หัวข้อ : Former Times For Change SunKaDia : บทที่ 5
ข้อความ : " แม้จะเป็นเพียงแค่สุนัขรับใช้...แต่ก็ซื่อสัตย์ต่อเจ้านายยิ่งกว่าสิ่งใด...ยังดีกว่าคนบางคน...ที่หักหลังแม้แต่ผู้มีพระคุณของตนเอง"

บทที่ 5 ความซื่อสัตย์อันไร้ค่า[ตอนจบ]

ปัจจุบัน...รถม้าของทางพระราชวังยังคงวิ่งต่อไปท่ามกลางอนธกาลความมืดมนที่ยังคงแผ่ไพศาลราวกับไม่มีวันสิ้นสุด

ครึ่ก! ครึ่ก! ครึ่ก!

รถม้าวิ่งพุ่งขึ้นบนเนินเขาด้วยความยากลำบาก ในขณะที่เบื้องหลังคือทหารจากพระราชวังที่มีหลายสิบนายวิ่งตามกันมาเป็นขบวน สองข้างทางคือป่าไม้อันเงียบสงัด ที่ไม่มีแม้แต่เสียงแห่งสายลมและเสียงของสรรพสัตว์เลยแม้แต่น้อย

เหนือขึ้นไปยังเนินเขาอีกลูก ชายหญิงสองคนยืนจ้องมองไปยังรถม้าเงียบๆ หญิงสาวนาม ครูเอล หันไปมองพี่ชายของตนน้อยๆ ก่อนที่จะออกวิ่งไปยังหน้าผาที่สูงชัน

ตุบ!

เสียงการลงเท้าเพียงครั้งเดียวดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ในขณะที่เท้าอีกข้างกำลังจะลงสู่ผืนดิน หญิงสาวผมดำก็กล่าวพึมพำขึ้นเบาๆพร้อมกับหลับตาลง

" ...ฝีเท้าราตรี..."

...หวูบ...

ทันใดนั้นเท้าอีกข้างหนึ่งก็เหยียบย่ำลงบนพื้น แต่ทว่ากลับไม่มีเสียงการลงน้ำหนักตามมาด้วยความสามารถของเธอ

ครูเอลออกวิ่งด้วยความเร็วโดยไม่มีเสียงใดๆ ไม่กี่นาทีร่างของเธอก็พุ่งทะยานออกจากเนินเขาลูกนั้น และค่อยๆร่วงหล่นสู่พื้นดินเบื้องล่างตามแรงโน้มถ่วงของโลกในเวลาต่อมา

ฝุบ!

ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้นดินโดยไร้เสียง คานิจก็โผล่มายืนข้างๆ พร้อมกับเอ่ยขึ้นเบาๆ

" ตามต่อไป...อย่าให้พวกมันรู้ตัวได้เป็นอันขาด " สิ้นคำพูดชายหนุ่มก็พุ่งไปข้างหน้าก่อนน้องสาว ก่อนที่หญิงสาวผมดำจะพุ่งตามออกไปในเวลาต่อมา

" พวกทหารนี่ตามมาได้ไม่ลดราวาศอกเลยจริงๆ! ไม่รู้ว่าม้าของเราจะวิ่งต่อไปได้อีกนานแค่ไหนกัน!?! " อัลเบิร์ธกล่าวด้วยความหงุดหงิด ในขณะที่พยายามเร่งม้าให้ออกวิ่งเร็วขึ้นไปอีก

" แบนิโต้! ยิงสกัดหน่อยได้มั้ย!?! " โซฟิเลียหันขวับไปถาม เด็กหนุ่มเจ้าของนามพยักหน้าน้อยๆก่อนที่จะหยิบแม็กกระสุนชุดหนึ่งขึ้นมาใส่กับกระบอกปืนสีเงินสวยอันนั้น

ผุ่บ! แกร็ก!!!

เมื่อเขาใส่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เด็กหนุ่มก็หันกระบอกปืนออกไปยังเบื้องหลังเกวียน เขาเขยิบตัวให้เคลื่อนไปด้านหลังช้าๆ และเอาปากกระบอกปืนสอดเข้าไปยังรูของธนูที่พุ่งเข้ามา

...ไม่รู้ว่าจะเอาอยู่มั้ยนะ เพราะตั้งแต่ในพระราชวังก็สองลูก ยิงสกัดมาแล้วสองลูก ตอนนี้ก็เหลืออีกแค่สามลูกเท่านั้นสำหรับกระสุนชุดกำแพงมนตรา...

ปัง!!!!!!

ลูกกระสุนพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็ว มันพุ่งผ่านสายลมยามราตรีออกไปกระแทกกับพื้นดิน ปรากฏเป็นกำแพงสีฟ้าอ่อนบางๆตั้งขวางทหารทั้งหลายไว้

" ไม่รู้จะได้ผลมั้ยนะ เพราะข้าเองก็เคยยิงสกัดมาแล้วถึงสองลูก แต่ทำไมความเร็วของทหารพวกนี้ถึงได้ยังคงที่อยู่ ไม่ลดหย่อนลงเลยก็ไม่รู้"

แบนิโต้เอ่ยออกความเห็นเมื่อเอากระบอกปืนกลับเข้ามา ในขณะที่รีเบลได้รับฟังก็ค่อยๆเคลื่อนตัวไปยังรูของผ้าและจ้องมองด้วยความสงสัยไม่แพ้กัน

"...แบนิโต้ โซฟิเลีย...ข้าขอถอนคำพูดที่กล่าวหาส่งเดชว่าทหารพวกนี้คือทหารชั้นต่ำ..."

รีเบลเอ่ยขึ้นเบาๆ ในขณะที่เขาจ้องมองไปยังเหล่าทหาร รีเบล โซฟิเลีย ลูซิเฟอร์ อังเบิร์ธหันมามองเขาเป็นตาเดียวด้วยด้วยความงุนงง

" ...หากเป็นทหารชั้นต่ำจริง...ไฉนเลยถึงได้โดดข้ามผ่านกำแพงมนตราของแบนิโต้ได้?..."

สิ้นประโยค ทุกคนต่างตกตะลึง แบนิโต้พุ่งเข้าไปดูที่รูของผ้า ปรากฏเป็นเหล่าทหารที่ติดตามมา กระทืบม้า โดดข้ามกำแพงมนตราของเขาที่สูงเกินกว่าม้าและคนจะโดดข้ามถึงได้!?!

ทหารพวกนี้!?!...เป็นใครกันแน่!?!


" ท่านหญิงจะให้พวกข้าติดตามอัศวินวิหกอัคคีแค่สองคนหรือครับ?"

ชายหนุ่มผมสั้นสีดำเอ่ยถามขึ้น ในขณะที่ผู้ควบคุมพระราชาพามินลากล่าวตอบผ่านร่างขององค์ราชาด้วยเสียงอันราบเรียบ

" เปล่า...พวกท่านแค่เฝ้าจับตามองดูเท่านั้นว่าพวกเขาไปยังสถานที่แห่งใดบ้าง...ติดตามไปเรื่อยๆจนกว่าจะพบราชาหรือจนกว่าข้าจะเรียกตัวกลับมา..."

" แล้วใครอีกคนล่ะคะที่จะไปกับเรา?"

สิ้นประโยคคำถามของครูเอล ไอความมืดสีดำปรากฏขึ้นโดยรอบห้อง ก่อนที่มันจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน และค่อยๆเปลี่ยนแปลงรูปร่างจนกลายเป็นร่างของคนใส่ผ้าคลุมสีดำทะมึนที่ฉีกขาดและทรุดโทรม

รอบตัวของพวกเขาเต็มไปด้วยละอองความมืด ขณะที่นัยน์ตาสีแดงเพลิงดุจโลหิตทั้งห้าคู่ต่างจ้องมองไปยังเจ้านายของตน

" Slayer of Darkness วิญญาณของนักฆ่าที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคหนึ่งของซันคาเดียที่ถูกปิดผนึกโดยชาวแสงสว่างผู้เก่งกล้าทั้งห้า...ผู้รับใช้ยามราตรีของข้าจะเป็นคนช่วยเร่งให้อัศวินวิหกอัคคีออกตามหาราชาแห่งแดนเหนือได้เร็วขึ้น..."

...วิญญาณของนักฆ่าแห่งมาดูลัน!?! เมืองของชาวแสงสว่างอีกแห่งหนึ่งบนโลกของซันคาเดีย...ถูกบุกโจมตีเหมือนกันหรอเนี่ย?...

...นักฆ่าผู้แข็งแกร่งที่สุดในยุคหนึ่งของซันคาเดีย ตามตำนานกล่าวกันว่าได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อชาวความมืดคนหนึ่งที่มีพลังกล้าแกร่ง

เพื่อปกป้องไม่ให้หมู่บ้านของตนต้องโดนทำลาย ซึ่งพวกเขาได้ให้คำมั่นสัญญาเพียงว่า หากตนสามารถช่วยสู้ในศึกสงครามครั้งนั้นได้สำเร็จแล้ว ตนจะได้รับการไถ่ตัวตนจากพันธนาการแห่งความมืดที่อยู่ในร่างของเขาและหมู่บ้านก็จะไม่ถูกโจมตี

...ในขณะที่พวกเขาต่อสู้ช่วยสงครามครั้งนั้นจนประสบความสำเร็จหากแต่เสียชีวิต กลับได้รับความเจ็บช้ำเมื่อชาวความมืดผู้นั้นสั่งบุกโจมตีหมู่บ้านของตนด้วยเช่นกัน

พวกเขาในสภาพวิญญาณทวงสัญญาต่อชาวความมืด หากแต่เขาผู้นั้นกลับบอกว่า'พวกเจ้าสิ้นชีพ...นั่นถือว่ามิได้ประสบความสำเร็จ'

นักฆ่าทั้งห้าจึงยังถูกพันธนาการไว้เรื่อยมา และถูกใช้ให้ออกฆ่าคนตามคำสั่งจนกระทั่งชาวแสงสว่างผู้มีพลังแกร่งกล้าทั้งห้าต้องใช้พลังปิดผนึกเอาไว้...

"...ข้าให้คำมั่นสัญญาต่อพวกท่านทั้งห้า...หากสงครามสิ้นสุดลงเมื่อใด ข้าจะเป็นผู้คลายพันธนาการแห่งความมืดให้แก่พวกท่าน..."

" ...ไล่ตามไป...ปลอมแปลงตนเป็นทหารชั้นต่ำแห่งพามิน...โจมตีเป็นระยะๆเพื่อเร่งให้พวกเขาเดินทางต่อ...จงจำไว้...แสงสว่างทุกชนิดที่ได้พบเห็นคือศัตรูของท่าน...พวกท่านไม่สามารถที่จะต่อกรต่อมันได้ ดังนั้นจงไล่ตามเฉพาะยามราตรี..."

สิ้นคำสั่งของเด็กสาว วิญญาณทั้งห้าก็ค่อยๆเปลี่ยนตัวเองเป็นทหารชั้นต่ำแห่งพามินหลายร้อยนายที่ขี่ม้าแห่งวังหลวงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับกระทืบม้าพุ่งทะลุหน้าต่างออกไปท่ามกลางราตรีกาล

" แบนิโต้!!!!!!!"

เสียงร้องคำรามดังก้องไปทั่วบริเวณ เจ้าของนามหันกลับไปมองอัลเบิร์ธผู้ร้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาพยักหน้าให้เล็กน้อยก่อนที่จะหันไปทางโซฟิเลีย

" หนีไม่ได้แล้วล่ะ โซฟิเลีย ฟันผ้าออกให้หมด! "

หญิงสาวผมทองพยักหน้ารับ พร้อมกับเอื้อมมือไปชักดาบออกจากฝัก ก่อนที่จะเงื้อดาบขึ้นเหนือศรีษะ

" ...ก้มหัวลงด้วย..."

โซฟิเลียกล่าวได้เพียงเท่านี้ ทุกคนต่างพากันก้มศีรษะลง ทันทีที่หญิงสาวผมทองตวัดดาบเดียงครั้งเดียว สายลมก็พุ่งออกจากการตวัดดาบนั้น เชือดเฉือนผ้าที่คลุมอยู่จนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เมื่อเกวียนเปิดโล่ง เด็กหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนและเอื้อมมือไปหยิบแม็คอีกชุดขึ้นาเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

หวูบ แกร็ก!!!

"...กระสุนระเบิด..." สิ้นคำกล่าว ลูกกระสุนสีแดงเข้มพุ่งทะลวงแหวกอากาศด้วยความเร็วสูง เมื่อมันพุ่งลงไปกระทบพื้นดิน ก็ระเบิดออกมาเสียงดังลั่น ส่งผลให้ทหารทั้งหลายต่างพากันชักม้าหยุดด้วยความตกใจ

ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ตูม!!!!!!!! ตูม!!!!!!!! ตูม!!!!!!!!

ระเบิดยังคงดังออกมาต่อเนื่อง ความรุนแรงของกระสุนระเบิดทำให้เกิดควันคุ้งไปทั่วจนไม่อาจมองเห็นเหล่าทหารแห่งพามินทั้งหลาย อัศวินวิหกอัคคีต่างเฝ้ารอดูผลของกระสุนด้วยความลุ้นระทึก

...ทว่า...

ตึง!!!!!!!!! โครม!!!!!!!!!

เสียงกระทืบม้าดังขึ้นเสียงดังลั่น เหล่าทหารพามินพุ่งทะยานแหวกควันที่คุ้งไปทั่วบริเวณกลางอากาศโดยไม่มีริ้วรอยของการบาดเจ็บแต่อย่างใด

...หวูบ...วู่ม...

ในขณะที่เหล่าทหารทั้งหลายอยู่กลางเวหา ร่างของพวกเขาที่สะท้อนแสงจันทร์สีนวลอร่ามก็ค่อยๆเปลี่ยนไป เปลี่ยนเป็นบุคคลผู้ใส่ผ้าคลุมสีดำสนิทที่ฉีกขาด ภายในผ้าคลุมซึ่งปกปิดใบหน้ามีนัยน์ตาสีแดงดุจโลหิตเข้มฉายเป็นประกายวาวโรจน์อย่างน่ากลัว

ในมือพวกเขาคือดาบยาวสีดำเล่มหนึ่งซึ่งดูเก่าแก่ ทั้งห้าตนค่อยๆย่างกรายเข้าไปหาโดยที่ไม่ได้ขี่ม้าแห่งพามินอีกต่อไป วิญญาณนักฆ่ายกดาบสีดำตั้งขึ้นตรงอกคล้ายกางเขน ก่อนจะเหวี่ยงดาบซัดออกกลายเป็นคลื่นสีดำที่แหวกม่านอากาศไปเชือดเฉือนรถม้าของอัศวินวิหกอัคคี

ฟ้าว!!!!!!!!!!!

อัศวินวิหกอัคคีเห็นดังนั้นจึงพากันก้มตัวหลบอย่างรวดเร็ว จนทำให้คลื่นดาบของอดีตนักฆ่าตัดผ่านผ้าที่ยังคงติดอยู่กับรถม้าอยู่นั้น

" นั่นมันตัวอะไรน่ะ!?! ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่สามารถทำให้มันบาดเจ็บได้เลย!?! " แบนิโต้ร้องถาม ในขณะที่ทั้งรีเบล โซฟิเลีย และอัลเบิร์ธเองก็ตกตะลึงไม่น้อยไปกว่าเขาเลย

วิญญาณนักฆ่าออกวิ่งหมายปลิดชีพในครั้งนี้ ซึ่งการวิ่งของพวกเขานั้นวิ่งด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ ทำให้ไม่นานนักก็มาโผล่อยู่ใกล้ๆกับรถม้า ในขณะที่ทุกคนต่างถูกวงล้อม อดีตนักฆ่าก็ยกดาบขึ้นมาเตรียมตัวฟัน

" หมอบลง!!!!!!!!!!!!!"

เสียงของชายผู้หนึ่งดังลั่นอยู่เบื้องหลังของอัศวินวิหกอัคคี พวกเขาทำตามอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงแหวกอากาศก็ดังขึ้นผ่านศีรษะของพวกเขาไป

ฟ้าว!!!!!!!!! ซู่ม!!!!!!!!!!!!!!!

ไฟแช็ครูปหัวกะโหลกซึ่งถูกปรับหัวไว้แล้ว ส่งผลให้ไฟที่ถูกจุดมีขนาดใหญ่ขึ้น มันพุ่งผ่านสายลมไปกระแทกกับร่างของอดีตนักฆ่าคนหนึ่ง ก่อนที่จะอดีตนักฆ่าคนนั้นจะลุกเป็นไฟ

" ให้ตายเถอะ! สงสัยต้องขนไฟแช็คมาจากบ้านใหม่อีกซักโหลสองโหลแล้วมั้งเนี่ย "

ชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบ สวมชุดสีน้ำเงินเข้ม เจ้าของผมสีแดงเพลิงและนัยน์ตาสีดำ มือขวาพาดอยู่กับดาบทั้งสามเล่มที่ติดอยู่กับเข็มขัดหนังสีดำ มือซ้ายถือบุหรี่ที่กำลังสูบด้วยท่าทางสบายๆ เขาเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์พลางออกเดิน

" เจ้าพวกนี้คือ Slayer of Darkness วิญญาณของนักฆ่าที่ถูกชาวแสงสว่างผู้เก่งกล้าผนึกเอาไว้ แต่ไม่ยักรู้ว่ามันไปอยู่ในมือของฝ่ายเดียคาไปแล้วซะนี่"

ชายหนุ่มผมแดงกล่าวอธิบายขณะสูบบุหรี่ ก่อนที่เขาจะใช้มือซ้ายหยิบบุหรี่ทีกำลังสูบโยนทิ้งและใช้เท้าเหยียบก่อนจะบี้มันอย่างไม่ไยดี

" มันกลัวแสง...แสงทุกชนิด...ถึงแม้มันจะโดนไฟเผาอย่างนั้นก็ยังฟื้นคืนชีพได้อยู่ดี"

" แล้วทำยังไงถึงจะจัดการมันได้ล่ะ!?! " อัลเบิร์ธถามเมื่อชายหนุ่มผมแดงเดินมาหยุดยืนข้างๆตัวเขาแล้ว ชายหนุ่มผมแดงเคลื่อนมือไปยังด้ามจับของดาบเป็นคำตอบ

"...ก็ทำอย่างนี้ไงล่ะ..."

Magnum Step!!!!!!!!!!!

ว่าแล้วเขาก็ชักดาบข้างขวาออกมาทั้งสามเล่มพร้อมกับควงเป็นวงกลมแล้วพุ่งเข้าใส่อดีตนักฆ่าในเวลาต่อมาท่ามกลางความตกตะลึงของคนอื่นๆ

เปรี้ยง!!!!!!!!!!!!!!

ฉับพลัน แสงสีเหลืออ่อนๆเป็นประกายที่อยู่เหนือฟากฟ้าแห่งรัตติกาล พุ่งส่งตรงลงมาจากนภากาศแห่งความมืด ซัดใส่เข้าไปเต็มๆเมื่อเขาปามีดขึ้นไปบนท้องฟ้า และปักลงบนพื้นบทเพลงแห่งสายฟ้าฟาดก็ได้เริ่มต้นขึ้น

เปรี้ยง!!!!!!!!!!!!!! เปรี้ยง!!!!!!!!!!!!!! เปรี้ยง!!!!!!!!!!!!!!

สายฟ้ายังคงซัดใส่อดีตนักฆ่าเข้าเต็มรัก แสงที่ส่องออกมาเป็นระยะจากสายฟ้าเป็นแสงสว่างอีกชนิดที่อดีตนักฆ่าหวาดกลัวนักหนา วินาทีนั้นเขาก็ควงเอาดาบออกมาทั้งหมดหกเล่ม หยิบไว้ข้างละสามเล่มในมือ กางออกท่ามกลางแสงสีนวลอร่ามแห่งดวงจันทร์

" War Dance!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"

เสียงคำประกาศร้องลั่น แสงสีเหลืองอ่อนๆพุ่งลงมาจากท้องฟ้าอีกครั้งหนึ่ง มันพุ่งเข้าใส่ตัวผู้ใช้และวิ่งวนไปมารอบๆระหว่างดาบทั้งหกและผู้ใช้ของมัน เมื่อชายหนุ่มผมแดงเท้าแตะพื้นดิน เขาก็ปักดาบทั้งหกลงบนพื้นดินล้อมรอบตัวทันที

ตุบ!!! ปึก!!! เปรี้ยง!!!!!!!!!!!!!! เปรี้ยง!!!!!!!!!!!!!! เปรี้ยง!!!!!!!!!!!!!! เปรี้ยง!!!!!!!!!!!!!!

สายฟ้าที่เคยพุ่งลงมาจากนภา มันกลับพุ่งขึ้นมาจากผืนแผ่นดิน สายฟ้าเกี่ยวกระหวัดพันล้อมรอบตัวของอดีตนักฆ่าทั้งหลายพร้อมกับแสงสว่างที่วาบขึ้นมาเป็นระยะๆที่พวกมันแสนเกลียด

...หวูบ...

ไม่กี่นาที ร่างของพวกมันทั้งห้าตนก็ค่อยๆห่างหายไปในความมืดมิด ชายหนุ่มผมแดงเดินไปหยิบดาบทั้งหกเล่มเก็บเข้าฝักพลางหยิบบุหรี่หนึ่งม้วนขึ้นมาคาบ มือซ้ายควานหาไฟแช็คในกระเป๋าเสื้อพร้อมกับจุดสูบ

" เฮ้อ...ฟู่ว~!!! "

เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกับพ่นควันบุหรี่ขึ้นบนท้องฟ้า อัศวินวิหกอัคคีจ้องมองตาไม่กระพริบในขณะที่หัวหน้าใหญ่ของกลุ่มอย่างอัลเบิร์ธค่อยๆเอ่ยปากถาม

" อะ...เอ่อ...เจ้าเป็นใครกัน? "

" ดาเตะ...ดาเตะ มาซามุเนะ คือชื่อของข้า...พวกเจ้าคงจะเป็นอัศวินวิหกอัคคีที่หนีมาจากการโดนเด็กปีศาจบุกพระราชวังแห่งพามินสินะ?"

ดาเตะกล่าวตอบ ก่อนที่จะเอ่ยถามในประโยคหลัง อัศวินทั้งห้าต่างพากันพยักหน้าช้าๆ ในขณะที่รีเบลเดินไปหยิบไฟแช็ครูปหัวกะโหลกขึ้นมาพินิจ

...ไฟแช็ค???...

" ...แล้วพวกนั้นจะมาอีกมั้ย?..." รีเบลเอ่ยถามเสียงเรียบ

" ถ้าเป็นตอนนี้คงจะยังไม่โผล่มาหรอก คงจะโผล่มาตอนคืนวันพรุ่งนี้ทันทีที่พระอาทิตย์ตกดิน"

" แสดงว่าพวกเรายังต้องเจอกับไอ้พวกนี้ทุกๆคืนเลยหรอ!?! " โซฟิเลียร้อง ดาเตะพยักหน้าให้เป็นคำตอบ ก่อนที่รีเบลจะเอ่ยปากถามขึ้นมา

"...เจ้ารู้ได้ยังไงกันว่าพวกเราหนีมา?..."

แทนคำตอบ รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของดาเตะสร้างความสงสัยให้กับทั้งห้าคนยิ่ง ก่อนที่เจ้าตัวจะเอ่ยปากตอบออกมาท่ามกลางความเงียบ

"...เพราะราชินีแห่งนางไม้ยังไงล่ะ...ท่านคือผู้ที่รับรู้เรื่องราวของทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอดีตและอนาคต"

" ท่านได้สั่งให้ข้าพาพวกเจ้าเข้าสู่เมือง...ข้ามาเพ่นพ่านได้สองสามอาทิตย์แล้ว"

" ...ราชินีนางไม้?..." อัลเบิร์ธพึมพำด้วยความฉงน ดาเตะเดินนำมาที่รถม้าของพวกเขาทั้งห้า ในขณะที่เขากำลังจะก้าวขึ้น รีเบลร้องถามด้วยประโยคที่ทำให้ทุกคนต่างนิ่งอึ้ง

"...เจ้าเป็นคนที่ถูกดูดมาจาก CD Program เหมือนพวกเราใช่มั้ย!?!... "

ดาเตะชะงัก เขายิ้มที่มุมปากอีกครั้ง มือซ้ายเท้าสะเอว มือขวายกขึ้นลูบผมตัวเอง ก่อนจะหันมาหาอัศวินทั้งห้า

" ใช่...ถูก CD Program ที่ถูกส่งมาที่บ้าน ดูดเอาตัวมายังโลกอดีตของตัวเองได้เป็นเดือนๆแล้ว..."

" CD บ้าบอ...ที่นำพาให้มาเจอกับสงครามงี่เง่าที่มันเกิดมาแล้วเป็นพันๆปี...CD บ้าบอ...ที่นำพาให้เราต้องต่อสู้เพื่อช่วยเหลือผู้คนมากมายจากฝ่ายความมืด..."

ชายหนุ่มกล่าวประโยคสุดท้ายด้วยเสียงอันราบเรียบ หากแต่นัยน์ตากลับฉายแววเศร้าสลดอยู่ภายใน

" นี่...ถ้านายรู้ว่าพวกเราจะถูกบุกพระราชวัง แล้วทำไมนายถึงไม่ไปช่วยล่ะ?" โซฟิเลียถามด้วยสำเนียงการพูดแบบสมัยปัจจุบัน ขณะที่พากันขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางไปยังเมืองนางไม้ตามคำบอกของดาเตะ

" ฉันก็ว่าจะมาช่วย แต่ราชินีบอกถึงเหตุผลข้อหนึ่ง ที่ทำให้ฉันตัดสินใจไม่มา"

" เหตุผลข้อหนึ่ง?"

...

"...ท่านจะไปทำไมกัน...ในเมื่อท่านไปแล้วก็ไม่สามารถช่วยอะไรพวกเขาได้...เด็กสาวผู้นั้น...ไม่มีใครที่จะสามารถต่อกรกับเธอได้นอกจากราชาแห่งแดนเหนือ..."

เสียงเปล่งวาจาเอ่ยท่วงทำนองที่เสนาะไพเราะ น้ำเสียงที่ราวกับมีมนต์สะกดให้ผู้ฟังค่อยๆรับฟังทีละประโยคอย่างสงบ เสียงที่เอ่ยกล่าวดังทุ้มอย่างนิ่มนวลอย่างน่ารับฟังยิ่ง

" ราชาแห่งแเดนเหนือ?...บุรุษเพศกระนั้นหรือ? "

" หาได้เป็นเช่นนั้น...ราชาแห่งแดนเหนือ...เป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบห้าปีเท่าเด็กสาวผู้นั้น...ราชา...คือผู้มีพลังแห่งแสงที่มหาศาลพอๆกับเธอ..."

...หรือว่า!?!...ไม่นะ!?!

...เด็กสาวอายุแค่สิบห้า จะต้องมาสู้รบกันเพื่อเสียค่าโง่แห่งสงคราม!?!...

" ...นี่ไม่ใช่การต่อสู้เสียค่าโง่ให้แก่สงคราม...แต่เป็นการต่อสู้เพื่อบางสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า..."

" ...การต่อสู้ใดจะจำเป็นต้องให้เด็กไม่รู้เรื่องราวใดๆกลายเป็นหุ่นเชิดแห่งสงครามงี่เง่าเพื่อมารบราฆ่าฟัน!?!..."

ชายหนุ่มตวัดเสียงห้วนขึ้นเป็นระยะ อารมณ์โกรธที่พุ่งพล่านอยู่ภายในพยายามถูกเก็บไว้อย่างยากลำบาก

"...จำเป็นสิ...เพราะการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นจุดจบของเรื่องราวทุกสิ่งทุกอย่าง...จุดจบที่มันจะไม่ย้อนกลับคืนได้อีกต่อไป..."

" ..."

ดาเตะเงียบ หากแต่การการเงียบของเขาคือการคิดต่อต้านอยู่ภายใน อารมณ์ขุ่นมัวแสดงออกทางสีหน้าที่กำลังบึ้งตึง...เขากำลังคิดน้อยใจตนเอง...

" ข้าต้องการที่จะหยุดยั้งสงครามบ้าๆเพื่อช่วยเหลือผู้คนให้รอด! ผู้คนต่างต้องมาสังเวยเพื่อการใหญ่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง...คนอ่อนแอ...ต้องตายอย่างไร้คุณค่าเมื่อเผชิญหน้ากับผู้ที่แข็งแกร่งกว่า..." เสียงท่อนสุดท้ายของประโยคที่เคยห้วน กลับอ่อนลงไปโดยปริยาย

" ...ตัวท่านไม่ใช่คนไร้ค่าที่จะไม่สามารถหยุดยั้งสงคราม...แม้กระทั่งราชาผู้ยิ่งใหญ่ยังมิอาจที่จะหยุดสงครามได้โดยคนเดียว..."

เสียงอ่อนหวานค่อยๆกล่าวขึ้นเพื่อให้เขาได้สติ

" ...ข้าอยากขอร้องให้ท่านช่วยทำตามคำขอของข้า...อีกไม่นานอัศวินวิหกอัคคีแห่งพามินจะพากันหลบหนีเด็กสาวผู้นั้น...ขอให้ท่านไปรับเข้ามาในเมือง..."

" แล้วข้าจะช่วยให้สงครามยุติลงได้อย่างไรกัน?"

ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความงุนงง ในขณะที่ใบหน้ามนอันงดงามค่อยๆปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ

" ท่านสามารถช่วยยุติสงครามได้ การช่วยเหลือของท่านเป็นการยุติสงครามทางอ้อม เพราะท่านจะเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนราชาแห่งแดนเหนือให้สามารถก้าวเดินขึ้นไปสู่เวทีสุดท้ายแห่งสงคราม"

" ...เวทีสุดท้าย...ที่จะยุติทุกสิ่งทุกอย่าง...และเปิดเผยทุกๆเรื่องราวอย่างแท้จริง..."

" ...ข้าไม่เข้าใจ...ราชาแห่งแดนเหนือเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบห้าปี...เป็นผู้เดียวที่จะสามารถโค่นล้มฝ่ายเดียคาได้อย่างนั้นหรือ..."

ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความสงสัยยิ่ง เพราะการจะฝากภาระอันยิ่งใหญ่ไปให้เด็กคนหนึ่ง เห็นจะเป็นการไว้วางใจได้ยาก

เจ้าของใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มอีกครั้ง ก่อนที่ริมฝีปากเรียวงามจะขยับเพื่อขับกล่อมท่วงทำนองแห่งเสียงเพลงอันไพเราะยิ่ง

"...ผืนแผ่นแดนเหนือนั้น...จักมั่นคงอยู่สืบไป...

...หากเพียงราชาไซร้...ผู้สว่างไสวไปทั่วกาล...

...เหล่าหมู่ปวงประชา...จักปรีดากันทั่วหล้า...

...ขอเพียงองค์ราชา...กลับคืนถิ่นดินแดนตน..."

ครั้นแล้วท่วงทำนองก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด บทเพลงสรรเสริญราชาแห่งแดนเหนืออันแสนไพเราะที่จะยังคงติดตรึงในความทรงจำของชายหนุ่มตราบนานเท่านาน

เมื่อบทเพลงท่อนสุดท้ายจบลง รีมฝีปากเรียวงามเอ่ยถ้อยคำปริศนาให้แก่ชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มพรายบนใบหน้า

" ...ราชา...ยังไม่กลับไปแดนเหนือ...แต่หากองค์ราชาได้กลับไปคราใด...ครานั้นความปิติยินดีก็จะบังเกิดทั่วทั้งดินแดน..."

" ...ไม่ใช่แค่แดนเหนือเท่านั้น...แต่เป็นทั่วทั้งแผ่นดิน..."

...

เหล่าอัศวินทั้งห้าและชายหนุ่มผมสีแดงเพลิง ต่างมุ่งหน้าไปยังเมืองแห่งนางไม้ ในขณะที่เรื่องเล่าของดาเตะ ถูกนำไปบอกกล่าวแก่บุคคลผู้หนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

" พวกเขาจะเดินทางไปยังเมืองแห่งนางไม้?...ราชินีผู้งดงามเอ๋ย...ไหนท่านเคยบอกว่าจะเป็นกลางอย่างไรล่ะ"

…ความเป็นกลางที่ท่านเคยเปล่งวาจาไว้…หายไปไหนแล้ว?…

เสียงใสเอ่ยขึ้นเบาๆ นัยน์ตาสีเทาจ้องมองลงไปยังลูกแก้วสีดำที่วางอยู่บนโต๊ะ รอยยิ้มมุมปากอันเป็นเอกลักษณ์เผยขึ้นอีกครั้งหนึ่งอย่างมีเลศนัย

นัยน์ตาสีเทาซึ่งอยู่ภายในหน้ากากขาวครึ่งใบหน้า กำลังฉายย้อยไปถึงเหตุการณ์หนึ่งที่ตนยังคงจดจำได้ดี

…เหตุการณ์ที่ยังจำได้ถึงถ้อยคำหนึ่งที่ถูกกล่าวด้วยเสียงอันดังลั่นก่อนจะสิ้นลมหายใจ…

‘…เจ้า!!!…ราชาจะเป็นผู้สังหารเจ้า!!!…’

‘…ราชา?…ไม่มีผู้ใดที่จะทำอะไรข้าได้หรอก…’

‘…ราชาแห่งแดนเหนือ!!!…จะเป็นผู้เดียวที่สังหารเจ้าตามคำทำนาย!!!…’

------------------------------

จบบทที่ 5 ความซื่อสัตย์อันไร้ค่า[ตอนจบ]

Jul 16 2007, 06:03 PM

จาก : RayChan - 21/10/2007 14:25 เก็บกระทู้นี้ ไว้ในที่ส่วนตัวของคุณ

มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
ลงนาม ::
ไปรษณีย์นกฮูก ::
เริ่มร่ายมนต์ได้ ::


This Free service hosted by D'Server