![]() |
|
หัวข้อ : 'สนธิ'คิดผิดไม่เป็นนายกฯ เปิดเบื้องหลัง-รัฐประหาร บทสรุปความล้มเหลว ทหารพี่-น้องแตกทัพ ข้อความ : โดย บ้านเมืองออนไลน์ เมื่อเวลา 8:30:00 วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2551 'สนธิ'คิดผิดไม่เป็นนายกฯ เปิดเบื้องหลัง-รัฐประหาร บทสรุปความล้มเหลว ทหารพี่-น้องแตกทัพ เปิดหนังสือเบื้องหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.49 สนธิ ยอมรับวางแผนกับ บิ๊กป๊อก แค่ 2 คน พร้อมลูกน้องรวม 8 คน ใช้บ้านเกษะโกมลเป็นกองบัญชาการทำงานใหญ่เพื่อชาติ ระบุ สพรั่ง แค่ขนทหารมาตามสั่ง ยืนยันคิดถูกปฏิวัติ แต่คิดผิดไม่เป็นนายกฯ เอง หลั่งน้ำตาให้รุ่นพี่ สุรยุทธ์ ตั้งแล้ว-ไม่กล้าสั่งงาน ทิ้งบทสรุปรัฐประหารล้มเหลว ปล่อยอำนาจเก่าคืนชีพ ขณะที่ คมช.แตกแยกกันเอง-ต่างหนีตายพัลวัน และอาจมีรัฐประหารภาคต่อไป การปฏิวัติ 19 ก.ย.49 ถือว่าล้มเหลวและพ่ายแพ้ เพราะไม่เพียงแค่กลุ่มอำนาจเก่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกโค่นล้มอำนาจจะชนะเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.50 แล้วกลับมาอยู่เบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาล แต่ยังส่งผลให้คณะทหารที่ก่อการปฏิวัติ ในนามคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แตกแยกกันเองด้วย แม้แต่ระหว่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. และอดีตประธาน คมช. กับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ของพี่น้องรบพิเศษที่แสนยาวนาน ระหว่าง พล.อ.สนธิ กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ของรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ ต้องขาดสะบั้นลงไปด้วย ที่ทำให้ พล.อ.สนธิ เกือบต้องหลั่งน้ำตา หนังสือ ลับ ลวง พราง ปฏิวัติปราสาททราย-คัมภีร์ปฏิวัติ เบื้องหลัง 19 ก.ย.49 กำเนิด-อวสาน คมช. ของนักข่าวสายทหาร หนังสือพิมพ์ บางกอก โพสต์ วาสนา นาน่วม โดยสำนักพิมพ์มติชน ที่ใช้เวลาเก็บข้อมูลและเขียนนานกว่า 1 ปี ที่กำลังถูกมองว่าอาจจะกลายเป็นคู่มือเช็คบิล คมช. พร้อมกันนั้นก็เป็นคัมภีร์ปฏิวัติอีกด้วย พล.อ.สนธิ ได้เปิดใจในหนังสือเล่มนี้ถึงเบื้องหลังการปฏิวัติ ว่า นอกจากเพื่อยุติการปะทะนองเลือดของม็อบทั้งฝ่ายสนับสนุนและต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ยังเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกพาดพิง พร้อมยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เป็นคนตั้งเขาเป็น ผบ.ทบ. จึงไม่มีเรื่องหนี้บุญคุณใดๆ คนที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร เป็นนักธุรกิจ ที่ความคิดก็อยู่แต่ในเรื่องพวกนี้เป็นหลัก แนวคิดในการบริหารประเทศ การทำธุรกิจ บางอย่างคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนการทำธุรกิจ ทำเรื่องนอกกาย แต่การบริหารประเทศ ต้องทั้งนอกและในกาย ทั้งกายและใจ การบริหารประเทศ องค์ประกอบของเรา ประชาชน และประเทศชาติ พล.อ.สนธิ กล่าว ถ้าผมไม่ปฏิวัติก็ยังไม่รู้เลยว่าวันนี้ชาติบ้านเมือง และสถาบันของเราจะเป็นอย่างไร จะยังมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่หรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าว พล.อ.สนธิ ระบุว่า การวางแผนปฏิวัตินั้น คิดกันกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่เวลานั้นเป็นแม่ทัพภาค 1 แค่ 2 คนเท่านั้น ส่วน พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร แม่ทัพภาค 3 ในเวลานั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย เพราะไม่ได้ร่วมวางแผน แล้วตนโทร.ไปบอกให้เอากำลังเข้ามากรุงเทพฯ ก็วันที่ 19 ก.ย. แล้วทุกอย่างก็เรียบร้อยสำเร็จก่อนแล้ว ผมกับป๊อก คิดกันแค่ 2 คนเท่านั้น พล.อ.สนธิ กล่าว แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเปิดเผยบทบาทของ พล.อ.สพรั่ง ว่า แม้จะไม่ได้ร่วมวางแผนเรื่องการใช้กำลังในการปฏิวัติ แต่ทว่าก็เป็นผู้กรุยทางปูกระแสปฏิวัติ ด้วยการหาฝ่ายสนับสนุนการปฏิวัติ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และการทำสงครามน้ำลายกับรัฐบาลมาตลอด รวมถึงการเตรียมกำลังพร้อมปฏิวัติ ที่ทำให้เพื่อนทหาร ตท.10 ในกองทัพภาค 3 แอบรายงานให้ พ.ต.ท.ทักษิณ รู้ ก่อนที่จะนำมาซึ่งการปฏิวัติในอีก 7 เดือนต่อมา ผู้เขียน ระบุว่า การรวมตัวกันของ คปค. เริ่มจากความไม่เป็นเอกภาพ เพราะเมื่อวางแผนเฉพาะใน ทบ. ก็ทำให้ ผบ.เหล่าทัพ คนอื่นที่แม้จะเป็นเพื่อน ตท.6 ของ พล.อ.สนธิ เพิ่งจะได้รับเชิญหลังจากการยึดอำนาจสำเร็จแล้ว เพราะ พล.อ.สนธิ ต้องเก็บเป็นความลับ ท่ามกลางข่าวลือการปฏิวัติที่ส่งผลให้สำเร็จได้ง่าย เพราะไม่มีใครคิดว่าจะทำจริง เพราะ ผบ.เหล่าทัพ ล้วนเป็นคนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่งตั้งมาทั้งสิ้น แต่ด้วยเหตุนี้ พล.อ.สนธิ จึงไม่แพร่งพรายแผนปฏิวัติให้ผบ.เหล่าทัพ อื่นรู้ก่อน เพราะเพิ่งถึง พล.อ.วินัย มาร่วมในวันสุดท้ายก่อนปฏิวัติ จากนั้นก็โทร.แจ้ง พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. ที่ก็เกือบจะไปที่ทำเนียบและ บก.ต้านปฏิวัติ ที่ บก.สส.แล้ว ต่อมาก็โทร.แจ้ง พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร.ที่อยู่สัตหีบ ให้เร่งกลับมาเพื่อเข้าเฝ้าฯ ในเที่ยงคืนวันนั้น ส่วน พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. แค่รับทราบแต่ไม่มาร่วมด้วย จนวันรุ่งขึ้น และเชิญ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผบ.สส. ในเวลานั้น มาร่วมเป็นคนสุดท้าย หลังจากที่ พล.อ.เรืองโรจน์ ตั้ง บก.ต้านปฏิวัติ รวบรวมเพื่อน ตท.10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำรัฐบาลต่อสู้ ขณะที่ผู้เขียนรายงานว่า คณะปฏิวัติใช้บ้านเกษะโกมลเป็นที่วางแผนปฏิวัติ ตั้งแต่วันที่ 16-18 ก.ย. ที่มีแกนนำ 7-8 คน ที่เข้าร่วมประชุมหารือกันทุกวัน คือ พล.อ.สนธิ พล.อ.อนุพงษ์ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาค 1 ที่เวลานั้นเป็นรองแม่ทัพภาค 1 พ.อ.ภูมิพัฒน์ จันทร์สว่าง พ.อ.ธงชัย รอดย้อย นายทหารฝ่ายเสนาธิการของ พล.อ.สนธิ และนายทหารยศพันเอก ระดับผู้บังคับการกรมรบพิเศษ มือขวา พล.อ.สนธิ และ ทหารยศพันโท ผู้บังคับกองพันปฏิวัติ ลูกน้องของ พล.อ.อนุพงษ์ โดยมี พล.อ.วินัย เข้ามาร่วมด้วย ในวันที่ 18 ก.ย. แต่อย่างไรก็ตาม พล.อ.สนธิ ปฏิเสธว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ แต่ยอมรับว่าตั้งแต่ก่อนปฏิวัติได้มีการเข้าพบ พล.อ.เปรม เรื่อยมาสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นอย่างน้อย เพื่อเล่าสถานการณ์ต่างๆ ให้ฟัง ผู้เขียนได้ยืนยันถึงการมีอยู่ของ บก.ต้านปฏิวัติ ที่เกิดจากคำสั่งข้ามทวีปของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ตั้ง พล.อ.เริ่องโรจน์ มหาศรานนท์ ผบ.สส. เป็นผู้ดูแลสถานการณ์ โดยมีแกนนำรัฐบาล ทั้ง พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกฯ และ รมว.ยุติธรรม น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รองเลขานายกฯ และ นายเนวิน ชิดชอบ เข้าไปร่วมบัญชาการติดต่อรับคำสั่งจาก พ.ต.ท.ทักษิณ จากสหรัฐอเมริกา และพยายามจะยุยงให้ พล.อ.เรืองโรจน์ สู้ จน พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. ที่เป็นรอง ผบ.สส.ในเวลานั้น และเป็นเพื่อน ตท.6 ของ พล.อ.สนธิ เกลี้ยกล่อม และต่อสายให้คุยกับ พล.อ.สนธิ ก่อนที่จะชวนกันเข้าวัง จน พล.อ.เรืองโรจน์ ไม่คิดต่อสู้ ที่เป็นเพราะเสียเปรียบแล้ว จึงมุ่งเข้าวัง แต่ก็ไม่ทัน เพราะ พล.อ.สนธิ ผบ.เหล่าทัพ เข้าเฝ้าฯ ก่อนแล้ว ถ้าผมจะสู้ก็ไม่รู้ว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ แต่ผมก็คงเอาชนะได้ไม่ยากหรอก เพราะกำลังของผมก็มี โดยเฉพาะของ เพื่อนนายกฯ ทักษิณ แล้วที่สำคัญเป็นทหารกรุงเทพฯ ทั้งนั้น ส่วนพวกทหารของฝ่ายปฏิวัติมาจากต่างจังหวัด ทหารบ้านนอกทั้งนั้น จะมาสู้อะไรทหารในกรุงได้ในเรื่องปฏิวัติ แต่ผมไม่อยากให้ต้องมีการนองเลือด เพราะคนที่ตาย มันไม่ใช่พวกผู้ใหญ่หรอก แต่เป็นพวกทหารข้างล่าง แล้วก็เป็นทหารด้วยกัน จะมาสู้กันเองทำไม ผมถึงยอมให้ แต่ไม่ใช่ยอมแพ้ พล.อ.เรืองโรจน์ ระบุ ในหนังสือตอนหนึ่งมีการระบุว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจนั้นมี 9 คน แต่ไม่เปิดเผยชื่อ แต่ทว่าค่อยๆ ปรากฏตัวออกมาทีละคนๆ ไปแล้ว ทั้งยังมีบทบาทของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.รมน. ที่เคยถูกต้องสงสัยในคดีคาร์บอมบ์ ที่ยอมรับว่าเข้าไปช่วยที่ บก.ปฏิวัติ ที่ บก.ทบ.ในคืนนั้นด้วยและเป็นที่ปรึกษาให้ พล.อ.สนธิ มาตลอด คนที่อยู่เบื้องหลังมีหลายคน ถ้าเปิดเผยออกมาก็ร้องอ๋อกันทั้งนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเปิดเผย พล.อ.พัลลภ กล่าว นอกจากนี้ผู้เขียนยังเปิดเผยบทบาทของ อ.วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหร คมช.ว่า เป็นที่ปรึกษาด้านโหราศาสตร์ของการปฏิวัติ 19 ก.ย. ในฐานะที่ปรึกษาของ พล.อ.สนธิ โดยอาจารย์วารินทร์ เป็นคนทำนายทายทักว่า พล.อ.สนธิ เป็นทหารเอกของพระเจ้าตากสินที่ต้องกู้ชาติ และเป็นคนให้คำแนะนำว่า พล.อ.สนธิ ต้องปฏิวัติ และตรวจดวงชะตาว่าสำเร็จแน่นอน ที่ทำให้ พล.อ.สนธิ เกิดความมั่นใจ เพราะโดยส่วนตัว พล.อ.สนธิ ศรัทธาอาจารย์วารินทร์ ที่ทำนายอนาคตของตนเองแม่นยำมาตลอด แต่ที่ พล.อ.สนธิ ไม่เชื่อตามคำของ อ.วารินทร์ คือ แนะนำให้เป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง นอกจากนี้ ยังระบุว่าผลพวงของการปฏิวัติ กลับทำให้ คมช.แตกร้าวกันเองมาตลอด จนมาถึงหลังศึกการชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. ที่ทำให้ พล.อ.สนธิ และ พล.อ.สพรั่ง ขัดแย้งอย่างรุนแรง จน พล.อ.สพรั่ง ระบุว่า ตนกับ พล.อ.สนธิ นั้น อยู่กันคนละโลก แล้ว และยังทำให้ พล.อ.สพรั่ง กับ พล.อ.อนุพงษ์ ก็ไม่มองหน้ากัน ที่ยิ่งกว่านั้น เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ขั้วอำนาจเปลี่ยนหลังการเลือกตั้ง และกลุ่มอำนาจเก่ากลับมายึดอำนาจรัฐคืน บรรดาแกนนำ คมช. ต่างก็พากันแยกย้ายกันเอาตัวรอด เพราะกลัวการถูกเช็คบิล ภายใต้ข้ออ้างที่เรียกว่า สมานฉันท์ หรือ ฮั้ว เพื่อชาติ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นคีย์แมนสำคัญที่ทำให้การปฏิวัติสำเร็จราบรื่น เสี่ยงชีวิตด้วยกันมา แต่ที่สุดก็กลับขัดแย้งกับ พล.อ.สนธิ เพราะเขาเชื่อว่า พล.อ.สนธิ ไม่ได้เสนอเขาเป็น ผบ.ทบ. และไม่ยอมแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ ที่ พล.อ.อนุพงษ์ ต้องการ อีกทั้งต่อมา จุดยืนของทั้งคู่ต่างกัน พล.อ.อนุพงษ์ อาศัยสายสัมพันธ์เพื่อน ตท.10 สมานฉันท์ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่ พล.อ.สนธิ แสร้งลับ ลวง พราง อีกครั้ง ด้วยการยอมโทร.คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณที่ทำให้ถูกด่าอย่างหนัก แต่ก็เพื่อทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มอำนาจเก่าตายใจ เพราะ พล.อ.สนธิ ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่เงียบๆ พร้อมกับเกรงความไม่ปลอดภัย จึงย้ายไปอยู่บ้านพัก ทบ.ใน ร.11 รอ. และอาจกลับมาเล่นการเมือง โดยมีพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่เขาร่วมก่อตั้ง และช่วยเหลือให้ทหารช่วยเลือกตั้งมารองรับ ผู้เขียน ระบุในหนังสือด้วยว่า พล.อ.สนธิ ยังภูมิใจในการปฏิวัติครั้งนี้ ที่ประชาชนให้การยอมรับ โดยวัดจากที่ประชาชนเอาของดีๆ อย่าง แบรนด์ซุปไก่ หรือแบรนด์รังนกมาให้ทหาร อีกทั้งได้ใช้กลยุทธ์ทางทหารภายในตัวเองที่สั่งสมมานาน ทั้ง เหมา เจ๋อ ตุง ซุนวู และตำรา CIA, KGB และ สามก๊ก ในการวางแผนปฏิวัติ อันนำมาซึ่งการ ลับ ลวง พราง ที่ยอมรับว่า มันได้กลายเป็นนิสัยของเขาไปแล้ว ผู้เขียน ระบุด้วยว่า หลังการปฏิวัติสำเร็จ คมช.ได้มีการแจกโบนัสนายทหาร ผบ.หน่วยคุมกำลัง ที่เหนื่อยและเสี่ยงชีวิตด้วยกันมา ทั้งในการแต่งตั้งโยกย้ายเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง และการให้ ทิป หน่วยละ 1 ล้านบาท เป็นอย่างต่ำ ผู้เขียนเขียนถึงบทบาทของ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกลาโหม ว่าเป็นขงเบ้งแห่ง คมช. และเป็นมันสมองของ พล.อ.สนธิ อยู่เบื้องหลังความเคลื่อนไหวต่างๆ ทางการเมือง และบทบาทของ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาค 1 ทหารเสือราชินี ในฐานะทายาทอำนาจของ คมช.ว่าที่ ผบ.ทบ.ในอนาคต อีกด้วย ความในใจ พล.อ.สนธิ แม้รู้ว่าผลของการปฏิวัติจะเป็นเช่นวันนี้ แต่ พล.อ.สนธิ ก็ไม่เสียใจ เพราะอย่างน้อยก็ทำให้รัฐบาลและผู้นำประเทศไม่กล้าที่จะทำอะไรที่ประชาชนไม่ยอมรับอีก และยืนยันจะต้องปฏิวัติ แต่หากให้ย้อนเวลาได้ เขาจะทบทวนเรื่องการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ และอาจจะเป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง แม้จะเข้าใจสภาพของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ไม่ใช่ superman ดีก็ตาม แต่ก็ผิดหวัง ที่เป็นเพราะตนเองไม่กล้าจะสั่งอะไร พล.อ.สุรยุทธ์ ซึ่งเป็นรุ่นพี่รบพิเศษ และเป็นอดีตผู้บังคับบัญชา สั่งไม่ได้ ไม่ทำตามเรา เราก็ยอม เพราะเราไม่สามารถเป็นเหมือนคณะปฏิวัติทั่วไป ไม่อยากให้มองเราไม่ดี เป็นเผด็จการ ทำให้เราไม่ได้ใช้อำนาจอย่างเต็มที่ พล.อ.สนธิ กล่าว เมื่อถูกถามว่า ถือว่าการเลือกนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลผิดพลาดหรือเปล่า นั่นน่ะซิ แต่จะว่าผิดพลาดก็ไม่ได้นะ เพราะตอนเราเลือกประชาชนก็ยอมรับตอนแรก ประชาชนยี้ไหม ไม่ยี้ ดีใจไหม ดีใจ พอใจทุกอย่างดีหมด ถือว่าถูกแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะบริหารจัดการกันภายในให้ออกมาในแนวทางที่ประชาชนต้องการ ดังนั้นก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาล แต่หากถามถึงความคาดหวังที่มีต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ พล.อ.สนธิ บอกว่า ก็เหมือนประชาชน คิดยังไงต้องไปถามประชาชน ผมไม่อยากวิจารณ์ ไม่อยากให้กระทบความเป็นพี่น้อง แต่ผมก็คงจะพูดได้บ้าง เพราะถึงเวลาแล้ว มีคนพูดนะว่า รัฐบาลนี้น่ะ คอรัปชั่นเวลา พล.อ.สนธิ ครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ระคนด้วยความผิดหวังนี้ ออกมา ก่อนที่จะนิ่งเงียบไปนาน ราวกับมีอะไรมาจุกที่ลำคอ พร้อมขอบตาที่เริ่มแดง อยากจะพูดว่า ถ้ารัฐบาลไม่อยากมาบริหาร แล้วเข้ามาบริหารแล้ว บอกว่าไม่อยากรับ บ้านเมืองก็เป็นอย่างนี้ ถ้านายกฯ เห็นว่าลำบากไม่อยากรับ ก็อย่ารับ แต่ถ้ารับแล้ว มาเพื่อเซฟตัวก็ไม่น่าจะ มันต้องอีกรูปแบบหนึ่ง ปัญหามาถึงตรงนี้ ต้องดูว่ามันเกิดจากอะไรกันจริงๆ พล.อ.สนธิ ระบายความในใจที่มีต่อพี่แอ้ด พล.อ.สนธิ กล่าวอีกว่า เมื่อเข้ามาบริหารประเทศแล้ว ทำไมประชาชนไม่รักรัฐบาล นี่ไง ถ้าเผื่อผมเป็นปุ๊บ ประชาชนต้องรักรัฐบาล ทำยังไงให้คนรักเรา ฉะนั้นนโยบายของกองทัพ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน ที่เขาทำกันไว้หยิบขึ้นมาใช้ใหม่ ประชาชนกับกองทัพต้องเป็นหนึ่งเดียว ทำยังไงให้ประชาชนรักกองทัพ แล้วกองทัพเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนรักกองทัพ เอากองทัพไปเกี่ยวข้อง ในช่วงเวลา 1 ปีของการเปลี่ยนถ่ายรัฐบาล ทำไมจะทำไม่ได้ ทำได้ การจะทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดี แม้จะต้องใช้เวลา แต่บางอย่างช่วงเวลาสั้นๆ ก็ทำได้ อะไรควรทำ เช่น จะเลือกตั้ง 23 ธ.ค. แต่กลับไปขึ้นราคาทางด่วน ขึ้นราคาสินค้า แต่ยุคทักษิณเขามีกุศโลบายในการทำ แม้แต่การขึ้นราคาน้ำมัน ก็เอากองทุนอั้นเอาไว้เพื่อหาเสียง ท่านจะมองว่า จะถึง 23 เมื่อไหร่ มันก็คงไม่ใช่ เพราะเรามีภารกิจ 4 อย่าง คมช.มอบ 4 อย่าง ให้รัฐบาลไปกำกับดูแลองค์กรอิสระ ด้วยซ้ำไป มันเป็นหน้าที่ของผู้บริหารประเทศ คมช. มันเหมือนเป็นเงา บ่มิไก๊ ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว พล.อ.สนธิ กล่าวถึง พล.อ.สุรยุทธ์ ถ้าย้อนเวลาได้ 1.ผมก็จะปฏิวัติตามเดิมแน่นอน เพราะสถานการณ์มันจำเป็น แต่ 2.ผมจะเป็นนายกรัฐมนตรีเอง หรือหาคนใหม่ ตอนนั้นไม่ได้นึก นึกไม่ออก เห็นแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ คนเดียว พูดถึงเป็นนายกฯ เองเลยดีกว่า ไหนๆ จะโดนด่าคนเดียวอยู่แล้ว พล.อ.สนธิ เผยความรู้สึกจากห้วงลึก แม้จะมีบทเรียนจาก พล.อ.สุจินดา คราประยูร จากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 แล้ว เพราะประชาชนอาจลุกฮือต่อต้าน แต่ พล.อ.สนธิ กลับมีความมั่นใจ ยืนยันวันนั้น ถ้าเผื่อเราเป็นคงไม่ใช่อย่างนี้ เพราะเราทำจริงๆ เราทำเพื่อประชาชนเราไม่มีอะไรเป็นนัย ไม่เป็นไร เรามีวิธีการแก้ เรามีเหตุมีผล เวลาผมพูดกับคน คนฟังแล้วเข้าใจ ไม่ใช่พูดไปน้ำท่วมทุ่ง ไม่รู้อะไรเลย มีความจำเป็นอย่างไร ทำไมจำเป็นต้องทำ แต่ละเหตุแต่ละเรื่องมันมีเหตุผลในตัวของมัน ถ้าเรามีเหตุผล รับรองประชาชนฟัง ก็เข้าใจเหตุการณ์ตรงนั้นมันเกิด หากการบริหารอ่อนปั๊บ มันก็จะเกิดกระแสต้าน แต่หากบริหารโดยใช้ประชาชนมามีส่วนร่วม รับรองจะไม่เกิดอะไรเลย พล.อ.สนธิ กล่าว บทเรียน คมช. ขณะที่ผู้เขียนได้สรุปบทเรียนของการปฏิวัติของ คมช. ว่า การใช้อำนาจที่อ่อนเกินไป และทำให้ต้องพ่ายแพ้เช่นนี้ ทำให้หากมีการปฏิวัติเกิดขึ้นอีก จะเป็นการปฏิวัติที่รุนแรงและใช้อำนาจอย่างเต็มที่ และอาจถึงขั้นนองเลือด และไม่อาจฟันธงว่า คมช.จะเป็นการปฏิวัติครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ แต่ก็ทำให้ทหารเบื่อการเมืองเบื่อการปฏิวัติ เพราะตลอดเวลากว่า 1 ปี นั้นทหารต้องเตรียมพร้อมตลอด รวมทั้งสรุปว่า คมช.นั้น พ่ายแพ้ล้มเหลวซ้ำซาก ตั้งแต่การเลือกตั้ง 23 ธ.ค.50 ทั้งๆ ที่มีใบสั่งให้ทหารช่วยเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อแผ่นดิน จนมาถึงการที่พรรคพลังประชาชน เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้ ทั้งๆ ที่มีรายงานว่า พรรคการเมืองขนาดกลางและเล็กมีสัญญาใจกับแกนนำ คมช.ที่จะไม่ร่วมรัฐบาลกับ พปช. จนมาถึงการที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ควบ รมว.กลาโหม ทั้งๆ ที่ คมช.ประกาศจุดยืนว่า ต้องการทหารและเป็นคนกลางไม่สังกัดพรรคแล้ว อีกทั้งมองว่าระยะเวลา 505 วันของ คมช.ตั้งแต่ปฏิวัติจนสลายตัวเมื่อ 6 ก.พ.51 นั้น เป็นความล้มเหลวและพ่ายแพ้ http://www.banmuang.co.th/politic.asp?id=137085 จาก : *- - 26/03/2008 13:53 |
|
ข้อความ : สมควรแล้ว อำนาจ เหมือน หัวโขน ละครดีดีนี้เอง รักษาตัวให้รอดก็ ดีแล้ว จาก : ชูชีพ - 25/06/2008 05:52 |