หัวข้อ : บทความแก้ต่างแทนจินยงและโจมตีหวางซั่วของจางอู่ฉาง
ข้อความ : จินยงในมุมมองของผมบ้าง
จางอู่ฉาง
13 ม.ค. 2000
หวางซั่ว นักเขียนชาวปักกิ่งได้เขียนบทความ “จินยงในความเห็นของผม” ลงในหนังสือพิมพ์ “จงกว๋อชิงเหนียนเป้า” เมื่อวันที่ 1 เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว โดยด่า “เหล่าจิน” อย่างสาดเสียเทเสีย เรียกนิยายกำลังภายในของท่านว่า หนึ่งใน “สี่สุดพื้นเพ”(อีกสามพื้นเพคือ เฉิงหลง ฉงหยาว และสี่ราชันย์สวรรค์) แต่ไหนแต่ไรมา การด่าทอในบทความไม่ถือเป็นเรื่องสลักสำคัญอะไร แต่จอมยุทธ์จากลับลงมือเขียนตอบโต้ ทั้งยังเขียนถึงสองครั้ง ทำให้บรรดายอดฝีมือใต้หล้าพากันลุกฮือขึ้น หมัดต่อยเท้าเตะ วงการวรรณกรรมคึกคักขึ้นมาในชั่วพริบตา

บทความโต้ตอบทั้งสองบทของจาเซียนเซิงเขียนได้ดี ผมเขียนเช่นนั้นไม่เป็น แต่ผมยังคงเห็นด้วยกับสหายของผมที่คิดว่าจาเซียนเซิงไม่ควรโต้ตอบ ท่านควรทำตัว “แปดวายุพัดไม่หวั่นไหว” ดังเช่นที่ท่านเองกล่าวไว้ เพราะบทความของหวางซั่วนั้นไม่มีเนื้อหาอะไรเลย “มนุษย์นั้นกล่าววจีได้โดยง่าย ไม่ควรไปถือสา”(ผมตีความว่า “วาจางี่เง่าไร้สาระ ไม่คู่ควรไปตรึกตรอง”)

ศักดิ์ฐานะของผู้อาวุโสจาในวงการวรรณกรรมสูงกว่า “ศาสตราจารย์” อย่างผมหนึ่งขั้น แต่เห็นได้ชัดว่าท่านไม่อาจทำใจให้เยือกเย็น จึงอดตอบโต้ไม่ได้ ในเมื่อผู้อาวุโสลงมือไปแล้ว ผู้เยาว์ย่อมสามารถเข้าร่วมวงไพบูลย์ได้ ฉวยโอกาสแสดงฝีมือที่แท้จริงในเชิงนิยายกำลังภายในของตัวเองเสียหน่อย!

ก่อนอื่นที่อยากจะกล่าวคือ บทความของหวางซั่วมีรสของ “องุ่นเปรี้ยว” ผสมอยู่อย่างมาก การที่ “สี่สุดพื้นเพ” ขายดี กำไรงาม หวางเซียนเซิงกล่าวว่าถือเป็นความตกต่ำเสื่อมถอยของชนชั้นนายทุน วิจารณ์ว่าผลงานเพื่อผลกำไรไม่อาจกลบเกลื่อนข้อบกพร่องของตัวมันเองได้ การทำรายได้ให้เท่าไรกับการได้รับความนิยมมากเท่าไรนั้นแปรผันกัน “พื้นเพ”(สู)นั้นมีหลายความหมาย หนึ่งในความหมายทั้งมวลคือ “เรียบง่าย เข้าใจง่าย เหมาะกับคนทั่วไป”(ทงสู) ซึ่งเป็นความหมายที่ดี การกล่าวว่านิยายของจินยง “เรียบง่าย เข้าใจง่าย เหมาะกับคนทั่วไป” นั้นถูกต้อง คำว่า “พื้นเพ” ที่หวางเซียนเซิงกล่าว ไม่ทราบมีความหมายใด? แต่คาดว่าน่าจะเป็นความหมายในเชิงลบเสียล่ะมาก อีกประเด็นหนึ่งนั้น การจะหาสิ่งซึ่งเป็นที่นิยมของท้องตลาดอย่างมากสี่สิ่งที่ “ไม่ใช่ของดีเด่อะไร” นั้น ไม่ง่ายดายแน่นอน

การกล่าวว่างานเขียนของจินยงขายดีนั้นไม่ถูกต้องนัก จินยงคือปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง นวนิยายของท่านเฉลี่ยแล้วแต่ละเล่มถูกพิมพ์ซ้ำไม่ต่ำกว่า 1,000 ครั้ง(มากที่สุดคือ 2,124 ครั้ง) ยอดขายรวม(รวมทั้งที่ไม่ได้รับเงิน)มีจำนวนถึง 100 ล้านเล่ม! แต่ทว่าจุดสำคัญแห่งปรากฏการณ์จินยงมิได้อยู่ที่จำนวน 100 ล้านนี้ แต่อยู่ที่ผลงานของท่านผ่านเวลาครึ่งศตวรรษมาได้โดยไม่เคยเสื่อมความนิยมลงเลย มีผู้อยู่ไม่สุขบางคนเคยทำการรวบรวมสถิติ และพบว่าในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมนั้น ยอดขายเป็นเล่มของ “บันทึกคำพูดของเหมา(เจ๋อตง)” กลับสูงกว่ายอดขายรวมของคัมภีร์ไบเบิ้ลตั้งแต่เริ่มมีมาเสียอีก ดูจากปัจจุบันแล้ว ท่าทางสถิติของเหล่าเหมามีแววว่าจะถูกเหล่าจาทำลายลงเสียแล้ว

ข้อวิจารณ์หลักของผมต่อหวางเซียนเซิงคือ เขาไม่เข้าใจนิยายกำลังภายใน เขายก “ซ้องกั๋ง” ขึ้นมากล่าว แต่ดูท่าทางเขาคงไม่รู้จักผลงานแนวหวนจูโหลวจู่ ทำให้ออกจะขาดพื้นฐานในการวิจารณ์นิยายกำลังภายในไปบ้าง

จะกล่าวถึงจินยง พวกเราต้องเริ่มกล่าวตั้งแต่สังคมหลังผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านแต่ละปีอย่างลำบากยากเข็น คนไร้บ้านมีอยู่ทุกหนแห่ง ช่วงเวลานั้นเป้นช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวังไร้ทางออก ไม่มีการเอ่ยถึงวันพรุ่งนี้ มีเพียงการอยู่ไปวันๆ การจับทิศทางของตลาดเป็นการแสวงหาความตื่นเต้นเล็กน้อยในชีวิตที่ไร้จุดหมาย นิตยสารภาพเปลือยถูกพิมพ์ออกมามากมาย ในกว่างโจวได้มีนิตยสาร “เหลยอวี่ถิง”(ท้องนาที่มีฝนตกฟ้ารอง แฝงความหมายเชิงกาม) ภาพการ์ตูนของยุคนั้นขายดีเพราะมัน “ให้ตาย” ถึงใจนั่นเอง

หวนจูโหลวจู่สุ่มซัดกระบี่หยาชาซูกับหวงเฟยหงสู้กันไม่เลิก และเมื่อกล่าวถึงต่างชาติ พวกเรามี “เฉินฉาหลี่ปะทะพรรคมือดำ” วัฒนธรรมของพวกต่างชาติในตอนนั้นก้าวหน้ามิใช่น้อยแล้ว ภาพยนตร์ที่บรรทุกจากอเมริกามาฮ่องกง ไม่ใช่ “ซุปเปอร์แมน” ก็เป็น “จอมยุทธ์ตะบองเหล็กปะทะมนุษย์เกราะเหล็ก” (เชิญเดากันเอาเองว่ามันเรื่องอะไร ข้าน้อยจนปัญญาเดาจริงๆ ส่วน “ซุปเปอร์แมน” นี่ เขาเขียนว่า “จอมยุทธ์ปรมาณูทะยานฟ้า”)

ภายใต้สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมที่กล่าวมาข้างต้น เหล่าคนจากแผ่นดินใหญ่ที่มาอาศัยอยู่ในฮ่องกงบางคนต้องอาศัยการเป็นนักเขียนยังชีพ สองคนในจำนวนนั้นที่ค่อนข้างพิเศษกว่าใคร หนึ่งคือเหลียงอวี่เซิง อีกหนึ่งคือจินยง พวกเขาคุยกันถึงประวัติศาสตร์ กล่าวกันเรื่องศิลปะ ถกกันเรื่องบทกวี เพื่อเลี้ยงปากท้อง พวกเขาได้สร้างสรรค์นิยายกำลังภายใน “รูปแบบใหม่” ขึ้นมา

คิดว่าคงประมาณปี ค.ศ. 1952 เหลียงอวี่เซิงได้ลงพิมพ์เรื่อง “มังกรพยัคฆ์ประจันนครหลวง” ติดต่อกันในหนังสือพิมพ์ ติดตามด้วย “ตำนานมังกรอสรพิษแดนพิภพ” ประมาณปี ค.ศ. 1954 ในเวลาเดียวกับที่เหลียงอวี่เซิงลงพิมพ์ผลงานที่ดีที่สุดของเขา “เจ็ดกระบี่สู่เทียนซาน” คนผู้หนึ่งซึ่งมีนามว่าจินยงได้ลงพิมพ์เรื่อง “ซูเจี้ยนเอินโวลู่”(จอมใจจอมยุทธ์)ติดต่อกันในหนังสือพิมพ์ “ซินหว่านเป้า” “เจ็ดกระบี่” และ “ซูเจี้ยน” ต่างได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเท่าเทียมกัน และเนื่องจากเป็นนิยายกำลังภายในรูปแบบใหม่โดยสิ้นเชิงโดยยังคงเขียนเป็นเรื่องโบราณอยู่ พวกเราจึงไม่อ่านหวนจูโหลวจู่หรือหวงเฟยหงอีก

(ัยังมีต่อ)

จาก : Linmou - - linmou2000@hotmail.com - 19/03/2002 22:31

ข้อความ : คิดถึงยามนั้น จินยงเขียนนิยายเพื่อปากท้อง การแย่งชิงผู้อ่านจึงสำคัญยิ่ง แต่เมื่อปี 1958 ยามที่ผมกำลังติดตามอ่าน “ตำนานวีรบุรุษยิงอินทรี”(มังกรหยกภาคก้วยเจ๋ง)ของท่านนั้น ผมได้กล่าวกับหวางจจื่อซุน ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณคดีว่า “หาก ‘ซ้องกั๋ง’ ถือเป็นวรรณคดีแล้ว อย่างนั้นงานเขียนของจินยงก็เป็นวรรณคดีเช่นกัน”

ผมคิดว่าในบรรดานิยายหลากหลายชนิดนั้น นิยายรูปแบบใหม่เขียนให้ดีได้ยากที่สุด ความรู้ของผู้เขียนไม่เพียงต้องรู้กว้างและลึกเจนจบ(ในด้านหนึ่งด้านใด) ที่สำคัญยิ่งกว่าคือต้องรอบรู้สารพัด รอบรู้สารพัดนั้นยากกว่ารู้เจนจบในหนึ่งด้าน ฉากหลังทางประวัติศาสตร์จะมั่วเอาเองไม่ได้ แต่ประวัติศาสตร์ตรงๆมักไม่ค่อยมีชีวิตชีวา ในประวัติศาสตร์ลับต้องเพิ่มชีวิตจิตใจเข้าไปอีกนิด ห้าธาตุแปดสัญลักษณ์ต้องกล่าวได้อย่างสมเหตุสมผล ชีพจรพิสดาร ยาวิเศษโรคประหลาด ต้องเลือกชื่อที่ทั้งฟังดูโบราณ ไพเราะ และถึงใจ กระบวนท่าวิชายุทธ์ ทิวทัศน์ภูมิประเทศและจิตใจคน ยามเขียนต้องประหนึ่งผู้เชี่ยวชาญ โคลงฉันท์กาพย์กลอน หากแต่งไม่ออกก็ต้องท่องมันอย่างน้อยพันบท

ถูกแล้ว นวนิยายเช่นนวนิยายของจินยงนี้ ยอดคนเช่นเฉียนจงซูไม่มีทางเขียนออกมาได้ คุณอาจจะพูดว่าปรมาจารย์เฉียนนั้นไม่แยแสเหลือบแลการเขียนนิยายกำลังภายใน แต่ “ไม่แยแสเหลือบแล” เป็นเรื่องหนึ่ง แม้อยากเขียนแต่ไม่มีปัญญาเขียนได้นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เรียนรู้สารพัดไม่ง่ายดาย รวมเข้าด้วยกันยิ่งยากเย็น เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย จำเป็นต้องมีจินตนาการเหนือธรรมดาจึงจะสามารถผสานให้สอดคล้องกลมกลืนกันได้ วิชายุทธ์นั้นเดิมทีเป็นสิ่งสมมติ เมื่อผนวกเข้ากับความรอบรู้สารพัดก็จะกลายเป็นสิ่งสมมติอีกสิ่งหนึ่ง สิ่งสมมติของนิยายทั่วไปนั้นน่าเชื่อถือ แต่สิ่งสมมติของนิยายกำลังภายในนั้นเชื่อไม่ได้ ความจริงแล้วนิยายกำลังภายในที่สมจริงเกินไปนั้นไม่สนุก จุดที่ประสบความสำเร็จจของนิยายกำลังภายในรูปแบบใหม่คือ แม้ผู้อ่านจะทราบดีว่านั่นเป็นเรื่องโกหก แต่ยังถูกดึงดูดให้ใช้จินตนาการเชื่อเป็นการชั่วคราวว่านั่นเป็นเรื่องจริง และอ่านต่อไป

เรื่องราวการฆ่าฟันกันเช่นหนังคาวบอยของอเมริกานั้นยากยิ่งจะเปลี่ยนแปลง ความรอบรู้สารพัดที่สามารถชักนำให้คิดเบี่ยงเบน บวกกับจินตนาการ ทั้งยังเพิ่มประเด็นที่จับตัวละครในเรื่องไปใส่ลงในฉากหลังที่เป็นประวัติศาสตร์ซึ่งสามารถยืนยันที่มาที่ไปได้ จากนั้นทำการดัดแปลง ถือเป็นการพัฒนาก้าวสำคัญก้าวหนึ่งของนวนิยายทีเดียว แต่นักเขียนที่สามารถเขียนให้อ่านแล้วอ่านเล่าได้โดยไม่เบื่อเช่นนี้มีไม่มากนัก ความเปลี่ยนแปลงหลังจากเขียน “นางพญาผมขาว” ของเหลียงอวี่เซิงเองก็น้อยลงทุกขณะ

หวางซั่ววิจารณ์สำนวนเขียนของจินยง ทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจมาก เขาวิจารณ์ว่า “ท่าทางเหล่าจินเองก็คงจะจนปัญญา เพราะไม่ว่าจะเป็นภาษาถิ่นเจ้อเจียงหรือภาษากวางตุ้ง ล้วนแต่ไม่อาจเขียนออกมาเป็นตัวอักษรได้ ดังนั้นจึงได้แต่ใช้ตัวอักษรที่แข็งทื่อบรรยายเรื่องราว อันเป็นการจำกัดความรอบรู้อย่างกว้างขวางในด้านคำศัพท์ของเขา แม้จะกล่าวว่าเป็นภาษาพูด แต่ความจริงมันก็เหมือนภาษาเขียนดีๆนี่เอง”

สำนวนเขียนที่ผสมผสานระหว่างสำนวนดบราณกับสำนวนปัจจุบันคือสำนวนเขียนที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชาติจีนหรือชาติใดๆล้วนเป็นเช่นนี้ทั้งสิ้น ผมคิดว่าสำนวนจีนของจาเซียนเซิงนั้น ในยุคนี้ใครผู้ใดเหนือเขา!


จาก : Linmou - 19/03/2002 22:57

ข้อความ : ได้อ่านบทความในจุดประกายวรรณกรรม เห็นกล่าวว่ามีหนังสือวิจัยผลงานกิมย้งอยู่ถึง 50-60 ประเภท ก็เกิดความรู้สึกว่าอยากอ่านขึ้นมาเหมือนกัน คุณหลินโหม่วทำได้เหมือนใจเพราะเพิ่งอ่านบทความนี้จบไปเอง ขอบคุณที่หามาแปลให้อ่านกัน in trend มากเลยเนี่ย

อืมม์สงสัยว่าบทความตอบโต้ทั้งสองบทของจาเซียงเซินนี่
เป็นอย่างไรคะ กิมย้งถึงกับลุกมาตอบโต้เลยหรือนี่ เล่าให้ฟังคร่าว ๆ หน่อยสิคะ

ที่เค้าว่าไม่บรรยายบุคลิกตัวละครให้สูงส่งชัดเจนทำให้โลกเข้าใจบุคคลิกคนจีนผิดไปนี่เป็นอย่างไรคะ บุคคลิกคนจีนนี่เป็นอย่างไรแน่ แต่ข้าน้อยว่าทุกประเทศแหล่ะมีคนหลากหลายเหลือเกิน ขนาดเอี้ยก้วยกับเหล็งฮู้ชงที่ดูเผิน ๆ คล้ายกันก็ยังไม่เหมือนกัน โอ้วฮุยก็แตกต่างไปอีกรูปแบบนึง เตียบ่อกี้ก็อีกคนนึง อึ้งเอี๊ยะซือนี่ก็ด้วย แม้จะไม่บรรยายมากแต่ก็ชวนให้จินตนาการเพิ่มเติมไปได้อีกเยอะ


จาก : lillymon - 20/03/2002 11:10

ข้อความ : เยี่ยม!!!

ร้อนแรงดุจเหล้าเกาเหลียง

คมคายประดุจเหล้าองุ่นเปอร์เซีย

สุดยอด

จาก : มารฟ้าไร้ขอบเขต - 20/03/2002 13:06

ข้อความ : อ่า พิมพ์ผิดเพียบ เอาที่สำคัญก่อน
"ผมคิดว่าสำนวนจีนของจาเซียนเซิงนั้น ในยุคนี้ใครผู้ใดเหนือเขา!"
--> ผมคิดว่าสำนวนจีนของจาเซียนเซิงนั้น ในยุคนี้ 'ไม่มี' ใครเหนือเขา!

“ซูเจี้ยนเอินโวลู่”(จอมใจจอมยุทธ์)
--> “ซูเจี้ยนเอินโฉวลู่”(จอมใจจอมยุทธ์)

จาก : Linmou - 20/03/2002 15:05

ข้อความ : อยากให้เอามาแปลอีก ซึ้งจนน้ำตาไหลเชียวแหละ ไม่เคยมีใครแปลบทวิจารณ์แบบนี้เลย ควรมีเยอะๆ ขอบคุณครับ
อีกเรื่องคลุมพิรุณ อยากให้คุณหลิน มีวิจารณ์เชิงจับผิด หรือให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ อีกมากๆ

จาก : Pat เจี่ยป้าบ่อสื่อ - 20/03/2002 21:57

ข้อความ : สุดยอดครับ พี่หลิน

จาก : เทพบัณฑิตอุดรขลุ่ยหยก - 27/03/2002 12:07

มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
ชื่อ :
Email :
ข้อความ :


This Free service hosted by D'Server