E n n e a g r a m T h a i l a n d  


หัวข้อ: อยากรู้จังคุณศึกษานพลักษณ์ทำไมแล้ววันนี้คุณแก้ปัญหาอะไรในชีวิตได้แล้วบ้าง

ปัญหาแรกๆของผมเมื่อสัก20 ปีที่แล้วคือการไม่กล้ายืนยันความคิดตัวเองขี้อายชอบผัดวันประกันพรุ่งซึ่งได้แก้ไขไปมากแล้วแต่อีกปัญหาที่ยังคงเป็นอยู่และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆคืออาการจิตตกหมดพลังต้องรออะไรสักอย่างมากระตุ้นเหมือนจุดไฟขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจากศึกษานพลักษณ์ผมก็รู้ว่า" อะไร "ที่มาจุดไฟให้กับผมคือพลังใจที่เข้ามายุติความขัดแย้งระหว่างความคิดกับความรู้สึกนั่นเอง ที่ต้องค้นหาต่อไปก็คือการเติมพลังใจให้กับตัวเองอย่างไรจึงจะได้ผลและไม่ก่อปัญหาอื่นเพิ่มเติม แล้วคนอื่นๆมีประสพการณ์อะไรแบบนี้บ้างไม๊ครับเผื่อว่าจะเอามาใช้แก้ปัญหากับคนอื่นๆได้บ้างครับ

จาก : จตุรงค์ - - jarturong@yahoo.com - 09/12/2007 12:04 เก็บกระทู้นี้ ไว้ในที่ส่วนตัวของคุณ


คุณจตุรงค์ ลักษณ์ 9 ....เป็นเรื่องน่าสนใจสำหรับคน 9 อย่างยิ่งเลยค่ะสำหรับ "พลังใจสำหรับการยุติความขัดแย้งระหว่างความคิดกับความรู้สึก"


สำหรับอาตาปี ลักษณ์ 5 ที่ต้องแก้ไขปัญหาชีวิตของตัวเองโดยการ หา "แรงจูงใจ" หรือ "พลังใจ" ในการลงมือกระทำ แทนที่จะคิด คิด และคิด การฝึกเจริญสติ และนพลักษณ์ทำให้เห็นร่องลอยของ อารมณ์ และความอยากทำ เมื่อเจอะเจอ ก็เป็นสัญญาณบอกตัวเองว่า ไม่ต้องคิดต่อ ให้ทำเลย

ไม่เช่นนั้น ความเป็นลักษณ์ของเราจะพาหลงอยู่ในความคิดอีก คิดแล้ว คิดมุมโน้น มุมนี้ มุมนั้น แล้วก็ไม่ได้ทำอีกเช่นเคย

ตอนหลังๆ มานี่ เลยทำโน่น ทำนี่ ด้วยความสนุกสนาน ไม่ค่อยคิดอะไรมากให้มันจบเหมือนเก่า........... ส่งผลให้การตำหนิตัวเองว่า ไม่เห็นจะทำอะไรเลย ลดน้อยลงค่ะ ........ ได้ความสนุก และความเหนื่อยมาแทนที่ 5555

แต่ก็ยังมีมิติอื่นในชีวิต ที่กำลังทำการบ้านอยู่นะคะ ....อันนี้แค่ตัวอย่างที่คิดว่าพอจะทำการบ้านสำเร็จไป 70-80 เปอร์เซ็นต์ค่ะ

จาก : อาตาปี - 09/12/2007 14:16


ตอนแรกก๊อ เหมือนกับว่าดีจัง เป็นอะไรที่เข้าใจคน มองคนแบบ
มีที่มาที่ไปไม่ตัดสิน ชอบ เหมือนเป็นอะไรใหม่ที่ถูกใจใช่เลย
แต่แล้ว ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นเหมือนกัน ปล่อยให้มันเป็นปริศนาไปก่อนนะ แทนที่จะได้ทำอะไรอย่างง่ายๆ ก้ดูทุลกทุเล คงจะเป็นแบบว่า
ลักษณ์ของเรากั้นขวางอยู่มังคะ

ยังแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลยค่ะ แต่รุ้สึกเหมือนกับว่า เพิ่งรุ้ว่า
ตนเองเอาตอนนี้นะคะ เท่าที่เห็น มีความทุกข์ทุกวินาที คือ
ค่อนข้างบ่อยจริงๆแหละ แต่มันก็จะว่าไปก็อาจจะพอๆกะสุข
เหมือนกัน เคยคิดว่า วิปัสสนา นั้นเป็นอะไรที่ เหมือนไม่เคยนึกจะทำ แต่พอเห็นทุกข์บ่อยๆเห็นสุขที่บางทีก็ยังวกกลับมาทำให้ทุกข์
ก็รุ้สึกว่า วิปัสนา ก็น่าจะดีเหมือนกันนะ ในกรณีมีทุกข์ และต้องการ
สุขสงบที่แท้จริง

แต่ที่สำคัญ เพื่อนโทรมาหาเมื่อวันก่อน เพื่อขอความช่วยเหลือ
บางเรื่อง ด้วยความที่ตัวเองเหมือนเป็นคนโทรกลับไม่เป็น
กลัวเจอข่าวร้ายหรือไรไม่รู้ บางทีก็ไม่อยากโทรกลับ เพราะ
ตัวเองไปคิดว่ามันเป็นหน้าที่ วันนี้ก้มีงานทั้งวันแล้ว ยังมีงาน
ไม่สิ้นสุดอีกหรือ แบบหมดแรงแล้ว จะคิดถึงความดี ความรักที่เคยมีต่อกัน มันก้ดูเหมือนเดี๋ยวนี้สมองว่างเปล่า ไม่ค่อยคิด
ชีวิตดูสิ้นหวังจังเลยค่ะ เหมือนใจหายไป เหลือแต่หัว อาจโชคดีที่
หัวมันเริ่มคิดได้ ทำไมเราต้องโทรกลับนะ เพราะอะไรนะ
แล้ว เพื่อนต้องการอะไรนะ เมื่อคิดว่าเราจะต้องให้การช่วย
เหลือเพราะเขาขอความช่วยเหลือ ก็ยังไม่อาจผลักให้ทำได้เท่า
เพื่อนรอคำตอบจากเราอยู่ เพราะเพื่อนคิดว่าเรารู้ เราที่จริง
ก้ไม่รู้หรอก แต่เหมือนอยุ่ในสถานะที่เขารู้ ที่จริงเพื่อนจะว่าไปก็
อาจไมได้รอความรู้จากเรา แต่ในวันนั้นเพื่อนยังไม่รู้เลยว่า
เราตอบหรือให้คำตอบในเรื่องนั้นอย่างไร เขาได้รับคำตอบจากเรา
อย่างที่ควรได้หรือยัง คิดให้มากไปทำไมนะ เดี๋ยวก็ตอบเขาไปก็แล้วกัน บางทีถ้าใจหายไป บ้าง ก็ไม่ต้องไปคิดถึงมันมากก้ได้นี่
ใช้หัวติดต่อกันบ้างก็ได้ จริงใจเท่าเดิมนะจ๊ะ ( แหวะ...น้ำเน่านิดๆนะคะ)

จาก : ผู้เยี่ยมชม - 09/12/2007 18:48


เท่าที่ประสบกับตัวเอง ก็แก้ได้เป็นบางเรื่องน่ะค่ะ.. ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมก็เช่น.. ปัญหาขัดแย้งในเรื่องความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวก็คลี่คลายลงไปได้เยอะ.. แต่ก็ไม่ใช่ว่าทำครั้งเดียวหลุด.. แล้วไม่ทำต่อ.. แล้วมันจะดีได้ตลอดไปอ่ะค่ะ.. ก็ต้องมีความเพียรในการทำดีต่อกันต่อไป มีสติกันต่อไป..

ตอนนี้ที่กำลังพยายามฝึกอยู่ก็คือเรื่องจับกำหนัดให้ทัน.. ถ้าไม่ทันมัน ก็หลงเพลินไปกับมันทุกที..

จาก : vanilla - 09/12/2007 21:00


เท่าที่อ่านกระทู้ต่างๆชักจะรู้สึกว่าคิดให้น้อยลงสักหน่อยลงมือทำให้มากจดจ่อกับสิ่งที่ทำน่าจะแก้ปัญหาได้หลายอย่างนะครับ

ปัญหาขัดแย้งในเรื่องความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวผมก็มีแง่มุมที่น่าสนใจเหมือนกันครับ กับการที่เคยตอบคำถามว่าอะไรก็ได้เป็นประจำเพราะคิดว่าอีกฝ่ายจะได้ทำตามใจของเขากับกลายเป็นว่าเขาก็ถามเพราะอยากเอาใจเราหรือถามเพราะนึกอะไรไม่ออกเหมือนกัน ไอ้คำว่าอะไรก็ได้ก็กลายเป็นคำตอบที่ว่างเปล่าที่สุด สู้หยุดหายใจสักสองเฮือกแล้วก็ตอบไปเลยว่าจะเอาอะไรหรือไม่เอา คนรอบตัวบอกว่าศึกษานพลักษณ์แล้วดุขึ้น แต่ก็ชัดเจนดี


จาก : จตุรงค์ - 10/12/2007 22:11


อืมๆๆๆ

ถ้าเชื่อตามหลักการของการปรับสมดุลของพลังทั้ง 3 ศูนย์ คงจะเป็นตามนี้ค่ะ
คนศูนย์หัว อย่างอาตาปี (5) คนลักษณ์ 6 และ ลักษณ์7 อาจจะต้องลดพลังความคิด จินตนาการ การใช้ตรรกะ การใช้เหตุใช้ผลลง แล้วดึงหรือสัมผัสให้ถึงอารมณ์ ความรู้สึก (ใจ) และลงมือกระทำ (ท้อง) ให้มากขึ้นค่ะ

แต่สำหรับคนศูนย์ท้อง (ลักษณ์ 8 ลักษณ์ 9 และ ลักษณ์ 1) อาจจะต้องชะลอการโต้ตอบ หรือการลงมือกระทำ (ตามสัญชาติญาณ) ให้ช้าลง และใคร่ครวญใตร่ตรองบ้าง ก่อนจะพูด ก่อนจะทำ และฝึกสัมผัสถึงอารมณ์ ความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองให้มากขึ้นค่ะ

และสำหรับคนศูนย์ใจ (ลักษณ์ 2 ลักษณ์ 3 และลักษณ์ 4) ก็คงเช่นเดียวกัน คือ เมื่อใดที่รู้ตัวว่าปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึก ภาพลักษณ์ และการแคร์ผู้คน มันมีอิทธิพลมากกับเรา ก็ลดมันลงบ้าง หันมาใช้ตรรกะ เชิงเหตุ เชิงผล ในการตัดสินใจ และใช้สัญชาติญาณในการลงมือกระทำให้มากขึ้นกว่าการใช้อารมณ์ ความรู้สึกค่ะ

จาก : อาตาปี - 11/12/2007 00:22


มีการเปรีบเทียบการพัฒนาทั้งสามศูนย์ว่าเป็นถนนหลักของการเติบโตทางสติปัญญาสู่ญาณทัศนะ เป็นหนทางของจิต เป็นความฉลาดของร่างกาย และ การตระหนักรู้ของใจ (ด้วยการทำสมาธิและฝีกฝนความใส่ใจ) ซึ่งถนนเส้นที่สี่ เป็นการเติบโตของสามศูนย์สู่ความสมดุลในชีวิตประจำวัน เส้นทางนี้ไม่ได้มีมาตั้งแต่เกิดเหมือนกับสามทางแรก แต่เป็นผลจากการเพียรปฎิบัติฝีกฝนตลอดเวลาจนคลายการยึดติดในลักษณ์ของตน และสัมผัสกับตัวตนที่แท้ และญาณทัศนะที่งดงามที่เป็นกุศลกว่าเดิม

อาจเป็นการด่วนเกินไปหากจะชะเง้อมองแต่เป้าหมายสุดท้าย หากเป้าหมายมีไว้เพียงคอยเป็นตัวกำกับทิศทาง แต่อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นทุกขณะบนเส้นทางอย่างมีความทุกข์น้อยลงโดยไม่หลอกตัวเอง นั่นก็น่าจะเพียงพอในความคิดของผม


จาก : อรุณ - 13/12/2007 06:51


เห็นด้วยกะคุณอรุณค่ะ

ท่านสันติกโรบอกว่า "ลักษณ์" เป็นตัวปิดกั้นศักยภาพของเรา

อาตาปีตีความต่อไปว่า ก็ลักษณ์เราเป็นตัวกำหนดให้เราใช้พลังของศูนย์ใดศูนย์หนึ่ง (ศูนย์ของเรา) มากเกินไป และใช้มันอย่างอัตโนมัติ จนเรามองไม่เห็น หรือไม่ทันสังเกต และเราก็เชื่อว่าเราใช้พลังศูนย์อื่นไม่เป็น หรือ ทำไม่ได้ .......

ซึ่งจุดนี้เองที่เป็นตัวปิดกั้นเรา ไม่ให้เราสัมผัสกับพลังที่เป็นศักยภาพของอีกสองศูนย์ที่มันนอนเนื่องอยู่ในตัวเราเองอยู่แล้ว

เราไม่ต้องตั้งเป็นเป้าหมายในการหา .... เพราะเพียงแค่เราเห็นสิ่งที่มันปิดกั้น เราก็จะมองเห็นไปถึงสิ่งที่ถูกปิดกั้นอยู่ ...คือเราก็จะเห็น หรืออีกนัยหนึ่ง มันก็จะเผยตัวออกมาปรากฏแก่เราแบบ จะ จะ อยู่แล้ว

ดูตัวอย่างอาจารย์เชษฐ ที่เขียนเล่าเรื่องไว้ในบล๊อก gotoknow และเล่าในรายการคุณอุ๊เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.นี้ก็ได้

ง่ายๆ แค่วางพฤติกรรม หรือความเคยชินแบบที่เป็นเราลง แล้วยอมให้ความเป็นเรา (แบบที่เราไม่เคยรู้ตัวมาก่อน) อีกแบบหนึ่งให้เผยตัวออกมา... ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องตั้งเป้าหมาย ไม่ต้องควบคุม หรือไม่ต้องใช้เหตุผลกำกับพฤติกรรม ไม่ต้องแคร์ภาพลักษณ์ ไม่ต้องใส่ใจ ใส่ความรักอย่างตั้งใจลงไป ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องแสวงหาความสนุก

... มันเป็นธรรมชาติ เป็นศักยภาพที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนอยู่แล้วค่ะ เพียงแต่เราเปิดช่องให้มันมีพื้นที่ในชีวิตเราเท่านั้นเอง

จาก : อาตาปี - 13/12/2007 23:36


ในกรณีที่เราฝึกจนเรารู้วิธีแล้วว่า เราจะเปิดพื้นที่ให้พลังที่เรายังไม่คุ้นเคยในตัวเราแสดงออกมาได้อย่างไรแล้ว

บางคนอาจจพบปัญหาบ้าง ในประเด็นของการที่พลังมัน "ล้นเกิน" เรายังอยู่อย่างสมดุลกับพลังที่เราเริ่มรู้จักไม่ค่อยนิ่มนวลนัก อันนี้ก็ต้องอาศัยเวลาเรียนรู้กันสักพักหนึ่ง....

เพื่อนๆ หรือกัลยาณมิตร อาจช่วยเราได้ ในการเป็นกระจกบอกเราว่า กำลังเห็นอะไรเกิดขึ้นในตัวเราค่ะ .... หรือเรานิ่งๆ ลงสังเกตตัวเองก็จะเห็นเองค่ะ

เคยได้ยินคนเก้าเล่าว่า เมื่อละวางการเก็บกดความโกรธของตัวเอง และแสดงจุดยืนของตัวเองออกไป ได้รับเสียงตอบกลับมาว่า จากเดิมเป็นคนอ่อนหวาน ไหง พอรู้จักนพลักษณ์แล้วกลายเป็นคนก้าวร้าวไปได้ ..... คือ การที่คนเก้าสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่แท้จริงของตัวเอง จากเดิมที่หลงลืมอารมณ์โกรธของตัวเอง ยังปรับสมดุลไม่ได้ ก็เลย แสดงความรู้สึกของตนเองออกไปอย่าง ล้นๆ เว่อร์ๆ ไปหน่ะค่ะ

สำหรับคนห้าอย่างอาตาปี ก็เช่นเดียวกัน เวลาปล่อยให้ตัวเองใช้พลังสัญชาติญาณทำงาน เพื่อให้ตัวเองลงมือกระทำ บางทีก็เว่อร์ จนเล่นเอาตัวเองเหนื่อยสลบไสลไปเลยค่ะ ... เป็นประสบการณ์ที่บอกตัวเองว่า เรายังเดินทางสายกลางไม่ค่อยเป็นค่ะ ก็ต้องลองฝึกกันไป ... อันนี้ตัวใครตัวมันเน้อ....

จาก : อาตาปี - 13/12/2007 23:49


สำหรับเรา ลักษณ์เก้า เริ่มศึกษานพลักษณ์ ก็เพราะความสงสัยอ่ะ ได้ยินเขาพูดกัน ลักษณ์นั้น เป็นอย่างงั้น ลักษณ์นี้ เป็นอย่างงี้ เอ๊ะแล้วเราล่ะ อยู่ในกลุ่มลักษณ์ไหน?

หลังจากเรียนรู้นพลักษณ์ สิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างชัดเจนในมุมมองของเราคือ เรากล้ายอมรับ " สิ่งที่เราเป็น" ได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน เช่น ยอมรับว่า ฉันกำลังโกรธนะ ฉันเป็นคนเฉื่อยชาในบาง(หลาย)เรื่อง กล้ายืนยันความคิดของตัวเองมากกว่าแต่ก่อน
มองตัวเองว่า เท่าเทียมกับคนอื่นๆ ไม่ดูถูกตัวเอง (แต่ก่อนมักมาในรูปแบบการถ่อมตน ไม่กล้าชมตนเอง)
สรุปแล้ว .. นำนพลักษณ์ มาใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว รู้สึกเบาขึ้น ไม่ต้องแบก หาม ส่วนเกินของชีวิตค่ะ



จาก : นักโทษประหาร - 14/12/2007 16:10


อันนี้คล้ายที่คุณ อาตาปี ว่าไว้หรือเปล่าครับ

สามสถานการณ์ที่มีลักษณะร่วมเดียวกันก็คือ

เหตุการณ์ที่หนึ่งการลงแล็ปทดลองในช่วงที่เรียนอยู่โดยปรกติผมจะไม่แตะต้องหรือทำการทดลองเองมักจะปล่อยเพื่อนในกลุ่มทำจนเสร็จแล้วก็เอาผลมาบันทึกส่งอาจารย์ แต่ถ้าหากเพื่อนทำไม่ได้จริงๆก็จะถึงเวลาทำงานของผมโดยจะเริ่มงานทั้งหมดจากต้นจนจบและมักจะเสร็จทันเวลาเสมอ
เหตุที่ไม่ชอบเข้ากลุ่มทำงานแต่ต้นเพราะว่าไม่ชอบขั้นตอนการแสดงความคิดเห็นซึ่งจะเกิดขึ้นมากในช่วงต้นการทดลอง และก็แปลกที่ความคิดเห็นของผมมักไม่ได้รับการยอมรับเสมอในตอนแรก และความคิดเห็นเดียวกันนั่นแหละที่ใช้แก้ปัญหาได้ในที่สุด จนบางครั้งเกิดความคิดว่ามันไม่ขึ้นอยู่กับว่าความจริงคืออะไรแต่ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนพูดมากกว่า

เหตุการณ์ที่สองขณะทำการสอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาคำนวณและเตรียมตัวมาไม่ดีช่วงแรกจะรู้สึกเครียดมาก ความรู้สึกชัดเจนว่ามีสองความเห็นในหัวขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเมื่อความเครียดขึ้นจนถึงที่สุดจะรู้สึกว่าความเห็นทั้งสองวางตัวเองลง ไม่ได้มีความเห็นใดเป็นฝ่ายชนะเพียงแค่วางลง และจะมีความเห็นที่สามแทรกเข้ามาโดยความเห็นนี้จะปล่อยให้กลไกความคิดเดินไปตามความรู้ที่มีอยู่จริงซึ่งมักจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ความรู้ที่ได้ทบทวนมาแต่จะขยายไปจนถึงความเข้าใจในการเรียนครั้งแรกหรือแม้กระทั่งวิเคราะห์หรือสัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทย์และคำตอบได้อย่างรวดเร็วเมื่อปล่อยให้ตัวเองทำงานไปตามนั้น

เหตุการณ์ที่สามผมจำได้อย่างเด่นชัดและยังเป็นข้อสงสัยจนปัจจุบันในปีนั้นผมต้องเรียนบาสเก็ตบอล ทุกครั้งที่ต้องยืนชู๊ตบาสนอกเส้นจะเกิดความรู้สึกว่าความคิดมากมายเกิดขึ้นในหัวทำให้ไม่สามารถควบคุมการชู๊ตบาสให้ลงได้มากกว่าสองครั้งติดกัน มีอยู่วันหนึ่งหลังเลิกเรียนฝึกชู๊ตบาสอยู่คนเดียวไม่รู้สึกว่ามีความคิดอะไรในหัวมากนักเพียงแค่ปล่อยบอลออกจากมือไปสู่แป้น ผมสามารถชู๊ตบาสเข้าห่วงไดยี่สิบห้าครั้งติดต่อกันไม่พลาดเลยสักลูก และหลังจากนั้นเหตุการณ์แบบนี้ก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย

ทั้งสามเหตุการณ์ดูเหมือนกับว่ามีการวาง อะไร บางอย่างลง และปล่อยให้ อะไร อีกอย่างหนึ่งทำงานโดยปราศจากการควบคุม และทั้งสามเหตุการณ์ก็ตามมาด้วยความเห็นตัวเองมีความสามารถและที่ไม่ลืมคือเห็นตัวเอง สำคัญ มีความสามารถและยอมรับตัวเองมากขึ้น

แต่ทุกข์ก็คือ ฉันรู้ว่าฉันทำได้แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่า สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่และอะไรกันแน่ที่นำสิ่งนั้นออกมา


จาก : จตุรงค์ - 15/12/2007 01:58


คุณ นักโทษประหาร ครับ อันนี้ผมก็เป็นอยู่ครับ ผมกำลังยอมรับว่า ผมกำลังจิตตกอยู่นะ อมยิ้มนั่งมองตัวเองวนเวียนหาทางออกอยู่ทุกวี่วัน พาตัวเองไปดูหนัง ดีขึ้นหน่อยแล้วนะพลังใจเพิ่มขึ้นหนึ่งแล้ว แต่ก่อนเคยรู้สึกว่ามีตัวเองอยู่สองตัว คอยฟัดกันอยู่ร่ำไป เดี๋ยวนี้พัฒนาแล้วเพิ่มเป็นสามตัว

ตัวแรกเป็นตัวคิดชอบตั้งกฏเกณฑ์เปรียบเทียบกับความสมบูรณ์แบบตลอดเวลาชอบกดดันตัวเอง
ตัวสองเป็นความรู้สึกตัวนี้ไวมากชอบรับความกดดันในบรรยากาศรอบตัวมากวนตัวเองทำให้พลังลดหมดเร็วจิตซัดส่ายมาก!!!!! เหนื่อย
เจ้าสองตัวนี้ชอบทะเลาะกันดื้อทั้งคู่ทำให้จิตตกเป็นประจำ

ตัวที่สามเป็นจิตใจตัวนี้ไม่ค่อยได้ใช้แต่ถ้าเจ้าสองตัวแรกทะเลาะกันมากทำให้จิตตกให้เข้ามาเพิ่มพลังที่นี่
การใช้จิตใจมากขึ้นจะไปลดพลังของเจ้าสองตัวแรกทำให้ปัญหาแก้ง่ายขึ้น หรือถ้าดีมากๆจะเกิดอาการ "วาง" ข้อขัดแย้งลงและเดินยิ้มจากไปอย่างมีความสุข

คนเก้าคนอื่นเคยเป็นไหมครับ

จาก : จตุรงค์ - 15/12/2007 02:19


ย้อนไปสัก 5 - 6 ปี ชอบเดินคอตก ถอนหายใจบ่อยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ย้อนไปอีกสักสิบกว่าปี จะเขียนในไดอารีประจำวันเป็นครั้งคราวบันทึกความรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่าพอที่จะเป็นอะไรทั้งสิ้น และเมื่อย้อนไปถึงช่วงวัยรุ่นต่อวัยเบญจเพศไม่เคยมีครั้งใดที่จะชัดเจนในความภูมิใจของตนเอง อาการและอารมณ์เหล่านี้ได้ถูกดึงขึ้นให้ปรากฎชัดครั้งแรกใน panel ด้วยคำพูดที่ระเบิดออกไปพร้อมน้ำตาว่า "อยากเป็นคนสำคัญ" จากนั้นประเด็นนี้จึงค่อยคลายตัวลงไปหลังจากใคร่ครวญและพิจารณาในหลายแง่มุมในเวลาต่อๆ มา

ภาพลวงตาที่ผม (คนเก้า) ชอบมาก โดยไม่รู้ตัวคือความรู้สึกที่ว่าตนไม่สำคัญ และในมุมกลัยที่ดิ้นรนแอบคิดโดยไม่รู้ตัวเช่นกันว่าตนเองนี้เป็นยอดคนคนหนึ่งเช่นกัน ประเด็นนี้เป็นปมที่มาพร้อมกัน ถ้าเห็นตัวหนึ่งอีกตัวก็มีโอกาสเข้าสู่ภาวะปกติได้

จาก : อรุณ - 21/12/2007 16:41


ขอบคุณคนเก้าทั้ง 3 ท่าน มากค่ะ ที่เปิดเผยตัวเองขนาดนี้ ทำให้เราๆ ในกระดานสนทนารู้จัก และได้เรียนรู้ความเป็นคนเก้าอย่างถึงแก่นทีเดียว

จาก : อาตาปี - 05/03/2008 09:19

มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
ชื่อ :
Email :
ข้อความ :


สมาคมนพลักษณ์ไทย > จัดตั้งขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านนพลักษณ์ (Homepage: www.enneagramthailand.com)
กรุณาส่งคำแนะนำติชมได้ที่ info@enneagramthailand.com
TheRyo's GYM Bodybuilding and Fitness Guide | iRadio 1st Full format Internet Radio in Thailand