![]() |
|
หัวข้อ : เปลวสีเงิน : กิ่งทอง-ใบหยกเหนือซากปฏิวัติทราม ข้อความ :
ก็ต้องขอบันทึก "ย้อนความทรงจำ" มาตอกย้ำด้วย "ปรากฏการณ์วันนี้" ให้เป็นที่ "สะใจ" ทั่วกันว่า จาก ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่ผู้บัญชาการทหารบก "พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน" ปฏิวัติ-ยึดอำนาจการปกครองรัฐบาล "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" จนมาถึง ๑๙ มกราคม ๒๕๕๑ ก็เป็นเวลา ๑๖ เดือนพอดี พอดี-ที่คนไม่มีอำนาจกองทัพ คนที่ถูกยึดอำนาจบริหารรัฐอย่าง "พ.ต.ท.ทักษิณ" ซึ่งกระทั่งตัวเขาเองก็ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ด้วยซ้ำ แต่สามารถบัญชาการทัพประชาชนผ่านสนามเลือกตั้งด้วย "มือที่ว่างอำนาจ" ข้ามประเทศ เพียงแค่กระดิกนิ้ว ก็สามารถยึดอำนาจบริหารรัฐกลับไปเป็นของเขาได้อีกอย่างง่ายดาย! ๑๔.๐๐ น.วันที่ ๑๙ มค.๕๑ นายสมัคร สุนทรเวช "นอมินีทักษิณ" ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน นำอีก ๕ พรรค ประกอบด้วย ชาติไทย เพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนา มัชฌิมาธิปไตย และประชาราช เปิดตัวที่โรงแรมสุโขทัย ประกาศจัดตั้งรัฐบาลผสม ๖ พรรค ๓๑๕ เสียง! ในทันทีที่ประกาศตั้ง "รัฐบาลนอมินีทักษิณ" นั่นก็เป็นที่รับรู้กันไปทั้งโลกว่า เกม "ยึดอำนาจประเทศไทย" จบแล้ว... โดย..ทักษิณ... ชนะแล้ว! ถ้าผมเป็นพลเอกสนธิ-หัวหน้าคณะปฏิวัติ หรือเป็นพลเอกสุรยุทธ์-หัวหน้ารัฐบาลคณะปฏิวัติ เมื่อพ่ายในเกมอำนาจที่มีอนาคตบ้านเมืองเป็นเกียรติยศแห่งเดิมพันเช่นนี้... อยู่ไป ก็..ไร้ค่า! อาจนึกว่า ผมพูดจารุนแรง ด้วยเสียดแทงจิตใจใต้สำนึกกันมากไป..? แต่ผมขอบอกว่า..น้อยไปด้วยซ้ำ! เพราะผมยังจำถึง "แถลงการณ์ ฉบับที่ ๑" อันเป็นทั้งสัตย์ปฏิญาณต่อชาติ และเป็นทั้งประกาศิตเหล่าทัพต่อประชาชนให้เข้าใจในเหตุต้องปฏิวัติเมื่อวันที่ ๑๙ กันยา.ได้ดี แต่ท่านผู้บัญชาการเหล่าทัพ และท่านผู้ครองอำนาจเผด็จการทหารบริหารรัฐ อาจเลือนไป ฉะนั้น ผมจะนำมาเตือนความจำให้อีกครั้ง ดังนี้ แถลงการณ์ ฉบับที่ ๑ เรื่องประกาศยึดอำนาจ ด้วยเป็นที่ปรากฏแน่ชัดว่า การบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลรักษาการปัจจุบันได้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งแบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของชนในชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังเอาชนะด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ และมีแนวโน้มนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยประชาชนส่วนใหญ่เคลือบแคลง สงสัยการบริหารราชการแผ่นดิน อันส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง หน่วยงาน องค์กรอิสระถูกครอบงำทางการเมือง ไม่สามารถสนองตอบเจตนารมณ์ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเกิดปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ตลอดจนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยอยู่บ่อยครั้ง แม้หลายภาคส่วนของสังคมจะได้พยายามประนีประนอม คลี่คลายสถานการณ์มาโดยต่อเนื่องแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งยุติลงได้ ดังนั้น คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงมีความจำเป็นต้องยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขอยืนยันว่า ไม่มีเจตนาเข้ามาเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินเสียเอง แต่จะได้คืนอำนาจการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขกลับคืนสู่ปวงชนชาวไทยโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขและความมั่นคงของชาติ รวมทั้งเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพยิ่งของปวงชนชาวไทยทุกคน ประกาศ ณ วันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ เวลา ๒๓.๕๐ น. พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ครับ..แล้ววันนี้ รัฐบาลชุดที่ท่านปฏิวัติก็กลับมาด้วยเนื้อหาเดิม ท่ามกลางบาดแผลสังคมตามที่กล่าวอ้างเป็นเหตุปฏิวัติยังเปิดอ้า ผ่านไปปีกว่า แต่ก็ไม่ได้รับการเยียวยาด้วยพิสูจน์ให้เห็นชัด ดังที่ประกาศิตเป็นสัตย์ปฏิญาณไว้เลย การที่อำนาจเก่าคืนกลับตามกลไกประชาธิปไตยว่าด้วยการเลือกตั้งนั้น ไม่มีใครตำหนิท่าน เพราะเป็นปลายเหตุ แต่ต้นเหตุ-ก่อนจะมีผลสรุปเช่นนี้ เป็นหน้าที่พวกท่านต้อง "สร้างสรรค์" ความเข้าใจที่ถูกต้องให้ประชาชนเพื่อดุลยพินิจ "ด้วยตาสว่าง" มิใช่หรือ? การที่มีวันสถาปนา "รัฐบาลนอมินีทักษิณ" เกิดขึ้น เป็นนัยบ่งบอก ที่ปฏิวัติกันมา..ไร้ค่า ไร้ราคา และสูญเปล่า! ตั้ง ๑๖ เดือน ไม่สามารถใช้อำนาจปลายกระบอกปืนรถถังสร้างศรัทธา แม้กระทั่งความเชื่อที่ว่า "ธรรมะย่อมชนะอธรรม" ได้เลย ซ้ำมันเป็นการเอา "เผด็จการทหาร" ไปแลกกับ "ประชาธิปไตยฉ้อฉล" เหมือน "ดำกินดำ" อนาคตชาติบ้านเมืองก็มีแต่ชอกช้ำ และดำมืดหนักขึ้น! และที่สำคัญ..มีอำนาจ มีเงิน มีกองทัพ มีตำรวจ มีข้าราชการ มีสภา เรียกว่ามีทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็น "กลไกรัฐ" อยู่ในกำมือ แต่ขาดความจริงใจ และความกล้าที่เรียกว่า "น้ำยา" หรือไฉน? จึงไม่สามารถขับเคลื่อนกระบวนการใต้อำนาจไปพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นเป็นรูปธรรมชัดๆ ได้ว่า "รัฐบาลทักษิณ" ที่ว่าชั่วร้าย ๔-๕ ประการตามคำประกาศยึดอำนาจ นั้น ด้วยสัจจะและใจซื่อของคณะเผด็จการทหาร สามารถสกัดกั้น "ขบวนการชั่วร้าย" ไม่ให้ได้รับการเชิดชูจากสังคมกลับเข้ามาขย่มชาติบ้านเมืองได้อีกอย่างไรบ้าง? ถึงขณะนี้ สังคมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ระหว่างทำบุญกับพระ กับ การสวามิภักดิ์ทักษิณ อย่างไหนจะได้บุญ และมีอานิสงส์ตอบสนองทันตาเห็นมากกว่ากัน? ดูซี..คนกราบไหว้บูชาทักษิณ บุญมา-วาสนาส่ง ได้กินสำรับ สะพรึบ..สะพรับ ขึ้นนั่งเมืองกันพร้อมหน้า..เห็นมั้ย? ส่วนคนที่ยึดความซื่อ ถือความสัตย์เป็นที่ตั้ง บ้างก็ตระเวนทำบุญไหว้พระ ๙ วัด ได้แต่นั่งกระจ๋องหง่อง บุญยังไม่มา วาสนายังไม่ส่ง นอนโลงเมื่อไหร่ ก็อาจจะได้หรีด..ซักพวง-สองพวง! รัฐบาลผสม ๖ พรรคนั้น พูดกันตรงๆ ก็คือ "รัฐบาลไทยรักไทย" เดิมนั่นเอง เพราะ ๕ พรรค คือ พลังประชาชน เพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยฯ มัชฌิมาธิปไตย และประชาราช ก็ "ไทยรักไทย" ที่แยกกันไป แล้วมารวมกันใหม่ในรูปลักษณ์ตบตา "พลังประชาชน-นอมินีทักษิณ" ยกเว้น "ชาติไทย" ที่ผสมเข้ามาใหม่เพียงพรรคเดียว! วันนี้-๒๑ มกราคม ๒๕๕๑ การเปิดประชุม "สภาผู้แทนราษฎร" นัดปฐมฤกษ์ก็เริ่มขึ้นแล้ว และพรุ่งนี้ ก็จะถึงวาระ "คัดเลือกตัวประธานรัฐสภา" และรองประธาน "นายยงยุทธ ติยะไพรัช" ได้รับการวางตัวในตำแหน่ง "ประมุขสถาบันอำนาจนิติบัญญัติ" อันเป็นสถาบันสูงสุด ๑ ใน ๓ ของชาติ มันเป็นการสื่อความหมายด้วยจงใจ หวังหยามเย้ย และท้าทายใคร-อะไร หรือไม่? ผมไม่ได้เป็นสมาชิกสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ไม่มีโอกาสได้ยืนเอามือกุมเป้าแล้วเอ่ย "ท่านประธานที่เคารพ" จึงไม่จำเป็นต้องตอบ และผมก็ไม่ใช่ ๕ เสือ กกต.จึงตอบไม่ได้ว่า ถ้าให้นายยงยุทธเป็นประธานรัฐสภาจริงละก็ เป็นการส่งสัญญาณ "กดดัน-ลองดี" อะไรหรือไม่? เพราะนายยงยุทธตอนนี้เป็นแค่ "ส.ส.สีเทา" เนื่องจากยังมี คดีอยู่ระหว่างที่ต้องพิจารณา "เหลือง-แดง" ที่ กกต. สมมุติว่า กกต.ให้ใบแดงขึ้นมา ปัญหา "รัฐสภาหัวขาด" จะเกิดขึ้นทันที! หรือว่า การฝ่า "ไฟเหลือง-ไฟแดง" ตั้งนายยงยุทธอันเป็นบุคคลที่ยังมีปัญหา เป็นการส่งสัญญาณว่า พลังประชาชนคุยกับ กกต.ภายใน..ไร้ปัญหาไปแล้ว!? ผมไม่ได้รังเกียจ หรือต่อต้านการขึ้นเป็นประมุขสถาบันอำนาจสูงสุด ๑ ใน ๓ ของประเทศของนายยงยุทธ แต่อยากจะบอกว่า ตำแหน่งนี้เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนเลือกแล้ว ต้องนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นประธานรัฐสภาอีกทีหนึ่ง จึงจะเป็นประธานรัฐสภาที่สมบูรณ์ และปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติได้ นายยงยุทธ ณ ขณะนี้ ถือว่าเป็นผู้ต้องมลทิน ฉะนั้น การนำชื่อผู้ที่ยังไม่ผ่านกระบวนการซักฟอกจนสะอาด-บริสุทธิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เหมาะสมหรือไม่ สมควรหรือไม่? ฝากให้เหล่าสูเจ้า..ใช้ดุลยพินิจ! สังคมประเทศเวลานี้ ดูเหมือนไม่สนใจแล้วว่า ใครจะมาเป็นอะไร ต้องการเพียงให้มีรัฐบาลประชาธิปไตย "ผ่านพิธีกรรม" ไปไวๆ เท่านั้น ด้วยหวังเป็นบรรยากาศที่เอื้อการทำมาหากิน ฉะนั้น นายสมัครเป็นประมุขฝ่ายบริหาร นายยงยุทธเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ชัดแล้วว่า นี่คือ.. "กิ่งทอง-ใบหยก" ประดับไทย! (ไทยโพสต์ 21 ม.ค.51) http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=21/Jan/2551&news_id=153401&cat_id=200 จาก : คนเก็บข่าว - 21/01/2008 20:38 |
|
ข้อความ : ความชุ่ย ของ กกต.เท่านั้น ที่เป็นเหตุ จริงๆแล้ว คนที่ยังมีปัญหาอยู่ยังปล่อยไปได้ แสดงถึงความอ่อนหัดของ กกต.ทำท่าขึงขังเอาจริง ที่แท้ บ่มีท่า หงายหมา เอ แบบนี้ น่าจับ กกต.เข้าคุก เหมือนสามหนาดีไหม หรือว่าเงินมันซื้อได้ แม้เกียรติยศ ของ กกต. ไม่ได้มีฝีมือเลย ยังมีอีกหลายอย่างนะที่ พลังประชาชน หยามและเย้ย กฏหมาย ไม่เห็นมีหมาไหน ทำอะไรเขา สงสารแต่ในหลวง ท่านคงหนักพระทัย กับ กงล้อการเมืองไทย ที่เวียนมาที่เก่า ซ้ำถ้าจะหนักกว่าเก่า ขอแบบปากีได้ไหม ปากี ปากี ปากี จาก : kant@hotmail.com - 22/01/2008 10:45 |