หัวข้อ : forbidden 7-9
ข้อความ : Chapter 7

หลังจากมื้อกลางวันผ่านไปอย่างเอร็ดอร่อย อยู่คุยกันต่ออีกพักใหญ่ๆ ทุกๆคนก็กลับไป แล้วตอนนี้เขาก็อยู่คนเดียว กับความเงียบที่คุ้นเคยเหมือนเดิม ยูอิจิเดินเข้าไปในห้องนอนแล้วเปิดคอมพิวเตอร์ก่อนจะนั่งลงที่หน้าโต๊ะแบบเนือยๆ เขาต่ออินเตอร์เนทเข้าไปที่เว็บที่เขาเปิดไว้เพื่อตอบปัญหา คลิ๊กดูบอร์ดแบบไม่ค่อยมีกะใจซักเท่าไหร่ เมื่อเห็นว่ามีคนเข้ามาที่บอร์ดแค่ไม่กี่คนเขาก็ออกไปแล้วเช็คเมล์แทน เขาตอบเมล์เพื่อนที่ส่งเข้ามาแล้วก็ออกไปอย่างหมดความสนใจต่างกับทุกๆที เขาปิดคอมพิวเตอร์แล้วเดินไปที่เครื่องเสียง หยิบซีดีของวง บอง โจวีแผ่นโปรดใส่เข้าเครื่องเล่น แล้วก็เดินไปล้มตัวลงนอนที่เตียงเหมือนคนหมดเรี่ยวหมดแรง

เรียวกับเร็นที่เขาพบในวันนี้นั้นเติบโตขึ้นมากจริงๆ เกือบเจ็ดปีที่ไม่ได้เจอกันไม่ได้ทำให้ความผูกพันของพวกเขาจืดจางไปเลย เขายังคงรู้สึกเหมือนกับที่เคยรู้สึกเมื่อเจ็ดปีก่อนที่เขาไปพักอยู่ที่บ้านของเร็นที่อังกฤษ เป็นช่วงที่เขาสนุกสนานที่สุด มีความสุขที่สุดก็ว่าได้ ช่วงเวลาสั้นๆแค่สามเดือนนั้นให้อะไรแก่เขามากมาย

แต่วันนี้เขาเกือบจะทำลายความสัมพันธ์กับทั้งสองคนไปซะแล้ว พอเห็นสิ่งที่พวกเขาแสดงออกต่อกัน เขาเองก็ตกใจมาก ความเจ็บปวดเก่าๆที่เขาคิดว่าฝังมันไปหมดแล้วก็กลับผุดขึ้นมาใหม่ มองภาพเร็นก็เหมือนมองตัวเองในอดีต ซื่อ บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา มองโลกในแง่ดี ‘จนเกินไป’ ตอนนี้เขารู้ซึ้งแล้ว ว่าคนเราสามารถสร้างความเจ็บปวดให้แก่คนอื่นได้มากแค่ไหน คนที่เขาคิดว่าเป็นคนที่เขารักนั้นกลับมาทรยศหักหลังเขาอย่างเจ็บปวดที่สุด หลังจากวันนั้นเขาก็หันหลังให้กับสิ่งที่เรียกว่าความรักโดยสิ้นเชิง

ถึงเขาจะไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังนอกจากคุณหมอที่รักษาเขาในตอนนั้น แต่เขาก็ตั้งใจว่าเขาจะต้องเล่าเรื่องของเขาให้เรียวกับเร็นฟัง เพื่อที่จะเตือนให้สองคนนั่นรู้ว่าอาจต้องเจอกับอะไรบ้าง แม้ว่าทั้งเชนและนาธานจะดูเป็นคนดีและรักสองคนนั่นมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ทั้งสองคนเจ็บปวดไม่ได้ และเขาก็รักน้องชายทั้งสองคนของเขาเหมือนกัน ความรัก...ใช่สินะ สิ่งที่เขาเห็นในวันนี้ สายตาที่พวกเขาใช้มองกันมันอ่อนโยนและแสดงออกถึงความรักอย่างแท้จริง ต่างกับสายตาของคนคนนั้น เพียงแต่ตอนนั้นเขากำลังหลงใหลได้ปลื้มและไร้ประสบการณ์อย่างสิ้นเชิงถึงได้มองเจตนาของคนคนนั้นไม่ออก

“สำหรับคุณความรักคืออะไร...” เสียงนาธานที่ถามเขายังก้องอยู่ในโสตประสาท

เขาไม่เคยหาเจอเลยจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ว่าความรักสำหรับเขาแล้วมันคืออะไรหรือว่าเขากลัวที่จะค้นหามันกันแน่ นอกจากนี้เขาก็คิดว่าไอ้เจ้าสิ่งที่ใครๆบอกว่าสวยงามที่เรียกว่าความรักเนี่ย มันได้ตายจากเขาไปแล้วตั้งแต่คืนนั้นเมื่อสองปีก่อน คืนที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปโดยสิ้นเชิง...

เกือบหกโมงเย็นแล้วตอนที่เขาลุกจากเตียง ยูอิจิเดินออกจากห้องไปที่ห้องครัวหยิบอาหารที่เร็นทำเผื่อให้เขาเมื่อกลางวันใส่เข้าไมรโครเวฟ แล้วยืนนึกถึงวันพรุ่งนี้ที่เขาจะไปพักที่บ้านของเชนและอยู่ที่นั่นจนกว่าพ่อของเขาจะกลับมาจากรัสเซีย ทั้งๆที่ช่วงคริสมาสต์และปีใหม่ทุกปีพ่อกับเขาจะอยู่ฉลองกันสองคนเสมอ โชคดีที่เรียวกับเร็นมาที่นี่ ช่วยให้ปีใหม่ของเขาปีนี้มีความหมายต่อเขามากกว่าทุกปีเลย

เสียงโทรศัพย์ดังกังวาลขัดจังหวะความคิดของเขา ยูอิจิรีบรับสายเพราะคิดว่าอาจจะเป็นพ่อของเขา แต่เสียงเพลงดังสนั่นที่ดังมาตามสายทำให้เขารู้ว่าไม่ใช่ “โทรมาทำไมทีเจ” เขาตะโกนแข่งกับเสียงเพลง

“อ้าวๆ ไหงถามงั้นล่ะเพื่อน ไม่คิดจะมาปาร์ตี้กับพวกเราเหรอยู” ทีเจตะเบงเสียงมาตามสาย

“ไม่ล่ะ นายก็อ่านเมล์ชั้นแล้วนี่ว่าชั้นจะหายตัวไปซักพัก” ยูอิจิตอบเพื่อนของเขา

“เฮ้ย!! นี่นายเอาจริงเหรอ แล้วจะไม่ให้เบอร์ติดต่อชั้นหน่อยเหรอ”

“ไม่ล่ะ มีอะไรก็ติดต่อชั้นทางเมล์ก็แล้วกัน”

“อะไรกันว๊า นายนี่ทำตัวลึกลับไปได้” ทีเจต่อว่าแบบไม่ค่อยจริงจังนัก “เอาเหอะ หวัดดีปีใหม่ล่วงหน้าแล้วกันนะเพื่อน แล้วเจอกันเมื่อนายกลับมา” ทีเจบอก

“เออ ขอบใจนะ นายก็เหมือนกัน” ยูอิจิหัวเราะแล้วก็ตัดสายไป

เขาเดินกลับมาที่ห้องครัวเอามื้อเย็นออกมา เดินมาที่ห้องนั่งเล่นเปิดทีวีแล้วนั่งลงกินอาหารที่เร็นทำให้อย่างชอบใจ พลางตั้งใจว่ากินเสร็จแล้วจะไปจัดกระเป๋าแล้วเข้านอนแต่หัวค่ำ นึกถึงเรื่องสนุกๆที่จะได้ทำร่วมกันกับเจ้าสองแฝดแล้ว เขาก็ยิ้มอย่างมาดหมายพลางเฝ้ารอวันพรุ่งนี้อย่างใจจดใจจ่อ…

“ย่าห์…” พลั่ก… สิ้นเสียงร้องสุดท้าย ไมล์ก็ทุ่มลูกน้องคนหนึ่งของพ่อเขาลงไปกองกับพื้น เขาลุกขึ้นแล้วดึงคู่ซ้อมยูโดของเขาขึ้นมาด้วย กรรมการยกมือให้ไมล์เป็นฝ่ายชนะ ทั้งสองทำความเคารพกัน แล้วไมล์ก็เดินกลับมาด้านข้างสนามที่พรรคพวกของเขานั่งรออยู่ ตอนนี้ทุกคนกำลังอยู่ที่โรงยิมที่อยู่ในบริเวณบ้านของเชน เป็นที่ที่เชน ไมล์และบรรดาบอดี้การ์ดใช้เป็นสถานที่ซ้อมศิลปะการป้องกันตัวทุกชนิด ส่วนชั้นใต้ดินเป็นสนามซ้อมยิงปืน

เชนโยนผ้าเช็ดเหงื่อให้เพื่อน โดนมีเร็นกับนาธานตบมือกันเปาะแปะ ไมล์ยิ้มเขินๆ “ขอบคุณครับเจ้าหญิง” เขาก้มหัวให้ทั้งสองคนอย่างมีเสน่ห์ แล้วนั่งลงข้างๆเชน ชายหนุ่มทั้งสองเลยหัวเราะกันคิกคัก

“ตาชั้นแล้วสิ” เชนพูดแล้วก็เดินออกไปที่สนาม

“ห้ามแพ้นะ” เร็นบอกเสียงหวาน

“ไม่เคยแพ้ต่างหาก” เชนหันมาขยิบตาให้หวานใจของเขา “อย่าลืมที่สัญญาไว้ล่ะ” แล้วก็เดินออกไป

เร็นเขินจนแก้มเป็นสีชมพู นึกถึงสิ่งที่เชนให้เขาสัญญาเมื่อตอนเย็น แก้มก็เปลี่ยนเป็นสีแดงทันที

“จะแดงทั้งตัวมั้ยเนี่ย” เสียงเรียวแซวอยู่ข้างๆ

บึ้กกกกก!!! เร็นหันไปทุบพี่ชายแก้เขิน

“โอ๊ย!!! มันเจ็บไม่ใช่เหรอ” เรียวร้องแล้วหัวเราะ

“สมน้ำหน้า” เร็นว่า แล้วหันไปสนใจที่สนามแทนเพราะเชนกับคู่ซ้อมของเขาเริ่มปะทะกันแล้ว

เชนอยู่ในชุดยูโดสีดำทั้งชุด สีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาแน่วแน่ตั้งสมาธิอยู่ที่คู่ต่อสู้ที่ตัวใหญ่กว่าเขาเกือบครึ่งเท่า พอกรรมการสับมือปั๊บ เชนก็คว้าเข้าที่สาบเสื้อด้านหน้าของคู่ต่อสู้อย่างรวดเร็ว พลิกตัวหันข้างดันสะโพกและขัดขาคู่ต่อสู้ ทุ่มเขาข้ามสะโพก ได้อิปโป้งไปอย่างสวยงาม

แปะๆๆๆๆๆๆๆ เร็นลุกขึ้นปรบมืออย่างลืมตัว แล้วเขาก็รู้สึกตัวรีบนั่งลงแล้วก้มหน้าหลบแก้มแดงๆของตัวเองงุด ทุกๆคนที่อยู่ในที่นั้นต่างก็อมยิ้มไปตามๆกัน เร็นเห็นว่ารอบๆตัวเขามีแต่ความเงียบ จึงเงยหน้าขึ้น

ดวงตาสีนิลประสานกับดวงตาสีเขียวที่มองตรงมาแววระยิบระยับที่อยู่ในนั้นเปี่ยมไปด้วยความรักและความอ่อนโยน เร็นยิ้มหวานก่อนจะหลบตาอย่างเขินอาย

เชนยิ้ม ก่อนจะหันไปสนใจกับการต่อสู้อีกครั้ง ยกที่สองนี้เขาใช้ความรวดเร็วไม่ได้ผลเพราะคู่ต่อสู้จับทางได้ซะแล้ว ยกนี้จึงเป็นการชิงจังหวะกันมากกว่า และในที่สุด เชนก็ปัดขาคู่ต่อสู้ได้

“ย่าห์…” แล้วเขาก็ทุ่มได้อิปโป้งอีกครั้ง เชนสปริงตัวลุกขึ้น ดึงมือคู่ซ้อมตามลุกตาม กรรมการสะบัดมือให้เชนชนะ สองคนคำนับกัน คู่ซ้อมของเชนพูดแซวเขาว่าชนะเพราะมีกำลังใจดี ซึ่งเชนก็ยิ้มรับ แล้วก็เดินยิ้มกริ่มกลับมา

“เยี่ยมมากเพื่อน” ไมล์เอ่ยชม ยกมือขึ้นตีมือกัน เชนกับเขานั้นไม่ค่อยแพ้ใครเพราะโดนฝึกหนักมาตั้งแต่เด็ก ที่มาซ้อมก็เหมือนเป็นการออกกำลังมากกว่า แล้วก็พบปะกับพวกบอดี้การ์ดที่คุ้มกันตัวเองอยู่ด้วย

“ขอบใจ” เขาบอกก่อนจะนั่งลงข้างๆเร็นที่แก้มยังไม่หายแดง ชายหนุ่มยิ้มอย่างเอ็นดูในความน่ารักของเร็น แล้วสะกิดแขนชายหนุ่ม เร็นช้อนสายตาขึ้นมองเขาตาแป๋ว เชนส่งผ้าขนหนูให้ “เช็ดให้ทีสิ”

“อะ...เอาจริงเหรอ” เร็นถาม ก็คนมันเขินนี่ คนอื่นมองอยู่ตั้งเยอะแยะ

“จริงดิ น่านะเดี๋ยวชั้นต้องเก็บแรงไว้สู้ต่ออีกนะ” เชนออดอ้อน จนรอบข้างเริ่มหมั่นไส้นิดๆ

“ก็ได้” เร็นรับผ้ามาคุกเข่าขึ้นข้างตัวเชน โปะผ้าลงบนใบหน้าของชายหนุ่ม “กะอีแค่เช็ดเหงื่อเนี่ยไม่เห็นจะเสียพลังงานตรงไหนเลย” เขาบ่นงึมงำ มือก็เช็ดไปตามใบหน้าของชายหนุ่มอย่างนุ่มนวล พอเช็ดเสร็จ เชนก็แบะสาบเสื้อออกให้เร็นเช็ดต่อ ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเมื่อเห็นแผงอกของเชน แก้มกลับร้อนซู่ขึ้นมาอีก ก็เขาเคยเห็นเวลาเชนถอดเสื้อที่ไหนล่ะ ถึงตอนนี้ไม่ได้ถอดแต่ก็ใกล้เคียงแล้วอ้ะ เอ่อ...กล้ามเนื้อสวยจัง ต่างกับเขาลิบลับ จนเร็นเผลอจ้องเป๋งไม่วางตา

เชนมองเร็นที่มองที่แผงอกของตนแล้วทำแก้มแดง ก็ยิ้มกว้างพยายามจะไม่หลุดหัวเราะออกมา เขาไม่ได้ตั้งใจแบบนี้ซักหน่อยไม่คิดว่าหนุ่มน้อยของเขาจะไร้เดียงสาปานนี้ เขาเลยค่อยๆดึงผ้าขนหนูออกจากมือเร็น ชายหนุ่มตวัดสายตาขึ้นสบกัน เชนยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วดึงเร็นให้นั่งลงข้างๆแล้วลูบผมยาวๆของเร็นเล่นไปมา

เร็นแก้มแดงเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ สัมผัสที่เส้นผมทำให้เขาอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ทำให้เขาโหยหาอยากได้มากกว่านั้น เร็นเอียงศีรษะพิงกับไหล่ชายหนุ่ม ซึ่งเชนก็โอบไหล่เขาเข้าไปชิดโดยอัตโนมัติ ณ เวลานั้นเหมือนกับคนรอบข้างเลือนหายไปเหลือแต่พวกเขาสองคนเท่านั้น…

หลังจากจากซ้อมเสร็จสิ้น ทั้งห้าคนก็กลับไปที่บ้านเพื่ออาบน้ำและกินอาหารเย็น ซึ่งวันนั้นก็มีเพียงพวกเขาเท่านั้น เพราะพวกพ่อของเขาต้องไปงานเลี้ยงของบริษัทลูกค้า

นาฬิกาตีบอกเวลาสามทุ่มพอดี ตอนที่ไมล์ปลีกตัวกลับไปที่ห้องของเขา เชนมองตามอย่างสนใจและคิดว่าคืนนี้เขาจะตามไปคุยกับเพื่อนสักหน่อย เรียวกับนาธานขอตัวไปดูทีวีที่ห้องนั่งเล่น เหลือเพียงเขากับหนุ่มน้อยหน้าหวานแต่เพียงลำพัง

“เร็น...” ชายหนุ่มเรียกเสียงอ่อนโยน เร็นมองเขาเหมือนจะถามว่า ‘อะไร’

“มานี่สิ” เขาบอก เร็นยิ้มแล้วก็เดินมาตรงที่เชนนั่งอยู่ เมื่อเขาดินมาใกล้พอ เชนก็ดึงให้เขานั่งลงด้านหน้าตัวเองที่โซฟา โอบเอวเร็นไว้ทำให้แผ่นหลังของเร็นแนบชิดกับหน้าอกของเขา แล้วกอดเร็นไว้แบบนั้น

ก่อนจะก้มหน้าลงจูบที่ต้นคอด้านหลังของชายหนุ่มเบาๆ เร็นเอี้ยวคอมาสบตาชายหนุ่มอย่างแปลกใจนิดๆ

“มีอะไรเหรอ” เร็นถาม ยกมือขึ้นลูบไล้ท้ายทอยของชายหนุ่มเบาๆ

เชนส่ายหน้าพลางซบหน้าลงกับซอกคอหอมกลิ่นสบู่อ่อนๆของเร็นอย่างมีความสุข เนิ่นนานเหลือเกินที่เขาอยากกอดเร็นไว้แบบนี้ เขาอยากขอให้เวลาหยุดลงตรงนี้เสียเลย เขากับเร็นจะได้อยู่ด้วยกันแบบนี้ตลอดไป

“อยากอยู่กับนายแบบนี้ตลอดไปเลย” เขาบ่นงึมงำ

เร็นได้ยินเข้าก็หัวเราะคิกคัก “ชั้นก็เหมือนกันแหละ แต่เราก็ทำไม่ได้ใช่ม๊า”

“ใช่” เชนตอบแล้วเงยหน้าขึ้น “บอกชั้นหน่อยสิ ว่าความฝันของนายตอนนี้คืออะไร”

‘ก็ได้อยู่กับนายไง’ เร็นตอบในใจ แต่ท่าทางเชนจริงจังเหลือเกินคงอยากถามเขาเรื่องอนาคตมากกว่า “ชั้นก็ยังอยากเป็นนักเขียนอยู่นะ ชั้นอยากเรียนทางด้านวรรณกรรมน่ะ”

“อืม…แล้วมองหาที่เรียนไว้ยัง”

“ก็มองๆอยู่นะแต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจหรอก”

“ชั้นกำลังคิดอยู่นะเร็น จำที่ชั้นเคยบอกนายได้มั้ยว่าอยากให้นายมาเรียนต่อที่นี่น่ะ”

“อื้อ จำได้สิ”

“นายอยากมารึเปล่า” เชนถามเสียงไม่มั่นคง

เร็นพลิกตัวกลับมาในอ้อมแขนของเชน “ทำไมถามอย่างนี้ล่ะ” เร็นถามกลับอย่างไม่เข้าใจ

“ก็ตอนที่ชั้นเห็นนายในสวนน่ะ ชั้นดีใจมากเลย ไอ้ความคิดที่ว่านี่มันก็แวบเข้ามาในสมองชั้น แต่ตอนนี้หลังจากชั้นมาคิดดีๆแล้ว นั่นเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัวมากๆเลยล่ะ” เชนถอนใจ “ชั้นเอาแต่ความคิดตัวเองเป็นใหญ่โดยไม่ถามนายก่อน ชั้นจะดึงนายมาจากครอบครัวของนายได้ไงกัน ไหนนายยังต้องจากเรียวมาอีกด้วย ชั้นอาจจะเข้าข้างตัวเองก็ได้ที่คิดว่านายจะมีความสุขที่อยู่กับชั้น แต่นายอาจจะเสียใจที่…”

เชนพูดไม่ทันจบ เร็นก็จูบประทับปิดปากเขาเสียก่อน เร็นถอนริมฝีปากช้าๆ สบตาเชนอย่างอ่อนหวาน นี่คือคนที่คิดถึงความสุขของเขาก่อนตัวเอง นี่แหละคือคนที่เขารักมากมาย และนี่แหละคือคนที่เขาสามารถฝากชีวิตเอาไว้ในอ้อมกอดที่แข็งแกร่งแต่อบอุ่นนี้ได้ น้ำตาคลอหน่วยตาด้วยความตื้นตัน “ชั้นมีความสุขที่ได้อยู่กับนาย จริงอยู่ที่ชั้นจะต้องอยู่ห่างจากครอบครัว จากเรียว แต่ชั้นก็ไม่เสียใจหรอก ถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างกันแค่ไหนชั้นก็รู้เสมอว่าครอบครัวของชั้นรักและเป็นห่วงชั้นอยู่ และชั้นก็เช่นกัน และความรักนั้นมันก็เผื่อแผ่ไปยังคนที่ชั้นรักด้วย ก็คือนายยังไงล่ะ”

เชนยิ้มจูบซับน้ำตาแห่งความดีใจให้อย่างอ่อนโยน เขาเงยหน้าขึ้นจ้องเข้าไปในดวงตาสีดำลึกล้ำดุจราตรีของเร็น “ชั้นรักนาย นางฟ้าของชั้น”

“ชั้นก็รักนาย” เร็นตอบอย่างอ่อนหวาน

เชนก้มลงประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากสีกุหลาบที่รอรับอยู่อย่างเต็มใจ บดเบียดอย่างร้อนแรงเหมือนกับต้องการให้เร็นรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจเขา ปลายลิ้นแทรกลึกเข้าเสาะหาความหวานล้ำ ตวัดเกี่ยวพันกับปลายลิ้นเล็กๆที่ตอบสนองเขาอย่างร้อนแรงเท่าเทียมกัน มือหนึ่งประคองใบหน้าอีกมือสอดแทรกเข้าไปลูบไล้แผ่นหลังบอบบางอย่างอ่อนโยน เอนหลังร่างบางลงที่โซฟาที่นั่งอยู่โดยริมฝีปากไม่คลาดไปจากกัน เร็นโอบแขนกอดเขาไว้แน่น ร่างกายของพวกเขาทาบทับกับตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เชนสอดมือเข้าด้านหน้าลูบไล้หน้าอกนุ่มเนียนมืออย่างหลงใหล ลากริมฝีปากสู่พวงแก้มและลำคอกลมกลึง

“เชน…เชน” เร็นครางเบาๆเป็นชื่อของเขา ยิ่งเป็นการกระตุ้นเร้าเขามากขึ้น เชนอยากจะรอ แต่ความรู้สึกของเขาตอนนี้นั้นไม่อาจรอได้อีกต่อไปแล้ว

“เร็น…” เขาเงยหน้าขึ้นจากซอกคอหอมกรุ่น สบตาสีดำล้ำลึกที่เต็มไปด้วยความปรารถนาที่เขาปลุกเร้าขึ้น “ขอชั้นเถอะนะ ชั้นต้องการนายจนแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว”

แววตาของเชนเต็มไปด้วยความรักและความปรารถนาบริสุทธิ์ที่เปล่งประกายราวกับเปลวไฟสีเขียวที่กำลังลุกโลดอยู่ เร็นยกมือขึ้นลูบไล้แก้มของชายหนุ่มเบาๆ “ชั้นจะเป็นของนายทั้งตอนนี้และตลอดไป”

เชนยิ้มแล้วลุกขึ้นยืน อุ้มเร็นขึ้นมาแล้วขึ้นบันไดด้วยความเร็วปานพายุ เร็นช่วยเปิดประตูห้อง เชนก้าวเข้าไปแล้วเตะประตูให้ปิดลง ก่อนจะวางเร็นให้ยืนที่ข้างเตียง เขาเดินไปเปิดโคมตรงหัวเตียงทำให้แสงสีนวลเรืองรองสาดแสงขึ้นสลัวๆ เชนเดินกลับมายกมือของเร็นขึ้นจรดริมฝีปาก เร็นหลบตาอย่างเขินอาย ชายหนุ่มค่อยๆดึงเสื้อสเว็ตเตอร์ของเร็นขึ้นช้าๆ เร็นยกมือขึ้นเพื่อให้เชนถอดเสื้อของเขาออกไป เชนเชยคางเร็นขึ้นให้สบตาเขา ชายหนุ่มทั้งสองต่างถ่ายทอดความรักและความปรารถไปสู่กันและกันโดยที่ไม่ต้องพูดเลย

เร็นดึงเสื้อของเชนขึ้นบ้างชายหนุ่มเลยช่วยดึงเสื้อตัวเองออก กล้ามเนื้อสวยงามที่เร็นเห็นเมื่อตอนเย็น ปรากฏขึ้นเต็มตา เร็นไล่สายตาไปตั้งแต่กล้ามเนื้อที่หน้าอก ไปสู่กล้ามเนื้อหน้าท้องแบนเรียบ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องเข้าไปในดวงตาสีเขียวที่มีแววหัวเราะ

“ชอบสิ่งที่นายเห็นมั้ย” เขาถามอย่างหยอกเย้า

“ชอบสิ” เร็นตอบพลางยิ้มหวาน ก่อนจะไล่ปลายนิ้วไปตามลอนกล้ามเนื้อสวยงามนั่น

เชนสูดหายใจเข้าลึก กล้ามเนื้อเกร็งรับสัมผัสจากชายหนุ่ม เขายิ้มเครียด “มานี่เถอะ ก่อนที่ชั้นจะทนไม่ไหวไปยิ่งกว่านี้” เขาบอก ดึงผ้าห่มออกแล้วจูงมือเร็นให้นั่งที่ริมเตียง

เขาคุกเข่าลงด้านหน้าดันขาเร็นให้แยกออก ก่อนจะแทรกตัวเข้าตรงกลาง เร็นหน้าแดง แต่ก็กอดคอเชนไว้อย่างใจกล้า เชนก้มลงแนบริมฝีปากเข้ากับริมฝีปากสีกุหลาบอีกครั้ง โอบกอดเร็นมาแนบชิดเต็มอ้อมแขน ลิ้นที่เชี่ยวชาญแทรกลึกชิมความหวานปานน้ำผึ้งจากปลายลิ้นอีกฝ่าย เร็นครางเบาๆในคอ กระแสความร้อนวูบวาบแผ่ซ่านจากริมฝีปากลงสู่ท้องน้อย ร่างกายกระตุกเกร็งไปตามแรงสัมผัสของชายหนุ่มที่ลูบไล้ไปทั่วตัว

เชนลากริมฝีปาก ระเรื่อยลงสู่ลำคอ เร็นเงยหน้าขึ้นเพื่อให้ชายหนุ่มสัมผัสเขามากขึ้น เชนลากลิ้นมาตามแนวกึ่งกลางหน้าอกเนียนนุ่ม ฝากรอยแดงเล็กๆไว้หลายรอย ก่อนจะฉกลิ้นไปที่ยอดอกสีชมพูยั่วใจซ้ายขวาสลับกัน เร็นครางอือสะดุ้งทุกครั้งที่เชนดูดดึงที่ยอดอก เร็นค่อยๆเอนหลังลงกับเตียงด้วยเพราะเรี่ยวแรงของเขาเหือดหายไปหมดจนไม่อาจทรงตัวอยู่ได้ เชนยิ้มในหน้า จุมพิตต่ำลงมาตามหน้าท้อง ไล้ลิ้นที่สะดือเล็กๆจนเร็นเรียกชื่อเขาเสียงสั่น “เชน…อา…เชน”

มือของเชนปลดกระดุมกางเกงยีนส์ของร่างบาง แล้วค่อยๆถอดมันออกไปพร้อมกับตัวที่อยู่ข้างใน ตอนนี้เร็นทอดร่างขาวนวลเนียนอยู่หน้าเขาไร้สิ่งใดปกปิดร่างกาย เชนจ้องมองความงดงามนั้นอย่างหลงใหล

“นายสวยเหลือเกินเร็น…” เขาเอ่ยเสียงสั่นพร่า ค่อยๆกอบกุมส่วนบอบบางของร่างกายเร็นอย่างแผ่วเบา ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก ชันข้อศอกขึ้นเบิกตากว้างมองเชนอย่างตกใจ

“เชน…นายจะทำอะไรน่ะ ชั้นรู้สึก….” เขาสูดหายใจลึกเมื่อเชนขยับมือขึ้นลงช้าๆ “อ่ะ…เชน ชั้นรู้สึกแปลกๆ อา…” เร็นหงายศีรษะไปด้านหลังเมื่อเชนเค้นคลึงหนักมือขึ้น

“ดีมั้ยเร็น นายรู้สึกดีใช่มั้ย ชั้นจะช่วยให้นายรู้สึกดีกว่านี้อีกนะ” เชนพูดจบก็ก้มลงครอบครองแก่นกายของเร็นไว้ในปากของเขา เร็นกระตุกร่างอย่างเสียวซ่านไปทั้งตัว เขาร้องเรียกชื่อชายหนุ่มดังลั่น ลมหายใจหอบกระชั้น กับความสุขที่เชนปลุกเร้า ปลายลิ้นและอุ้งปากอบอุ่นของเชนกำลังปลุกเอาอารมณ์ ความรู้สึกของเขาให้กระเจิดกระเจิง เร็นรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอย ลิ้นแสนชำนาญของเชนเหมือนฉุดกระชากเขาให้ลอยขึ้น สูงขึ้น

“เชน…อ๊า….ชั้นไม่ไหวแล้ว…เชน…” เร็นร่ำร้องหาการปลดปล่อยโดยไม่รู้ตัว แต่เชนนั้นรู้ดี ทั้งปลายลิ้นและมือของเขากลับเร่งจังหวะให้หนักหน่วงขึ้น เร็วขึ้นเพื่อช่วยให้เร็นถึงจุดปลดปล่อย

การเร่งจังหวะของเชนมาพร้อมกับความรู้สึกที่เร็นไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต ความเสียวกระสันก่อตัวขึ้นที่ท้องน้อยของเขา ก่อนจะแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง เร็นบิดตัวส่ายไปมากับความทรมานอันแสนหวานล้ำ แล้วเขาก็กระตุกร่างแอ่นโค้งเมื่อร่างกายของเขาระเบิดออกเป็นการปลดปล่อยที่แสนงดงาม

เชนถอนริมฝีปากออกช้าๆมองเร็นที่ทอดร่างระทดระทวยอย่างหมดแรง หอบหายใจหนักหน่วงด้วยความสุขสมที่ปลดปล่อยออกมา ผิวขาวๆของเร็นตอนนี้เป็นสีชมพูเรื่อๆไปทั้งตัว เชนลุกขึ้นยืนถอดเสื้อผ้าที่เหลือของตัวเองออกจนหมด ก่อนจะก้มลงฉุดร่างเล็กให้ลุกขึ้น เร็นสะดุ้งเฮือกเมื่อเชนกอดเขาเอาไว้ ร่างลุกโลดของเชนกระทบกับต้นขาของเขาจนรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่ง เร็นอายจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นได้แต่ซบอยู่กับอกของเชนอย่างหมดแรง

“ดูสิว่านายทำอะไรกับชั้น” เชนเอ่ยปนหัวเราะ ก่อนจะอุ้มเร็นขึ้นในอ้อมแขนแล้ววางเขาอย่างนุ่มนวลลงที่กลางเตียง แล้วทาบทับร่างแข็งแกร่งของตัวเองตามลงไป เขาลูบผมยาวๆของเร็นให้พ้นจากใบหน้าชื้นเหงื่อที่แดงกล่ำอย่างอ่อนโยน เร็นสบตาเขาแล้วรั้งท้ายทอยชายหนุ่มลงมา เชนยิ้มทาบริมฝีปากต้อนรับลิ้นเล็กๆของเร็นที่แทรกเข้าไปในปากของเขาบ้าง เขารั้งตัวเร็นขึ้นจนทั้งสองแนบชิดกันจนแทบไม่มีช่องว่าง มือของเชนเริ่มต้นสำรวจเนื้อตัวของเร็นอีกครั้ง ไล่จากแผ่นหลังบอบบางไปถึงสะโพกกลมกลึง แทรกลงไปที่ช่องทางคับแคบทางเบื้องหลัง เร็นสะดุ้งกับความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคย เขาผละริมฝีปากออก หายใจถี่กระชั้น มือหนึ่งของเชนยังคงลูบไล้แผ่วเบาไปตามรอยแยกของสะโพกทางด้านหลัง ขาข้างหนึ่งแทรกเข้าระหว่างขาดันให้มาพาดอยู่บนต้นขาของเขา มืออีกข้างกอบกุมแก่นกายที่กำลังตื่นตัวของร่างเล็กไว้อีกครั้ง

“เชน...นายกำลัง....จะฆ่าชั้น...อา...ทั้งเป็น...” เร็นครางเสียงสั่น กดหน้าลงกับไหล่ของเชนเพื่อกลั้นเสียงครางกระเส่า เชนยิ้มน้อยๆ ก้มลงเลียไล้ใบหูและขบเล่นเบาๆ เร็นกระตุกเฮือกพร้อมกับครางอืออยู่กับไหล่เขา

“นายก็สัมผัสชั้นบ้างสิ...เร็น...” เขาบอกเสียงพร่าอย่างควบคุมตัว

เร็นเงยหน้าขึ้นดวงตาขุ่นมัวด้วยแรงปรารถนา “สัมผัสนาย...แบบนี้เหรอ...” เขาถามพลางเอื้อมมือไปแตะที่ปลายแข็งแกร่งเบื้องล่างเบาๆอย่างกล้าๆกลัวๆ เชนกระตุกเยือกจนต้องกัดฟันกรอดกับความสุขสมเมื่อมือนุ่มๆของเร็นแตะต้องเขา เร็นยิ้ม รู้สึกมีอำนาจเล็กๆอยู่ในมือ เริ่มลูบไล้แก่นกายแข็งแกร่งของเชนแบบเดียวกับที่เชนเคยทำกับเขา ชายหนุ่มหลับตา แหงนศีรษะ หอบหายใจอย่างหนักหน่วง เร็นเหมือนได้ใจ เขาขยับมือเร็วขึ้นแรงขึ้น จนเชนรู้สึกราวกับจะระเบิดออกในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง

“เร็น...พอแล้ว...พอ...” เชนจับมือเร็นที่กำลังขยับออกจากตัวเขา ก่อนจะพลิกตัวคร่อมทับชายหนุ่มไว้กดข้อมือของเร็นไว้กับเตียง ก้มลงมองใบหน้าสวยหวานที่กำลังยิ้มน้อยๆ ท่าทางเร็นตอนนี้เหมือนลูกแมวที่ได้รับการลูบไล้ที่พึงพอใจ “นายรู้แล้วใช่มั้ยว่าจะทำให้ชั้นแทบบ้าได้ยังไงฮึ”

“รู้แล้ว...ถ้านายปล่อยมือชั้นนะ ชั้นก็จะได้ทำต่อไง” เร็นตอบพลางเลียริมฝีปากอย่างยั่วเย้า

เชนมองปลายลิ้นสีชมพูเล็กๆนั้น แล้วก็รู้สึกแทบทนไม่ได้ อยากให้มันไล้อยู่บน.... ไม่...ไม่ใช่วันนี้ เอาไว้เขาจะค่อยๆสอนหนุ่มน้อยของเขาครั้งหน้าดีกว่า เชนคิดในใจ แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ “ไม่ใช่วันนี้ นางฟ้าที่รักของชั้น ตอนนี้ถึงเวลาที่เราจะมีความสุขร่วมกันแล้ว” พูดจบเชนก็ปล่อยมือเร็น ก่อนจะคุกเข่าที่หว่างขาของร่างบางแล้วช้อนหัวเข่าของเขาขึ้นให้จุดอ่อนไหวของเร็นเปิดเปลือยต่อสายตาของเขา ยังไม่ทันที่เร็นจะร้องท้วง เชนก็ก้มลงเลียไล้ช่องทางคับแคบด้านหลังให้มันชื้นลื่นเพื่อที่หวานใจของเขาจะได้ไม่เจ็บจนเกินไปเมื่อเขาสอดแทรกเข้าไป เร็นร้องแทบไม่เป็นภาษาเมื่อโดนสัมผัสแบบนี้

“อา...เชนอย่า...อย่า...” เขาร้องห้ามพยายามบิดตัวหนีแต่เชนก็ล็อคไว้แน่นหนา เขาถอนริมฝีปากออกค่อยแทรกนิ้วเข้าไปเพื่อนำทาง เร็นทั้งครางทั้งหอบ สองมือจิกหมอนไว้แน่น ทั้งอึดอัดทั้งสุขสันต์ระคนกัน

เชนถอนนิ้วออก ก่อนจะกดดันร่างของเขาเข้าสู่ร่างของเร็น “อย่าเกร็งนะคนดี ชั้นไม่อยากให้นายเจ็บ” เชนบอกเบาๆอย่างปลอบประโลม เร็นสะดุ้งด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้น เชนเพิ่มแรงกดเข้าไปเมื่อร่างของเขาค่อยสอดแทรกเข้าไปทีละน้อย ความเจ็บปวดผสานกับความสุขที่เร็นได้รับ ทำให้เขาสะอื้นฮักน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว อ้าปากหอบหายใจเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดทางเบื้องล่าง

ช่องทางคับแคบของเร็นรัดเขาจนแน่นไปหมด เชนรู้สึกว่าเขาใกล้ถึงขีดสุดของความอดทนแล้ว แต่เขาก็พยายามควบคุมมันไว้เพื่อคนรัก ต่างคนต่างหอบหายใจหนักหน่วง แล้วเชนก็ทนไม่ไหวเขากดดันความเป็นชายของเขาเข้าไปจนสุดด้วยแรงเต็มที่เพียงครั้งเดียว เร็นร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดที่เบื้องล่างแทบขาดใจ เขาเกร็งไปทั้งตัว จิกหมอนจนแทบขาดติดมือ เชนพยายามอยู่นิ่งที่สุดเพื่อให้เร็นได้ปรับตัว เขาก้มลงจูบซับน้ำตาให้ชายหนุ่มเบาๆ พลางพึมพำบอกคำรักที่ข้างหูจนเร็นเริ่มผ่อนคลายอาการเกร็งลง เชนระดมจูบไปทั่วใบหน้าของเร็นก่อนจะหยุดที่ริมฝีปากที่บวมแดงเพราะรสจุมพิตของเขาอย่างดูดดื่มเร่าร้อน เรียกร้องการตอบสนองจากเร็นอีกครั้ง เมื่อรู้สึกว่าร่างเล็กเริ่มเร่าร้อนขึ้นมาใหม่ เชนก็จับสองแขนของเร็นให้โอบไปรอบตัวเขา แขนสองข้างของเขาท้าวลงไปที่เตียง แล้วเขาก็เริ่มขยับเข้าออกทีละน้อยเพราะกลัวว่าเร็นจะเจ็บมากไปกว่านี้ เร็นกัดฟันแน่นตอบรับความรู้สึกแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นเมื่อเชนขยับตัว ความเจ็บปวดยังคงอยู่แต่ค่อยๆลดน้อยลง ความสุขสมเสียวซ่านเริ่มก่อตัวขึ้นแทนที่ เร็นเริ่มขยับร่างโต้ตอบกับจังหวะรุกเร้าของเชน เสียงคราง เสียงหอบหายใจ ดังสอดประสานกันอย่างกลมกลืน ต่างฝ่ายต่างรุกและรับ แบ่งปันความสุขที่เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม จังหวะสอดประสานกายเริ่มรุนแรงหน่วงหนัก เร็นเผลอจิกนิ้วไปที่แผ่นหลังของชายหนุ่มอย่างแรง แต่เชนกลับไม่รับรู้ถึงความเจ็บแปลบที่เกิดขึ้น ทั้งสองต่างถูกพัดอยู่ท่ามกลางพายุแห่งความหฤหรรษ์ที่อ่อนหวานลึกล้ำ ล่องลอยสูงขึ้น สูงขึ้นจนกระทั่งความสุขแสนหวานนั้นแตกกระจายออกเหมือนดอกไม้ไฟดวงใหญ่

เชนร้องเรียกชื่อเร็นดังลั่นห้อง ก่อนจะปลดปล่อยเข้าสู่ภายในอันอบอุ่นรัดรึงของเร็น พร้อมกันกับที่เร็น ครางชื่อของเชนออกมาแล้วระเบิดความสุขสมออกมาอีกครั้ง จนเปรอะเปื้อนเต็มหน้าท้องของทั้งตัวเขาและชายหนุ่ม

เชนหอบหายใจหนักหน่วงรู้สึกราวกับนั่งรถไฟเหาะตีลังกาสิบรอบรวด ในหัวของเขาไม่รับรู้สิ่งใดเลยนอกจากความสุขสมที่ได้รับจากร่างบางที่เขากอดไว้แน่นในยามนี้ ร่างของเร็นผ่อนคลายลงแนบเขา กอดรัดแผ่นหลังของชายหนุ่มอย่างไม่ยอมปล่อย เชนรู้สึกตัวก่อน พรมจูบที่หน้าผากชื้นเหงื่อของเร็นอย่างแสนรัก เร็นค่อยๆลืมตาขึ้น จ้องเข้าไปในดวงตาสีเขียวที่มองเขาด้วยแววเร่าร้อนจนเขาแทบละลาย

“เป็นไงบ้าง...” เชนยิ้มแล้วถามเมื่อหาเสียงของตัวเองเจอ

เร็นส่ายหน้าช้าๆ ยังพูดไม่ออกกับความสุขแสนหวานที่ได้รับ เชนหัวเราะก้มลงจูบชายหนุ่มเบาๆทีนึง “ลุกไหวมั้ย...เดี๋ยวเราไปล้างเนื้อล้างตัวแล้วเข้านอนกันนะ” เชนบอกพร้อมกับคลายอ้อมแขน ค่อยๆถอนตัวออกช้าๆ เร็นสะดุ้งแล้วครางเบาๆรู้สึกเจ็บแปลบที่เบื้องล่างจนน้ำตาซึม

เชนลุกขึ้นแล้วเอาผ้าห่มคลุมร่างให้เร็น ยกมือของเขาขึ้นมาจุมพิตที่หลังมือเบาๆอย่างอ่อนหวาน “อยู่นี่นะ เดี๋ยวชั้นมา” เขาบอกแล้วก็เดินไปเก็บเสื้อผ้าที่โดนถอดทิ้งอย่างไม่สนใจ เอาเข้าไปไว้ในห้องน้ำด้วย

เร็นนอนมองร่างเปลือยของเชนที่กำลังเก็บของอย่างชื่นชม ร่างกายของเชนงดงามไปด้วยกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกาย ผิวคล้ำแดดเรียบตึงไม่มีไขมันส่วนเกินแม้แต่นิดเดียว เอวสอบเพรียว เวลาใส่เสื้อผ้าเชนก็ดูทั้งหล่อทั้งเท่อย่าบอกใคร แต่เวลาที่ไม่มีเสื้อผ้าติดตัวแบบนี้เขาก็ดูสวยจนจิตรกรน่าจะเอาไปเป็นแบบ

แต่ไม่เอาหรอก!! เรื่องอะไรจะยอมให้คนอื่นมาเห็นเชนแบบที่เขาได้เห็นแบบนี้ เชนเป็นของเขา ของเขาคนเดียวเท่านั้น เร็นคิดด้วยความหวนแหนที่พุ่งจี๊ดขึ้นมา เลยทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างไม่รู้ตัว

“เป็นอะไรไปอีกล่ะ ถึงคิ้วผูกโบว์แบบนี้ หือ” เชนที่กลับมาในชุดคลุมอาบน้ำ ถามเบาๆพลางเอานิ้วมาลูบที่หัวคิ้วของเร็นไปมา

เร็นช้อนสายตามองร่างสูง พลางลุกขึ้น “ไม่มีอะ...อู๊ย!!....” เขาร้องแล้วทรุดลงนอนอย่างเดิม

“อยู่เฉยๆก่อนสิ เจ็บมากรึเปล่า” เชนประคองร่างบางขึ้น แล้วถามอย่างเป็นห่วง

“เจ็บนิดเดียวเอง แต่มันไม่ชินน่ะ” เร็นบอกเสียงอ่อย

เชนยิ้มกริ่ม “เอาน่า เดี๋ยวอีกหน่อยก็ชิน”

“บ้า!!!” เร็นร้องว่าหน้าแดงแปร๊ด พลางทุบแขนชายหนุ่มด้วยความเขิน

เชนหัวเราะ อุ้มร่างบางขึ้นพาเดินไปที่ห้องน้ำ แล้วหย่อนตัวเร็นลงไปในอ่างอาบน้ำที่รองน้ำอุ่นเอาไว้ “เฮ้อ!! สบายจัง” เร็นร้องเมื่อแช่ลงในน้ำอุ่นได้พักนึง

“ดีขึ้นมั้ย” เชนถามยิ้มๆมาจากขอบอ่าง

เร็นพยักหน้าหงึกๆ “ลงมาด้วยมั้ย” เขาถามเขินๆ

“ได้เหรอ” เชนถามอีก พอเร็นพยักหน้า เขาก็ลุกขึ้นถอดเสื้อคลุมออก เร็นกระเถิบไปข้างหน้า ให้เชนหย่อนตัวลงมาได้ พอเชนนั่งลงชันขาขึ้น เขาก็ดึงเร็นมาให้ชายหนุ่มนั่งพิงกับอกกว้างของตัวเอง เร็นหัวเราะคิกคัก ซบลงกับซอกไหล่ของเชนอย่างมีความสุข เชนโอบกอดคนรักตัวน้อยของเขาไว้อย่างหวงแหน เมื่อก่อนเขาก็รู้สึกหวงเร็นมากอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้ความรู้สึกเป็นเจ้าของเร็นยิ่งพุ่งสูงจนทะลุปรอทไปแล้วล่ะมั้ง แล้วหวานใจของเขาจะรู้ใจเขามั่งมั้ยเนี่ย

ชายหนุ่มทั้งสองนั่งกอดกันแช่น้ำอุ่นจนน้ำเริ่มจะเย็นถึงได้ลุกขึ้น ระหว่างที่เร็นเช็ดตัว เชนก็ไปเอาชุดนอนของตัวเองมาให้เร็นใส่ ซึ่งเร็นต้องพับแขนพับขาขึ้นหลายทบกว่าจะใส่ได้พอดี ส่วนเชนใส่แค่กางเกงบอกซ์เซอร์ตัวเดียว พอเร็นถามเชนก็บอกว่าปกติเวลานอนเขาไม่ใส่อะไรเลย เร็นอายหน้าแดงแล้ววิ่งไล่ทุบชายหนุ่มไปทั่วห้องเมื่อเชนบอกอีกทีว่าเขาล้อเล่น วิ่งไล่กันจนเหนื่อยเชนก็หันกลับมาอุ้มเร็นไปโยนไว้ที่กลางเตียง แล้วดึงผ้าห่มมาห่มให้ชายหนุ่มอย่างอ่อนโยน เร็นมองอย่างแปลกใจว่าทำไมเชนยังไม่ลงมานอน

“ยังไม่นอนเหรอ” เร็นถามอย่างสงสัย

“นายนอนไปก่อนนะ เดี๋ยวชั้นจะไปหาไมล์หน่อย” เชนบอก แล้วลุกขึ้นไปหยิบเสื้อยืดมาใส่

เร็นเห็นรอยแผลเป็นที่แผ่นหลังชายหนุ่มแว่บหนึ่งกับรอยแดงๆเป็นริ้วๆโดยฝีมือของเขาเอง เขาอยากถามเกี่ยวกับที่มาของแผลแต่ก็เก็บเอาไว้ก่อน “ต้องไปตอนนี้ด้วยเหรอ” เขาถามเสียงอ้อน

เชนยิ้ม เดินมานั่งที่เตียงแล้วก้มลงจูบหน้าผากเนียนเบาๆ “ไปไม่นานหรอก ก็เรื่องที่จะไปรับยูจังวันพรุ่งนี้ไง” เชนลูบผมของเร็นเล่น “ชั้นจะให้ไมล์ไปรับยูจังคนเดียว ส่วนนายก็ต้องพักเพราะคืนนี้หักโหมมากไปหน่อยนึง” เขาพูดแล้ว กระโดดหนีมือของเร็นที่เหวี่ยงมาไปได้อย่างหวุดหวิด เชนมองใบหน้าแดงๆที่ทำแก้มป่องแบบงอนๆของเร็นแล้วหัวเราะอย่างเอ็นดู “อย่าเพิ่งรีบหลับซะก่อนนะจ๊ะ” เขาบอกพร้อมกับส่งจูบให้ ก่อนจะออกจากห้องไป

ไมล์ละสายตาจากงานที่ทำอยู่ พลางมองไปที่ประตูอย่างสงสัยว่าใครมาเคาะประตูหน้าห้องของเขา ชายหนุ่มลุกไปเปิดประตู รู้สึกแปลกใจหน่อยๆที่เป็นเชน

“ยังไม่นอนใช่มั้ย” เชนถามทั้งๆที่เห็นว่าเพื่อนใส่แว่นป้องกันดวงตา

“ถามอย่างกับไม่รู้แนะ” ไมล์แกล้งว่า แล้วเดินกลับมาที่โต๊ะทำงาน เชนหัวเราะแล้วเดินตามเข้ามา

“ทำอะไรอยู่” เชนถาม มองไปที่อุปกรณ์อันเล็กๆขนาดเท่ากระดุมเม็ดเล็กหลายอันที่วางอยู่บนโต๊ะ

“สัญญาณติดตามตัวขนาดเล็กพร้อมลำโพงในตัว ส่งคลื่นได้ไกลหนึ่งกิโลเมตรโดยรอบ” ไมล์บอก

“ไอ้ที่นายให้ชั้นเอาไปใช้เมื่อเดือนที่แล้วอ่ะนะ นี่ย่อส่วนลงมาได้แล้วเหรอ” เชนบอกทึ่งๆ ก็เมื่อเดือนที่แล้ว อันที่ไมล์ให้เขาทดลองใช้ยังมีขนาดใหญ่เท่าฝาน้ำอัดลมได้

“อันนี้รุ่นที่สามแล้ว พอดีคุณลีน่าให้ชั้นเอาชิพที่เธอทำไว้มาใช้ได้ ก็เลยย่อส่วนเหลือเท่านี้แหละ” ไมล์ชี้แจงไปมือก็ทำงานไป

“นายนี่มันอัจฉริยะด้านการประดิษฐ์จริงๆว่ะ” เชนเอ่ยชม

“ขอบใจเพื่อนรัก เดี๋ยวเสร็จแล้วพวกนายทุกคนได้ใช้แน่ๆ” ไมล์หัวเราะ “แล้วนายมาหาชั้นเนี่ยมีอะไรงั้นเหรอ” เขาถามต่ออย่างรู้ทัน

“พรุ่งนี้นายคงต้องไปรับยูจังคนเดียวแล้วล่ะ” เชนบอก

ไมล์วางมือจากงานหันมามองเพื่อนเขาอย่างค้นคว้า มีแววรู้ทันในดวงตาสีฟ้า “แล้วนายกับเร็นล่ะ”

เชนหน้าเป็นสีระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย “เอ่อ...ชั้นกับเร็นก็รอพวกนายที่นี่ไง” เขาตอบเลี่ยงๆ

อะฮ่า!! เจ้าเชนนะเจ้าเชน นี่จัดการจับกดไปเรียบร้อยแล้วล่ะสิ เฮ้อ!! แต่ก็เอาเถอะ ต่อไปนี้ได้มีเรื่องสนุกๆเพิ่มขึ้นอีกแน่ ไมล์คิดพลางหัวเราะหึ หึ แล้วนี่ถ้ายูจีนของเขารู้เข้าจะว่ายังไงบ้างน้อ...

“นี่...เวลานายหัวเราะแบบนี้ที่ไร ชั้นไม่ค่อยจะไว้ใจทุกทีเลย” เชนบ่นที่เห็นเพื่อนทำท่ามีลับลมคมนัย

“ก็ไม่มีอะไรนี่ ว่าแต่เจ้าหญิงของชั้นยังสบายดีอยู่ใช่มั้ย” ไมล์แกล้งถามทำหน้าเป็น

“ก็ไม่...เฮ้ย!! ไมล์นี่นาย...” เชนอึ้งที่เรื่องนี้ไม่รอดสายตาคมกริบของเพื่อนเขาไปได้

“ฮ่าๆๆๆ ไม่ต้องเขินหรอกเพื่อน ยินดีด้วยนะที่จับกดสำเร็จ” ไมล์หัวเราะดังขึ้นที่เห็นเชนหน้าแดง

“เฮ้ย!!! ชั้นไม่ได้วางแผนอะไรเลยนะ” เชนท้วงแก้เขิน “ไม่เอาละ คุยเรื่องยูจังดีกว่า” เขารีบเข้าเรื่องเพราะเดี๋ยวหวานใจของเขาจะรอนานจนหลับไปซะก่อน “นายสังเกตเห็นอะไรงั้นเหรอ”

“ตาดีเหมือนเคยนะ” ไมล์ยิ้ม “ใช่ ชั้นเห็นความรู้สึกเขานะ ว่าเขาไม่ค่อยพอใจเรื่องที่พวกนายคบกัน แต่ไม่ใช่เพราะเขาเกลียดหรืออะไรหรอกนะ ชั้นเดาว่าเขาอาจจะเคยเจ็บปวดกับเรื่องราวในอดีตของตัวเอง ก็เลยคิดว่าพวกนายจะทำแบบนั้นกับน้องของเขามากกว่า”

“นั่นเป็นไปไม่ได้ ชั้นไม่มีวันทำให้เร็นเจ็บปวดเด็ดขาด” เชนพูดเสียงกร้าว

“แต่เขาไม่รู้จักพวกนายนี่ ก็ไม่แปลกที่เขาจะคิดอย่างนั้น” ไมล์บอกเสียงเรื่อยๆ “แผลบางแผลมันก็หายได้ บางแผลก็กลายเป็นแผลเป็นเพื่อเตือนใจ แต่แผลบางแผลมันก็ไม่เคยหายเพียงแค่ปากแผลปิดเท่านั้น พอถูกอะไรสะกิดเลือดก็ไหลออกมาอีก” เขาเอ่ยเตือนเพื่อนอย่างนุ่มนวล สบตาเพื่อนรักอย่างจริงจังแล้วถาม “นายก็เคยรู้จักมันดีไม่ใช่เหรอ”

เชนนิ่งอึ้ง คิดตามที่ไมล์พูด ใช่...ไมล์พูดถูกเพราะไมล์เป็นคนที่รู้จักเขาดีที่สุด เรียกว่ารู้จักทุกบาดแผลของเขาก็ว่าได้ เขายิ้มให้เพื่อนรัก “นายอยากให้ชั้นให้โอกาสเขาใช่มั้ย”

“ให้เขาได้ทำความรู้จักพวกนาย ได้เห็นความรักที่พวกนายมีต่อกัน แล้วเขาก็จะเข้าใจเอง”

“นายสนใจเขาอยู่รึเปล่า” เชนถามตรงๆ

“ไม่รู้สิ ชั้นมองเขาแล้วก็รู้สึกว่าไม่อยากปล่อยเขาไว้คนเดียว ความเจ็บปวดในดวงตาของเขาทำให้ชั้นอยากปกป้องเขา มันรียกว่าสนใจรึเปล่าล่ะ” ไมล์ถามกลับ

เชนยิ้ม “แล้วแต่นายตัดสินใจก็แล้วกัน งั้นพรุ่งนี้ฝากด้วยนะ” เชนบอก “ราตรีสวัสดิ์เพื่อน”

“ราตรีสวัสดิ์ ฝากราตรีสวัสดิ์เจ้าหญิงด้วยนะ” ไมล์พูดหน้าตาย เชนหรี่ตามองเพื่อนก่อนจะหัวเราะแล้วออกจากห้องของไมล์ไป

ไมล์ยิ้มนิ่งคิดในสิ่งที่เชนพูด สนใจเหรอ อาจจะจริงก็ได้ แต่ไม่ว่าเขาจะรู้สึกยังไงต่อยูอิจิ ก็มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนสำหรับความรู้สึกของเขา คือยูอิจิถูกรวมเข้ามาไว้ในการปกป้องของเขาอีกคนแล้ว นอกจากสี่คนที่เขาทำหน้าที่บอดี้การ์ดอยู่ ไมล์พลิกชิ้นส่วนเล็กๆในมือไปมา พรุ่งนี้เขาจะเอาสิ่งประดิษฐ์ของเขาออกไปทดสอบพร้อมๆกับการไปรับยูอิจิ นึกถึงการพบกันเมื่อตอนกลางวันแล้วไมล์ก็อดยิ้มไม่ได้ ยูอิจิทำท่าไม่ชอบเขาอย่างชัดเจน คงจะเพราะถูกเขาจ้องเอาแบบนั้นล่ะมั้ง ก็น่าแปลกที่เขาอยากแกล้งอยากหยอกยูอิจิ ใบหน้างอๆกับคิ้วขมวดมุ่นกลับดูน่ามองอย่างประหลาด ไมล์ส่ายหน้าน้อยๆเมื่อนึกถึงสายตาดุๆ ที่มองกลับมาที่เขา ดูท่าเขาจะลืมดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ลงซะแล้ว…

####################################################

Chapter 8

เสียงกริ่งหน้าประตูบ้านของยูอิจิดังขึ้นตอนเก้าโมงเช้าพอดีเป๊ะ ยูอิจิที่กำลังชงกาแฟอยู่รีบวางมือแล้ววิ่งไปเปิดในทันใด เขาทำสีหน้าแปลกใจไม่ปิดบังซักนิดเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่หน้าบ้าน

“สวัสดีครับยูจีน” ไมล์ทักพร้อมกับยิ้มน้อยๆตามแบบฉบับ

ยูอิจิเกือบจะยิ้มตอบไปแล้วถ้าไม่นึกถึงเรื่องเมื่อวานขึ้นมาได้ เขาเลยทำหน้าเฉยๆแทน “สวัสดี เข้ามาก่อนสิ” เขาหลบให้ชายหนุ่มเดินเข้ามาในบ้านก่อนจะเอ่ยถาม “เร็นกับเชนล่ะ”

“ทั้งสองคนรอคุณอยู่ที่บ้านครับ” ไมล์ตอบ แล้วทำจมูกฟุดฟิด “หอมกาแฟจัง” เขามองหน้าเจ้าของบ้านยิ้มๆ

‘บังคับกันชัดๆ’ ยูอิจิคิดในใจ “เอาซักแก้วมั้ยครับ” เขาถามตามประสาเจ้าบ้านที่ดี

“ไม่ล่ะครับ ผมชอบดื่มนมมากกว่า” ไมล์ตอบ

‘แล้วเมื่อกี๊มองหน้าชั้นทำไมฟะ’ ยูอิจิยิ้มกระตุกๆ “อ๋อเหรอ…มิน่าล่ะ…” แล้วเขาก็มองไมล์ขึ้นๆลงๆ

“มิน่าอะไรครับ” ไมล์รู้ว่าชายหนุ่มกำลังเดือด แต่ก็แกล้งกวนต่อ

“มิน่าคุณถึงได้ตัวหนาอย่างกับพวกนักกล้าม กะจะเอาไว้อวดสาวๆหรือไง” ยูอิจิเลิกคิ้วถามอย่างยียวน

ไมล์หัวเราะ “นักกล้ามเหรอ…ไม่มีใครเคยเรียกผมแบบนั้นนะ คุณจะลองพิสูจน์ดูมั้ยล่ะว่าตัวผมมีแต่กล้ามจริงรึเปล่า” พูดจบเขาก็จู่โจมยูอิจิด้วยความเร็วที่น่าตกใจ

ยูอิจิตกใจจนตัวแข็ง ที่ไมล์มาถึงตัวเขาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า ไมล์ล็อคตัวยูอิจิไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง อีกมือหนึ่งจับมือของชายหนุ่มให้ทาบกับแผงอกของเขาผ่านเสื้อเชิ้ตที่เจ้าตัวใส่อยู่ แม้สัมผัสของไมล์จะไม่มีความรุนแรงและความรู้สึกอื่นใดเลยนอกจากความอยากแกล้งเท่านั้น แต่ยูอิจิก็ตกใจด้วยย้อนระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต

“ไม่!!!..ไม่นะ!!!…ปล่อย…ปล่อยผม!!!…” เขาร้องอย่างหวาดกลัวพร้อมกับดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากการจับกุมของชายหนุ่ม ไมล์ตกใจกับปฏิกริยาของยูอิจิ แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่าเขาปล่อยยูอิจิไปไม่ได้

ไมล์รวบตัวยูอิจิมากอดไว้อย่างปกป้องในอ้อมแขนอบอุ่นของตน ไม่สนใจอาการดิ้นรนของอีกฝ่าย มือลูบไล้แผ่วเบาปลอบประโลมไปทั่วแผ่นหลังสั่นสะท้านกับศีรษะที่หันหนีมือของเขา “ยูจีน คุณไม่เป็นไรแล้ว นี่ผมเองนะ ผมจะไม่มีวันทำร้ายคุณ คุณปลอดภัยเมื่ออยู่กับผม…เข้าใจมั้ย” เขาเอ่ยเสียงนุ่มนวลปลอบโยนอีกฝ่ายให้สงบลง

ยูอิจิหายใจแรงด้วยความตื่นกลัว เสียงทุ้มๆของคนที่กอดเขาไว้ค่อยๆแทรกซึมเข้าไปในสมอง ใครน่ะ!! ใครกันที่เรียกเขาว่ายูจีน!! ไม่ใช่คนพวกนั้น!! ใครกันนะ!! ไมล์!!! ใช่แล้ว!!!…

ยูอิจิค่อยๆสงบลงเมื่อรู้ว่าคนที่กอดเขาด้วยความอ่อนโยนสุดแสนนี้คือไมล์ อาการหอบหายใจกลับคืนสู่ปกติ ชายหนุ่มยืนพิงอกกว้างของไมล์อย่างไว้เนื้อเชื่อใจ รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนจนไม่อยากผละออกเลย แต่เขาแสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าชายคนนี้ถึงสองครั้งสองคราแล้ว นี่เกิดอะไรขึ้นกับเขานะ เขาไม่เคยเป็นแบบนี้กับใครมาก่อนเลย แม้แต่กับพ่อ ยูอิจิสูดหายใจลึกแล้วผละออกจากความอบอุ่นที่ห้อมล้อมเขาเอาไว้ ไม่!!! เขาจะไม่ไว้ใจใครง่ายๆอีกแล้ว

“ผมขอโทษนะครับยูจีน ผมแค่จะหยอกคุณเท่านั้น ไม่คิดว่ามัน…” ไมล์มองยูอิจิที่ผละจากอ้อมกอดของเขา หันหน้าหนีไปอีกทางก่อนจะยกมือขึ้นกอดตัวเองไว้แน่น

“ยูจีน…พูดกับผมเถอะนะ ผมอยากช่วยอะไรคุณบ้าง” เสียงของไมล์ทั้งอ้อนวอนและรู้สึกผิด

“คุณช่วยอะไรผมไม่ได้หรอกครับ” ยูอิจิพูดเสียงแหบ ทั้งๆที่พยายามให้เป็นปกติ เมื่อเขาหันกลับมาหาไมล์ชายหนุ่มก็ควบคุมตัวเองได้แล้ว “ผมไม่โกรธคุณหรอก คุณไม่รู้อะไร แต่ก็ขอบคุณที่เป็นห่วงผมนะครับ”

“ให้ผมเป็นเพื่อนคุณได้มั้ยครับยูจีน เพื่อนที่คุณพอที่จะระบายเรื่องที่คุณไม่สบายใจให้เขาฟังได้” ไมล์พูดด้วยน้ำเสียงและท่าทางจริงจังเสียจนยูอิจิไม่อาจปฏิเสธมิตรภาพอันบริสุทธิ์ใจที่ชายหนุ่มหยิบยื่นมาให้ได้

เขายิ้มเศร้าๆ “แน่ใจนะครับว่าอยากเป็นเพื่อนกับผมจริงๆ”

“แน่นอนครับ” ไมล์ตอบหนักแน่น

“งั้นผมก็ยินดีครับ” เขายิ้มอีกครั้งแล้วยื่นมือให้ ไมล์จับมือของยูอิจิเขย่าเบาๆ ดวงตาเต้นพราวเหมือนเด็กๆที่ได้ของถูกใจ ยูอิจิเห็นเข้าก็หัวเราะออกมาเบาๆ “ท่าทางของคุณที่ผ่านมากับตอนนี้นี่ผิดกันลิบลับเลย”

ไมล์ยิ้มกว้างที่ทำให้ยูอิจิหัวเราะได้ “เราจะไปกันเลยมั้ยครับ”

“ครับ ไปเลยก็ได้ เดี๋ยวผมตรวจความเรียบร้อยซักนิดก่อนนะครับ” ยูอิจิบอกแล้วก็เดินตรวจล็อคทั่วบ้านอีกครั้ง

“ห่วงบ้านมากเหรอครับ เอ่อ…ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ผมพอจะช่วยเรื่องนี้ได้นะครับ” ไมล์ที่เดินตามยูอิจิไปช่วยดูบ้านด้วยถามอย่างลังเล

“ก็ไม่มีใครอยู่เลยนี่ครับ ผมกลัวพวกโขมยน่ะ”

“งั้นรอนี่นะครับ เดี๋ยวผมมา” ไมล์ผละไปอย่างรวดเร็ว ยูอิจิอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาจะทำอะไร ครู่หนึ่งไมล์ก็กลับมาพร้อมกระเป๋าใบใหญ่ใบหนึ่ง ใบเล็กใบหนึ่ง เขาวางกระเป๋าลง แล้วหยิบกล่องสองกล่องออกจากกระเป๋าใบใหญ่ และกล่องเครื่อมือจากกระเป๋าใบเล็ก

“อะไรน่ะไมล์” ยูอิจิมองของที่ไมล์หยิบออกมาแล้วก็งง เพราะไม่รู้ว่ามันคืออะไร

ไมล์ยิ้ม “เครื่องตรวจจับการเคลื่อนไหว”

“อะไรนะ!! อันแค่นี้น่ะเหรอ”

“ผมทำเองน่ะ” ไมล์บอก กลั้นหัวเราะที่เห็นตากลมโตมองเขาอย่างทึ่งจัด ไมล์เอาเครื่องไปติดไว้ตามทางเดินเป็นจุดๆทั้งชั้นบนและชั้นล่าง แล้วส่งรีโมทให้ยูอิจิถือไว้ “พอเสียงดัง คุณก็กดปุ่มสีแดงนะครับ” ยูอิจิพยักหน้า พอไมล์เดินผ่านเครื่องที่ติดไว้ปุ๊บ เครื่องก็ส่งเสียงร้องดังทันที ยูอิจิรีบกดปุ่มที่ไมล์บอก เครื่องก็เงียบ

“ว๊าว!!! เจ๋งไปเลย” ยูอิจิอุทานด้วยความทึ่ง

“เครื่องตัวแรกที่ถูกเดินผ่านจะส่งสัญญาณไปที่เครื่องตัวต่อไปหลังจากแสงโดนตัดห้าวินาที ถ้าไม่มีการกดรีโมทปิดสัญญาณ ทีนี้ทุกเครื่องก็จะดังกันระงมทั่วบ้านแน่ โขมยที่ฉลาดหน่อยก็คงจะเผ่นแนบ”

ยูอิจิหัวเราะวิธีอธิบายของไมล์ ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าไมล์นั้นทั้งดีใจและประทับใจกับใบหน้าหวานที่กำลังหัวเราะอย่างมีความสุขขนาดไหน

หลังจากสบายใจเรื่องบ้านแล้วยูอิจิกับไมล์ก็ออกจากบ้าน โดยไมล์หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ของยูอิจิรวมทั้งกระเป๋าใบใหญ่ของตัวเองได้อย่างสบาย ยูอิจิช่วยหิ้วใบเล็กให้ นึกเสียใจหน่อยๆที่ว่าไมล์ว่ามีแต่กล้าม เพราะดูท่าไมล์จะแข็งแรงมากจริงๆ

พอขึ้นรถได้ไมล์ก็หยิบหูฟังออกมาใส่ที่หูซ้าย ยูอิจิเห็นเข้าก็ถามขึ้น “นั่นอะไรอีกล่ะ”

ไมล์ยิ้ม “ทดสอบสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของผมครับ” ไมล์กดปุ่มเล็กๆที่นาฬิกาข้อมือ ได้ยินเสียงติ๊ดเบาๆ แล้วไมล์ก็พูดขึ้น “พร้อมแล้ว” ก่อนเขาจะเคลื่อนรถออกไป

“คุณพูดกับใครน่ะ” ยูอิจิถามอย่างสงสัยจัด

“เห็นนี่มั้ยครับ” ไมล์ถาม ชี้ที่เข็มกลัดเล็กๆ เท่ากระดุมที่ปกเสื้อแจ็คเก็ท ยูอิจิมองแล้วพยักหน้า “นี่เป็นเครื่องติดตามบวกเครื่องดักฟังในตัว เพราะงั้นตอนนี้ถ้าผมพูดอะไร คนที่ฟังอยู่ก็จะได้ยินทั้งหมด” ไมล์ยิ้มที่เห็นยูอิจิทำตาโต “แต่ถ้าจะไม่ให้ได้ยินผมก็แค่กดปุ่มปิดลำโพงเท่านั้นเอง”

ยูอิจิมองเข็มกลัดสลับกับใบหน้าของไมล์ “คุณเก่งจัง ผมต้องมองคุณใหม่แล้วนะเนี่ย”

“ขอบคุณที่ชมนะ เอ่อนี่…ยูจีนพวกเราเลิกใช้คำพูดทางการกันเถอะนะ เราเป็นเพื่อนกันแล้วนี่”

ยูอิจิยิ้ม “นั่นสินะ งั้นนี่เราจะแวะหาอะไรกินกันก่อนเข้าบ้านเชนรึเปล่า”

“นายหิวรึเปล่าล่ะ จะได้แวะ” ไมล์ถาม

“หิวสิ แวะหาอะไรเบาๆรองท้องหน่อยก็ดี”

“งั้นก็ได้เลย” ไมล์บอกอย่างร่าเริง แม้ในใจเขาจะไม่สบายใจเรื่องที่ยูอิจิเป็นเมื่อเช้า เรื่องอะไรหรือใครกันนะที่ทำให้ยูอิจิหวาดกลัวการถูกจู่โจมแบบนั้น คำตอบของปริศนานี้คือสิ่งที่เขาแน่ใจว่าเป็นต้นเหตุแห่งแววตาเจ็บปวดของยูอิจิ เขาเองก็ได้แต่หวังว่ายูอิจิจะยอมไว้ใจเขามากพอที่จะเล่าเรื่องราวที่เป็นเหตุแห่งความเจ็บปวดของชายหนุ่มให้เขาฟังซักวันหนึ่ง…

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณพ่อ” นาธานทักเมื่อเดินเข้ามาที่ห้องรับแขก พ่อของเขานั่งคุยอยู่กับเรียวที่ลงมาก่อนเขา “นายตื่นเช้าจัง” เขาทักเรียว

“อรุณสวัสดิ์ลูก นี่พ่อกำลังคุยกับเรียวอยู่ว่าหลังวันคริสต์มาสแล้วเราจะออกไปเที่ยวกันนอกเมืองดีมั้ย” มาร์คบอก เมื่อนาธานนั่งลงข้างเรียว

“ใช่…คุณพ่อบอกว่ามีแคมป์ตกปลาอยู่นอกเมืองที่หนึ่งน่ะ หรือไม่ก็รีสอร์ทกลางหุบเขา นี่ก็ว่าจะถามทุกคนดูว่าจะไปที่ไหนดี” เรียวบอกอย่างร่าเริง

“คุณพ่อเหรอ…” นาธานมองเรียวแล้วก็หันไปมองมาร์คด้วยสายตาถามไถ่

เรียวทำท่าเขินๆ แต่มาร์คกลับหัวเราะเบาๆ “ทำไมล่ะลูก เรียวกับเร็นก็เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันกับเราแล้วไม่ใช่เหรอ” มาร์คถามกลับอย่างเจ้าเล่ห์

“คุณพ่อฮะ!!” นาธานเขินจนหน้าแดง หลบสายตายิ้มๆของพ่อหันมามองเรียวที่เอาแต่นั่งยิ้มกว้าง “เรียว หยุดยิ้มเดี๋ยวนี้นะ”

“ทำไมล่ะ ก็คนมันดีใจนี่” เรียวยิ้มกว้างกว่าเดิม “พ่อนายยกนายให้ชั้นแล้วนะ” เขาก้มลงกระซิบเบาๆข้างหูคนรัก

“บ้า!!!” นาธานแก้มร้อนผ่าวขึ้นไปอีก ยกมือขึ้นทุบอกเรียวแก้เขิน มาร์คมองแล้วหัวเราะเสียงดัง

“จริงสิแล้วเชนกับเร็นล่ะ” นาธานรีบเปลี่ยนเรื่อง

“ยังไม่เห็นเลยตั้งแต่เช้านะ” มาร์คตอบน้ำเสียงมีแววสงสัยนิดๆ

“นั่นสิ ปกติเจ้าตัวยุ่งออกจะตื่นเช้านะ อ้อ…แล้วไมล์ก็ออกไปรับยูจังคนเดียวอีกด้วย…แปลกจริงๆ” เรียวบอกแล้วทำท่าว่าสงสัยจริงๆ

“งั้นเดี๋ยวชั้นขึ้นไปดูเร็นกับเชนก่อนนะ เดี๋ยวมานะฮะคุณพ่อ” นาธานบอกทั้งสองคน แล้วลุกขึ้นเดินไปที่ชั้นบน ถึงหน้าห้องเร็น เขาก็เคาะประตูแล้วเรียกแต่ก็ไม่มีเสียงตอบ เขาเลยถือวิสาสะเปิดเข้าไปดู

ในห้องว่างเปล่าไม่มีวี่แววของเร็น แถมเตียงยังดูเรียบร้อยเหมือนไม่ได้ผ่านการนอนอีกด้วย นาธานขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ นี่เร็นหายไปไหนกันล่ะเนี่ย นาธานเดินออกจากห้องของเร็นไปที่ห้องของเชนที่อยู่ติดกัน ยกมือขึ้นกำลังจะเคาะประตูก็มีเสียงดังลอดออกมา นาธานชะงักมือ เสียงนี้มันเร็นนี่นา…

“อย่าสิ…เชน…นี่มันสายแล้วนะ…ปล่อยก่อนสิ…”

“อย่าเพิ่งไปเลยน่านะ อืม…นายหอมจัง…ถอดนี่ออกเถอะ…”

นาธานเบิกตาโตแก้มแดงกล่ำ ยกมือขึ้นปิดปากตัวเองไว้เพราะกลัวจะร้องออกมา นี่เชนกับเร็น…อยู่ด้วยกันเมื่อคืน!!!…. เขินก็เขินแต่เขาก็แนบตัวเข้าไปใกล้ประตูมากขึ้น

“ไม่เอาอ้ะ…ชั้นยังเจ็บอยู่เลยนะ เพราะนายคนเดียว…อ๊ะ…เจ้าบ้า…นี่ๆๆๆจะปล่อยไม่ปล่อย”

“โอ๊ย…ปล่อยก็ได้ เจ็บนะเนี่ย มือนายก็เล็กๆแค่นี้ ทำไมแรงเยอะนักก็ไม่รู้…เดี๋ยว…จูบทีนึงก่อนสิ แล้วจะปล่อย”

“ไม่เอา นายเก่งจะตาย เดี๋ยวชั้นเคลิ้มตามนาย ชั้นก็แย่น่ะสิ”

“น่านะ สาบานจ้ะว่าจะจูบอย่างเดียว นะจ๊ะเร็นจ๋า”

“ไม่ต้องมาจ๋าเลย…ไม่ต้องทำตาแบบนั้นด้วย…ก็ได้ ถ้านายทำมากกว่าจูบนะ ชั้นจะไม่…”

แล้วเสียงของทั้งคู่ก็เงียบหายไป…นาธานต้องถอยออกมาก่อนจะเอนตัวพิงกำแพง นี่…นี่พวกเขา…ก้าวหน้าไปถึงขั้นนั้นแล้วเหรอ นาธานยกมือขึ้นแนบแก้มร้อนผ่าวของตัวเอง ความจริงมันก็ไม่แปลกหรอก เขารู้ว่าทั้งสองคนรักกันมาก แต่มันพาให้เขานึกถึงเรื่องของเขากับเรียว สายตาของเรียวที่มองเขาในบางครั้งที่เรียวคิดว่าเขาไม่รู้ ก็ใช่ว่าเขาจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ เพียงแต่ว่าเขาพยายามไม่นึกถึงมันต่างหาก

เรียวเองก็คงต้องอดทนที่จะไม่แสดงออกเวลาอยู่กับเขา ก็น่าเห็นใจชายหนุ่มอยู่หรอกนะ ก็เรียวออกจะแข็งแรง ร่างกายก็สมบูรณ์ออกอย่างนั้น ความต้องการทางกายก็คงต้องมีบ้าง ยิ่งคิดนาธานก็ยิ่งรู้สึกรักเรียวมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเรียวคิดถึงความรู้สึกของเขาก่อนเสมอและไม่เคยสักครั้งที่จะเร่งรัดเขาในเรื่องนี้

นาธานหันไปมองประตูห้องเชนอีกครั้ง อมยิ้มน้อยๆแล้วก็เดินแกมวิ่งกลับลงไปข้างล่าง พอลงมาถึงพ่อของเขาก็ไม่อยู่แล้ว เหลือเพียงเรียวคนเดียวที่นั่งอยู่

“คุณพ่อไปไหนล่ะเรียว” นาธานถามแล้วนั่งลงข้างๆ

“ไปรับโทรศัพท์ที่ห้องทำงานน่ะ” เรียวตอบ มองแก้มแดงๆของนาธานแล้วก็เลยถามขึ้น “เร็นอยู่ห้องเชนใช่มั้ย”

นาธานสบตาคนรักก่อนจะพยักหน้า “นายไม่ว่าอะไรใช่มั้ย”

“ไม่หรอก…ชีวิตเร็นเป็นของเขาเอง ชั้นจะไปว่าอะไรได้ล่ะ ชั้นดีใจซะอีกที่เห็นเร็นมีความสุขแบบนี้”

นาธานยิ้ม แล้วก็ยืดตัวหอมแก้วเรียวเร็วๆทีหนึ่ง “นายนี่น่ารักจริงๆเลยนะ” แก้มแดงปลั่งขึ้มมาอีกกับความใจกล้าของตัวเอง

เรียวมองคนรักอย่างแปลกใจนิดๆ “เป็นอะไรรึเปล่าน่ะแนท”

“ทำไมถามอย่างนั้นล่ะ” นาธานถามกลับ สบตาเรียวที่มองมาด้วยแววค้นหา

“ก็ทุกทีนายมักจะไม่ชอบที่ชั้น…เอ่อแสดงออกกับนายทำนองนี้เวลาที่คนอื่นอยู่ด้วยนี่”

นาธานตกใจ “นี่นายคิดว่าชั้นไม่ชอบเหรอ…เปล่าเลยนะเรียว ชั้นแค่…เอ่อคือ…มันเขินน่ะ”

“ชั้นรู้…นายเป็นคนขี้อาย…ไม่เป็นไรหรอก ลืมที่ชั้นถามซะนะ” เรียวยิ้มอย่างขอโทษ

นาธานตัดสินใจจะพูดกับเรียวแบบจริงๆจังๆ เขาขยับตัวเข้าไปใกล้เรียวอีก “นี่เรียวนาย…เอ่อ…นายเคยคิดจะทำ…เอ่อ…ทำ…กับชั้นบ้างมั้ย” เขาถามแล้วหน้าก็แทบลุกเป็นไฟ

“แนท!!!…ถามอะไรอย่างงั้นเล่า…” เรียวเรียกคนรักเสียงดัง แก้มแดงนิดๆ

นาธานยิ้มที่เห็นเรียวเขิน “ชั้นถามจริงๆนะ บอกตามตรงได้มั้ย” เขาพูดเสียงอ้อนนิดๆ

เรียวถอนใจก่อนจะตอบแต่โดยดี “เคยสิ ก็ชั้นรักนายนี่นา”

“….เรียว…นี่นายต้องอดทนมาตลอดใช่มั้ย”

“ก็ไม่ถึงกับอดทนอะไรหรอก” เรียวพูดยิ้มๆ ยกมือขึ้นลูบแก้มของนาธานเบาๆ “ชั้นไม่ได้เห็นมันเป็นสาระสำคัญอะไร ชั้นอยากให้นายพร้อม อยากให้นายเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวนายเอง”

“เรียว…” นาธานขยับเข้ากอดคนรักเอาไว้ เรียวโอบแขนรอบตัวนาธานอย่างอ่อนโยน

“นายอย่าเอาเรื่องของเร็นกับเชนมาเป็นตัวเร่งให้นายตัดสินใจที่จะเป็นของชั้น ความผูกพันอันลึกซึ้งแบบนั้นมันก็แค่สิ่งที่ตอกย้ำถึงความรักที่เรามีให้แก่กัน ชั้นไม่เถียงว่าชั้นต้องการนาย บางครั้งก็มากซะจนชั้นเองยังแปลกใจ แต่ถึงยังไงชั้นก็อยากให้เป็นการตัดสินใจของนายมากกว่า”

นาธานเงยหน้าขึ้นสบตาคนรัก “งั้นเราก็...”

เรียวยกนิ้วขึ้นปิดปากนาธาน หยุดยั้งคำพูดของชายหนุ่ม “ก่อนที่นายจะพูดอะไรออกมา ชั้นอยากให้นายแน่ใจว่านายจะไม่เสียใจภายหลัง ตกลงมั้ย”

นาธานพยักหน้า เรียวจึงเอานิ้วออก “ชั้นยอมรับว่าชั้นกลัวนะ แต่ถ้าเป็นนาย ชั้นรู้ว่าชั้นจะไม่มีวันเสียใจเด็ดขาด ชั้นมั่นใจในความรักของนายเสมอเรียว”

“ขอบใจนะแนท” เรียวยิ้มหน้าบาน ดึงนาธานมากอดไว้อย่างทะนุถนอม นาธานซบลงกับไหล่ของชายหนุ่ม แล้วยิ้มอย่างสุขใจ

“อะแฮ่ม!!!” เสียงกระแอมดังขัดจังหวะความสุขของทั้งสองคน นาธานเงยหน้าขึ้นมอง พอเห็นว่าเป็นเชนกับเร็น เขาก็ซบลงกับไหล่เรียวตามเดิม เรียวเอาแต่ยิ้มอย่างเดียวไม่พูดอะไร

“หวานกันแต่เช้าเลยนะ” เร็นอดที่จะแหย่พี่ชายไม่ได้

“ทำมาพูดดี แล้วนายล่ะ” เรียวยิ้มแล้วเลิกคิ้วถามแกมยียวน

เร็นสะดุ้งนิดๆ แต่รีบกลบเกลื่อนอาการอย่างรวดเร็ว “ชั้นทำไม...” เขาถามกลับ

“ปล๊าว...ก็แค่ถามดูเฉยๆ หรือว่านายมีอะไร”

“มะ...ไม่มีนี่...” เร็นพูด ทำไม่รู้ไม่ชี้ หันไปทำตาพิฆาตใส่เชนเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มยืนกลั้นยิ้มอยู่ข้างๆ

“ไมล์ยังไม่มาเหรอ” เชนถามเปลื่ยนเรื่อง แล้วดึงเร็นที่กำลังแก้มป่องให้นั่งลงที่โซฟาฝั่งตรงข้าม

“ยังเลย” เรียวตอบ มือก็ลูบแขนนาธานเล่นไปด้วย

เชนมองแล้วก็ยิ้มกว้าง เวลาตัวเองมีความสุขก็อยากให้คนอื่นมีความสุขไปด้วยจริงๆ หันมามองคนแสนงอนที่นั่งอยู่ข้างๆก็เห็นว่าเร็นเองก็มองพี่ชายแล้วก็ยิ้มด้วยเหมือนกัน ชายหนุ่มดึงมือเร็นมากุมไว้ เจ้าตัวหันมาสบตาเขา ก่อนจะส่งยิ้มหวานมาให้ เชนก็ยิ่งรู้สึกทั้งรักทั้งหวงเร็นมากยิ่งขึ้นไปอีก

เสียงรถยนต์แล่นเข้ามาทำให้ทุกคนสนใจ นาธานเงยหน้าขึ้นสีหน้าไม่สบายใจเล็กน้อย เรียวยิ้มอย่างเข้าใจพลางกุมมือนาธานไว้หลวมๆ ชายหนุ่มจึงยิ้มออก ไมล์เดินนำยูอิจิเข้ามา ชายหนุ่มชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นบรรยากาศหวานชื่นของทั้งสองคู่ แต่เขาก็ไม่แสดงอะไรออกมา

“ยินดีต้อนรับสู่บ้านของเราครับ” เชนลุกขึ้นต้อนรับ จากนั้นก็ทักทายกันพอเป็นพิธี ทุกคนนั่งลงที่โซฟา ยกเว้นไมล์ที่ยังยืนอยู่

“ชั้นเอานี่” ไมล์ชี้ที่เข็มกลัดติดตามตัว “ไปเก็บที่ห้องก่อนนะ” เขาบอก และกำลังจะเดินผละไป

“ไมล์...” ยูอิจิเรียกชายหนุ่ม เขาหันกลับมาดวงตามีแววถามไถ่ สายตาอีกสี่คู่ที่เหลือต่างจ้องยูอิจิที ไมล์ทีอย่างแปลกใจ

“ชั้นขอคุยด้วยหน่อยสิ” ไมล์ยิ้มแล้วพยักหน้า ยูอิจิหันกลับมาหาสายตาแสดงความสงสัยสี่คู่ “ขอตัวแป๊บนึงนะ” เขาบอกแล้วก็เดินตามไมล์ไป

พอยูอิจิกับไมล์เดินลับไปตามทางเดิน ทั้งสี่คนก็หันมามองหน้ากัน

“ยูจังเป็นอะไรอีกแล้วเนี่ย” เรียวถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ

“แล้วสองคนนั่นสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ เมื่อวานยังเขม่นกันอยู่เลย” เร็นถามบ้าง

“......” นาธานไม่พูดอะไร เอาแต่ยิ้มอย่างเดียว

“เดี๋ยวก็รู้” เชนมองไปทางที่ทั้งสองคนเดินออกไป แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์

ไมล์เดินมาถึงห้องของตัวเอง หยิบกุญแจออกมาไขก่อนจะเปิดให้ยูอิจิเข้าไป ชายหนุ่มลังเลมองหน้าเขาแว่บหนึ่งแล้วก็ก้าวเข้าไป มองห้องของชายหนุ่มด้วยความอึ้งและทึ่ง

“โห...ทั้งเรียบร้อยทั้งสะอาดกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย” เขาชม

ไมล์หัวเราะเบาๆ “ตามสบายนะ” เขาบอก แล้วเดินไปที่ส่วนที่เขากั้นไว้เป็นห้องทำงาน ยูอิจิเดินตามไปดูอย่างสนอกสนใจ ไมล์แกะเครื่องติดตามออกวางไว้บนโต๊ะ แล้วถอดแจ็คเก็ทออกพาดไว้กับเก้าอี้ก่อนจะนั่งลง เอาเข็มกลัดเก็บใส่กล่อง

ยูอิจิกำลังสนใจกับสิ่งประดิษฐ์ของไมล์บางชิ้นที่วางอยู่ตามชั้น ไมล์หันมาเห็นเข้าก็ยิ้มอย่างเอ็นดูท่าทางของยูอิจิเหมือนเด็กๆกำลังมองของเล่นไม่มีผิด เขานั่งกอดอกมองชายหนุ่มอย่างเพลิดเพลิน ยูอิจิรู้สึกตัวว่าถูกมองจึงหันมายิ้มแห้งๆ “ทั้งหมดนี่มัน...น่าทึ่งมากเลยนะไมล์” เขาบอกเขินๆ

“สนใจอันไหนก็ถามได้นะ” ไมล์บอกเหมือนกับจะขายของ

“พูดเป็นพ่อค้าไปได้” ยูอิจิหัวเราะ

“ยูจีน...มีอะไรจะพูดกับชั้นเหรอ” ไมล์ถามเข้าเรื่อง

ยูอิจิหน้าเจื่อนลงทันใด เขาลากเก้าอี้มาตรงหน้าชายหนุ่ม นั่งลงแล้วถอนใจยาวแล้วพูดขึ้นโดยไม่มองหน้าไมล์ “ชั้นอยากขอร้องนาย ไม่ให้พูดเรื่องที่นายเห็นชั้นเป็นแบบนั้น เมื่อเช้านี้...จะได้มั้ย”

ไมล์มองยูอิจินิ่ง “ยูจีน...มองหน้าชั้นสิ” เขาบอกเบาๆ แต่ยูอิจิก็ยังก้มหน้าเฉย เขาเลยเชยคางร่างบางขึ้น แววหวาดหวั่นเล็กน้อยปรากฏในดวงตาสีน้ำตาลกลมโต ไมล์แตะผิวนุ่มๆ อยากจะอ้อยอิ่งแต่มิตรภาพระหว่างเขากับยูอิจิยังเปราะบางอยู่มาก เขาจึงรีบเอามือออกอย่างรวดเร็ว “นายเป็นเพื่อนชั้นแล้ว และคนอย่างชั้นไม่เคยทรยศเพื่อน ชั้นขอให้นายเชื่อใจชั้นจะได้มั้ย” เขาพูดอย่างจริงจัง

ยูอิจิสบตาจริงจังของชายหนุ่ม เขารู้ว่าเขาสามารถเชื่อใจไมล์ได้จริงๆ แต่บาดแผลในใจเขาก็กระตุ้นเตือนเขาขึ้นมาอีก เขาหลับตาลงด้วยความสับสนภายในใจ

“ชั้นขอนายมากเกินไปใช่มั้ย” ไมล์ถามเบาๆ “ไม่เป็นไร...ชั้นเข้าใจ...นายไม่จำเป็นต้องขอร้องชั้นหรอกรู้มั้ย เพราะชั้นไม่คิดจะเล่าให้ใครฟังอยู่แล้ว แม้กระทั่งเชน...” เขาบอกเสียงราบเรียบ ซ่อนความรู้สึกเสียใจไว้ลึกๆ

ยูอิจิลืมตาขึ้น จ้องเข้าไปในดวงตาไร้ความรู้สึกของไมล์ อีกครั้งแล้วที่อดีตของเขาสร้างกำแพงขึ้นกั้นคนอื่นออกไป เขาต้องเสียความรู้สึกดีๆที่หลายคนหยิบยื่นมาให้ ทำให้เขาเป็นคนที่มีเพื่อนน้อยเหลือเกิน

เขาไม่เคยเสียใจที่ใครๆ ต่างก็ถอยห่างจากเขา แต่ทำไมนะครั้งนี้มันถึงได้แตกต่างจากทุกที เขาตระหนักขึ้นในใจเดี๋ยวนี้เองว่า เขาต้องการความเป็นเพื่อนของไมล์มากแค่ไหน เขาไม่อยากให้ไมล์ถอยห่างจากเขาไปเหมือนคนอื่นๆ เขายอมรับว่าเขาแคร์ความรู้สึกของไมล์อย่างที่ไม่เคยเป็นกับใครมาก่อนเลย

“ชั้นขอโทษ......” ยูอิจิพูดเสียงเครือ กระพริบตาถี่เพื่อไล่น้ำตาที่กำลังเอ่อขึ้นมา ‘อย่าถอยห่างจากชั้นไปเหมือนคนอื่นเลยนะ’ เขาร่ำร้องอยู่ในใจ

ไมล์เห็นแล้วว่ายูอิจิใกล้จะน้ำตาไหลเต็มทน ถ้ายังขืนพูดเรื่องนี้กันต่อไป เขาเองก็หงุดหงิดอย่างหาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงอยากให้ยูอิจิแสดงออกว่าเชื่อใจเขา ชายหนุ่มลุกขึ้นช้าๆหยิบเสื้อแจ็คเก็ทมาใส่ตามเดิม พูดขึ้นโดยไม่หันไปมอง “เราออกไปเถอะ ทุกคนกำลังรออยู่” แล้วเขาก็หันหลังจะเดินจากไป

ภาพของไมล์ที่กำลังเดินไปจากเขา บีบคั้นความรู้สึกจนเขาไม่อาจทนได้ ยูอิจิลุกขึ้นยืน รีบคว้าข้อมือของไมล์ไว้ น้ำตาคลอเต็มสองตา เขารอจนชายหนุ่มหันกลับมาก่อนจะพูดขึ้น “อย่าหันหลังให้ชั้นเลยนะไมล์ อย่าเดินจากชั้นไปแบบนี้ ชั้น...ขอโทษ...ชั้น....” เมื่อน้ำตาหยดไหลออกมา เขาก็มองไม่เห็นอะไรอีก เพราะทุกๆอย่างพร่าเลือนไปด้วยด้วยน้ำตาของเขา

ในวินาทีต่อมา เขาก็ถูกโอบล้อมด้วยความอบอุ่นที่คุ้นเคยอย่างประหลาด ตัวของเขาถูกโอบกอดไว้ด้วยอ้อมแขนแข็งแกร่งแต่อ่อนโยนอย่างที่สุด อ้อมกอดที่ให้ความรู้สึกอุ่นใจและปกป้อง ไม่มีใครนอกจากไมล์คนเดียว ยูอิจิโอบแขนไปรอบเอวสอบเพรียวของชายหนุ่มแล้วซบหน้าลงกับอกกว้าง น้ำตาของเขาเปียกเสื้อของไมล์จนเป็นวงใหญ่ แต่เขาไม่แคร์อะไรอีกแล้ว มือใหญ่ลูบผมของเขาอย่างปลอบโยน เสียงทุ้มกระซิบอยู่ที่ข้างหู

“ชั้นขอโทษยูจีน...ชั้นไม่ได้เดินหนีนายนะ แค่ไม่อยากคุยเรื่องที่นายไม่สบายใจต่อเท่านั้น ชั้นไม่มีวันหันหลังให้นายหรอก ไม่มีวัน...อย่าร้องไห้เลยนะ....”

“นายไม่โกรธชั้นใช่มั้ย ชั้นอยากพูด อยากบอกนายว่าชั้นเชื่อนาย แต่ว่า...ส่วนหนึ่งในใจชั้นมันไม่ยอม” ยูอิจิบอกชายหนุ่ม น้ำเสียงมีแววขอโทษและเสียใจ

“นายอยู่กับสิ่งนั้นมานานแค่ไหนแล้วยูจีน นายอยากเล่าให้ชั้นฟังมั้ย ถ้าได้ระบายออกมาบ้าง นายอาจรู้สึกดีขึ้นนะ” ไมล์เอ่ยอย่างนุ่มนวล

“นายพูดเหมือนคุณหมอเลย”

“หมอ!! หมอไหนเหรอ”

“คุณหมอที่เคย...เอ่อ...ช่วยชั้นไว้เมื่อตอนโน้นน่ะ”

ช่วยเหรอ!!! เรื่องนี้มีหมอเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ถ้าอย่างนั้นยูจีนของเขาก็... ไม่!!! ขออย่าให้เป็นอย่างที่เขาคิดเลย สมองของไมล์ปั่นเร็วจี๋ ปะติดปะต่อข้อมูลที่ได้มากับท่าทีของยูอิจิ แล้วคำตอบก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา ยูอิจิเคยถูกทำร้าย ถ้าเลวร้ายกว่านั้นเขาก็ต้องเคยถูก.... โดยคนที่เขารักหรือไว้ใจมาก

บ้าเอ๊ย!!! แล้วเขายังมีหน้าไปขอให้ยูอิจิ เชื่อใจเขาอีก ทั้งๆที่เพิ่งพบกันแค่วันเดียวเท่านั้น ไมล์สบถด่าตัวเองอยู่ในใจอย่างดุเดือด ตัวเขาเองแท้ๆที่ไปสะกิดแผลใจของชายหนุ่มขึ้นมา

“ชั้นขอโทษยูจีน...ชั้นมันโง่เองที่ขออะไรนายแบบนั้น ชั้นน่าจะรู้ว่าทำไมนายถึงมีอคติกับเรื่องน้องๆของนาย...ชั้นนี่มันโง่อย่างไม่น่าให้อภัยเลยจริงๆ” ไมล์พูดอย่างดุเดือด

ยูอิจิเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ นี่เขายังไม่พูดอะไรเลย ไมล์ก็พอจะเดาเรื่องของเขาออกแล้วเหรอ แล้วยังกล่าวโทษตัวเองอีก ไมล์ไม่รังเกียจเขาใช่มั้ย!!! “นายจะขอโทษชั้นทำไม...นายรู้...เรื่องที่ชั้น...เอ่อ...ชั้น...”

“ไม่ต้องพูดหรอกถ้านายไม่อยากนึกถึงมัน” ไมล์ขัดขึ้น “อย่าฝืนเลยนะ ถ้านายเจ็บปวด ชั้นไม่อยากให้นายต้องพูดมันออกมาถ้านายไม่เต็มใจอยากจะพูด”

“ไมล์...นายเป็นคนแรกที่เข้าใจชั้นแบบนี้ ชั้นไม่เคยมีเพื่อนอย่างนายมาก่อนเลย”

“ลืมเพื่อนงี่เง่าๆพวกนั้นให้หมดยูจีน ตอนนี้นายมีเพื่อนใหม่อีกสามคน กับน้องชายอีกสองคน และช่วงเวลาที่พวกเราจะทำความรู้จักกันให้ดีขึ้น สร้างมิตรภาพใหม่ๆให้เกิดขึ้น พวกเราจะอยู่ข้างนายเสมอ อย่างน้อยชั้นก็คนหนึ่งล่ะ” ไมล์พูดอย่างกระตือรือร้น พาให้ยูอิจิรู้สึกสดใสขึ้นด้วย น่าแปลก!! แค่คำพูดไม่กี่คำของไมล์กลับทำให้เขารู้สึกดีขึ้นขนาดนี้

ยูอิจิค่อยๆ คลี่ยิ้มช้าๆ “จริงของนายนะ ชั้นจะมานั่งกลุ้มอยู่ทำไมในเมื่อชั้นมีวันหยุดช่วงคริสต์มาสกับปีใหม่ที่จะทำให้พวกเราสนุกสนานรออยู่”

“ใช่แล้ว เอาล่ะเลิกทำหน้าเศร้าแล้วออกไปกันเถอะ เดี๋ยวพวกข้างนอกจะสงสัยว่าเราหายไปทำอะไรกัน ตั้งนานสองนาน” ไมล์พูดหน้าตาย

“บ้าเหรอ!!! นายนี่หน้าตากับคำพูดไปกันคนละทางเลยนะ ไอ้ท่าทางสุภาพไร้ที่ติเนี่ยเอาไว้หลอกคนอื่นล่ะสิ” ยูอิจิพูดแล้วก็หัวเราะ

“นี่แหละตัวจริงของชั้นล่ะ มีแต่เพื่อนกันเท่านั้นหรอกนะที่ชั้นจะเผยตัวแบบนี้” ไมล์หัวเราะด้วย

ยูอิจิไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองยืนอยู่ในอ้อมกอดของไมล์มาตั้งนานแล้ว ไมล์เองก็กอดยูจีนของเขาไว้ รู้สึกเป็นธรรมชาติเหลือเกินที่มียูอิจิอยู่กับเขาแบบนี้ ยูอิจิรู้สึกตัวก่อน แก้มร้อนซู่ด้วยความเขิน เขาขยับตัวคลายวงแขนที่กอดเอวไมล์ออก ชายหนุ่มจึงปล่อยตัวเขาไป รู้สึกเสียดายนิดๆ

“ไปเถอะ” ไมล์บอกแล้วก็เดินไปเปิดประตูห้องไว้รอ ยูอิจิยิ้มแล้วเดินออกไปจากห้องของชายหนุ่ม ไมล์ก้าวออกไปแล้วปิดประตูห้องโดยไม่ลืมล็อคเอาไว้เหมือนเคย...

“มากันแล้ว ยูจังมารู้จักคุณพ่อของผมสิ” เชนเรียกชายหนุ่มให้รีบเดินเข้ามาเมื่อเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามาในห้องรับแขก ยูอิจิรีบเดินเข้ามาทันที ก็ใครมั่งจะไม่อยากรู้จักมาร์คัส แมคนีลล่ะ

“ยูจังนี่คุณพ่อของผมนะ คนดังๆที่ผมเคยบอกคุณไง” เชนบอกปนหัวเราะ

“สวัสดีครับ โมรินางะ ยูอิจิครับเรียกง่ายๆว่ายูก็ได้ครับ”

“สวัสดียู ตามสบายนะ คิดซะว่าอยู่บ้านตัวเองก็แล้วกัน” มาร์คหรี่ตามองเชนนิดๆที่แซวเขา แล้วยิ้มมองยูอิจิแล้วก็เหลือบมองเร็น “เธอมาเป็นแฝดของเร็นแทนเรียวได้เลยนะ”

“ขอบคุณมากครับท่าน”

“ท่านอะไรกัน เรียกชั้นเหมือนๆกับพวกนี้เรียกนั่นแหละ” มาร์คบอกอย่างเป็นกันเอง

ยูอิจิทำหน้างงๆ เพราะข่าวที่ได้ยินมากับมาร์คตัวจริงนั้นคนละเรื่องเลย แล้วเขาก็ยิ้ม “แล้วเจ้าน้องชายผมเรียกท่านว่าอะไรล่ะครับ”

“คุณพ่อ” เรียวกับเร็นตอบพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย หันมามองหน้ากันแล้วหัวเราะ

“ได้ยินจากเชนว่าเธอเป็นรุ่นน้องของริคโค่เหรอ” มาร์คถาม

“ใช่ครับ”

“งั้นเย็นนี้เตรียมตัวพบได้เลยนะ” มาร์คบอกยิ้มๆ “เขาจะมาดินเนอร์กับพวกเรา”

“เหรอครับ” เชนแทรกขึ้นมาแทน พร้อมกับเลิกคิ้วอย่างยียวน

“งั้นสิ ก็ชั้นจะออกไปรับเขาอยู่นี่ไง” มาร์คบอก “ตามสบายนะยู เจอกันตอนเย็นนะทุกคน” เขาโบกมือแล้วก็เดินออกไป

“ท่าทางจะไปได้สวยนะเรื่องของคุณพ่อกับคุณริคน่ะ” นาธานเอ่ยขึ้น

“ท่าพ่อจะเอาจริงใช่มั้ยเนี่ย…คุณริคไม่รอดแน่ๆ” เชนพึมพำแล้วก็หัวเราะหึ หึ

“ว่าไงนะเชน” เร็นได้ยินจึงถามอย่างเอาเรื่อง

“ก็พูดเรื่องจริงนี่ ไม่เห็นนายต้องโกรธเลย น่านะ” เชนทำเสียงออดอ้อน

เร็นทำปากขมุบขมิบก่อนจะยอมยกให้ “ก็ได้ ไม่โกรธก็ไม่โกรธ”

“เออนี่…เดี๋ยวพวกเราออกไปซื้อของมาเตรียมจัดงานปาร์ตี้คืนนี้กันดีกว่ามั้ย” เชนถามความเห็น

“ไปสิ แล้วจะซื้ออะไรบ้างล่ะ” นาธานถามกลับ

“ก็หลายอย่างอยู่นะ ไหนจะของประดับต้นคริสต์มาส ไหนจะของขวัญให้คนโน้น คนนี้อีก” เชนว่า

“งั้นเดี๋ยวเราก็ลิสต์กันก่อนแล้วกันว่าจะซื้ออะไรบ้าง” เร็นบอก

แล้วทั้งหกคนก็นั่งลงช่วยกันเขียนรายการของที่จะซื้อจนเต็มหน้ากระดาษ หลังจากนั้นก็แบ่งออกเป็นสามชุด ตกลงกันว่าจะแยกกันไปเป็นสามคู่ (เข้าแก๊ปพอดี อิ อิ) แบ่งกันไปซื้อของ

เมื่อทุกคนทานอาหารกลางวันกันเรียบร้อยแล้ว ก็เตรียมตัวที่จะออกจากบ้าน ไมล์กลับไปที่ห้องของเขาเอาเครื่องติดตามกับหูฟังมาส่งให้เรียวกับเชน “กันไว้ก่อน” เขาบอก ทั้งสองคนทำตามที่ไมล์บอก สุดท้ายไมล์ส่งนาฬิกาที่เหมือนของเขาให้ “ปุ่มสีใสเป็นสวิตท์ลำโพงนะ ถ้านายกด ไฟสีเขียวขึ้นมาแสดงว่าลำโพงเปิดอยู่ ส่วนปุ่มสีน้ำเงินเป็นการติดต่อกับอีกสองคนที่เหลือ พวกBGก็จะได้ยินด้วย” ไมล์อธิบายเร็วๆ อีกสองคนลองทดสอบดูว่าเครื่องใช้ได้แล้ว จึงเดินออกไปสมทบกับสามคนที่รออยู่ แล้วพวกเขาก็ขับรถออกไป…

#####

Chapter 9

เชนเอารถไปจอดที่บริษัทของพ่อ เพราะที่ศูนย์การค้าคงหาที่จอดรถลำบาก ทั้งหกคนเดินคุยกันไปอย่างร่าเริงแค่แป๊บเดียวก็ถึงห้างสรรพสินค้าชื่อดังแล้วก็แยกกันไป โดยนัดกันว่าอีกสามชั่วโมงมาเจอกันที่จุดนัดพบ เร็นลากเชนเดินลิ่วๆไปเป็นคู่แรก เรียวหัวเราะแล้วจูงมือนาธานไปอีกทางหนึ่ง ยูอิจิมองสองคู่ที่จากไปแล้วหันมามองไมล์ก่อนจะยิ้มแหยๆ

“ทำไมล่ะยูจีน หรือว่าไม่อยากไปกับชั้น” ไมล์ถามยิ้มๆ

“ไม่ใช่!! แต่ชั้นไม่เคยมาเดินไอ้ห้างหรูๆแบบนี้ มันเลยรู้สึกแปลกๆน่ะ”

“โธ่เอ๊ย!!! ไม่ต้องคิดมากหรอก มันก็เหมือนทั่วๆไปแหละ ไหนดูซิว่าเจ้าหญิงเขาให้เราซื้ออะไรบ้าง”

ยูอิจิหยิบกระดาษจดรายการออกมาดู “นี่แล้วทำไมนายเรียกเร็นว่าเจ้าหญิงล่ะ”

“อิมเมจน่ะสิ ตอนเด็กๆนายไม่เคยดูการ์ตูนเรื่องเจ้าหญิงจอมแก่นเหรอไง” ไมล์ถามแล้วก็ชี้บอกยูอิจิให้เดินไปทางขวา

“อ๋อ…นั่นสินะ” ยูอิจินึกถึงการ์ตูนแล้วก็หัวเราะ เหมือนจริงๆ ด้วยแฮะ

แล้วทั้งสองคนก็เดินเลือกซื้อของกันอย่างสนุกสนาน…

ขณะเดียวกันอีกคู่หนึ่ง…

“นี่เชน นายว่ามั้ยว่าท่าทางไมล์เขาจะเป็นห่วงยูจังมากเลยนะ” เร็นถามขึ้นตอนที่ทั้งคู่กำลังเลือกของขวัญให้มาร์คกับริคโค่

“เขาก็บอกชั้นอย่างนั้น…เร็นนายรู้รึเปล่าว่ายูจังเขาไม่ชอบใจที่พวกเราคบกัน”

เร็นหันกลับมาสบตากับเชน “จริงเหรอ…ทำไมล่ะ”

“ไมล์เขาเห็นน่ะ แต่เขาบอกว่ายูจังน่าจะเคยเจ็บปวดกับเรื่องในอดีต เขาเลยต่อต้านพวกเรา”

เร็นนิ่งคิด “แล้วทำไมนายยังอยากให้ยูจังมาอยู่กับพวกเราอีกล่ะ”

เชนโอบไหล่เร็นเข้ามาใกล้ “ก็เพื่อนายน่ะสิ…แล้วชั้นก็อยากให้พี่ของนายเห็นว่าชั้นรักนายมากแค่ไหน และชั้นก็จะไม่มีวันทำให้นายต้องเจ็บปวดเด็ดขาด”

เร็นยิ้มหวาน “ขอบคุณนะเชน นายนี่น่ารักที่สุดในโลกเลย”

“น่ารัก…แล้วรักรึเปล่าล่ะ” เขาถามเจ้าเล่ห์

“รักสิ…ถ้าไม่รักจะยอมให้นาย…เอ่อ…” เร็นนึกถึงเรื่องเมื่อคืนก็เขินหน้าแดงจนพูดต่อไม่ได้

เชนหัวเราะอย่างเอ็นดู “ถ้างั้นคืนนี้ชั้นไปหานายที่ห้องนะ…ได้เปล่า” เขาทำเสียงอ้อน

“บ้า!!! มาขออะไรตอนนี้เล่า” เร็นอายจนแดงไปถึงใบหู “ก็ได้…” เขาพึมพำ

เชนยิ้มกว้างหอมแก้มร่างบางอย่างมันเขี้ยวก่อนจะจูงมือเร็นไปเลือกของขวัญต่อ…

มาดูอีกคู่ที่เหลือ…

“แนท…ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ” เรียวถามเมื่อเห็นว่านาธานเงียบผิดปกติ

“ชั้นกังวลเรื่องคุณยูน่ะสิ ไม่รู้สินะชั้นว่าเรื่องที่เขาเคยเจอมา มันไม่ธรรมดาแน่ๆ ถึงได้สร้างแผลใจให้เขาขนาดนี้” นาธานทำหน้ายุ่ง

“เอาเป็นว่า ชั้นกับเร็นจะหาทางคุยเรื่องนี้กับยูจังก็แล้วกันนะ แต่ตอนนี้ยิ้มก่อนซิแนท” เรียวแกล้งพูดเสียงเฉียบขาด

นาธานยิ้มหวานให้อย่างที่เรียวต้องการ “งั้นก็แล้วแต่นายแล้วกัน ไปซื้อของกันต่อเถอะ”

“ไปสิ” เรียวยิ้มแล้วจูงมือนาธานเดินกันไป คุยกันไปอย่างหวานชื่น…

ระหว่างที่ไมล์กับยูอิจิกำลังเลือกไฟประดับแบบต่างๆอยู่นั้น สายตาของชายคนหนึ่งก็หันมาปะทะเข้ากับภาพนั้นเข้า เขามองอย่างไม่เชื่อว่าจะได้เจอยูอิจิอีกครั้ง

“มองอะไรอยู่ไบรอัน” เสียงของชายอีกคนทักขึ้นแล้วมองตามสายตาของเขาไป “เฮ้!! นั่นมัน…ไม่น่าเชื่อแฮะ นั่นมันน้องหนูของนายนี่หว่า…มากับแฟนใหม่ซะด้วย” เพื่อนเขาพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

“นายเลิกพูดแบบนี้นะเจอรี่ เรื่องนั้นมันจบไปนานแล้ว แล้วเขาก็ไม่ใช่น้องหนูของชั้นด้วย” ไบรอันทำเสียงไม่พอใจ “ไปกันได้แล้ว ชั้นเบื่อที่นี่เต็มทน”

“เดี๋ยวเด้!! รอบิลก่อนเหอะน่า ได้มีเรื่องสนุกๆแน่” เจอรี่ดึงเพื่อนไว้ให้รอหัวโจกของพวกเขามาก่อน

“ชั้นทำไมเจอรี่” บิลเดินมาถึงพอดี เจอรี่หัวเราะอย่างสนุก แต่ไบรอันหน้าซีดเผือด

เจอรี่พยักหน้าให้บิลมองไปที่ไมล์กับยูอิจิ บิลมองตามแล้วรอยยิ้มชั่วร้ายก็ผุดขึ้นบนใบหน้าอย่างจำได้ “ยังดูสวยเหมือนเดิมเลยนะ” บิลพูดพลางแสยะยิ้ม “จริงมั้ยไบรอัน”

คนถูกเรียกเหลือบมองอย่างไม่พอใจ “อย่าไปยุ่งกับเขาอีกเลยน่าบิล พวกเราไปกันซักทีเหอะ”

“ยังอาลัยอาวรณ์อยู่หรือไงห๊ะ คิดจะปกป้องเขาตอนนี้มันไม่สายไปหน่อยเหรอเพื่อน” บิลพูดอย่างเยาะเย้ย ไบรอันหลบตากำหมัดอย่างเจ็บใจ เขายังคงรู้สึกผิดในเรื่องนี้มาจนบัดนี้

“ตามไป” บิลสั่งเมื่อเห็นไมล์กับยูอิจิที่หิ้วของเต็มสองมือออกจากร้านขายของไป เจอรี่กระหยิ่มยิ้มย่องเดินไปเป็นคนแรก “อยากให้ชั้นเอาเรื่องที่นายเคยทำไปบอกแฟนนายรึยังไง” บิลขู่เมื่อเห็นไบรอันยังยืนเฉย ชายหนุ่มมองกลับไปอย่างแค้นเคืองแล้วเขาก็เดินลงส้นตามเจอรี่ไปอย่างไม่พอใจ บิลหัวเราะหึ หึอย่างสะใจแล้วก็เดินตามเพื่อนทั้งสองไป

ไมล์กับยูอิจิเดินออกจากร้านมาได้ซักพัก ไมล์ก็รู้สึกว่ากำลังถูกตาม แต่ตามความรู้สึกของเขาบอกว่าพวกมันไม่ใช่มืออาชีพและมีกันสามคน ชายหนุ่มแอบเหลือบมองทางกระจกที่หน้าร้านต่างๆ เขาก็เห็นเป้าหมาย ทั้งสามคนแต่งตัวดีท่าทางเป็นลูกคนรวย แล้วสามคนนั่นมาเดินตามพวกเขาทำไม หรือว่า…

“ไมล์…ทำไมเงียบไปล่ะ” ยูอิจิถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นชายหนุ่มทำหน้าเครียด

ไมล์หันมามองหน้ายูอิจิ แล้วเหลือบตามองทางข้างหน้า ก่อนจะดึงชายหนุ่มหลบวูบเข้าไปในหลืบทาง

“ไมล์!!!…อื้อ!!!” ไมล์เอามือปิดปากยูอิจิ ก่อนจะเอานิ้วแตะที่ปากบอกให้เขาเงียบ ยูอิจิพยักหน้ารับรู้ ชายหนุ่มจึงปล่อยมือ ก่อนจะมองออกไปข้างนอกอย่างระมัดระวัง

“เกิดอะไรขึ้นไมล์” ยูอิจิกระซิบถาม

“มีคนตามพวกเรา” ไมล์บอกเบาๆ

“ใครเหรอ!!!”

“เดี๋ยวพวกมันสามคนกำลังจะเดินผ่านร้านตรงข้ามนี่ ชั้นจะติดต่อเชนกับเรียวก่อนนะว่ามีอะไรผิดปกติรึเปล่า” ไมล์บอก เขากำลังจะกดปุ่มที่นาฬิกา แต่พลันที่สามคนที่ว่าเดินเข้ามาในสายตา ยูอิจิก็ตกตะลึงดึงแขนไมล์ไว้อย่างแรง

“ยูจีน!!!” ไมล์เรียกเขาเบาๆอย่างตกใจ มองยูอิจิที่เบิกตาโพลงมองไปที่สามคนนั้น จนพวกเขาเดินผ่านไปแล้วแต่ยูอิจิก็ยังยืนตัวแข็งอยู่พลางสูดหายใจอย่างหนักหน่วงราวกับอากาศไม่พอ

“ยูจีน!! นายเป็นอะไรน่ะ!!” ไมล์จับไหล่ยูอิจิอย่างตกใจกับอาการของชายหนุ่ม

ยูอิจิกระพริบตาถี่ๆ ราวกับพึ่งรู้สึกตัว “ไม่ต้องเรียกสองคนนั้นหรอก” เขาบอกด้วยเสียงสั่นๆ “ชั้น…ชั้นรู้จักสามคนนั่น…”

“….” งั้นที่เขาเดาก็ใช่น่ะสิ “นายไม่เป็นไรนะ” ไมล์ถามอย่างห่วงใย

ยูอิจิไม่รับคำแต่พยักหน้าฝืนๆแทน “พวกนั้นคงเห็นชั้น ก็เลยตามพวกเรามา” เขาบอก

“พวกนั้นคือพวกที่…ช่างเถอะ…แต่พวกมันต้องการอะไรกัน” ไมล์คิดจะถามแต่ก็เปลี่ยนใจเพราะไม่อยากให้ยูอิจิไม่สบายใจอีก

“ชั้น…ชั้นก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” ยูอิจิบอกไม่อาจสบตากับชายหนุ่มได้

“ยูจีน…” ไมล์เรียกชื่อชายหนุ่มเบาๆอย่างอ่อนโยน เชยคางยูอิจิขึ้นให้สบตากับเขา “นายจะปลอดภัยเมื่ออยู่กับชั้น…”

ยูอิจิสบสายตาที่มั่นคงของชายหนุ่ม ความอบอุ่นและมั่นใจก็กลับคืนสู่หัวใจเขาทันที “ชั้นเชื่อนาย”

คำพูดของยูอิจิทำให้ไมล์ยิ้มกว้าง เขาหันออกไปมองด้านนอกอย่างระมัดระวังอีกครั้ง “แต่ยังไงชั้นก็อยากให้มั่นใจไว้ก่อนดีว่า” เขาบอกก่อนจะยกนาฬิกาขึ้นมากดเปิดลำโพง (ในกรณีนี้เชนกับเรียวจะไม่ได้ยินเสียงของไมล์เพราะไม่ได้กดปุ่มติดต่อกัน) ไมล์คุยกับBGที่ติดตามพวกเขามาเรื่องชายสามคนที่ติดตามเขา แล้วก็พยักหน้าให้ยูอิจิ เดินตามเขาออกมาสู่ทางเดินในห้างอีกครั้ง โดยเปิดลำโพงติดต่อกับพวกBGตลอดเวลา

“นี่สองคนนั่นหายไปไหนแล้วล่ะ” เจอรี่ถามอย่างหงุดหงิดที่ไมล์กับยูอิจิหายไปจากสายตา

“ไม่มีทางที่จะหายไปเฉยๆหรอกน่า มันต้องอยู่แถวๆนี้แหละ” บิลพูดอย่างหัวเสียนิดๆ

ไบรอันแอบยิ้มในหน้าอย่างยินดีที่สองคนนั้นพ้นไปได้ แต่แล้วเสียงของเจอรี่ก็ทำลายความยินดีของเขาไปจนหมด “อยู่นั่นไงล่ะพวก”

“งั้นก็ไปสิ เรื่องสนุกๆกำลังรอเราอยู่” บิลพูด เจอรี่หัวเราะเสียงน่าเกลียด

“นายคิดจะทำอะไรอีกบิล!!! อย่าไปยุ่งกับเขาอีกเลยน่า…ชั้นขอล่ะ” ไบรอันขอร้อง

“อะไรกันไบรอัน” บิลทำเสียงจุ๊ปากอย่างเย้ยหยัน “ชั้นรู้นะว่านายยังจำมันได้ หมอนั่นออกจะเยี่ยมขนาดนั้น ขนาดเขาทั้งร้องทั้งอ้อนวอน นายก็ยังช่วยชั้นจับเขาไว้ แถมยังจัดการหมอนั่นด้วยไม่ใช่เหรอไง…” บิลตอกย้ำความทรงจำของไบรอันอย่างโหดร้าย

“บิล!!!” ไบรอันเริ่มโมโห “พวกเราทำเรื่องเลวร้ายกับเขามาแล้วครั้งนึง แล้วนายคิดจะทำอะไรอีกห๊ะ พอทีเหอะ ชั้นไม่อยากมีส่วนร่วมกับเรื่องเลวๆพวกนี้อีก!! ได้ยินมั้ย!!!”

“คิดจะเป็นคนดีตอนนี้มันก็สายไปแล้วไบรอัน!!! ถ้าชั้นเลวนะ นายเองนั่นแหละที่เลวยิ่งกว่า ก็นายไม่ใช่เหรอที่เป็นคนที่เจ้าหมอนั่นมันหลงรักน่ะ แล้วนายทรยศเขายังไงยังจำได้รึเปล่า…” บิลยิ้มเยาะ

ไบรอันกำหมัดแน่น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่บิลใช่ขู่เขาให้เขาอยู่ใต้อาณัติเรื่อยมา เขาทั้งเจ็บใจทั้งแค้นใจ แต่ถ้าเรื่องนี้เปิดเผยออกไป เขาคงไม่มีหน้าอยู่ในสังคมอีกแน่ ไหนจะพ่อของเขาที่กำลังจะลงสมัครนายกเทศมนตรีในสมัยหน้าอีกล่ะ ถ้าพ่อรู้เข้าพ่อต้องฆ่าเขาแน่ๆ

“ตามมาได้แล้วไบรอัน!!!” บิลสั่งก่อนจะเดินไปกับเจอรี่

ไบรอันมองตามหลังไปอย่างเจ็บใจ แต่ก็จำต้องเดินตามคนที่ครั้งหนึ่งเขาคิดว่าเป็นเพื่อนไป

“นี่เราจะไปไหนกันน่ะไมล์” ยูอิจิถามเมื่อไมล์พาเขาเดินมาในทางที่ไม่ค่อยมีผู้คน

“นายจะปลอดภัยเมื่ออยู่ข้างๆชั้น จำไว้นะยูจีนไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นอย่าอยู่ห่างจากชั้น” ไมล์บอกเขาทำหน้าจริงจัง ความคิดที่จะจัดการกับเจ้าสามคนนั่นพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในใจเขาอย่างไม่อาจระงับได้ การได้อัดเจ้าพวกที่เคยทำร้ายยูอิจิให้น่วมเป็นสิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุดเวลานี้ ไมล์นึกอยากจะบีบคอพวกมันให้แหลกคามือเขาด้วยซ้ำไป แต่มันคงไม่ช่วยให้ยูอิจิรู้สึกดีขึ้น เขานึกพลางยิ้ม***มๆ ที่ทั้งสามคนนั่นเดินตามพวกเขามา

‘ตามมาเลย!! แล้วพวกแกจะได้รู้ว่าความเจ็บปวดน่ะมันเป็นยังไง!!’ ไมล์ยิ้ม แววตาราวกับเพชฌฆาต

ยูอิจิพอจะมองออกแล้วว่าไมล์จะทำอะไร “ไมล์…พวกมันมีตั้งสามคนนะ อย่าไปยุ่งกับพวกเขาเลย พวกนั้นเป็นลูกคนมีชื่อเสียงทั้งนั้น มัน…มันไม่คุ้มหรอก” เขาท้วงอย่างห่วงใย

ไมล์หน้าเครียดขึ้นไปอีก “คนไหนล่ะที่นายไม่อยากให้เจ็บตัว ชั้นจะเว้นไว้ให้” เขาประชดเพราะคิดว่ายูอิจิคงยังรักคนคนนั้นอยู่

“ไมล์!!!…ชั้นเป็นห่วงนายนะ พวกนั้นน่ะมันเป็นคนเลวแต่พวกมันก็รู้จักคนใหญ่คนโต เราทำอะไรมันไม่ได้หรอก” ยูอิจิเอ่ยแกมน้อยใจนิดๆ “แล้วคนอย่างชั้นน่ะ เจ็บแล้วรู้จักจำ!!! ชั้นแค่ไม่อยากให้นายต้องมาเดือดร้อนเพราะเรื่องในอดีตของชั้น นายเป็นเพื่อนชั้นนะ!!!”

ไมล์รู้สึกเสียใจวูบขึ้นมาที่พูดจาไม่ดีกับยูอิจิ เขาจับมือชายหนุ่มมากุมไว้อย่างอ่อนโยน “ขอโทษนะยูจีน…ชั้นไม่ได้ตั้งใจ ชั้นแค่กำลังโกรธมาก ก็เลยปากเสียไปหน่อย” เขายิ้มให้อย่างขอโทษ

“โกรธ!!!…เนี่ยนะโกรธมากของนาย!!! ดูไม่ออกเลยแฮะ” ยูอิจิพูดยิ้มๆ กระชับมือที่ไมล์เกาะกุมไว้แน่นเข้า รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

ไมล์ยิ้มเครียด ตอนนี้พวกเขาหยุดเดิน คนที่ตามพวกเขาทั้งสามคนก็เข้ามาใกล้มาก แล้วพวกมันก็แสดงตัวล้อมเขาและยูอิจิไว้ ไมล์ดึงยูอิจิเข้ามาใกล้ตามสัญชาตญาณการปกป้องของเขา

“แหมๆๆ หวานกันจริงนะ ไงยู…คงยังไม่ลืมพวกเราใช่มั้ย” เจอรี่พูดขึ้นแล้วหัวเราะ

“หลบหน้าพวกเราได้ตั้งเกือบสองปีเชียวนะ หาแฟนใหม่ได้เร็วดีนี่” บิลพูดอย่างเย้ยหยัน “นี่ยังจำแฟนเก่าได้ใช่มั้ย น้องหนูยู” เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังลั่นจากปากของบิลและเจอรี่

ยูอิจิทั้งตกใจทั้งโกรธจนน้ำตาคลอ ไมล์ไม่ควรมาได้ยินอะไรแบบนี้ เขาจับจ้องไปที่คนทั้งสามอย่างโกรธแค้นโดยเฉพาะไบรอัน ที่ก้มหน้าหลบตาชายหนุ่มอย่างรู้สึกผิด

“พวกแกต้องการอะไร!!!” ยูอิจิถามเสียงเครียด

“โอ้โห!! เสียงยังหวานเหมือนเดิมอีกด้วย นึกถึงตอนที่มันกรีดร้องตอนนั้นจริงๆ” เจอรี่เยาะพลางมองยูอิจิอย่างโลมเลียไปทั่วร่าง “ว่าไงล่ะ เห็นด้วยมั้ย…”

“เปรี้ยง!!” เจอรี่ยังพูดไม่ทันจบ หมัดลุ่นๆก็กระแทกเข้าครึ่งปากครึ่งจมูกจนกระเด็นล้มไปกระแทกพื้น อีกสองคนรวมทั้งยูอิจิถึงกับตกตะลึง ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มอยู่เสมอของไมล์ตอนนี้เย็นชาราวใส่หน้ากาก แววตา***มเกรียมราวกับเพชฌฆาต

“แก!!!…” บิลถลันเข้ามาชกไปที่หน้าของไมล์ ชายหนุ่มดึงตัวหลบ คว้าข้อมือบิดกลับหลัง อัดเข่าเข้าที่ท้องของบิลจนร้องโอ๊ก แล้วก็ผลักบิลกระเด็นไปกองอยู่ด้วยกันกับเจอรี่

เสียงร้องโอดโอยดังออกจากปากเสียๆ ของพวกมันระงมไปหมด ไมล์ยืนจ้องหน้าไบรอันตาวาวแต่ชายหนุ่มก็ยังยืนเฉย ไบรอันสะใจอยู่ลึกๆ ที่เห็นทั้งสองคนโดนไมล์อัด เขาเงยหน้าขึ้นสบตายูอิจิ ความรู้สึกผิดลึกๆ เกาะกินใจเขามาสองปี เขาอยากยกมันออกจากอกเสียที

“ยู…ผมขอโทษ ผมไม่เคยได้มีโอกาสพูดคำนี้กับคุณตั้งแต่วันนั้น ผมรู้ว่าผมผิดและผมจะไม่ขอให้คุณให้อภัยในสิ่งที่ผมทำ ผมแค่อยากจะขอโทษคุณเท่านั้น” ไบรอันพูดอย่างสำนึกผิด

“…..” ยูอิจิมองแววตาที่สำนึกผิดและขอโทษ ค้นหาความจริงใจในคำพูดของชายหนุ่ม ก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ “ผมไม่มีวันยกโทษในสิ่งที่พวกคุณทำ แต่ผมจะลืมมัน…ลืมให้หมดว่าผมเคยรู้จักพวกคุณ พวกคุณไม่เคยมีค่าพอที่ผมจะจดจำ” เขาหยุดพูดและสูดหายใจลึก “อย่ามายุ่งกับผมอีก ไม่งั้นผมไม่รับประกันความปลอดภัยของพวกคุณ”

“ผมไม่อยากยุ่งหรอก…แต่พวกนี้น่ะสิ” ไบรอันพยักหน้าไปทางสองคนที่กำลังลุกขึ้นมา

“แก!!! แกทำจมูกชั้นหัก!!!” เจอรี่พูดเสียงอู้อี้ พลางจ้องหน้าไมล์อย่างเอาเรื่อง แต่ไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้

“แกรู้มั้ยว่าพวกเราเป็นใคร!!!” บิลถามขัดๆ เพราะยังจุกอยู่

“แล้วพวกแกรู้มั้ยล่ะ ว่าชั้นเป็นใคร!!!” ไมล์ถามกลับจ้องหน้าบิลด้วยดวงตาเย็นเยียบจนบิลต้องหลบตา “พวกแกจะเป็นใครชั้นไม่สนใจ แต่จำไว้ว่าถ้าพวกแกแตะต้องยูจีนอีกแม้แต่นิ้วเดียว!!! พวกแกจะได้รู้ว่านรกเป็นยังไง!!! แล้วพวกแกก็จะได้รู้ว่าชีวิตของพวกแกไม่มีค่าเลยในสายตาของชั้น!!!” ไมล์ไล่จ้องหน้าทั้งสามคนทีละคนอย่างข่มขวัญ แล้วหันกลับมาจูงมือยูอิจิเดินจากไปโดยไม่หันมามองอีกเลย

ไบรอันหัวเราะหึ หึในลำคอ ในที่สุดยูก็ได้เจอคนที่รักเขาจริงๆแล้วสินะ เขาดีใจกับยูด้วยจริงๆ

“มันเป็นใครกัน!!!” เจอรี่ถาม

“ชั้นจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ แต่มันไม่ใช่คนธรรมดาแน่” บิลบอก “ตามมันไปสิ” เขาขยับ ดึงเจอรี่จะเดินตาม

แล้วทั้งสองคนก็สะดุ้งเฮือก ชายในชุดสูทไม่ต่ำกว่าหกคนเดินออกมาจากรอบๆตัวพวกเขาราวกับนินจา ขยับเข้ามาขวางทางพวกเขาไว้ไม่ให้ตามไป บิลกับเจอรี่มองอย่างตกใจแล้วรีบถอยออกไปจากตรงนั้นทันที

ไบรอันหัวเราะออกมาอย่างเต็มเสียง ก่อนจะโค้งให้พวกBGที่ขวางทางอยู่แล้วก็เดินออกไปเช่นกัน

ยูอิจิกับไมล์กำลังเดินไปที่จุดนัดพบที่นัดไว้กับอีกสี่คนที่เหลือ ไมล์นิ่งเงียบเหลือเกิน เงียบจนผิดปกติ มือของชายหนุ่มที่จับมือเขาอยู่ตอนนี้ก็ร้อนจนเขาตกใจ

“ไมล์…นายพูดอะไรหน่อยได้มั้ย นายเงียบแบบนี้ชั้น…ชั้นเดาความคิดนายไม่ออกเลย” ยูอิจิพูดเบาๆ

ไมล์หยุดเดินกระทันหันจนยูอิจิเบรกไม่ทัน ชนเข้ากับแขนชายหนุ่มอย่างแรง “โอ๊ย!!!…”

“ขอโทษ!!! เป็นไรมั้ย” ไมล์ถามเมื่อเห็นชายหนุ่มลูบจมูกตัวเองป้อยๆ

“ไม่เป็นไร…นายเลิกทำหน้ายักษ์แล้วนะ เฮ้อ!!!…ค่อยยังชั่วหน่อย” เขาถอนใจนิดๆ

“……นายโกรธรึเปล่า…ที่ชั้นไปก้าวก่ายเรื่องของนายแบบนั้น”

ยูอิจิส่ายหน้า “ไม่หรอก…ชั้นอยากขอบใจนายมากกว่า นานแล้วที่ไม่มีใครห่วงใยและปกป้องชั้นแบบนี้ ชั้นดีใจจริงๆนะ” ยูอิจิยิ้มหวานให้ไมล์ อยากให้ชายหนุ่มอารมณ์ดีเหมือนเดิม

ไมล์ยิ้ม ยกมือขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองแบบเขินๆ ยูอิจิหัวเราะกับท่าทีของไมล์ที่เขาไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก พอไมล์จะเอามือลง เขาก็คว้ามือไมล์มาดูอย่างตกใจ

“แดงหมดเลย เจ็บรึเปล่าน่ะ” เขาถามอย่างเป็นห่วง สันหมัดของไมล์ที่กระแทกหน้าของเจอรี่ แดงขึ้นมาเห็นชัดเจน

ไมล์ยิ้มกว้างขึ้นที่เห็นยูอิจิเป็นห่วงเขา “ไม่เลยซักนิด ยังไม่สาใจชั้นด้วยซ้ำ” เขาบอกหน้าตาเฉย

“ไมล์!!!…นายนี่ปกติก็ดูใจเย็นจะตาย แต่เวลาโมโหก็น่ากลัวเหมือนกันนะ อย่างนี้เขาเรียกโกรธเงียบใช่มั้ย” ยูอิจิค้อนนิดๆ

“ชั้นไม่เป็นไรหรอก ขอบใจที่ห่วงนะ” ไมล์บอกยิ้มๆ “เราไปกันเถอะป่านนี้พวกนั้นมารอกันแล้วล่ะ”

ยูอิจิพยักหน้า จับมือไมล์ไว้ไม่ยอมปล่อย หน้าแดงนิดๆด้วยความเขิน ไมล์แอบยิ้มกว้างกับความน่ารักของคนข้างๆ เขาไม่พูดอะไรก่อนจะกระชับมือของยูอิจิให้แน่นเข้า แล้วเดินจูงมือกันไปที่จุดนัดพบของพวกเขา

มาร์คกับริคโค่เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงคุยและเสียงหัวเราะดังมาตามทางเดิน

“บ้านผมดูน่าอยู่ขึ้นเยอะตั้งแต่มีเสียงหัวเราะของพวกเขาเนี่ย” มาร์คพูดยิ้มๆ

“วัยรุ่นก็สดใสร่าเริงแบบนี้แหละครับ” ริคโค่ยิ้มตอบ

“แสดงว่าคนวัยขนาดผมเนี่ยดูน่าหดหู่ อย่างนั้นรึเปล่า” มาร์คแกล้งถาม

“มาร์ค!! คุณนี่ชอบแกล้งผมอยู่เรื่อยเลย” ริคโค่แกล้งบ่นแต่ก็แอบยิ้ม มาร์คชอบแกล้งชอบยั่วให้เขายิ้มบ่อยๆ ช่วงหลังๆนี่ชายหนุ่มเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อเขาไปเยอะมากจริงๆ และเขาก็ชอบมากเสียด้วย

มาร์คหัวเราะเบาๆ เขาเป็นแบบนี้บ่อยๆ ตั้งแต่พวกลูกๆเขามาอยู่ที่บ้าน และตั้งแต่เขาแน่ใจตัวเองเรื่องริคโค่ แล้วเชนกับเร็นก็เดินนำทุกๆคนเข้ามา

“คุณพ่อ คุณริคโค่ สวัสดีครับ มานานแล้วเหรอครับ” เชนรีบทัก

“ก็ซักพักแล้วล่ะ แล้วนี่ไปซื้ออะไรกันมาเนี่ย เยอะแยะไปหมดเลย” ริคโค่มองข้าวของที่ทั้งหกคนหิ้วเข้ามายิ้มๆ

“สำหรับคืนคริสต์มาสครับ ทั้งหมดเลย…” เร็นตอบแทน

“อ้อ…คุณริคครับ ผมมีคนที่อยากแนะนำให้รู้จักนะครับ” เชนบอกแล้วหันไปเรียกยูอิจิเข้ามา “นี่ยูจัง ลูกพี่ลูกน้องของเรียวกับเร็นครับ”

ยูอิจิยิ้มอย่างตื่นเต้น “โมรินางะ ยูอิจิครับเรียกยูก็ได้ ผมเป็นรุ่นน้องของคุณครับ”

“จริงเหรอ!!! ยินดีที่ได้รู้จักนะ” ริคโค่ยิ้ม “แล้วนี่ทำงานที่ไหนเหรอ”

“งานอิสระน่ะครับ” ยูอิจิบอก

“งั้นถ้าสนใจจะทำงานกับผม ก็ไปพบผมที่บริษัทได้นะครับ” ริคโค่บอก

“ขอบคุณมากครับ”

“เอาของไปเก็บกันก่อนดีมั้ย เดี๋ยวจะได้มาคุยกัน” มาร์คบอก

“เดี๋ยวหลังดินเนอร์เราจัดกันเลยนะครับ ต้นสนก็เอาเข้ามาแล้ว” นาธานรีบบอก แอบหลิ่วตาให้พ่อ ก่อนจะจูงมือเรียวออกไป เชนกับเร็นหันมายิ้มอย่างรู้กัน แล้วก็เดินจูงมือกันตามไป ยูอิจิก็เดินมาช่วยไมล์หิ้วของก่อนจะเดินคุยกันออกไป

ริคโค่หันมามองมาร์คที่นั่งหัวเราะหึ หึอยู่ที่โซฟา “ขำอะไรเหรอครับ” เขาถาม

“ก็ลูกๆของผมน่ะสิ ท่าทางสนับสนุนคุณกับผมกันเต็มที่เชียว” มาร์คพูดหน้าตาเฉย

ริคโค่หน้าแดงซ่านไปกับคำพูดของมาร์ค เขาเสไปมองนู่นมองนี่ในห้องด้วยความเขิน

มาร์คยิ้ม ก่อนจะเรียกชายหนุ่มเบาๆ พอริคโค่หันกลับมาสบตาเขา ชายหนุ่มก็ตบที่โซฟาข้างๆ ตัว

“มานั่งนี่สิ”

ริคโค่มองเขาอย่างลังเลชั่วครู่ ก่อนจะเดินมานั่งข้างๆมาร์คอย่างว่าง่าย มาร์คโอบไหล่ชายหนุ่มแล้วดึงเขาเข้ามาใกล้ จนเขาแทบจะซบลงไปที่ซอกไหล่ของชายหนุ่ม ริคขืนตัวเงยหน้าขึ้นมองเข้าไปในดวงตาสีเขียวลึกล้ำ “มาร์ค…”

คนถูกเรียกจ้องแน่วแน่เข้าไปในดวงตาสีทองคู่สวย ยกมือขึ้นแทรกเข้าไปในกลุ่มผมนุ่มๆของริคโค่ รั้งศีรษะของเขาลงมา ประทับจูบลงที่หน้าผากของเขาอย่างอ่อนโยน ความอบอุ่นไหลเข้าท่วมท้นหัวใจของริคโค่จนเขาน้ำตารื้น ไม่ต้องรอให้ชายหนุ่มกระตุ้นเขาอีก ริคโค่ซบลงกับไหล่ของมาร์คอย่างมีความสุขที่สุดในชีวิตก็ว่าได้

“อยู่ที่นี่กับผมได้มั้ย…ฉลองคริสต์มาสด้วยกัน หลังจากนั้นพวกเราก็ยกครอบครัวกันไปเที่ยวที่รีสอร์ทในหุบเขากันอาทิตย์นึง ตกลงนะริค” มาร์คถามแกมบังคับกลายๆ

“คุณถามแบบไม่ให้ผมปฏิเสธเลยนี่นา” ริคโค่บ่นยิ้มๆ “แน่ใจนะครับว่าคุณอยากให้ผมอยู่จริงๆ”

“ไม่เคยแน่ใจเท่านี้เลย…อยู่เถอะนะริค” มาร์คอ้อนนิดๆ (กรี๊ดดดด…มาร์คอ้อนอ่ะ)

“ครับ…” ริคยิ้มอย่างมีความสุข ไม่ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นยังไง เขาก็ขอเก็บเกี่ยวช่วงเวลาที่มีความสุขราวกับอยู่ในฝันนี้ไว้ก่อนก็แล้วกัน และเขาก็ได้แต่หวังว่าความสุขนี้จะคงอยู่กับเขาตลอดไป...

####


จาก : กระทู้เฉพาะกิจ - 29/07/2005 03:23

ข้อความ : สนุขมากเลยค่ะ ตามหามานานแล้ว^^

จาก : pair_tomo - - wi_pe@hotmail.com - 28/02/2007 18:10

มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
ท่านคือ :
เมลล์ :
ICQ :
โฮมเพจ :
เขียนเลยค่ะ :


The Ryo's GYM : Bodybuilding and Fitness guide