หัวข้อ : มติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2546 เกี่ยวกับพ.ร.บ. สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย ฯ
ข้อความ : 25. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพ
แวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ทั้ง 2 ฉบับ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รวม
เป็นร่างพระราชบัญญัติฉบับเดียว พร้อมทั้งให้รับประเด็นอภิปรายฯ ของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี
คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายฯ) เกี่ยวกับการรวมร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับนี้ให้เป็นฉบับเดียวกัน และการรวมงานที่เกี่ยว
ข้องกับการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยไปไว้ในหน่วยงานเดียวกัน ความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสาน
งานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
และคณะรัฐมนตรีรับทราบความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยว
กับร่างพระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. …. และมอบให้
กระทรวงแรงงานรับไปจัดทำรายงานผลการดำเนินงานในเรื่องนี้เสนอต่อสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ
เปิดเผยเหตุผลให้สาธารณชนทราบ ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
พ.ศ. 2543
ทั้งนี้ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยสรุปสาระสำคัญ
ดังนี้
1. เห็นชอบให้มีการผลักดันร่างพระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. …. และเร่งรัดจัดตั้งสถาบันดังกล่าวเป็นองค์กรอิสระภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ โดยมีระบบ
บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
2. เนื่องจากการบริหารกองทุนเงินทดแทนมีหน่วยงานของรัฐดำเนินการบริหารจัดการดีอยู่แล้ว เห็นควร
ตัดมาตรา 6 (3) ในร่างพระราชบัญญัติของกระทรวงแรงงาน
3. ไม่ควรนำเงินกองทุนทดแทนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันฯ ตามมาตรา 41 สถาบันส่งเสริมความ
ปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานควรมีรายได้จากเงินอุดหนุนจากรัฐ รายได้จากดอกผลของกองทุน
เงินทดแทนในแต่ละปีตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน รวมทั้งรายได้จากการบริการของสถาบัน
4. การบริหารสถาบันในมาตรา 14 องค์ประกอบของคณะกรรมการควรประกอบด้วยระบบไตรภาคีตาม
หลักสากลในสัดส่วนที่เท่ากัน และในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิควรมาจากวิธีการสรรหา และมีหน้าที่ให้คำปรึกษาต่อ
คณะกรรมการเท่านั้น
5. อำนาจหน้าที่ของสถาบันในมาตรา 27 สถาบันควรมีภารกิจเฉพาะทางด้านวิชาการ โดยรวมหน่วยงาน
ที่มีหน้าที่ซ้ำซ้อน หรือมีลักษณะเดียวกันเข้าด้วยกัน
6. สถาบันดังกล่าวควรมีอำนาจหน้าที่วางกฎระเบียบ การบังคับใช้กฎหมายและมาตรฐานกฎหมายด้าน
ความปลอดภัย แต่ไม่ควรไม่มีอำนาจการบังคับใช้กฎหมาย จึงเห็นควรตัด หมวด 5 ออก
ร่างพระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
พ.ศ. …. มีสาระสำคัญ ดังนี้
1. กำหนดนิยามคำว่า “ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน” หมายความว่า
การกระทำและหรือสภาพการทำงานซึ่งปลอดจากเหตุอันจะทำให้เกิดการประสบอันตราย การเจ็บป่วยอันเนื่องจากการทำงาน หรือทำให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงานหรือเกี่ยวกับการทำงาน
2. การจัดตั้งสถาบันขึ้น เรียกว่า “สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพในการทำงาน”
โดยให้เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น
และมีฐานะเป็นนิติบุคคล ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
3. จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสถาบัน เรียกว่า “กองทุนเพื่อการส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย
และสภาพแวดล้อมในการทำงาน” เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายสำหรับการดำเนินงานของสถาบัน
4. ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน” มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลสถาบัน
5. กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
6. ให้โอนสถาบันความปลอดภัยในการทำงานกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานไปเป็นของสถาบันฯ และให้
สถาบันฯ ได้รับการจัดสรรจากเงินกองทุนเงินทดแทนจนกว่าจะมีการโอนสำนักงานกองทุนทดแทน สำนักงานประกันสังคม
ไปเป็นของสถาบันฯ ซึ่งต้องไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. …. มีสาระสำคัญ
ดังนี้
1. ให้ยกเลิกหมวด 8 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
2. กำหนดให้มีการยกเว้นการใช้บังคับพระราชบัญญัติทั้งหมด หรือแต่บางส่วนแก่นายจ้างประเภทหนึ่ง
ประเภทใดโดยกำหนดเป็นกฎกระทรวง
3. ให้นายจ้างจัดและดูแลสถานประกอบกิจการให้มีสภาพการทำงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่
ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ รวมทั้งดูแล ส่งเสริม สนับสนุนการปฏิบัติงานของลูกจ้างให้ปลอดจากอุบัติเหตุและโรคอันเนื่อง
จากการทำงาน
4. ให้องค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทยมีสิทธิขอขึ้นทะเบียนเพื่อให้บริการตรวจวัด การตรวจสอบ การทดสอบ การประเมินความเสี่ยง รวมทั้งการส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
ส่วนคุณสมบัติขององค์กรที่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียน การขึ้นทะเบียน การเพิกถอนทะเบียน ค่าบริการ และวิธีการให้บริการให้
เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
5. ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานให้นายจ้างดำเนินการในการบริหารการจัดการ
ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตลอดจนการออกประกาศกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม
การขึ้นทะเบียนต่าง ๆ ได้ไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้
6. ให้มีคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ประกอบด้วย
ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกรรมการ มีกรรมการโดยตำแหน่ง กรรมการผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง
ที่มาจากการเลือกตั้งฝ่ายละเจ็ดคนกับผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกห้าคนเป็นกรรมการ และให้หัวหน้าสำนักงาน
คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้
คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบาย แผนงานหรือมาตรการความปลอดภัยฯ และ
อำนาจอื่นตามที่กำหนด
7. ให้มีสำนักงานคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
8. ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งเรียกว่า “กองทุนความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมใน
การทำงาน” โดยให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็น
ผู้บริหารกองทุน
9. ให้มีสำนักงานคณะกรรมการบริหารกองทุนความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการ
ทำงาน ขึ้นในกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยให้มีอำนาจตามที่กำหนดไว้
10. กำหนดมาตรการควบคุม กำกับ ดูแล และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย อาชีวอนามัย
และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
11. ให้อธิบดีมีอำนาจออกคำสั่งให้ยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งไม่จ่ายค่าใช้จ่าย
การจัดการแก้ไขเหตุอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่การทำงานของลูกจ้าง
12. ให้นายจ้างต้องจ่ายเงินเท่ากับค่าจ้างหรือสิทธิประโยชน์แก่ลูกจ้างตลอดระยะเวลาหยุดการทำงานหรือ
หยุดกระบวนการผลิตตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่
13. กำหนดให้นายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้เกี่ยวข้องมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งที่ให้ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนตาม
พระราชบัญญัตินี้ หรือคำสั่งให้แก้ไข หรือปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้องต่ออธิบดีและให้อำนาจอธิบดี หรือผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจเปรียบเทียบปรับสำหรับความผิดตามพระราช
บัญญัตินี้ให้คำวินิจฉัยของอธิบดีเป็นที่สุด
14. กำหนดโทษแก่นายจ้างหรือบุคคลอื่นใดที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
15.



จาก : คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย - 16/08/2003 18:59

มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
ชื่อ :
Email :
ข้อความ :


This Free service hosted by D'Server