![]() |
|
หัวข้อ : เปลวสีเงิน : "จีน-สหรัฐ"กับปราสาทพระวิหาร ข้อความ :
เปลวสีเงิน คนปลายซอย 21 กรกฎาคม 2551 กองบรรณาธิการ "จีน-สหรัฐ"กับปราสาทพระวิหาร ..................................................................................................................... ก็เลือดสูบฉีดดีนะครับ สำหรับความตึงตังที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แถวๆ ปราสาทพระวิหาร ผมว่าดีออก นอกจากทหารจะได้เคาะสนิม จากการ "ซ้อมใหญ่" นี้แล้ว ยังเป็นการตรวจเลือด "สายพันธุ์ไทย" ในหมู่ประชาชนทุกคนไปกลายๆ วันนี้ (๒๑ ก.ค.๕๑) รัฐมนตรีกลาโหมทั้งสองประเทศเขามาคุยกันที่จังหวัดสระแก้ว ก็อย่าไป "หวังสูง" อะไรให้มากนัก จะ "ผิดหวัง" เปล่าๆ ไม่ใช่ไม่เชื่อมือระดับ ผบ.สส. "พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์" ฝ่ายไทยเราที่ไปในฐานะตัวแทน "รัฐมนตรีกลาโหม" ผู้มีอำนาจเต็มมือในการประชุมตกลง หรือไม่ตกลง และก็เช่นกัน "นายเตีย บัณห์" รัฐมนตรีกลาโหมฝ่ายกัมพูชา ซึ่งไม่ใช่คนแปลกหน้าในวงการเมืองและการทหารของไทยก็จริง คราวนี้ไม่ได้มาเพื่อตีกอล์ฟนะครับ แต่มาเรื่องความบ้าน-ความเมือง ก็คงแค่ได้ชนแก้วยาดองเสือ ๑๑ ตัวกันเท่านั้น แล้วก็ตั้ง "คณะทำงาน" ไปพูดจาลงรายละเอียดกันต่อ เฉพาะหน้านี้ แค่ได้ย้ำความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน จะไม่รบกัน แค่นี้ก็หรูแล้ว แล้วก้มหน้าก้มตาแสวงหา "สันติเพียบ" ร่วมกันต่อไป! เรื่องการเจรจาเพื่อให้ประเทศได้ประโยชน์มากที่สุดนั้น ทุกวันนี้ ว่าไปแล้วกัมพูชาเขาช่ำชอง ถ้าไม่พูดถึงเรื่องล็อบบี้ ก็ต้องพูดเรื่องใช้เวทีโลกให้ได้เปรียบ นี่ต้องยกให้เขาเลย ไม่งั้น "ปราสาทพระวิหาร" ไม่เสร็จเขาถึง ๒ ครั้ง ๒ คราหรอก ก็ขนาดนายสมัคร สุนทรเวช และนายนพดล ปัทมะ นักการเมืองที่ได้ชื่อว่ารักบ้าน-รักเมืองที่สุด ยังเคลิ้ม "มนต์เขมร" เห็นมั้ยล่ะ? อย่าว่าแต่เรื่องการเจรจาเลยครับ เรื่องตีกอล์ฟ "สมเด็จฮุน เซน" นายกฯ กัมพูชาที่จะเลือกตั้งรอบใหม่ ๒๗ ก.ค.นี้ ชื่อเสียงกระฉ่อนในวงตีกอล์ฟทหาร-นักการเมือง และพ่อค้าในเมืองไทยว่า..มือหนึ่งในภูมิภาค ตีไม่เคยแพ้ใคร!? เพราะคนที่ตีด้วย เขาตีลูกเดียว แต่สมเด็จฮุน เซน ท่านได้รับสิทธิพิเศษ "ตีเป็นโหล" แล้วเลือกเอาลูกหนึ่ง ที่ตัวเองเห็นว่า..ตีดีที่สุด ก็อย่างนี้ ทั้งทักษิณ ทั้งสุริยะ และใครต่อใคร ออกรอบกะสมเด็จฮุน เซนทีไร แพ้ทุกที!! เราศึกษา "ลีลาเขมร" ไว้บ้างก็ดีนะครับ เพราะเขาสามารถอ้าง "ความจน" อ้างความเป็นอาณานิคมเก่าฝรั่งเศส อ้างความเป็นประเทศที่เพิ่งฟื้นจากสงครามเป็น "แต้มต่อ" ในการเจรจาได้ ทั้งในการเมืองระดับประเทศ และระดับโลก ก็ดูซีว่าเขา "เก๋าเกม" ขนาดไหน รุกคืบมาเอาแดนจากไทยไปแล้ว พอไทยเอาเรื่อง ก็ขอนัดเจรจาวันนี้แหละ ก่อนเจรจาก็แจ้นไปฟ้องยูเอ็นไว้ก่อนเลยว่าตัวเองถูกไทยรุกราน แล้วเชิญทูตจากประเทศที่เป็น "คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติถาวร" ๔ ประเทศ นั่งเรือบินมาบินวนให้ดูเลยว่า..นี่ไง..นี่ไง..ไทยรังแกเขมร! หมายความว่า ยกฐานะตัวเองเป็นโจทก์ ไปล็อบบี้คนที่จะต้องมานั่งในฐานะผู้ตัดสินอย่าง สหรัฐ จีน ฝรั่งเศส และเวียดนาม ซึ่งตอนนี้ทำหน้าที่เป็นประธานฯ มาเป็นพวกไว้ก่อน ถ้าจับพลัดจับผลู เป็นเรื่องพิพาทถึงขั้นต้องให้ "คณะมนตรีความมั่นคงฯ" ชี้ขาดละก็ ยังไงๆ กัมพูชาก็ได้เปรียบ เพราะผลักไทยให้ไปอยู่ในฐานะจำเลยที่ต้องไปแก้ข้อกล่าวหาเรียบร้อยไปแล้ว ก็เหมือนตอนยื่นขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกนั่นแหละ ไปขนเอาพวกยูเนสโก พวกประเทศ "ขาใหญ่" ในจำนวน ๒๑ ประเทศที่จะตัดสิน พานั่งเรือบินมากินลม-ชมวิวถึงที่ปราสาทพระวิหารกันจนพุงกางลมล่วงหน้าไปก่อนแล้ว! เหล่านี้คือองค์ประกอบที่ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลกัมพูชา คนกัมพูชา เขาทำงานเป็นระบบ ปักธงเป็นเป้าหมายแล้ว ก็แยกกันไปปฏิบัติภารกิจ "เพื่อชาติ" สู่เป้าหมายนั้น ในทุกรูปแบบ และทุกจุด ที่เห็นว่าจะได้ประโยชน์จากตรงนั้น เขมรทำแบบการศึก การสงคราม คือบุกตีเมือง บุกยึดพื้นที่ หรือบุกจับเชลยไว้ให้ได้ก่อน โดยไม่สนใจว่าทำผิด-ทำถูก จากนั้น ค่อยเจรจา! แต่ตัวเองอยู่ในฐานะได้เปรียบเงื่อนไขต่อรอง เพราะมีเชลย หรือมีพื้นที่ ที่ไปจับ-ไปรุกของเขามาอยู่ในกำมือก่อนแล้ว การทูต การศึก การเจรจาแบบกัมพูชานี้ มีแต่เจ๊า กับเจี๊ยะ ปิดประตูเสียครับ! อย่างการเจรจาพูดคุยวันนี้ เขมรแฮปปี้ เพราะส่งคนบุกรุกเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขตไทยตั้งแต่ปี ๒๕๔๖-๔๗ สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณนั่นแหละ แต่ไทยก็คือไทย อย่างที่นายสมัครทำหนังสือไปถึงฮุน เซน ว่า ยื่นหนังสือทักท้วงไปแล้วตั้ง ๔ ครั้ง เขาดื้อแพ่งไม่ยอมไป ก็ไม่ทำอะไรเขานั่นแหละ ทหารจะไปผลักดัน รัฐบาลทักษิณก็บอกว่า..ไม่ต้อง ฝ่ายการเมืองจะไปจัดการเอง! แล้วเป็นไง ปล่อยทิ้งจนเขาสร้างเป็นหมู่บ้านร้านตลาด มีสถานที่ราชการ มีทหารประจำการเบ็ดเสร็จ ตั้ง ๕-๖ ปี เพิ่งมารู้ว่าเสียบ้าน-เสียเมืองเอาตอนนี้เอง ปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชาในพื้นที่เขาพระวิหารตอนนี้ มันซ้อนกันอยู่หลายเรื่อง เอาหละ..ตัดประเด็นไม่พูดเรื่อง "ตัวปราสาทพระวิหาร" ที่ศาลโลกตัดสินให้เป็นของกัมพูชา แต่เรื่องพื้นที่ทับซ้อน ๔.๖ ตารางกิโลเมตรรอบๆ ตัวปราสาท คือร่วม ๓,๐๐๐ ไร่ ที่ต่างอ้างความเป็นเจ้าของ แต่กัมพูชาฉวยโอกาสที่ไทย "ไม่ค่อยสนอก-สนใจ" รุกคืบเข้ามาเรื่อยๆ นั่นเป็นเรื่องหนึ่ง เมื่อศาลโลกตัดสินให้ตัวปราสาทเป็นของเขมรไปแล้วเมื่อปี ๒๕๐๕ ฝ่ายไทยก็ยอม ถอยลงมาอยู่ในเขตไทย และกั้นรั้วเป็นแนวของไทยเอาไว้ตอนนั้น แต่ตอนนี้ แนวรั้วถูกเขมรรุกจากตัวปราสาท ขยายกินแดนไทยเข้ามาเรื่อยๆ นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วเรื่องเขมรรุกเข้ามาตั้งบ้านเรือนในอีกจุด ไล่ก็ไม่ยอมไป จนเป็นเหตุให้มีการประจันหน้ากันด้วยกำลังทหารขณะนี้ นี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ฉะนั้น เมื่อเรื่องหลักๆ ยังไม่มีการเจรจาตกลงกัน โดยเฉพาะเรื่องพื้นที่ทับซ้อน ตราบใดที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดนให้ชัดเจนต่อกันทั้งสองฝ่าย เรื่อง ถอนทหาร หรือไม่ถอนทหาร ที่เป็นสถานการณ์ ณ วันนี้ มันแค่ "องค์ประกอบ" น่ะครับ ฉะนั้น การประชุมวันนี้ที่สระแก้ว มันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ตกลงกัน ในเรื่อง "ถอนทหาร-ไม่ถอนทหาร" ในเมื่อ "เรื่องหลัก" ยังตกลงกันไม่ได้ซักเรื่อง!? อันที่จริง ให้กัมพูชาฟ้องยูเอ็นเสียเลยก็ดี จะได้ "วัดใจ" การทำหน้าที่เป็นกลางของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติไปในตัว จะได้รู้กันซะทีว่า นอกจากยูเนสโก และคณะกรรมการตัดสินมรดกโลก ๒๑ ชาติ ที่ไม่มีมาตรฐานให้เชื่อถือได้แล้ว "ยูเอ็น" มันก็ครือกัน ที่แท้มันก็ "เครื่องมือ" ของการเมืองโลก ว่าด้วยเรื่องแสวงหาผลประโยชน์ของ "กลุ่มทุนโลก" เท่านั้น! เดี๋ยว..เข้าใจให้ตรงกันก่อนนะครับ ตอนนี้เขมรเขาไม่ได้ฟ้องยูเอ็นให้เข้ามาจัดการเรื่องนี้ เพียงแต่เขาเดินแต้มเหนือทางการเมืองเวทีโลก และชิงความได้เปรียบทางข่าว ด้วยการทำให้เห็นว่าไทยแพ้เรื่องปราสาทพระวิหาร ก็เลยพาลยกกำลังทหารรุกเข้าไปในดินแดนของเขา เรียกว่าชิงความ "เป็นโจทก์" แจ้งความให้คณะมนตรีความมั่นคงรับทราบไว้เฉยๆ ทำนองนั้น! แต่ทั้งหมดนี้ ในความเห็นของผม เบื้องหลังของเรื่องทั้งหมด ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ "ปราสาทพระวิหาร" โดยตรง อยู่ที่พลังงาน ก๊าซ และน้ำมัน ในเขตไหล่ทวีป อันเป็นพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย ที่เริ่มมาแต่ปี ๒๕๑๓ คนที่กำลังพูดถึงกันอยู่ ที่ได้สัมปทานเกาะกงนั่น แค่ปลายอ้อ-ปลายแขม หรือพูดตรงๆ ก็คือ "ลูกกะโล่" ที่เขาให้ออกหน้าเป็นตัวแทน "กลุ่มทุนโลก" ตัวจริงเท่านั้น ทำไม ปราสาทพระวิหารจึงได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดโลก ชนิดคุณสมบัติ "ไม่ครบหลักเกณฑ์" ท่านสงสัยไหมครับ? ถ้าสงสัย ลองสังเกตดูรายชื่อ ๒๑ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ "ใช้กำลังภายใน" สนับสนุนเต็มที่ตั้งแต่แรก ชนิดรับเชิญฮุน เซน นั่ง ฮ.มาดูปราสาทกันก่อนตัดสินออกหน้า-ออกตา ก็จะพบว่ามี สหรัฐ-จีน-ฝรั่งเศส เป็นตัวนำ! แล้วคราวนี้ ประเทศที่เป็นสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติที่กัมพูชาไปดึงมาเป็นลูกพี่ให้ชาวโลกเห็น ด้วยการรับเชิญจากฮุน เซน นั่ง ฮ.บินมาดูว่าไทยรุกราน ก็คือ... สหรัฐ-จีน-ฝรั่งเศส อีก!? ไม่ใช่ "ผลประโยชน์" ลงตัวระหว่าง จีน กับสหรัฐ+ฝรั่งเศส เจ้านายเก่าเขมรหรอกครับ แต่สหรัฐ กับ จีน กำลังแย่งชิงกัน เบ่งบารมี แผ่อิทธิพล เพื่อการเข้าครอบงำ "กลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง" อันมี ไทย-ลาว-พม่า-กัมพูชา-เวียดนาม โดยมี "จีน" เป็นพี่เบิ้มคุมอยู่แต่แรกตะหาก! อะไรหรือคือเป้าหมาย? เรื่องนี้ "ยาว" ครับ นอกจากแย่งกันเอาใจเขมรหวังครองแหล่ง "พลังงาน" ย่านเกาะกงแล้ว สหรัฐคงยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้จีนฝ่ายเดียวยึดทั้งทะเลฝั่งอันดามัน และอ่าวไทย สู่มหาสมุทรอินเดีย ผ่านโครงการอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพราะถ้าปล่อยไป ทั้งช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมันจากตะวันออกกลาง ผ่านเส้นทางช่องแคบมะละกา สู่ตะวันตกทางแปซิฟิก เสี่ยงต่อการถูกจีนครอบงำ และนี่คือการประลองกำลังภายในระหว่าง ๒ มหาอำนาจ "จีน-สหรัฐ" รอบใหม่ วันพรุ่งนี้ ค่อยคุยกันต่อ. จาก : คนเก็บข่าว - 21/07/2008 10:05 |