เทียนแห่งธรรม เทียนแห่งธรรม

หัวข้อ : เปลวสีเงิน : ๘ กรกฎา ฟ้ากำหนดบนทางเปลี่ยน
ข้อความ :

เปลวสีเงิน
๘ กรกฎา ฟ้ากำหนดบนทางเปลี่ยน
9 กรกฎาคม 2551 กองบรรณาธิการ
...........................................................................................

พรรคพลังประชาชนถูกยุบ นายสมัคร สุนทรเวช ถูกเฉดหัวออกไป ครม.ทั้งคณะต้องพ้นสภาพ นั่นก็ไม่มีคุณค่าพอทดแทนความรันทด หดหู่ของประชาชนคนไทย


ต่อเรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาลพลังประชาชน และทหาร ไร้ความสามารถ ไม่อาจรักษาสิทธิเหนือปราสาทพระวิหารไว้ให้กับประเทศชาติของตัวเองได้ ต้องแพ้พ่ายให้เขมรบนเวทีโลกอีกครั้ง โดยคณะกรรมการมรดกโลก รับขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกให้กัมพูชาฝ่ายเดียวไปแล้วเมื่อ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑!

ที่เป็นเช่นนั้นได้ ส่วนหนึ่งมาจากมี "ข้าราชการไทย-ใจเขมร" ปะปนอยู่ในขอบข่าย และแวดวงงานนี้ด้วย ใช่หรือไม่นั้น ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนที่ติดตามข่าวมาทุกระยะ คงตอบกับตัวเองได้มิใช่หรือ?

ตัวละครสำคัญที่ต้องหาคำตอบในเรื่องนี้ให้ประชาชน ฝ่ายข้าราชการประจำก็มี นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และนายกฤต ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย คนปัจจุบัน

และนายวีรชัย พลาศรัย อธิบดีกรมสันธิสัญญาฯ คนเก่า ซึ่งร่วมคณะปลัดฯ รับมอบหมายจากนายนพดล ไปเจรจาตกลงอะไรกันไม่ทราบกับ "นายซก อัน" ฝ่ายกัมพูชาที่ฝรั่งเศสเมื่อ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑ เป็นรอบแรก

ข้าราชการฝ่ายการเมืองที่ต้องตอบคำถามประชาชน และควรอย่างยิ่งที่ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยการ "ลาออก" แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องอยู่รอให้ประชาชน "ถีบออก"

ก็คือ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้ารัฐบาล นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีต่างประเทศ และนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีสำนักนายกฯ ที่เรียกกันว่า "มือกฎหมาย" หรือ..กฎหมาย นั่นแหละ

ส่วนข้าราชการทหารที่ต้องมีคำตอบให้ประชาชนหายสงสัย คลางแคลงในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องแผ่นดิน รักษาอธิปไตยเหนือแผ่นดิน ก็คือ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะ ผบ.ทบ.และเจ้ากรมแผนที่ทหาร ซึ่งผมก็จำชื่อไม่ได้!

ที่ควิเบก แคนาดา ในวงประชุมคณะกรรมการมรดกโลก เมื่อ ๘ ก.ค.นั้น พูดกันตรงๆ คณะกรรมการ ๒๑ ประเทศ ไม่ได้พกความสุจริตใจมาเพื่อพิจารณาคุณสมบัติของผู้ยื่นขอจดทะเบียนว่า

"คุณสมบัติที่ยื่นขอ ครบถ้วนตามกรอบ-กฎกติกาที่กำหนดไว้หรือไม่?"

แต่มานั่งเล่น "ละครตบตา" ชาวโลกกัน คือตั้งธงมารับจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกให้กัมพูชาแต่ฝ่ายเดียวอยู่แล้ว โดยองค์กรยูเนสโกนั่นแหละเป็นโต้โผอยู่หลังฉาก!

เผลอๆ ทั้งกัมพูชา และไทย ก็เหมือน "ตาอิน-ตานา" พวกกลุ่มทุนโลกที่เล็งเห็นผลประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร และตกลงแบ่งผลประโยชน์ในอนาคตกันได้แล้ว

ก็สวมหน้ากากยูเนสโกเข้ามาเป็น "ตาอยู่"!

ขั้นแรก บังหน้าคำว่า "มรดกโลก" เข้ามา อ้างความชำนาญ อ้างเทคนิค เป็นเจ้าเข้าครองในตัวปราสาทพระวิหาร ไปดูที่นครวัด-นครธม ก็จะเห็นประเทศ "นักบุญ" ประเภทหว่านพืช-หวังผล อ้างอารยสากล ทุ่มเงินมหาศาลเข้าไปซ่อมให้ฟรี

แต่ "แลกกับอะไร?" ในเส้นทางธุรกิจ อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่อยู่!

ขั้นต่อไป ก็จะอาศัยความกระสันของไทยที่อยากเอาพื้นที่อนุรักษ์ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร หรือร่วม ๓ พันไร่ ขึ้นตีทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วย ทำเป็นความหวังดีจากจิ้งจอก ให้ไทยยื่นเข้าไป

แล้วพวกกลุ่มทุนขาใหญ่ อย่างสหรัฐ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น จีน ก็จะอ้างเงื่อนไข "พื้นที่ทับซ้อน" เข้ามาตั้ง "ประเทศคณะกรรมการ" เข้ามาบริหาร-จัดการพื้นที่ อย่างที่เป็นข่าวว่าจะมี ๗ ประเทศเข้ามาบริหารนั่นแหละ

เสร็จอีก เสียสิทธิเหนือปราสาทพระวิหารแค่นี้ก็ช้ำใจพออยู่แล้ว ยังจะถูก ๗ ประเทศที่เข้ามาเป็น "ตาอยู่" เขมือบพื้นที่อนุรักษ์ของเรารวมไปกับพื้นที่ทับซ้อนเข้าด้วยกัน เรียกว่า "กินเรียบ" ทั้งของไทย-ของเขมร

สุดท้ายก็จะกลายเป็นว่า ทั้งปราสาทพระวิหาร ทั้งพื้นที่ทับซ้อน และทั้งพื้นที่อนุรักษ์ของไทย กลายเป็นเขตปกครองพิเศษของ ๗ ประเทศไปหมด!

เขมร เขาไม่มีอะไรเสียอยู่แล้ว มีแต่ได้กับได้ ส่วนไทยเรามีแต่ เสียมากกับเสียน้อย!?

เพราะการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกครั้งนี้ เขาระบุว่า ขึ้นเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารอันเป็นของกัมพูชา อย่างนี้ก็หวังได้เลยว่า พื้นที่รอบๆ ตัวปราสาท อีกหน่อยเขมรก็ทำไม่รู้ไม่เห็น รุกเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อน โดยมีลูกพี่ใหญ่ คือกลุ่มทุนในคราบคณะกรรมการมรดกโลก เป็นตัวคุ้มกันให้

เหมือนนายทุนโค่นป่านั่นแหละ หลิ่วตาให้ชาวบ้านบุกรุก เสร็จแล้วตัวเองก็เข้าไปยื่นขอสิทธิ์ อ้างว่า "ป่าเสื่อมโทรม"!

คอยดูซี อีกหน่อยพื้นที่รอบๆ ปราสาทพระวิหาร ก็จะถูก "กลุ่มทุน" เข้าไปยึดครองสร้างอาคาร ด้วยอ้างโครงการอนุรักษ์ การบูรณะซ่อมแซม ศึกษาประวัติศาสตร์

ที่แท้ มันก็เพื่อการค้า การท่องเที่ยว ในผลประโยชน์ที่เขาเล็งเห็น อย่างที่ทำอยู่-เป็นอยู่ ในพื้นที่มรดกโลกชาติด้อยพัฒนาทั่วไป!

ก็ดูซี พื้นที่ของไทย ที่เขมรบุกรุกเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ตอนนี้ ไทยมีปัญญาขับไล่เขาออกไปมั้ย ได้ยินทหารเขาอ้างวานนี้ว่า จะไปผลักดันออก ฝ่ายการเมืองก็บอกว่า "อย่า..เดี๋ยวจะเสียสัมพันธ์กัน?!"

เห็นจะจะ ยังป้องกันไม่ให้เขารุกมายึดครองไม่ได้ แล้วนี่..เมื่อปราสาทพระวิหารตีทะเบียนแล้ว มีคณะกรรมการ ๗ ประเทศเข้ามาเป็นมาเฟียตีนใหญ่ แล้วมันจะเหลืออะไร?

ทั้งพื้นที่ทับซ้อน ทั้งพื้นที่ของไทย เสร็จหมดแหละ จะถูกผนวกเข้าไปอยู่กับปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาหมด ตราบใดที่ราชการไทย รัฐบาลไทย ยังไร้ประสิทธิภาพ และไร้จิตสำนึกอยู่อย่างนี้

ดีแต่กัดกันเอง-เก่งกันเองในบ้าน แต่ออกไปนอกบ้าน ชนะใครเขาบ้างล่ะ แพ้ซ้ำซากกระทั่งเขมร ยังมาลอยหน้า-ลอยตา บอกว่าที่ทำไปสุจริต ไม่มีอะไรบกพร่อง

ใครนะที่ออกมาพูดเมื่อวาน นายอะไร น้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณน่ะ อ้อ..นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ โถ..เวรกรรมประเทศไทย ที่ได้คนแค่นี้มารักษาประเทศ!

อืมมม..ยิ่งพูดก็เหมือนตอกลิ่มใส่อกตัวเอง วานนี้-เป็นวันโลกาวินาศ มีหลายเรื่องประเดประดังจริงๆ ตอนเช้าเศร้าเรื่องปราสาทพระวิหาร ถัดมาอีกหน่อย ก็ค่อยใจชื้นที่ศาลรัฐธรรมนูญท่านมีมติ ๘ ต่อ ๑

วินิจฉัยให้แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ ที่ ครม.มอบหมายให้นายนพดลไปลงนาม นั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ เนื่องจากไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน

เพราะแถลงการณ์ร่วมฯ นั้น ถือเป็นสนธิสัญญา ตามอนุสัญญากรุงเวียนนา!

๑ เสียงของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าแถลงการณ์ร่วมฯ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ คือ "นายเฉลิมพล เอกอุรุ"

ท่านได้รับการคัดสรรมาทางสายรัฐศาสตร์ครับ แต่ถ้าไปดูปูมประวัติงานของท่านก็จะพบว่า ตำแหน่งสุดท้ายทางราชการของท่านคือ "รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ"

และถ้าย้อนขึ้นไปดูอีกซักนิดก็จะทราบว่า ท่านเคยเป็น "รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย" มาก่อนด้วย!

ผมคงไม่ต้องอธิบายกระมังว่า ผลของการที่รัฐบาลทำผิดกฎหมาย สร้างความเสียหายร้ายแรงแก่ประเทศชาติอย่างนี้ สมควรต้องรับโทษอย่างไร เป็นประเทศอื่น เพื่อเป็นการขมาโทษต่อประชาชน

นายกรัฐมนตรี-รัฐมนตรีต่างประเทศ เขา "คว้านท้อง" ไปแล้วครับ ไม่ตากหน้าอยู่ให้อายหมาหรอก!

แต่นี่ประเทศไทย "ด้านได้-อายอด" เป็นประเทศเดียวที่ "อย่างหนา-ตราช้าง" ยังต้องชิดซ้าย

ความผิดที่ต้องจารึกเป็นประวัติศาสตร์แห่งความอัปยศขนาดนี้ รัฐบาลพลังประชาชนอันมี "นายสมัคร สุนทรเวช" ผู้ประกาศตัวเป็นนายกรัฐมนตรีนอมินีให้ทักษิณ เขาไม่ได้รู้สึก-รู้สาอะไรหรอก

เขาบอกว่า จะยังอยู่เป็นรัฐบาลไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสะดุดหยุดตามขั้นตอนกฎหมายตรงไหน ก็ค่อยไปกันตอนนั้น

คือ ต้องรอให้ถึงขั้นศาลไล่ ว่างั้นเถอะ ถึงจะไป!?

ฉะนั้น จะไปยึดหาอะไรกับจิตสำนึกในขั้นที่ "ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง" พิพากษาให้ "ใบแดง" นายยงยุทธ ติยะไพรัช พร้อมเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ๕ ปี เมื่อเย็นวานนี้ อันถือเป็นดาบสองคม

เพราะผลจากใบแดงที่นายยงยุทธเป็นกรรมการบริหารพรรคนี้ ทำให้ "พรรคพลังประชาชน" ต้องถูกยุบพรรค และกรรมการบริหารพรรค ๓๗ คนต้องถูกเว้นวรรคการเมืองไปด้วย ๕ ปี!

ประชาธิปไตยที่ขาดจิตสำนึกวิญญูชน มันก็คือประชาธิปไตยหน้าด้าน-หน้าทน ฉะนั้น ถ้าจะตื๊ออยู่ ก็ตื๊อไปได้อีกหลายเดือนในขั้นตอนดำเนินการทางกฎหมายระหว่าง กกต.-อัยการสูงสุด-ศาลรัฐธรรมนูญ

ถ้าจะถามว่า "จะชิงยุบสภาฯ มั้ย?"

ผมขอตอบว่า "มีความเป็นไปได้สูง" และในความเป็นไปได้สูงนั้น ผมเกรงว่าระหว่างวันที่ ๓๑ กรกฎาคม - ๑ สิงหาคม อันเป็นวันที่ "จันทร์ดับ" แถมเกิดสุริยคราสในเรือนจันทร์ที่กรกฎ

อาจมีอะไรบางอย่างที่ "เป็นไปได้สูงกว่า" นั้นด้วยซ้ำ โดยเฉพาะ "ใครคนหนึ่ง" ที่รู้ตัวเองอยู่แล้ว แต่ฝืนมาตั้งแต่วันที่ ๒ กรกฎา และสุดท้าย มนุษย์ยากฝืนชะตากรรมได้ ผมอยากจะบอกอย่างนั้น!?

ผมก็อยากจะเห็นเป็นขวัญตาเหมือนกันว่า "รัฐบาลสมัคร" ที่เหมือนผีตายแล้วแช่น้ำยาดองศพไว้ จะรักษาซากให้คงที่ได้ถึงเดือนกันยาแบบไหน?

ครับ..มีแต่เรื่องหนักกันมาทั้งวัน แต่ผมอยากบอกว่า ควรใช้ความหนักนั้นถ่วงใจเรา "ให้นิ่ง" เพราะมีแต่นิ่งด้วยสติเท่านั้น จะทำให้ความคิดฟุ้งซ่านนอนก้น แล้วเราจะเห็น "ทางสว่าง-ทางใส" ในปัญหาเป็นทางไปในอนาคต เรื่องปราสาทพระวิหาร นั้น ต้องคิดกันใหม่ โดยหาทางได้ในทางที่เสียไป แต่ก่อนอื่นใดคนที่เป็น "รัฐบาล-ข้าราชการ-ทหาร" ต่อไปนี้ ต้องค้นหา "ความจริงใจ" ในตัวเองให้พบก่อน ถ้าไม่อย่างนั้น ผลีผลามไปก็จะกลายเป็น "ควายจมปลัก".



จาก : คนเก็บข่าว - 09/07/2008 10:57

มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
ชื่อ :
ข้อความ :


รวบรวมข่าวสาร IT โดย ชมรมคนไอที@ทีโอทีภาคกลาง