|
หัวข้อ : ภูมิใจในตัวดาร์เรนมากๆ ข้อความ : ปกติก่อนที่ดาร์เรนจะออกอัลบั้มใหม่ เอจะคาดหวังไว้สูง อยากให้ออกมาเป็นอย่างนี้อย่างนั้น เเต่กับอัลบั้มนี้ อัลบั้มเดี่ยวชุดที่3 อัลบั้มที่เรียกได้ว่าไม่มีสังกัด ยืนด้วยลำเเข้งของตัวเอง เอไม่มีความคาดหวังใดใดทั้งสิ้นกับดาร์เรน ตอนนี้ อัลบั้มกำลังไปได้ดี ทั้งในชาร์ทยูเคเเละออสเตรเลีย เเถมกระโดดไปติดชาร์ทของอเมกาด้วย มิวสิควิดีโอ On the verge of something wonderful ออกมาดีมากๆ มีjanice dickensonมาร่วมเเสดงด้วย เเต่สิ่งที่เหนือความคาดหวังที่สุด ก็คือดนตรี เเละก็คอนเซปต์ เอชอบคอนเซปต์time machineเเละก็เรื่องราวของอวกาศ อย่างนี้มากๆ รู้สึกว่ามันเป็นเอกภาพไปทั้งอัลบั้ม อาร์ตเวิร์คก็ดีกว่าอัลบั้มที่ผ่านๆมาเเบบคนละเรื่อง สไตล์ดีขึ้นมาก ไม่เหมือนดาร์เรนคนเก่าจากเมืองเล็กๆในออสเตรเลีย เเต่เป็นหนุ่มสุภาพบุรษอังกฤษเต็มตัว บางมุมออกเนิร์ดๆด้วยซ้ำ(ดีค่ะ ชอบเนิร์ดๆ เท่ดี) คนตรีก็มีกลิ่นอังกริ๊ดอังกริด เป็นglamorous rockปนเข้ามา หลังจากเพียรดมอยู่นานก็ได้กลิ่น the killers,robbie williams เเละก็..ไม่น่าเชื่อค่ะ..travis โชยเต็มๆ เเอบมีเเบบยุค80ดิสโก้มาอีกเเล้ว เเค่อ่านจากชื่อเพลงเเต่ละเพลง(ยาวๆทั้งนั้น)ก็รับรู้เรื่องราวได้ เออ่านเอาเองว่า ตอนนี้ดาร์เรนคงบรรลุพุทธิปัญญาอะไรซักอย่างเเน่ๆ ดูฉลาดขึ้น (เเต่เดิมก็ฉลาดนะคะ) เเต่เเอบรำคาญเสียงเล็กเสียงน้อยจังเลยค่ะ เป็นมันทุกเพลง ฟังเเล้วพลังลดไปเยอะ ซาวน์โดยรวม ไม่น่าเชื่อว่าจะออกเเนวเอาใจตลาดขึ้นกว่าเดิม เเต่ไม่ใช่ว่าไม่ดี (โคตร)ดีมากเลยค่ะ ภูมิใจที่ดาร์เรน ออกอัลบั้มนี้ด้วยเกียรติของศิลปิน ให้พวกเราได้ฟังกัน จาก : น้องเอ - 02/09/2007 18:14 |
|
ข้อความ : วันนี้มีเวลา ขอลงเรื่องเพลงเเต่ละเพลงของดาร์เรน ละกันนะคะ
Casey มากับความติดหูหนึบๆ เอชอบเสียงเครื่องสายในเพลงนี้มาก เเละไหนจะกลองอีก ให้จังหวะโยกสบายๆ มีท่อนที่ดาร์เรนร้องทิ้งลมหายใจเเบบในwhat's going on ด้วย ชอบ เเละก็ไม่ได้มีเสียงสูงมากนัก ชวนให้คิดถึงaffirmationค่ะ เสียงมีพลังดี ตอนท้ายเพลงเเอบมีกลิ่นมาดอนนา เเละก็ไคย์ลี่ เพลง on a night like this เต็มๆ เพลงนี้เอฟังได้บ่อยๆ รู้สึกว่าให้เเรงบันดาลใจดี เเละก็อารมณ์ดีทั้งวัน Words ฟังครั้งเเรกรู้สึกเหมือนมีใครชกท้อง เเบบเสียดเข้าไปข้างใน ใครอยากบิ้วอารมณ์ให้เศร้า เหงา อ้างว้าง เเนะนำเพลงนี้เลยค่ะ ไม่ได้ฟังเสียงดาร์เรนสดๆกับเปียโนอย่างนี้นานเเล้ว บวกกับเนื้อเพลงที่เศร้าสุดๆ เเทบจะตายคาหน้าจอเเล้วค่ะ จาก : น้องเอ - 03/09/2007 22:07 |
|
ข้อความ : A conversation with god
สำเนียงกรุ๊งกริ๊งดิสโก้ เเบบscissor sisters เเต่ล้ำกว่า เเละก็พ็อพกว่า ท่วงทำนองน่ารักมาก ชอบที่ดาร์เรนร้องเเบบลากเสียงอ้อยอิ่งเป็นหนึ่งในเพลงที่ชอบที่สุดในอัลบั้ม ฟังเเล้วก็ฟังอีก ยิ่งฟังยิ่งชอบ เพลงนี้เหมือนย้ำความงามของเครื่องจักร ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะสร้างทำนองเพราะๆเเบบนี้ได้ เเล้วเมื่อมาบรรจบกับเสียงใสๆของดาร์เรนในเพลงนี้ ใครฟังเเล้วไม่ละลายให้รู้ไป Lucky town เเซมสำเนียงของscissor sistersเข้ามาอีกเเล้ว เพลงนี้น่ารักดี ฟังเรื่อยๆก็เพลินดีค่ะ ตอนจบบอยเเบนด์มาเชียว น้าดาร์เเอ๊บเด็ก ฮ่าๆ Listen all you people น้าดาร์เรียกคนทุกประเภทให้มารวมกันในเพลงนี้ ไม่ว่าจะเควียร์ จะควีน จะอกหักรักคุด ท้องก่อนเเต่ง ถูกทิ้งฯลฯ ฟังเเล้วบรรยากาศร่าเริงสดใส น่าเอาไปประกอบรายการเด็ก เหมาะกับวันใสๆเเดดดี เเละก็มีโปรเเกรมจะออกไปเเล่นข้างนอก จาก : น้องเอ - 03/09/2007 22:30 |
|
ข้อความ : Setting sun
เเค่ขึ้นมาโน้ตเดียวก็หลับตาเห็น the prodigy ลอยอยู่ตรงหน้า เสียงร้องออกเเนวหื่นชายเล็กน้อย ฟังเเล้วนึกถึงเเชมป์เพาะกายชายเบ่งกล้าม(ผิวมันๆลื่นๆ) โอ๊ยตาย คิดไปนู่น เป็นเพลงที่เสียงไม่เหมือนดาร์เรนที่สุดเท่าที่เคยฟังมา(เเต่ก็คงผ่านการเเปลงเสียงมาพอสมควร) ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าเป็นเพลงน้า ก็คงไม่มีทางเดาออกว่าน้าร้อง On the verge of something wonderful พอเพลงนี้ขึ้นก็จะยิ้มได้ทุกที เเต่พอกลางๆเพลงจะเปลี่ยนจากยิ้มเป็นผงกหัวหงึกๆตามจังหวะ เเถมอยู่ดีๆก็มีกลองโหมกระหน่ำเป็นร็อคเข้ามา ไอ้เสียงกลองร็อคเเตกนี่เเหละค่ะที่ชอบมากๆ เป็นซาวปิดท้ายเพลงที่โหดดี ลูกเล่นเยอะนะคะเพลงนี้ ซับซ้อนใช้ได้ จาก : น้องเอ - 03/09/2007 22:46 |
|
ข้อความ : Sing to me
เพลงนี้เเสดงความเป็น experiment ได้ชัดเจนที่สุด ชวนให้นึกถึงพ็อพบัลลาดยุคต้น90 เเต่เนื้อหาไม่ชัดเจน มีบางอย่างที่ยังไม่ลงตัวตอนต้นๆเพลง ดูจะเป็นท่อนเนื้อร้องนะคะ มันฟังคร่อมๆ เลยทำให้เพลงนี้ไม่ติดหัวติดหูเท่าที่ควร เเต่ท่อนที่น้าครวญ โอ้ อู้ โว้ว เจ๋งดีค่ะ ไม่เคยได้ยินใครร้องคำว่า meant to be ได้เพราะเท่าน้าอีกเเล้ว นี่เป็นเหมือนพ็อพเเบบฉบับดาร์เรน ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวค่ะ อย่างน้อยๆ น้าเเกก็ทำอาชีพเเต่งเพลงหากินได้ตลอดชีวิตล่ะ! Walk away เหมือนเพลงสวดเเบบacappellaปนกับbluesเล็กน้อย เเต่ตอนใกล้ๆจบมีอิเล็กทรอนิกเข้ามาเลยทำให้งง เอ๊ะ เเนวไหนกันเเน่ เนื้อเพลงบาดลึกเลือดซิบๆอีกเเล้ว เพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงที่น้าดาร์ได้โชว์เสียงมากที่สุด เเละก็ความสามารถในการเรียบเรียงเสียงประสาน ต้องชมคนเบื้องหลังสำหรับเพลงนี้เลยค่ะ สามารถประยุกต์ให้เป็นเสียงประสานในเเบบของดาร์เรนเองได้ ไม่ซ้ำกับของใครเลย เอไม่ได้กลิ่นศิลปินอื่นในเพลงนี้เลย จาก : น้องเอ - 03/09/2007 23:04 |
|
ข้อความ : Bombs up in my face
เนื้อหาประชดการเมืองสุดฤทธิ์ ประชดsame sex unionด้วยซ้ำมาเเล้วอิทธิพลของDaft punk(กำลังลุ้นอยู่ว่าจะมีหรือเปล่า เเละก็มาจริงๆ) เสียงคอรัสนึกถึงjustin timberlakeเลยค่ะ ดนตรีละเอียด เป็นดนตรีเต้นรำเต็มตัว น้าดาร์นี่เป็นเหมือนจิ้งจกสายรุ้ง เปลี่ยนสีไปได้เรื่อยๆ ดนตรีเเนวทดลองที่วาไรตี้มากๆ จับนู่นจับนี่ที่ตนสนใจมายำใหญ่ใส่อัลบั้ม ผลก็คือคุ้ม เพราะได้กินยำที่อร่อยมากๆจานหนึ่ง ไม่เละ ไม่เปรี้ยวโดดหรือเผ็ดจัด ไม่ท้องเสียด้วยเอ้า! จาก : น้องเอ - 03/09/2007 23:15 |
|
ข้อความ : A hundred challenging things a boy can do
ผิดคาดกับเพลงนี้ ขึ้นอินโทรมาก็นึกว่าจะต้องเต้นรำสะบักหักเเน่ๆ เสียงประหลาดๆโผล่มาเยอะ โดยไม่ทราบว่าไอ้เสียงพวกนี้น้าต้องการจะสื่ออะไร เกี่ยวกันยังไงไม่เห็นรู้เลย! ไอ้เสียงเด็กวิ่งเล่นก็พอเข้าเค้านะคะ เหมือนเป็นภาคต่อของเพลงBoy เพียงเเต่เนื้อหาโตขึ้น เป็นเรื่องราว(ที่เศร้าอีกเเล้ว)ของชายคนหนึ่งที่เอไม่เข้าใจว่าตกลงเค้าเเต่งงานกับผู้ชายด้วยกันหรือเปล่า ถ้าเป็นเฟมินิสต์ก็คงนึก หึ! ไม่เห็นจะchallenging ตรงไหน ยัยเเม่ในเพลงน่าเห็นใจกว่าเยอะเลย! ขอพักหูหน่อยนะคะ ตอนนี้ถ้าไม่ใช่เสียงอิเล็กทรอนิกดูเหมือนหูเอจะไม่ได้ยินเสียเเล้ว! จาก : น้องเอ - 03/09/2007 23:31 |
|
ข้อความ : A fear of falling under
ฮินโทรเเสดงเสียงการทำงานของเครื่องจักร ที่สำหรับเอทำให้นึกถึงเรือประดาน้ำใหญ่ๆ มีไลน์กลองฮึกเหิมโผล่ขึ้นมา ดาร์เรนใช้เสียงร้องของตัวเองได้เป็นประโยชน์มากเลยล่ะ เอามาเเปลงเลียนเเบบเสียงของไวโอลิน เเละก็ใช้เป็นตัวให้จังหวะเเละทำนองเเทนเครื่องดนตรี ฟังจบเเล้วไม่อยากให้จบ อยากให้เล่นต่อไปอีกเรื่อยๆเพราะจบได้ห้วนเหลือเกิน The sun is always blinding me รู้สึกว่าในอัลบั้มนี้จะมีเรื่องราวของศาสนาปนเข้ามาเยอะกว่าอัลบั้มที่เเล้วๆ บรรยากาศในเพลงนี้(เเละเพลงอื่นบางเพลง)เหมือนจะมีอารมณ์เดียวกับอัลบั้มray of lightของมาดอนนาสุดที่รักของน้า เป็นอารมณ์อบอุ่นเเละก็ทำให้ตัวลอย! เพลงนี้น้าดาร์ขอพูดถึงเเสงต่างๆที่เอขอกราบงามๆด้วยความนับถือว่าช่างจินตนาการเหลือเกิน จาก : น้องเอ - 04/09/2007 14:43 |
|
ข้อความ : How to build a time machine
มาเเล้ว เพลงเเรกที่น้าเเต่งในอัลบั้ม น้าบอกว่าเพลงนี้เป็นเหมือนคอนเซปต์ของทั้งอัลบั้มเเละก็จริง เพราะทั้งเพลงพูดถึงเเต่เรื่องของเวลา เเละการย้อนเวลาที่เป็นความสนใจส่วนตัวของน้าเเก (ไอน์สไตน์จะต้องเป็นหนึ่งในไอดอลของน้าเเน่ๆ) เอชอบเนื้อเพลงมากๆคมคายได้สาระ เเทรกอารมณ์ขันเเบบพอเหมาะพอเจาะ เเละก็ซึ้งเชียว! เรียกว่าทุกอารมณ์ในเพลงเดียว เพลงนี้เเหละค่ะที่ทำให้เอพูดคำว่า "ภูมิใจในตัวดาร์เรน"ได้เต็มปาก น่าเเปลกนะคะ ที่เพลงนี้ทำให้เอนึกถึงอัลบั้มสปิน หากเพลงนี้เข้าไปอยู่ในอัลบั้มนั้น เอจะยอมตายถวายหัว เป็นบริจาริกาของน้าตลอดไป ไม่สนใจหนุ่มอื่นอีกเลยให้เสียเวลา!(สนใจผู้หญิงเเทน ฮ่าๆ) จาก : น้องเอ - 04/09/2007 14:57 |
|
ข้อความ : The only one
ฟังเพลงของน้าต่อๆกันนี่เหนื่อยนะคะ เพราะเเต่ละเพลงบอกเล่าเรื่องราวไว้เยอะ ทำให้ต้องคิดตามเกือบทุกท่อน ไม่ใช่เพลงตลาดๆฉันรักเธอเเล้วก็จบ ไม่เหลืออะไรไว้ในสมอง อาร์เเอนด์บีแอบซ่อนเอาไว้เล็กน้อยในเพลงนี้ เพราะดีค่ะ เเต่ดูจะไม่โดดเด่นเท่าเพลงอื่นที่เเพรวพราวกว่า บอกเพื่อนว่าเพลงนี้ผู้ชายร้องไม่มีใครเชื่อเลยค่ะ I just want you to love me สำเนียงอาร์เเอนด์บีอีกเเล้ว Alicia KeysกับAshantiเข้ามาในหัวเอทันทีเลย ท่อนปั๊บ ปา ปั๊บ ปา ที่เคยเป็นเเค่ตัวเสริมกลายมาเป็นพระเอก(นางเอก?) ถ้าฟังตามคลับเพลงนี้จะเด้งขึ้นมาทันที ขอใช้คำว่างดงามค่ะ เค้นเสียงเล็กเสียงน้อยได้หมดจดจริงๆ ไม่มีใครทำได้เท่าน้าอีกเเล้วค่ะ จาก : น้องเอ - 04/09/2007 15:11 |
|
ข้อความ : Waking th monster
ดิสโก้ย้อนยุคมาเชียว เสียงซินธ์เเบบเปี้ยวป้าวเเบบนั้น อินโทรเเอบคล้ายdublin skyเหมือนกันนะคะ เป็นเพลงที่เอาใจตลาดที่สุดในอัลบั้มเเละก็ติดหูที่สุด ไม่ใช่ไม่ดีนะคะ ดีค่ะ ฟังง่ายดี ตอนที่น้าดาร์ร้องว่า gotta know ,gotta seeให้สำเนียงเเบบเพลงเต้นรำละตินของริกกี้ มาร์ตินยังไงบอกไม่ถูก เพลงนี้น่าจะดึงดูดเเฟนเพลงใหม่ๆได้ไม่ยากนะคะ จาก : น้องเอ - 04/09/2007 20:12 |
|
ข้อความ : Who would have thought
ต้องขอยอมรับว่า ตอนฟังเพลงนี้ครั้งเเรกปฏิกิริยาคือ"ไม่ชอบ" ยิ่งมาเจอกับเอ็มวีที่สวยล้ำเกินหน้า ยิ่งเพิ่มความรู้สึกว่าตัวเพลงดับสนิท ปรากฏว่าคิดผิดค่ะ! พอฟังหลายรอบๆเข้าก็รักเเบบถอนตัวไม่ขึ้น จนตอนนี้เป็นเพลงที่ฮัมบ่อยๆเวลาหัวว่าง หนึบเเบบเเกะไม่ออกค่ะ จาก : น้องเอ - 05/09/2007 12:24 |
|
ข้อความ : maybe
เป็นหนึ่งในไม่กี่เเทรคที่ให้พักหูจากดนตรีอิเล็กทรอนิก เเต่กลับกลายเป็นเอไม่ชินกับเเนวดนตรีเเบบนี้ เหมือนไม่ใช่ดาร์เรนยังไงไม่รู้ ฟังเเล้วโศกเกินไป เหมือนเป็นrufus wainwrightมากกว่า! ชอบจังเวลาที่ดาร์เรนร้องด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องกรีด ไม่ต้องกรี๊ด ไม่ต้องตะเบ็ง เเละก็ดูเป็นพ็อพเเบบอังกฤษอย่างนี้ จาก : น้องเอ - 07/09/2007 20:56 |
|
ข้อความ : The great big disconnect
อารมณ์ต่อเนื่องกับเพลงที่เเล้วเลย เเต่เสียงเคาะจังหวะกับกีต้าร์เข้ามากระตุกสัมปะชัญญะอย่างเเรง อะไรมันจะอังกฤษขนาดนั้น! ถ้าบอกว่าเเนวนี้ดาร์เรนไม่เคยทำมาก่อนจะผิดไหมนี่ เสียงจู้วูตอนท้ายเพลงร้องได้น่าฟังมาก รอฟังตอนเพลงจบนี่เเหละค่ะ Me,myself and I กลิ่นฟังก์เล็กน้อย เเต่โดยรวมเป็นซินธ์เเบบ80ที่ฟังเเล้วไม่เชยเเม้เเต่นิดเดียว ทำไมน้าดาร์ถึงบอกว่าอัลบั้มนี้เป็นวินเทจในเมื่อมีไม่กี่เพลงที่จะย้อนยุคจ๋าอย่างนี้ เเละก็ทำไมนะถึงได้ชอบทำเสียงเเบบนี้ ถึงมันจะให้อารมณ์ดิสโก้ก็เหอะ เเต่รำคาญ! อุตส่าห์หวังใจไม่อยากได้ยินเสียงอย่างนี้อีกเเล้วนอกจากscissor sisterวงเดียว เเต่เอาเหอะนะน้าจ๋า รักเเละเข้าข้างน้าเสมอ The future holds a lion's heart เนื้อเพลงเข้าใจยากจัง ชื่อเพลงก็เข้าใจยาก เเละก็ไม่เข้าใจจริงๆว่าไอ้เสียงเล็กเสียงน้อยจะจบลงเมื่อไหร่ ท่อน It took so long to MEET you ไอ้มี๊ดน้าดาร์ก็มี๊ดได้อย่างกรีดหูจริง เเต่ดนตรีเพราะค่ะ เเอบขัดใจเล็กน้อยตรงไลน์กีตาร์ที่ตั้งใจให้ร็อคเเต่ดั๊น..กลายเป็นบอยเเบนด็ซะงั้น บอยเเบนด์ยุคโบราณเสียด้วย! จาก : น้องเอ - 07/09/2007 21:17 |
|
ข้อความ : The tuning of violins
ชูจักเเร้ส่ายไปตามเพลงจนปวดร้าวไปทั้งสองข้าง ชอบอารมณ์ดีๆในเพลงเเบบนี้จัง ทั้งทำให้ยิ้มได้ ให้กำลังใจเเละก็ให้ความคิดสร้างสรรค์กับคนฟังไปพร้อมๆกัน เพลงนี้เหมือนเป็นจุดเติมเต็มความใฝ่ฝันของน้าที่จะนำเครื่องสายมาใส่คู่กับอิเล็กทรอนิก ตั้งเเต่อัลบั้มสปินเเล้ว เเต่กับเพลงนี้เสียงเครื่องสายชัดเจนเเจ่มเเจ้ง เเจ๋วเเละเจ๋งกว่าในสปินไม่รู้กี่เท่านัก ชอบที่น้าดาร์ร้องคำว่าวินโดว์ เป็นวี..โดว์ น่ารักดี! Neverland สมกับเเต่งงานกับอดีตผู้กำกับละครเวที เพลงนี้มันให้อารมณ์ละครเพลงชัดๆ เเต่เสียงดนตรีเเบ็คกราวนด์อิเล็กทรอนิกที่เคยเด่นกลับไม่เด่นในพลงนี้ ยิ่งทำให้เพลงรกโดยไม่จำเป็นด้วยซ้ำ เเต่ทำนองยืนพื้นน่ารักจัด เสียงร้องจริตจัด เเละก็จบเพลงได้น่าหยิก...จัด ลืมพูดถึงเพลงอะไรไปหว่า ครบหรือยังนี่? จาก : น้องเอ - 07/09/2007 21:39 |
|
ข้อความ : Step into the light
พลาดไปได้ไงเพลงนี้ ตอนที่ปล่อยออกมาเป็นเวอร์ชั่นรีมิกซ์ยังไม่ค่อยถูกหูเอเท่าไหร่เพราะเสียงเเหลมเล็กของน้าเป็นเหตุ เเต่พอมาฟังเวอร์ชั่นปกติก็หลงรักทันทีที่ฟัง ดนตรีให้ความรู้สึกลึกลับเเละเข้ากับตัวคอนเซปต์ของอัลบั้มได้เด่นชัดที่สุด เเม้ว่าจะไม่ใช่เพลงเต้นระบำโฉ่งฉ่างเเต่ก็มีรสนิยมค่ะ จุดเด่นของThis delicate thing we've madeเเน่นอนว่าเป็นเรื่องของดนตรีอิเล็กทรอนิกเเนวทดลองที่ผสมผสานความสนใจหลากหลายของน้าดาร์ไว้ ในเพลงหนึ่งอาจจะพบดนตรีมากกว่าสองเเนวขึ้นไป มีท่อนเเยกเเละก็คอรัสชัดเจน บวกกับการเรียบเรียงที่ดีทำให้ฟังไม่สับสน โดยรวมนั้นติดหูมากกว่าอัลบั้มที่เเล้วค่ะ มีการเอาใจตลาดมากขึ้น เเสดงให้เห็นอิทธิพลของดนตรีฝั่งอังกฤษ ดิสโก้ยุค80 เเละก็ที่ขาดไม่ได้ก็คือเสียงเพราะๆของเจ้าตัวนี่เเหละค่ะ ชอบตรงเนื้อหาด้วยค่ะ เป็นเสน่ห์ของดาร์เรนอย่างเคย คมคายเเละก็ช่างจินตนาการ รวมถึงอารมณ์ขันเล็กๆ น้าดาร์ดูจะให้ความสำคัญกับความทรงจำวัยเด็กของตัวเอง เหมือนเป็นจุดที่ค้นพบเเละปล่อยวางได้ในที่สุด เเทบไม่มีการตัดพ้อใครทั้งสิ้น เเละเห็นได้ชัดว่าน้าเลือกที่จะหันหน้าเข้าหาความสุขมากกว่าจมอยู่กับเดิมๆในอดีตค่ะ ฟังดนตรีของน้าก็รู้เลย ทั้งรื่นเริงสดใสชวนให้ยิ้มขนาดนั้น หลังจากAnimal songก็มาอัลบั้มนี้นี่เเหละค่ะที่ให้บรรยากาศเเบบนั้นอีก น่าเเปลกที่ดนตรีย้อนกลับไปหาเเรงบันดาลใจเก่าๆของตัวเอง ซึ่งน้าทำให้มันเติมเต็มอีกครั้งในอัลบั้มนี้ ฟังเเล้วนึกถึงยุครุ่งเรืองเเรกๆของsavage gardenเเละก็อัลบั้มspinมากเลยทีเดียว This delicate thing we've made ทำให้รู้สึกถึงความตั้งใจเเละก็ทุ่มเท ที่ทำให้ดนตรีออกมาdelicateสมชื่อ หากใครที่ชอบThe tension and the sparkมาฟังเพลงในอัลบั้มนี้ถึงกับต้องดิ้นพราดด้วยความปีติ ค่าที่ตัวเพลงชัดเจนกว่า เก๋กว่า ลูกเล่นบรรเจิดกว่า ผ่านการอัพเกรดอย่างผิดหูผิดตา เเน่นอนว่าน้าดาร์ยังคงได้รับการยอมรับจากเเฟนเหมือนเดิม หรืออาจจะมากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะเป็นศิลปินที่จับไม่ได้ไล่ไม่ทันจริงๆ เดาไม่ออกว่าจะมาไม้ไหน สร้างความเซอร์ไพรส์เเกมชื่นชมได้ตลอด เเละก็พัฒนาตัวเองให้เป็นรูปเเบบใหม่ได้เรื่อยๆ จุดที่น่าเป็นห่วง ก็คือ การไม่มีตัวเเทนจำหน่าย พูดง่ายๆคือไม่มีสังกัดนั่นเเหละค่ะ (หลังจากไปตระเวนมาทั้งสยาม ก็ไม่พบซีดีน้าเลยซักเเผ่นเดียว) ไม่มีเเคมเปญประชาสัมพันธ์ใดๆ ที่ทำให้คนอื่นรู้ว่าน้าออกอัลบั้มใหม่เเล้วนะ! นอกจากเเฟนพันธุ์ดายฮาร์ดอย่างเราๆนี่เเหละค่ะ ถ้ามองในอีกเเง่นึง การที่ดนตรีของน้ามันเเสนจะวาไรตี้ หลากหลายสุดๆชนิดตามใจฉัน เหมือนยำใหญ่อย่างที่บอก เเละกลิ่นศิลปินอื่นตามมาหลอกหลอน ทำให้ในบางเพลงขาดเอกลักษณ์ ฟังเเล้วไม่รู้ว่านี่คือดาร์เรน(ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยดังมากๆในเรื่องของเพลงพ็อพบัลลาดสุดโรเเมนติก ใครจะเชื่อว่าจะมาจับดิสโก้หากิน!) สำหรับคออิเล็กทรอนิก อัลบั้มนี้ก็คงคุ้มสำหรับการติดตาม เเต่สำหรับคนทั่วไป ก็คงมีเปอร์เซนต์สั่งซื้อน้อยพอสมควร เเต่สำหรับเอ ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร หรือเเม้ดาร์เรนจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดเป็นตำนานอิเล็กทรอนิก เอก็ภูมิใจที่ได้รู้จักเพลงของดาร์เรนเเละก็ขอบอกว่า "นี่คืออัลบั้มที่ดีที่สุดของดาร์เรน" ค่ะ จาก : น้องเอ - 09/09/2007 16:04 |
|
ข้อความ : ใครอยากติดตามข่าวสารใหม่ๆของดาร์เรน ไปที่www.arjanwrites.comนะคะ ข่าวคราวอัพเดทจริงๆเว็บนี้ จาก : น้องเอ - 09/09/2007 16:18 |
|
ข้อความ : ขอบคุณน้องเอมากๆเลยค่ะสำหรับรีวิว : D
ตอนนี้พี่เองก็ได้ที่โหลดละ 55 แต่แอบอยากได้อัลบัมจริงๆเหมือนกันนะนี่ เมื่อกี้คุยกับ Lamia ว่าไม่รู้ร้านป้าโดเรมีจะมีรึเปล่า แต่สงสัยจะไม่มีนะเนี่ยเท่าที่อ่านดู ตูนเองจ้า จาก : B l u e F a i r y - 20/09/2007 01:08 |
|
ข้อความ : ชอบเพลง Me Mysely And (i) จาก : gik - 25/12/2007 18:28 |
|
ข้อความ : ชอบ Who would have thought เหมือนกัน
ฟังแล้วนึกย้อมกลับไปในสมัยSGอ่ะ จาก : แหมว - 06/01/2008 19:56 |
