หัวข้อ : ดีกาน่าสนใจประจำวัน
ข้อความ : คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2662/2550
นางจำนงค์ ฮวดมา กับพวก
โจทก์

นางสนอง คำอ้อย กับพวก
โจทก์ร่วม

นางวัลภา มากไมตรี กับพวก
จำเลย





ป.พ.พ. มาตรา 1359, 1360

ป.วิ.พ. มาตรา 57



โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองร่วมกันกับผู้มีชื่อรวม 6 คน ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จำเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินดังกล่าว การดำเนินการของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการกระทำในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งๆ ใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359

ในวันชี้สองสถานคู่ความตกลงท้ากันว่า ให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินพิพาทจากแนวทิศเหนือเข้ามาทางแนวที่ดินของจำเลยที่ 1 หากรังวัดได้เป็นจำนวน 5 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา จำเลยทั้งสองยอมแพ้ หากรังวัดได้เกิน 5 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา ส่วนที่เกินหรือล้ำจำนวนให้ตกเป็นของจำเลยทั้งสอง หากการรังวัดไม่อาจทำได้เพราะมีการคัดค้านของเจ้าของที่ดินข้างเคียงให้พิจารณาคดีไปโดยให้ถือว่าคำท้าไม่เป็นผล การท้ากันดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ ใช้สิทธิขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360

โจทก์ร่วมทั้งสี่ยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความ โดยอ้างว่าโจทก์ร่วมทั้งสี่เป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีโดยพลการ โจทก์ร่วมทั้งสี่จึงขอใช้สิทธิเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แต่สิทธิในฐานะเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทโจทก์ร่วมทั้งสี่มีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้นไม่มีเหตุที่จะต้องได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามมาตรา 57 (1) แต่โจทก์ร่วมทั้งสี่ระบุในคำร้องตอนหนึ่งว่าโจทก์ร่วมทั้งสี่อาจได้รับความเสียหายจากการกระทำของโจทก์ทั้งสองโจทก์ร่วมทั้งสี่มีส่วนได้เสียในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินร่วมกับโจทก์ทั้งสอง ตามคำร้องจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมทั้งสี่ร้องสอดเข้ามาด้วยความสมัครใจเอง เพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีตามมาตรา 57 (2) ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสี่เข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57 (1) แต่ให้เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา 57 (2)



________________________________




โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 31 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา ร่วมกับผู้มีชื่อรวม 6 คน จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 202 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ประมาณเดือนมีนาคม 2542 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองเนื้อที่ประมาณ 30 ตารางวา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนแนวรั้ว สิ่งปลูกสร้าง และขนย้ายวัสดุสิ่งของต่างๆ ของจำเลยทั้งสองออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงินเดือนละ 1,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินของจำเลยที่ 1 ไม่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง เนื่องจากมีที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 30 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินว่างเปล่ากั้นอยู่และจำเลยทั้งสองเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทมานานเกิน 1 ปีแล้ว จึงได้สิทธิครอบครอง ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทกับห้ามโจทก์ทั้งสองพร้อมบริวารเกี่ยวข้อง

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้การครอบครองที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้ามาโดยไม่สุจริตเมื่อประมาณปลายเดือนมีนาคม 2542 และถูกโจทก์ทั้งสองโต้แย้ง จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา หลังจากคู่ความท้ากันแล้ว ผู้ร้องสอดทั้งสี่ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความโดยอ้างว่าผู้ร้องสอดทั้งสี่เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 31 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ร่วมกับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาท โดยผู้ร้องสอดทั้งสี่ไม่ทราบเรื่อง ผู้ร้องสอดทั้งสี่อาจได้รับความเสียหาย ผู้ร้องสอดทั้งสี่มีความประสงค์จะฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินพิพาท และถือเอาคำฟ้องและพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองเป็นของผู้ร้องสอดทั้งสี่ด้วย จึงขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57 (1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสี่เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) เนื่องจากเห็นว่าผู้ร้องสอดทั้งสี่ใช้สิทธิร้องสอดในฐานะผู้มีสิทธิครอบครองร่วมกับโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีเช่นเดียวกับโจทก์ทั้งสอง ชอบที่จะเป็นโจทก์ร่วม มิใช่คู่ความฝ่ายที่สาม

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งคำร้องสอดเช่นเดียวกับให้การและฟ้องแย้งโจทก์

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชนะคดีไปตามคำท้าโดยให้ที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 3 ตารางวา ภายในกรอบสีเขียวตามแผนที่วิวาทตกเป็นของจำเลยทั้งสองห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์ร่วมทั้งสี่อุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม แต่อนุญาตให้เป็นคู่ความร่วมกับโจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานระหว่างผู้ร้องสอดทั้งสี่กับจำเลยทั้งสองแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งในคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองร่วมกันกับผู้มีชื่อรวม 6 คน ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 31 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี จำเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินดังกล่าว การดำเนินการของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการกระทำในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งๆ ใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกคือจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 และการที่ในวันชี้สองสถานคู่ความตกลงท้ากันว่า ให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินพิพาทจากแนวทิศเหนือเข้ามาทางแนวที่ดินของจำเลยที่ 1 หากรังวัดได้เป็นจำนวน 5 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา จำเลยทั้งสองยอมแพ้และค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายความให้เป็นพับ หากรังวัดได้เกิน 5 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา ส่วนที่เกินหรือล้ำจำนวนให้ตกเป็นของจำเลยทั้งสอง หากการรังวัดไม่อาจทำได้เพราะมีการคัดค้านของเจ้าของที่ดินข้างเคียงให้พิจารณาคดีไปโดยให้ถือว่าคำท้าไม่เป็นผล การท้ากันดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ ใช้สิทธิขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 เพราะไม่ว่าผลการรังวัดที่ดินพิพาทจะเป็นเช่นใด ที่ดินแปลงที่โจทก์ทั้งสองครอบครองร่วมกับโจทก์ร่วมทั้งสี่ก็ยังคงมีเนื้อที่ตามเดิมคือ 5 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา โจทก์ร่วมทั้งสี่ยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความโดยอ้างว่าโจทก์ร่วมทั้งสี่เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวร่วมกับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีโดยพลการ โจทก์ร่วมทั้งสี่จึงขอใช้สิทธิเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) โดยอ้างว่าเพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีตามคำร้องไม่ใช่การร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความร่วมเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ เพราะสิทธิในฐานะเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทโจทก์ร่วมทั้งสี่มีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้น ไม่มีเหตุที่จะต้องได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แต่การยื่นคำร้องดังกล่าวโจทก์ร่วมทั้งสี่ระบุในคำร้องตอนหนึ่งว่าโจทก์ร่วมทั้งสี่อาจได้รับความเสียหายจากการกระทำของโจทก์ทั้งสองโจทก์ร่วมทั้งสี่มีส่วนได้เสียในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินร่วมกับโจทก์ทั้งสองตามคำร้องจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมทั้งสี่ร้องสอดเข้ามาด้วยความสมัครใจเอง เพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสี่เข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57 (1) แต่ให้เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา 57 (2) เมื่อโจทก์ร่วมทั้งสี่เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตาม มาตรา 57 (2) จึงต้องผูกพันตนโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการเสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา 57 (2) และมีคำสั่งให้เรียกโจทก์ร่วมทั้งสี่เข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57 (3) และคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานระหว่างโจทก์ร่วมทั้งสี่กับจำเลยทั้งสองแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.






( อร่าม เสนามนตรี - เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ - นพวรรณ อินทรัมพรรย์ )



แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -



ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย



คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5578/2549
นางพรรณี โอลสันหรือโอคสัน
โจทก์

นางล้วน คนชาญ
จำเลย





ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม



จำเลยฟ้องแย้งว่า จำเลยได้ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรังวัดสอบเขตเพื่อแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินของจำเลยให้ถูกต้องแต่โจทก์ไปคัดค้าน จึงขอให้บังคับโจทก์ยินยอมรับการสอบเขตที่ดินของจำเลย เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลย มูลคดีที่จำเลยฟ้องแย้งจึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทตามประเด็นในคำฟ้องเดิมของโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องขับไล่จำเลยผู้บุกรุกที่ดินของโจทก์ไม่อาจฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้บังคับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาประทาย แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ดินของโจทก์และจำเลยให้ตรงกับความจริงเป็นฟ้องแย้งที่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาประทายซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ศาลจะรับฟ้องแย้งในส่วนนี้ของจำเลยไว้พิจารณาไม่ได้เช่นเดียวกัน



________________________________




คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 42000 ตำบลหนองค่าย อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2544 จำเลยบุกรุกเข้าไปไถหว่านในที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของจำเลยยาวตลอดแนวประมาณ 40 วา ลึกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ประมาณ 20 วา คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 800 ตารางวา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงินเดือนละ 500 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว และห้ามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกจากที่ดิน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไถหว่านและทำประโยชน์ในที่ดินของจำเลยซึ่งซื้อมาจากนางพรวน ขนานไทย เมื่อปี 2531 และโอนทางทะเบียนเมื่อปี 2534 ต่อมาปี 2544 ทางราชการออกโฉนดที่ดินตามรูปแผนที่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์และจำเลย เป็นการออกโฉนดทั่วไปทั้งตำบลไม่ใช่เป็นการออกโฉนดเฉพาะราย จึงไม่ได้ทำการสำรวจรังวัด ทำให้คลาดเคลื่อนไม่ตรงตามที่โจทก์และจำเลยครอบครองกันจริง เนื้อที่ของที่ดินในโฉนดของจำเลยขาดไปประมาณ 3 ไร่ โดยเพิ่มเป็นส่วนของโจทก์ ต่อมาจำเลยได้ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรังวัดสอบเขตเพื่อแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินของจำเลยให้ถูกต้องตามความจริง โจทก์โต้แย้งคัดค้านมิให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลย ต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2545 เจ้าพนักงานที่ดินได้หลอกลวงฉ้อฉลจำเลยให้ยกเลิกคำขอรังวัดเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และมิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 69 ทวิ ขอให้ยกฟ้องและขอให้หมายเรียกเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาประทายเข้ามาเป็นคู่ความ และฟ้องแย้งขอให้โจทก์ยินยอมรับการสอบเขตเพื่อแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ดินในโฉนดที่ดินของโจทก์และจำเลยให้ตรงกับความจริงที่ได้ครอบครอง หากไม่ยินยอมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาประทาย แก้ไขแผนที่และเนื้อที่ดินของโจทก์และจำเลยให้ตรงตามความจริง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้โจทก์ยินยอมรับการสอบเขตและขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาประทาย แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ดินของโจทก์และจำเลยให้ตรงกับความจริงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมซึ่งเป็นคดีฟ้องขับไล่จึงไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ?มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง ดังนั้น การบรรยายฟ้องแย้งจะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง กล่าวคือ ต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น และจะต้องบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลย อย่างไรตามมาตรา 55 ทั้งต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคสุดท้าย ฟ้องแย้งของจำเลยอ้างว่า จำเลยได้ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรังวัดสอบเขตเพื่อแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินของจำเลยให้ถูกต้องตามความจริง แต่โจทก์ไปคัดค้านมิให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนด จึงขอให้บังคับโจทก์ยินยอมรับการสอบเขตที่ดินของจำเลย เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลย มูลคดีที่จำเลยฟ้องแย้งจึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพากษาตามประเด็นในคำฟ้องเดิมของโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องขับไล่ จำเลยชอบที่จะฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ต่างหาก ไม่อาจขอรวมมาในคำให้การได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้บังคับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาประทาย แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ดินของโจทก์และจำเลยให้ตรงกับความจริงเป็นฟ้องแย้งที่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาประทายซึ่งเป็นบุคคลภายนอก มิใช่ฟ้องแย้งโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดี จึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ศาลจะรับฟ้องแย้งในส่วนนี้ของจำเลยไว้พิจารณาไม่ได้เช่นเดียวกัน ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ






( สมชัย จึงประเสริฐ - บุญรอด ตันประเสริฐ - ชัชลิต ละเอียด )



แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -



ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย



คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4685/2549
บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด
โจทก์

ห้างหุ้นส่วนจำกัดดาวพีระ กับพวก
จำเลย





ป.วิ.พ. มาตรา 180



คำร้องขอแก้ไขคำให้การในส่วนที่ว่า สัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าซึ่งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามความผูกพันทางสัญญา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การโดยอ้างว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า ซึ่งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะ จึงเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนยื่นหลังจากวันชี้สองสถานได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 180

จำเลยให้การต่อสู้เรื่องความไม่สมบูรณ์ของสัญญา และมีสิทธิที่จะแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบตามข้อต่อสู้นี้ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 180 แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของข้อ 2 ว่า ?และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้และค่าเสียหายหรือไม่ เพียงใด? โจทก์และจำเลยจึงมีสิทธิที่จะนำสืบถึงเรื่องความรับผิดในกรณีที่สัญญาจะมีผลผูกพันต่อกันหรือไม่อยู่แล้ว ไม่มีเหตุสมควรที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในส่วนนี้

วันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีและวันที่โจทก์อ้างว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ล้วนปรากฏชัดเจนอยู่ในคำฟ้องโจทก์ จำเลยก็ทราบเรื่องการทำสัญญามาแต่ต้น หากจำเลยมีความประสงค์ที่จะต่อสู้คดีในประเด็นเรื่องอายุความ ย่อมสามารถจะทำได้ตั้งแต่แรก และในส่วนของฟ้องแย้งก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างถึงสัญญาซึ่งได้เคยทำไว้กับโจทก์มาก่อน จึงเป็นเรื่องที่จำเลยทราบอยู่ก่อนแล้วเช่นกันมิใช่กรณีที่ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ก่อนวันชี้สองสถานทั้งไม่ใช่การแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย หรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 180 จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอแก้ไขคำให้การส่วนในนี้



________________________________




คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันกับโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนและปฏิบัติผิดสัญญาในสาระสำคัญหลายประการโจทก์บอกเลิกสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองและแสวงหาประโยชน์จากสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกจากสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ ให้ยุติการใช้สถานีบริการน้ำมัน เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ พร้อมกับส่งมอบสถานีบริการน้ำมัน เครื่องมือและอุปกรณ์ดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,442,543.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 948,702.66 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากสถานีบริการน้ำมันพิพาทและส่งมอบสถานีบริการน้ำมันพิพาทคืนโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้ผิดสัญญาต่อโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับการทวงถามโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาภายหลังการชี้สองสถานแล้ว จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2548 ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งว่าสัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า ซึ่งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะ เมื่อสัญญาไม่มีผลผูกพันต่อกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ จากจำเลยทั้งสอง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและเดิมโจทก์เคยทำสัญญาในลักษณะเดียวกันนี้กับจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองได้ชำระเงินจำนวน 3,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ ในการที่โจทก์สร้างสถานีบริการน้ำมันให้แก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งโจทก์ได้ทำสัญญาว่าจะให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการสถานีบริการน้ำมันแต่ผู้เดียวตลอดไป เมื่อโจทก์ปฏิเสธการจำหน่ายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ให้แก่จำเลยทั้งสอง ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้บังคับโจทก์คืนเงินจำนวน 3,000,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ?คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ชี้สองสถานเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2547 ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม 2548 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสองโดยให้เหตุผลว่าคดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีการชี้สองสถานไปแล้ว พ้นระยะเวลาที่จำเลยทั้งสองจะขออนุญาตแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ประกอบกับเนื้อหาข้อต่อสู้ใหม่และฟ้องแย้ง จำเลยทั้งสองสามารถยกขึ้นต่อสู้ได้ตั้งแต่แรก แต่จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ และไม่รับคำฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างปรเทศกลางดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรอืไม่ เห็นว่า สำหรับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในส่วนที่ว่า สัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าซึ่งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามความผูกพันทางสัญญา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การโดยกล่าวอ้างว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า ซึ่งต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะเช่นนี้ ปัญหาว่าโจทก์จะฟ้องบังคับจำเลยทั้งสองให้ต้องรับผิดตามสัญญาได้หรือไม่จึงเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การหลังจากวันชี้สองสถาน ก็ย่อมกระทำได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังขึ้น

สำหรับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสองในข้อที่ว่า เมื่อสัญญาไม่มีผลผูกพันต่อกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ ตามฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้เรื่องความไม่สมบูรณ์ของสัญญา และมีสิทธิที่จะแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามข้อต่อสู้นี้ได้ ตามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของข้อ 2 ว่า ?และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้และค่าเสียหายหรือไม่เพียงใด? โจทก์และจำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะนำสืบถึงเรื่องความรับผิดในกรณีที่สัญญาจะมีผลผูกพันต่อกันหรือไม่อยู่แล้ว ไม่มีเหตุสมควรที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในส่วนนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์จำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประเด็นเรื่องอายุความและฟ้องแย้งนั้น เห็นว่า วันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ และวันที่โจทก์อ้างจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ล้วนปราฏชัดเจนอยู่ในคำฟ้องโจทก์ จำเลยทั้งสองก็ทราบเรื่องการทำสัญญามาแต่ต้น หากจำเลยทั้งสองมีความประสงค์ที่จะต่อสู้คดีในประเด็นเรื่องอายุความ ย่อมสามารถจะทำได้ตั้งแต่แรก และในส่วนของฟ้องแย้งก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างถึงสัญญาซึ่งได้เคยทำไว้กับโจทก์มาก่อน จึงเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองทราบอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน หาใช่กรณีที่ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ก่อนวันชี้สองสถานแต่อย่างใดไม่ทั้งไม่ใช่การแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย หรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในส่วนที่เกี่ยวกับอายุความและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2548 เฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญาการให้สิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.






( พิชิต คำแฝง - สุวัฒน์ วรรธนะหทัย - ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช )



แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -



ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย



คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3932/2549
บริษัทมิตซูนครปฐม (ตั้งเฮงฮวด) จำกัด
โจทก์

นางศิริพร แสงจันทร์ กับพวก
จำเลย





ป.พ.พ. มาตรา 291, 688, 689, 690

ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3), 55, 172 วรรคสอง, 177 วรรคสาม, 179 วรรคท้าย



ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง ดังนั้น การบรรยายฟ้องจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 172 วรรคสอง กล่าวคือ ต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น และต้องบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 อย่างไรตามมาตรา 55 ทั้งต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ฟ้องแย้งอ้างว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ต้องจดทะเบียนใส่ชื่อทายาทของจำเลยที่ 1 เป็น ผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 หาใช่โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 2 ไม่ จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม ไม่อาจพิจารณารวมไปกับคำฟ้องเดิมได้ และการที่สัญญาค้ำประกันระบุว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมนั้น มีผลเพียงว่าโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 คนใดคนหนึ่งโดยสิ้นเชิงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 และจำเลยที่ 2 ไม่อาจใช้สิทธิดังที่กล่าวไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 688, 689 และ 690 ได้เท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 2 เกิดสิทธิที่จะฟ้องคดีแทนจำเลยที่ 1 ด้วยไม่




________________________________




คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 157,020 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 306,000 บาท และค่าเสื่อมราคาอีกเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี จากต้นเงิน 463,020 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายก่อนที่โจทก์ยื่นฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องและให้บังคับโจทก์จดทะเบียนใส่ชื่อเด็กชายกิตติ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่อาศัยสิทธิของบุคคลภายนอกมาฟ้องโจทก์ ไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หากส่งมอบไม่ได้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายและค่าเสื่อมราคาแก่โจทก์ ตามสัญญาค้ำประกันระบุให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 จึงสามารถยกข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และสิทธิใดที่เป็นของจำเลยที่ 1 จะใช้ในการเรียกร้องหรือต่อสู้คดีกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะลูกหนี้ร่วมย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างอิงและมีคำขอบังคับได้เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม จึงเป็นฟ้องแย้งที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง ดังนั้น การบรรยายฟ้องแย้งจะต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง กล่าวคือต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น และจะต้องบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 อย่างไรตามมาตรา 55 ทั้งต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคสุดท้าย ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว โจทก์มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่ความตายแล้วโจทก์จึงต้องจดทะเบียนให้เด็กชายกิตติ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อและมีคำขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนใส่ชื่อเด็กชายกิตติ ทายาทของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์โต้แย้งส









จาก : เจ๊เอง - 28/03/2008 19:33

อยากคุยอะไรพิมพ์ข้างล่างได้เลย แล้วอย่ามัวแต่อ่านกันล่ะ
ชื่อ :
Email :
ข้อความ :


เว็บบอร์ดนี้ ส่งเข้าประกวดโดย D'Server