุติจุมพิตที่ร้อนแรงนี้ลงก่อนที่ทั้งเขาและเร็นจะเตลิดไปมากกว่านี้ เขาประมาทไปที่คิดว่าเขาจะสามารถรักษาระดับของความรู้สึกไว้ได้ แต่ริมฝีปากที่อ่อนนุ่มและแสนหวานของเร็นก็ทำให้เขาลืมตัว

ชายหนุ่มกอดร่างบางไว้อย่างหวงแหน เสียงหัวใจของคนสองคนดังแข่งกันจนได้ยินอย่างชัดเจน เชนรอจนลมหายใจของทั้งคู่ช้าลงจนเป็นปกติ ก่อนจะดันเร็นออกจากอ้อมกอด เร็นเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มด้วยแววตาอ่อนเชื่อมจนเชนอดใจไม่ไหวต้องก้มลงจูบริมฝีปากบางเบาๆอีกครั้ง

“พอใจรึยัง” เชนถามเบาๆ

“อือฮึ...พอใจมากเชียวล่ะ” เร็นบอกเสียงหวาน

เชนบีบจมูกร่างบางเบา “นายตัวแสบ” เขาสบตากลมโตที่เปล่งประกายขึ้นมาแว่บหนึ่งแล้วยิ้มกว้าง “จงใจยั่วชั้นใช่มะ นายเกือบทำชั้นแย่อีกครั้งแล้วนะ”

“แต่นายก็หยุดมันเพื่อชั้นได้เสมอใช่มั้ยล่ะ”

“ก็ใช่ แต่...อย่าทดสอบความอดทนของชั้นบ่อยนักรู้มั้ย”

“ชั้นจะพยายาม” เร็นตอบแบบเจ้าเล่ห์พร้อมหัวเราะหึ หึ

“เอาล่ะชั้นทำตามคำบัญชาของนายและหัวใจของชั้นแล้ว ชั้นก็คงต้องกลับซักที ป่านนี้เจ้าไมล์คงจะเดาได้แล้วว่าพวกเรากำลังร่ำลากันแบบหวานชื่นแค่ไหน” แล้วเชนก็จูงมือเร็นที่หน้าแดงกับคำพูดของตังเองเดินออกไปพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง

ขณะเดียวกับที่น้องชายตัวแสบและหวานใจกำลังล่ำลากันอย่างหวานหยด เรียวก็จูงมือนาธานเดินมาที่ห้องรับแขก เขาหยุดที่กลางห้องแล้วหันมา

“นายอยากให้พวกเราพบกับพ่อนายจริงๆเหรอ” เรียวถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“จริงสิ ทำไมล่ะ” นาธานทำหน้าสงสัย “หรือว่านายไม่อยากเจอพ่อชั้น”

เรียวถอนใจ “ไม่ใช่หรอก ชั้นน่ะอยากเจอพ่อนายอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้าพวกเราไปเจอพ่อนาย แล้วท่านรู้เรื่องของพวกเราล่ะนายจะว่ายังไง”

“ถ้าชั้นบอกนายว่าพ่อเขารู้แล้วล่ะ” นาธานถามยิ้มๆ

“ชั้นน่ะไม่เป็นไรหรอก ชั้นเป็นห่วงแค่ความรู้สึกของนายเท่านั้น” เรียวทำหน้ายุ่ง “นายแน่ใจเหรอว่าคนอื่นรู้แล้วนายจะไม่เป็นไร”

นาธานรู้สึกตื้นตันไปกับความห่วงใยของเรียวที่มีให้เขา ไม่เคยเลยซักครั้งที่เขาจะรู้สึกว่ามีคนเป็นห่วงเขามากขนาดนี้ “ไม่เป็นไรเลยเรียว” เขาบอกพร้อมกับยิ้มจริงใจ “ชั้นอยากให้พ่อได้รู้จักกับคนที่สำคัญสำหรับชั้นก็คือนายไง”

เรียวแก้มแดงพร้อมกับยิ้มเขินๆให้ นาธานเห็นแล้วหัวเราะชอบใจเพราะปกติเรียวมักจะเป็นฝ่ายทำเขาหน้าแดงมากกว่า “นายแก้มแดงน่ารักจังเรียว แบบนี้ต้องทำให้นายหน้าแดงบ่อยๆซะแล้ว ทุกทีเห็นชอบทำหน้าขรึมอยู่เรื่อย”

“นี่นายจะบอกว่าชั้นขี้เก็กล่ะสิ ชั้นเปล่านะ”

“ไม่ใช่ ชั้นจะบอกว่านายชอบทำท่าเป็นผู้ใหญ่ทั้งที่ยังเป็นเด็กต่างหาก”

“ก็ชั้นยังเด็กจริงๆนี่ แล้วชั้นก็ไม่อยากทำหน้าทะเล้นอย่างที่เร็นทำบ่อยๆด้วย แค่รับมือเร็นคนเดียวชั้นก็จะแย่แล้ว ขืนชั้นเป็นไปด้วยอีกคนมีหวังคนอื่นปั่นป่วนไปหมดแน่”

“นั่นสิจริงของนาย” นาธานอมยิ้มอย่างเอ็นดูแล้วสบตาของเรียว “แต่ชั้นก็ชอบที่นายป็นแบบนี้แหละ”

เรียวมองตอบดวงตาสีเขียวใสของชายหนุ่มอย่างดีใจ นี่เป็นคำว่าชอบคำแรกที่เขาได้ยินจากปากของนาธาน จริงอยู่เขาเคยบอกชายหนุ่มว่าอย่าเพิ่งตอบอะไรตอนที่เขาสารภาพความในใจให้นาธานได้รู้ เพราะเขาอยากให้ชายหนุ่มแน่ใจในตัวเองก่อน แต่เขาก็อยากจะได้ยินและได้รู้ว่าหนุ่มน้อยหน้าหวานผู้มีดวงตาที่สวยที่สุดที่เขาเคยเห็นมาคนนี้ก็มีความรู้สึกเดียวกันกับเขา

“นี่เป็นคำว่าชอบคำแรกที่ชั้นได้ยินจากนายเลยนะ ดีใจจัง”

“ก็ชั้นชอบนายจริงๆนี่ ถ้าชั้นไม่แน่ใจก็คงไม่พูดหรอก” นาธานบอกแล้วหลบตาด้วยความเขิน

เรียวเชยคางชายหนุ่มให้หันกลับมา “ขอนะ ได้มั้ย”

นาธานยิ้มเขิน พยักหน้าอายๆแล้วหลับตาลง เรียวค่อยๆแตะกลีบปากบางสีกุหลาบอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยนก่อนจะผละออก นาธานลืมตาขึ้นสบสายตาอ่อนโยนของหนุ่มน้อย ก่อนจะสวมกอดเขาและซบหน้าลงกับไหล่ของเรียวอย่างสุขใจ หนุ่มน้อยกอดตอบอย่างสุขใจพอกัน

แล้วทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงหัวเราะของเชนดังแว่วมา พวกเขาค่อยๆผละออกจากอ้อมกอดของกันและกัน ก่อนจะสบตากันอย่างเข้าใจ เรียวกุมมือของนาธานไว้อย่างหวงแหน ก่อนที่เชนจะจูงมือเร็นออกมาจากห้องเช่นกัน เชนยักคิ้วให้สองหนุ่มอย่างอารมณ์ดี ผิดกับเร็นที่ปกติจะพูดจ๋อยๆแต่ตอนนี้เอาแต่นิ่งเงียบ จะมีก็แต่แก้มแดงปลั่งและรอยยิ้มหวานๆที่อยู่บนใบหน้าที่บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวนั้นสุดแสนจะมีความสุข

“พร้อมจะกลับแล้วใช่มะ” เชนถามน้องชาย

นาธานหันมามองเรียวยิ้มๆก่อนจะตอบ “พร้อมตั้งนานแล้ว นายนั่นแหละมัวทำอะไรอยู่”

“ก็จูบ...อุ๊บส์” เชนยังไม่ทันจะตอบก็ถูกเร็นเอามือมาปิดปากซะก่อน

“บ้า!! บอกได้ไงเล่าชั้นอายนะ” เร็นทำเสียงขู่คำรามในคอ

เชนหัวเราะเอามือเร็นออกแล้วดึงร่างบางมากอด “ถึงชั้นไม่บอกพวกเขาก็เดาได้อยู่แล้วล่ะน่า จริงมะ”

เรียวกับนาธานมองหน้ากันแล้วหัวเราะไปพยักหน้าไป

“นายนี่หน้าไม่อายจริงๆเลยนะ เอาล่ะๆรีบกลับไปได้แล้ว ไม่งั้นพรุ่งนี้ตื่นสายผิดนัดชั้นล่ะก็น่าดู” เร็นว่าทำแก้มป่อง เชนอดมันเขี้ยวไม่ได้เลยก้มลงไปหอมซะอีกหนึ่งฟอด

“รับรองน่า ไปเหอะนาธาน”

“พวกเราไปส่งที่รถนะ” เรียวบอกแล้วจูงมือนาธานเดินนำไป

เชนจับมือเร็นขึ้นมาแล้วจุมพิตที่หลังมือน้อยเบาๆ “พรุ่งนี้เจอกันนะ”

เร็นเขินแล้วเขินอีก ก่อนจะพยักหน้ารับ “ไปสิ ชั้นจะเดินไปส่ง”

แล้วสองหนุ่มก็จูงมือกันเดินตามพี่ชายและน้องชายออกไปอย่างมีความสุข...

R...R...R... เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของชายหนุ่มที่นั่งเหม่อมองไปนอกหน้าต่างมองดูแสงไฟระยิบระยับจากห้องชั้นบนสุดของโรงแรม เขายกหูรับสายอย่างเนือยๆ “ฮัลโหล”

“คุณพ่อเหรอฮะ ผมเองนะฮะกำลังยุ่งอยู่รึเปล่าฮะ” เสียงปลายสายตอบกลับมาอย่างร่าเริง

มาร์คอมยิ้มก่อนจะตอบกลับไป “ไม่หรอกนาธาน มีอะไรรึเปล่าถึงโทรหาพ่อเอาป่านนี้” ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะบอกเวลาเกือบจะสี่ทุ่ม

“ผมอยากให้พ่อรู้เร็วๆนี่ฮะ เพราะมันเป็นข่าวดี”

มาร์คยิ้มมากขึ้นกับน้ำเสียงกระตือรือร้นของลูกชาย เขาเห็นภาพนาธานดวงตาเป็นประกายเวลามีเรื่องถูกใจแว่บเข้ามา “ข่าวดีอะไรเหรอ”

“ก็คุณแม่กับลุงโจเขายอมพบพ่อแล้วน่ะสิฮะ” นาธานบอกด้วยน้ำเสียงที่ปกปิดความดีใจไว้ไม่มิด

“จริงเหรอ!! มันเป็นข่าวดีมากสำหรับพ่อเลยนะ ขอบใจลูกมาก” มาร์คเอ่ยอย่างดีใจและโล่งใจ

“แล้วเราจะพบกันเมื่อไหร่ดีฮะ”

“อืม...พรุ่งนี้เย็นเป็นไง พ่อจะไปหาพวกลูกที่บ้านดีกว่า”

“ดีฮะ งั้นพ่อก็มาทานข้าวเย็นกับพวกเรานะฮะ ผมจะรีบไปบอกแม่เลย”

“ตกลงจ้ะ ขอบใจลูกอีกครั้งนะ”

“ผมยินดีที่ได้ช่วยฮะ เจอกันพรุ่งนี้ ราตรีสวัสดิ์ฮะพ่อ”

“ฝันดีนะลูก” มาร์ควางโทรศัพท์ลงช้าๆ รอยยิ้มที่แทบจะไม่เคยมีประดับอยู่บนใบหน้าแกร่งทำให้เขาดูอ่อนโยนขึ้น ตั้งแต่เขาเปิดเผยเรื่องที่เขาเก็บงำไว้ให้พวกลูกๆได้รับรู้เขาก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก ถ้าได้เคลียร์เรื่องระหว่างเขากับซาร่าให้จบลง เขาก็คงจะมีความสุขอย่างแท้จริงเสียที อีกเพียงแค่อาทิตย์เดียวเขาก็จะกลับไปแอลเอแล้ว และอาจจะไม่ได้พบกับซาร่าและนาธานอีก เขาอยากจะแน่ใจว่าคนที่เขารักทั้งคู่จะมีความสุขที่นี่

มีเสียงเคาะประตูขัดจังหวะความคิดของเขาอีกครั้ง “เข้ามา” เขาเอ่ยปากอนุญาต เจอโรมเดินยิ้มกริ่มเข้ามาแล้วเดินมาทรุดนั่งที่โซฟาอย่างระทดระทวย

มาร์คเหลือบตามามองแล้วยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยถาม “แค่ไปยิมแค่นี้นายก็หมดแรงแล้วเหรอ”

“นั่นน่ะสิก็ชั้นมันแก่แล้วนี่ ไหนจะเหมือนพวกลูกๆของเราได้ล่ะ” ชายหนุ่มตอบโดยไม่หันมา “เจ้าลูกชั้นกับลูกนายน่ะไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ออกไปตะลอนๆเที่ยวกันทั้งวันแล้วยังกลับมาออกกำลังต่อได้อีก”

“นี่แหละเขาถึงเรียกว่าวัยรุ่น” มาร์คหัวเราะ “อีกอย่างนะถ้านายแก่ชั้นก็แก่เหมือนนายนั่นแหละ ชั้นรู้ดีกว่านั้นน่าเพื่อน นายน่ะแข็งแรงอย่างกับหมี”

เจอโรมผุดลุกขึ้นนั่งตัวตรงก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา “หมีเรอะ นี่นายเห็นชั้นเป็นหมีเรอะ”

“ใช่หมีกริซลี่ตัวใหญ่ซะด้วย ไม่ใช่เท็ดดี้แบร์นะอย่าเข้าใจผิด” มาร์คพูดแล้วระเบิดหัวเราะออกมา

เจอโรมมองเพื่อนรักตาปริบๆก่อนจะยิ้มกว้างออกมา จนมาร์คต้องถาม “อะไร”

“ดีใจที่เห็นนายเป็นแบบนี้น่ะสิ เหมือนกลับไปเมื่อสมัยโน้นเลย”

มาร์คยิ้ม “พรุ่งนี้นายเตรียมรถด้วยนะ ตอนเย็นชั้นจะไปบ้านรอสส์ซักหกโมงก็แล้วกัน”

“ซาร่ายอมพบนายแล้วล่ะสิ ดีใจด้วยนะเพื่อน”

“ขอบใจ”

เสียงโทรศัพท์ดังกังวาลขึ้นอีกครั้ง มาร์คมองด้วยความสงสัยก่อนจะพยักหน้าให้เจอโรมเป็นคนรับสาย

“ห้องคุณแมคนีลครับ” ชายหนุ่มนิ่งฟังเสียงทางปลายสาย เขาเหลือบตามาที่เพื่อนรักแวบหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ได้ รอเดี๋ยวนะชั้นจะถามเจ้านายก่อน” เขาหันมาที่ชายหนุ่ม “ริคโค่ติดต่อเข้ามาบอกว่าจะคุยกับนายให้ได้ตอนนี้”

“ท่าทางเขาคงกระวนกระวายจนถึงที่สุดแล้วสิ แผนกดดันของเราได้ผลดีเกินคาดนะ”

“นายจะคุยมั้ยล่ะ” เจอโรมเอ่ยถาม มาร์คพยักหน้าตอบ ชายหนุ่มจึงตอบโทรศัพท์กลับไป “ต่อเข้ามา” เขาส่งสายให้เพื่อนแล้วเดินกลับไปนั่งที่โซฟาตามเดิม

“สวัสดีริคโค่” มาร์คทักเสียงเย็น

“คุณแมคนีล” เสียงร้อนรนที่ตอบกลับมาทำให้มาร์คยิ้มอย่างสะใจ “ผมอยากคุยกับคุณเรื่อง...”

“แต่ผมไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ” มาร์คขัดขึ้น

“ผมรู้ ผมไม่ควรจะโทรมาด้วยซ้ำ ผมผิดเองที่ทำอย่างที่รับปากกับคุณไว้ไม่ได้” เมื่อมาร์คไม่พูดอะไรเขาจึงพูดต่อ “ผมรู้ว่าผมไม่มีสิทธิ์ถาม แต่ผมก็ต้องถามว่าคุณจะจัดการยังไงกับเรื่องนี้” ริคโค่นิ่งฟังอย่างอดทน

“ผมไม่จำเป็นต้องบอกคุณจริงมั้ย ผมบอกคุณแล้วว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับลูกผมอีกครั้ง จะไม่มีคำว่าปรานีสำหรับพวกคุณ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ทำให้ริคโค่เย็นเยียบไปทั้งร่าง “จะไม่มีการพูดคุยหรือเจรจาอะไรทั้งนั้น ผมจะจัดการกับเรื่องนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพี่ชายของคุณด้วยมือของผมเอง เขาจะไม่มีทางหนีไปจากเรื่องนี้ได้ผมรับรอง”

ริคโค่สูดหายใจขัดๆเขารู้ดีว่ามาร์คเอาจริงแน่ “ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมิคาเอลต้องทำอะไรแบบนี้ด้วย ผมรู้ว่าผมคงทำอะไรไม่ได้เลยในเรื่องนี้ แต่ผมอยากจะขอร้องคุณได้โปรดอย่าทำร้ายพี่สะใภ้กับหลานของผมเลย ตอนนี้พวกเขาก็ขวัญเสียมากพออยู่แล้วที่มิคาเอลหนีหายไป” เขาอ้อนวอน

“ผมไม่สนใจหรอกว่าใครจะเป็นยังไงนั่นไม่ใช่เรื่องของผม ในเมื่อมีคนมาทำร้ายคนที่ผมรักผมก็ต้องตอบโต้เป็นธรรมดาและเพื่อเป็นการป้องกันผมก็ควรจะถอนรากถอนโคนให้หมดจริงมั้ยริคโค่” มาร์คตอบกลับเสียง***ม

ริคโค่ตัวสั่นไปกับเสียงที่ได้ยิน “คุณคงไม่ได้หมายถึง!!...ไม่นะได้โปรดเถอะพี่สะใภ้ผมไม่รู้เรื่องอะไรด้วย หลานผมก็ยังเด็ก แกเพิ่งจะเจ็ดขวบเท่านั้น”

“ไม่มีประโยชน์อะไรที่คุณจะมาอ้อนวอนผมริคโค่ ผมไม่ผ่อนปรนในเรื่องนี้และคุณก็ไม่ต้องติดต่อมาอีก ไม่มีการเจรจาเข้าใจมั้ย อ้อถ้าคุณเจอพี่ชายคุณล่ะก็ บอกมันด้วยว่ายิ่งมันพยายามหนีเท่าไหร่ผมก็จะสนุกกับการล่ามากเท่านั้น” มาร์ควางสายลงโดยไม่สนใจทั้งสิ้นว่าปลายสายอีกข้างจะทำอย่างไร

เสียงเจอโรมผิวปากหวิวเบาๆ มาร์คเหลือบตามองแล้วยิ้ม “โหดจังนะเจ้านาย ไปขู่เขาอย่างนั้นทำไมล่ะนายไม่ทำอย่างนั้นอยู่แล้ว”

“แน่ล่ะที่ชั้นจะไม่ทำ ชั้นก็แค่อยากรู้ว่าเจ้ามิคาเอลจะทำยังไง”

“งั้นเราก็ต้องเฝ้าดูพวกมันต่อไปงั้นสิ”

“ใช่ อย่างที่เรารู้ว่าตอนนี้มิคาเอลมันกบดานอยู่ และเรื่องนี้อาจทำให้มันออกมาจากที่ซ่อนแล้วเราก็จะจัดการกับมันไงล่ะ”

“เป็นแผนที่เยี่ยมมากเลยเพื่อน” เจอโรมเอ่ยชม

“ขอบใจ เอาล่ะพวกเราไปพักผ่อนกันเถอะเรื่องนี้พักไว้ก่อนจนกว่าจะมีรายงานใหม่ๆเข้ามาก็แล้วกัน”

“ตกลง ราตรีสวัสดิ์นะเพื่อน” เจอโรมเอ่ยแล้วลุกขึ้นเดินออกไปจากห้อง

“ราตรีสวัสดิ์” มาร์คเอ่ยตอบก่อนที่เพื่อนของเขาจะเดินออกไปและปิดประตู

หกโมงเย็นวันรุ่งขึ้นที่บ้านตระกูลรอสส์

โจนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อย่างสงบเงยหน้าขึ้นมองภรรยาสุดที่รักของเขาเดินไปเดินมาช้าๆในห้องนั่งเล่น เขาอมยิ้มพับหนังสือพิมพ์วางลงบนโต๊ะด้านหน้า แต่ซาร่าก็ยังไม่สังเกตเห็น เธอยังคงเดินไปเดินมาทำท่าตื่นเต้นปนกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“คุณกำลังทำให้พื้นบ้านของเราสึกนะที่รัก”

ซาร่าสะดุ้งหันมายิ้มแหยให้สามี “ขอโทษค่ะ ชั้นคงตื่นเต้นไปซักหน่อย”

“มานั่งนี่เถอะ ผมว่าคุณน่าจะใจเย็นกว่านี้นะผมก็อยู่ด้วยทั้งคนนี่”

เธอส่งยิ้มหวานให้สามีแล้วเดินมานั่งข้างตัวโจอย่างว่าง่ายสอดแขนกอดเขาแล้วซบหน้าลงกับซอกไหล่ของชายหนุ่ม “ค่ะชั้นรู้ คุณทำให้ชั้นอุ่นใจยิ่งกว่ามีกองทหารซักกองร้อยซะอีก”

“คุณยังกลัวเขาอยู่ใช่มั้ย”

“ค่ะ ถึงแม้นาธานจะยืนยันว่าเขาจะไม่ทำอะไร แต่ชั้นก็อดที่จะวิตกไม่ได้”

โจนึกถึงเรื่องที่นาธานเล่าให้ฟังจึงพยายามปลอบใจเธอ “ผมว่าถ้าเขาคิดจะทำอะไรป่านนี้เขาคงลงมือไปแล้วล่ะ นี่อีกไม่กี่วันเขาก็จะกลับไปอเมริกาแล้วแต่ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยจริงมั้ย”

“ค่ะ ชั้นคงจะกังวลมากเกินไป” เธอคลายอ้อมแขนออกเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม “ชั้นรักคุณค่ะโจ”

“ผมก็รักคุณ ที่รัก” โจก้มลงจูบเธอเร็วๆทีหนึ่ง

เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้นทำเอาซาร่าสะดุ้งจนโจอดหัวเราะไม่ได้ “คุณเหมือนกระต่ายขี้ตื่นเลย”

“ชั้นเปล่านะคะ”

“เอาล่ะ พร้อมรบแล้วรึยังแม่สาว”

“พร้อมค่ะ” ซาร่าตอบรับยิ้มๆที่โจยังมีอารมณ์หยอกล้อเธอ

“ดี ไปต้อนรับผู้บุกรุกของเรากันเถอะ” เขากล่าวแล้วจูงมือภรรยาเดินออกจากห้องไป

นาธานวิ่งมาที่ประตูบ้านทันทีที่ได้ยินเสียงกริ่ง มาร์ค เชนรวมทั้งเจอโรมและไมล์ กำลังเดินผ่านประตูที่คนรับใช้เปิดให้ มาร์คมองเห็นนาธานจึงส่งยิ้มให้ หนุ่มน้อยวิ่งเข้าไปสวมกอดมาร์คอย่างยินดี

“สวัสดีตอนเย็นฮะพ่อ”

มาร์คกอดลูกคนเล็กแน่นๆครู่หนึ่งแล้วจึงปล่อย เขาเชยคางนาธานขึ้นมองอย่างภูมิใจแกมยินดี “ไหนดูสิ ลูกดูดีมากเลยนะ มีอะไรน่าดีใจน้าที่ทำให้ลูกของพ่อตาเป็นประกายขนาดนี้”

“อย่าล้อผมสิฮะพ่อ ก็ที่ทุกคนมารวมกันนี่แหละฮะที่ทำให้ผมดีใจ”

“เฮ้อ!! ไม่มีใครสนใจเราเลยแฮะ” เชนแกล้งบ่นดังๆ

“ไม่ต้องมาบ่นเลยนะ นายกับชั้นก็เจอกันแทบทุกวันอยู่แล้ว” นาธานผละจากพ่อของเขามากอดเชนแทน “แต่วันนี้ชั้นจะยกให้วันนึง” เขาบอกอย่างร่าเริง เชนหัวเราะ จากนั้นก็ผละจากเชนไปกอดไมล์ต่อ ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆยังไม่ทันจะกอดตอบ นาธานก็ผละไปกอดเจอโรมซะแล้วเล่นเอาไมล์ต้องเสยกมือเกาหัวตัวเองแก้เก้อ เจอโรมกระชับอ้อมกอดเบาๆก่อนจะปล่อยอย่างเอ็นดู

โจกับซาร่ายืนมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกตื้นตันและไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะ ขณะที่โจมองเห็นความรัก ความเอื้ออาทรที่มาร์คแสดงออกกับนาธานเขาก็มีความรู้สึกที่ดีขึ้นกับชายคนนี้ ซาร่าเองก็มองเห็นมาร์คคนเก่าคนที่เธอเคยรู้จักเมื่อนานมาแล้ว คนที่เธอเคยรักจนหมดใจ เธอเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองว่ามาร์คไม่มีวันที่จะทำร้ายนาธานอย่างแน่นอน

เชนเหลือบมาเห็นทั้งสองคนที่ยืนมองอยู่ห่างๆจึงหันไปสะกิดพ่อของเขา มาร์คหันมาสบตากับซาร่าอย่างแน่วแน่ ชั่วแวบแรกเขามองเห็นความเคลือนแคลง ความไม่ไว้ใจ ความกลัว บ้าชะมัดเขาคิดอย่างแค้นใจตัวเองและสำนึกผิด เขาสร้างรอยแผลไว้กับเธอมากมายเหลือเกิน คำขอโทษของเขาคงไม่เพียงพอที่จะทดแทนสิ่งที่เขาทำลงไป แต่แล้วเขาก็เห็นแววตาแห่งการให้อภัยและเข้าใจ และรอยยิ้มที่มอบให้เขาอย่างยอมรับ เธอให้อภัยเขาแล้วเขารู้สึกได้

นาธานจูงมือพ่อของเดินเข้าไปหา มาร์คเดินตามแต่สายตายังคงตรึงอยู่ที่ซาร่า เช่นเดียวกับโจที่จับมือซาร่าและเดินเข้ามา ทั้งสี่คนจึงพบกันที่ประตูทางเข้าห้องรับแขก

“ซาร่า” มาร์คเอ่ยเสียงแหบพร่า เขามองเธออย่างสำนึกผิด “ชั้น...”

“สวัสดีมาร์ค” พระเจ้า เธอไม่เคยเห็นเขาอับจนคำพูดแบบนี้มาก่อนเลย ไหนจะแววตาสำนึกผิดและเจ็บปวดนี่อีกล่ะ ถ้าสิ่งที่นาธานเคยบอกว่าเธอเข้าใจผิดมาตลอดเป็นความจริงแล้วล่ะก็ เขาก็คงเจ็บปวดใจไม่ต่างไปจากเธอเช่นเดียวกัน “คุณจะไม่ทักทายชั้นหน่อยเหรอ” เธอยิ้มให้เขาอีกครั้งเพื่อจะบอกเขาเป็นนัยย์ๆว่าเธอพร้อมจะอภัยให้

มาร์คมองเห็นความหมายนั้นได้อย่างชัดเจน “สวัสดีซาร่า” เขายิ้มอย่างจริงใจ

“ชั้นอยากแนะนำให้คุณรู้จักสามีของชั้น โจ รอสส์ค่ะ”

มาร์คยื่นมือออกไป “มาร์คัส แมคนีลครับ ในที่สุดเราก็รู้จักกันอย่างเป็นทางการซักที”

โจจับมือที่ยื่นออกมาอย่างมั่นคง “ครับในที่สุด เรียกผมว่าโจนะครับ”

“ตกลงครับงั้นคุณก็ต้องเรียกผมว่ามาร์ค” ชายหนุ่มทั้งสองยิ้มให้กันอย่างเป็นมิตร

“คุณคงเคยเจอเชนแล้วใช่มั้ยครับ” มาร์คถามพร้อมกับหันไปพยักหน้าเรียกพรรคพวกข้างหลังให้เดินมา

“ครับทั้งเชนแล้วก็ไมล์ด้วย”

“นี่เจอโรมพ่อของไมล์ครับ เพื่อนสนิทและบอดี้การ์ดของผม” ชายหนุ่มแนะนำ

เจอโรมก้าวเข้ามา “ยินดีที่รู้จักครับ” เขากล่าวพร้อมกับจับมือกับโจ

“จำเจอโรมได้รึเปล่าซาร่า” มาร์คหันไปถามหญิงสาว

“ใครจะลืมคนที่นั่งปลอบใจแล้วก็อธิบายเรื่องที่คุณทำ ให้ชั้นฟังตั้งครึ่งค่อนวันได้ลงล่ะคะ” ซาร่าบอกยิ้มๆ

“ไหนบอกว่าจะไม่บอกใครไง” เจอโรมบ่นยิ้มๆ “ดีใจที่ได้พบคุณอีกครั้งนะซาร่า”

“นายไม่เคยบอกชั้นเลย” มาร์คต่อว่า

“ไม่เห็นต้องบอกเลย ชั้นก็แค่อยากช่วยนายนิดๆหน่อยๆ” ชายหนุ่มยักไหล่

“ขอบใจนะ”

“เข้าไปคุยที่ห้องรับแขกดีกว่านะคะ” ซาร่าบอกแล้วก็หันมองหานาธาน ก็เห็นเด็กสามคนแอบไปยืนมองอยู่ห่างๆ เชนกับไมล์กำลังยิ้มกว้างส่วนนาธานเองก็ยิ้มไปน้ำตาคลอไปอย่างดีใจที่สุด โดยมีเชนกำลังโอบบ่าเขาไว้หลวมๆ

“ไปจ้ะเด็กๆ” เธอร้องบอก สามหนุ่มพยักหน้าแล้วทุกคนก็เดินเข้าไปที่ห้องรับแขกเพื่อคุยกันต่อ

บรรยากาศของความอบอุ่นและมิตรภาพใหม่ๆอบอวลไปทั่วบ้านตระกูลรอสส์ในเย็นวันนั้น ความบาดหมางเก่าๆหมดไปพร้อมกับความสัมพันธ์ที่เรียกว่าครอบครัวก่อกำเนิดขึ้น ทุกคนต่างก็ยินดีและมีความสุขกับมัน และต่างก็หวังว่ามิตรภาพนี้จะยืนยงคงอยู่ตลอดไป...

และแล้วคืนสุดท้ายที่เชนและพรรคพวกของเขาจะอยู่ที่อังกฤษก็มาถึง มาร์คจัดปาร์ตี้อำลาเชิญครอบครัวของซาร่าและสองแฝดมาด้วย ปาร์ตี้มีขึ้นเวลาทุ่มครึ่งในห้องชุดของเขาเองที่โรงแรม แต่พวกของเชนอยากร่ำลากันก่อนเป็นการส่วนตัวจึงนัดเจอกันก่อนที่ร้านที่พวกเขานัดพบกันครั้งแรก

อีกสิบนาทีจะห้าโมงซึ่งเป็นเวลานัด เชนนั่งมองไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอย สีหน้าเคร่งขรึมส่งให้ใบหน้าที่ปกติก็มีเสน่ห์มัดใจสาวๆอยู่แล้วยิ่งดูคมเข้ม ลึกลับและดึงดูดมากขึ้นไปอีก สาวๆที่นั่งอยู่ในร้านเดียวกันต่างก็พยายามส่งสายตาให้เขาแต่ชายหนุ่มก็ไม่สนใจเพราะกำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเอง

เวลาช่างผ่านไปได้อย่างรวดเร็วนักทุกครั้งที่คนเรามีความสุข ชายหนุ่มคิดพลางถอนใจเบาๆ คืนนี้ก็เป็นคืนสุดท้ายแล้วที่เขาจะอยู่ที่นี่แต่เขากลับรู้สึกว่าไม่อยากจากไปเลย เป็นเพราะเร็นนั่นแหละที่ทำให้เขารู้สึกแบบนี้ เขาไม่เคยสนใจหรือต้องการใครสักคนแบบนี้มาก่อนเลย

เสียงหัวเราะคิกคักจากด้านข้างขัดจังหวะคิดของเขา ชายหนุ่มเหลือบตามองก็เห็นผู้หญิงที่สองคนกำลังคุยกันที่โต๊ะใกล้ๆพลางมองมาทางเขา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าตัวเขาคงกำลังเป็นหัวข้อสนทนาอยู่เป็นแน่ เขามองดูสองคนนั่นก็จัดว่าเป็นคนสวยพอสมควร ผมสีน้ำตาลปนทองยาวผิวสีแทนตาสีฟ้า อายุมากกว่าเขาประมาณยี่สิบกว่าๆ สองสาวส่งสายตาเหมือนจะเชิญชวน แต่ไม่ทำให้เขาเกิดความสนใจใดๆแม้แต่น้อย เพราะใจเขานึกถึงแต่หนุ่มน้อยหน้าหวานผิวขาว ผมดำตรง ริมฝีปากอิ่มสีกุหลาบที่แสนหวานปานน้ำผึ้ง ใบหน้าหวานๆที่มักจะทำแสนงอนอยู่บ่อยๆนั้นน่ารักตรึงใจเขาจนต้องเผลอยิ้มทุกครั้งเวลาที่นึกถึง

ชายหนุ่มมองสองสาวอย่างเฉยเมย ที่เขาบอกกับเร็นว่าเขาไม่มีสายตาไปมองใครอื่นอีกนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแม้แต่น้อย เชนหันกลับมามองไปข้างหน้าอย่างเดิม เขาอมยิ้มเมื่อได้ยินเสียงเฮอะดังกลับมาอย่างผิดหวังของสองสาว

“รอนานมั้ยพี่ชาย” เสียงนาธานถามขึ้นจากด้านหลัง

เชนหันควับมามอง “ไม่นานหรอก” แล้วเขาก็มองซ้ายมองขวาหาสองแฝดจนน้องชายหัวเราะ

นาธานเดินมานั่งที่เก้าอี้ตัวที่ว่างก่อนจะบอกขำๆ “ไม่ได้มาด้วยกันหรอก” เขาหัวเราะที่พี่ชายทำหน้าผิดหวัง

“ก็ทุกทีชั้นเห็นนายกับเรียวตัวติดกันตลอด ชั้นก็นึกว่าจะมาด้วยกันซะอีก”

นาธานกระแอมกลบเกลื่อนความเขินก่อนจะถามกลับ “ว่าแต่เขา แล้วบอดี้การ์ดส่วนตัวของนายไปไหนล่ะ”

“ไมล์ไม่มาด้วยหรอก หมอนั่นรู้งานจะตายแต่พ่อส่งคนมาตามดูพวกเราด้วย” เชนหัวเราะที่เห็นน้องชายหันมองไปรอบๆ “นายไม่เห็นหรอก เพราะถ้านายเห็นพวกนั้นก็ตกงานน่ะสิ”

“ชั้นยังรู้สึกแปลกๆทุกทีเวลารู้ว่ามีคนตามดูเนี่ย” เขาบ่น

“เป็นลูกพ่อก็ต้องหัดทำตัวให้ชินเข้าไว้ แต่นายไม่ต้องสนใจหรอกปล่อยพวกนั้นทำหน้าที่ไปเหอะ” เชนบอกพร้อมกับยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเป็นเวลาห้าโมงพอดี

“ตรงเวลาเป๊ะเลยนะ” นาธานอุทานพร้อมกับยิ้มหวานไปทางด้านหลังของพี่ชาย เชนหันควับไปอย่างรวดเร็วก็พบเรียวกับเร็นยืนยิ้มอยู่ด้านหลัง

เรียวรีบเดินมาหานาธาน “รอไม่นานใช่มั้ย”

“ไม่หรอก”

เชนรีบหยิบเงินมาวางไว้บนโต๊ะ “ไปกันเลยนะ” เขาลุกขึ้นจูงมือเร็นเดินออกไปอย่างรวดเร็ว จนนาธานกับเรียวต้องรีบเดินตามอย่างงุนงง

“นายจะรีบไปไหนกัน ทำท่าเหมือนหนีอะไรงั้นแหละ” เร็นถามพยายามเร่งฝีเท้าให้ทันก้าวยาวๆ ของชายหนุ่ม

เชนรู้สึกตัวจึงผ่อนความเร็วลงมาเดินเอื่อยๆแทน “ก็หนีจริงๆน่ะสิ นายเห็นโต๊ะข้างหลังชั้นมั้ยล่ะ”

“เห็นแล้ว ผู้หญิงสองคนนั่นน่ะเหรอ”

“ใช่ นั่นแหละแทบจะตะบบชั้นอยู่แล้วยายป้าพวกนั้นน่ะ”

“บ้าเหรอ!! เขาไม่แก่ซะหน่อย นายนี่ปากร้ายจังไปว่าเขาป้า” เร็นหัวเราะ

“ยังหัวเราะอีก นี่นายไม่หวงชั้นรึไง” เขาต่อว่างอนๆ

“โถ นอกจากปากร้ายแล้ว ยังใจน้อยด้วยเหรอ” เร็นขำก๊ากกับท่าทางของชายหนุ่ม “หวงสิทำไมจะไม่หวง ก็นายหล่อขนาดนี้ชั้นจะไม่หวงได้ไง แต่ชั้นเชื่อใจนายต่างหากล่ะ” เร็นบอกยิ้มๆ

เชนยิ้มหน้าบานเป็นกระด้ง “ดีใจจังที่ได้ยินอย่างนั้น แล้วนี่นายจะพาชั้นไปไหนล่ะ”

เร็นค้อนอย่างหมั่นไส้ก่อนจะบอก “Walking Street เลยไปสองบล็อคนี่เอง ชั้นอยากซื้ออะไรนิดหน่อยให้นายเป็นที่ระลึกน่ะ”

เชนอึ้ง “จริงนะ แต่ชั้นไม่มีอะไรให้นายเลย”

“ไม่ต้องหรอก ไว้คราวหน้าแล้วกัน” เร็นบอกยิ้มๆ

คราวหน้า หมายความว่าเร็นอาจจะไปหาเขาที่อเมริกางั้นเหรอ ชายหนุ่มยิ้มกับคำสัญญาที่เร็นอาจจะเอ่ยออกมาอย่างไม่รู้ตัว เอ หรือว่าหนุ่มน้อยจะตั้งใจอย่างนั้นจริงๆกันนะ

เรียวกับนาธานที่เดินตามสองหนุ่มหันมายิ้มให้กันเพราะได้ยินที่ทั้งสองพูดกันทุกคำ แล้วพวกเขาก็รีบเดินให้ทันสองหนุ่มเพราะเร็นลากเชนเดินลิ่วๆล่วงหน้าไปอีกแล้ว นาธานรู้สึกสงสารพี่ชายกับเร็นนิดๆที่ต้องอยู่ห่างกัน แต่ดูแล้วหัวใจของพวกเขาต้องอยู่ที่กันและกันแน่ๆ อาจจะเข้าข้างตัวเองไปนิดที่เขายินดีกับตัวเองที่ไม่ต้องจากกันอย่างคู่ของเร็น เขาหันมายิ้มให้กับหนุ่มน้อยข้างตัว เส้นทางของพวกเขายังอีกยาวไกลและเขาก็หวังจะให้พวกเขาทั้งคู่ก้าวเดินไปด้วยกัน ด้วยใจและก้าวย่างที่มั่นคง ตลอดไป...

####################################################################























Chapter 5

I miss you…

I miss the way you look to me

That soft shimmer in your eyes

The way they tell me the love you hole to me

The way they call me beautiful with no words expressed

I miss the way you hold me

The serenity in your arms

I could stay that way forever

I feel so safe and warm and never want to leave

I miss the way you smile at me

Which makes me smile back

That special secret we share beyond the smile

Its pure and true and only ours

I miss you…

The way you hold my hand and always understand

The way you wipe my tears and manage to take away all my sadness

The way you make me smile and always walk that extra mile

I miss you more than words can say

You will always be special to me in every little way...

รูปถ่ายและคำกลอนที่เขียนอยู่ข้างรูปที่เขานั่งดูและอ่านนับเป็นสิบๆเที่ยวตั้งแต่ได้มา แต่ไม่มีแม้แต่สักครั้งที่เขาจะรู้สึกเบื่อ หนุ่มน้อยหน้าใสที่ส่งยิ้มมาจากรูปดูโตขึ้นกว่าที่เขาจำได้มาก รูปถ่ายเป็นรูปแค่ครึ่งตัวเขาก็เลยไม่รู้ว่าหนุ่มน้อยสูงขึ้นมากหรือเปล่า ดวงตากลมโตสีนิลเป็นประกายสดใส ผมยาวสีดำที่เจ้าตัวหวีเสยให้เห็นวงหน้าสมส่วนดูน่ารักกว่าที่เขาเคยฝันถึง เขาลูบนิ้วกับริมฝีปากอิ่มสีกุหลาบที่เขาอยากสัมผัสอีกครั้งอย่างเผลอไผล

รูปนี้ส่งมาถึงมือเขาพร้อมกับของขวัญวันเกิดคือผ้าพันคอสีเขียวเข้มที่เจ้าตัวเขียนบอกมาว่าไม่ได้ถักเอง แต่เห็นแล้วนึกถึงสีของดวงตาของเขาจึงส่งมาให้ เมื่อวันที่สิบเก้า พฤศจิกายนซึ่งตรงกับวันเกิดของเขาพอดีเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว และตั้งแต่วันนั้นเขาก็ใช้มันทุกวัน อย่างน้อยเขาจะได้รู้สึกว่าเจ้าของของขวัญอยู่ใกล้ๆ ส่วนกรอบรูปเขาเอาวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียงเพื่อที่เขาจะได้กล่าวราตรีสวัสดิ์กันเร็นทุกคืน

อีกเดือนกว่าๆก็เกือบสี่ปีแล้วที่เขาไม่ได้พบกับเร็น ได้แต่ติดต่อกันทางจดหมายหรือไม่ก็โทรคุยกันเป็นบางครั้งเท่านั้น เขายังจำได้ดีถึงคืนสุดท้ายที่พวกเขาไปเดินเที่ยวกัน คืนที่เร็นมอบของที่ระลึกให้เขา เป็นสร้อยหนังมีจี้หินสีดำสลักชื่อย่อของพวกเขา ตัวอักษรS และ Rที่อ่อนช้อยเกี่ยวกวัดกันอย่างสวยงาม คนขายบอกว่าจี้สองอันนี้ทำจากหินก้อนเดียวกันแบ่งเป็นสองส่วนและยังบอกอีกว่าหินสีพวกนี้มีพลังลึกลับไม่ว่าพวกมันจะแยกจากกันไกลแค่ไหนพวกมันจะกลับมารวมกันในที่สุดตามความเชื่อของชาวไอริสโบราณ เร็นถูกใจความหมายของมันมากจึงตกลงซื้อทันที คนขายบอกว่าเขาขายเป็นคู่เท่านั้นและสลักชื่อให้ฟรีด้วย เร็นซื้อและให้เขาสลักชื่อของเขาและของตัวเองลงไป เมื่อได้สร้อยมาพวกเขาต่างก็สวมให้กันและกันและน่าแปลกเมื่อพวกเขาสวมมันแล้ว พวกเขาต่างก็รู้สึกถึงพลังที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกันอย่างประหลาดและแม้เขาจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องลึกลับนักแต่ทุกครั้งที่เขากุมมันไว้ในมือแล้วนึกถึงเร็นก่อนจะหลับไปเขาก็มักจะฝันถึงหนุ่มน้อยเสมอ

พวกเขาสัญญากันว่าพวกเขาจะมาพบกันอีกครั้งเมื่อตัวเขาเรียนจบเพราะนั่นหมายถึงว่าตัวเขาเป็นผู้ใหญ่พอที่จะสร้างความมั่นใจและมั่นคงให้เร็นได้แล้ว อีกเดือนกว่าๆก็จะถึงการสอบครั้งสุดท้ายแล้วและเขามั่นใจเหลือเกินว่าเขาจะต้องเรียนจบได้ในปีนี้ เขากล่าวราตรีสวัสดิ์กับรูปของเร็นอย่างที่ทำทุกคืน ก่อนจะดับไฟและล้มตัวลงนอน ยกมือขึ้นมากุมจี้หินไว้ในมือหลับตาลงและนึกถึงเร็น จี้ให้ความรู้สึกอุ่นขึ้นนิดๆ เขายิ้มอย่างมาดหมายแล้วก็ผล็อยหลับไป

“เฮ้อ!! สอบเสร็จซักที” เรียวถอนใจเสียงดัง หลังจากเดินเข้าบ้านในตอนเย็นของการสอบวันสุดท้าย เขาโยนเป้ไว้ที่โซฟาแล้วเดินเข้าครัวเพื่อไปเอาน้ำกินแต่ก็ทันได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของน้องชายที่เดินตามหลังมา

เขาส่งน้ำที่หยิบมาเผื่อให้เร็น ก่อนจะนั่งลงที่โซฟา เห็นเร็นดึงจี้ที่เจ้าตัวใส่เอาไว้ตั้งแต่คืนสุดท้ายที่อยู่กับเชนมาดูอย่างใจลอย

“คิดอะไรอยู่เหรอเร็น” เขาถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่มีอะไรนี่” เร็นตอบพร้อมกับถอนใจเบาๆ

“ไม่จริงหรอก” เรียวส่ายหน้า “นายกำลังคิดถึงเชนใช่มะ”

เร็นเงยหน้ามองพี่ชาย เขาปิดเรียวไม่ได้จริงๆ “ใช่ ชั้นคิดถึงเขาและตอนนี้มันก็ยิ่งมากขึ้นๆทุกๆวัน เพราะมันใกล้จะถึงวันที่เขาให้สัญญากับชั้นว่าจะมาพบกันแล้วน่ะสิ”

จริงสินะนี่ก็เกือบจะสี่ปีแล้ว เขามองดูน้องชาย ผมดำสวยของเร็นยาวถึงกลางหลังแล้ว นั่นยิ่งทำให้เร็นดูน่ารักกว่าเก่า เร็นแทบจะไม่เปลี่ยนไปเลยทางกายภาพนอกจากสูงขึ้น เพราะน้องชายของเขาก็ยังคงหน้าตาน่ารักเหมือนนางฟ้าตัวเล็กบอบบางเหมือนเดิม ผิดกับเขาโดยสิ้นเชิง จากความมุมานะในการออกกำลังและเพาะกล้ามเนื้อรวมถึงการบำรุงด้วยนมและโปรตีนสารพัดชนิด ส่งผลให้ตัวเขาในตอนนี้สูงกว่าเร็นเกือบหนึ่งช่วงศีรษะ ร่างกายของเขาแกร่งกำยำขึ้น หนาขึ้นและสมส่วนแบบนักกีฬา ผิวก็คล้ำขึ้นจากการว่ายน้ำเกือบทุกวัน ตอนนี้บอกใครว่าเขากับเร็นเป็นฝาแฝดกันคงไม่มีใครเชื่อเพราะหน้าตาของเขาแกร่งกระด้างขึ้นจนไม่มีใครเรียกเขาว่านางฟ้าอีกแล้ว (มีแต่เรียกว่าปีศาจเวลาที่เขาจัดการกับพวกที่มาเกาะแกะน้องชายกับคนรักของเขา) ที่เขาทำอย่างนี้ก็เพราะจะได้คอยดูแลปกป้องทั้งน้องชายและนาธานได้ อีกอย่างถ้าเขาตัวเล็กเหมือนเมื่อก่อนเขาคงจะกอดนาธานไว้ในอ้อมแขนของเขาแน่นๆไม่ได้ นี่แหละเหตุผลสำคัญ ก็เขาไม่อยากให้นาธานมองว่าเขาน่ารักแต่อยากให้นาธานเห็นเขาเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่พึ่งพาและปกป้องเขาได้

“ความจริงชั้นคุยกับนาธานเมื่อสองคืนก่อน เห็นเขาบอกว่าช่วงคริสต์มาสเขาจะไปอยู่ที่อเมริกากับพ่อเขาน่ะ”

“จริงเหรอ แล้วไงอีก” เร็นถามอย่างกระตือรือร้นขึ้นมาทันที

เรียวยิ้ม “ก็ไม่ยังไงหรอก เขาก็ถามว่าชั้นกับนายอยากไปกับเขารึเปล่าแค่นั้นเอง”

“จริงน่ะ แต่ว่าเราจะไปได้ไงล่ะ” เร็นถามเสียงห่อเหี่ยว

เรียวกระแอมเรียกความสนใจ “คือว่าบังเอิญชั้นไปเกริ่นๆเรื่องนี้กับแม่ไว้ แล้วแม่ก็รับปากว่าจะไปเกลี้ยกล่อมพ่อให้ยอมปล่อยพวกเราข้ามน้ำข้ามทะเลไปเที่ยวกันได้น่ะ”

เร็นกระโจนพรวดเดียวมาถึงข้างตัวเรียวแล้วจับแขนพี่ชายเขย่าๆอย่างดีใจ “จริงนะ นายไม่หลอกชั้นนะ”

“เรื่องอย่างนี้หลอกได้ไงล่ะ” เรียวยกมือขยี้หัวน้องชายอย่างเอ็นดู

“ขอบใจนะเรียว” เขาโผเข้ากอดพี่ชายไว้แน่น “ชั้นรักนายที่สุดเลย”

“ชั้นก็รักนาย เจ้าตัวแสบ” เรียวหัวเราะกอดตอบน้องชาย “ไปอาบน้ำพักผ่อนให้สบายดีกว่า เดี๋ยวแม่ก็คงกลับมาแล้ว รับรองว่านายไม่ผิดหวังกับคำตอบของแม่แน่”

“ชั้นก็ว่างั้นแหละ ก็รู้ๆกันอยู่”

“พ่อไม่เคยขัดใจแม่” สองคนพูดพร้อมกันแล้วหัวเราะก๊าก แล้วก็เดินขึ้นชั้นบนเพื่อพักผ่อนและรอคำตอบที่พวกเขาต้องการจากคุณแม่สุดที่รัก

เสียงกริ่งหน้าบ้านดังกังวาลขึ้น เร็นที่กำลังช่วยแม่ทำอาหารเย็นรีบล้างมือ แล้วเดินไปเปิดประตู นาธานนั่นเองที่ยืนยิ้มรออยู่ “ไงเร็น” เขาทัก

“หวัดดีนาธาน มาได้ไงเนี่ย” เร็นทักตอบอย่างยินดี

“พึ่งกลับจากมหาวิทยาลัยน่ะสิ นี่สอบเสร็จกันแล้วใช่มะ” เขาถามแล้วเดินเข้ามาในบ้าน

“ใช่” เร็นปิดประตูแล้วรีบบอกข่าวดี “นี่พ่อกับแม่ยอมให้พวกเราไปกับนายแล้วนะ”

“ดีจังชั้นกังวลอยู่เชียว นี่ชั้นกะว่าถ้าอาเคนกับอารินะไม่ให้พวกนายไป ชั้นจะให้พ่อโทรมาขอเองเลยล่ะ”

“ไม่มีทางหรอกเพราะถ้าแม่ให้ไปนะ พ่อก็ไม่คัดค้านอยู่แล้ว” เร็นบอก

ทั้งคู่เดินเข้ามาถึงครัว “สวัสดีฮะอารินะ” ชายหนุ่มรีบทักทาย

“อ้าว! นาธานเองเหรอ แวะมาหาเรียวหรือจ๊ะ” รินะทักตอบโดยไม่หยุดมือ

“เอ่อ... ก็ทำนองนั้นแหละฮะ” เขาตอบเขินๆ “แล้วผมก็จะมาถามเรื่องไปอเมริกาด้วยฮะ เห็นเร็นบอกว่าไม่มีปัญหาใช่มั้ยฮะ”

“ใช่แล้วจ้ะ อาอยากให้เร็นเขาสมหวังซักที ก็รอเจอกันมาตั้งนานแล้วนี่” พูดจบก็หลิ่วตาให้ลูกชาย ทำเอาเร็นเขินจนหน้าแดง “ขึ้นไปข้างบนสิจ๊ะ เรียวอยู่ที่ห้องเขานั่นแหละ”

นาธานยิ้ม “ขอบคุณนะฮะอารินะ” แล้วเขาก็เดินไปที่บันได

“เดี๋ยวอีกซักพักพาเรียวลงมากินข้าวด้วยนะ” เร็นบอกก่อนที่นาธานจะหายขึ้นบันไดไป

นาธานเดินมาถึงหน้าห้องเรียว เขาเคาะประตูเบาๆก่อนจะเปิดเข้าไป เรียวนอนหลับอยู่บนเตียงในชุดกางเกงยีนส์เสื้อยืดดังเช่นทุกที ชายหนุ่มย่องเบาๆมาที่ข้างเตียงเพราะไม่อยากให้เรียวตื่น เขายืนมองเรียวอย่างพิจรณา จะเรียกว่าหนุ่มน้อยไม่ได้แล้วสิก็เรียวเปลี่ยนแปลงไปเยอะมากจริงๆ จากที่เคยตัวพอๆกันกับเขา แต่เดี๋ยวเรียวสูงกว่าเขาเกือบสิบเซนต์ได้ ตัวก็ใหญ่กว่าเขาตั้งเยอะ ช่วงไหล่กำยำด้วยกล้ามเนื้อเห็นได้อย่างชัดเจน เอวสอบเพรียวเรียกว่าหุ่นแบบนักว่ายน้ำเลยล่ะ ใบหน้าที่เมื่อก่อนดูน่ารักแบบเดียวกับเร็นเดี๋ยวนี้กลับดูแกร่งสมชาย หล่อขึ้นทุกวันๆในสายตาเขา ทั้งที่เด็กกว่าเขาตั้งสามปี “นายเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งแล้วนะเรียว หนุ่มรูปหล่อซะด้วยสิ” เขาพูดเบาๆกับตัวเอง นั่งลงบนเตียงข้างๆเรียว เอื้อมมือไปปัดปอยผมที่ปรกหน้าผากให้ชายหนุ่มอย่างเบามือ

ทันใดนั้น อย่างรวดเร็วเขาก็กลับลงไปนอนแผ่อยู่บนเตียงโดยมีเรียวทาบทับอยู่ด้านบน เขาเอามือยันอกกว้างของเรียวไว้ตามสัณชาตญาณอย่างตกใจ ดวงตาสีเขียวสดใสจ้องเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่มีแววหัวเราะและถูกตรึงไว้กับความอบอุ่นและความรักที่ฉายออกมาจากดวงตาคู่สวยนั้นแทบจะทันที

“ฝีมือนายตกนะแนท (ชื่อเล่นของนาธานที่เรียวเรียกอยู่คนเดียวจ้า)” เขาว่ายิ้มๆ ดึงมือข้างหนึ่งที่ยันอกตัวเองอยู่มาจูบที่กลางฝ่ามือ

“ก็นายแกล้งหลับนี่ ชั้นก็ไม่ทันระวังด้วย อย่างนี้เขาเรียกว่าเล่นทีเผลอนะ” นาธานต่อว่า แก้มเป็นสีเข้ม

“มาหาชั้นเหรอ...แล้วเมื่อกี้ได้ยินแว่วๆว่าใครหล่อนะ” เรียวแกล้วยั่ว

นาธานหน้าแดงเข้าไปอีกที่เรียวมาได้ยินคำชมของเขา “ไม่ต้องมาแกล้งถามเลยนะ อย่างชั้นน่ะจะไปชมใครได้ล่ะนอกจากนาย” เขาว่าทำแก้มป่อง เรียวหัวเราะแล้วก้มลงหอมแก้มป่องๆดังฟอด

“หอมจัง” เขาเงยหน้าขึ้น

“เหม็นเหงื่อจะตายไป”

“ไม่ซักหน่อย” เรียวว่าแล้วก้มลงสัมผัสกลีบปากบางอย่างอ่อนโยนก่อนจะผละออก

“ดีจังนะที่คุณอาให้พวกนายไปกับชั้นได้”

“ก็พ่อไม่กล้าขัดใจภรรยาผู้น่ารักแต่เผด็จการน่ะสิ” เขาบอกพลางหัวเราะ “แต่ก็ดีแล้วล่ะพวกท่านจะได้อยู่กันตามลำพังบ้างหลังจากที่มีพวกเราคอยป่วนท่านมาตั้งสิบเจ็ดปีแล้ว”

“เหมือนฮันนีมูนรอบสองงั้นสิ”

“ใช่แล้ว”

แล้วทั้งสองคนต่างก็เงียบ จ้องตากันนิ่งนาน เรียวไล้ข้อนิ้วบนแก้มเนียนอย่างหลงใหล สี่ปีที่ผ่านมาความรู้สึกดีๆที่ทั้งคู่มีต่อกันไม่เคยจืดจางลงเลย มีแต่จะเพิ่มขึ้นๆทุกวัน เขารู้สึกว่าตัวเขาและนาธานผูกพันกันทางใจมากกว่าใครๆ เขาอยากบอกอยากแสดงออกให้นาธานรู้ว่าเขารักแนทของเขามากมายแค่ไหน แต่เขาก็อดกลั้นไว้และไม่เคยทำอะไรมากไปกว่าการกอดและจูบกันเบาๆเท่านั้น เขาเกรงว่าแนทของเขานั้นจะกลัวและตกใจกับสิ่งที่เขาคิดจะทำถ้าแนทรู้ใจเขาอ่ะนะ อีกอย่างเวลาที่พวกเขาอยู่ใกล้ชิดกันเหมือนอย่างตอนนี้ แนทก็มักจะเขินอายเสมอ เขาก็เลยไม่กล้า

นาธานยิ้มกับความอ่อนโยนของเรียว คนรักของเขาเป็นอย่างนี้ทุกครั้งคือไม่เคยหักหาญน้ำใจของเขา แต่ครั้งนี้เขาจะแสดงให้เรียวเห็นเองว่าเขาอยากให้เรียวแสดงออกกับเขามากกว่าเดิม ชายหนุ่มเลื่อนมือขึ้นโอบรอบคอคนรักและมองเขาอย่างอ่อนหวานแต่แน่วแน่ เรียวทำสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยกับท่าทีของเขา “จูบชั้นสิเรียว อย่างที่นายอยากทำน่ะ”

“นายแน่ใจนะ” เรียวถาม นี่แนทของเขารู้ด้วยเหรอเนี่ยว่าเขาอดกลั้นไว้ นาธานยิ้มหวานแล้วพยักหน้า

เรียวค่อยๆก้มลงช้าๆ ดวงตาสองคู่สบกันอย่างไม่คลาดไปไหน แล้วพอริมฝีปากของทั้งคู่สัมผัสกันพวกเขาต่างก็หลับตาลงเพื่อดื่มด่ำกับความรู้สึกหวานล้ำที่ได้รับ เรียวค่อยๆและเล็มกลีบปากแสนหวานอย่างดูดดื่มอย่างที่เขาอยากทำมานานแล้ว เขาแตะปลายลิ้นบนริมฝีปากล่างของนาธานเหมือนจะให้เผยอริมฝีปากพอชายหนุ่มทำตามเขาก็ส่งลิ้นเข้าไปสำรวจในปากของคนรักทันที พอลิ้นร้อนๆสัมผัสกันนาธานก็สะดุ้งกับความรู้สึกร้อนแรงที่เกิดขึ้น เรียวชะงักอย่างลังเล นาธานรีบกดท้ายทอยของเรียวไว้เพราะกลัวว่าเรียวจะผละออก เมื่อเรียวตวัดลิ้นเกี่ยวพันกับลิ้นของเขาอีกครั้ง นาธานก็ครางเบาๆในคอ พร้อมกับรู้สึกร้อนวาบไปทั้งร่าง เสียงครางของนาธานยิ่งกระตุ้นให้เรียวจูบเขาอย่างดูดดื่มมากขึ้น ลึกซึ้งและหนักหน่วงมากขึ้น

มือของนาธานซอกซอนเข้าไปในกลุ่มผมนุ่มๆของเรียวตามแรงอารมณ์ที่เรียวก่อขึ้นในตัวเขา เรียวสอดมือข้างหนึ่งไปข้างหลังคนรักเพื่อรั้งนาธานให้แนบชิดกับเขามากขึ้น อีกมือหนึ่งลูบไล้ที่ด้านหน้าเสื้อของร่างบาง ก่อนจะค่อยๆปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตที่นาธานใส่อยู่ทีละเม็ดแล้วเลื่อนมือเข้าไปลูบไล้แผ่นอกที่อยู่ในนั้น นาธานสะดุ้งอีกครั้งเพราะมือของเรียวที่สัมผัสเขานั้นเหมือนเหล็กร้อนๆที่ทาบลงมา ทิ้งความร้อนไว้ที่ผิวเนื้อของเขาเมื่อเรียวสัมผัสผ่าน ตอนนี้เขารู้สึกร้อนวูบวาบจนแทบขาดใจ ลิ้นของพวกเขายังคงเกี่ยวกระหวัดกันอย่างร้อนแรง ความรู้สึกบางอย่างกำลังเกิดขึ้นกับพวกเขาทั้งสองและนาธานไม่อยากให้มันหยุดลง มือของเขาเคลื่อนไหวอย่างเร่าร้อนไปตามแผ่นหลังที่แข็งแกร่งไปด้วยกล้ามเนื้อของเรียว ส่งผลให้ชายหนุ่มบดขยี้ริมฝีปากแสนหวานของนาธานอย่างแรง

ชายหนุ่มทั้งสองต่างก็รู้สึกถึงความตื่นตัวของกันและกัน และเรียวก็รีบยุติการจุมพิตที่เร่าร้อนลงก่อนที่เขาอาจจะทำอะไรที่คนรักยังไม่พร้อมจะรับได้ เขาถอนจุมพิตช้าๆอย่างแสนเสียดาย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาสีเขียวสวยที่ตอนนี้เข้มขึ้นจนเกือบเป็นสีดำด้วยจุมพิตร้อนแรงของเขา ทั้งเขาและนาธานต่างหอบหายใจแรง เขาเห็นนาธานหน้าแดง ตัวเขาเองก็คงหน้าแดงไม่แพ้กัน เขาแตะข้อนิ้วเบาๆที่ริมฝีปากของคนรักที่บวมและแดงจากจุมพิตของเขา

“เจ็บรึเปล่า” เขาถามเสียงแหบพร่า

นาธานที่รู้สึกหวั่นไหว ไม่สามารถพูดอะไรได้ ได้แต่ส่ายหน้า

“ขอโทษนะแนท” เรียวเอ่ยอย่างรู้สึกผิดนิดๆ

นาธานเห็นแววเสียใจในดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเรียว เขาลดมือลงมาลูบไล้แก้มของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา ก่อนจะโน้มคอเขาลงมาจุมพิตที่หน้าผาก “อย่าขอโทษหรือเสียใจในสิ่งที่นายแสดงออกกับชั้นสิ” เสียงที่เขาเอ่ยออกมายังแหบพร่าจากจูบของเรียวเมื่อครู่จนเขาแทบจะจำไม่ได้ “ชั้นเป็นคนบอกให้นายทำเองอย่าลืมสิ ชั้นไม่เสียใจเลยซักนิด ชั้นอยากให้นายจูบชั้นแบบนี้ตั้งนานแล้วล่ะ” เขาบอกอย่างใจกล้าทั้งๆที่ตอนนี้ใจเขายังสั่นไหวอยู่เลย

เรียวยิ้มกว้างกับสิ่งที่นาธานสารภาพออกมา “ชั้นรักนายมาก นายรู้ใช่มั้ย”

“รู้สิ ชั้นรู้” เขาตอบอย่างอ่อนหวาน “ชั้นก็รักนายมากเหมือนกัน มานี่เถอะ” เขาดึงเรียวลงมาให้ชายหนุ่มนอนลงบนตัวเขา กอดเรียวไว้แล้วลูบศีรษะชายหนุ่มเบาๆ เรียวซบหน้าลงกับอกขาวนวลเนียนของนาธานแล้วถอนใจอย่างเป็นสุข ได้ยินเสียงหัวใจใต้หูของเขาเต้นรัวก็แอบยิ้มอย่างยินดี

“นายยิ้มอะไร” แนทเอ่ยถาม

“รู้ด้วยเหรอเนี่ย” เขาพึมพำเบาๆ “ก็ดีใจน่ะสิ ทุกครั้งที่ชั้นจูบนายชั้นก็ทำให้นายใจเต้นแบบนี้ทุกครั้งเลย”

แนทหัวเราะแล้วจูบลงบนศีรษะของชายหนุ่ม “จะลงไปกินข้าวรึยัง”

เรียวลุกขึ้นช้าๆ “หิวแล้วเหรอ” เขาถามเสียงยานคาง

“นายล่ะ” นาธานถามพลางติดกระดุมเสื้อที่ถูกปลดไปด้วย

เรียวจ้องตาสีเขียวที่วิบวับไปด้วยแววหัวเราะก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ “หิวนายมากกว่า”

นาธานทำตาโตเพราะเรียวไม่เคยพูดอะไรแบบนี้กับเขามาก่อน หน้าแดงแปร๊ดจนเรียวหัวเราะ ชายหนุ่มรีบก้มหน้าหลบตาและแก้มร้อนผ่าวของตัวเอง เรียวลุกขึ้นไปยืนข้างเตียงก่อนจะฉุดนาธานขึ้นมา กอดชายหนุ่มไว้หลวมๆ “โทษทีนะ” แต่น้ำเสียงมีแต่แววหัวเราะไม่ได้สำนึกผิดแม้แต่น้อย

นาธานชกท้องนายตัวดีเบาๆ เรียวไม่สะดุ้งสะเทือนสักนิด “เด็กบ้า” เขาว่าแล้วหัวเราะเบาๆ “นายนี่นะ ทำคนอื่นหน้าแดงแล้วยังจะหัวเราะอีก”

“ให้นายหายหน้าแดงก่อนแล้วค่อยลงไปนะไม่งั้นโดนล้อแน่ แม่ก็อีกคนเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับเจ้าเร็นเลย”

“ก็ได้” นาธานซบหน้าลงกับไหล่ของชายหนุ่ม เขาก็ไม่อยากโดนล้อเหมือนกัน

เรียวกอดคนรักตัวน้อยของเขาไว้อย่างหวงแหนและถนุถนอม พวกเขาคืบหน้าไปอีกขั้นแล้วและไม่มีอะไรที่เรียวจะดีใจมากไปกว่านี้

สองวัน ก่อนที่คณะของนาธานจะเดินทางไปอเมริกา

“เร็น แม่ฝากของนี่ไปให้พี่ชายของแม่ที่โน่นด้วยนะ” รินะบอกแล้วส่งห่อของให้ลูกคนเล็กที่กำลังจัดของลงกระเป๋าเดินทางอยู่ในห้องนอน

“ลุงเรจิน่ะเหรอฮะ” เร็นถามพลางเอาห่อของใส่กระเป๋า

“ใช่จ้ะ ลูกจำลุงเรจิกับครอบครัวเขาที่แวะมาเยี่ยมเราเมื่อนานมาแล้วได้รึเปล่าจ๊ะ”

“ก็พอได้ฮะ โดยเฉพาะยูจัง”

“ยูอิจิคุงน่ะเหรอ นั่นสินะป่านนี้คงโตเป็นหนุ่มแล้วสิ อายุยี่สิบสองแล้วล่ะมั้ง”

“คิดถึงตอนนั้นจังฮะ ยูจังเป็นหัวโจกการป่วนชาวบ้านโดยมีผมกับเรียวเป็นลูกน้อง” เร็นหัวเราะเบาๆเมื่อนึกถึงวีรกรรมของพวกเขากับลูกพี่ลูกน้องในวัยเด็ก

“ตั้งเจ็ดปีแล้วนะเนี่ยที่ไม่ได้เจอกันได้แต่ติดต่อทางโทรศัพท์เป็นครั้งคราว ก็ลุงของลูกน่ะไม่ค่อยจะอยู่บ้านเพราะอาชีพตากล้องสารคดีของเขาทำให้ต้องเดินทางบ่อยๆ แต่ปีนี้แม่โทรไปถามแล้วเขาว่าได้หยุดช่วงคริสมาสต์ถึงปีใหม่สองอาทิตย์น่ะ วานลูกด้วยนะจ๊ะ”

“ฮะแม่ ไม่ต้องห่วง ดีจังนะฮะผมจะได้เจอยูจังด้วย” เร็นยิ้มอย่างมาดหมาย

“แล้วเรียวไปไหนล่ะจ๊ะ”

“ออกไปสวีตกับแนทของเขาน่ะสิฮะ ปล่อยผมให้จัดของอยู่คนเดียว” เร็นบ่น

“อะไร อะไร เจ้าตัวแสบ ชั้นออกไปซื้อของซักหน่อย แอบนินทาชั้นอีกแล้วนะ” เรียวส่งเสียงต่อว่ามาก่อนที่เขาจะเดินเข้ามา

“เดินยังกะแมวแนะ ตัวก็ออกจะใหญ่” เร็นบ่นงึมงำก่อนจะโต้ “ก็มันจริงนี่นา แล้วไหนล่ะขนมของฝากชั้น”

“ดูนะฮะแม่ อย่างนี้มันน่าให้กินมั้ยเนี่ย” ถึงปากจะว่าแต่เรียวก็ส่งขนมที่ซื้อมาให้น้องชายผู้น่ารักแต่โดยดี

เร็นยิ้มแก้มแทบปริ ตาเป็นประกายที่เรียวไม่ลืมซื้อขนมมาฝากเขาอย่างเคย รินะหัวเราะพร้อมกับส่ายหน้ากับความร้ายกาจของลูกคนเล็ก

“เอาล่ะแม่ไปทำมื้อเย็นดีกว่า ไม่ต้องไปช่วยแม่หรอกจัดของไปเถอะ” คุณแม่ผู้แสนดีโบกมือให้เร็นนั่งลงเมื่อเห็นเจ้าตัวจะลุกขึ้น แล้วก็เดินลิ่วๆออกจากห้องไป

“นั่นห่ออะไรน่ะ” เรียวถามชี้ไปที่ห่อที่เร็นใส่ไว้ในกระเป๋า

“อ๋อ แม่ฝากให้เอาไปให้คุณลุงเรจิน่ะ”

“ลุงเรจิ!! พ่อของยูจังอ่ะนะ อย่างนี้เราก็ได้เจอยูจังด้วยน่ะสิ พวกเขาอยู่แอลเอด้วยเหรอ”

“ที่อยู่ว่างั้นนะ”

“เจ๋งมาก!! คราวนี้แหละชั้นจะได้แก้มือเรื่องมวยปล้ำกับยูจังให้หายคาใจซักที”

“เจ้าคิดเจ้าแค้นจังนะ ยังอุตส่าห์จำได้อีก นี่ถ้ายูจังเห็นนายตอนนี้เข้าล่ะก็ อาจไม่ยอมให้แก้มือก็ได้”

“อ้าวไหงงั้นล่ะ”

“ก็นายตอนนี้น่ะตัวอย่างกับนักรักบี้ ยูจังก็กลัวแพ้อ่ะดิ”

“งั้นก็แล้วไป” เรียวหัวเราะ

“จะให้ชั้นช่วยจัดกระเป๋าให้เปล่า” เร็นถามอย่างเอื้อเฟื้อ

“โอ้น้องชายสุดที่รัก ขอบคุณมากนะคร๊าบ” เรียวลุกขึ้นโค้งให้อย่างสง่างามเล่นเอาเร็นหัวเราะจนน้ำตาไหล

“งั้นชั้นไปจัดการเลยนะ” เร็นบอกแล้วเดินหัวเราะออกจากห้องไป

เรียวมองตามจนเร็นปิดประตูห้อง เห็นน้องชายของเขามีความสุขแบบนี้ตัวเขาเองก็วางใจ แต่ตอนนี้เขามีความลับอย่างนึงที่ยังไม่ได้บอกน้องชายของเขา เอาไว้อยู่บนเครื่องก่อนแล้วค่อยบอกดีกว่า เร็นต้องชอบใจแน่ๆ

ที่สนามบินวันที่คณะของเร็นต้องเดินทางนั้นคราคร่ำไปด้วยผู้คนเพราะว่าใกล้เทศกาลคริสต์มาส ครอบครัวของทั้งสองก็ยกพลมาส่งกันอย่างพร้อมเพรียง รินะยิ้มแย้มผิดกับเคนที่ทำหน้ามุ่ย มีโจกับซาร่าซึ่งตั้งท้องได้สี่เดือนแล้วยืนมองอย่างขบขัน

“แม่ดูแลตัวเองดีๆนะฮะ ผมเป็นห่วง” นาธานลูบท้องที่นูนน้อยๆของแม่ไปมา

“แม่รู้แล้วล่ะจ้ะ อย่าเป็นห่วงแม่นักเลยแค่นี้พ่อเลี้ยงของลูกก็แทบจะให้แม่นอนอยู่แต่บนเตียงอยู่แล้ว” เธอลูบหัวลูกชายอย่างรักใคร่

“กว่าพวกเธอจะกลับมาก็คงรู้แล้วล่ะว่าจะได้น้องชายหรือน้องสาว” โจบอกอย่างปิดความภูมิใจไม่มิด

“รักษาตัวดีๆนะลูก เรียวดูน้องด้วยนะ” เคนพูดไปมือก็กอดเร็นเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

“โธ่พ่อฮะ ผมไม่ใช่เด็กเล็กๆแล้วนะฮะ” เร็นบ่นอย่างอ่อนใจ

“ชั้นว่าคุณเกาะปีกเครื่องบินตามลูกไปด้วยดีกว่ามั้ยคะ ที่รัก” รินะถามแบบทีเล่นทีจริง

“โธ่คุณ ก็ดูสิว่าลูกของเราน่ะน่ารักขนาดไหน แล้วจะไม่ให้ผมห่วงได้ไง” เคนยังไม่ยอมแพ้

“ปล่อยเร็นได้แล้วค่ะ พวกเขาต้องไปขึ้นเครื่องแล้วนะ” รินะรีบแกะมือเคนออกจากลูกคนเล็ก ก่อนจะหันมากำชับ “อย่าลืมของที่แม่ฝากไปนะ แล้วอย่าติดใจที่โน่นจนไม่ยอมกลับล่ะ”

“ฮะแม่” เร็นรับคำ

“ผมจะดูแลสองคนนี่ระหว่างเดินทางเองฮะ พอไปถึงที่โน่นผมก็จะได้โอนหน้าที่ไปให้คนที่โน่นทำแทน” เรียวบอกอย่างร่าเริง

พอสามหนุ่มเดินหายไปทางที่ไปขึ้นเครื่องบินโจก็รีบกุลีกุจอพาซาร่ากลับบ้านทันที ความจริงก็เห่อลูกไม่แพ้เคนหรอกแต่ไม่อยากให้เคนรู้เพราะตัวเองไปล้อเขาไว้เยอะ รินะโบกมือลาเพื่อนๆของครอบครัว แล้วก็รีบลากคุณพ่อจอมยุ่งกลับเหมือนกันเพราะไม่งั้นคงยืนรอส่งจนเครื่องบินขึ้นแน่ๆ

และแล้วเครื่องบินก็พาพวกเขามาถึงอเมริกาโดยสวัสดิภาพ สามหนุ่มต่างก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันเลยทีเดียว เมื่อเดินออกมาตามทางเดินผู้โดยสารขาออก นาธานมองหาคนที่จะมารับไปรอบๆและก็เห็นแทบจะทันที

เขาแทบจะวิ่งไปที่คนคนนั้นแต่กลัวว่าจะไปชนกับคนอื่นเพราะคนเยอะมาก จึงได้แต่ค่อยๆเดินอย่างหงุดหงิด

“ใจเย็นๆก็ได้ ไม่ต้องรีบเดี๋ยวก็สะดุดล้มหรอก” เรียวกระซิบเบาๆที่ข้างหู

นาธานหันมายิ้มแก้เขิน “ชั้นตื่นเต้นไปหน่อยน่ะ” พอดีกับที่เขาหลุดจากฝูงชนออกมา เขาจึงรีบวิ่งเข้าสู่อ้อมแขนที่เปิดรออยู่แล้วของพ่อเขาพอดี

“ผมคิดถึงพ่อจังเลยฮะ” เขาบอกเสียงอู้อี้มาจากอกของผู้เป็นพ่อที่รัดเขาจนแน่น

“พ่อก็คิดถึงลูกมากเลยนาธาน” มาร์คเอ่ยเสียงพร่า

นาธานผละออกมาจนสุดแขนของเขาพร้อมกับมองไปทั่วตัวพ่อของเขา มาร์คเองก็ทำแบบเดียวกัน

“พ่อดูเหมือนเดิมทุกอย่างเลยนะฮะ ไม่แก่ขึ้นซักนิดเลย” นาธานบอกเสียงใส ตาเป็นประกาย

“แต่ลูกของพ่อดูดีขึ้นเยอะเลยนะ ชักอิจฉาใครบางคนแถวนี้แล้วสิ” มาร์แกล้งล้อ นาธานเขินจนแก้มเป็นสีชมพู แต่ก็ยังยิ้มให้พ่ออย่างดีใจ

“สวัสดีครับ” เรียวกับเร็นกล่าวทักอย่างร่าเริง เมื่อมาร์คหันมา

“โอ้โห!! เรียวหรือนี่ ถ้าไปเจอที่อื่นชั้นคงจำเธอไม่ได้แน่เลย” มาร์คมองเรียวอย่างตกใจกับความเปลี่ยนแปลงไปของเรียว แล้วตะลึงยิ่งกว่าเมื่อหันมามองเร็นเพราะชายหนุ่มนั้นดูงดงามน่ารักกว่าสาวสวยที่เขาเคยเห็นมาซะอีก

“เปลี่ยนไปเยอะเลยใช่มั้ยฮะ” นาธานถามยิ้มๆที่เห็นพ่อของเขาตะลึงมองสองพี่น้อง แล้วเขาก็ผละไปกอดเจอโรมที่ยืนอยู่ข้างๆพ่อของเขา

“ใช่ เอาล่ะยินดีต้อนรับสู่แอลเอนะ” มาร์คเอ่ยพร้อมกับดึงเรียวมากอดทีนึง แล้วก็ดึงเร็นมากอดต่อ น่าอิจฉาเจ้าลูกชายเขาชะมัดที่มีแฟนน่ารักอย่างนี้ เขานึกในใจ

“อะแฮ่ม พ่อฮะนานไปนิดแล้วนะฮะ” นาธานสะกิดมาร์คเพราะเล่นกอดเร็นไม่ยอมปล่อย โดยมีสายตาของเจอโรมและเรียวมองมาอย่างขบขัน

มาร์คหันมาส่งสายตาเจ้าเล่ห์ให้ลูกชายพร้อมกับคลายอ้อมกอด แต่ยังโอบบ่าเร็นเอาไว้ “พ่อชักรู้สึกอยากยืดเวลาที่จะเซอร์ไพรซ์เจ้าเชนออกไปซะแล้วสิ” เขาพูดทีเล่นทีจริง

“ไม่ดีหรอกฮะ ผมอยากเจอเชนเร็วๆ” เร็นรีบบอกพร้อมกับส่งยิ้มหวานและสายตาอ้อนวอน

มาร์คหัวเราะร่วน “ก็ได้ๆ ใครจะไปแกล้งคนน่ารักได้ลงคอล่ะ เอ้างั้นก็ไปกันเถอะ”

มาร์คเดินนำทุกคนไปที่รถที่จอดรออยู่ การมาของชายหนุ่มทั้งสามเป็นความลับสุดยอดที่เชนไม่รู้ เป็นเซอร์ไพรซ์ที่เขาเตรียมไว้ให้ลูกชายคนโตเป็นรางวัลที่เชนทั้งขยันและตั้งใจเรียนเป็นอย่างดี อีกทั้งยังกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้งานที่บริษัทเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของเขา แล้วแค่การพาคนที่ลูกชายเขาอยากเจอมากที่สุดมาพบกับเชนทำไมเขาจะทำให้ไม่ได้ มาร์คเหลือบตามองเร็นอีกครั้ง ดูจากท่าทางชายหนุ่มก็บอกได้ว่าอยากเจอกับลูกชายเขามากแค่ไหน ผู้เป็นพ่อยิ้มอย่างมาดหมายว่าของขวัญวันรับปริญญาของเขาต้องถูกใจเชนอย่างที่สุดเป็นแน่...

รถลีมูซีนคันหรูแล่นผ่านประตูรั้วสูงเข้าสู่บริเวณสวนกว้างร่มรื่นมาจอดนิ่งสนิทที่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ ชายหนุ่มทั้งสามลงจากรถมายืนอยู่ที่บันไดพร้อมกับมองดูคฤหาสน์ด้วยความทึ่งในความใหญ่โตหรูหรา

“บ้านพ่อสวยจังฮะ” นาธานหันมาบอกกับผู้เป็นพ่อเมื่อเขาเดินมาสมทบ

“ตอนนี้มันเป็นบ้านของลูกด้วยเหมือนกัน เอาล่ะเข้าบ้านกันก่อนเดี๋ยวพวกคนรับใช้เขาจะเอากระเป๋าไปจัดให้เอง เจอโรม” เขาหันมาสั่ง “เดี๋ยวนายกลับไปที่บริษัทรับแฟนนายกับริคโค่มากินมื้อเย็นด้วยกันนะ”

“ริคโค่ด้วยเหรอ” เจอโรมเลิกคิ้ว

“ใช่ เอาเหอะน่าถ้าเขาไม่ยอมมาก็บอกไปว่าชั้นสั่ง”

“ได้ขอรับเจ้านาย” เขาทำตะเบ๊ะอย่างล้อเลียนแล้วก็เดินผละไป มาร์คหัวเราะแล้วก็ต้อนพวกลูกๆไปที่ห้องรับแขก หลังจากนั่งลงเรียบร้อยแล้ว แม่บ้านก็ยกน้ำและของว่างออกมาต้อนรับ

“คุณพ่อโดดงานเหรอฮะวันนี้” นาธานถามปนหัวเราะ

“ก็ไปรับลูกทั้งคนนี่ แค่โดดงานครึ่งวันน่ะเรื่องเล็ก”

“แล้วตกลงว่าเชนกับไมล์ยังไม่รู้ว่าพวกเราจะมาจริงๆเหรอฮะ” เรียวถามบ้าง

“จริงอย่างที่สุด” มาร์คหัวเราะ “ความจริงน่าจะพาเร็นไปซ่อนด้วยนะ”

“โธ่!! พ่อฮะ อย่าแกล้งพวกเขาสิฮะ” นาธานว่า

“เอ แต่พ่อไม่เห็นเจ้าตัวเขาว่าอะไรเลยนี่นา” มาร์คพูดพลางหันมามองเร็นที่เอาแต่นั่งยิ้ม

“เป็นอะไรไปฮึเจ้าตัวยุ่ง ตั้งแต่มาถึงก็เงียบเชียว” เรียวเองก็สังเกตเหมือนกันว่าน้องชายเงียบผิดปกติ

ตอนนี้สายตาทั้งสามคู่พุ่งมาที่เร็นเป็นตาเดียว เจ้าตัวได้แต่ยิ้มแห้งๆก่อนจะตอบ “ชั้นตื่นเต้นน่ะ”

ความเงียบบังเกิดขึ้นอย่างฉับพลันติดตามมาด้วยเสียงหัวเราะสามเสียงประสานกัน จนเร็นทำหน้างอ “อย่ามาหัวเราะเขานะ ช่วยไม่ได้นี่ก็เราไม่ได้เจอกันตั้งนานแล้ว ชั้นก็ไม่รู้ว่าเขาจะเปลี่ยนไปมากรึเปล่า ชั้นกลัวว่าเขา...”

“โธ่เอ๊ย!! นี่เรามาถึงบ้านเขาแล้วนะ นายเพิ่งจะได้คิดเหรอ” เรียวส่ายหัวอย่างไม่ค่อยจะเข้าใจ

“คิดมากน่าเร็น เชนน่ะไม่เปลี่ยนง่ายๆหรอก” นาธานช่วยปลอบพลางหันมามองพ่อขอความช่วยเหลือ

มาร์คอมยิ้มแล้วลุกขึ้นมานั่งลงข้างๆชายหนุ่มแล้วโอบไหล่เร็นเข้ามาชิด “อย่างที่นาธานพูดแหละ พ่อรู้จักลูกของพ่อดี เชนไม่เคยสนใจใครอย่างที่เขาสนใจเร็นหรอกนะ” เขาลูบหัวชายหนุ่มอย่างเอ็นดู

เร็นเงยหน้าขึ้นถามตาเป็นประกาย “จริงเหรอฮะ”

มาร์คตะลึงในความน่ารักของใบหน้าหวานๆที่อยู่ใกล้ๆอีกครั้ง “จริงสิ”

“ผมว่า พวกเราขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าดีกว่านะฮะ” เรียวเอ่ยพลางมองไปที่นาธานเหมือนจะเตือน ทำให้นาธานนึกขึ้นได้ว่าเขายังไม่ได้บอกเรื่องสำคัญกับพ่อของเขา

“เอาสิ ตามสบายนะ” มาร์คบอก “จะลงไปเดินเล่นในสวนก็ได้นะ คิดว่าอยู่บ้านตัวเองก็แล้วกัน”

“ขอบคุณฮะ” สองพี่น้องบอกก่อนจะเดินตามคนรับใช้ออกไป

มาร์คหันกลับมามองนาธานที่เดินมานั่งแทนที่เร็น “มีอะไรเหรอลูก”

“คือว่าผมมีเรื่องจะบอกคุณพ่อน่ะฮะ”

“เรื่องอะไรล่ะ” มาร์คถามอย่างสงสัยกับท่าทางลับลมคมนัยของลูกชาย

“แม่กำลังจะมีน้องให้ผมครับ” เขาบอกด้วยน้ำเสียงที่ปกปิดความยินดีไว้ไม่มิด

มาร์คลูบศีรษะลูกชายคนเล็กอย่างรักใคร่ “พ่อดีใจด้วยนะ แล้วแม่กับโจสบายดีใช่มั้ย”

“ทุกคนสบายดีฮะ” เขาโผเข้ากอดมาร์คไว้แน่น “ผมขอบคุณคุณพ่อมากนะฮะสำหรับทุกๆอย่างที่คุณพ่อทำเพื่อพวกเรา”

มาร์คกอดตอบ “พ่อต่างหากล่ะที่ต้องขอบคุณลูกกับเชนที่ทำให้พ่อค้นพบความรักและความกล้าที่แท้จริง”

นาธานเงยหน้าขึ้นยิ้มให้พ่ออย่างสดใส “ผมยังไม่เคยบอกคุณพ่อเลยใช่มั้ยฮะ ว่าผมรักคุณพ่อ”

มาร์คสบตาที่ฉายแววแห่งความรัก ทำให้เขาตื้นตันจนน้ำตารื้นขึ้นมา “พ่อก็รักลูกนาธาน”

“ผมคงต้องขอตัวไปอาบน้ำมั่งแล้วล่ะฮะ” นาธานเอ่ย

“งั้นก็ไปสิ อย่าลืมนะว่าเชนจะมาถึงบ้านประมาณห้าโมง” มาร์คเตือน

“แล้วผมจะไปบอกสองคนนั่นฮะ” เขาพูดจบก็ลุกขึ้นวิ่งไปชั้นบนอย่างร่าเริง

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ มาร์คก็ยังคงนั่งจมอยู่ในความคิดตัวเอง แค่นาธานมาถึงที่นี่ อยู่กับเขายังไม่ถึงครึ่งวัน เขาก็ยิ้มและหัวเราะมากกว่าที่เคยทำทั้งเดือนซะอีก เขาไม่เคยต้องระวังตัวหรือเก็บงำความรู้สึก อารมณ์ต่างๆก็แสดงออกมาตามธรรมชาติ ทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

ดูท่าว่าเขาคงจะแก่แล้วจริงๆนะเนี่ย ที่อยากให้ลูกๆมาอยู่ใกล้ชิดแบบนี้ มาร์คส่ายหน้าแล้วหัวเราะกับความคิดไร้สาระของตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องทำงาน

หลังจากอาบน้ำอุ่นๆจนสบายตัวแล้ว เร็นก็รีบแต่งตัวแล้วออกจากห้อง เขาเดินไปตามทางเดินอย่างลังเลไปที่หน้าห้องของเชนที่อยู่ถัดจากห้องของเขา พ่อของเชนช่างจัดการนักที่ให้เขามาพักอยู่ด้านนี้ติดกับห้องเชน แล้วให้นาธานกับเรียวพักอยู่อีกด้านนึง เขาอมยิ้ม พ่อกับลูกช่างเจ้าเล่ห์เหมือนกันเปี๊ยบเลย

ชายหนุ่มมองซ้ายมองขวาก่อนจะเปิดประตูเข้าไป ก็รู้หรอกนะว่าเสียมารยาทที่ถือวิสาสะเข้ามา แต่ช่วยไม่ได้ก็เขาอยากเห็นนี่ ว่าห้องที่เชนอยู่ทุกวันๆน่ะมันเป็นยังไง เพิ่งจะสี่โมงแต่ทว่าท้องฟ้าข้างนอกก็เริ่มจะมืดลงแล้วทำให้ภายในห้องสลัวตามไปด้วยเพราะปิดม่านไว้ ชายหนุ่มกดสวิทส์ที่ข้างประตู แสงอ่อนๆของดวงไฟก็สาดไปทั่วห้อง ห้องของเชนตกแต่งด้วยสีโทนเข้มอย่างดำ น้ำตาลหรือไม่ก็เขียวเข้ม ช่างเป็นห้องที่บ่งบอกความเป็นตัวของเชนซะจริงๆ เขาคิด ชายหนุ่มเดินผ่านเตียงขนาดใหญ่ไปที่ชั้นหนังสือเห็นหนังสือเกี่ยวกับวิศวกรรมไฟฟ้าและอีเล็คทรอนิคหลายเล่มรวมถึงหนังสือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ด้วย ชายหนุ่มมองไปที่โต๊ะเขียนหนังสือก็เห็นกรอบรูปเล็กๆที่มีรูปของเขากับเชนที่ถ่ายกันที่ Big Ben เมื่อสี่ปีก่อน เขาหยิบขึ้นมาดูอย่างดีใจ นี่เชนนั่งอ่านหนังสือไปดูรูปพวกเขาไปตลอดเลยเหรอเนี่ย เร็นเผลอยิ้มกว้างออกมาอย่างไม่รู้ตัว เขาวางกรอบรูปลงที่เดิม แล้วหันหลังกลับมองข้ามเตียงไปก็พบกับกรอบรูปอีกอันหนึ่งขนาดค่อนข้างใหญ่ตั้งไว้ที่หัวเตียง เป็นรูปที่เขาส่งมาพร้อมกับของขวัญวันเกิดเชนเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง เร็นเดินมานั่งที่ข้างเตียงเขามองไปทั่วห้องและไม่ว่าจะมองไปทางไหนเขาก็เห็นแต่กลิ่นอายของชายหนุ่ม เร็นลูบมือไปบนที่นอนที่เชนนอนอยู่ทุกวันอย่างคิดถึง เขาหยิบหมอนขึ้นมาแล้วซบหน้าลงสูดเอากลิ่นสะอาดๆแบบผู้ชายที่เขาจดจำได้ดียามที่ถูกโอบกอดด้วยอ้อมกอดแข็งแรงคู่นั้น “ชั้นคิดถึงนายที่สุดเลย กลับมาเร็วๆนะเชน” เขาพึมพำเบาๆ แล้ววางหมอนลงตามเดิม ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปปิดไฟแล้วออกจากห้องไป...

เสียงเคาะประตูปลุกนาธานจากภวังค์ความคิด เขากำลังเหม่อมองไปที่สวนด้านนอก นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขา เสียงเคาะประตูเบาๆดังขึ้นอีกครั้ง “เชิญครับ” เขาเอ่ยบอกคนข้างนอก

เรียวเปิดประตูเข้ามา นาธานส่งยิ้มให้แล้วหันออกไปมองข้างนอกตามเดิม เรียวมองอย่างสงสัย เขาปิดประตูห้องแล้วสาวเท้าตรงไปที่นาธาน สวมกอดชายหนุ่มจากด้านหลังแล้วจึงเอ่ยถาม “คิดอะไรอยู่เหรอแนท”

นาธานหันมาสบตาเขา ซบศีรษะลงบนซอกไหล่ของชายหนุ่มแล้วลูบไล้ท่อนแขนแข็งแรงที่โอบเขาอยู่เบาๆ “ก็ไม่มีอะไรมากหรอกแค่เรื่องของชั้นที่ผ่านๆมา ชั้นคิดว่าชั้นโชคดีมากแค่ไหนนะที่ได้พบกับพวกนาย”

เรียวจูบที่ขมับของนาธานอย่างแสนรัก “ชั้นต่างหากที่โชคดี ที่ได้เจอกับนายและรักนาย”

นาธานหมุนตัวกลับมาในอ้อมกอดของเรียว สบตาชายหนุ่มด้วยแววตาแห่งความรัก “ชั้นเป็นของนายตั้งแต่ครั้งแรกที่สบตากับนายแล้ว รู้รึเปล่า”

“เหรอ แต่ชั้นจำได้ว่าตอนเจอกันครั้งแรกน่ะชั้นกอดนายก่อนจะได้เห็นหน้านายชัดๆซะอีกนะ” เรียวบอกยิ้มๆ “ชั้นก็เหมือนกันแหละ ตั้งแต่สบตาสีเขียวแสนสวยคู่นี้ของนาย หัวใจของชั้นก็ไม่ได้เป็นของชั้นอีกต่อไป”

นาธานยิ้มรับกับคำบอกรักของเรียว “นี่เป็นคำพูดที่อ่อนหวานที่สุดที่ชั้นเคยได้ฟังเลย”

เรียวแนบริมฝีปากลงบนหน้าผากของคนรักอย่างอ่อนโยน นาธานสวมกอดชายหนุ่มแนบแน่น เรียวลูบไล้แผ่นหลังบอบบางอย่างถนุถนอม

“อยู่อย่างนี้อีกซักพักนะ” นาธานเอ่ยเบาๆ

“ทั้งตอนนี้และตลอดไปแนท” เรียวกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น แค่นี้เองที่เขาต้องการ การมีนาธานอยู่แนบชิด รู้สึกถึงความอบอุ่นที่มีให้กันและกัน ได้รับรู้และถ่ายทอดความรักให้กันและกัน และเขาก็หวังว่ามันจะเป็นแบบนี้ทุกๆวันตลอดไป...

ในขณะเดียวกัน เร็นก็กำลังเดินเล่นอยู่ในสวนกว้าง มีกอดอกไม้อยู่เป็นจุดๆ ตรงกลางสวนมีศาลาทาสีขาวสลับเขียวตั้งอยู่ เขาเดินฝ่าลมหนาวที่พัดมาเป็นระยะๆสู่ศาลาพลางลูบแขนภายใต้เสื้อสเว็ตเตอร์ตัวหนาไปมา

ชายหนุ่มนั่งลงมองสวนสวยไปรอบๆ พาให้นึกถึงสวนบ้านลุงโจที่เขาพบกับเชนเป็นครั้งแรก จูบแรกในชีวิตที่เขาได้จากชายหนุ่ม เขาไม่เคยลืมทุกอ้อมกอดและรอยจูบยังคงประทับฝังแน่นตรึงติดอยู่ในความทรงจำ ทุกถ้อยคำในจดหมายที่พวกเขาเขียนถึงกันเขาก็จดจำได้อย่างขึ้นใจ ชายหนุ่มหยิบจี้หินออกมากำเอาไว้ ‘มาเร็วๆสิเชน’ เขานึกอยู่ในใจอีกเดี๋ยวเดียวเท่านั้นที่เขาจะได้พบกับเชนแล้ว เชนที่มีตัวตนจริงๆมีเลือดเนื้อและอบอุ่นไม่ใช่แค่รูปถ่ายในกรอบรูปเย็นๆเท่านั้น

“รีบเดินหน่อยสิเพื่อน” เชนหันมาเร่งไมล์ที่เดินเอ้อระเหยหลังจากลงรถที่ป้ายรถแล้ว

“นายจะรีบไปไหนล่ะนี่มันเพิ่งจะสี่โมงครึ่งเองนะ” ไมล์ถามแต่ก็เร่งฝีเท้าตามที่เพื่อนบอก

“ไม่รู้สิ ชั้นแค่อยากไปถึงบ้านเร็วๆ มันเหมือนกับมีใครกำลังเรียกชั้นอยู่งั้นแหละ”

“นายคิดมากไปเองรึเปล่า”

“ชั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน เฮ้อ! รู้งี้ขับรถมาก็ดีหรอกจะได้ไม่ต้องเดิน”

“ยังจะบ่นอีก ก็นายขี้เกียจขับเองนี่ ชั้นจะขับให้ก็ไม่เอา” ไมล์ส่ายหัว “งั้นก็รีบไปเหอะ อย่างนายกับชั้นเดินแค่สิบนาทีก็ถึงแล้ว”

อีกสิบนาทีต่อมาอย่างที่ไมล์ว่า ชายหนุ่มทั้งสองก็เดินเลี้ยวเข้าสู่บริเวณเขตรั้วบ้าน ผ่านยามหน้าประตูที่ทำท่างงๆเมื่อเห็นเจ้านายเดินกันมาแทนที่จะนั่งรถ

ชายหนุ่มสองคนเดินคุยกันอย่างสบายอารมณ์เพราะส่งโปรเจคชิ้นสุดท้ายผ่านเรียบร้อยแล้วทั้งคู่ ขณะที่เดินมาตามทางเดินผ่านสวนที่อยู่ทางซ้ายมือ สายตาของเชนก็ปะทะเข้ากับร่างบางที่ดูคุ้นตาเขาชอบกล ทำให้เขาชะงักแล้วคว้าแขนเพื่อนรักเอาไว้ ชายหนุ่มหลับตาแล้วลืมตาอีกครั้งเพราะเกรงว่าตัวเองจะตาฝาด เขาสูดหายเข้าลึกแล้วเอ่ยถามเพื่อน “บอกชั้นหน่อยสิ ว่าชั้นไม่ได้ตาฝาด”

“สงสัยจะไม่ฝาดหรอก” ไมล์บอกด้วยความงุนงงไม่แพ้กัน

เชนส่งเป้ให้ไมล์แล้วสาวเท้าอย่างรวดเร็วแต่เงียบกริบตรงไปที่ศาลากลางสวน เขาหยุดยืนที่ทางเข้าจ้องมองคนที่เขาอยากพบสุดหัวใจ อย่างต้องการดื่มด่ำภาพของเร็นไว้ เขาเกรงว่าถ้าเขาเอ่ยปากเรียกหาเร็นจะหายไป ชายหนุ่มตรงหน้าเขาขณะนี้ไม่อาจเรียกว่าหนุ่มน้อยได้อีกแล้ว เร็นสูงขึ้นแต่ก็ยังตัวเล็กบอบบางเหมือนที่เขาจำได้ ผมยาวถึงกลางหลังของชายหนุ่มปล่อยยาวสยายจนดูเหมือนม่านกำมะหยี่สีดำเงางาม ตัดกับเสื้อสเว็ตเตอร์ตัวหนาสีขาวที่เจ้าตัวใส่อยู่

จังหวะนั้นเองที่เร็นรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง เขาหับควับมาที่ทางขึ้นศาลาและพบกับคนที่เขาเฝ้ารอที่จะได้พบมาตลอดสี่ปี ดวงตาสีดำสนิทดุจราตรีประสานกับดวงตาสีเขียวเข้มที่เปล่งประกายแห่งความคิดถึงและโหยหา เขากวาดตามองไปทั่วตัวของเชนอย่างแสนคิดถึง เชนสูงขึ้นกว่าที่เขาจำได้ ร่างกายก็ดูกำยำแข็งแรงขึ้น ผมที่สัญญาว่าจะไว้ด้วยกันถูกรวบไปมัดไว้ข้างหลังเป็นหางม้า เขาลุกขึ้นยืนช้าๆพร้อมกันกับเชนที่ก้าวเข้ามาโดยที่สายตาไม่คลาดไปจากกัน

พวกเขาต่างก้าวเข้ามาหากันช้าๆ ทุกสิ่งรอบตัวเหมือนจะเลือนหายไปเหลือเพียงพวกเขาแค่สองคนเท่านั้น แล้วพวกเขาก็พบกันที่กลางศาลา เชนยื่นมือออกมา เร็นวางมือเล็กๆของเขาลงไป ความอบอุ่นของฝ่ามือที่สัมผัสกันเป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเขาต่างเป็นตัวจริงไม่ใช่ภาพฝัน น้ำตาที่เร็นไม่รู้ตัวว่ากลั้นไว้ไหลลงมาตามแก้มเนียนช้าๆ

“เร็น นายจริงๆด้วย” เชนพูดด้วยเสียงแหบพร่า แล้วดึงร่างบางเข้าสู่อ้อมกอดแทบจะในทันที เขารัดเร็นแนบแน่นจนไม่มีช่องว่างเหมือนกับกลัวว่าเร็นจะหายไป พร้อมกับก้มลงสูดกลิ่นหอมๆของชายหนุ่มที่เขาเฝ้าฝันถึงครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าอยากจะสัมผัสกับมันอีกครั้ง

เร็นโอบแขนไปกอดรัดแผ่นหลังแข็งแกร่งของชายหนุ่มด้วยแรงทั้งหมดให้สมกับความคิดถึง เชนนั้นกอดเขาแน่นเสียจนเขารู้สึกเจ็บ แต่เขาก็รู้สึกว่ายังใกล้ชิดกับชายหนุ่มไม่เพียงพอ พวกเขาต่างกอดกันจนแทบจะเป็นคนคนเดียว

เชนค่อยๆคลายอ้อมกอดช้าๆ เร็นเงยหน้าขึ้นสบตาคมเข้มสีเขียวเหมือนมรกตที่เป็นประกายวิบวับอย่างแสนคิดถึง เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นมาลูบไล้แก้มสากๆของเชน เชนก็ทำแบบเดียวกัน เขาใช้นิ้งโป้งปาดน้ำตาให้เร็นอย่างอ่อนโยน สำหรับคนทั้งสองคำพูดไม่มีความจำเป็นเลยในตอนนี้ ความรู้สึกต่างๆถูกถ่ายทอดไปสู่กันและกันด้วยสายตา ด้วยการสัมผัสและลูบไล้ที่อ่อนโยน

“นายจริงๆ ไม่ใช่ภาพที่ชั้นสร้างขึ้นเองใช่มั้ย” เชนเอ่ยถามเพราะอยากได้ยินเสียงของชายหนุ่ม

“ชั้นจริงๆสิ น่ารักแบบนี้จะเป็นคนอื่นได้ไง” เร็นตอบพร้อมกับยิ้มหวาน

เชนเงยหน้าหัวเราะอย่างเต็มเสียงก่อนจะก้มลงจูบที่หน้าผากของร่างบางอย่างมันเขี้ยว “นายไม่เปลี่ยนไปเลยซักนิดนะ นางฟ้าของชั้น” แล้วเขาก็อุ้มเร็นขึ้นหมุนเป็นวงกลมอย่างยินดี

เร็นหัวเราะกิ๊กรีบจับบ่าชายหนุ่มไว้กันตก เชนเหวี่ยงเขาไปรอบๆจนเขารู้สึกเวียนหัว “พอแล้วๆ เดี๋ยวชั้นก็หน้ามืดเป็นลมกันพอดี” เขาหัวเราะเสียงใส

เชนหยุดหมุนตามคำขอ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาสีดำเป็นประกายเหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ประดับด้วยหมู่ดาว เขาค่อยๆปล่อยร่างของเร็นให้ไหลลงมาตามร่างกายกำยำของเขา ยิ้มนิดๆเมื่อได้ยินชายหนุ่มสูดหายใจเข้า “คิดถึงชั้นรึเปล่าฮึ”

“ต้องถามด้วยเหรอ ชั้นน่ะคิดถึงนายที่สุดในชีวิต กลัวแต่นายน่ะสิไม่รู้คิดถึงใคร” เร็นทำแก้มป่องใส่

เชนหัวเราะกับใบหน้าแสนงอนของชายหนุ่ม “ชั้นก็ต้องคิดถึงนายน่ะสิ นายจอมยุ่งของชั้น”

“จริงเร้อ ไม่เห็นนายจะแสดงความคิดถึงของนายให้ชั้นรู้เลย”

“อ๋อ! ที่แท้ก็รอให้ชั้นเริ่มก่อน แล้วทำไมนายไม่เป็นฝ่ายแสดงให้ชั้นดูก่อนล่ะ” เชนถามกลับ

“ก็ได้ถ้านายต้องการอย่างนั้นนะ” เร็นส่งยิ้มหวานแต่ทำตาเจ้าเล่ห์

ชายหนุ่มออกแรงดันร่างสูงให้ถอยหลังไปที่ม้านั่งของศาลา เชนก็เดินตามแต่โดยดีพร้อมกับยิ้มกริ่ม เร็นดันเขามาจนติดม้านั่งก่อนจะผลักให้เขานั่งลง แล้วก็ขึ้นนั่งคร่อมสะโพกของชายหนุ่มไว้ เชนแปลกใจกับความใจกล้าของเร็น แต่เขาก็ไม่แสดงออกปล่อยให้เร็นเล่นต่อไป เร็นเอาสองมือประคองใบหน้าของชายหนุ่มไว้ ก่อนจะค่อยๆก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของเขาอย่างอ่อนโยน เชนปิดเปลือกตาลงเพื่อจะดื่มด่ำความรู้สึกที่ได้รับ รู้สึกว่าเร็นลากไล้ริมฝีปากไปตามโหนกแก้มและสันจมูกของเขา เชนยิ้มน้อยๆโอบกอดร่างบางไว้หลวมๆ แล้วรอคอยจุมพิตแสนหวานแต่เร็นกลับหยุดการลูบไล้ที่อ่อนโยนของตัวเองลง เชนลืมตาขึ้นด้วยความสงสัย ก็เห็นชายหนุ่มสบตาเขาอย่างขบขัน

“ยิ้มอะไร” เชนกระซิบถาม “ต่อสิ ชั้นกำลังรู้สึกดีเชียว”

เร็นหลุดหัวเราะพรืดออกมา ค่อยๆปลดผ้าพันคอของเชนออก ก็ผืนที่เขาให้เชนเป็นของขวัญนั่นแหละ เขาสบตากับเชนแล้วยกผ้าพันคอขึ้นสูดกลิ่นที่เขาคิดถึงเข้าไปเต็มปอดโดยที่สายตาไม่คลาดไปจากดวงตาสีเขียวคมเข้มของเชนเลย เร็นเอาผ้าพันคอมาคล้องกับคอของตัวเอง แล้วไล้นิ้วมือเย็นๆของเขาบนปากได้รูปของชายหนุ่มช้าๆ ถึงแม้อากาศรอบๆตัวของพวกเขาจะหนาวเย็นแต่ริมฝีปากของเชนกลับอุ่น จะเป็นอย่างไรนะถ้าเขาจะสัมผัสมันด้วยปากของเขา เร็นคิด แต่เรื่องอะไรเขาจะเป็นฝ่ายจูบหมอนี่ก่อนล่ะแม้ว่าจะอยากทำก็เถอะเสียฟอร์มแย่เลย คนอุตส่าห์สารภาพว่าคิดถึงแล้วยังจะมาแกล้งกันอีก แบบนี้ก็ต้องแกล้งกลับซะให้เข็ดแม้ว่าผลของการกระทำของเขาอาจส่งผลที่เสี่ยงไปสักหน่อยถ้าเชนเกิดหยุดตัวเองไม่อยู่ขึ้นมา

เร็นไล้มืออีกข้างไปตามลำคอของเชนอย่างแผ่วเบาเรื่อยลงไปสู่แผ่นอกแข็งแรงเต็มไปด้วยมัดกล้ามผ่านเสื้อยืดเนื้อหนา ทั้งๆที่มือของเร็นเย็นแต่เชนรู้สึกร้อนวาบกับสัมผัสของชายหนุ่ม ดูท่าแล้วเขาคงต้องโดนเร็นทดสอบความอดทนอีกแล้วสิเนี่ย

“ชั้นว่าอกนายกว้างกว่าแต่ก่อนเยอะเลยนะเนี่ย นี่นายฝึกกล้ามเนื้อด้วยเหรอ” เร็นถามเสียงพร่า

‘โอย แย่แน่ชั้น ทำไมต้องทำเสียงเซ็กซี่ขนาดนั้นด้วยนะ’ เชนชักเริ่มหวั่นไหว “เปล่าหรอก ชั้นแค่เล่นฟุตบอลเท่านั้นเอง” เขาตอบแบบขอไปทีเพราะจิตใจกำลังจดจ่ออยู่กับมือของเร็นที่กำลังลูบไล้เขาอยู่

เร็นยิ้มนิดๆอย่างเห็นชัยชนะอยู่ในกำมือ เพราะพอเขาไล้ปลายนิ้วไปที่หน้าท้องแบนราบของชายหนุ่ม เชนก็สะดุ้ง หลับตาลงพลางสูดหายใจเข้าอย่างแรง กล้ามเนื้อหน้าท้องเกร็งรับสัมผัสจากเขา “ชั้นเคยบอกนายรึเปล่าว่าชั้นชอบปากของนาย” เร็นทำเสียงสั่นๆ พลางไล้ปลายนิ้วของมืออีกข้างบนปากของชายหนุ่มอีกครั้ง เชนลืมตาขึ้นจ้องเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทอย่างแน่วแน่ เร็นมองเห็นความคิดถึง ความโหยหาและอะไรบางอย่างที่เขาไม่เคยเห็นอย่างชัดแจ้งมาก่อน ความปรารถนาที่เชนมักจะข่มมันลงไปได้ก่อนที่พวกเขาจะเตลิดไป แต่คราวนี้เขาเปิดเผยมันออกมาให้เร็นได้รับรู้ ความรู้สึกของเชนเป็นเหมือนกระสุนที่เจาทะลุตรงสู่หัวใจของเร็น ทำให้เร็นตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกกับความรู้สึกที่รุนแรงนั้น แล้วเชนก็ขบริมฝีปากลงบนปลายนิ้วของเร็นที่ลูบไล้ปากของเขาทำให้เร็นเป็นฝ่ายสะดุ้งบ้าง เขาจะชักมือหนีแต่เชนก็จับไว้ซะก่อนพร้อมกับใช้แขนอีกข้างรั้งเอวกระชับเข้ามาใกล้จนเร็นหนีไปไหนไม่ได้เหมือนถูกล็อคด้วยปลอกเหล็ก

“เอาล่ะ ชั้นว่านายแสดงมาพอแล้วล่ะว่านายคิดถึงชั้นแค่ไหน” เชนยิ้มเจ้าเล่ห์ “คราวนี้ตาชั้นแสดงให้นายดูบ้างล่ะนะว่าชั้นคิดถึงนายมากขนาดไหน” พูดจบ เชนก็จับมือเร็นข้างที่เขาจับไว้ให้โอบไปรอบคอของตน แล้วก็ใช้มือข้างนั้นแหละรั้งต้นคอของชายหนุ่มลงมา

“ด...เดี๋ยวเช...” เร็นยังไม่ทันได้ท้วงก็ถูกประทับจูบอย่างดูดดื่มจนสมองตื้อไปหมด ริมฝีปากอบอุ่นที่เงยรับริมฝีปากของเขาอยู่บดเบียดอย่างร้อนแรงและเชี่ยวชาญ มือที่รั้งอยู่ที่ท้ายทอยบังคับศีรษะของเขาให้หันไปในทางที่เชนจะสามารถเสาะหาความหวานล้ำจากปากของเขาได้ถนัดถนี่ยิ่งขึ้น เร็นโอบแขนไปรอบคอของชายหนุ่มดึงเชือกรัดผมของเชนออก แล้วสอดมือลูบไล้กลุ่มผมดกหนาที่สยายลงมาพร้อมกับเบียดตัวเองเข้าใกล้ชายหนุ่มมากขึ้น ปลายลิ้นร้อนแรงที่ตวัดเกี่ยวพันกับเขานั้นทั้งชำนาญและเก่งกาจ จนเร็นรู้สึกราวกับมีกระแสไฟวิ่งปราดไปทั้วทั้งร่างส่งผลให้ขาของเขาอ่อนเปลี้ยไปหมด นี่ถ้ายังยืนอยู่เขาคงทรุดลงไปแล้วดีนะที่นั่งอยู่บนตักของเชน (แต่รู้สึกว่าท่านั่งจะล่อแหลมไปนิดนะ) มือของเชนลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังบอบบางของชายหนุ่มอย่างนุ่มนวล ก่อนจะค่อยๆผละออกช้าๆ

ชายหนุ่มทั้งสองสบตากันนิ่ง ถ่ายทอดความรู้สึกกันทางสายตา อีกครั้งที่ไม่ต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูด เพราะต่างคนต่างก็รู้ดีว่าพวกเขาคิดถึงกันมากแค่ไหน

เร็นใช้สองมือประคองใบหน้าของเชนไว้แล้วมองอย่างเพ่งพิศ “นายหล่อขึ้นตั้งเยอะแน่ะ รู้มั้ย” เขาเอ่ย ดวงตาคู่สวยมีน้ำตาคลอครอง “ชั้นคิดถึงนาย คิดถึงจูบของนาย คิดถึงอ้อมกอดและความอบอุ่นของนาย ทุกครั้งที่ไปบ้านนาธานชั้นก็จะเข้าไปที่สวนที่เจอกับนายครั้งแรก เวลาชั้นผ่านไปในที่ที่เราเคยไปเที่ยว ชั้นก็เห็นแต่ภาพของเรา” น้ำตาไหลลงมาตามแก้มเนียนช้าๆ “ชั้นไม่เคยรู้เลยว่าคนเราจะคิดถึงใครสักคนได้มากขนาดนี้”

เชนยิ้มอย่างอ่อนโยน รู้สึกตื้นตันกับสิ่งที่เร็นบอกกับเขา ชายหนุ่มรั้งตัวเร็นลงมาจูบซับน้ำตาให้ ก่อนจะเชยคางเร็นขึ้นมา “ชั้นก็คิดถึงนายมากรู้มั้ย คนดีของชั้น” เขาจับผมยาวๆของเร็นไปทัดหูให้ “ความคิดถึงนายของชั้นน่ะ ชั้นไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้หมด ชั้นเองก็ตั้งใจไว้ว่าหลังจากที่ชั้นรู้ว่าชั้นเรียนจบแน่ๆ ชั้นจะบินไปหานายที่อังกฤษ จะไปคุยกับพ่อแม่ของนายให้นายมาเรียนต่อที่นี่เพราะชั้นไม่อาจทนที่จะอยู่ห่างจากนายได้อีกแม้แต่วันเดียว” เขาเอ่ยอย่างจริงจัง

หลังจากที่เร็นอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ส่งยิ้มที่หวานที่สุดเท่าที่เคยยิ้มมาให้เชน “จริงน่ะ แล้วนายแน่ใจได้ไงว่าพ่อแม่ชั้นจะยอม”

“ไม่เป็นไรหรอก เพราะถ้าไม่ยอมชั้นก็จะลักพาตัวนายมาซะเลย”

“บ้าเหรอ!! นายไม่กล้าหรอก” เร็นหัวเราะ

“เหรอ แต่ชั้นจะทำจริงๆนะ” เชนตอบแบบจริงจังอีกครั้ง

เร็นหยุดหัวเราะทันควัน จ้องหน้าชายหนุ่มอย่างค้นหา “นายจะทำจริงๆเหรอ”

เชนพยักหน้า “เร็น ชั้นไม่ได้แค่คิดถึงนายอย่างเดียวนะ ชั้นยังต้องการนายด้วย ในทุกๆความหมายของคำว่าต้องการเลย นายเข้าใจมั้ย” เขาเอ่ยอย่างจริงจัง

เร็นค่อยๆซึมซับคำพูดของชายหนุ่มช้าๆ พอเขาตระหนักถึงความหมายของมัน แก้มใสๆก็เปลี่ยนเป็นแดงกล่ำ เขาก้มหน้าหลบตาชายหนุ่มเพราะเขินจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี เชนยิ้มอย่างอ่อนโยน เชยคางเร็นขึ้นอีกครั้งให้สบตากับเขา “นายเข้าใจความหมายของชั้นใช่มั้ย” เขาถามอีกครั้ง เร็นพยักหน้าเขินๆ “แล้ว...” เขาทำน้ำเสียงเหมือนจะถาม

“แล้วอะไรล่ะ” เร็นถามอย่างเขินอาย

“แล้วนายจะยอมเป็นของชั้นมั้ย” เชนเอ่ยถาม “ชั้นต้องการนายทั้งตัว ทั้งหัวใจ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นนาย นายจะไว้ใจชั้น ด้วยการมาอยู่กับชั้น ร่วมแบ่งปันความฝันและความสุขกับชั้นมั้ย”

เร็นหน้าแดงอย่างชนิดที่เชนคิดว่าคงไม่แดงไปกว่านี้ได้อีกแล้ว เขาหลบสายตาแน่วแน่ของชายหนุ่ม ก่อนจะตอบเบาๆ “ไม่เห็นต้องถามเลย ถ้านายไม่รู้ก็ซื่อบื้อแล้วล่ะ”

“เถอะน่า ตอบให้ชั้นชื่นใจหน่อยไม่ได้เหรอ” ชายหนุ่มส่งเสียงอ้อน

เร็นสบตากับชายหนุ่มอย่างจริงจัง “ชั้นเป็นของนายคนเดียวเท่านั้นเชน ชั้นอยากแบ่งปันทุกสิ่งทุกอย่างด้วยกันกับนาย”

“นี่แหละที่ชั้นอยากได้ยิน” เชนยิ้มกว้าง “งั้นจูบกันอีกทีนะ”

“บ้า!! นายนี่พูดหน้าตาเฉยเลยนะ”

“แล้วจะจูบรึเปล่าล่ะ” เขาถามด้วยรอยยิ้มร้ายกาจที่เร็นไม่ได้เห็นมานานแล้ว

ท้าทายกันแบบนี้มีเหรอที่นายตัวร้ายของเราจะยอมน้อยหน้า เร็นโต้กลับด้วยรอยยิ้มหวานหยด และก่อนที่เชนจะทันตั้งตัว เร็นก็ก้มลงประทับจูบชายหนุ่มอย่างดูดดื่ม ก่อนจะผละออกอย่างช้าๆ

“อืม...หวานจัง” เชนทำเสียงพึงพอใจ “อีกทีสิ”

เร็นหัวเราะเบาๆ ก้มลงสัมผัสริมฝีปากชายหนุ่มเบาๆอย่างยั่วเย้า หลายต่อหลายครั้ง จนเชนทนไม่ได้ต้องจับคางของเขาเอาไว้แล้วประทับริมฝีปากลงไปซะเอง เขารั้งท้ายทอยของเร็นเอาไว้ไม่ให้หนี แทรกลิ้นเข้าไปในปากแสนหวานปานน้ำผึ้งของชายหนุ่ม เร็นสูดหายใจเข้าปอดอย่างแรง ตอบโต้ปลายลิ้นร้อนแรงของชายหนุ่มด้วยปลายลิ้นของตน มือเย็นๆของเชนสอดเข้าไปใต้เสื้อสเว็ตเตอร์ตัวหนาและลูบไล้แผ่นหลังบอบบาง เร็นเกร็งรับสัมผัสนั้น เบียดตัวเองเข้ากับร่างของชายหนุ่มให้มากยิ่งขึ้น

ลิ้นของเชนที่กำลังลูบไล้กับลิ้นของเขาอย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของนั้นเปี่ยมไปด้วยความชำนาญ ไม่เคยเลยสักครั้งที่เร็นจะรู้สึกเร่าร้อนได้มากขนาดนี้ เหมือนดั่งมีดอกไม้ไฟระเบิดอยู่ในร่าง หัวใจเต้นระทึกราวกับวิ่งมาไกลซักกิโล เสียงครางเบาๆในคอของเร็นยิ่งกระตุ้นเร้าชายหนุ่มมากขึ้น เชนผละจากกลีบปากแสนหวานลากริมฝีปากลงมาที่ลำคอกลมกลึง เร็นเงยหน้าขึ้นเพื่อให้ชายหนุ่มสัมผัสเขามากขึ้น มือเล็กๆกำเสื้อเชนไว้แน่นตามแรงอารมณ์ที่ชายหนุ่มปลุกเร้า

“เร็น...ชั้น...ต้อง...หยุด!!...เดี่ยวนี้!!” เชนหอบหายใจ พลางบอกเสียงกระท่อนกระแท่น

ด้วยการเร็นที่เร็นนั่งทับหน้าตักของชายหนุ่มอยู่ เขารู้ว่าร่างกายของพวกเขาต่างก็มีปฏิกริยาต่อการปลุกเร้าที่เพิ่งผ่านมาหยกๆ ชายหนุ่มพยามนั่งนิ่งๆเพื่อจะได้ไม่เป็นการกระตุ้นเชนมากไปกว่านี้ เชนเงยหน้าขึ้นพร้อมๆกับที่เร็นก้มลง สายตาสองคู่จึงประสานกันอย่างจัง ดวงตาสีเขียวที่เข้มขึ้นด้วยอารมณ์ปรารถนากับดวงตาสีดำที่หม่นประกายลงจากการจุมพิตที่เร่าร้อน ลมหายใจหนักหน่วงของเร็นลูบไล้ใบหน้าของเชนขณะที่ทั้งคู่กำลังข่มความรู้สึกพลุ่งพล่านลงไป

ครู่ใหญ่จากนั้นหลังจากที่จังหวะการหายใจของทั้งคู่กลับคืนสู่ระดับปกติ เชนคลายวงแขนที่กอดรัดเร็นออก แล้วพยุงให้เร็นลงยืนบนพื้น ชายหนุ่มเซเล็กน้อยแก้มของเร็นยังเป็นสีชมพูอยู่ เชนยิ้มให้สีหน้าเขินๆของเร็น เขาลุกขึ้นยืนแล้วโอบเร็นไว้ “เข้าบ้านกันเถอะนะ” เร็นพยักหน้าตอบ เชนออกเดินสู่ตัวบ้านโดยไม่ยอมคลายวงแขนที่โอบชายหนุ่มอยู่ เร็นก้มหน้าอมยิ้มกับความอบอุ่นที่ได้รับ โดยไม่ต้องมีคำพูดเขาโอบแขนคล้องเอวของเชนและซบลงกับไหล่ของชายหนุ่มอย่างเป็นสุข เชนเหลือบตาลงมองศีรษะที่ซบอยู่กับไหล่ของตนอย่างไว้เนื้อเชื่อใจแล้วยิ้มกว้าง

“นี่มากันทั้งเรียว ทั้งนาธานเลยใช่รึเปล่า” เชนชวนคุย

“ใช่ แล้ว เดี๋ยวนายเห็นเรียวแล้วนายจะตกใจ”

“ตกใจอะไรเหรอ เดี๋ยวนี้เรียวหล่อกว่าชั้นแล้วเหรอไง” เขาถามติดตลก

“ไม่ใช่ซักหน่อย ไว้นายเห็นแล้วก็รู้เองแหละ” เร็นหัวเราะเบาๆ

“จริงสิแล้วพวกนายมากันได้ไงล่ะ” เชนอดถามไม่ได้

“เชื่อรึเปล่าล่ะว่าคุณพ่อนายเป็นคนส่งตั๋วเครื่องบินไปให้พวกเรา บินมาเซอร์ไพรซ์นาย”

“พ่อเนี่ยนะ แต่ทำไมล่ะ” เชนขมวดคิ้วนิดๆ

“เห็นท่านบอกว่า ท่านอยากเห็นนายสมหวังซักที แล้วก็เป็นรางวัลที่นายเรียนจบ อ้ออีกอย่างก็เป็นของขวัญวันคริสต์มาสอีกด้วย” เร็นเงยหน้าขึ้นบอก

“เป็นของขวัญที่หาค่าไม่ได้ซะด้วยสิ” เชนก้มลงยิ้มให้ สบตากับดวงตาสีดำที่มีประกายแห่งความสุขฉายอยู่ภายใน เขากระชับอ้อมแขนให้เร็นเข้ามาใกล้ชิดยิ่งขึ้น แล้วจูบหน้าผากชายหนุ่มเร็วๆทีหนึ่งอย่างแสนรัก เร็นหัวเราะกิ๊กกั๊กอย่างมีความสุข ทั้งสองคนเดินเคียงคู่กันไปตามทางเดินสู่ตัวบ้าน

หลังจากเชนเดินไปที่ศาลาแล้วไมล์ก็เดินเข้าบ้านเพราะไม่อยากเป็นก.ข.ค. ในใจของเขานั้นยินดีไปกับเชนด้วย ในห้องรับแขกเขาก็พบกับคนสองคนที่เขาเดาไว้อยู่แล้ว

“เรียว!! นาธาน!! พวกนายจริงๆด้วย มากันได้ไงเนี่ย ชั้นงงไปหมดแล้ว” เขาทักทายอย่างตื่นเต้น

“ไมล์!!” ชายหนุ่มทั้งสองรีบตรงเข้ามาสวมกอดทักทายชายหนุ่มอย่างยินดี

“เซอร์ไพรซ์ใช่มั้ยล่ะ” นาธานถามยิ้มๆ

“มากเลยล่ะ” เขาหันมาหาเรียว “โอ้โห!! นายโตขึ้นตั้งเยอะเลยนะ อย่างนี้ก็เรียกเจ้าหนูไม่ได้แล้วสิ” ไมล์มองดูชายหนุ่มที่ตอนนี้ตัวสูงเกือบเท่าเขาแล้วอย่างทึ่งๆ

เรียวหัวเราะ “แน่ล่ะ มันก็ต้องพัฒนากันบ้างสิ มีแฟนน่ารักอย่างนาธานกับน้องชายสุดป่วนอย่างเจ้าเร็น ขืนชั้นตัวเล็กๆก็จัดการเจ้าพวกชอบตอแยไม่ได้น่ะสิ” พูดจบก็หันไปหลิ่วตาให้นาธาน

ไมล์หัวเราะที่เห็นนาธานทำหน้าแดง ป่านนี้ยังไม่ชินอีกเหรอเนี่ย “จริงของนายแฮะ”

“แล้วเชนล่ะ” นาธานถาม

ไมล์ทำท่าบุ้ยใบ้ไปทางสวน สองหนุ่มมองตามแล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ดีแล้วล่ะ เจ้าเร็นจะได้เลิกป่วนคู่ของชั้นซักที มีเชนมาคอยเป็นกันชนแบบนี้” เรียวพูดแล้วหัวเราะ นาธานทุบแขนคนรักอย่างหมั่นไส้

“ห้ามแกล้งเร็นนะ น่าสงสารออก” นาธานต่อว่ายิ้มๆ

“โธ่แนท!! คิดถึงตอนที่เราโดนแกล้งมั่งสิ” เขาโต้เสียงอ่อน

ไมล์หัวเราะกับท่าทีของสองหนุ่ม “ชั้นขอตัวเอาของไปเก็บให้เชนก่อนนะ เดี๋ยวมา” เขาบอกแล้วก็เดินขึ้นบันไดไปชั้นบน

หลังจากไมล์เอาเป้ของเชนไปเก็บแล้วก็กลับไปที่ห้องของตัวเองเพื่อเก็บของ แล้วจึงกลับมาสมทบกับสองหนุ่มที่ห้องนั่งเล่น คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ได้ซักพักใหญ่ เชนกับเร็นก็เดินจูงมือกันเข้ามา

“เชน!!” นาธานเห็นชายหนุ่มทั้งสองก่อน จึงรีบวิ่งไปกอดพี่ชายไว้อย่างยินดี

เชนหัวเราะกอดตอบน้องชายก่อนจะผละออก “ไง สบายดีเหรอนาธาน”

“สบายดี” นาธานมองหน้าพี่ชายอย่างคิดถึง มองเลยไปที่ผมยาวประบ่าแล้วยิ้มกว้างก่อนจะเอ่ยเบาๆ “นายหล่อจัง ไว้ผมแบบนี้แล้วเท่ดีนะ หล่อกว่าเรียวของชั้นซะอีก”

“มันแหงอยู่แล้ว” เขาอมยิ้มกับคำชม “ชั้นคิดถึงนายนะ” ชายหนุ่มบอก

“ชั้นก็คิดถึงนาย” นาธานบอกแล้วเขย่งขึ้นไปหอมแก้มเชน

“นี่จะกอดกันไปถึงไหนน่ะ” เสียงห้าวๆออกจะหงุดหงิดนิดๆดังขึ้นด้านหลังนาธาน

เชนเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเรียวยืนมองพวกเขาอยู่ พลางส่งสายตาพิฆาตมาด้วย เขาอึ้งไปเล็กน้อยเพราะเรียวสูงใหญ่ขึ้นมาก หน้าตาตอนนี้ก็เหลือเขาที่เหมือนกับเร็นอยู่แค่นิดหน่อยเท่านั้น เชนยิ้มยั่วพร้อมกับกระชับวงแขนกอดน้องชายไว้ไม่ยอมปล่อย “ทำไมล่ะ หมอนี่เป็นน้องชายชั้นนะ”

“แต่แนทเป็นแฟนชั้น เพราะงั้นนายเลิกกอดเขาได้แล้ว” เรียวทำเสียงจริงจังแต่ดวงตาพราวระยับ

นาธานมองไม่เห็นดวงตาของเรียว แต่เขาก็ไม่อยากให้พี่ชายกับคนรักมีเรื่องกันจึงรีบพูดขึ้น “ปล่อยชั้นก่อนเถอะเชน”

เชนก้มลงสบตากับน้องชายที่ยังไม่รู้ว่าโดนแกล้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นหัวเราะ “ทำไมล่ะนายกลัวเรียวโกรธเอาหรือไง”

“ก็ใช่น่ะสิ แล้วชั้นก็ไม่อยากให้พวกนายมีเรื่องกันเพราะชั้นด้วย” นาธานบอกเสียงอ่อย

เรียวได้ยินน้ำเสียงของคนรักก็รู้สึกผิดนิดๆ “ชั้นไม่โกรธหรอกน่า เราแค่ล้อเล่นกันเท่านั้นเอง”

“อ...อะไรนะ!! ล้อเล่น...นี่พวกนายแกล้งชั้นเหรอ” นาธานอุทานเสียงดัง

“ว๊า...นายนี่ขี้ใจอ่อนชะมัด” เชนบ่นเรียว “ไม่เคยได้ยินเหรอ รักหรอกจึงหยอกเล่นน่ะ” เขาบอกกับน้องชาย

“ไม่รู้ ไม่เคยได้ยิน” นาธานทำแก้มป่อง งอนทั้งพี่ชายทั้งเรียว “ปล่อยชั้นได้แล้ว”

“ใช่ๆ ปล่อยนาธานได้แล้ว” เรียวรีบบอก ‘แนทโกรธเขาจริงๆเหรอเนี่ย โธ่เอ๊ย!! ไม่น่าเลยเรา’

“ปล่อยก็ได้เจ้าขี้หึง” เชนยอมปล่อยน้องชาย “อย่างอนเลยน่านาธาน นะ สงสารเจ้าเรียวเถอะนะ” เขาทำเสียงอ้อน นาธานสะบัดตัวเดินหนี หลิ่วตาให้เร็นกับไมล์ที่กำลังมองมาอย่างขบขันโดยที่สองหนุ่มตัวต้นเหตุไม่เห็น

นาธานเดินหนีพี่ชายพลางกลั้นยิ้มอย่างลำบากยากเย็น เขาแกล้งเดินผ่านเรียวไปแบบไม่สนใจจนชายหนุ่มหน้าซีดเผือด รีบคว้าตัวนาธานมากอดไว้ “นายโกรธจริงๆเหรอแนท ชั้นแค่เล่นไปตามเชนเองนะ ชั้นขอโทษ อย่าโกรธเลยนะ” เขาทำเสียงอ่อย

นาธานหันมาสบตาสีน้ำตาลเข้มที่กำลังอ้อนวอนเต็มที่แล้วใจอ่อน “ใครบอกว่าชั้นโกรธนายล่ะ”

“จริงนะ ไม่โกรธชั้นแล้วนะ” เรียวทำเสียงกระตือรือร้นขึ้นมาทันที พอนาธานพยักหน้ารับ เขาก็ก้มลงหอมแก้มชายหนุ่มฟอดใหญ่อย่างดีใจ

“บ้าเหรอ!!!” นาธานเขินหน้าแดงที่ถูกหอมแก้มให้คนอื่นเห็น เขาทุบอกเรียวดังบึ้ก!! แต่เจ้าตัวไม่สะดุ้งสะเทือนสักนิดเดียว แถมยังยิ้มหน้าบานอีก แล้วเรียวก็จูงนาธานที่แก้มเป็นสีชมพูกลับมาสบทบกับพรรคพวก

“เห็นมั้ยล่ะ บอกแล้วว่านาธานไม่โกรธนายหรอก” เชนเอ่ยอย่างโล่งใจนิดๆ

“เพี๊ย!!?” เร็นตีแขนคนพูดเสียงสนั่น “นายไปบอกเรียวเขาตอนไหนกัน ดีนะที่นาธานเขาใจดี ถ้าเป็นชั้นจะชกให้ซักเปรี้ยง”

“อู๊ย!!! ยังมือหนักเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ แต่ถ้านายชกแล้วหายโกรธชั้นก็ยอมล่ะ” เชนลูบแขนที่ถูกตีป้อยๆ แต่ก็ยังแอบทำตาหวานใส่เร็น

“แหวะ!! น่าไม่อาย” เร็นทำเป็นเมินแต่ก็แก้มเป็นสีระเรื่อกับคำพูดของชายหนุ่ม เชน ไมล์และเรียวหัวเราะอย่างครื้นเครง

“ชั้นว่าแล้วเชียว ว่าแกต้องกลับมาแล้ว” เสียงมาร์คดังขึ้นท่ามกลางเสียงหัวเราะ ชายหนุ่มทั้งห้าหันไปตามเสียงที่ได้ยิน ก็พบมาร์คยืนยิ้ม กอดอกพิงประตูห้องนั่งเล่นอยู่

“แอบมายืนนานหรือยังฮะพ่อ” เชนเอ่ยถามอย่างยียวน

“ก็ตั้งแต่ได้ยินเสียงหัวเราะลั่นบ้านของแกนั่นแหละ” มาร์คตอบยิ้มๆแล้วเดินเข้ามาสมทบกับพวกลูกๆ

เชนหัวเราะ พอพ่อเขาเดินมาถึงเขาก็สวมกอดพ่อเอาไว้แน่น “ขอบคุณนะฮะ สำหรับของขวัญที่พิเศษที่สุด”

มาร์คตกใจเล็กน้อยที่เชนแสดงความรู้สึกกับเขา เพราะถึงพวกเขาจะเข้าใจกันแล้วแต่ต่างก็ไม่ค่อยแสดงออกต่อกันมากนัก ด้วยเพราะเชนโตเป็นผู้ใหญ่พอสมควรแล้วและยังเป็นผู้ชายคงไม่ชอบที่จะถูกกอดแบบเด็กๆ เขาตบไหล่ลูกชายเบาๆ “ชั้นดีใจที่แกถูกใจ”

เชนคลายอ้อมกอดพอหันกลับมาก็ปะทะกับสายตาสี่คู่ที่จ้องพวกเขาพ่อลูกอย่างซาบซึ้ง เขารีบกระแอมแก้เขิน “พวกนายมองอะไรกัน ไปๆหาที่นั่งได้แล้ว”

ไมล์หัวเราะหึ หึแล้วเดินไปนั่งที่โซฟาเป็นคนแรก เรียวจูงมือนาธานตามไป พ่อของเขาเดินตามไป เร็นสอดมือมาประสานกับมือของเขา เชนหันมายิ้มให้แล้วจูงมือเร็นไปนั่งที่โซฟาบ้าง

พอเขาทรุดตัวลงนั่งพร้อมกับเร็น ก็มีเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน เชนจึงหันมาถามมาร์คอย่างสงสัย “เจอโรมเหรอฮะ”

“ใช่ พ่อให้เขาไปรับเอลิน่ากับริคโค่มางานเลี้ยงต้อนรับพวกลูกๆนั่นแหละ” มาร์คตอบ

“คุณริคโค่ด้วยเหรอฮะ!?” เชนถามพลางเลิกคิ้วสบตากับพ่อ ก่อนที่จะยักไหล่ “ก็ดีฮะ คนเยอะๆสนุกดี”

“แกคงไม่ว่าอะไรนะ เพราะยังไงแกก็ต้องเรียนรู้งานต่างๆจากเขาด้วย พ่อทำธุรกิจทางด้านนี้มานาน พ่อยังต้องยอมรับเลยว่าริคโค่เป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งหาตัวจับยากคนนึง และโปรเจคที่บริษัทร่วมทุนของเขากับเราทำร่วมกันอยู่ ก็มีท่าว่าจะไปได้สวย เอลิน่ายังเอ่ยปากชมเลยล่ะ”

เชนพยักหน้า “คุณเอลิน่าก็เคยบอกผมอย่างนั้นเหมือนกันฮะ ถึงแม้ว่าผมจะยังไม่ลืมเรื่องที่พี่ชายของเขาเคยทำไว้ แต่ในเมื่อพ่อยอมรับเขาผมก็ไม่มีปัญหาหรอกฮะ อีกอย่างจากที่ผมเคยได้พบได้คุยกับเขา ผมว่าเขาก็เป็นคนดีคนหนึ่งและเก่งมากอีกด้วย”

“ขอบใจเชน” มาร์คยิ้มมุมปากนิดๆแต่โล่งใจอย่างมาก

เจอโรมเดินเคียงคู่มากับหญิงสาวที่สวยมากและดูอ่อนเยาว์มากในวัยยี่แปดปีของเธอด้วยใบหน้ารูปไข่ จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากอิ่ม โดยเฉพาะดวงตาสีฟ้าเข้มจนมองดูเหมือนเป็นสีม่วงที่เปล่งประกายสดใสและมีแววซุกซนเหมือนเด็กๆ และที่เดินตามมาคือชายหนุ่มผมดำผิวคล้ำมองแว่บเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนอเมริกันแน่นอน ใบหน้าที่จัดได้ว่าหล่อเหลาคมเข้มแบบคนสเปนของเขาออกจะบึ้งตึงเล็กน้อย

มาร์คลุกขึ้นและเดินมาต้อนรับผู้มาใหม่ “สวัสดีอีกครั้งเอลิน่า” เขาหันไปพยักหน้ากับชายหนุ่มที่เดินตามมา “สวัสดีริคโค่”

“แหมทักทายเป็นพิธีรีตรองจังนะคะ” เอลิน่าทักตอบยิ้มๆ แล้วมองเลยไปข้างหลัง “แล้วนี่คุณมาอยู่ท่ามกลางเด็กๆแบบนี้ได้ยังไงค่ะ มันไม่เข้ากับคุณเลยนะคะเจ้านาย” เธอบอกอย่างร่าเริง

มาร์คหัวเราะ “ช่างผมเถอะน่าลีน่า แต่ผมจำได้ว่าเคยบอกคุณแล้วว่าอย่าเรียกผมแบบนั้นนะ”

“ค่ะ...มาร์ค” เธอตอบดวงตาพราวระยับทำให้ดูเหมือนสาวน้อยจอมซน

เธอหันไปหากลุ่มลูกๆของมาร์คแล้วเปิดอ้อมแขนออกกว้าง เชนรีบเอาศอกกระทุ้งเพื่อนรัก ไมล์ถองเพื่อนกลับแล้วตรงเข้าไปกอดเธอไว้แน่นจนหญิงสาวหัวเราะกิ๊ก “นึกว่าเธอจะลืมซะแล้วสิ” เธอต่อว่าชายหนุ่มในอ้อมกอดเบาๆ

“ก็ผมเขินนี่ครับ” ไมล์ยอมรับตรงๆ

หญิงสาวยิ้มกว้าง “แหมเหมือนพ่อเธอเปี๊ยบเชียวไอ้ความตรงไปตรงมาเนี่ย” เธอปล่อยชายหนุ่มแล้วขยิบตาให้เขา “แต่ชั้นคิดว่าเธอหล่อกว่าเขานิดหน่อยนะ”

“ผมได้ยินนะลีน่า” เสียงทุ้มเอ่ยมาจากข้างหลังด้วยแววหัวเราะ

“ผมว่าเธอพูดเรื่องจริงนะฮะพ่อ” ไมล์บอกพร้อมกับขยิบตากลับไปให้หญิงสาว แล้วควงแขนลีน่ามาทางชายหนุ่มที่เหลือ “พวกเราชั้นขอแนะนำคุณลีน่า ว่าที่คุณแม่ยังสาวของชั้นเอง”

ทั้งลีน่า เชนและคนที่เหลือพากันหัวเราะคิกคักกับคำแนะนำของไมล์ เชนดึงนาธานมาข้างหน้า “นี่น้องชายของผมนาธาน รอสส์ครับ”

“สวัสดีครับ ยินดีที่รู้จัก” นาธานยิ้มให้อย่างสดใส

“สวัสดีจ้ะ” เธอยิ้มตอบชายหนุ่มหน้าสวย ดวงตาสีเขียวกระจ่างที่มีรอยยิ้มที่อบอุ่นอ่อนโยน

“แล้วนี่ก็เรียว มอริสครับแฟนของนาธาน” เชนพูดหน้าตาเฉย

เรียวยิ้มรับจับมือกับลีน่าพร้อมกับทำไม่รู้ไม่ชี้กับเสียงประท้วงเล็กๆของนาธาน เขาหันไปมองแก้มแดงน่ารักของนาธานแว่บหนึ่งแล้วหันกลับมา “แนทเขาเขินน่ะครับ ไม่เหมือนกับผม” เขากระซิบบอกลีน่า หญิงสาวหัวเราะเบาๆ “แฟนเธอน่ารักมากจ้ะ” เธอกระซิบตอบ

เชนโอบเร็นเข้ามาจนชิด แม้ว่าเร็นจะเขินจนแก้มเป็นสีชมพูแต่ก็ไม่ขยับหนี “แล้วนี่ก็หวานใจคนเดียวของผม เร็น มอริสครับ”

“สวัสดีครับคุณลีน่า” เร็นยิ้มหวานให้อย่างน่ารัก

ลีน่ายิ้มตอบรอยยิ้มแสนสวยของเร็น หน้าก็หวาน เสียงก็หวาน มิน่าล่ะเชนถึงไม่ยอมมองใคร ก็เร็นน่ารักแบบนี้ถ้าเชนคิดนอกใจก็ตาบอดแน่ๆ ขนาดเธอเป็นผู้หญิงยังคิดว่าเร็นน่ารักมากๆเลย

เสียงกระแอมดังมาจากเบื้องหลัง “ดูเหมือนคุณจะลืมพวกเราสามคนไปซะแล้วนะเนี่ย” เจอโรมตัดพ้อ

ลีน่าขยิบตาให้พวกเด็กๆ เดินไปหาชายหนุ่มก่อนจะเขย่งขึ้นจูบแก้มเขาก่อนจะบอกยิ้มๆ “ขี้ใจน้อยจังนะคะ”

เจอโรมหน้าแดงเล็กน้อยกับการจู่โจมแบบไม่รู้ตัวของเธอ “เปล่าซักหน่อย” เขาแก้ตัวอุบอิบ

ทุกคนในที่นั้นไม่เว้นกระทั่งมาร์คต่างพากันอมยิ้มไปตามๆกัน มาร์คหันมามองริคโค่เพราะรู้สึกว่าสายตาของชายหนุ่มจับจ้องอยู่ที่เขา พอดวงตาของเขาประสานเข้ากับดวงตาสีทอง ริคโค่ก็รีบเบนสายตาไปทางอื่นแก้มเป็นสีระเรื่อขึ้นมาเหมือนทุกครั้งที่เขาจับได้ว่าถูกมอง เขามองใบหน้าที่แดงนิดๆกับการขบริมฝีปากของชายหนุ่มอย่างไม่เคยนึกเบื่อเลยซักครั้งพลางกลั้นยิ้มด้วยความเอ็นดูและปั้นหน้าให่เคร่งขรึมเข้าไว้

“มาร์ค...” เสียงเพื่อนรักของเขาเรียกเบาๆปลุกเขาออกจากภวังค์

ชายหนุ่มหันมาทางเสียงเรียก เห็นเพื่อนของเขาส่งสายตารู้ทันแกมขบขันมาให้และลีน่าก็เลิกคิ้วมองเขาอย่างสนใจ เชนเองก็มองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น มาร์คถลึงตาใส่เพื่อนแบบไม่จริงจังนัก แล้วหันไปเรียกริคโค่

“ริคโค่” เขาเรียกชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยทำ ริคโค่มองเขาอย่างสับสนแต่ก็เดินเข้ามาใกล้ๆ

“เชนกับไมล์คุณคงรู้จักแล้วนะ นี่นาธานลูกชายผมอีกคน แล้วนั่นก็เรียวกับเร็น มอริสแฟนของลูกชายผม พวกเขาเป็นพี่น้องฝาแฝดกันนะถ้าคุณจะสงสัย” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ

ริคโค่ตัวแข็งมองพวกเขาทั้งสามคนอย่างนึกไม่ถึง ก่อนจะรู้สึกตัวเขารีบยิ้มและทักทายอย่างยินดี เก็บซ่อนอารมณ์หวั่นไหวไว้ หัวใจของเขาเต้นโลดกระทบหน้าอกจนเขารู้สึกเจ็บ เขาหันมาสบตาลีน่าอย่างต้องการผู้ช่วย ลีน่าส่งสายตาเห็นใจให้เขาพลางยกมือชี้ไปที่แก้ม ริคโค่รีบยกมือทาบแก้มตัวเองก็พบว่ามันร้อยผ่าวเลยทีเดียว ทำให้เขารู้สึกขายหน้าอย่างช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ทุกๆคนก็ช่วยเขาด้วยการทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับแก้มแดงปลั่งของชายหนุ่ม

“อยากได้เครื่องดื่มกันมั้ยคะ” ลีน่าถามโพล่งขึ้นอย่างต้องการช่วยริคโค่

“ก็ดีนะ” เจอโรมรีบสนับสนุนแล้วเดินนำทุกคนไปที่บาร์เครื่องดื่ม เขาผสมเครื่องดื่มให้มาร์ค ตัวเอง ริคโค่และลีน่าก่อนจะหลีกทางให้พวกลูกๆของเขา ชายหนุ่มสบตาลีน่าอย่างรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร

ริคโค่รับแก้วเครื่องดื่มของตัวเองมาแล้วยกขึ้นดื่มอึกใหญ่ รสชาติหวานปนขมของสก็อตพอจะช่วยให้เขาควบคุมตัวเองได้บ้าง ชายหนุ่มมองไปที่กลุ่มลูกๆของมาร์คอย่างสนใจ พวกเขาเป็นแฟนกันมาร์คบอกเขาอย่างนั้น ตอนแรกเขาคิดว่าชายหนุ่มจะล้อเขาเล่นเสียอีก แต่พอมองดูพวกเขา เห็นสายตาแห่งความรักที่พวกเขาใช้มองกัน เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขารักกันเหลือเกิน แล้วตัวเขาล่ะเคยมองมาร์คแบบนี้หรือเปล่า แล้วมาร์คจะรู้มั้ยถึงความในใจของเขา

มาร์คมองริคโค่ที่จ้องนิ่งๆไปที่กลุ่มลูกๆที่คุยกัน กระเซ้าเย้าแหย่กันอย่างสนุกสนานและมีความสุข เขาเห็นสายตาของชายหนุ่มเปล่งประกายแห่งความเศร้าออกมาอีกแล้ว เหมือนที่เขาเคยสังเกตุเห็นบ่อยๆเวลาที่ริคโค่ไม่รู้สึกตัว นี่ริคโค่ไม่รู้เลยเหรอว่ามองลูกๆของเขาด้วยสายตาแบบไหน

เหมือนริคโค่จะรู้ตัวว่าเขาจ้องมองอยู่เขาหันมาและประสานสายตาเข้ากับมาร์คอย่างจังจนเจ้าตัวเกือบทำแก้วหลุดจากมือ ชายหนุ่มขบริมฝีปากแน่นก่อนวางแก้วไว้ที่โต๊ะใกล้ๆแล้วพึมพำขอตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว มาร์คกำลังจะขยับตามไปแต่ก็มีมือมาแตะทีแขนของเขาหยุดยั้งเขาไว้ก่อน

เขาหันมาก็พบนาธานยืนยิ้มอย่างอ่อนโยนอยู่ข้างๆ ลูกชายของเขาปล่อยมือที่รั้งเขาไว้ ก่อนจะบอกกับเขาเบาๆ “เดี๋ยวผมไปเองนะฮะคุณพ่อ” ดวงตาสีเขียวอ่อนโยนมองมาอย่างเข้าอกเข้าใจ

มาร์คลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า เขามองตามนาธานที่เดินตามริคโค่ไปด้วยความเป็นห่วงแปลกๆที่มักจะเกิดขึ้นกับเขาเสมอๆในช่วงหลังๆมานี่ จิตใจที่มั่นคงของเขาถูกรบกวนบ่อยครั้งด้วยภาพของริคโค่กับดวงตาสีทองแสนเศร้าของชายหนุ่ม เขาอยากเห็นแววตาที่ร่าเริงและไร้เดียงสาของชายหนุ่มอีกครั้งเหมือนอย่างครั้งแรกที่พบกัน แววตาเด็ดเดี่ยวมั่นคงกับคำพูดตรงไปตรงมาอย่างไร้การเสแสร้ง ดวงตาสีทองสุกสกาวที่สะท้อนแสงจันทร์ในคืนนั้น ดวงตาที่เขาไม่สามารถลบมันออกไปจากใจได้เลย แม้ว่าเขาจะพยายามแล้ว

ดวงตาคู่สวยคู่เดียวกันที่เคยมองเขาอย่างหวาดกลัวและตื่นตระหนกในตอนนั้น หลังจากเหตุการณ์เลวร้ายครั้งแรกที่เกือบจะเกิดกับลูกชายคนโตของเขาโดยฝีมือของผู้เป็นพี่ชายของตัวเอง ริคโค่ในตอนนั้นทั้งท้อแท้และสำนึกผิดในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เป็นผู้ก่อและบอกอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะรับโทษทั้งหมดแทนพี่ชาย และอีกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อังกฤษเมื่อสี่ปีก่อนที่ทำให้เขาตัดสินใจจัดการให้พี่ชายของริคโค่ต้องระเห็ดหนีออกนอกประเทศและขายบริษัทให้เขา แน่นอนว่าเขาไม่อยากทำร้ายริคโค่เลยแต่เขาก็ต้องทำอย่างช่วยไม่ได้ เขาบีบบังคับให้ริคโค่ต้องเลือกระหว่างส่งพี่ชายเข้าคุกและอาจต้องตายอยู่ในคุกกับส่งพี่ชายกลับไปสเปนและไม่กลับมาเหยียบอเมริกาอีก ริคโค่เลือกอย่างหลังเพื่อรักษาชีวิตของพี่ชาย แต่มิคาเอลกลับไม่เข้าใจและประกาศตัดพี่ตัด

น้องกับริคโค่ทันทีที่ตกลงเซ็นต์สัญญาขายบริษัทให้กับเขา

เขารู้จักคนมาก็มากทั้งดีทั้งเลว แต่เขาไม่เคยเห็นใครเห็นแก่ตัว ไร้เหตุผลและโลภมากอย่างมิคาเอล ดาซิลวามาก่อนเลย แต่ริคโค่ก็รักพี่ชายมากอย่างที่ทำให้เขานึกอิจฉาขึ้นมาและนั่นทำให้เขาโมโหและหงุดหงิดทุกครั้งที่นึกถึง

“เป็นอะไรรึเปล่าเพื่อน” เสียงเจอโรมถามขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนรักทำหน้าเครียดเล็กน้อย

มาร์คหันมามองเพื่อนรักแว่บหนึ่งก่อนส่ายหน้า “ไม่เป็นไร แค่กังวลนิดหน่อย”

เจอโรมดึงเพื่อนให้ห่างออกมาจากคนอื่นเล็กน้อยก่อนจะถาม “เรื่องริคโค่เหรอ?”

“ก็ด้วย ชั้นรู้สึกผิดที่เคยทำร้ายเขาเมื่อตอนนั้น” มาร์คเอ่ยเรียบๆ

“นายเปลี่ยนไปมากเลยนะตั้งแต่กลับจากอังกฤษตอนนั้น ก่อนหน้านั้นชั้นไม่เห็นนายจะแคร์กับเรื่องที่นายตัดสินใจไปแล้วมาก่อน”

“ชั้นไม่ได้สนเรื่องของเจ้ามิคาเอลหรอก นายก็รู้ว่าชั้นไม่ได้อยากทำร้ายริคโค่ แต่ชั้นก็ยังบีบให้เขาต้องตกอยู่ในสถานะที่เลวร้าย ใช้ความเป็นคนดีของเขาเป็นเครื่องมือเพราะชั้นรู้ดีว่าเขาต้องเลือกหนทางที่ชั้นวางล่อเอาไว้”

“ก็นายต้องทำนี่หว่า เจ้านั่นก็ร้ายกาจใช่ย่อย ชั้นว่านายยังปรานีด้วยซ้ำไม่งั้นป่านนี้มันคงกลายเป็นผีไม่มีศาลไปแล้ว ไหนจะลูกชายกับเมียมันที่นายช่วยหาที่อยู่หาโรงเรียนให้อีกล่ะ มันน่ะติดหนี้บุญคุณนายด้วยซ้ำไป” เจอโรมพูดอย่างดุเดือด

มาร์คขยับยิ้มที่เห็นเพื่อนใส่อารมณ์กับเรื่องนี้ “ชั้นทำเพื่อให้ริคโค่สบายใจต่างหาก ผู้หญิงคนนั้นไม่อยากให้ลูกต้องไปทนรองรับอารมณ์ร้ายๆของคนเป็นพ่ออย่างที่เขาเคยโดน ชั้นก็แค่ช่วยทำให้มันง่ายขึ้นเท่านั้นเอง”

“ชั้นเดาว่าริคโค่ไม่รู้เรื่องนี้ใช่มะ” เจอโรมเลิกคิ้วถามดวงตาเปล่งประกายรู้ทัน

เสียงหัวเราะหึหึดังมาจากเพื่อนรักของเขาเบาๆเป็นการยืนยัน “ไม่...เขาไม่รู้หรอก ชั้นขอให้ปิดไว้เอง”

“เอ่อ...มาร์ค นายรู้ใช่มั้ยเรื่องนั้นน่ะ” เจอโรมถามขึ้นอย่างลังเล

มาร์คมองเพื่อนตาเป็นประกาย “เรื่องอะไรล่ะ” เขาแกล้งถาม

“โธ่เจ้าบ้า!! อย่ามาแกล้งไม่รู้นะ ก็เรื่องริคโค่ไง นายก็เห็นที่เขามองนายนี่”

มาร์คหัวเราะ “ใช่...ชั้นรู้ ชั้นไม่ใช่เสาหินนี่ ที่เวลาถูกมองด้วยสายตาแบบนั้นแล้วจะไม่รับรู้”

“แล้วนายจะเอายังไงกับเขาล่ะ” เจอโรมถามอย่างอยากรู้

“ชั้นอยากคุยกับเขาก่อน” มาร์คเลี่ยงที่จะตอบตรงๆ

เจอโรมถอนใจนิดๆ ง้างปากมาร์คเรื่องนี้นี่ท่าจะยากกว่าสู้คนสักสิบคนอีก “เอาเหอะ มีอะไรให้ช่วยก็บอกมาแล้วกัน ชั้นกับลีน่าเต็มใจช่วยนายเต็มที่อยู่แล้ว”

“ขอบใจ” มาร์คยิ้มที่เพื่อนเขาทำท่าเหนื่อยใจ “นายคงได้ช่วยแน่ ไม่นานนี้แหละ...”

###########################################################



Chapter 6

เขายืนจ้องกระจกตรงหน้าราวกับถูกสะกดจิต นี่เขาเป็นบ้าอะไรนะถึงได้แสดงกริยาแบบนั้นออกไป การควบคุมตัวที่เขาเคยทำได้ดีมาตลอด กลับถูกทำให้แตกสลายได้ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว

“...แฟนของลูกชายผม...” คำพูดที่พูดออกมาเหมือนเป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดาสามัญ จากปากคนที่เขาหลงใหลใฝ่ฝันมาตลอด และกลัวว่าจะรังเกียจหากได้รับรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจเขา ความรู้สึกดีใจที่วาบขึ้นมาในใจเขานั้น ทำลายกำแพงแห่งการระวังตัวของเขาให้ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ

ริคโค่เปิดน้ำที่อ่างล้างหน้าแล้วก้มลงวักน้ำย็นๆนั้นล้างหน้าหลายๆครั้ง น้ำเย็นอาจช่วยบรรเทาความร้อนผ่าวบนใบหน้าของเขาลงได้ แต่ความร้อนรุ่มในใจเขานั้น ไม่มีทางที่สิ่งใดจะช่วยบรรเทาลงได้เลย เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดใบหน้าที่เปียกชื้นของตัวเอง แล้วชะงักกึก ช่างบังเอิญเหลือเกิน ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้คือผืนที่เขาได้จากมาร์คเมื่อสี่ปีก่อน

ในคืนแรกที่พวกเขาพบกัน คืนที่เรื่องราวของพวกเขาเริ่มต้นขึ้น ผ้าเช็ดหน้าผืนเดิมที่เคยเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาของเขาในคืนนั้น สี่ปีที่เรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ริคโค่หลับตาลงและถอนใจหนักๆ เขาไม่อยากนึกถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วเลย ชายหนุ่มเก็บผ้าเช็ดหน้ากลับสู่ที่ของมันอย่างถนุถนอมโดยไม่ได้ใช้ แล้วหยิบผ้าขนหนูเนื้อนุ่มที่เตรียมไว้ในห้องน้ำมาใช้แทน เขาตรวจดูความเรียบร้อยของตัวเองอีกครั้งก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆหลายๆที

แต่เสียงเคาะประตูแผ่วเบาจากด้านนอก ขัดจังหวะความคิดของเขาจนสะดุ้งเฮือก

“คุณดาซิลวาครับ” เสียงเรียกอ่อนโยนดังขึ้นนอกประตู

ริคโค่แปลกใจที่ไม่ใช่คนที่เขาคิดไว้ เขาสูดหายใจอีกครั้งก่อนจะเปิดประตูออกไป พบกับลูกชายอีกคนของมาร์ค นาธานส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ พร้อมกับถามอย่างห่วงใย “ไม่เป็นไรใช่มั้ยครับ คุณดาซิลวา”

นาธานไม่เหมือนกับมาร์คเลยยกเว้นที่ดวงตาเท่านั้นชายหนุ่มคิด เขาส่งยิ้มกลับไป “ไม่เป็นไรครับ เอ่อ..นาธานใช่มั้ย เรียกผมว่าริคโค่เถอะ”

“ได้ครับคุณริคโค่” นาธานลังเลนิดหนึ่งก่อนจะตัดสินใจถาม “ออกไปคุยกับผมหน่อยได้มั้ยครับ”

ริคโค่สบตาเขาอย่างระแวง แต่ดวงตาของนาธานนั้นมีแต่ความจริงใจ เขาจึงพยักหน้า “ได้ครับ”

นาธานเดินนำไปทางเทอเรสด้านข้างตัวบ้าน เขาเปิดประตูออกไป และริคโค่ก็เดินตามออกมา ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิทเห็นดาวระยิบระยับ ริคโค่มองขึ้นไปอย่างชอบใจกับความงดงามนั้นและรู้สึกตัวว่ากำลังถูกจ้องมอง

ความสนใจของนาธานแน่วแน่อยู่ที่ชายหนุ่มตรงหน้า ริคโค่จัดว่าเป็นคนที่หล่อเหลาเอาการ รูปหน้าเรียว คิ้วสีเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน รับกับริมฝีปากได้รูป แต่ที่เห็นเด่นชัดที่สุดก็คงเป็นดวงตาสีทองสว่างที่มีเสน่ห์ด้วยแววเศร้าๆนั่น ถึงจะไม่จัดได้ว่าเป็นคนสวยเด่นแบบเร็น แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าริคโค่มีเสน่ห์อย่างที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้

ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะรู้ตัวว่าถูกมองอยู่ เขาหันมาสบตานาธานช้าๆใบหน้าที่ยิ้มแย้มน้อยๆนั้นกลับคืนสู่ความระวังตัวอีกครั้ง

‘ท่าทางคุณริคโค่จะเป็นคนตรงแฮะ อารมณ์ความรู้สึกถึงได้แสดงออกมาทางสีหน้าอย่างที่เจ้าตัวนั้นปิดบังไม่ได้’ นาธานคิดในใจแล้วยิ้มให้เขาอีกครั้ง “ท่าทางคุณดูจะตกใจมากนะครับ ตอนที่คุณพ่อแนะนำตัวพวกผม”

ริคโค่มองนาธานอย่างแปลกใจที่ถูกถามตรงๆ “เอ่อ...ครับใช่ ผมยอมรับว่าผมค่อนข้างตกใจ” เขาตอบตามตรง

“แล้วคุณรู้สึกยังไงครับ รังเกียจหรือคิดว่ามันแปลก” นาธานถามต่อ

ริคโค่สบตาคนถามอย่างต้องการรู้ว่าคำถามนี้จะพาเขาไปสู่อะไร ก็เห็นแต่ความอ่อนโยนทั้งในน้ำเสียงและดวงตาสีเขียวงดงามนั้น “ไม่ครับ ผมไม่ได้รังเกียจหรือรู้สึกว่ามันแปลกเลยสักนิด ความจริงแล้วผม...เอ่อ...”

“ดีใจ” นาธานช่วยตอบแทน เมื่อริคโค่มองเขาอย่างตกตะลึง เขาจึงพูดต่อ “ก็ใช่ว่าผมจะเป็นผู้สันทัดกรณีอะไรหรอกนะครับ เพียงแต่ผมมองออกว่าคุณมีความรู้สึกดีๆกับคุณพ่อของผม ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ดี”

ริคโค่หลบตาคนพูดหันไปมองเหม่อขึ้นสู่ท้องฟ้าอันมืดมิด ก่อนจะหลับตาแล้วถอนใจยาว “ผมดูออกง่ายขนาดนั้นเลยหรือครับ น่าสมเพชตัวเองชมัด” เขาเยาะเย้ยตัวเอง

“ห้ามคิดอย่างนั้นนะครับ” นาธานท้วงเสียงเข้ม “ตอนแรกผมก็ดูไม่ออกหรอกครับ มาเห็นก็ตอนที่คุณพ่อพูดจบนั่นแหละ” เขาบอกอย่างอ่อนโยน “การที่เราจะรักใครซักคนนั้นมันไม่ใช่เรื่องน่าสมเพชอะไรเลยแม้แต่น้อย”

“รักที่บอกไม่ได้ แสดงออกไม่ได้ มันก็ต้อง…ต้อง” ริคโค่อัดอั้นใจจนพูดต่อไปไม่ได้

“แล้วมันทำให้คุณเลิกรักคุณพ่อผมรึเปล่าล่ะครับ” นาธานขัดขึ้นอย่างอ่อนโยน

ริคโค่หันกลับมา ดวงตาสีทองประสานกับดวงตาสีเขียวอ่อนโยนอีกครั้ง “ไม่ครับ ผมไม่เคยหยุดรักเขาแม้แต่วินาทีเดียว ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบเขา” เขาตอบอย่างแน่วแน่

นาธานยิ้ม “ขอบคุณนะครับที่ตอบตามตรง อย่าหาว่าผมยุ่งเรื่องของคุณเลยนะครับ แต่ผมเดาว่าคุณคงกลัวที่จะให้พ่อของผมรู้ ว่าคุณรู้สึกยังไง” เขาถาม

“ครับ เป็นคุณ คุณไม่กลัวหรือยังไง” ริคโค่ถามกลับ

“ผมเคยกลัวนะครับ แต่คนละอย่างกับคุณ ผมเคยกลัว กลัวที่จะผูกพันกับใครไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย ผมเป็นคนเก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร จนกระทั่งมาพบกับเรียว” นาธานเล่าอย่างไม่ปิดบัง

“แล้วไงครับ” ริคโค่ถามต่ออย่างสนใจ

นาธานยิ้มกับท่าทีสนอกสนใจนั้นแล้วเล่าต่อ “ตอนที่ผมพบเรียว ผมอายุสิบห้ากำลังรู้สึกแปลกที่แปลกถิ่นเพราะแม่ของผมแต่งงานใหม่แล้วย้ายไปอยู่อังกฤษ แล้วยังต้องมารับรู้เรื่องของพ่อแท้ๆที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนอีก วันนั้นถึงแม้จะเพิ่งพบเรียวเป็นครั้งแรก แต่เขาก็หยิบยื่นมิตรภาพและความห่วงใยให้ผมอย่างไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทนเลย”

“เขาเปิดตาของผม ทำให้ผมรู้ว่าระยะเวลานั้นไม่มีความสำคัญเลยสำหรับการรักใครสักคน ผมรู้สึกผูกพันกับเขาตั้งแต่ชั่วแว่บแรกที่สบตากับเขาแล้ว และเขาก็รู้สึกแบบเดียวกัน สี่ปีที่ผ่านมาผมกับเขาต่างก็ผูกพันกันมากขึ้นตลอดเวลาที่ผ่านไป แค่มองตากันเราก็รู้ว่าเราต่างก็รักกันมากแค่ไหน”

“ผมก็พอจะมองเห็นมันเหมือนกัน” ริคโค่บอกยิ้มๆ “แต่ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะช่วยเรื่องของผมที่ตรงไหน”

“ผมแค่กำลังจะบอกคุณว่า ถ้าคุณรักคุณพ่อของผม คุณก็ควรจะบอกกับท่าน”

“คนอย่างผมเนี่ยนะ มันไม่…”

“อย่าเพิ่งตัดสินคุณพ่อแบบนั้นสิครับ” เขาขัดขึ้น “ถึงแม้ภายนอกคุณพ่อจะดูเย็นชา แต่จริงๆแล้วคุณพ่อเป็นคนที่อ่อนโยนมากเลยนะครับ เพียงแต่เรื่องราวในอดีตของท่านนั้นทำให้ท่านใช้ความเย็นชาห่างเหินเป็นกำแพงกันคนอื่นให้อยู่ห่างๆ แต่ท่านเป็นคนที่ต้องการความรัก เรียกว่าโหยหามันเลยก็ได้นะครับ แต่ท่านซ่อนมันไว้ลึกเกินไป”

“ทำไมคุณถึงอยากให้ผมทำอย่างนั้นล่ะครับ” ริคโค่ถามอย่างสงสัย

“เพราะผมดูออกว่าคุณพ่อออกจะสนใจและเป็นห่วงคุณมากเป็นพิเศษ”

“อะไรนะครับ!! ผม…ผมน่ะเหรอ”

“ครับ พวกผมน่ะสังเกตุเห็นเรื่องนี้กันทั้งนั้น ทั้งๆที่พวกผมพบคุณไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ แค่เห็นสิ่งที่คุณพ่อปฏิบัติกับคุณ ผมก็รู้แล้วล่ะครับ”

“แต่ว่า…”

“คุณพ่อของผมน่ะเป็นคนที่ผมอยากให้มีความสุขมากที่สุด เพราะท่านต้องเสียสละและทำเพื่อพวกผมอย่างมากมาย ท่านต้องการใครสักคนที่จะมารักท่านและให้ท่านรัก และถ้าคนคนนั้นเป็นคุณ พวกผมก็คงจะดีใจอย่างที่สุด”

“พวกคุณ…เอ่อ…ยอมรับผมหรือครับ”

“แน่นอนครับคุณริคโค่” นาธานยิ้มอย่างอ่อนโยน พร้อมกับเดินมาจับมือเย็นๆของริคโค่ไว้ “ผมคิดว่า เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผมจะเป็นคนแรกที่พูดว่า ‘ขอต้อนรับคุณสู่ครอบครัวของเรา’ ครับ”

ช่างเป็นคำพูดที่อ่อนโยน อบอุ่นเหลือเกินเหมือนกับบุคลิกของคนพูดไม่มีผิด ริคโค่ได้แต่ตื้นตันและซาบซึ้งกับมิตรภาพที่นาธานมอบให้แก่เขา เขายิ้มรับอย่างสดใส รอยยิ้มที่ไปถึงดวงตานั้นทำให้ดวงตาสีทองสว่างสดใสขึ้น

“เก็บไปคิดดูนะครับคุณริคโค่” นาธานบอกอย่างยินดีกับรอยยิ้มที่เห็น “ผมว่าเรากลับไปกันได้แล้วล่ะครับ ก่อนที่คุณพ่อจะเกณฑ์คนทั้งบ้านมาตามหาเราสองคน” เขาบอกพลางหัวเราะ

“นั่นสิครับ อาจเป็นไปได้” ริคโค่บอกแล้วหัวเราะตาม

นาธานดึงมือริคโค่ให้เดินตามออกจากเทอเรส กลับไปยังห้องนั่งเล่นที่ทุกๆคนรออยู่ ซึ่งชายหนุ่มก็เดินตามอย่างว่าง่าย น่าแปลกที่เขารู้สึกสนิทสนมกับชายหนุ่มผู้นี้อย่างรวดเร็วปานนี้ แต่ท่าทางอ่อนโยนและจริงใจของนาธานทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า มิตรภาพสามารถก่อตัวขึ้นได้อย่างง่ายดายเพียงแค่เขาเปิดหัวใจออกเท่านั้น…

“ทำไมถึงหายกันไปนานขนาดนี้นะ” มาร์คบ่นเบาๆแต่เจ้าลูกชายหูไวของเขาก็ยังอุตส่าห์ได้ยิน

“เชื่อมือนาธานเถอะฮะพ่อ พ่อก็รู้ว่าไม่มีใครที่จะปฏิเสธนาธานได้ แม้แต่คนใจแข็งอย่างพ่อ” เชนบอกยิ้มๆ

มาร์คยิ้มตอบ “จริงของแก นาธานเป็นคนที่ทำให้พ่อได้รู้ว่าพ่อเองก็มีด้านที่อ่อนโยนเหมือนกัน”

“ผมนึกว่าพ่อจะไม่รู้ซะอีก”

มาร์คยกมือขึ้นโอบไหล่ลูกชายคนโต “และแกเชน ทำให้พ่อเข้มแข็งขึ้น ทั้งแกและนาธานคือความหมายแห่งชีวิตของพ่อนะ”

เชนจับมือของพ่อที่โอบไหล่เขาอยู่อย่างกระชับแน่น “พ่อก็เป็นฮีโร่ในใจผมเหมือนกันฮะ” เขาเอ่ยเสียงพร่า น้ำตารื้นขึ้นมากระทันหัน “แต่พ่อก็ยังต้องการใครอีกซักคนนึงที่มีความหมายในใจพ่อ ใช่มั้ยฮะ”

มาร์คยิ้มพลางส่ายหน้า “ชั้นนี่ท่าจะแก่จริงๆแล้วนะ เดี๋ยวนี้ชั้นอ่านออกง่ายขนาดนั้นเชียวรึ”

“ก็เฉพาะเวลาอยู่กับพวกเราเท่านั้นแหละฮะ” เชนบอก “แต่พ่ออย่าไปแกล้งคนๆนั้นมากนักนะฮะ เดี๋ยวเขาหนีไปแล้วพ่อจะต้องอกหักรอบสอง” เชนเอ่ยพร้อมกับยิ้มเจ้าเล่ห์

“หนอยแน่ะ ยอมให้นิดเดียวเป็นได้ใจนะเจ้าลูกคนนี้ แกคิดว่าชั้นจะพลาดอีกครั้งอย่างนั้นรึ”

“พวกผมจะคอยเชียร์พ่อนะฮะ” เชนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

พอดีกับที่นาธานและริคโค่เดินคุยกันเข้ามาอย่างยิ้มแย้ม เชนหันมาสบตาพ่อเขาอย่างรู้กัน นาธานเดินนำริคโค่มาถึงพ่อของเขา ยิ้มให้อย่างสดใสแล้วพยักหน้าให้เชน และทั้งสองคนก็เดินผละไปทิ้งให้ริคโค่และพ่อของเขาคุยกันตามลำพัง

“คุณสบายดีแล้วนะ” มาร์คเป็นฝ่ายถามขึ้นก่อน

“ครับ ผมขอโทษที่ผละไปแบบนั้นนะครับ” ริคโค่ยิ้ม อดที่จะแก้มร้อนผ่าวไม่ได้ “นาธานเป็นเด็กน่ารักมากเลยนะครับ”

“ใช่ แกน่ารัก อ่อนโยนและร่าเริง ต่างกับผมลิบลับ” มาร์คพูดยิ้มๆ

“ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้นซักหน่อย” ริคโค่สะดุ้ง รีบบอกเสียงขุ่น

“ผมรู้ อย่าโกรธสิ ผมชอบเห็นคุณยิ้มมากกว่า” มาร์คเริ่มสิ่งที่เขาตั้งใจไว้ในทันที (ก็จีบไง อิ อิ)

“อะ…เอ่อ..” ริคโค่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวกับท่าทีของชายหนุ่มเลยถึงกับอึ้งกิมกี่

มาร์คหัวเราะ “ยิ้มไงริคโค่ ยิ้มน่ะ”

“เอ่อ…ครับ” ริคโค่รับคำแล้วก็ยิ้มให้เขาอย่างที่มาร์คต้องการ

พอดีกับที่คนรับใช้ออกมาประกาศว่าอาหารพร้อมแล้ว เชนส่งเสียงเฮดังลั่น เรียกเสียงหัวเราะได้อย่างครื้นเครง แล้วทุกคนก็เดินตามคนรับใช้ไปที่ห้องอาหาร มาร์คหันมาสบตากับดวงตาสีทอง ก่อนจะยื่นแขนให้ ริคโค่มองอย่างลังเลปนเขิน ก่อนจะยิ้มแล้ววางมือคล้องกับข้อศอกของชายหนุ่ม มาร์คพาเขาเดินตามทุกคนออกไป มันช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเหลือเกินที่จะไขว่คว้าความสุขเล็กน้อยนี้ด้วยมือของเขา ริคโค่คิดในใจ

สำหรับตอนนี้สิ่งที่นาธานคุยกับเขานั้นช่างเป็นเรื่องท้าทายที่เขาอยากจะทำเหลือเกิน เขาจะกล้ากระโจนลงไปอย่างไม่ยั้งคิดได้หรือ แต่สายตาของมาร์คที่มองเขาในตอนนี้นั้นเหมือนเป็นสิ่งที่หอมหวานจนเขายากจะห้ามใจได้ สักครั้งในชีวิตที่เขาอยากจะสัมผัสอันตรายของเปลวไฟโดยไม่สนใจว่ามันจะเผาผลาญเขาจนลุกไหม้ก็คงจะเป็นครั้งนี้แหละ…

เช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่เร็นกับเรียวกำลังเล่าให้เชน นาธานและไมล์ฟังถึงเรื่องของลูกพี่ลูกน้องของตนอยู่นั้น คนรับใช้ก็เข้ามาบอกว่ามีโทรศัพท์มาถึงเร็น

“เขาเป็นใครบอกรึเปล่า” เชนถาม

“เปล่าค่ะ คุณหนู” คนรับใช้ตอบก่อนจะส่งโทรศัพท์ไร้สายให้เร็น

“สวัสดีครับ” เร็นรับสายอย่างงุนงงปนสงสัย

“เร็นเหรอ….ซ่าาาา…เรจินะ” เสียงปลายสายตอบกลับมาไม่ค่อยชัดแถมยังมีคลื่นรบกวนตลอด

“ลุงเรจิเหรอฮะ เสียงไม่ค่อยชัดเลยฮะ”

“เดี๋ยวนะ เอาล่ะ ชัดขึ้นรึยัง”

“ชัดเจนแล้วฮะ”

“ลุงอยากรบกวนเร็นหน่อยน่ะ ตอนนี้ลุงอยู่ที่รัสเซียนะ พายุหิมะแรงมากเลยลุงก็เลยลงจากภูเขาไม่ได้น่ะ ต้องติดอยู่ที่นี่แบบไม่มีกำหนด”

“จริงเหรอฮะแล้วคุณลุงสบายดีรึเปล่าฮะ” เร็นถามอย่างตกใจ คนอื่นๆก็ขยับเข้ามาฟังใกล้ขึ้น

“ลุงสบายดี ขอบใจที่เป็นห่วงนะ แต่ลุงเป็นห่วงยูอิจิมากกว่าเพราะเขาต้องอยู่คนเดียว”

“งั้นพวกผมไปพายูจังมาอยู่ด้วยกันที่บ้านเพื่อนผมดีมั้ยฮะ”

“มันไม่รบกวนเกินไปเหรอ แค่ไปเยี่ยมยูอิจิก็พอแล้วล่ะ”

“เอาไว้ผมไปคุยกับยูจังก่อนดีมั้ยฮะ”

“เอางั้นก็ได้ ขอบใจเร็นมากนะ เดี๋ยวลุงจะโทรไปบอกยูอิจินะว่าเร็นจะแวะไป”

“ฮะ สวัสดีฮะคุณลุง” แล้วเร็นก็วางสาย ก่อนจะหันมาพบกับสายตาสนอกสนใจอีกสี่คู่ที่กำลังจ้องอยู่ เขาหัวเราะอย่างขบขันก่อนจะโบกมือให้ทุกคนถอยออกไป

“ลุงเรจิว่าไงมั่งอ่ะ” เรียวถาม

“ลุงเขาติดพายุหิมะอยู่ที่รัสเซียโน่นแน่ะ ไม่มีกำหนดกลับซะด้วย”

“อย่างนี้ยูจังก็ต้องอยู่คนเดียวอ่ะดิ” เรียวถาม

“น่าสงสารจัง คริสมาสต์ทั้งทีกลับต้องอยู่คนเดียวแบบนี้” นาธานรำพึง

“เราชวนยูจังมาฉลองคริสมาสต์กับพวกเราด้วยได้เปล่า” เร็นหันไปถามเชนเสียงอ้อน

เชนยิ้มอย่างยอมแพ้ (ทำไมยอมง่ายจัง) “ได้สิถ้านายต้องการ”

เร็นยิ้มหวาน หอมแก้มชายหนุ่มเป็นรางวัล “นายน่ารักที่สุดเลย”

เชนยิ้มเขินๆแก้มเป็นสีระเรื่อขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนหวานใจของเขาจะไม่ค่อยเขินอายต่อหน้าคนอื่นแล้ว แต่ตัวเขานี่สิเวลาถูกจู่โจมแบบนี้ล่ะเป็นเขินทุกที แต่เป็นเฉพาะกับเร็นคนเดียวเท่านั้นนะ

“งั้นเดี๋ยววันนี้เราก็ไปเยี่ยมยูจังของนายเลยเป็นไง” เชนถามอย่างเอาใจ

“จริงนะ ไปสิไปเลย เย้…จะได้เจอยูจังแล้วดีใจจัง” เร็นร้องเหมือนเด็กๆได้ของเล่นถูกใจ

สี่คนที่เหลือหัวเราะกันเสียงดัง ไมล์ลุกขึ้นเพื่อไปเตรียมรถ คนอื่นๆต่างแยกย้ายกันไปหยิบเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาว อีกห้านาทีต่อมาก็มารวมตัวกันที่หน้าบ้าน เร็นยิ้มกว้างที่เห็นผ้าพันคอของเขาคล้องอยู่ที่คอเชน ไมล์ก็เลื่อนรถแลนด์โรเวอร์ขับเคลื่อนสี่ล้อมาจอดที่หน้ามุขพอดี

“เดี๋ยวชั้นขับเอง นายไปนั่งหลังแล้วกัน” เชนบอกเมื่อเดินมาถึงรถ

“ได้เลยเพื่อน” ไมล์ลงจากรถ โยนกุญแจให้เพื่อน เดินอ้อมไปเปิดประตูด้านข้างคนขับให้เร็น

เร็นเดินไปขึ้นรถพร้อมกับกล่าวขอบคุณ เรียวกับนาธานขึ้นรถเรียบร้อย ไมล์ก็โดดตามขึ้นรถไปทันที เชนขึ้นรถคาดเข็มขัดเรียบร้อย เขาก็เลื่อนรถออกจากบ้านไป เร็นส่งที่อยู่ที่แม่เขาให้มาให้ชายหนุ่ม

“แถวนี้เ