เทียนแห่งธรรม เทียนแห่งธรรม

หัวข้อ : เปลวสีเงิน : 'ทีนี่..มีโมเดลปฏิวัติจำหน่ายครับ'
ข้อความ :

คุยเรื่อง "ปฏิวัติ" ไปเมื่อวานรู้สึกว่ายังไม่สุด ฉะนั้น วันนี้ก็อยากคุยต่อ ขั้นแรกจะย้ำว่า จงเชื่ออย่างที่นายกฯ สมัครท่านบอกเถอะว่า การปฏิวัติ (ถ้ามี)


ในครั้งต่อไป จะเป็นการปฏิวัติที่ "ไม่ใช่" ทหารปฏิวัติ!

ถ้าไม่ใช่ "ทหาร" แล้วใครจะเก่งกล้าสามารถ "ยึดอำนาจ" การบริหารราชการแผ่นดินจากรัฐบาลได้สำเร็จ?

นี่อาจเป็นคำถามที่ทุกคนอยากจะถาม ความจริงผมก็ตอบไปแล้วแต่วาน แต่เอาเถอะ ย้ำหัวตะปูให้ชัดอีกที

การปฏิวัติต่อไปในอนาคต แบบที่ ๑ จะเป็นการปฏิวัติโดยประชาชน ซึ่งเรียกว่า "ประชาชนปฏิวัติ"

แบบที่ ๒ ผู้มีอำนาจรัฐบาลขณะนั้น "ปฏิวัติตัวเอง"!?

ในแบบที่ ๑ "ประชาชนปฏิวัติ" เข้าใจว่าทุกท่านพอจะเข้าใจเนื้อหา-รูปแบบอยู่แล้ว และในข้อเท็จจริง การยึดอำนาจรัฐบาลโดยประชาชนนั้นถือว่า "ง่ายที่สุด"

แต่ "ยากที่สุด" ในอันที่จะ "บริหารอำนาจ" ที่ได้มานั้นขับเคลื่อนราชการงานเมืองให้ดำเนินไปราบรื่นตามรัฐในอุดมการณ์

ไม่ต้องดูอื่นไกล การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ จากวันนั้น ถึงวันนี้ ๗๕ ปีเข้าไปแล้ว บ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตยมัน "ราบรื่น" หรือยังล่ะ?

นิสิต-นักศึกษา-ประชาชน เคยเปลี่ยนแปลงอำนาจครั้งใหญ่เมื่อ ๑๔ ตุลา ๑๖ สิ่งที่ปรากฏคือ การโค่นล้มอำนาจเผด็จการ "ถนอม-ประภาส" นั้นถือว่า..ไม่ยากเย็นนัก

แต่หลังจากโค่นล้มแล้วนี่ซี..นิสิต-นักศึกษา-ประชาชน ไม่รู้จะ "บริหารอำนาจ-บริหารประเทศ" ที่ยึดได้จาก "ถนอม-ประภาส" ไปแบบไหน อย่างไร?

"อำนาจเก่า" ในรูปแบบ "ขวาพิฆาตซ้าย" จึงฟื้นขึ้น และกล้าแข็ง ตีโต้ "ยึดอำนาจคืน" เป็นเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ ถึงวันนี้ เรายังได้หน่อพันธุ์ "ขวาพิฆาตซ้าย" มาเป็นนายกฯ ที่ชื่อ "สมัคร สุนทรเวช" นี่ไงล่ะ!

พูดไปเป็นไรมี รัฐบาลจากการปฏิวัติโดย "พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่" หรือที่เรียกว่า "ปฏิรูป" ซึ่งมีนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกฯ ก็นายกฯ สมัครของเรานี่แหละเป็น "รัฐมนตรีมหาดไทย"

จาก ๖ ตุลา ๑๙ พอถึง ๒๐ ตุลา ๒๐ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ท่านก็ "ปฏิวัติ" ยึดอำนาจรัฐบาลนายธานินทร์ที่ "ตั้งมาเองกะมือ" อีกครั้ง

พูดง่ายๆ คือ "ปฏิวัติตัวเอง" นั่นแหละ!

นามธรรมของการปฏิวัติตัวเอง คือ "อำนาจเหนือรัฐบาล" อันได้แก่ "คณะปฏิรูป" ไม่เปลี่ยน แต่รูปธรรม คือ "ร่างทรงอำนาจ" ตัวนายกฯ-คณะรัฐมนตรี..ถูกเปลี่ยน

เปลี่ยนจาก "นายธานินทร์" ไปเป็น "พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์"!!

ทีนี้ก็มาดูการปฏิวัติแบบที่ ๒ คือการปฏิวัติตัวเอง ในรอบ ๗๕ ปีของประชาธิปไตยไทย แบ่งได้เป็น ๓ ช่วง แต่ละช่วงใช้เวลา ๒๕ ปี

เริ่มจาก ๒๔๗๕-๒๕๐๐ ช่วงหนึ่ง ๒๕๐๐-๒๕๒๕ ช่วงสอง และ ๒๕๒๕-๒๕๕๐ ช่วงสาม ขณะนี้เราเข้าสู่ประชาธิปไตย ช่วงที่ ๔ สู่วงรอบ "ศตวรรษ-๑๐๐ ปี" คือจาก ๒๕๕๐-๒๕๗๕

ถ้าลองไล่เรียงดู เราจะเห็นว่า ในรัฐบาลแต่ละยุค มีการ "ปฏิวัติตัวเอง" มาตลอด ที่เห็นชัดมากก็ยุค "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" ท่านปฏิวัติรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เดือนกันยา.ปี ๒๕๐๐

เดือนธันวา.ปีเดียวกัน ให้มีเลือกตั้งภายใต้ "อำนาจเบ็ดเสร็จ" ของจอมพลสฤษดิ์ ตั้งรัฐบาลผสมให้พลโทถนอม กิตติขจร เป็นนายกฯ นอมินี และได้รับพระราชทานยศเป็น "พลเอก"

แล้วซัก ๘-๙ เดือนเท่านั้นมั้ง...?

ถึงเดือนตุลา.๒๕๐๑ จอมพลสฤษดิ์ ซึ่งปฏิวัติแล้วท่านก็ไม่ค่อยได้อยู่เมืองไทยหรอก ไปอยู่ "อังกฤษ" เหมือน พ.ต.ท.ทักษิณนี่แหละ

ท่านบินกลับมาวันที่ ๑๙ ตุลา.

รุ่งขึ้น วันที่ ๒๐ ตุลา.พลเอกถนอมก็กราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่งนายกฯ

ตกกลางคืน จอมพลสฤษดิ์ ก็ "ปฏิวัติ" ยึดอำนาจการปกครอง-ยุบสภา โดยมี "พลเอกถนอม" นั่นแหละเป็นรองหัวหน้าคณะปฏิวัติ พลเอกประภาส จารุเสถียร เป็นเลขาธิการคณะปฏิวัติ!

นี่คือการปฏิวัติตัวเองแบบ "เล่นยี่เก" ให้ชาวบ้านดู "นายกฯ นอมินี" คืนเก้าอี้นายกฯ ให้ "เจ้าของตัวจริง" และชาวบ้านก็ชอบ เพราะตอนนั้น ติดพระเอกที่ชื่อ "จอมพลสฤษดิ์" กันงอมแงม

เหตุที่พลเอกถนอม "นายกฯ นอมินี" ต้องไปบอกให้จอมพลสฤษดิ์ "นายกฯ ตัวจริง" บินกลับจากลอนดอนมาปฏิวัติก็เพราะ

"คุม ส.ส." ในพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ เหตุการณ์คล้ายๆ "นายกฯ ต้นทุนต่ำ" กับ ส.ส.พลังประชาชน ขณะนี้!

การ "ปฏิวัติตัวเอง" ครั้งต่อมาก็ปี พ.ศ.๒๕๑๔ "จอมพลถนอม กิตติขจร" อีกนั่นแหละ ตอนนี้เป็นนายกฯ เต็มตัวในคณะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าจำไม่ผิดพรรคของท่านชื่อ "พรรคสหประชาไทย"

ถูก ส.ส.ลูกพรรคมันไถ มันเบี้ยว ถ้าไม่ได้ดั่งใจก็ตีรวนในสภาฯ ผมยังจำได้เลยว่า ประมาณเดือนพฤศจิกา.ผมนั่งก๊งเหล้าอยู่ริมเจ้าพระยาตอนเย็นๆ แถวนนทบุรี

วิทยุก็ประกาศ "จอมพลถนอมปฏิวัติ" ยึดอำนาจ "รัฐบาลจอมพลถนอม!"

หายเมาเลยครับ..อะไรก็ไม่คลาสสิกเท่าเหตุผลในคำประกาศปฏิวัติ และที่สังเกต จะเห็นว่าจาก ๒๕๐๐ จนถึง ๒๕๕๐ คำแถลงการณ์คณะปฏิวัติจะเป็นแบบฟอร์มเดียวกัน มียักเยื้องไปบ้างเล็กๆ น้อยๆ ตามสถานการณ์เท่านั้น

ที่จอมพลถนอม "ปฏิวัติตัวเอง" เขาก็อ้างว่า

"เนื่องจากสถานการณ์ของโลก และภัยที่คุกคามประเทศ จะมีผลกระทบกระเทือนถึงความมั่นคงของประเทศ และราชบัลลังก์ และมุ่งที่จะเปลี่ยนระบอบการปกครองไปเป็นระบอบอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

และอีกประการหนึ่ง นักการเมืองบางคนได้อาศัยสิทธิตามรัฐธรรมนูญคอยก่อกวนการบริหารราชการของรัฐบาล ยุยงให้ประชาชนและสถาบันต่างๆ กระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาล....."

ครับ..ท่านคงพอเห็นรางๆ ในเรื่อง "ปฏิวัติ" ที่ไม่ได้มาจากทหาร อย่างที่นายกฯ สมัครท่านพูดบ้างแล้วกระมัง มันก็มีรูปแบบเป็นหน่อ-เป็นแนวให้เห็นมาเรื่อยๆ

ที่ผมเชื่อตามที่นายกฯ สมัครพูดก็ดี ตามที่พลเอกอนุพงษ์พูดก็ดี นำมาแยก แฟกเตอร์ได้ว่า ๑.ทหารไม่ปฏิวัติ ๒.แต่ (อาจ) มีปฏิวัติที่ไม่ได้มาจากทหาร นั่นก็ด้วยเหตุผลว่า ถ้าผมเป็นทักษิณ เมื่อถึงเวลานี้..

-ผมไม่ต้องการ "นายกฯ ต้นทุนต่ำ" ที่ชอบทำอะไรโดยไม่สนใจคำสั่งผม

-ผมต้องการ "นายกฯ ภักดีสูง" คอยทำอะไรภายใต้คำสั่งและนโยบายผม

-ไอ้ที่ประกาศว่า..แก้รัฐธรรมนูญนั้น..แก้แน่ แต่แก้ปีที่ ๓

-ไอ้ที่ออกมาเบรกว่า..ไม่แก้มาตรา ๓๐๙ เพื่อเลิกคดี-คืนสภาพ "ทั้งหมด" ให้ทักษิณก่อน นั้น

สมัคร..เท่

แต่ทักษิณ..เท่งทึงครับ!!

พูดกันตรงๆ ภารกิจแรกของระบอบทักษิณ คือการกู้อำนาจ ถึงตอนนี้ก็สำเร็จลุล่วงแล้ว ถ้านายสมัครเป็นม้า หรือเป็นเรือแพ ก็แทบไม่มีความจำเป็นต้องใช้ขับ-ต้องขี่อีกต่อไป

สังเกตดีๆ จะเห็นว่า ระหว่างนายสมัครที่ถูกเลือกใช้เป็น "ม้าศึก" ในสมรภูมิชิงเมือง ด้วยศักดิ์ศรี ถึงแม้ท่านตัดพ้อตัวเอง "เป็นคนต้นทุนต่ำ"

แต่เมื่อเทียบต้นทุนการเมืองกับ "หัวหน้าพรรคพลังประชาชน" คนเดิม ซึ่งขอโทษ "จำชื่อไม่ได้" เพราะไม่เคยได้ยินชื่อในตลาดการเมืองมาก่อน

ผมบอกได้เลยว่า..นำมาเทียบชั้นกับนายกฯ สมัคร..มันยังคนละรุ่น!

แต่เขา "ตีรุ่น-ตีชั้น" ขึ้นไปเหนือชนิด "มองไม่เห็นหัว" จะพูดจาอะไร ไม่แยแสว่าใครเป็นหัวหน้าพรรค ใครเป็นนายกฯ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ลึกๆ แล้วในพลังประชาชนทุกวันนี้

ถ้าไม่ใช่ "ทักษิณมาเอง"

ก็ต้องเป็น "นายกฯ หุ่นเชิด" ทั้งกายและใจให้ทักษิณ

อย่างนี้เท่านั้นที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชนมองว่า คู่ควรแก่การเคารพ-เชื่อฟังในคำสั่งเพื่อปฏิบัติ!?

ลองๆ ชั่งน้ำหนักดู ระหว่างการให้นายสมัครเป็นนายกฯ กับการให้นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นนายกฯ

แทงใจทักษิณกันซิครับว่า..ลึกๆ แล้ว "ปรารถนาใคร?"

ก็บอกแล้ว ในระยะเวลา ๒๕ ปีต่อจากนี้ โลกอยู่ใต้อาณัติ "ดาวพลูโต" สังคมจะเปลี่ยนทีละวงรอบ ๒๕ ปี แต่บังเอิญวงรอบนี้ เป็นวงรอบที่ ๒๕ บรรจบ "ศตวรรษ" ประชาธิปไตยไทย ใครจะปฏิวัติใคร หรือปฏิวัติรูปแบบไหน ปฏิวัติแล้ว ใครคือ "หัวรถจักร" ชักลากประเทศไทยสู่ปลายทาง และที่สำคัญ "ปลายทาง" คือที่ไหน..สำหรับประเทศไทย? อย่างนี้คงต้องรอสนทนาวันอาทิตย์ซะแล้วมั้ง?.

(ไทยโพสต์ 1 เม.ย. 51)
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&;iDate=1/Apr/2551&news_id=156574&cat_id=200

จาก : คนเก็บข่าว - 01/04/2008 10:29

มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
ชื่อ :
ข้อความ :


รวบรวมข่าวสาร IT โดย ชมรมคนไอที@ทีโอทีภาคกลาง