หัวข้อ : กระทรวงสาธารณสุขต้องเคารพรัฐสภาและประชาชน
ข้อความ : แถลงการณ์
กระทรวงสาธารณสุขต้องเคารพรัฐสภาและประชาชน
หยุดผูกขาดกฎหมายหลักประกัน
ตัดมาตรา 45 เอื้อประโยชน์ให้กับโรงพยาบาลเอกชน


จากการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้แอบตกลงกับกลุ่มบางกลุ่มพร้อมรับปากตัดมาตรา 11 และมาตรา 45ของกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาถึง 6 ฉบับ มีทั้งประชาชนเข้าชื่อกัน 50000 รายชื่อในการเสนอกฎหมาย ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคการเมืองต่าง ๆ ดังนั้นการตัดสินใจในการตัดมาตราใดมาตราหนึ่งในกฎหมายจึงไม่ควรเป็นอำนาจในการตัดสินใจของรัฐมนตรีว่าการระทรวงสาธารณสุข หรือบุคคลในกระทรวงสาธารณสุข แต่จะต้องดำเนินการสอบถามและรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มต่าง ๆ และที่สำคัญขณะนี้กฎหมายได้ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เครือข่ายผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข และองค์กรสนับสนุนกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อันประกอบด้วย โครงการรณรงค์เพื่อหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ขอชี้แจงความสำคัญของมาตรา 44 และ45 ต่อสาธารณชนดังนี้

1. กลไกการคุ้มครองผู้บริโภคในปัจจุบัน นับเป็นกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคทางอ้อม เช่น แพทยสภาควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพ(Self Control) กองประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุขควบคุมโรงพยาบาลเอกชน(Registering and Controlling System) แต่ไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรช่วยเหลือผู้บริโภคโดยตรงเมื่อเกิดความเสียหายในการใช้บริการทางการแพทย์ ในปัจจุบัน

2. การมีกองทุนชดเชยความเสียหายเบื้องต้น ตามมาตรา 44 จะทำให้ ผู้บริโภคได้รับการชดเชยอย่างรวดเร็ว ต่างจากเดิมที่หากเกิดความเสียหายขึ้น ผู้บริโภคจะได้รับการชดเชยก็ต้องไปร้องเรียนหรือฟ้องร้องเป็นคดี ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาดำเนินคดีนานมาก ใช้ทุนทรัพย์สูง และยังต้องแบกรับภาระที่จะไปหาหลักฐานต่าง ๆ มานำสืบพิสูจน์ความผิดของผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งเป็นเรื่องสุดวิสัยที่ผู้บริโภคโดยทั่วไปจะได้รับความเป็นธรรม การตัดมาตราดังกล่าวทิ้งจึงเป็นการถอยหลังเข้าคลอง

3. การชดเชยความเสียหายแก่ผู้รับบริการ ในกรณีที่ไม่มีผู้กระทำผิด (No Fault Liability)นั้น มีเจตนารมย์ที่มุ่งจะเยียวยาความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากระบบบริการเป็นสำคัญ เพราะมีความเสียหายจากการรับบริการด้านสุขภาพหลายลักษณะที่แพทย์ผู้ให้บริการมิได้เจตนาหรือประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยต้องเสียหาย ระบบดังกล่าวจึงเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชย และเป็นกลไกที่สร้างให้เกิดความเอื้ออาทรมากขึ้นในระบบสุขภาพ จึงไม่ทำให้เกิดการฟ้องร้องมากขึ้น เพราะการฟ้องร้องส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการแพทย์และการสาธารณสุขที่เป็นการค้ามากขึ้น

4. ในขณะที่การเรียกร้องการชดเชยความเสียหายที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น เป็นระบบที่ยึดอยู่กับแนวคิดที่ว่า ต้องพิสูจน์ให้รู้ตัวคนผิดก่อนเท่านั้น ผู้เสียหายถึงจะได้รับการชดเชย ระบบที่เป็นอยู่เป็นการต่อสู้คดีกัน เป็นรูปแบบที่มีความรุนแรง เอาคู่กรณีมาเผชิญหน้ากัน ด้วยการหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์หรือหักล้างความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม ต้องมีแพ้มีชนะ ถ้าผู้บริโภคชนะก็หมายถึงว่าหมอผิด ในทางตรงกันข้ามถ้าหมอชนะก็หมายความว่าผู้บริโภคก็จะไม่ได้รับการชดเชย แต่ด้วยกระบวนการแก้ปัญหาแบบนี้จะจบลงแบบใดก็แล้วแต่ ก็ต้องมีคนที่เจ็บตัว และสร้างความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ จบเรื่องแล้วก็ไม่สามารถไปรับบริการที่หน่วยเดิมได้อีก

5. แต่ความเสียหายที่มีผู้กระทำผิด (Malpractice) จะต้องมีการดำเนินการให้หน่วยบริการรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ตามมาตรา 45 เพราะไม่อย่างนั้นหน่วยบริการที่ทำให้เกิดความเสียหายก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เป็นการปกป้องหน่วยบริการที่กระทำความผิด ไม่จำเป็นต้องปรับปรุงคุณภาพบริการ เพราะมีระบบการชดเชยความเสียหายตามมาตรา 44 อยู่แล้ว ตลอดจนผลักภาระให้กับหน่วยบริการอื่น ๆ ที่ไม่ได้กระทำผิด กลไกที่เกิดขึ้นตามมาตรา 44 และต้องสามารถสร้างแรงจูงใจและลงโทษหน่วยบริการเพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการได้อย่างแท้จริง และที่สำคัญกลไกการใช้สิทธิต่อเนื่องของประชาชนในกรณีที่มีผู้กระทำผิดของสถานบริการเอกชนในปัจจุบันยังต้องอาศัยการนำสืบพิสูจน์ถูกผิด ซึ่งเป็นภาระกับประชาชนผู้รับบริการและทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิในฐานะผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง ดังนั้นการตัดมาตรานี้จึงเอื้อประโยชน์ให้กับสถานพยาบาลเอกชนเท่านั้น

ขอเรียกร้องให้ ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายกับการคุ้มครองผู้บริโภค แสดงท่าทีเพื่อสนับสนุนมาตรการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในกฎหมายหลักประกันฯ เพิ่มจำนวนผู้แทนจากผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้บริการสาธารณสุข และไม่ปกป้องคนผิด รวมทั้งเร่งผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.องค์การอิสระผู้บริโภค ตามเจตนารมย์มาตรา 57 ของรัฐธรรมนนูญ เพื่อเป็นผู้แทนในการให้ความเห็นต่อกฎหมาย และมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค แทนที่จะเป็นบทบาทของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงส่าธารณสุขดังเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

สนใจข้อมูลเพื่อเติมติดต่อ
1. คุณระกาวิน ลีชนะวานิชพันธ์ 01-682-3839
2. คุณสารี อ๋องสมหวัง01-668-5240
3. คุณสุภัทรา นาคะผิว01-720-6827
4. คุณดลพร ล้อเสริมวัฒนา09-210-6281
5. คุณกุสุมา ทองบุตรศรี 09-827-2026
6. คุณพจศนา บุญทอง01-4062903

โดย Foundation for Consumers (ศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ผู้บริโภค)


จาก : ศรีโพธิ์ วายุพักตร์ - 15/10/2002 13:20

มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
ชื่อ :
Email :
ข้อความ :


This Free service hosted by D'Server