![]() |
|
หัวข้อ : เปลวสีเงิน : "ปราสาทพระวิหาร"บนการได้-เสีย ข้อความ :
เปลวสีเงิน "ปราสาทพระวิหาร"บนการได้-เสีย 8 กรกฎาคม 2551 กองบรรณาธิการ .............................................................................................................. วันนี้-ที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ ที่ "ไทยแพ้เขมรซ้ำซาก" ด้วยสิทธิเหนือปราสาทพระวิหารอีกครั้งหรือไม่ ตื่นเช้าวันนี้ทุกท่านก็คงทราบผลกันไปแล้ว สำหรับผม เมื่อฟังแนวโน้มที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกจาก "นายปองพล อดิเรกสาร" แต่เย็นวาน ก็อดนึกย้อนประวัติศาสตร์ชาติไทยไม่ได้ว่า..ไทยแพ้ทีไร ก็เพราะ "คนไทย" กันเองนั่นแหละ! ก็ไม่แน่นะครับ มติสุดท้าย คณะกรรมการมรดกโลกอาจให้เลื่อนการจดทะเบียน "ปราสาทพระวิหาร" เป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียวของกัมพูชาออกไปก่อนก็ได้ คนมีความหวัง คือคนที่ยังไม่ตายครับ! แต่ก็เป็นหวังลมๆ แล้งๆ ไปอย่างนั้นแหละ แรกๆ ก็นึกว่านายปองพล อดิเรกสาร ในฐานะประธานคณะกรรมการมรดโลกของไทย จะไปกู้สถานการณ์อะไรได้บ้าง แต่เอาเข้าจริง เพลงเดียวตกม้าตาย! กลายเป็นว่า ที่กัมพูชาได้จดทะเบียนเฉพาะปราสาทพระวิหารนั้น เป็นเพราะความดี-ความชอบของกระทรวงการต่างประเทศไทย ที่ไหวทันแต่ปีก่อนโน้น สามารถดึงพื้นที่ทับซ้อนพ้นการ "กินรวบ" ของกัมพูชาไปได้ พิจารณาเอาจากที่นายปองพลให้สัมภาษณ์ข้ามประเทศ เป็นมรณานุสติ ดูเอาเองก็แล้วกัน มันแปร่งๆ เลี่ยนๆ ชอบกล ผมลอกๆ จากมติชนบางช่วงมาให้อ่านกัน "เดิมคิดว่าเราน่าจะมีโอกาส แต่เราไม่ทราบเบื้องลึกจนได้มาฟังจากผู้แทนในคณะกรรมการมรดกโลกจึงได้ทราบ ไปๆ มาๆ เราได้อิโคมอส (สภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ) ที่รับฟังและเข้าใจเรา กัมพูชายังได้พาคณะผู้แทนไปชมปราสาทพระวิหารหมดแล้ว นอกจากนี้ยังมีบริษัทจากสหรัฐ ฝรั่งเศส และอินเดีย เข้าไปช่วยศึกษาข้อมูลด้วย" "ผมเป็นคนกลาง ไม่มีส่วนได้-ส่วนเสีย แต่ต้องชื่นชมทีมงานของกระทรวงการต่างประเทศที่ติดตามเรื่องนี้จนพบว่า กัมพูชาได้เสนอแผนที่ทับซ้อนไปด้วยในการประชุมที่ไครส์เชิร์ช ซึ่งพอพบเราก็ได้ไปทักท้วง และคณะซึ่งนำโดยนายมนัสพาสต์ ชูโต ก็สามารถหยุดแผนที่นั้นได้ ไม่เช่นนั้น ปีที่แล้วกัมพูชาก็คงจะได้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกไปแล้ว พอมาถึงปีนี้ นายนพดลก็เจรจาต่อจนสามารถแก้ไขแผนที่ทำให้ลดเหลือเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น เห็นได้ว่าเราก็ช่วยกันมาตลอด จนผมมารับงานนี้ก็เดินงานต่อไป..." ครับ..นึกว่าจะไปล็อบบี้คณะกรรมการตัดสิน ๒๑ ประเทศ ทำไป-ทำมา คล้ายกะว่านายนพดล "ล็อบบี้" นายปองพล เสร็จเรียบร้อยไปแล้ว!? ก็พูดเล่นน่ะครับ อย่าไปซีเรียสให้เสียความรู้สึกกันให้มากนัก เพราะแค่นี้เรา-ในฐานะคนไทยด้วยกันก็ "เสีย" จนไม่รู้ว่ายังมีอะไรเหลือให้เสียได้อีก เห็นทีคงต้องเรี่ยไรทั้งประเทศอีกซักคนละบาทแล้วละมั้ง? เอาไปซื้อทองทำเหรียญเชิดชูเกียรติ "นายสมัคร-นายนพดล" คนละเหรียญ ในฐานะที่รักษาแผ่นดินไทย ไม่ยอมเสียให้ใครแม้แต่ตารางนิ้วเดียวได้อย่างน่าชื่นชม ตามนัยที่นายปองพลบอก แต่เราอย่าไปว่าอะไรทหารเขาเลยครับ ทั้งที่ควรจะพูดในสิ่งที่ไม่ควรวางเฉยบ้างก็เถอะ เรื่องนี้ พูดบนสมมุติฐานกลางๆ คือเขมรจะได้จดทะเบียนปราสาทพระวิหารหรือไม่ก็ตาม เราควรเอา "ความไม่เอาไหน" ที่เห็นได้จากเหตุการณ์ครั้งนี้ มาเป็นกระจกส่องสำรวจตัวเอง! คนไทยทุกวันนี้ อยู่ด้วยกิน "บุญแผ่นดินเก่า" ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงทำมาหาเก็บไว้ให้ตราบทุกวันนี้ ซึ่งตรงนี้จะพูดให้เห็นก็ต้องพูดว่า พวกเราเหมือนลูกที่ "พ่อ-แม่ รวย" ทิ้งมรดกไว้ให้มหาศาล ฉะนั้น คนไทยทุกวันนี้ ไม่รู้จักความลำบากในการก่อร่างสร้างชาติ เพราะบรรพบุรุษสร้างไว้ให้แล้ว เมื่อไม่เคยรู้ด้วยตัวเองว่าสิ่งที่ได้อยู่-ได้กินวันนี้ มันหนักหนาสาหัสขนาดไหนกว่าจะได้มา ก็เลยอยู่กันแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่รู้จักคุณค่า เสียอะไรไปบ้างก็ไม่สะดุ้งสะเทือนอะไร เพราะสมบัติพ่อ-แม่ที่ทิ้งไว้ให้ยังเหลืออีกเยอะ! ตรงข้ามกับกัมพูชา ด้วยชีวิตร่วมสมัย-ร่วมเหตุการณ์ ตั้งแต่คนเป็นคณะรัฐบาลไปถึงประชาชน สมบัติล้ำค่าฝังตัว-ฝังใจเขาคือ "คุณค่าของความเป็นชาติ" ที่ได้กลับคืนมา ซึ่งกว่าจะได้มา กี่สิบล้านชีวิต กี่ร้อยล้านหยดเลือด และน้ำตา ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เขาต้องนำไปแลกเอาสิ่งนี้คือ "เอกราช" แห่งความเป็นกัมพูชากลับคืนมา เขารู้ค่า เขารู้คุณ ในความเป็นชาติ ในความเป็นแผ่นดิน ฉะนั้น เขมร-ที่เรามักดูถูกว่าด้อยพัฒนากว่าเรา แต่ประเทศที่ยกตนว่าพัฒนากว่าเขา กลับทำอย่างเขาไม่ได้ซักขี้กระผีก เขมรรู้กติกาโลก กติกาสากล เขมรรู้จักสังคมเวทีโลก และรู้จักใช้จุดด้อยตัวเองเป็นแต้มต่อในการเข้าถึงจุดหมาย ทั้งรัฐบาล ทหาร ประชาชน เขาเดินไปในเส้นทางที่มี "เป้าหมายข้างหน้า" ชัดเจนด้วยกัน เดินไปบน "การเมืองเวทีโลก" อย่างโชกโชน และมีประสบการณ์! ก็ดูซี..ดูตัวอย่างที่นายปองพล ยกปมเด่นเขมรขึ้นมาเหยียบหน้า นั่นคือคำตอบในสิ่งที่ผมพูดไป เขมรชนะคดีในศาลโลก ได้ปราสาทพระวิหารไปแล้วเมื่อปี ๒๕๐๕ เป็น ๔๖ ปีที่ไทยไม่เคยเอาธุระ ไม่เคยเอาใจใส่เพื่อใช้สิทธิ์ที่แย้งไว้ในศาลโลก เพื่อทวงปราสาทพระวิหารคืนตามกระบวนการกฎหมาย แต่เป็น ๔๖ ปีที่ถึงเขมรชนะแล้ว เขาก็ไม่หยุดภารกิจชาติไว้แค่นั้น ตั้งหัวข้อรุกคืบต่อ "จดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก" เป็นเป้าหมาย และใช่ว่าเขาเพิ่งเดินงานมาวัน-สองวัน แต่เขาตั้งเป็นวาระแห่งชาติ แล้วเดินงานมาเป็นปีๆ ต่อเนื่อง เดินสายล็อบบี้ตัวแทน ๒๑ ประเทศ เชื้อเชิญผู้ชำนาญด้านโบราณสถานนั่งเรือบินไปดูถึงปราสาทพระวิหาร เชิญประเทศผู้ทรงอิทธิพล เช่น สหรัฐ ฝรั่งเศส จีน อินเดีย มาช่วยให้คำปรึกษาและจัดทำข้อมูลให้ ผมอยากจะถามรัฐบาลไทย และกองทัพไทยว่า ในฐานะที่ภูมิใจนักหนาว่าเหนือกว่าเขา เก่งกว่าเขา ดีกว่าเขา แต่ได้ทำอะไรด้วยจิตสำนึกที่เหนือกว่าเขาในเรื่องเหล่านี้ให้เกิดผลดีกับประเทศชาติได้อย่างเขาบ้าง? กัมพูชา ไม่มีเครื่องไม้-เครื่องมือ และความพร้อมหลายๆ อย่าง เหมือนกับที่ไทยมีพร้อมเกือบทุกอย่าง แต่ไทยไม่มีอย่างที่กัมพูชามีอย่างเดียวคือ ใจ***นกระรือรือ ด้วยรู้ค่า-รู้คุณ แล้วสร้างมูลค่าเพิ่มให้แผ่นดิน! พวกนายทุน พวกนักการเมืองไทย นึกว่าเขมรโง่ ที่ยอมให้ไปตั้งบ่อนกาสิโนในฝั่งเขมร แต่ใครโง่กว่าใครก็ไม่รู้ เพราะวันๆ มีแต่ไอ้พวกหน้าฉลาดเป็นคนฝั่งไทย ชักแถวกันเอาเงินเข้าไปถมแผ่นดินให้กัมพูชา ถ้าเขมรโง่กว่าไทยน่ะหรือ ทรัพยากรใต้มหาสมุทร ทั้งก๊าซ ทั้งน้ำมัน ในเขตไหล่ทวีปที่ทับซ้อน เขมรต้องยอมตกลงกับไทยขุดเอาก๊าซ เอาน้ำมันขึ้นมาใช้ได้ตั้งนานแล้ว? แต่นี่..ไม่รู้ใครโง่กว่าใคร เขมรใช้ทรัพยากรดิบมากมายในประเทศเป็นเหยื่อล่อพวก "กลุ่มทุนโลภ" ทั้งพวกหัวแดง-หัวดำ ใช้เป็นเครื่องมือให้ช่วยโน่น-ช่วยนี่ พวกทุนฝรั่ง ทุนไทย ก็เอาใจ หวังจะได้สัมปทานโน่น-นี่ ช่วย "เป็นปาก-เป็นเสียง" ให้กัมพูชาในเวทีโลกมาตลอด! นี่คือความชาญฉลาด และความเก่งของนักการเมืองกัมพูชา จะไม่ฉลาดอย่างไร ขนาดนายพลเมืองไทย ระดับอดีตนายกฯ ก็มี ทำคุยว่า "..แหม..มันจะจัดงานฉลอง..ทั้งที ยังต้องมาขอให้เราตัดเครื่องแบบให้..." "เลือกตั้งก็ต้องไปวางแผนให้ วางระบบหาเสียง ซื้อคะแนนให้" เมื่อถามว่า "แล้วต้องจ่ายเงินให้เขาด้วยหรือปล่า?" ก็ทำหัวเราะชอบใจ ทำนองว่าก็รู้ๆ กันอยู่ สรุปก็คือ ต้องการชี้ให้เห็นใน "กัมพูชา อยู่ในกำมือข้า" อะไรประมาณนั้น! แต่ที่แท้ ถูกเขมร "หลอกกิน-หลอกใช้" แล้วยังมีหน้ามาคุยว่าเหนือชั้น นี่คือวิชั่นของนายพล ของนักการเมืองบางคนในประเทศไทย ที่เพียงได้เศษๆ เลยๆ ในการส่งสมุนเข้าไปร่วมทำมาค้าขาย แล้วเอามาคุยอวดใหญ่โตเวลาไวน์เข้าปาก อย่าแปลกใจไปเลยที่นายปองพลบอกว่า มหาอำนาจอย่าง ฝรั่งเศส สหรัฐ อยู่ฝ่ายกัมพูชา สำหรับฝรั่งเศสไม่ต้องพูดถึง แต่อย่างสหรัฐอาจมีคนแปลกใจว่าทำไมถือหางเขมร? ไม่ต้องแปลกใจหรอก ด้วยทรัพยากรพลังงาน และด้วยการเล็งผลเลิศทางธุรกิจในอนาคตที่กัมพูชา "กลุ่มทุนโลก" อย่างคาร์ลไลส์กรุ๊ป ที่มีจอร์จ บุช อดีตประธานาธิบดีสหรัฐเป็นประธาน เข้ามาป้วนเปี้ยนโดยมีกลุ่มทุนไทยที่คุ้นหน้า-คุ้นตาร่วมด้วยอยู่หลายปีแล้ว! ไม่เพียงเฉพาะกัมพูชา แต่ด้วย "ยุทธศาสตร์ครองภูมิภาค" ขององค์กรจัดระเบียบโลกอันมีคาร์ลไลส์เป็นแขน-ขา ซึ่งยึดครององค์กร และบริษัทใหญ่ๆ ของโลกไว้เกือบทั้งหมดขณะนี้ ในอาเซียน ในอนุภาคกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง นี่ก็เป็นเป้าหมายที่ "กลุ่มทุนโลก" วางเป้ายึดครองทางเศรษฐกิจ โดยมีฐานบัญชาการของกลุ่มทุนในภูมิภาคนี้อยู่ที่ซาอุดีอาระเบีย และสิงคโปร์ ไทยจะเสียหน้า เสียฟอร์ม เสียสิทธิ์ เสียดินแดนในพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทพระวิหารครั้งนี้หรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าการเสียนั้น ทำให้ไทยเรา โดยเฉพาะรัฐบาล-ทหาร "ได้สติ-ได้จิตสำนึก" ในภารกิจ-หน้าที่ ที่ตัวเองพึงมี-พึงทำเพื่อชาติขึ้นมาบ้างละก็ มันก็คุ้ม ผมบอกแล้ว เส้นทางประเทศไทยกำลังเดินสู่จุดเปลี่ยนพร้อมกับโลกศตวรรษใหม่ นายกฯ อย่างนายสมัคร และรัฐมนตรีอย่างนายนพดล จะเป็นอนารยะการเมืองยุคสุดท้ายเพื่อใช้..สวดส่ง. จาก : คนเก็บข่าว - 08/07/2008 01:10 |