หัวข้อ : pressure of love 1
ข้อความ : Pressure of love

Chapter 1
พระอาทิตย์ที่กำลังตกมองเห็นชัดเจนตัดกับขอบฟ้าทอประกายเป็นสีแดงฉาน ลมทะเลที่พัดมาเอื่อยๆหอบเอากลิ่นทะเลยามเย็นที่แสนสดชื่นมาสู่รอบกายของเขา ที่โซฟาริมระเบียงบ้านริมทะเลหลังเล็กๆที่ชายหาดเมืองซีเอตเติ้ลที่เขาเป็นเจ้าของ ชายหนุ่มนั่งนิ่งอย่างครุ่นคิดพาดขาไว้ที่ราวระเบียง เส้นผมยาวประบ่าที่ออกจะไม่เข้ากับสมัยนิยมถูกพัดจนยุ่งเหยิง แต่ชายหนุ่มกลับไม่ใส่ใจ ดวงตาสีทองหลังแว่นกันแดดกลับจดจ้องไปที่ขอบฟ้าพลางจ้องดูพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับหายไป

ไม่ว่าเขาจะพยายามเท่าไร ความทรงจำในวันนั้น ก็มักจะย้อนกลับมาสู่จิตใจเขาทุกครั้งยามที่เขาว่างเว้นจากการทำนู่นทำนี่ไม่เคยอยู่เฉยเพียงเพื่อที่จะไม่นึกถึงมัน เหมือนกับเหตุการณ์นั้นพึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวาน ทั้งที่ผ่านมาเกือบหกเดือนแล้วและความจริงก็คือมันฝังใจเขามานานเกินกว่านั้นมากนัก นับตั้งแต่เขาได้สบตาสีเขียวคมเข้มที่เหมือนจะมองทะลุลงสู่จิตใจและแสนที่จะเย็นชาคู่นั้น...

กลางเดือนมิถุนายน, 1993 ณ โรงแรมหรูใจกลางเมือง L.A.

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กที่ดังอยู่รอบตัวในห้องจัดเลี้ยงที่แสนน่าเบื่อ เขาต้องปั้นยิ้มเดินทักทายคนโน้นคนนี้ไปเรื่อยตามแต่ที่พี่ชายของเขาจะลากไป พี่ชายของเขาชอบเข้าสังคมแต่เขานั้นไม่เลย เขาแอบทำหน้าเบ้เมื่อได้ยินพี่ชายพูดถึงตัวเขา ทั้งที่เขาก็ไม่เห็นว่าการจบปริญญาโททางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เกียรตินิยมเหรียญทองมันจะน่าอวดตรงไหนแต่เขาก็ไม่อยากขัดคอมิคาเอลจึงได้แต่ยิ้มแล้วก็ตอบคำถามไปตามแกน

เสียงฮือฮาจากทางด้านประตูทางเข้าเรียกความสนใจจากพี่ชายของเขาได้ไม่น้อย แต่พอได้ยินว่าคนที่พึ่งจะเข้ามาคือ มาร์คัส แมคนีลนักธุรกิจหนุ่มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมาทางด้านการวางระบบรักษาความปลอดภัย ทั้งที่เขาพึ่งอายุสามสิบหกเท่านั้นเอง พี่ชายของเขาก็ทำเสียงเฮอะในลำคออย่างไม่ค่อยจะสุภาพ จนเขาหันมาส่งสายตาเป็นเชิงเตือน

“เบาหน่อยสิมิค” เขาเอ่ยเบาๆ

“ไม่รู้จะเห่อกันไปทำไม กะอีแค่บริษัทมันทำกำไรเกินแปดสิบเปอร์เซ็น” มิคาเอลเอ่ยห้วนๆอย่างไม่สบอารมณ์

“แปดสิบเปอร์เซ็นในรอบปีเดียวเนี่ยนะ ถ้าบริษัทเราทำได้มั่งนายคงไม่พูดแบบนี้หรอก” ชายหนุ่มเอ่ยเป็นเชิงเตือน

“นายเงียบไปเลยนะริค บริษัทเราไม่ได้มีเงินหนุนหลังหลายร้อยล้านเหรียญอย่างมันนี่ เฮอะ!! ไม่รู้เงินสะอาดรึเปล่า” มิคาเอลแค่นเสียงดูถูก

‘นายอิจฉาเขาล่ะไม่ว่า’ ริคโค่คิดในใจแต่ไม่อยากพูดออกมาให้พี่ชายอารมณ์เสียมากกว่านี้ “แต่เขาก็ทำให้ธุรกิจด้านนี้บูมขึ้นมา แล้วก็ช่วยพัฒนาระบบให้มันดีขึ้นตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ”

“นายน่ะยังไม่รู้อะไร มันต้องการฮุบตลาดด้านนี้สิไม่ว่า”

“อย่าไปกล่าวหาเขาอย่างนั้นสิ” ริคโค่เหลือบไปเห็นฝูงคนเริ่มเดินกลับเข้ามา จึงออกปากเตือนพี่ชาย “สงบปากสงบคำนายไว้ก่อนดีกว่า คนที่ชื่นชมนับถือเขามีไม่น้อยนะ”

ชั้นด้วยแหละคนหนึ่ง!!!

เขาได้ยินชื่อของมาร์คัส แมคนีลมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว เพราะมีรุ่นพี่ที่เป็นที่ปรึกษาโปรเจคงานของเขาทำงานอยู่ที่นั่นด้วย แมคนีลเป็นคนริเริ่มพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่อควบคุมระบบรักษาความปลอดภัย จากที่เขารู้มาและจากหน้าหนังสือพิมพ์บอกว่าหน่วยงานของรัฐบาลและเอกชนหลายแห่งต่างก็ใช้บริการของบริษัทเขาทั้งนั้น ชื่อของแมคนีลเอ็นเตอร์ไพรซ์ จึงอยู่ในใจของเขาเสมอมา ถ้าไม่ติดว่ามิคพี่ชายของเขาต้องการให้เขาทำงานด้วย เขาคงไปสมัครเข้าที่นี่ตั้งแต่จบมาแล้ว

ริคโค่ดึงความสนใจกลับมาที่ปัจจุบันอีกครั้ง แมคนีลมากับบอดี้การ์ดส่วนตัวและผู้ช่วยของเขาเหมือนอย่างที่เคยเห็นทุกครั้ง ชายหนุ่มลอบมองอย่างสนใจเพราะเขาไม่เคยเจอตัวจริงของมาร์คัส แมคนีลซักครั้ง แค่แว่บแรกที่ได้เห็นเขาก็รู้สึกถึงพลังและอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวของชายหนุ่ม ท่าทางสุขุมเยือกเย็นที่แสดงออกมาบ่งบอกว่าเขาคุ้นเคยกับการออกคำสั่ง ชายหนุ่มยืนคุยอยู่กับประธานจัดงาน ใบหน้าของเขาเรียบเฉยติดจะเบื่อๆ ด้วยซ้ำ ผมดกหนาสีเข้ม รูปร่างสูงโปร่งแบบนักกีฬาอยู่ในชุดสูทสากลที่ตัดเย็บอย่างประณีตราคาแพง ช่วยขับเน้นบุคลิกของความเป็นผู้นำของเขามากยิ่งขึ้น ส่วนชายที่ยืนอยู่ข้างๆของเขาคือเจอโรม คาเมรอนบอดี้การ์ดส่วนตัวและยังเป็นเพื่อนรักของเจ้านายอีกด้วย ชายหนุ่มนั้นดูเป็นกันเองกว่าเจ้านายมาก ความสูงของพวกเขาใกล้เคียงกัน ผมสีน้ำตาลทองเป็นประกาย ดวงตาสีฟ้าสดใส และมักจะยิ้มแย้มอยู่เสมอ ริคโค่นึกแปลกใจนิดๆ ว่าคนสองคนที่บุคลิกต่างกันสุดขั้วกลับมาเป็นเพื่อนรักกันได้ยังไง

บังเอิญสายตาของเขาเหลือบไปเห็นหญิงสาวที่มาด้วยกันกับสองหนุ่ม เอลิน่า สมิธสันรุ่นพี่ที่เคารพของเขานั่นเอง เขาสนิทกับเอลิน่าตั้งแต่เขาเรียนปริญญาตรีปีสุดท้ายและเอลิน่ากำลังต่อโท เป็นเพราะตึกเรียนของพวกเขาอยู่ติดกันอีกทั้งเธอยังเป็นเพื่อนกับรุ่นพี่ของเขาด้วย ที่สำคัญเธอทำงานที่แมคนีลเอ็นเตอร์ไพรซ์ตั้งแต่เรียนจบ แล้วยังเคยชวนเขาไปทำงานด้วยกันด้วย

จังหวะนั้นเองเอลิน่าหันมาเห็นเขาเข้าพอดี เธอยิ้มหวานพร้อมกับโบกมือให้และรีบเดินมาหาเขาทันที

“ริคโค่ ดาซิลวา แหม!!หายหน้าหายตาไปเลยนะพักนี้” เอลิน่าทักทายอย่างร่าเริงแกมยินดี

“เรียกผมเสียเต็มยศเชียวคุณลีน่า สบายดีเหรอครับ” ริคโค่ยิ้มกว้าง

“สบายดีจ้ะ แต่พักนี้เราไม่ค่อยได้เจอกันเลยนะ”

“ผมก็ยุ่งอยู่นิดหน่อยน่ะครับ” เขาหันมาหาพี่ชาย “นี่มิคาเอลพี่ชายผมครับ มิคนี่คุณเอลิน่า สมิธสันที่ชั้นเคยเล่าให้นายฟังไง”

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณดาซิลวา”

มิคาเอลหรี่ตามองเธออย่างไม่ชอบใจนิดๆ “สวัสดีครับยินดีเช่นกัน” เขาพูดตามมารยาทอย่างเห็นได้ชัด

ถ้าลีน่าจะรู้สึกแปลกใจเธอก็ไม่แสดงออกกับแววตาหาเรื่องของชายหนุ่ม เธอยิ้มหวานก่อนจะหันมาควงแขนริคโค่ “คงไม่ว่านะคะ ถ้าจะขอยืมตัวริคโค่ไปสักครู่” โดยไม่รอคำตอบเธอลากริคโค่เดินจากมาทันที

“ขอโทษนะครับลีน่า” ริคโค่เอ่ยเบาๆ หลังจากที่เดินห่างออกมาแล้ว

“ไม่เป็นไรหรอกชั้นไม่ถือ แต่ว่า...ท่าทางรับมือยากอย่างที่นายเคยบอกเลยนะ” ลีน่าบ่น

“คงเห็นว่าคุณมากับพวกแมคนีลมั้งครับ”

“เขม่นมาร์คอีกคนล่ะสิ ชั้นว่าแล้วเชียวว่างานนี้ถึงจะมีคนนับถือมาร์คเพิ่มมากขึ้น แต่คนที่ไม่ค่อยจะชอบเขาก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวเหมือนกัน” ลีน่าส่ายหน้านิดๆพร้อมกับถอนใจ “แบบนี้ชั้นคงอดได้เธอมาทำงานด้วยกันอย่างแน่นอนแล้วล่ะสิ”

“ก็คงอย่างนั้นแหละครับ” ริโค่บอกเสียงอ่อย

“เอาเถอะ แต่ชั้นว่าจะแนะนำเธอให้สองคนนั่นรู้จักเอาไว้นะ”

“จะ...จะดีเหรอครับ”

“ดีสิ” ลีน่ายิ้มอย่างมีเลศนัย

ริคโค่หันไปมองชายหนุ่มสองคนที่ถูกพูดถึง ก็ปะทะเข้ากับสายตาคมปราบที่ไม่ค่อยจะเป็นมิตรนักจ้องเขม็งกลับมา เขาหันมาสบตากับเอลิน่าอย่างงุนงงก็เห็นเธอยิ้มกริ่ม “มันอะไรกันครับลีน่า นี่ถ้าสายตาฆ่าคนได้ผมคงจบชีวิตไปแล้วแน่ๆเลยนะครับ”

เอลิน่าหัวเราะเบาๆ “อย่าไปสนใจเลยน่า อีตาบอดี้การ์ดตาเลเซอร์นั่นน่ะ เขาก็เป็นอย่างนี้ประจำแหละ”

“คงไม่บังเอิญว่า เขากำลังตามจีบคุณอยู่หรอกนะ” ริคโค่เอ่ยอย่างสังหรณ์ใจ

“บังเอิญว่าใช่จ้ะ” เธอตอบอย่างร่าเริง

“โธ่!! คุณลีน่าครับ ถ้าเขาเกิดอยากทำร้ายร่างกายผมขึ้นมาแล้วผมจะทำไงล่ะ” ริคโค่โอดครวญ

“ไม่หรอก” เธอบอกอย่างมั่นใจ “ถึงเขาจะตัวใหญ่กว่าเธอเกือบสองเท่าแต่ไม่ใช่พวกชอบใช้กำลังนะ”

“ก็ขอให้มันจริงเถอะครับ” เขาพูดเหมือนปลอบใจตัวเองมากกว่า

เอลิน่าตบแขนเหมือนจะปลอบใจเบาๆแล้วหัวเราะอย่างร่าเริง ก่อนจะรีบหยุดและปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ริคโค่เสียวสันหลังวาบ รู้สึกว่ารังสีอำมหิตแผ่กระจายมาจากทางด้านหลัง เอลิน่าขยิบตาให้เขาก่อนจะจับเขาหันไปเผชิญหน้ากับชายหนุ่มทั้งสองคน

“เจ้านายคะ เจอโรม ชั้นขอแนะนำริคโค่ ดาซิลวาค่ะ” เธอเอ่ยอย่างเป็นการเป็นงาน

“ยินดีที่รู้จักครับคุณแมคนีล คุณคาเมรอน”

“ยินดีที่รู้จักครับ” มาร์คทักตอบ สีหน้าไม่แสดงความรู้สึก

“ยินดีครับ” เจอโรมเอ่ยอย่างไม่ค่อยจะเป็นมิตรซักเท่าไหร่

“นี่แหละค่ะโปรแกรมเมอร์ฝีมือฉกาจที่ชั้นเคยเล่าให้ฟัง” ลีน่ากล่าวเสริม

“งั้นเหรอ” น้ำเสียงของมาร์คแสดงความสนใจขึ้นมา

“น่าเสียดายนะคะที่เขาต้องทำงานให้บริษัทของพี่ชายไม่งั้นชั้นจะให้เจ้านายจีบมาเข้าบริษัทเรา”

“คุณไม่คิดเปลี่ยนใจเหรอ” เจ้าของบริษัทถามเสียงราบเรียบ

ริคโค่เงยหน้าขึ้นสบตากับมาร์ค ดวงตาสีเขียวคมกริบแต่แฝงด้วยแววเย็นชาเย้ยหยัน มองเขาราวกับกรีดทะลุเข้าไปในร่างกาย จนทำให้เขารู้สึกราวกับต้องมนต์ หัวใจเต้นรัวแรง สองแก้มร้อนผ่าว ไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะมีปฏิกิริยาแบบนี้กับผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ชายคนนี้ เขาพยายามระงับใจไม่ให้สั่นก่อนจะตอบคำถาม “ขอโทษนะครับ แต่ผมคงไม่เปลี่ยนใจหรอกครับ” แต่น้ำเสียงที่พูดออกมากลับพร่าอย่างที่เขาไม่อยากจะเชื่อ

“น่าเสียดาย ว่ามั้ยคะ” ลีน่าเอ่ยถาม

ดวงตาของมาร์คมีประกายแปลกๆแวบหนึ่งจนริคโค่คิดว่าตัวเองอาจจะตาฝาด เมื่อมาร์คละสายตาไปจากเขาเพื่อตอบคำถามของลีน่า เขาก็รู้สึกเหมือนมนต์ที่มาร์คร่ายขึ้นกับตัวเขานั้นคลายลง ชายหนุ่มลอบถอนใจเบาๆ

“ผมขอตัวก่อนดีกว่านะครับ” ริคโค่รีบบอก ถึงแม้จะเหมือนว่าเขาหนีแต่ตอนนี้เขาอยากสูดอากาศสักหน่อย

“เชิญครับ” มาร์คเอ่ยตอบ

“แล้วเจอกันครับลีน่า สวัสดีครับคุณคาเมรอน” เขารีบกล่าวลาแล้วจ้ำอ้าวออกไปจากห้องจัดเลี้ยงทันที

“ริค...เป็นอะไรของเขานะ” ลีน่าพึมพำกับตัวเอง

“เป็นห่วงรึไง” เจอโรมถามเสียงห้วนอย่างไม่สบอารมณ์ จนมาร์คถึงกับเลิกคิ้วอย่างสงสัย

“แน่ล่ะค่ะ คนดีๆสมัยนี้หายากจะตายไป” ลีน่าหันมายิ้มยั่ว เพราะเห็นชายหนุ่มเริ่มหงุดหงิด

“แต่เขาเด็กกว่าคุณนะ” เจอโรมรีบท้วงเสียงห้วน

ทั้งลีน่าและมาร์คหัวเราะขึ้นมาพร้อมกันที่เห็นชายหนุ่มที่มักจะควบคุมตัวเองได้เสมอไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แบบไหน กลับอารมณ์เสียได้ขนาดนี้ มาร์คนั้นถึงกับพึมพำออกมาว่า แย่แล้วๆ เลยที่เดียว

“ชั้นก็แค่อยากมีน้องชายน่ารักแบบริคกับเขาซักคน ไม่ได้เหรอคะ” ลีน่าถามพร้อมกับส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เจอโรม

“หา!! น้องชาย... เอลิน่านี่คุณ...” เจอโรมถึงกับพูดไม่ออก

“รู้อะไรมั้ยคะเจอโรม คุณจะเรียกชั้นว่าเอลิน่า ทุกครั้งที่ชั้นทำให้คุณหงุดหงิด”

ชายหนุ่มทำหน้ามุ่ยที่โดนลีน่าแกล้ง แถมเพื่อนที่ไม่ค่อยจะหัวเราะบ่อยนักยังหลุดหัวเราะออกมาซะอีก

“เดี๋ยวชั้นมานะ” เจอโรมหันมาบอกเพื่อนรัก ก่อนจะคว้าข้อมือลีน่าแล้วลากหญิงสาวไปตามทางเดิน ก่อนออกไปเขาก็ไม่ลืมส่งสัญญาณบอกลูกน้องให้เข้าไปแทนที่เขาข้างตัวมาร์ค แล้วเดินลิ่วๆออกไปหาที่สงบๆคุยกับสาวสวยที่ยึดหัวใจเขาเอาไว้ในขณะนี้ ซึ่งคนที่ถูกลากอยู่ก็ไม่ได้ตกอกตกใจแถมยังยิ้มกริ่มซะอีก

อากาศสดชื่นยามค่ำคืนในสวนใหญ่ของโรงแรมช่วยบรรเทาอาการร้อนผ่าวบนใบหน้าของเขาได้บ้าง แต่ความรู้สึกแปลกๆที่เกิดขึ้นกับใจเขานั้น คงไม่มีสิ่งใดที่จะช่วยบรรเทาลงได้ ริคโค่ขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด ซุกมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋ากางเกงแล้วเดินเอื่อยๆไปตามทางเดินโรยกรวดตรงสู่ลานน้ำพุตรงกลางสวน ชายหนุ่มนั่งลงที่ริมน้ำพุไม่สนใจกับละอองน้ำที่กระเซ็นมาโดนตัว พลางเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ที่เกือบเต็มดวงก่อนจะถอนใจเบาๆ

เขาไม่เคยเชื่อเรื่องรักแรกพบมาก่อน เขาคิดว่าเรื่องแบบนั้นมันเป็นแค่เรื่องในนิยายโรมานซ์หรือไม่ก็ในหนังรักโรแมนติกเท่านั้น แต่พอมันเกิดขึ้นกับตัวเขาตอนนี้ เมื่อสักครู่ที่ผ่านมานี้ มันกลับเป็นจริงเป็นจังจนเขานึกกลัวเพราะเขากำลังตกหลุมรักผู้ชาย ขอย้ำผู้ชาย และหนำซ้ำยังเป็นผู้ชายที่จะไม่มีวันหันกลับมามองเขาเป็นครั้งที่สองอีกด้วย

“นี่ชั้นเกิดบ้าอะไรขึ้นมานะ คนคนนั้นน่ะมาร์คัส แมคนีลเชียวนะ นายมันแค่เด็กจบใหม่ไม่มีทางอยู่ในสายตาเขาหรอก” ริคโค่พึมพำกับตัวเองเบาๆ

ชายหนุ่มนั่งจ้องน้ำพุอยู่นานราวกับจะเรียบเรียงความคิดและจิตใจของเขาเสียใหม่ แต่ดูเหมือนว่าใจของเขากลับไปวนเวียนคิดถึงแต่คนคนนั้นอยู่ร่ำไป เขาหลับตาลงรู้สึกถึงละอองน้ำพุที่กระเซ็นมาโดนหน้าจนเปียกชื้น ในความมืดที่มองไม่เห็นสิ่งใด ใบหน้าคมเข้มกับดวงตาสีเขียวคมกริบวาววับดุจมรกตชั้นดีก็ปรากฏขึ้น ดวงตาที่มองราวกับหยั่งรู้ทุกสิ่งในจิตใจของผู้ถูกจ้องมอง มีอำนาจจนเขาไม่อาจต้านทานได้

“ไม่!!!” ริคโค่อุทาน พร้อมกับลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อขจัดภาพของมาร์คออกไป

“ไม่ อะไรเหรอ” เสียงทุ้มถามขึ้นใกล้ตัว ทำเอาริคโค่สะดุ้งโหยงหันขวับไปตามต้นเสียงทันที

“ผมคงไม่ได้รบกวนคุณหรอกนะ” มาร์คถามพลางจ้องหน้าชายหนุ่มด้วยสายตาคบกริบ

เอาอีกแล้ว เขารู้สึกถึงสีสันที่กำลังผุดขึ้นบนใบหน้าแอบหวังว่าชายหนุ่มคงไม่สังเกตเห็น ทำไมนะเขาถึงห้ามตัวเองไม่ได้เอาซะเลย ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน “มะ...ไม่ครับ ผม...เอ่อ...แค่กำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่ก็แค่นั้น” โธ่เอ๊ย!! ทำไมต้องสั่นด้วยนะ

เขาเห็นมาร์คพยักหน้ารับรู้นิดหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ๆแล้วหันไปจ้องน้ำพุอย่างแน่วแน่ ริคโค่แอบเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของชายหนุ่มอย่างอดใจไม่ไหว ท่ามกลางแสงสลัวๆ ของโคมไฟกับแสงจันทร์ ใบหน้าครึ่งหนึ่งของมาร์คถูกซ่อนอยู่ในเงามืดทำให้ชายหนุ่มดูลึกลับและมีเสน่ห์แบบเถื่อนๆ อารมณ์บางอย่างที่เหมือนจะถูกเก็บซ่อนไว้อย่างดีแต่ก็ยังแผ่กระแสแห่งความอันตรายออกมาอย่างไม่อาจปิดบัง

“ผมดูน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือครับ” เสียงทุ้มเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา

ริคโค่สะดุ้งเฮือกอย่างตกใจ “ปะ...เปล่าครับ”

“แล้วทำไมคุณต้องสะดุ้งทุกครั้งที่ผมพูดกับคุณด้วยล่ะ”

“ผม...เอ่อ...ความจริงคือผมตื่นเต้นน่ะครับ” และประหม่าด้วย ริคโค่เสริมในใจ

“อ้อ!!” ชายหนุ่มอุทานอย่างเย้ยหยัน “ผู้ชื่นชมผมอีกคนล่ะสิ อยากทำงานที่บริษัทผมหรือว่าอยากให้ผมช่วยสนับสนุนคุณดีล่ะ”

“คุณเข้าใจผิดแล้วนะครับ” ริคโค่โต้เสียงแข็งเมื่อได้ยินน้ำเสียงเหยียดหยามของชายหนุ่ม

“ผมชื่นชมในสิ่งที่คุณทำและผมก็ยกย่องผลงานของคุณแต่มันก็แค่นั้น จริงอยู่ว่าการเข้าบริษัทของคุณเคยเป็นความฝันอันดับหนึ่งของผมแต่ตอนนี้ เมื่อผมทำไม่ได้ ผมก็อยากทำสิ่งที่ผมต้องทำให้ดีที่สุด ผมไม่เคยคิดจะประจบสอพลอเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองต้องการหรอกครับ ถึงแม้จะยากลำบากแค่ไหนผมก็ของก้าวด้วยขาของตัวเองดีกว่าให้คนอื่นมาต่อขาให้”

เขาจ้องหน้ามาร์คเขม็งด้วยแววตาไม่ยอมแพ้ ดวงตาสีเขียวเป็นประกายขึ้นมาแวบหนึ่งเมื่อได้ยินคำตอบโต้ของเขา ริมฝีปากได้รูปปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ อย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก แต่ก็ทำให้อารมณ์ขุ่นข้องที่ริคโค่รู้สึกอยู่เลือนหายไปเกือบหมด

“คุณพูดตรงดีนะ รู้มั้ยว่าไม่ค่อยมีคนกล้าพูดกับผมตรงๆแบบนี้นักหรอก” มาร์คเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มีแววหัวเราะ

“ทำไมล่ะครับ” ริคโค่ถาม

มาร์คเบนสายตาไปที่น้ำพุอีกครั้ง “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” เขาตอบสั้นๆ

ริคโค่เข้าใจความหมายของคำพูดของชายหนุ่มได้ดี จริงด้วยสินะ ยิ่งอยู่เหนือคนอื่นจะหาความจริงใจจากใครสักคนคงจะยาก “แต่ผมตื่นเต้นจริงๆนะครับ และดีใจมากๆด้วยที่ได้พบคุณ” ริคโค่เอ่ยอย่างจริงใจ

มาร์คหันมาสบตากับเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่เกือบจะเป็นสีทอง มันเป็นสีที่แปลก ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ความจริงใจที่ถ่ายทอดออกมานั้นไม่โกหกอย่างแน่นอน ชักน่าสนใจซะแล้วสิ “ผมก็ดีใจที่ได้พบกับคุณ”

“แล้วทำไมคุณถึงออกมาคนเดียวล่ะครับ”

“ก็งานมันน่าเบื่อ” มาร์คบอกพลางยักไหล่

“ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละครับ” ริคโค่ยิ้ม “แต่ผมหมายถึงคุณคาเมรอนกับลีน่าน่ะครับหายไปไหน”

มาร์คอดยิ้มตอบรอยยิ้มที่เหมือนเด็กๆของชายหนุ่มไม่ได้ “ก็หายไปด้วยกันนั่นแหละ ลีน่าก็เก่งนะเล่นงานเพื่อนผมจนอยู่หมัดเลย”

ริคโค่หัวเราะ “นั่นแหละครับคุณลีน่า ผมขอให้คุณคาเมรอนโชคดีในเรื่องนี้แล้วกัน”

แปลกแฮะ พอหมอนี่ยิ้มและหัวเราะบรรยากาศรอบๆเหมือนจะสดใสขึ้นงั้นแหละ เฮ้!! คิดอะไรอยู่นะเรา ไม่สมกับเป็นตัวเองเอาซะเลย มาร์คคิดพลางส่ายหน้าอย่างไม่รู้ตัว

“คุณไม่ใช่คนอเมริกันใช่มั้ย” เขาถามเพื่อเปลี่ยนเรื่อง

“เห็นชัดใช่มั้ยครับ ผมเกิดที่สเปนครับ พอผมห้าขวบครอบครัวผมก็ย้ายมา L.A.”

“งั้นเหรอ” มาร์คมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพิจารณาอีกครั้ง ใบหน้าคมเข้มที่จัดได้ว่าหล่อเหลา ผมสีดำสนิทกับดวงตาสีทองที่ไม่มีแววเสแสร้งแต่อย่างใด ริคโค่ดูมีเสน่ห์ด้วยการผสมผสานระหว่างความเป็นเด็กกับความเป็นผู้ใหญ่ในตัวเขา ท่าทางสุขุมเหมือนผู้ใหญ่แต่แววตาเหมือนเด็กหนุ่มที่กำลังค้นหาตัวเองให้เจอ ทำให้เขานึกถึงตัวเองในอดีตก่อนที่เขาจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ชายหนุ่มบดกรามแน่นอย่างไม่รู้ตัว

ริคโค่เห็นสีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนจากเรียบเฉยเป็นเย็นชา มีแววเจ็บปวดสะท้อนลึกอยู่ในดวงตาสีมรกตเหมือนเจ้าตัวพยายามจะข่มมันลงไปเพื่อไม่ให้ผู้อื่นได้เห็น โดยไม่รู้ตัวริคโค่แตะมือของเขาที่ท่อนแขนของมาร์คเบาๆเหมือนอยากจะให้เขาแบ่งปันความเจ็บปวดนั้นมาสู่ตัวเอง มาร์คก้มลงมองมือของชายหนุ่มก่อนจะเลื่อนขึ้นสบกับดวงตาสีทองเจิดจ้าที่สูงเพียงระดับไหล่ของเขา และถูกตรึงไว้ด้วยกระแสอบอุ่นของสายตานั้น น่าแปลกที่เขาไม่ปัดมือนี้ออกไปเหมือนอย่างที่เคยทำกับคนอื่นที่หยิบยื่นความเห็นใจที่เขาไม่ต้องการมาให้ เนิ่นนานเหลือเกินแล้วที่เขาไม่เคยรู้สึกเหมือนมีใครสักคนที่จะร่วมแบ่งปันความเจ็บปวดกับเขาแบบนี้

กำแพงที่เขาสร้างขึ้นรอบหัวใจเขานั้นแข็งแกร่งนักแต่เหมือนชายหนุ่มดวงตาสีทองผู้นี้จะสามารถแทรกซึมผ่านกำแพงของเขาเข้ามาได้เหมือนน้ำฝนที่แทรกผ่านรอยแยกของผนังบ้าน

“ริคโค่!!”

เสียงเรียกอย่างโกรธเกรี้ยวดังขึ้นที่ทางเดิน คนถูกเรียกชักมือออกจากแขนของมาร์คราวกับโดนไฟลวก หันกลับไปอย่างตกใจ มิคาเอลเดินตรงมาทางพวกเขาด้วยสีหน้าถมึงทึง พอเขาจะก้าวเข้ามาบริเวณน้ำพุก็ถูกชายสองคนในชุดสูทสีดำ ที่เหมือนจะผุดออกมาจากเงามืดสกัดไว้

“หลีกไปนะ!! พวกแกเป็นใคร!? มาขวางชั้นทำไมเล่า!!” เขาพูดพลางจ้องหน้าผู้ขัดขวางเขม็ง สองคนจ้องกลับอย่างไม่สะทกสะท้านและไม่ยอมหลีกไปไหนด้วย

ริคโค่มองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตกใจ พอเขาจะขยับเข้าไป มาร์คก็ยับยั้งเขาไว้เสียก่อน

“อเล็กซ์ ฟิลล์ ปล่อยเขาเข้ามา” มาร์คบอกกับบอดี้การ์ดทั้งสอง

สองคนที่ถูกเรียกถอยหายเข้าไปในแนวต้นไม้ตามคำสั่งเจ้านายอย่างเชื่อฟัง มิคาเอลจ้องมาร์คตาเขียวปัด เดินกระแทกเท้าเข้ามาอย่างหาเรื่อง ตรงข้ามกับมาร์คที่มองอย่างไม่สะทกสะท้าน

“แกคิดว่าแกเป็นใครกัน!! ถึงมีสิทธิ์มาห้ามไม่ให้คนอื่นเดินเข้ามาที่นี่” มิคาเอลพูดอย่างโกรธเกรี้ยว

“มิค!! อย่านะ”

“หุบปากนะริค!!” เขาหันมาตวาดน้องชาย

“คนของผมเขาแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น ถ้าคุณไม่พอใจผมก็ช่วยไม่ได้” มาร์คพูดเสียงเรียบ นัยน์ตาเปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจน้ำแข็ง

“พูดจาใหญ่โตจริงนะ นึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่นักหรือไง” มิคาเอลแค่นเสียงดูถูกเหยียดหยาม

“หยุดนะมิค!!! ทำไมนายถึงหยาบคายแบบนี้ล่ะ ขอโทษคุณแมคนีลเดี๋ยวนี้นะ” ริคโค่ร้องอย่างตกใจ และตกใจยิ่งกว่าเมื่อหันมามองหน้ามาร์ค ชายหนุ่มหรี่ตาคมกริบลงมองพี่ชายของเขา ใบหน้าแข็งกระด้างแฝงความโหด***มอยู่ลึกๆ เพลิงโทสะลุกวาบในดวงตา

แต่ชายหนุ่มก็ยังควบคุมตัวไว้ได้เป็นอย่างดี ริคโค่ไม่ไว้ใจเปลวไฟในดวงตาคู่นั้น จึงพยายามจะทำให้อารมณ์ที่ประทุอยู่ของทั้งคู่เย็นลง “นายมาตามหาชั้นใช่มั้ย งั้นเราก็ไปกันเถอะ”

“แกพาน้องชายชั้นมาที่นี่ทำไม หรือว่าแกมีรสนิยมแบบนี้” มิคาเอลยังไม่ละความพยายามที่จะหาเรื่อง

“มิค!!! นายจะบ้าเหรอ” ริคโค่ร้องหน้าแดงก่ำทั้งโกรธทั้งอาย ฉุดแขนพี่ชายพยายามที่จะลากออกไป

“คุณดูถูกผมยังไม่พอ ยังดูถูกน้องชายตัวเองด้วย คุณนี่เป็นพี่ชายภาษาอะไรกัน” มาร์คพูดเสียงเสียงเย็นดวงตาวาววับด้วยเพลิงโทสะที่มากขึ้นกว่าเดิม

“เขาไม่ได้พาชั้นมานะ เราเจอกันโดยบังเอิญ” ริคโค่พยายามอธิบาย แต่มิคไม่สนใจ

“ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไปแกคิดว่ามันจะเป็นยังไง” มิคาเอลถามอย่างข่มขู่

มาร์คหัวเราะในคอด้วยเสียงที่ทำให้ริคโค่หนาวไปถึงข้างใน “นี่คงเป็นวิธีทำธุรกิจของคุณสินะ ถึงขนาดคิดจะเอาชื่อเสียงของน้องชายมาหากิน ก็ลองดูสิ ลองบอกใครสักคนดู ผมอยากรู้เหมือนกันว่ามันจะเป็นยังไง” เขากล่าวเสียง***มเกรียม ดวงตาเป็นประกายแข็งกร้าว

“แกคิดว่าชั้นไม่กล้ารึไง” มิคาเอลไม่ยอมแพ้ ทั้งที่รู้สึกหนาวๆร้อนๆกับน้ำเสียงและแววตาของอีกฝ่าย

“พอทีได้มั้ยมิค!!นี่นายจะบ้าไปถึงไหนน่ะ ชั้นนึกไม่ถึงเลยนะว่านายจะ...นาย...” ริคโค่พูดไม่ออก มองหน้าพี่ชายอย่างเสียใจ มิคาเอลสู้ตามาร์คอีกครู่หนึ่งก่อนจะหลบตาหันไปคว้าแขนน้องชาย แต่ถูกสะบัดออก

“ริค!!! นาย...”

“นายไปรอชั้นที่รถก่อน เดี๋ยวชั้นจะตามไป” ริคโค่ขัดเสียงแข็ง เมื่อมิคาเอลยังไม่ยอมขยับ เขาจึงพูดต่ออย่างท้อแท้ “ชั้นขอร้องล่ะมิค นายอย่าก่อเรื่องมากไปกว่านี้เลยได้มั้ย”

มิคาเอลสะบัดหน้า เดินกระแทกเท้าจากไป แต่ยังไม่วายหันกลับมาส่งสายตาอาฆาตแค้นใส่มาร์คก่อนจะหายไปในความมืดสลัวของทางเดิน ริคโค่ถอนใจเฮือกใหญ่เมื่อพี่ชายลับสายตาไป ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มที่ยืนอย่างเงียบกริบ เมื่อเห็นแววตาเย็นชาที่มองมาเขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาด้วย

“ผมขอโทษนะครับ ขอโทษแทนพี่ชายด้วย” ริคโค่พูดเสียงอ่อย แต่มาร์คก็ยังคงเงียบจนชายหนุ่มใจเสีย

“คุณไม่ผิดหรอก” มาร์คเอ่ยเสียงเรียบ

คำพูดของมาร์คช่วยให้ริคโค่ใจชื้นขึ้น เขาจึงกล้าเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่ม เห็นว่าเพลิงโทสะในดวงตาของมาร์คนั้นหายไปแล้ว ช่างเป็นคนที่ควบคุมตัวเองได้ดีเหลือเกิน “ยังไงผมก็ต้องขอโทษคุณอยู่ดีนั่นแหละครับ” เขากล่าวอย่างจริงใจ แล้วทำท่างงๆกับผ้าเช็ดหน้าที่ยื่นมาให้

“เสียใจในสิ่งที่พี่ชายคุณพูดออกมาสินะ” มาร์คพูดอย่างเข้าใจ

ริคโค่ไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำตาไหลตั้งแต่เมื่อไหร่ พอได้ยินมาร์คพูดก็เหมือนทำนบแตก น้ำตาไม่รู้มาจากไหนไหลพรากๆจนมาร์คต้องรีบยัดผ้าเช็ดหน้าใส่มือเขาแทบไม่ทัน ริคโค่พยายามกลั้นสะอื้นไว้แต่ก็ไม่ค่อยจะสำเร็จสักเท่าไหร่ มาร์คจึงดึงชายหนุ่มให้นั่งลงตรงข้างน้ำพุ พร้อมกับทรุดตัวลงนั่งข้างๆแล้วตบไหล่ชายหนุ่มอย่างปลอบใจ

ครู่หนึ่งจากนั้น หลังจากที่ผ้าเช็ดหน้าชุ่มไปด้วยน้ำตาของเขา ริคโค่ก็หยุดร้องไห้ได้ เขาเอามือปิดหน้าอย่างว้าวุ่นด้วยความอายเพราะไม่เคยร้องไห้ต่อหน้าคนอื่นมาก่อนอย่าว่าแต่คนที่เพิ่งเคยพบกันครั้งแรกอย่างมาร์คเลย

“คุณโอเคมั้ย” เสียงมาร์คถาม

“ครับ ผมไม่เป็นไรแล้ว” เขาตอบเสียงอู้อี้

“แล้วปิดหน้าทำไมล่ะ” ชายหนุ่มถามอีก

“ก็มันน่าอายนี่ครับ เป็นผู้ชายแถมอายุขนาดนี้แล้วยังมาร้องไห้เป็นเด็กๆอีก” เขางึมงำตอบมาจากใต้มือ

“เอามือออกก่อนสิ ผมฟังคุณพูดไม่รู้เรื่อง” มาร์คบอกน้ำเสียงมีแววหัวเราะ

ริคโค่เอามือลง เขาตวัดสายตามองมาร์คอย่างกล่าวหา “คุณหัวเราะเยาะผมนี่!!”

“เปล่านะครับ ผมแค่จะบอกว่าคุณพูดถูก ท่าทางคุณดูเหมือนเด็กจริงๆ ด้วย” มาร์คบอกยิ้มๆ

ริคโค่อดอึ้งกับรอยยิ้มของชายหนุ่มไม่ได้ เวลามาร์คยิ้มแล้วดูเด็กกว่าอายุมาก ดวงตาก็อ่อนโยนขึ้น ดูมีเสน่ห์จนเขาอดจะหลงใหลไม่ได้ โอ!! ไม่นะ!! เราต้องหยุดคิดแบบนี้ได้แล้ว...

“ผม...เอ่อผมขอตัวก่อนดีกว่านะครับ” ริคโค่บอกพร้อมกับรีบลุกขึ้น

มาร์คลุกขึ้นยืนช้าๆ “วันนี้ คุณพูดประโยคนี้กับผมเป็นครั้งที่สองแล้วนะครับ”

ริคโค่ยิ้มแหย จริงด้วยสิ “ขอโทษครับ” เขาเงยหน้าขึ้นแต่พอสบตาคมกล้าของชายหนุ่มเขาก็อดหน้าแดงไม่ได้ แต่ก็ไม่ยอมหลบตา “ผมอยากจะขอโทษคุณในทุกๆเรื่องนะครับ อยากให้คุณยกโทษให้ด้วย ผมจะไม่ให้พี่ชายของผมทำอะไรบ้าๆให้คุณเดือดร้อนเด็ดขาดเลยครับ” เขาเอ่ยอย่างจริงใจและเด็ดเดี่ยว

“คุณไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบการกระทำของคนอื่นหรอกแม้ว่าเขาจะเป็นพี่ชายคุณก็ตามที”

“ไม่ได้หรอกครับเพราะเขาเป็นพี่ชาย ผมยิ่งต้องรับผิดชอบ แม้จะเป็นพี่ชายคนละแม่ก็เถอะ” ริคโค่ตอบ

“คงลำบากแย่เลยนะ ที่มีพี่ชายแบบนี้”

“ผมชินแล้วล่ะครับ” ริคโค่ยิ้มยื่นผ้าเช็ดหน้าคืนให้ “ขอบคุณครับสำหรับผ้าเช็ดหน้า”

มาร์คไม่ยอมรับคืน “คุณเก็บไว้เถอะ”

ริคโค่ลังเลชั่วครู่ก่อนจะเก็บผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นใส่กระเป๋า “ลาก่อนครับ คุณแมคนีล” ชายหนุ่มกล่าวลา

“ลาก่อน...ริคโค่” มาร์คจับมือเขาที่ยื่นให้ด้วยท่าทางที่เขาอ่านไม่ออกก่อนจะปล่อย

ริคโค่หันหลังเดินจากมา สะดุดใจที่มาร์คเรียกชื่อของเขาแต่มันคงไม่มีความหมายอะไร เขายกมือขวาที่จับมือกับชายหนุ่มเมื่อครู่ขึ้นมามอง ยังรู้สึกถึงความอบอุ่นของมือใหญ่แข็งแรงที่สามารถจะตบไหล่เขาอย่างอ่อนโยนแต่ในขณะเดียวกันคงสามารถบีบคอพี่ชายเขาจนแหลกคามือได้ เขารีบยัดมือข้างนั้นลงกระเป๋ากางเกงก่อนจะสลัดภาพน่ากลัวออกไปจากใจ แล้วรีบเดินตรงไปที่ลานจอดรถที่พี่ชายเจ้าปัญหาของเขารออยู่

สามวันผ่านมาแล้ว สามวันที่เขาไม่ยอมคุยกับมิคาเอลอีกเลยนับตั้งแต่เหตุการณ์ในคืนนั้น เขาโกรธมาก โกรธความหุนหันและไร้เหตุผลของพี่ชาย และเขาก็กลัว กลัวว่ามิคจะทำอะไรบ้าๆซึ่งนั่นไม่เป็นผลดีต่อพวกเขาและบริษัทเล็กๆของพวกเขาแม้แต่น้อย

“นายไม่มีวันสู้เขาได้หรอกมิค มองความเป็นจริงบ้างสิ” ริคโค่บ่นกับตัวเอง เขามองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าสดใสด้านนอกไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเลยซักนิดเดียว

ชายหนุ่มถอนใจ ทิ้งตัวลงพิงเก้าอี้ทำงานพลางยกขาขึ้นมาพาดบนโต๊ะ อันเป็นท่าประจำเวลาที่เขาคิดอะไรไม่ออก ละสายตาจากวิวไม่น่าสนใจด้านนอก มองขึ้นไปบนเพดานห้อง ครุ่นคิดถึงเมื่อวานนี้ที่เขาเห็นคนแปลกหน้าท่าทางน่าสงสัยผลุบหายเข้าไปในห้องทำงานของมิคาเอล หวังว่าเขาคงจะคิดมากไปเองนะแต่สังหรณ์แปลกๆที่เขารู้สึกนี่สิ...

เสียงดังบิ๊บถี่ๆของเครื่องคอมฯ เรียกความสนใจของเขากลับมาอีกครั้ง เขาเปิดช่องใส่ซีดีหยิบแผ่นเก่าออกและใส่แผ่นใหม่ลงไปเป็นแผ่นที่สาม ยังเหลือโปรแกรมที่ต้องจัดการอีกตั้งสามแผ่น ชายหนุ่มคิดอย่างเบื่อๆพลางเก็บแผ่นเข้าช่องของมัน เขาอยากทำอะไรที่มันท้าทายความสามารถเขามากกว่านี้เหลือเกิน แต่ตอนนี้เขาคงต้องอดทนทำตามใจของพี่ชายไปก่อน

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นพร้อมกับชายหนุ่มหน้าทะเล้นที่โผล่เข้ามา “เป็นไงฮะคุณริค ยังลงโปรแกรมไม่เสร็จอีกเหรอฮะ” เขาถามพลางวางกระเป๋าอุปกรณ์ลงหน้าโต๊ะแล้วชะโงกมาดูที่คอมพิวเตอร์ก่อนจะส่ายหน้าดิกๆ

ริคโค่ยิ้มตอบคำถามด้วยท่าทางเอื่อยๆ “ยังเหลืออีกตั้งครึ่ง แล้วนายล่ะเอาแผนผังระบบไปเสนอเป็นไงบ้าง” เขาถามแดนนี่ ผู้ช่วยหนุ่มนิสัยดี ที่ค่อนข้างจะสนิทกับเขาเพราะอายุห่างกันแค่สองปี

“สงสัยต้องคิดค่าบริการเพิ่มอีกสักหน่อยฮะ เพราะทางโน้นเขาไม่มีเจ้าหน้าที่ที่ดูด้านนี้โดยเฉพาะ”

“แล้วบอกลูกค้าไปรึยังล่ะ”

“เรียบร้อยครับ นัดเซ็นสัญญาอีกสองวัน”

“เก่งมาก แดนนี่” ริคโค่เอ่ยชม

“ขอบคุณฮะ ว่าแต่คุณริคอย่าลืมสัญญานะฮะ”

“ตกลง งั้นเย็นนี้เลยเป็นไง นายเลือกร้านแล้วกัน”

“ได้เลยฮะ” แดนนี่ยิ้มกริ่ม “คุณริคไปทำอย่างอื่นเถอะฮะเดี๋ยวผมจัดการต่อเอง”

“งั้นนายเอาเอกสารรายละเอียดงานมา ชั้นจะเอาไปให้ลิซ่าร่างสัญญาเอง” ริคโค่เอาขาลงจากโต๊ะแล้วลุกขึ้นด้วยท่าทางกระตือรือร้น รับเอกสารจากผู้ช่วยแล้วตั้งท่าจะเดินออกไป

“อย่าลืมปรับความเข้าใจกับท่านประธานนะฮะ” แดนนี่เตือนอย่างร่าเริงมาจากหลังโต๊ะทำงาน

“รู้แล้วล่ะน่า” ริคโค่บอกพร้อมกับทำสายตาดุๆใส่จนชายหนุ่มหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะเปิดประตูแล้วเดินออกไป

ริคโค่ดูเอกสารในมือไปพลางขณะที่เดินไปตามทางเดิน เขาเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัยเมื่อเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่หน้าลิฟต์ นั่นมันคนเมื่อวานที่เขาเห็นว่ามาหาพี่ชายเขานี่นา พอผู้ชายคนนั้นหันมาเห็นริคโค่เข้าก็หลบตาวูบ ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสงสัยมากขึ้น ริคโค่เอาเอกสารมาให้เลขา สั่งให้ร่างเป็นสัญญาให้เขาแล้วจึงเดินย้อนกลับมา ผู้ชายคนนั้นก็หายไปแล้ว เขาจึงเดินต่อไปที่ห้องทำงานของพี่ชาย ส่งยิ้มให้เลขาหน้าห้องแล้วเคาะประตูเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงอนุญาตจึงเปิดประตูเข้าไป

“มิค ว่างรึเปล่า” เขาเอ่ยถามเมื่อปิดประตูห้องดีแล้ว

“ริค!! นาย...ไม่โกรธชั้นแล้วเหรอ” มิคาเอลถามอย่างยินดี ก็ริคโค่ไม่ยอมพูดกับเขาเลยตั้งแต่คืนนั้น

ริคโค่สบตาพี่ชายก่อนจะถอนใจเบาๆแล้วเดินมานั่งที่ตรงข้ามโต๊ะทำงานของเขา “ชั้นไม่ได้โกรธตัวนายหรอก ชั้นโกรธความหุนหัน ความใจร้อนของนายต่างหาก”

“ชั้นขอโทษนะริค ชั้นรู้ว่าชั้นพูดจาไม่ดีกับนาย” มิคาเอลเอ่ยอย่างรู้สึกผิดที่ทำร้ายจิตใจน้องชาย

“ช่างเถอะเรื่องมันผ่านไปแล้ว” ริคโค่เอ่ยเสียงเรียบ “แต่ชั้นอยากเตือนอะไรนายหน่อยนะมิค อย่าไปยุ่งวุ่นวายกับคุณแมคนีลเลย มันไม่คุ้มหรอก”

มิคาเอลหรี่ตามองน้องชายเขม็ง “นายพูดอย่างนี้หมายความว่าไง”

ริคโค่ถอนใจอีก “นายเป็นพี่ชายของชั้น ชั้นรู้จักนายดีนะมิค คืนนั้นนายรู้สึกเสียหน้าใช่มั้ย และนายก็จะไม่ยอมให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆหรอกชั้นรู้”

“งั้นเหรอ โอเคนายรู้...แล้วไง” มิคาเอลทำท่าไม่รู้ไม่ชี้

“ไม่ว่านายคิดจะทำอะไรอยู่ ชั้นขอร้องให้นายหยุดซะ นายไม่มีทางแตะต้องเขาได้หรอกนายก็รู้ดี เขาอยู่ในวงการธุรกิจนี้มากว่าสิบปีแล้วนะ ถ้าเขาไม่แน่จริงเขาคงไม่อยู่มาได้จนทุกวันนี้หรอก เทียบกับเขาแล้วเรามันกระดูกคนละเบอร์กัน นายกำลังเสี่ยงอย่างที่ไม่ควรเสี่ยงนะ”

“นี่นายกำลังพูดถึงคนหรือว่าพระเจ้ากันแน่ อย่าลืมสิว่ามันก็เป็นคนเหมือนกับเรานั่นแหละ และคนทุกคนย่อมมีจุดอ่อนด้วยกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นรึเปล่า” มิคาเอลพูดอย่างไม่ยี่หระ

ริคโค่มองพี่ชายอย่างตกตะลึง “นายจะทำอะไรน่ะมิค!! บอกชั้นมาเดี๋ยวนี้นะ ชั้นไม่ยอมให้นายทำอะไรเขานะ”

“นายจะอยากรู้ไปทำไม!! รู้สึกว่านายจะเป็นห่วงเป็นใยมันเหลือเกินนะ” มิคาเอลเริ่มโมโหที่เห็นว่าริคโค่สนใจเรื่องนี้อย่างผิดปรกติ “นายไม่ยอมให้ชั้นทำอะไรมันเหรอ!!! นายเพิ่งเจอมันแค่ครั้งเดียว นี่มันสำคัญกับนายถึงขนาดที่นายต้องมาเถียงกับชั้นแล้วเรอะ!!” เขาจ้องหน้าน้องชายเขม็ง “หรือว่านายสนใจมันห๊ะ!!”

“มิค!!!” ริคโค่หน้าแดงซ่านเพราะถูกจี้ใจดำ เขาก้มหน้าหลบตาพี่ชายที่จ้องมาอย่างคาดคั้น

ได้เห็นใบหน้าคมเข้มของน้องชายต่างมารดาแดงจัดแบบนี้แล้วยังหลบตาเขาโดยไม่ปฏิเสธอะไรอีก มันก็แปลได้อย่างเดียวเท่านั้น อย่างที่เขากลัวที่สุดด้วย มิคาเอลตาวาวด้วยความเคืองแค้น เรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้นที่เขาจะไม่มีวันยอมเด็ดขาด

ริคโค่เงยหน้าขึ้นมองเพราะเห็นว่ามิคเงียบไปนาน เขาสะดุ้งสุดตัวรู้สึกขนลุกจากหัวจรดเท้าเมื่อเห็นสายตาแข็งกร้าว ที่ทั้งโหด***มและเคียดแค้นของพี่ชาย เหมือนกับคนที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นไม่ใช่มิคาเอลที่เขารู้จักมาชั่วชีวิต

“มิค!!” เขาเรียกชื่อพี่ชายเบาๆ

“ออกไป!!” มิคาเอลกัดฟันกรอด

“แต่ว่า...”

“ชั้นบอกให้ออกไปไง!!!” มิคตวาดเสียงดัง

“มิค!!”

“ออกไปซะ!! ก่อนที่ชั้นจะทำอะไรที่ชั้นต้องเสียใจไปตลอดชีวิต!!! ไปสิ!!!” เขาระเบิดอารมณ์กับน้องชายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ริคโค่รีบลุกขึ้นวิ่งออกไปจากห้องทำงานพี่ชายในทันทีโดยไม่มองใครหรืออะไรทั้งนั้น แวะสั่งลิซ่าเลขาของเขาว่าไม่ให้ใครรบกวนแล้วเข้าห้องทำงานล็อคประตู เขาเดินไปทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาอย่างหมดแรง

นี่มันอะไรกัน!! พี่ชายของเขาไม่เคยเป็นแบบนี้อย่างน้อยก็กับเขา เขาเคยเห็นมิคระเบิดอารมณ์แบบนี้กับลูกน้อง แต่มิคไม่เคยตวาดเขารุนแรงแบบนี้มาก่อนเลย

ออกไปซะ!! ก่อนที่ชั้นจะทำอะไรที่ชั้นต้องเสียใจไปตลอดชีวิต!!! ไปสิ!!!

เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา ริคโค่รู้สึกหนาวเยือกกับน้ำเสียงโหด***มในคำพูดของพี่ชายจนเขาต้องยกมือขึ้นกอดตัวเองแม้ว่ามันจะไม่ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย ใจคิดไปถึงคำพูดก่อนหน้านั้น พี่ชายของเขากำลังมองหาจุดอ่อนของมาร์คัส แมคนีลและให้ตายเถอะ พี่ชายเขาพูดถูกไม่ว่าเขาจะเป็นใครแต่เขาก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งย่อมต้องมีจุดอ่อนอย่างแน่นอน และพี่ชายของเขากำลังมองหามันแต่เพื่อจุดประสงค์อันใดนั้นเขาเองก็ยังไม่แน่ใจนัก และเขาเกรงว่าตัวเขาเองนั่นแหละที่ได้กระตุ้นเหตุผลหนึ่งที่พี่ชายเขาจะเอามาใช้เพื่อจัดการกับคุณแมคนีลเข้าให้แล้ว

“เฮ้อ!! อิ่มจังเลย” แดนนี่พูดเสียงดังพร้อมกับลูบท้องประกอบ เมื่อพวกเขาเดินออกมาหน้าร้านที่ริคโค่พาแดนนี่มาเลี้ยงจนเขาอดหัวเราะไม่ได้

“ก็เล่นกินเข้าไปตั้งขนาดนั้นนี่ นายนี่กินจุเหมือนกันนะ” ริคโค่แซว

“ก็นานๆ คุณริคจะเลี้ยงผมซักที่นี่ฮะ ก็ต้องเต็มที่หน่อย”

ชายหนุ่มทั้งคู่เดินกันไปเรื่อยเพื่อย่อยอาหาร ริคโค่จมอยู่ในความคิดของตัวเองและทำคิ้วขมวดโดยไม่รู้ตัว แดนนี่มองคนที่เป็นทั้งเพื่อนและเจ้านายอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก เขาได้ยินพวกเลขา คุยกันว่าเจ้านายเขาถูกท่านประธานผู้เป็นพี่ชายตวาดเสียงดังจนต้องหนีออกมาแล้วก็เก็บตัวเงียบอยู่คนเดียวตลอดทั้งบ่าย จนเขานึกจะเลื่อนนัดเย็นนี้ออกไปก่อนซะแล้ว แต่พอเลิกงานคุณริคกลับเป็นคนมาเรียกเขาเสียเอง

“ไม่สบายใจอะไรรึเปล่าฮะคุณริค” แดนนี่ถามทำลายความเงียบขึ้นมาเพราะความเป็นห่วง

“หา...เอ่อ...เปล่าหรอกแดนนี่”

“เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอฮะ ถ้าผมช่วยได้ผมก็อยากช่วยนะฮะ”

ริคโค่หันมายิ้มฝืนๆให้ชายหนุ่มรุ่นน้อง “ขอบใจแดนนี่ แต่เรื่องนี้นายคงช่วยชั้นไม่ได้หรอก”

“งั้นแค่เล่าให้ผมฟังก็ได้นะฮะ ผมไม่อยากเห็นคุณเป็นแบบนี้เลย” แดนนี่เอ่ยอย่างห่วงใย

“เอาไว้ชั้นจะเล่าให้นายฟังแล้วกันนะ” ริคโค่บอกอย่างซาบซึ้งในความห่วงใยของชายหนุ่ม

“คุณเคยช่วยดูแลผมตั้งหลายอย่าง ผมก็แค่อยากตอบแทนคุณบ้างเท่านั้น” แดนนี่เอ่ยเบาๆ แกมน้อยใจ

ริคโค่โอบบ่าชายหนุ่มอย่างสนิทสนม “ชั้นไม่ได้อยากให้นายมาถือการช่วยเหลือของชั้นเป็นบุญคุณหรอกนะ นายมีความสามารถ ที่นายมีทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ก็เพราะตัวนายเอง ที่ชั้นให้นายก็แค่โอกาสเท่านั้น” เขาตบบ่าแดนนี่เบาๆอย่างปลอบใจ “ยังไงชั้นก็ขอขอบใจนายสำหรับความห่วงใยนะ แต่ชั้นไม่เป็นไรหรอก ชั้นจะลองแก้ปัญหานี้ด้วยตัวเองก่อน ถ้าไม่ได้จริงๆชั้นจะบอกนายเป็นคนแรกเลยตกลงมั้ย”

แดนนี่ยิ้มกว้าง “ครับผม เจ้านาย” เขาตอบอย่างร่าเริง “ถ้างั้นผมกลับเลยนะฮะ ถึงสถานีพอดี แล้วคุณริคจะกลับเลยรึเปล่าฮะ”

“ว่าจะแวะไปดื่มซักหน่อยน่ะ นายกลับดีๆนะ พรุ่งนี้เจอกัน”

“อย่าดื่มมากนะฮะ ระวังจะเมาค้าง เจอกันพรุ่งนี้ฮะ” แดนนี่ทำหน้าทะเล้นก่อนจะเดินไปที่ทางลงรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ก่อนจะลงไปยังหันมาโบกไม้โบกมือให้เขาแล้วก็ผลุบหายลงบันไดไป

ริคโค่โบกมือตอบพร้อมกับหัวเราะในความทะเล้นของชายหนุ่มรุ่นน้อง ก่อนจะเดินไปเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งเขายังร้านที่เขามักจะไปนั่งเป็นประจำ

ที่ร้านอินฟินิตี้ซึ่งเป็นผับที่เปิดเพลงแจ๊สหรือไม่ก็เพลงเก่าๆยุค 60 - 80เป็นที่ที่เขาโปรดปรานมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เขาหลงรักที่นี่ตั้งแต่ครั้งแรกที่รุ่นพี่พาเขามา รุ่นพี่คนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนก็คุณลีน่านั่นเองแหละ ใครจะรู้ว่าคนที่ท่าทางทันสมัยเปรี้ยวจี๊ดอย่างคุณลีน่าจะชอบเพลงแจ๊สเป็นชีวิตจิตใจ เขาเองก็เหมือนกัน อีกอย่างที่ร้านนี้ก็คนไม่ค่อยมากเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกค้าประจำที่เขาคุ้นๆหน้าทั้งนั้น

“สวัสดีครับคุณดาซิลวา มาคนเดียวหรือครับ” พีทบริกรเก่าแก่ประจำร้านปราดเข้ามาถามทันทีที่เขาเดินเข้ามา

“สวัสดีพีท วันนี้ขอที่สงบๆหน่อยนะ” ริคโค่ยิ้มตอบอย่างเป็นกันเอง

“เชิญทางนี้เลยครับ” พีทพาเขามานั่งที่โต๊ะที่ค่อนข้างห่างจากกลุ่มคน “สก็อตออนเดอะร็อคนะครับ”

“ขอบคุณครับ” ริคโค่ตอบพร้อมกับเอนหลังลงพิงเบาะนุ่มๆของโซฟาพลางถอนใจเบาๆ สักครู่บริกรก็นำเครื่องดื่มมาให้เขาพร้อมกับของว่าง ริคโค่จิบสก็อตในมือไปพลางหลับตาปล่อยให้ทำนองพริ้วหวานของเพลงแจ๊สแทรกเข้าสู่จิตใจ เขาอยากให้ใจของเขาสงบเยือกเย็นที่สุดเพื่อจะได้คิดทบทวนว่าจะแก้ปัญหาระหว่างเขากับพี่ชายอย่างไรดี เพราะดูเหมือนว่าเขาจะไปกระตุ้นให้มิคาเอลโกรธมาร์คมากยิ่งขึ้น

มาร์คเหรอ นี่เขาคิดถึงคุณแมคนีลในฐานะมาร์คตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ในเมื่อเขาก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางที่ชายหนุ่มจะหันมามองเขาเป็นครั้งที่สองหรอก

แต่เขาก็เรียกชื่อนายไม่ใช่เหรอ เสียงเล็กๆในใจของเขาแย้งมา ไม่ล่ะเขาไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองและเวลานี้ก็ไม่ใช่เวลามานั่งนึกถึงมาร์คด้วย ที่สำคัญกว่าก็คือเขาต้องรู้ให้ได้ว่าพี่ชายของเขาคิดจะทำอะไร และเขาก็จะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้มิคาเอลหาเรื่องใส่ตัวด้วยการไปยั่วโมโหมาร์คอีก

สุดท้ายนายก็ทำเพื่อมาร์คเพราะนายเป็นห่วงเขา กลัวว่ามิคจะทำร้ายเขาใช่มั้ยล่ะ เจ้าเสียงเล็กๆในใจเขาดังขึ้นอีกครั้ง

ไม่!! เขาทำเพื่อมิค ทำเพื่อบริษัทต่างหาก ชายหนุ่มปฏิเสธจิตใจของตัวเอง เขาลืมตาขึ้นจ้องมองดวงไฟสลัวๆบนเพดานเหนือโต๊ะของเขา น้ำตาคลอดวงตาคู่สวยก่อนจะค่อยๆไหลลงมาทางหางตาช้าๆ เขาจะปฏิเสธจิตใจตัวเองได้อย่างไรกัน ถูกแล้วลึกๆแล้วเขาก็ทำเพื่อมาร์ค ทั้งๆที่เพิ่งจะพบกันแต่มาร์คกลับมีความสำคัญกับเขามากเกินกว่าเขาจะยอมให้ใครหรืออะไรมาทำร้ายชายหนุ่มได้ ความรู้สึกวูบวาบในอกของเขาช่างเหมือนกับเขาเป็นวัยรุ่นและเพิ่งเคยตกหลุมรักเป็นครั้งแรกอย่างไรอย่างนั้น แต่ก็จริงอีกนั่นแหละด้วยความที่เขาเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างเดียว เขาจึงแทบไม่มีเวลาคบหากับใครเลย มาร์คก็เลยเหมือนเป็นคนที่เขารักเป็นคนแรกจริงๆ

ริคโค่กระดกแก้วสก็อตในมือรวดเดียวหมด แล้วเรียกแก้วใหม่มาเพิ่ม แม้ว่าเขาไม่เคยคิดจะกินเหล้าให้เมามาก่อน แต่วันนี้เขาอยากจะเมา อยากจะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง แม้จะแค่คืนนี้ก็ยังดี

ริคโค่ดื่มเหล้าแก้วแล้วแก้วเล่าโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด จนพีทมองด้วยความเป็นห่วงเพราะไม่เคยเห็นชายหนุ่มเป็นแบบนี้มาก่อน ดวงตามากประสบการณ์ของเขามองออกว่าชายหนุ่มกำลังกลุ้มใจ เพราะดวงตาสีทองคู่นั้นฉายแววเศร้าสร้อยเหมือนไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ชายหนุ่มไม่รู้ตัวเลยว่าดวงตาเศร้าๆที่มองเหม่อไปที่แสงไฟแบบนี้ช่างดูมีเสน่ห์ดึงดูดเหลือเกิน เขาสังเกตเห็นลูกค้าโต๊ะอื่นทั้งสาวทั้งหนุ่มต่างหันไปมองอย่างอดไม่ได้อยู่หลายครั้ง เขาไม่อยากให้ริคโค่เมามายจนไม่ได้สติ จึงพยายามเอาเครื่องดื่มไปเสริฟให้อย่างช้าๆด้วยเกรงว่าจะมีอันตรายแบบไม่คาดฝันมาจู่โจมชายหนุ่มหน้าสวยผู้นี้

แล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินตรงไปที่โต๊ะของริคโค่แล้วนั่งลงโดยไม่ขออนุญาตจากชายหนุ่ม

“กำลังเหงาอยู่รึเปล่าคุณ” เสียงห้าวๆติดจะอ้อแอ้เล็กน้อยถามขึ้น

ริคโค่ตวัดสายตามองอย่างขุ่นข้อง “ขอโทษนะแต่...ผมจำได้ว่าไม่เคยรู้จักคุณ...เพราะงั้น...กรุณาไปให้พ้น...ผมต้องการอยู่คนเดียว” เขาพูดติดๆขัดๆเพราะปริมาณแอลกอฮอล์ที่เขาดื่มเข้าไป

“ไม่เอาน่า ให้ผมเลี้ยงเหล้าคุณดีกว่า” เขาไม่พูดเปล่ายังจับข้อมือริคโค่ไว้อีก

ริคโค่พยายามดึงมือตัวเองออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายแต่เหมือนเขาไม่มีแรงเอาซะเลย “ปล่อยนะ แล้วก็ไปให้พ้นด้วย”

“น่า...อย่าดื้อสิ”

“คุณครับ” เสียงพีทขัดขึ้น เขารีบเข้ามาขวางทันทีที่เห็นเหตุการณ์ “ผมว่าคุณกลับไปที่โต๊ะคุณจะดีกว่านะครับ”

ชายคนนั้นหันมามองพีทตาขวาง “อย่ามายุ่งน่ะ!! กลับไปทำงานของแกเถอะตาแก่”

พีทตกใจเพราะชายคนนี้เมาจนพูดไม่รู้เรื่องแล้ว ไอ้เขาก็แก่แล้วจะไปสู้กับคนเมาก็คงไม่ไหว เขาหันซ้ายหันขวาเพื่อหาคนช่วยก็เห็นคำตอบที่กำลังเดินเข้ามาพอดี พีทยิ้มกริ่มพลางคิดในใจ เสร็จแน่ล่ะแกเอ๋ย เขารีบผละไปหาชายหญิงที่เพิ่งเดินเข้ามาในร้านทันที

“หนอยเจ้าแก่ มาขัดจังหวะซะได้” ชายคนนั้นพึมพำเมื่อเห็นพีทเดินจากไป เขาหันมาพร้อมกับดึงริคโค่เข้ามาใกล้และพยายามจะก้มลงจูบชายหนุ่ม ริคโค่เบี่ยงตัวหนีเต็มที่อย่างรังเกียจแต่ก็เหมือนจะสู้แรงควายของเจ้าบ้านี่ไม่ได้

“ปล่อยน้องชายชั้นเดี๋ยวนี้นะ!!!” เสียงเกรี้ยวกราดของหญิงสาวดังขึ้นเปรียบประดุจสัญญาณช่วยชีวิตของริคโค่ก็ไม่ปาน

เจ้าขี้เมาหันขวับมาตามเสียงพร้อมกับถลันลุกขึ้มมาประจันหน้ากับหญิงสาวอย่างหัวสีย แต่เธอไม่กลัวและไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียวถึงแม้ว่าเจ้าขี้เมาจะตัวใหญ่กว่าเธอถึงสองเท่า เธอเชิดหน้าถลึงตาใส่อย่างไม่เกรงกลัว

“ไปให้พ้นน้องชายชั้นนะ!! เจ้าโรคจิต”

“เธอนั่นแหละ!!! ที่ต้องไปให้พ้น!!!” เจ้าขี้เมายกมือขึ้นผลักเธอออกไป

แต่ทว่า มันได้แต่คว้าอากาศแถมแขนยังถูกบิดไปข้างหลังอย่างไม่ทันรู้ตัวอีกด้วย มันร้องดังลั่นอย่างเจ็บปวด แล้วก็โดนลากลิ่วๆออกไปโยนกองอยู่นอกร้าน พอตั้งตัวได้มันก็ลุกพรวดขึ้นมาจะเอาเรื่องแต่ก็ต้องยืนตะลึงจนตัวแข็งเมื่อเห็นคนที่จับมันโยนออกมา เจอโรมถลึงตามองชายขี้เมาด้วยสายตาราวเพชฌฆาตกระหายเลือด ถึงแม้จะเมาแต่มาเจอสายตาแบบนี้เจ้าขี้เมาก็แทบจะสร่างเมาซะเดี๋ยวนั้น มันรีบลนลานวิ่งหนีหายไปทันที

เจอโรมแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างดูถูกก่อนจะกลับเข้ามาในร้านแล้วเดินไปที่โต๊ะของริคโค่ที่ลีน่ารออยู่

“เป็นไงคะ” ลีน่าหันมาถามเมื่อเจอโรมนั่งลงข้างๆ

“เรียบร้อย...ริคโค่เป็นไงบ้าง”

“เมาค่ะ แล้วก็ตกใจนิดหน่อย” เธอถอนใจแล้วพูดเบาๆ “เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยค่ะ”

เจอโรมพยักหน้า แล้วมองชายหนุ่มที่นั่งหลับตาหงายศีรษะพิงโซฟาอย่างหมดแรงอย่างเป็นห่วงนิดๆ

พีทเอาผ้าเย็นมาส่งให้ ลีน่ารับมาแล้วเรียกชายหนุ่ม “ริค...เช็ดหน้าหน่อยนะ”

ริคโค่เงยหน้าขึ้นรับผ้าเย็นมาเช็ดหน้าเช็ดตาจนรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย เขามองลีน่าอย่างสำนึกผิด “ขอบคุณนะครับลีน่า ขอบคุณครับคุณคาเมรอน ถ้าพวกคุณไม่มาผมคงแย่แน่ๆเลย”

“นายไม่เป็นไรก็ดีแล้วล่ะ แล้วนี่กลุ้มใจเรื่องอะไรล่ะถึงได้เมาจนช่วยตัวเองไม่ได้แบบนี้” ลีน่าถามแกมตำหนิ

เงียบสนิทไม่มีเสียงตอบจากชายหนุ่ม ก็จะให้เขาตอบอย่างไรล่ะทั้งสองคนนี่ทำงานอยู่กับมาร์คนี่ แล้วเขาก็ไม่แน่ใจด้วยว่าถ้าลีน่ารู้เข้า เธอจะเกลียดเขารึเปล่า

“อย่าเพิ่งคาดคั้นเขาเลยลีน่า แล้วคุณก็เรียกผมว่าเจอโรมเถอะครับ”

“ขอบคุณครับเจอโรม”

ลีน่าถอนใจอย่างขัดใจนิดๆ “ก็ได้ค่ะ เอาล่ะริคนายกลับบ้านได้แล้วนะ ห้ามดื่มต่อแม้แต่แก้วเดียวได้ยินมั้ย”

ริคโค่มองสบตาลีน่าอย่างทุกข์ใจ “ผม...ผมยังไม่อยากกลับบ้านครับ” เขาบอก เมินสายตาไปทางอื่น

ลีน่ามองชายหนุ่มที่เธอรักเหมือนน้องชายคนหนึ่งอย่างสงสัยในความผิดปกติ แต่เธอก็ไม่พูดอะไรหันไปบอกกับเจอโรม “เจอโรมคะ วันนี้ชั้นคงต้องกลับบ้านก่อน ไว้เราค่อยมาเที่ยวกันครั้งหน้านะคะ”

“ไม่เป็นไรหรอกลีน่า งั้นผมจะไปส่งคุณนะ แล้วริคโค่ล่ะ”

“ริคโค่จะไปค้างกับชั้นค่ะ” ลีน่ารีบบอก “ห้ามพูดอะไรทั้งนั้นริค ชั้นไม่ปล่อยนายไปนอนโรงแรมในสภาพนี้หรอก ชั้นเป็นห่วงนายนะ”

ริคโค่ถึงกับปฏิเสธไม่ออกได้แต่พยักหน้ารับ “ก็ได้ครับ”

เจอโรมช่วยพยุงริคโค่ที่เดินไม่ค่อยตรงทางนักไปที่รถส่งชายหนุ่มไปนั่งที่ด้านหลัง เขากับลีน่านั่งด้านหน้าแล้วขับตรงไปยังอพาร์ตเมนท์ของหญิงสาว ลีน่าหันมาดูริคโค่ด้วยความเป็นห่วงก็เห็นว่าชายหนุ่มผล็อยหลับไปแล้ว เธอลอบถอนใจเบาๆ หันกลับมาเห็นเจอโรมทำหน้าเคร่งขรึมจึงถามขึ้นเบาๆ “คุณไม่พอใจอะไรหรือเปล่าคะ”

“ถ้าผมตอบว่าไม่ก็คงโกหก ใช่ผมรู้สึกไม่พอใจนิดหน่อย” เขาตอบโดยไม่หันมา

“ชั้นคิดว่าคุยกับคุณเรื่องของริคเข้าใจแล้วซะอีก” เธอต่อว่า

“ผมเข้าใจนะ แต่มันก็อดคิดไม่ได้นี่” เขาตอบตรงๆ

ลีน่าหัวเราะเบาๆ “นี่แหละส่วนดีของคุณ” เธอเอื้อมมือมากุมมือของชายหนุ่มที่จับพวงมาลัยอยู่ดึงมาแนบแก้มเนียนของเธอ “และเป็นส่วนที่ทำให้ชั้นรักคุณด้วย”

เจอโรมยิ้มกว้าง เขาไล้ข้อนิ้วกับแก้มนิ่มๆของหญิงสาวอย่างชอบใจ “อย่าพูดจาน่ารักแบบนี้สิ แค่นี้ผมก็รักคุณจะแย่อยู่แล้ว”

“ก็คนมันน่ารักนี่คะจะทำไงได้” เธอจูบที่ฝ่ามือของชายหนุ่มเบาๆ “ชั้นเป็นห่วงริคจริงๆนะคะ ถ้าคุณรู้จักเขามานานอย่างชั้น คุณจะรู้ว่านี่เป็นเรื่องผิดปกติอย่างมากทีเดียว” ลีน่าเหลือบมองคนที่พูดถึงอีกครั้ง “ริคไม่เคยดื่มจนเมามาก่อน แล้วยังพูดว่าไม่อยากกลับบ้านอีก ถ้าจะให้ชั้นเดานะคะ เขาต้องมีปัญหากับพี่ชายจอมเผด็จการของเขาแน่ๆเลย”

“ฟังดูเหมือนคุณจะไม่ชอบพี่ชายของเขานักนะ”

“ใช่ค่ะ คุณรู้มั้ยว่าริคต้องตามใจพี่ชายเขาทุกเรื่อง เขาไม่เคยขัดใจพี่เขาเลยซักครั้งเดียว”

“ทำไมล่ะ”

“จากที่เขาเล่าให้ชั้นฟังนะคะ เขากับพี่ชายน่ะเป็นพี่น้องคนละแม่กัน ตอนแรกแม่ของริคน่ะเป็นภรรยาน้อย แต่พอภรรยาคนแรกของพ่อเขาเสียไปเพราะร่างกายอ่อนแอ พ่อเขาก็เลยรับแม่ของริคมาเป็นภรรยา ตอนนั้นมิคาเอลอายุได้ห้าขวบแล้ว ก็จะด้วยความสำนึกบุญคุณหรืออะไรชั้นก็ไม่แน่ใจนัก แม่ของริคน่ะตามใจมิคาเอลทุกอย่าง ริคเขาก็ถูกเลี้ยงมาแบบนั้นแหละค่ะ แบบว่าความต้องการของพี่ชายต้องมาก่อน”

“น่าเห็นใจเหมือนกันนะ”

“ใช่ค่ะ ชั้นเองก็เป็นลูกคนเดียว พอรู้ว่าริคเขาชอบอะไรเหมือนๆกัน ชั้นก็เลยสนับสนุนเขาเต็มที่เวลาที่เขาอยู่ในกลุ่มของชั้น ให้เขาทำตามใจที่อยากทำบ้าง”

“เขาก็เลยติดคุณงั้นสิ”

“เขาก็เลยสนิทกับชั้นมากเป็นพิเศษต่างหากล่ะคะ เขาเป็นน้องชายที่น่ารักมากอย่างที่ชั้นอยากมี”

เจอโรมจอดรถที่หน้าอพาร์ตเมนท์ของลีน่า แล้วรีบลงไปช่วยพยุงริคโค่ลงจากรถขึ้นไปบนห้องของหญิงสาว พอขึ้นไปถึงริคโค่ก็ขอตัวเข้าห้องน้ำไป ลีน่ามองตามอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก

“เขาคงไม่เป็นไรหรอก” เจอโรมบอกมาจากด้านหลังของหญิงสาว พอเธอหันกลับมาก็ตกอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่มพอดี เธอเงยหน้าขึ้นยิ้มหวานให้คนรัก “ขอโทษนะคะที่ชั้นทำให้คุณหมดสนุก”

“ไม่เป็นไรหรอก โอกาสหน้ายังมี” เจอโรมกอดเธอไว้หลวมๆ “งั้นผมกลับก่อนนะครับ”

ดวงตาสีม่วงของลีน่ามองตรงเข้าไปยังดวงตาสีฟ้าเข้มของชายหนุ่มเหมือนกับจะบอกว่าไม่อยากให้เขากลับไป เจอโรมก้มหน้าลงช้าๆ และลีน่าก็เงยหน้ารับริมฝีปากของเขาอย่างอ่อนหวาน ชายหนุ่มจูบเธออย่างลึกซึ้งดื่มด่ำเหมือนเป็นคำสัญญาถึงความรู้สึกลึกซึ้งที่ทั้งสองมีให้ต่อกัน

เจอโรมถอนจุมพิตช้าๆอย่างอ่อนโยน ลีน่าซบลงกับอกกว้างของชายหนุ่มอย่างมีความสุข เจอโรมลูบไล้ผมนุ่มๆของหญิงสาวอย่างแสนรัก ก่อนจะผละออกช้าๆ “ผมคงต้องกลับจริงๆแล้วล่ะ” ก่อนจะห้ามใจไม่ไหวมากไปกว่านี้ เขาเสริมในใจ

ลีน่าเงยหน้าขึ้นยิ้มหวานแล้วเดินไปส่งเขาที่ประตูห้อง เจอโรมหันกลับมาแตะริมฝีปากที่หน้าผากเนียนเบาๆ “อย่าไปกดดันน้องชายผู้น่ารักของคุณจนเกินไปนะครับ แม่มดแสนสวยของผม”

“ทราบแล้วค่ะ แต่คุณรู้ได้ไงว่าชั้นจะทำอย่างนั้น” ลีน่าหัวเราะเขินๆ ที่ชายหนุ่มรู้ทัน

“เพราะผมรู้ว่าถ้าคุณอยากรู้อะไร คุณก็ต้องรู้ให้ได้น่ะสิ ผมชักจะสงสารริคโค่ซะแล้วนะเนี่ย”

“แหม!! ชั้นไม่ร้ายขนาดนั้นซะหน่อย” ลีน่าพ้อ

“ราตรีสวัสดิ์ลีน่า”

“ฝันดีนะคะเจอโรม” ลีน่าโบกมือให้คนรักก่อนจะปิดประตู หันหลังพิงประตูอมยิ้มอย่างมีความสุข

เสียงเปิดประตูห้องน้ำดึงความสนใจของลีน่ากลับมาสู่ปัจจุบัน เธอเดินเข้ามาที่ห้องรับแขกโบกมือให้ริคโค่ไปนั่งที่โซฟาส่วนเธอเดินเข้าครัวไป สักครู่หนึ่งก็เอาน้ำมะนาวอุ่นๆมาส่งให้ชายหนุ่ม

“เอ้า ดื่มซะมันจะช่วยให้นายรู้สึกดีขึ้น”

“ขอบคุณครับลีน่า” ริคโค่รับแก้วมาจิบ

ลีน่าตบไหล่ชายหนุ่มรุ่นน้องเบาๆ “ดื่มให้หมดนะ เดี๋ยวชั้นไปอาบน้ำก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน” แล้วเธอก็เดินเข้าห้องนอนไป ริคโค่มองตามอย่างสำนึกผิดนิดๆที่ทำให้ลีน่าต้องเดือดร้อนเพราะเขา แต่ก็เกือบไปแล้วนะเนี่ย เขายังรู้สึกขยะแขยงที่ถูกเจ้าขี้เมาคนนั้นสัมผัสอยู่เลย เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเจ้าขี้เมานั่นถึงได้ทำแบบนั้นกับเขา หน้าตาเขาก็ใช่ว่าจะดูสวยอะไรมากมายพอให้เข้าใจผิดได้ เขาก็ว่าหน้าตาเขาก็เหมือนผู้ชายคนหนึ่งทั่วๆไปเท่านั้นเอง

ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะยกแก้วน้ำมะนาวขึ้นดื่มจนหมด วางแก้วลงแล้วทิ้งตัวพิงโซฟาอย่างอ่อนละโหย แล้วนี่เขาจะบอกลีน่าว่ายังไงดี เธอจะรังเกียจเขารึเปล่านะถ้าหากรู้ความในใจของเขาเรื่องของมาร์ค

สิบนาทีต่อมาลีน่าก็เปิดประตูออกมาในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้น ผมยาวสลวยรวบขึ้นไปเป็นมวยที่ด้านหลัง เธอนั่งลงข้างๆตัวเขาแล้วก็เปิดฉากซักไซร้ชายหนุ่มแทบจะในทันที

“เอาล่ะ เล่ามาซะดีๆริค ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

ริคโค่ยังคงอยู่ในท่าทิ้งศีรษะพิงกับพนักพิง หันหน้ามาทางเธอช้าๆ “ผมไม่อยากให้ลีน่าไม่สบายใจไปด้วยนะครับ ผม...”

“ห้ามเฉไฉนะ ชั้นไม่ใช่เพื่อนนายเหรอไง” ลีน่าถามด้วยเสียงคาดคั้น

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ” ริคโค่รีบลุกขึ้นนั่งตัวตรงในทันที “ผมรู้ว่าลีน่าเป็นห่วงผมแต่...”

“มันต้องเป็นเรื่องที่หนักเกินกว่าที่นายจะหาทางแก้ได้แน่ๆ ไม่งั้นนายจะไปเมาอย่างนั้นเหรอ” เธอพูดอย่างอ่อนโยน

ริคโค่เงยหน้าขึ้นสบตากับคนที่เป็นทั้งเพื่อนทั้งพี่สาวของเขาเสมอมา อย่างหมดข้ออ้างใดๆที่จะโต้แย้ง “ผมกลัวน่ะครับ กลัวว่าลีน่าจะรังเกียจผมถ้าผมบอกออกไป”

ลีน่าส่ายหน้าก่อนจะจับมือของชายหนุ่มมากุมไว้ “ไม่มีวันหรอกริค นายรู้จักชั้นดีกว่านั้นนี่”

ริคโค่กระชับมือเล็กๆที่มอบความอบอุ่นให้เขาอย่างมหาศาล ก่อนจะบอกกับเธอเบาๆ “ผมคิดว่าผมกำลังตกหลุมรักคนคนหนึ่งครับ”

“แล้วเธอเป็นใครล่ะ” ลีน่าถามอย่างรู้สึกผิดคาดเล็กน้อย

“ไม่ใช่ เธอ หรอกครับ” ริคโค่หันมาสบตาสีม่วงที่ตอนนี้กำลังเลิกคิ้วอย่างสนเท่ห์ “คนคนนั้นเป็นผู้ชายครับ แถมคุณลีน่ายังรู้จักดีอีกด้วย”

“อย่าบอกนะว่าเป็นมาร์คน่ะ” ลีน่าถามอย่างตกใจ

ริคโค่ถอนใจเบาๆแล้วพยักหน้า “ใช่ครับ” เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธออีกครั้งอย่างหาวี่แววของความรังเกียจในดวงตาของเธอแต่ไม่พบ เขาเห็นแต่ความเห็นใจและสงสาร

“โธ่!!! ริค...เฮ้อ...ชั้นไม่รู้จะพูดยังไงดี” เธอถอนหายใจอย่างหนักหน่วง “นายรู้ใช่มั้ยว่าการรักเขาจะทำให้นายต้องเจอกับอะไรบ้าง”

“ผมรู้ครับ รู้ว่าความรักของผมคงไม่มีวันเป็นไปได้ อย่าว่าแต่การเห็นผมอยู่ในสายตาเลย ป่านนี้เขาคงลืมผมไปแล้วด้วยซ้ำ” ริคโค่พูดเศร้าๆ

“ตัดใจซะถ้านายทำได้ หรือถ้านายจะยอมที่จะเจ็บปวดทั้งที่รู้อยู่แล้วชั้นก็คงได้แต่เห็นใจนายเท่านั้น นายตัดสินใจเอาเองก็แล้วกันนะริค”

ริคโค่น้ำตาคลอแต่เขาก็พยายามกลั้นเอาไว้ “คุณไม่รังเกียจผมหรือครับ ไม่คิดว่าผม...เอ่อ...ผิดปกติหรือครับ”

ลีน่าเอื้อมมือมาลูบศีรษะชายหนุ่มอย่างปลอบใจ “การที่นายจะรักใครซักคนมันขึ้นอยู่กับหัวใจนาย ไม่ว่าคนที่นายรักจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงขอแค่ความรักนั้นเป็นความรักที่บริสุทธิ์เป็นความรักที่แท้จริงแล้ว มันย่อมเป็นสิ่งที่ดีเสมอ และขอให้นายจำไว้ให้ขึ้นใจเลยนะ ชั้นรักนายเหมือนน้องชายคนนึง ชั้นไม่มีวันที่จะรังเกียจนายเพียงเพราะนายตกหลุมรักผู้ชายหรอก”

“ลีน่า...” ริคโค่เอ่ยได้เพียงเท่านี้ น้ำตาไหลจากดวงตาสีทองคู่สวยแล้วเขาก็โผเข้ากอดหญิงสาวไว้แน่น ลีน่าลูบหลังลูบไหล่ชายหนุ่มที่สั่นด้วยแรงสะอื้นด้วยความสงสารและเห็นใจจนริคกลั้นสะอื้นได้และเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เธอถึงได้มีโอกาสเห็นหน้าชายหนุ่มรุ่นน้องใกล้ๆขนาดนี้เป็นครั้งแรก ด้วยความที่ริคโค่เป็นคนสเปนแท้ๆหน้าตาของเขาจึงคมเข้มอยู่แล้ว อีกทั้งเขายังเป็นคนที่จัดว่าหน้าตาดีแม้จะไม่สะดุดตาสาวๆมากนัก ใบหน้าที่หล่อเหลากับดวงตาสีแปลกของเขาที่แลดูเศร้าสร้อยอย่างยิ่ง มีเสน่ห์ที่ดึงดูดใจอย่างมากแม้แต่เธอยังยอมรับกับตัวเองเลย

ไอ้เจ้าแววตาเศร้าซึ้งที่เป็นประกายวาววับด้วยน้ำตานี่แหละ ที่ทำให้เจ้าตัวต้องเจอกับเรื่องยุ่งยากในคืนนี้ และดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะยังไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ริคโค่ยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนจะหันมาเอ่ยกับหญิงสาว “ขอบคุณมากครับลีน่า ผมอยากให้คุณเป็นพี่สาวแท้ๆของผมจัง ไม่มีใครที่เข้าใจผมอย่างคุณเลย”

“ไม่เห็นจะเป็นไร แค่นายรับรู้ว่าชั้นเป็นพี่สาวให้นายได้ทุกเวลาที่นายต้องการแค่นั้นก็พอแล้ว”

“ขอบคุณครับ” ริคโค่ยิ้มเศร้าๆให้เธอ น้ำตาเจ้ากรรมทำท่าจะไหลออกมาอีกแล้ว

“แต่เรื่องของนายไม่ใช่มีแค่นั้นใช่มั้ย” ลีน่าถามหลังจากเงียบไปสักครู่

ริคโค่หลับตาลงเพื่อตัดสินบางอย่างก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบสายตาเข้าอกเข้าใจของหญิงสาว ก่อนจะเริ่มเล่าสิ่งที่เขาสงสัยอยู่ให้เธอฟัง

“อืม...งั้นนายก็กำลังสงสัยว่าพี่ชายของนายกำลังจะทำอะไรบางอย่าง และจุดประสงค์ของเขาอยู่ที่มาร์คใช่มั้ย” ลีน่าถามขึ้นหลังจากที่ฟังชายหนุ่มเล่าจบ

“ครับ แล้วก็รวมถึงเหตุผลที่เกี่ยวกับตัวผมด้วย”

ลีน่าพยักหน้าอย่างเข้าใจ เธอขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด “ชั้นคิดว่าความไม่ชอบหน้ามาร์คของพี่ชายนายมันไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้เขาคิดจะเล่นงานมาร์คหรอก มันต้องมีเหตุผลอื่นด้วยแน่ๆ เพียงแต่ตอนนี้ชั้นยังเดาไม่ออก”

“ผมเองก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ผมพลาดเองที่ไม่ทันระวัง ตอนนี้มิคก็รู้แล้วว่ามาร์ค...เอ่อคุณแมคนีลมีความหมายบางอย่างกับผม และเขาก็ไม่พอใจผมเอามากๆเลย”

ลีน่าอมยิ้มที่ชายหนุ่มออกอาการเขินๆที่เรียกชื่อมาร์คอย่างสนิทสนม เธอกล่าวต่ออย่างไม่สบายใจ “ไม่พอใจน่ะยังน้อยไปนะ จากที่นายเล่าให้ฟังชั้นว่าเขาโกรธมากถึงขนาดเคียดแค้นเลยเชียวล่ะ”

“มันคงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกมั้งครับ” ริคโค่แย้งแต่ไม่ค่อยเต็มเสียงนักเพราะเขาก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน

“นายยอมรับเถอะริค ว่าชีวิตของนายอยู่ใต้อิทธิพลของพี่ชายมานานมากแล้ว เวลาอยู่ต่อหน้าเขานายกล้าที่จะขัดใจเขามั้ยล่ะ และตลอดเวลาเขาก็เห็นนายเป็นเหมือนทาสผู้จงรักภักดีต่อเขาเพียงผู้เดียวมาตลอด แล้วอยู่ๆนายก็กลับมาปกป้องคนคนหนึ่งที่นายเพิ่งจะเคยพบเป็นครั้งแรก เขาก็ต้องรู้สึกว่านายกำลังจะไม่เหมือนเดิมและเขาก็กำลังจะเสียนายไป” ลีน่าบอกกับชายหนุ่มด้วยความรู้ทางด้านจิตวิทยาที่เธอเคยศึกษามาบ้าง เมื่อเห็นริคโค่นิ่งคิดตามที่เธอพูด เธอจึงกล่าวต่อ “มันโชคร้ายที่คนที่ว่านั่นคือมาร์ค ซึ่งเป็นคนที่พี่นายไม่ชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ความไม่ชอบใจ ความโกรธของเขาก็เลยเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า”

“แล้วผมจะทำไงดีครับลีน่า” ริคโค่เอ่ยถามเสียงเบาโหวง เขาเห็นจริงตามที่เธอพูดทุกประการ

“ไม่ต้องทำอะไรเลย ปล่อยให้มันเป็นไป” ลีน่าตอบ

ริคโค่หันมามองเธออย่างสงสัยแกมหวาดหวั่น “ทำไมล่ะครับ”

ลีน่ายิ้มนิดๆ “เธอคิดว่ามาร์คเป็นคนที่จะมีใครแตะต้องเขาได้ง่ายๆเหรอ ปล่อยให้คนของเขาจัดการป้องกันเองเถอะ ทั้งเจอโรมกับลูกน้องของเขาน่ะเป็นคนที่มีประสิทธิ์ภาพมากนะจ๊ะ”

“แล้วถ้าเขารู้ว่าเป็นมิคที่เป็นคนลงมือทำอะไรก็แล้วแต่นี่ล่ะฮะ”

ลีน่าถอนใจก่อนจะตอบ “นายก็ต้องภาวนาล่ะว่าเขาจะสืบไม่รู้ เพราะชั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจัดการกับคนที่ประสงค์ร้ายกับตัวเขายังไง แต่ชั้นคนหนึ่งล่ะนะที่ไม่ขอเสี่ยงเป็นคนคนนั้นเด็ดขาด มาร์คน่ะเป็นคนที่ตัดสินใจได้อย่างเย็นชาและเด็ดขาดมากในเรื่องแบบนี้”

ริคโค่รู้สึกหนาวสะท้านกับคำบอกเล่าของลีน่า “ผมทำอะไรไม่ได้เลยหรือครับลีน่า”

“พี่นายเขาอยากทำตัวเองนี่นา แล้วยิ่งถ้านายเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้มากเท่าไหร่ พี่นายเขาก็จะหันมาโกรธแค้นมาร์คมากขึ้นเท่านั้น เพราะงั้นนายควรจะอยู่เฉยๆเป็นดีที่สุด”

“ตกลงครับ แต่ผมคงไม่เลิกจับตาดูมิคหรอก ผมต้องรู้ให้ได้ว่าเขาคิดจะทำอะไร”

“ชั้นจะไม่บอกเรื่องนี้กับเจอโรมเหมือนกัน เพราะถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ เขาก็ต้องรู้ก่อนใครอยู่แล้ว”

“ขอบคุณมากครับลีน่า สำหรับทุกอย่าง” ริคโค่เอ่ยเสียงเครือพลางสูดจมูก

“ไม่เอาน่า ยังไงนายก็น้องชายชั้น ไม่ห่วงนายแล้วชั้นจะไปห่วงใครล่ะ เอาล่ะๆนายไปอาบน้ำอาบท่าซะเสื้อผ้าน่ะชั้นวางไว้ให้แล้ว ส่วนไอ้ชุดนี้ก็โยนไว้ในตระกร้าเดี๋ยวชั้นจัดการเอง”

“ครับผม” ริคโค่บอกอย่างร่าเริงขึ้นมาหน่อย แล้วเขาก็ลุกเดินเข้าห้องน้ำไปตามที่หญิงสาวบอก

หลังจากที่ประตูห้องน้ำปิดลง ลีน่าก็นิ่วหน้าอย่างครุ่นคิดถึงอันตรายของเรื่องที่ริคโค่บอกกับเธอ เธอเชื่อว่าเรื่องของธุรกิจน่าจะเป็นเหตุผลที่ลงตัวที่สุดที่พี่ชายของริคคิดจะทำอะไรโง่ๆ อย่างการมุ่งร้ายกับคนอย่างเจ้านายของเธอ

มาร์คัส แมคนีลเป็นชายผู้มีอิทธิพลสูงที่สุดที่เธอเคยเห็น เพียงแค่เขากระดิกนิ้ว ก็มีคนมากมายที่สามารถทำให้สิ่งที่เขาต้องการดำเนินไปอย่างไม่มีอุปสรรค ลูกน้องคนสนิทของเขาที่รวมถึงเจอโรมคนรักของเธอด้วยก็ไม่ธรรมดาเลยสักคน เขามีคนอยู่ในองค์กรแทบจะทุกระดับไม่ว่าจะเป็น FBI ตำรวจ ทหาร และอีกมากมายก่ายกองที่เธอไม่รู้ คนที่คิดอะไรบ้าๆอย่างพี่ชายของริคโค่นั้นต้องเรียกว่าเป็นคนโง่ขนานแท้จริงๆ

และเธอคงทำได้แค่แนะให้ริคอยู่ห่างๆจากเรื่องนี้มากที่สุดเพื่อจะได้ไม่โดนหางเลขไปด้วย อีกอย่างหนึ่งที่เธอยังไม่ได้บอกริคก็คือ มาร์คมักจะจัดการขั้นเด็ดขาดเสมอถ้าเขาเห็นว่าคนที่คิดจะคุกคามเขานั้นเป็นอันตรายต่อเขาแม้แต่แค่เปอร์เซนต์เดียวก็ตาม...

###################################################


จาก : กระทู้เฉพาะกิจ - 29/07/2005 03:55

มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
ท่านคือ :
เมลล์ :
ICQ :
โฮมเพจ :
เขียนเลยค่ะ :