E n n e a g r a m T h a i l a n d  


หัวข้อ: เครื่องมือสำหรับการเติบโต ของผู้ศึกษานพลักษณ์

7 เครื่องมือสำหรับการเติบโต

1. แสวงหาความจริง สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่สนใจการพัฒนาตนเอง คือ การพัฒนา “ความรักในความจริง”

- การแสวงหาความจริง คือ ความกระตือรือล้นในเรื่องที่ว่า อะไรเกิดขึ้นในตัวเราเองและรอบๆ ตัวเรา โดยไม่ใส่ใจสิ่งที่เราเคยชินหรือสิ่งที่เราตอบตัวเองโดยอัตโนมัติเกี่ยวกับบุคลิกภาพของรา

- ถ้าเราสังเกตตัวเองดีพอ เราจะเห็นชุดของความคิด ของคำตอบที่เราอธิบายพฤติกรรมของเรา และคนอื่นอย่างเหนียวแน่น นั่นคือ วิธีที่เราพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่อยู่ลึกไปกว่านั้นในตัวเราเอง

- ตัวอย่าง ชุดความคิดสำเร็จรูปเช่น “ฉันโกรธพ่อจริง” แต่ความจริงที่อยู่ลึกไปกว่านั้นอาจจะเป็น “ฉันรักพ่อจริงๆ และต้องการความรักจากพ่อ” ... 2 ระดับของความจริงนี้อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับ เช่น ยากที่จะยอมรับได้ว่า มีความรักอยู่เบื้องหลังความโกรธ

- หากเรายอมรับความจริงในปัจจุบันขณะ เราจะสามารถยอมรับอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในตัวเรา เพราะเรารู้ว่านั่นไม่ใช่ทั้งหมดของตัวเรา

- ความเป็นจริงมีองค์ประกอบจากทั้งปฏิกิริยาจากความกลัว และสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในจิตวิญญาณของเรา ขณะที่เราตอบโต้ไปอย่างไม่รู้ตัว (อัตโนมัติ) ทำให้เรามองไม่เห็นความจริง


2. ไม่ทำอะไร
- ขั้นตอนของการเติบโตทางจิตวิญญาณ บางครั้งดูเหมือนเป็นภาวะ 2 ด้านของเหรียญเดียวกัน ทางแก้ภาวะที่ตรงข้ามนี้คือ “ไม่ทำอะไร” เมื่อเราเข้าใจการ “ไม่ทำอะไร” เมื่อเราเห็นสิ่งที่เป็นอุปสรรคอย่างแท้จริงนั่นคือ การก้าวข้ามไปสู่การตระหนักรู้ที่ยิ่งใหญ่ เมื่อนั้นเราจะเห็นการแสดงออกซึ่งตัวตนผ่านบุคลิกภาพของเรา

- ทั้งการไม่ปล่อยให้ตัวเองตอบโต้ไปอย่างอัตโนมัติ และทั้งไม่กดมันไว้ เราเริ่มที่จะเข้าใจเหตุที่ทำให้มันเกิดขึ้น หากเราจับทันสิ่งที่ปิ้งแว๊บของความจริงขณะนั้นได้ จะเป็นจุดสำคัญของบทเรียนแห่งการเติบโต


3. เจตจำนงที่จะเปิดกว้าง

- บทบาทดั้งเติมที่บุคลิกภาพของเราปิดกั้นธรรมชาติอันเป็นความจริงแท้ของตัวเรา สร้างเป็นข้อจำกัดให้กับการมีประสบการณ์ชีวิตของเรา ด้วยการปิดกั้นการตระหนักรู้ในหลายส่วนที่เป็นตัวเรา ที่มันจะดูขัดกับภาพลักษณ์ของตัวเราเอง

- ด้วยการผ่อนคลายร่างกาย ทำจิตให้สงบ และปล่อยให้หัวใจสัมผัสกับความละเอียดอ่อนในแต่ละสถานการณ์ เราจะเปิดกว้างสู่คุณภาพด้านใน และทรัพยากรที่มีอยู่ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราเติบโต

- ทุกขณะล้วนเป็นโอกาสแห่งแสงสว่างในชีวิตเรา สนับสนุนเรา ถ้าเราอยู่ตรงนั้นที่จะเห็นมัน เราจะพบว่ามีของขวัญมากมายในชีวิต แต่พวกเราส่วนใหญ่พลาดโอกาสนั้นไป เพราะเราเอาแต่จดจ้องภาพยนตร์ความเคลื่อนไหวของจิต (อดีต) แทนที่จะเรียนรู้และเชื่อมั่นกับปัจจุบันขณะและคุณค่าของการตระหนักรู้ เราควรจะเรียนรู้ที่จะปิดการฉายภาพยนตร์ และเริ่มที่จะดำรงอยู่ความสนใจที่เราเป็นหนึ่งในตัวแสดงนั้น


4. เปิดรับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม
- ยิ่งเราสนับสนุนการพัฒนาตัวตนเราเท่าไร ก็ยิ่งง่ายที่เราจะก้าวหน้า

- พวกเราดำรงชีวิตหรือทำงานอยู่ในเงื่อนไขหรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย การเติบโตทางจิตวิญญาณจึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหรือมันจะยิ่งยากขึ้น

- เราส่วนใหญ่ไม่สามารถแยกออกมาจากชีวิตแห่งการทำงาน และครอบครัวของเราเองได้ง่ายนัก แม้ว่าจะทุกข์ทรมานอยู่กันมันก็ตาม เราอาจจะหากลุ่ม หรือ เข้ารับการอบรม หรือนำตัวเราเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่จะก่อให้เกิดการพัฒนา การสนับสนุน ซึ่งอาจจะหมายถึงการจัดโครงสร้างชีวิตในแต่ละวันให้ปลีกออกมาจากกรอบ และค้นหาจิตวิญญาณของตัวเอง


5. เรียนรู้จากทุกๆ สิ่ง

- ครั้งหนึ่งเมือเราเกี่ยวข้องกับกระบวนการพัฒนาจิตวิญญาณ เราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นปัจจุบันขณะ นั่นคือ เราได้สัมผัสกับสิ่งที่ถูกต้องแล้ว และอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในหัวใจ คือ วัตถุดิบสำหรับการเติบโต


6. ปลูกเมล็ดพันธ์แห่งรักที่แท้จริงให้กับชีวิต

- มีคำกล่าวอยู่มากมายว่า เราไม่สามารถที่จะรักคนอื่นได้ หากเรายังไม่สามารถรักตัวเอง นั่นหมายความว่าอย่างไร เรามักจะคิดว่ามีสิ่งที่เราต้องทำเพื่อให้เราบรรลุถึงความสำเร็จและการนับถือตนเอง หรือการทำให้ตนเองพึงพอใจในความรู้สึกว่า “ดี” หากแต่ว่าหัวใจสำคัญของการรักตัวเองอย่างแท้จริง คือ การใส่ใจต่อการเติบโต ไม่ใช่การหลีกหนีจากความไม่สบายกาย สบายใจ หรือสภาพที่ก่อให้เกิดคับข้องใจ ความเจ็บปวด

- เราต้องรักตัวเองเพียงพอที่จะไม่ละเลยตัวเอง เราละเลยตัวเราเองอย่างไรหรือ ... ก็คือ การไม่อยู่กับปัจจุบันอย่างเต็มที่ในชีวิตของตัวเอง เราปล่อยให้ตัวเองจมจ่อมอยู่กับ ความกังวล ความเครียด ความกระวนกระวายใจ จิตนาการเลิศหรู แล้วก็แยกออกจากตัวเอง ออกจากความ รู้สึก และท้ายสุด ออกจากความเป็นจริงของชีวิต ของธรรมชาติ

- ความรักที่แท้จริงต่อตัวเอง ได้รับการสนับสนุนจากการมีกัลยาณมิตรที่ร่วมพัฒนาในกระบวนการเชิงคุณภาพทางจิตวิญญาณเช่นเดียวกันกับเรา

7. การฝึกฝน

- ครูทางจิตวิญญาณหลายคนให้ความสำคัญกับรูปแบบการฝึกฝนบางอย่าง เช่น การฝึกสมาธิ การสวดมนต์ โยคะ หรือการทำสมาธิโดยการเคลื่อนไหวรูปแบบอื่นๆ (เต้นรำ ร้องเพลง ฯลฯ)

- สิ่งที่จำเป็นคือ เราต้องจัดการเวลาของเราขึ้นมาในแต่ละวัน ที่จะให้โอกาสตัวเองสัมผัสกับความเป็นจริงของชีวิตให้ลึกซึ้งขึ้น

- การฝึกฝนทั่วไป ด้วยการเชื่อมโยงกับกลุ่ม หรือเข้าร่วมการเรียนการสอน ที่จะทำให้เราย้ำเตือนตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่า เรามักจะถูกสะกดจิตตัวเองด้วยบุคลิกภาพ ภาพลักษณ์ของเราเอง การฝึกฝนจะเปิดโอกาสให้เราตื่นจากการเดินตกร่องหลุมที่เราสร้างขึ้นมาอย่างยาวนานในชีวิตของเรา

- และเราจะได้เรียนรู้ว่าในทุกๆ การฝึกฝนเราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และทุกครั้งที่เราละเลยการฝึกฝนเราก็พลาดโอกาสในการข้ามพ้นตัวตน หรือโอกาสในการพัฒนาตนเอง



จาก : ชญา - 02/10/2007 14:56 เก็บกระทู้นี้ ไว้ในที่ส่วนตัวของคุณ


ขอบคุณครับ

จาก : ลักษณ์ 6 คนหนึ่ง - 03/10/2007 22:18


ลืมบอกไปว่า ข้อความนี้เรียบเรียงมาจาก www.enneagraminstitute.com

จาก : ชญา - 04/10/2007 09:33


อ๋อ มิน่า คุ้นๆ แต่ที่นั่นเป็นภาษาปะกิดนี่ครับ ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยแปลมาให้ เห้ออ... เข้าใจขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยครับ

จาก : ลักษณ์ 6 คนหนึ่ง - 07/10/2007 09:34


เคยได้ยินมาว่า การเติบโตไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้
แม้ว่าหลายๆ คนพยายามแล้วพยายามอีก และอีก
หลายคนอาจไม่จำเป็นต้องเติบโตก็ได้
ไม่ทราบคุณชญาเห็นอย่างไร

จาก : อรุณ - - arun_indhrawut@yahoo.com - 11/10/2007 21:48


ก็ทุกๆ วัน เซลล์หลายๆ เซลล์ของเราก็เติบโต และอีกหลายๆ เซลล์ก็ตายหน่ะ

แล้วเราก็ไม่ต้องใช้ "ความพยายาม" ด้วยที่จะ "โต" และ "ตาย" มันเป็นธรรมชาติหน่ะ

คราวนี้มันเกี่ยวอะไรกับ "เครื่องมือสำหรับการเติบโต ของผู้ศึกษานพลักษณ์" ตามหัวข้อกระทู้................... อึม ....ๆๆ .... ขอคิดดูก่อนนะ

จาก : ชญา - 12/10/2007 17:14


โอ้ยยยยย .... ตายหล่ะ .......... ยากชะมัดเลย คุณอรุณ ........ ถามอะไรที่มันง่ายกว่านี้ได้ม๊ะ ..... ปวดหมอง ......

จาก : ชญา - 12/10/2007 17:16


คุณอรุณ... ที่รัก

มันคงเป็นเรื่องของ ชั้นของความจริงของชีวิต ละมัง

1. ถ้าเราทำอะไรต่อมิอะไรโดย "ไม่รู้ตัว" เราก็คิด และรู้สึกว่า สิ่งที่เราทำ เรารู้สึก เราคิด เป็นจริงที่สุดของชีวิตเรา

2. บางครั้งเราก็ "ตั้งคำถาม" กับชีวิต แล้วก็เริ่มเห็น "สุข" และ "ทุกข์" ในอีกระดับหนึ่ง เมื่อเรา "รู้ตัว"

3. คนที่ศึกษานพลักษณ์ มักเห็นลู่ทางแว๊บๆ ของ "การรู้ตัว" (แต่ก็ไม่เสมอไปทุกคน) และมีความต้องการให้ "การรู้ตัว" นั้นทอดเวลายาวขึ้นจากเดิมในชีวิตที่มักจะรู้ตัวแบบแว๊บๆ (ตรงนี้มั๊ง... ที่เรียกว่า "เติบโต" )

4. ความเห็นส่วนตัว ... เมื่ออยากให้การรู้ตัวทอดยาวขึ้น หมายความว่า เราต้องมี สติสัมปชัญญะ (คือมีสติรู้อย่างต่อเนื่อง) ทีนี้ เครื่องมือที่เขียนมา 7 อันนี้หน่ะ พอจะช่วยได้บ้าง

มิเช่นนั้น เราก็อาละวาดแบบ "อัตโนมัติ" ตามที่เราเคยชิน .... ตามลักษณ์เรา ......ประมาณนี้

ไม่รู้ว่า อธิบายหรือเปล่าหนอ...???

จาก : ชญา - 12/10/2007 17:28


เพื่อนๆ ในกระดานสนทนานี้ก็อาจจะเห็นได้แล้ว จากการอาละวาดของคุณอาตาปี (เขียนโดยได้รับการอนุญาตจากยัยอาตาปีแล้วนะ)

เธออาละวาดตามลักษณ์ของเธอ ... มีตัวตนของเธอ มีสิ่งที่เธอยึดมั่นถือมั่นไว้เหนียวแน่น ... แล้วก็มีปฏิกิริยาเร็วมาก (อัตโนมัติ) เมื่อมากระทบเรื่องดังกล่าว (อันนี้ต้องใช้เครื่องมือข้อที่ 2)

กรณีคุณยายเดือน หากยัยอาตาปี รู้จัก "ไม่ทำอะไร" เสียบ้าง ก็ไม่เขียนอะไรแรงๆ ออกไป ก็แค่ตามรู้ ความรู้สึกที่มัน "จี๊ด" ของตัวเอง ....

เพื่อนลักษณ์ 7 มาอ่านข้อความที่คุณอาตาปี จี๊ด ก็บอกว่า ไม่เห็นมีอะไรน่าจี๊ดสักนิด .....

ก็ใส่ใจกันคนละเรื่องงัย คน 7 ไม่ใส่ใจ แต่คน 5 ใส่ใจ อะไรประมาณนี้แหละ ยัยอาตาปีสาธยายไว้เยอะ แต่ขี้เกียจพิมพ์แล้ว ไว้ให้เจ้าตัวมาอธิบาย หากใครต้องการรู้....

ปฏิกิริยาที่ร้าย หรือแรงออกไป ก็เท่ากับว่าเราปลูกเซลล์ร้ายในตัวเอง สะสมทุกๆ วัน (เหมือนเซลล์มะเร็ง ที่มันเกิดจากการกินอาหารของเรา และอารมณ์ของเรา) ...... อันนี้ ก็เรียกว่า เติบโต อีกแบบนึงนะ 5555

คราวนี้ ... ก็มาถึงคำถามว่า ...... แล้วเราจะให้เซลล์แบบไหนในร่างกายเราโต และเซลล์แบบไหนในร่างกายเรา ตาย

จาก : ชญา - 12/10/2007 17:41


ผมคิดของผมเองว่า ลักษณ์คล้ายๆ กับทะเบียนประวัติ
อาชญากรรมในหนัง เมื่อเรามีอาการใดที่เอ่ะใจขึ้นมา เราก็
เปิดทะเบียนประวัติขึ้นมาดู แล้วก็เห็นว่า นั่นแน่ หมอนี่เอง
แต่ไปๆ แล้ว เราก็เอายางลบมาลบคำว่า "อาชญากรรม"
ออก และเมื่อเอ่ะใจอีก ก็เปิดทะเบียนประวัติเฉยๆ มาดู
และก็เห็นซ้ำว่า นั่นแนะหมอนี่โผล่มาอีกแล้ว
คราวหลัง เมื่อมีอาการอื่นที่ไม่อยู่ในทะเบียน ที่เกิดกับ
เราแล้วโล่งๆ สบายๆ ก็เพียงแต่รู้ไว้ว่าไม่เกี่ยวกับสิ่งที่
อยู่ในทะเบียน ที่ปวดหัวคือส่วนใหญ่เมื่อกลุ้มหัวอกจะ
หนักใจไปหลายวัน หรือสบายใจก็อยากเป็นอย่างงั้นไป
เรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว เลยกลายเป็นเติบโตแบบถดถอย
ก้าวหน้า 2 ถอยหลัง 3 ไม่รู้ทำยังไงดี
เอ๊ะ นี่คุยเรื่องเดียวกับคุณชญาหรือเปล่า ชักสับสน

จาก : อรุณ - 12/10/2007 21:14


อาจจะเป็นเพราะคุณอรุณเป็นลักษณ์ 9 หรือเปล่าคะ
บางเวลาอาจจะรู้สึกสบายๆดี เลยอาจจะรู้สึกว่าไม่เห็นจะต้องเปลี่ยนตัวเองเลย.. ทำนองนั้น...

แต่สำหรับเรา มองตัวเองแล้วไม่ไหวอ่ะค่ะ ถ้าไม่เปลี่ยนนี่แย่แน่ เพราะความเป็น 8 ที่ผลักดันชีวิตเรานี่ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเลย ทุกข์มากมายจริงๆ

มองจากประสบการณ์ตัวเอง เห็นเลยว่ามันเริ่มจากทุกข์มากๆแล้วเลยคิดอยากจะพัฒนาเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่พอไปๆก็เริ่มเข้าใจขึ้นมาอีกสเต็ปว่า จริงๆถึงอยากเปลี่ยนแค่ไหนก็เปลี่ยนไม่ได้หรอก เพราะมันบังคับไม่ได้ เพียงแต่มีสติเป็นตัวควบคุมเอาไว้ไม่ให้ทำอะไรล้นเกินจนเป็นการเบียดเบียนตัวเองและคนอื่น.. ทำได้แค่นี้ก็บุญโขแล้วค่ะสำหรับเรา.. 555

จาก : vanilla - 13/10/2007 07:11


ขออนุญาตแลกเปลี่ยนกะคุณอรุณ

หากมันเหมือนทะเบียนประวัติอาชญากร... แล้วเราคอยมาอ่านดูเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว .... คำถามคือ ... มันเป็นปัจจุบันเพียงพอหรือเปล่าเอ่ย

อันนี้ถามเพราะไม่แน่ใจว่าตีความ หรือรับรู้ความคิดของคุณอรุณ ตรงกับที่คุณอรุณต้องการจะสื่อหรือเปล่า ....

จาก : ชญา - 14/10/2007 21:56


น่าจะหมายความว่าระลึกได้ถึงสภาวะธรรมที่เกิดขึ้น
บางครั้งเป็นปัจจุบัน แต่ก็บ่อยครั้งถ้าหลงไปแล้ว
ก็ไม่เป็นปัจจุบัน มาตามรู้ในเวลาถัดมา ประเด็นน่า
จะอยู่ที่ได้เห็นบ่อยๆ และเร็วขึ้น แต่ก็ไม่ใช่จะไป
บังคับอะไรได้ คงขึ้นอยู่กับการได้เห็นบ่อยๆ และระดับ
ความตั้งมั่นในขณะนั้น สำหรับผม ทะเบียนอาชญากร
คือ นาย"หลงไปแล้ว" และ นาย"ฟุ้งกระจาย" ซึ่งก็อาจ
คล้ายกับหลายคน และถ้าจำ"หน้าตา"2 คนนี้ไม่ได้ ก็อยู่
กับการลืมตัวตลอดทั้งวัน แต่อย่างที่เคยพูดไว้ครั้งก่อน
เมื่อไปๆ แล้วก็ลบคำว่าอาชญากรออก เหลือเพียงรายการ
ที่เกิดขึ้นกับเราบ่อยๆ เพื่อว่าเกิดอีกเมื่อไรก็ระลึกได้
โดยไม่ต้องไปยึดว่าดีหรือไม่ดี

จาก : อรุณ - 16/10/2007 06:48


นี่เลย No Pain No Gain
อีกข้อหนึ่งครับ อยากเติบโต ต้องกล้าเผชิญความเจ็บปวดจากการทำลายอัตตาตัวตนของลักษณ์ตัวเอง

ความเห็นของผมนะ ถ้าคุณจะเห็นด้วยก็ยินดีอย่างยิ่งครับ อิอิ

จาก : คน 9 ต้องก้าว - 29/10/2007 23:48


เรียนถาม คุณอรุณ นะคะ คำว่า หลงไปแล้ว หมายถึง....
......

ขอบคุณ ค่ะ

จาก : ผู้เยี่ยมชม - 30/10/2007 20:21


อาจารย์นพลักษณ์จะอธิบายว่า การตอบโต้หรือการกระทำต่างๆ ที่เป็นไปตามลักษณ์อย่างอัตโนมัติในชีวิตประจำวันคือการจำตนเองไม่ได้ คือการหลงไปแล้ว แต่ถ้าเราพอจะเห็นบุคลิกภายในบางด้านของเรา เช่น ความโกรธ ความกลัว ความใส่ใจในภาพที่คนอื่นมองมากกว่าสาระ ซึ่งเป็นสภาวะของศูนย์ทั้งสามในตัวเรา รวมถึงรายละเอียดของแรงจูงใจที่อธิบายการกระทำตามลักษณ์ ก็จะทำให้เราตื่นขึ้น หรือระลึกได้ ซึ่งต้องยอมรับว่าในความเป็นมนุษย์นั้นเราตื่นน้อยมาก ข้อสำคัญคือลองสังเกตตามดูว่าเป็นจริงอย่างที่ว่าไหม
สำหรับประเด็นคุณชญาว่า "คอยมาอ่านดูเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว จะเป็นปัจจุบันเพียงพอหรือเปล่า" นั่นชวนให้พิจารณาไปว่า "ช้าไป ควรทำเสียก่อน" ซึ่งอาจเป็นการสุดโต่งไปอีกข้าง คือพยายามเฝ้ายามไม่ให้เกิดเลย ซึ่งเป็นไปได้ยาก ทางออกจึงอยู่ที่ตื่นบ่อยๆ แต่อาจตื่นไม่ได้นานนัก แล้วเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วได้เร็วขึ้น ชัดขึ้น ตรงขึ้น และหาทางออกให้กับตนเองในมากขึ้นในคราวต่อไป นั่นคือเห็นลักษณ์ของเราเนืองๆ โดยไม่ยึดถือและไม่รังเกียจ และปะติดปะต่อภาพในขณะตื่นอยู่ได้เป็นตัวตนที่อยู่ในอิทธิพลของลักษณ์เบาบางลงบ้าง ปล่อยวางความคุ้นชินลงบ้าง อยู่ในปัจจุบันขณะบ้าง เปิดอิสระให้ตนเองมีทางเลือกบ้าง นั่นอาจเป็นทางคลี่คลายสู่การเปลี่ยนแปลง

จาก : อรุณ - 01/11/2007 13:34


เช่นว่า เราเห็นความกังวล เราก็รับรู้ เราไม่กดลงไปและไม่อึดอัด
หงุดหงิดรำคาญ ไม่กล่าวโทษตนเอง การเห็นนี้ บางทีก็เห็นได้ง่ายๆในขณะที่จิตเรามีสมาธิ ขณะที่จิตมีสมาธิ ดุเหมือนว่า
การกดและการพยายามผลักไส ความโกรธ ความขุ่นเคืองมัน
จะจางๆไป ในขณะนั้น เราจึงเหมือนได้รับรู้ว่า เราหลงมานานแล้ว ถ้าเราเอาเรื่องหลงมานานแลวคิดต่อ สักพักหนึ่ง
เมื่อรู้สึกตัว ก็ให้ระลึกรุ้ว่า นี่ฟุ้งไปแล้ว ก็เท่านั้นเอง จากนั้น
ก็กลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะต่อไป ปัจจุบันขณะ คืออะไร
ปัจจุบันขณะ คือ รู้ ตื่น อยู่กับ เรื่องราวของตนเอง ที่ต้องทำ
ตามวิถีชีวิตของเรา เข้าใจว่าอย่างนี้ เข้าใจถุกหรือเปล่าคะ

จาก : ผู้เยี่ยมชม - 01/11/2007 16:46


ไม่กดลงไป คือ เห็นการพยายามกด เห็นความสงสัย
ทำไมวันนี้เห็น ความกังวลแล้วไม่หงุดหงิด เห็นความหงุดหงิดมีระยะสั้นลง เห็นสงสัยว่า ทำไมวันนี้ไม่หงุดหงิดนาน
เห็นแล้ววางคำถามต่างๆลง

จาก : ผู้เยี่ยมชม - 01/11/2007 16:49


ขออนุญาตแสดงความเห็นนะคะ คุณผู้เยี่ยมชม

มาถูกทางของการ "เห็น" แล้วค่ะ ยิ่งเป็นปัจจุบันขณะเท่าใด เราจะยิ่งเห็น การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ของอารมณ์ต่างๆ ที่เรา "เห็น" ค่ะ... ในช่วงแรกๆ จะสัมผัสได้ด้วยการรู้สึกว่า อาการต่างๆ ที่ทำให้เราทุกข์กาย ทุกข์ใจ ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ คับข้องใจทั้งหลาย มันมีระยะเวลาสั้นกว่าเคยๆ

จาก : อาตาปี - 01/11/2007 20:35


ยินดีค่ะ ที่ คุณอาตาปี เข้ามาให้ความเห็น ขอบคุณมากค่ะ
เวทนามีอยู่แล้วในตัวเรา ไม่ต้องหาเหตุปัจจัยอะไรมาใส่
ให้มันเกิดแรงๆ จึงจนเกิดทุกข์เพื่อให้เห็นเลยนะคะ
ดูที่มันเล็กๆน้อย แต่มาบ่อยๆ ก็น่าจะ มากพอเพียง แก่การ
รู้จักส่วนประกอบบางส่วนของชีวิตเราได้แล้วนะคะ
ดิฉันเคยถามแม่ชีท่านว่า แบบนี้ คือ เวทนาแบบนี้ คือสัญญา
ใช่ไหม ท่านถามว่าจำเป็นอะไรที่ต้องรู้ ดิฉันก็แบบนึกในใจว่า
เราก็จะได้รู้ได้เทียบได้ไง มันมีความสุขที่รู้ว่าเรารู้จริงเราเข้าใจ
ถูกแล้วล่ะ รู้แล้วจะได้นำไปใช้ถูก แต่เหมือนไปช็อคๆอยู่ว่า เราผิดหรือเปล่าเนี๊ยะหรือเราอยากรู้ในเรื่องที่ไม่สมควรรู้ ก็เลยอธิบายกันไม่ถูก ไม่ได้บอกว่าตนเองมีความประสงค์อะไร
อย่างไร เมือ่ก่อนนี้ถามว่าเห็นอาการ พวกความโกรธ ความสงสัย
อะไรไหม ก็ดูเหมือนจะรู้นะคะ แต่เวลารู้แล้ว ดิฉันเหมือนไป
ติดรู้นะคะ ติดสุขที่ได้รู้ตรงนั้น และบางทีมันก็เหมือนนึกได้ว่า
แค่นี้เองหรือ แต่แล้วก็เหมือนหาจุดจบไม่ค่อยเจอ แทนที่จะสงบ
ลงไปกับมันเป็นเช่นนั้นเอง มันกลับไม่ค่อยแน่ใจอย่างไรก็ไม่ทราบ
มันมีเหตุผลเข้ามาหาว่าเราควรทำ ควรจัดการเรื่องนั้น เรื่องนี้
ให้มันถูกต้องตามเรื่องตามรวเสียนั่นแหละจะดีที่สุด อย่าไปสนใจ
อะไรในเรื่องเวทนาอะไรให้มากเลย พอเดินเข้ามาแล้วถอยกลับก็
ไม่ได้เดินไปข้างหน้าก้ดูมืดมน มันเหมือนเข้ามาในพื้นที่สีเทา
แล้วอย่างไรอย่างนั้น แต่ตอนนี้พอจะเห็นเขตแดน ระหว่าง เวทนา
และพฤติกรรม ข้อควรปฏิบัติได้บ้างแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ
ทุกๆท่านเลยค่ะ

จาก : ผู้เยี่ยมชม - 01/11/2007 21:16


อนุโมทนา

ขอบคุณเช่นกันครับ

จาก : อรุณ - 02/11/2007 06:23


อยากรู้จักเพื่อนๆนพลักษณ์ คะ ติดต่อได้ทางอีเมลล์นะคะ เดี๋ยวเรามาเเลกเปลี่ยนทัศนกัน ดีมั้ยคะ

จาก : มุก - - mukda25189@hotmail.com - 02/07/2008 19:09


อยากศึกเรื่องการเลี้ยงดูลูกตามแนวคิดนพลักษณ์
ท่านผู้ใดพอมีคำแนะนำ หรือการสอบถาม ติดต่อ เรียนรู้ได้จากแหล่งใดบ้าง โปรดแนะนำเพื่อเป็นวิทยาทานทีคะ

พอดีอ่านจากหนังสือ "เลี้ยงดูฉันอย่างเข้าใจ สไตล์เอ็นเนียแกรม" แล้วรู้สึกอยากศึกษามากยิ่งขึ้น

ขอบคุณคะ

จาก : เหมียว - - p-s-y-c-h-e@hotmail.com - 13/08/2008 23:07

มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
ชื่อ :
Email :
ข้อความ :


สมาคมนพลักษณ์ไทย > จัดตั้งขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านนพลักษณ์ (Homepage: www.enneagramthailand.com)
กรุณาส่งคำแนะนำติชมได้ที่ info@enneagramthailand.com
TheRyo's GYM Bodybuilding and Fitness Guide