หัวข้อ : วิปัสสนากัมมัฏฐาน กับ พันธุวิศวกรรมแนวพุทธ
ข้อความ : วิปัสสนากัมมัฏฐาน กับ พันธุวิศวกรรมแนวพุทธ
(Insight Meditation and Development of Buddhist GMOs)
บทความนี้ ลงในหนังสือ พุทธจักร ฉบับเดือนมีนาคม ๒๕๔๕ หน้า ๓๐
ความนำ
ปัจจุบันวงการศึกษาวิทยาศาสตร์การแพทย์และสังคมศาสตร์ของไทยกำลังให้ความสนใจกับเรื่องของพืชและอาหารแปลงพันธุกรรม หรือ จีเอ็มโอ ซึ่งแปลจากคำว่า GMOs ชื่อเต็มว่า “Genetically Modified Organisms” ทำให้คนไทยไม่น้อยพลอยตื่นเต้นฮือฮาไปกับเรื่องดังกล่าว เหตุที่ฮือฮาไปกับเขาเพราะว่าถ้าพูดถึงเรื่องนี้ ดูทีท่าว่าน่าจะเป็นคนทันสมัยกับเขาบ้าง แต่พอถามเข้าจริง ๆ ว่า GMOs คืออะไร ก็ชักจะอึกอักตอบลำบากเพราะเป็นเรื่องของเมืองนอกเขา มันทันสมัยเกินไป เปลี่ยนเรื่องคุยกันดีกว่าว่าเข้านั่น
แท้จริงยุคนี้ มีสื่อหาความรู้มากมาย สิ่งใดที่เราสงสัยก็อาจจะค้นหาได้จากการติดตามอ่านหนังสือพิมพ์ ดูทีวี อินเตอร์เนต หรือสอบถามท่านผู้รู้ หรือแม้แต่รายการวิทยุที่เปิดสายให้ถามเรื่องสาระพันปัญหา ตั้งแต่เรื่องเห็บสุนัขความรักแมวของคนไปจนถึงฝนดาวตก หากเรายอมรับอย่างหนึ่งว่าสิ่งใดที่เรายังไม่รู้ยังไม่ถือว่าเราโง่ หากสิ่งนั้นไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรมอันดีงามของสังคม ก็น่าลองเรียนรู้ดูและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๔ ได้ให้ความหมายไว้ว่า “การศึกษา” หมายถึง “กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมทางสังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต”
การศึกษาในมาตรานี้ ยังส่งเสริมสนับสนุนให้คนเรามี “การศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต” ซึ่งหมายถึง “การศึกษาที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต”
ดังนั้น ก่อนอื่นเราน่าจะหันมาศึกษาดูว่า อะไรคือ GMOs มีความสำคัญอย่างไร ทำไมไทยเราจึงต้องให้ความสนใจ และวิปัสสนากัมมัฏฐานจะเข้าไปประสาน GMOs ให้เกิดเป็นพันธุวิศวกรรมแนวพุทธ ที่นำไปสู่สันติสุขแก่มวลมนุษยชาติได้อย่างไร จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจศึกษา

๑. พันธุวิศวกรรม หรือ จีเอ็มโอ (GMOs) คืออะไร
ดังที่กล่าวแล้วว่า พันธุวิศวกรรมหรือจีเอ็มโอ มาจาก GMOs คำเต็มว่า “Genetically Modified Organisms” คือ สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม โดยการนำยีน(Gene) จากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นใส่เข้าไปในสิ่งมีชีวิตที่ต้องการทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตใหม่ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เป็นการเคลื่อนย้ายและตัดต่อตกแต่งยีนซึ่งเป็นตัวกำหนดลักษณะและความสามารถต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตให้เกิดสภาวะลักษณะที่เราต้องการ

๒. พันธุวิศวกรรมแบบไหนให้คุณประโยชน์หรือโทษภัย
ในช่วงสองสามทศวรรษมานี้ นักวิทยาศาตร์และบริษัทต่างประเทศได้พัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่าพันธุวิศวกรรมนี้ขึ้น จนสามารถเคลื่อนย้ายยีนจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปยังสิ่งมีชีวิตหนึ่งได้โดยไม่ต้องมีการผสมพันธุ์กันตามธรรมชาติ สามารถสร้างพืชและสัตว์พันธุ์ใหม่ขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วขึ้น เช่น มะเขือเทศพันธุ์สู้หมอก เกิดจากการผสมระหว่างยีนปลา ‘ฟลอนเดอร์’ ที่มีชีวิตอยู่ในน้ำที่เย็นจัดกับมะเขือเทศธรรมดา ทำให้มะเขือดังกล่าวสามารถปลูกได้ในพื้นที่ที่มีภูมิอากาศเย็นจัดและมีหมอกปกคลุม เป็นต้น นี่คือตัวอย่าง นอกจากนี้ ยังมีพวก ฝ้ายพันธุ์บีที ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันฝรั่ง และพืชแปลงพันธุกรรมอื่น ๆ อีกมากมายซึ่งนำมาผลิตอาหาร เรียกว่า อาหารจีเอ็มฟู้ด (Genetically Modified Food) รวมถึงเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงด้วยอาหารแปลงพันธุกรรมนี้ด้วย
น.พ.พรชัย มาตังคสมบัติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์มติชนถึงการประชุมวิชาการนานาชาติฉลอง ๑๐ ปี มูลนิธิรางวัล “เจ้าฟ้ามหิดล” ในหัวข้อ “ผลกระทบของโครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ต่ออนาคตการแพทย์และสาธารณสุข” ระหว่างวันที่ ๑-๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ณ โรงเแรมอิพีเรีนล ควีนส์ ปาร์ค กรุงเทพฯ ว่า “การค้นพบรหัสพันธุกรรม(DNA) ของมนุษย์ทำให้วงการแพทย์ทราบลำดับของเบส ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของดีเอ็นเอและทำให้ทราบว่ายีนซึ่งเป็นส่วนกำหนดการสร้างโปรตีนชนิดต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์และขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาต่อไปถึงหน้าที่และความสัมพันธ์ของยีนเหล่านี้ เพราะต้องการเรียนรู้ว่าสร้างโปรตีนอะไรได้บ้าง ทำหน้าที่อะไรและสัมพันธ์กันอย่างไร เพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และสาธรณสุข ได้แก่ ๑. เพื่อจะได้เข้าใจเกี่ยวกับโรคที่เกิดจากความซับซ้อน เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคอัลไซเมอร์ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และความแก่ของมนุษย์ ๒. สามารถพยากรณ์โรคและปรับการดำรงชีวิตให้เหมาะสม ทำให้คนสามารถกำหนดวิถีชีวิตของแต่ละคนได้ เช่น หากทราบว่า ยีนอะไรทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง อาจทำให้สามารถเลือกอาชีพที่ไม่เกิดความเครียดในการทำงาน ซึ่งสามารถป้องกันการเกิดโรคได้ระดับหนึ่ง ๓. เกิดผลกระทบทางสังคม จริยธรรมและทางกฎหมาย เช่น ใครจะมีสิทธิรับรู้ข้อมูลเรื่องยีนซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการดำรงชีวิตและการเกิดความเจ็บป่วยส่วนบุคคล หากเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับยีนโดยที่เจ้าของยีนไม่ยินยอมอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตไปจากปกติได้ ๔. จะมีผลต่อการพัฒนายาและวิธีการรักษาโรคแบบใหม่ ๆ ได้” ๑
นอกจากนี้มีรายงานทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นที่กล่าวถึงผลกระทบของพืชและอาหารแปลงพันธุกรรม โดยสรุปแล้วอาหารจีเอ็มโอ จะมีผลกระทบใน ๓ ด้านคือ ๑. ผลกระทบที่มีต่อสุขภาพของคนและสัตว์ ๒. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ ๓. ผลกระทบต่อเกษตรกร
จากข้อมูลที่กล่าวมาทำให้เราเห็นว่า การค้นพบการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์และพันธุวิศกรรม การดัดแปลง ตัดต่อ ตกแต่งพันธุกรรมในพืชและสัตว์นั้นมีทั้งผลดีและผลเสีย จึงต้องมีความระมัดระวังและพิจารณาอย่างรอบคอบถึงการนำมาใช้ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์และมีผลข้างเคียง (Side Effects) น้อยที่สุด
๒.๑ พันธุวิศวกรรมแบบสนองสัญชาตญาณ (GMOs for Instinct)
แน่นอนหากมนุษย์เราซึ่งมีแรงขับโดยสัญชาตญาณ (ID=Instict Drive) มักจะสร้างหรือผลิตอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง ก็เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์นั่นคือ ความสะดวกสบาย รวดเร็วทันใจ เพิ่มปริมาณการผลิต ผลกำไร และสร้างความร่ำรวยได้ในที่สุด ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่ตราบใดที่มนุษย์ยังหลงตนเองคิดว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลางของโลก(Human Being is The World Centre) โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อมทั้งชีวภาพและระบบนิเวศน์แล้ว ปัญหาย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเพราะเรากำลังพัฒนาองค์ความรู้ว่าด้วยรหัสพันธุกรรมและพันธุวิศวกรรมเพื่อสนองสัญชาตญาณ แม้จะเป็นผลิตผลที่ชาญฉลาดของมนุษย์ แต่ผลข้างเคียงอาจจะก่อให้เกิดมหันตภัยทำให้มนุษยชาติประสบกับความหายนะในอนาคตได้ จึงไม่น่าไว้ใจและยังไม่ปลอดภัยสำหรับองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณและเพื่อสนองสัญชาตญาณของมนุษย์ในระยะสั้น ๆ โดยเป็นไปเพื่อผลประโยชน์เพียงไม่กี่ประเทศ
ดังตัวอย่างรายงานทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นที่กล่าวถึงผลกระทบของพืชและอาหารแปลงพันธุกรรม ที่มีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมดังนี้
๒.๑.๑. ผลกระทบที่มีต่อต่อสุขภาพ
ดร.อาร์พัด พุสตัย นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านโปรตีนระดับโลก แห่งสถาบันโรเวตต์(Rowett Institute) เมืองอะเบอร์ดีน สก็อตแลนด์ วิจัยพบว่าหนูทดลองที่กินมันฝรั่งแปลงพันธุกรรมมีภูมิต้านทานในร่างกายน้อยลง และมีการเจริญเติบโตของสมอง หัวใจ ตับ ไต ผิดปกติ
ดร.สแตนเลย์ อีเวน มหาวิทยาลัยการแพทย์อะเบอร์ดีน ได้ออกมายืนยันการทดลองดังกล่าวว่า หนูทดลองที่กินมันฝรั่งตัดต่อพันธุกรรมจะมีการเจริญเติบโตผิดปกติโดยเฉพาะที่ผนังกระเพาะ
โบวีน โกร้ท ฮอร์โมน (BGH) ที่เกิดจากการตัดต่อยีนเพื่อเร่งความเจริญเติบโตและเพิ่มผลผลิตน้ำนมให้มากขึ้น มีผลข้างเคียงคือ แม่วัวสูญเสียแคลเซียมในกระดูก โครงสร้างทรุด มีอัตราการตายสูงขึ้น อัตราการเกิดลูกวัวลดลง เกิดโรคต่อมน้ำนมอักเสบ และมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้ดื่มน้ำนมวัวนี้เข้าไปเกิดโรคมะเร็งได้
ยีนชี้ตำแหน่งที่ใช้สร้างพืชแปลงพันธุกรรมมักเป็นยีนที่มีคุณสมบัติต้านทานต่อยาปฏิชีวนะ การบริโภคอาหารแปลงพันธุกรรมที่ผลิตจากพืชแปลงพันธุกรรมนี้ ทำให้แบคทีเรียในระบบน้ำย่อยอาหารมีความต้านทานต่อยาปฏิชีวนะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ยาปฏิชีวนะที่ใช้เยียวยามนุษย์ใช้ไม่ได้ผลใด ๆ ในอนาคต
พ.ศ. ๒๕๓๓–๒๕๔๔ บริษัทโซวาเดนโก้ ของญี่ปุ่น ผลิตโปรตีนแอลทริปโทแฟน(L-tryptophan) โดยการตัดต่อยีนจากแบคทีเรียชนิดหนึ่งเข้าไปในโปรตีนดังกล่าว ภายหลังผลิตภัณฑ์อาหารเสริมดังกล่าวมีผลต่อผู้บริโภคจำนวนหนึ่งเกิดอาหารบวมตามข้อ ผิวหนังพุพอง ปวดหัว และระบบภูมิคุ้มกันต่ำ มีคนเสียชีวิต ๓๗ ราย พิการถาวร ๑,๕๐๐ ราย และต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีก ๕,๐๐๐ ราย
๒.๑.๒ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์
เกสรของพืชแปลงพันธุกรรมจะส่งผลเสียต่อพืชพันธุ์พื้นเมือง โดยมีนก แมลง และลม เป็นพาหะในการแพร่กระจาย ทำให้พืชพันธุ์ดั้งเดิมกลายพันธุ์ปนเปื้อนกับยีนของพืชแปลงพันธุกรรม และพืชพื้นเมืองของท้องถิ่นนั้น ๆ บางชนิดอาจจะสูญพันธุ์ไปภายในระยะเวลาไม่กี่ปี
พืชแปลงพันธุกรรมมีภูมิต้านทานยาปราบศัตรูพืชสูง เช่น ถั่วเหลืองราวด์อัพ ข้าวโพดราวด์อัพ ทำให้ต้องใช้ปริมาณยากำจัดศัตรูพืชและวัชพืชเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าตัว ทำให้ปริมาณความเข้มของสารเคมีพิษตกค้างในระบบนิเวศน์มากจนอาจจะทำลายระบบความสมดุลนิเวศน์ได้
เจ.อี.ลูซี่.(J.E.Losey) นักวิทยาศาสตร์ แห่งมหาทยาลัยคอร์แนล วิจัยพบว่า ตัวอ่อนของผีเสื้อโมนาช หลังจากกินอาหารที่มีละอองข้าวโพดบีทีผสมอยู่ จะตายเพิ่มขึ้นเป็น ๔๔ เปอร์เซ็นต์ ภายใน ๔ วัน และพบว่าพืชแปลงพันธุกรรมที่เกิดจากการตัดต่อยีนบีที กก่อให้เกิดผลกระทบต่อแมลงช้างซึ่งเป็นแมลงที่มีประโยชน์ชนิดหนึ่งในระบบนิเวศน์ด้วย
๒.๒ พันธุวิศวกรรมแบบวิปัสสนาปัญญา (Insight Meditation for GMOs)
เมื่อ ๒๕๔๐ ปีที่ผ่านมา มีมนุษย์ท่านหนึ่งที่ได้พยามคิดค้นการถอดรหัสพันธุกรรม และพันธุวิศวกรรมของมนุษย์ เพื่อแก้ไปปัญหาว่าด้วยสัญชาตญาณฝ่ายต่ำ(Lower fetters)๒ ที่เป็นตัวเหนี่ยวนำเผ่าพันธุ์มนุษย์ลงสู่ภูมิที่ต่ำลงไปเรื่อย ๆ ท่านได้ทุ่มเทสติปัญญาสรรพวิทยาการและความพากเพียรพยายามจนถึงที่สุดที่เรียกว่าทุกกรกิริยา และในที่สุดท่านก็ได้ค้นพบการถอดรหัสพันธุกรรมและพันธุวิศวกรรมที่แท้จริงและสูงส่ง(Ultimate Truth) ทำให้มนุษย์ธรรมดากลายเป็นอารยชน(อริยชน) ที่หลุดพ้นจากพันธนาการของสัญชาตญาณใด ๆ ด้วยการรู้แจ้งสรรพสิ่งภายในจิตของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “ขันธ์ ๕” (Five Aggregates) อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานสาเหตุแห่งปัญหานานัปการ ซึ่งเรียกกระบวนการค้นคว้าและเรียนรู้จนเกิดองค์ความรู้ใหม่นี้ว่า “อริยสัจธรรม ๔” (Four Noble Truths) หมายถึงกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องโดยใช้ชีวิตเป็นเดิมพันจนกระทั่งรู้แจ้งชัดถึงความจริงแท้และสูงสุดซึ่งส่งผลให้มนุษย์หลุดพ้นจากพันธนาการของสัญชาตญาณเข้าถึงภาวะแห่งอารยชน(อริยชน)โดยอาศัยปัจจัยเกื้อหนุนกระบวนการศึกษาจนให้เกิดความรู้ระดับ “ปัญญาญาณ (วิปัสสนาญาณ หรือ โพธิญาณ)” (Perfected Wisdom / Insight Wisdom / Enlightenment) ซึ่งมีอยู่ ๒ ประการ๓ คือ
๑. ปัจจัยภายนอก หรือ ปรโต โฆสะ (External Inducement or Hearing / Learning from the others) ได้แก่ การศึกษา การเรียนรู้ทฤษฎีที่ถูกต้อง(สัมมาทิฏฐิ) หลักการคิดที่เป็นไปเพื่อการขจัดขัดเกลาอาสวะกิเลสในจิตใจ และหลักความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย(อิทัปปัจจยตา) โดยอาศัยการฟัง อ่าน สอบถาม และฝึกฝน ซึ่งมีครูอาจารย์ที่เป็นกัลยาณมิตรมีจิตประกอบด้วยเมตตาช่วยถ่ายทอดวิทยาการที่แท้จริง
๒. ปัจจัยภายใน หรือ โยนิโส มนสิการ ( Genetical / Analytical / Systematic Reflection)ได้แก่ การลงมือนำหลักการ ทฤษฎี และประสบการณ์จากการค้นคว้าทดลองมาพิจารณาตรวจสอบด้วยปัญญาญาณที่เกิดจากการอบรม “วิปัสสนา”(Insight Meditation) โดยมี “มรรค ๘ หรือ ทางสายกลาง(Middle Way=ศีล สมาธิ ปัญญา) และ ขันธ์ ๕” เป็นเครื่องมือและอุปกรณ์ในการทดลอง
เมื่อมีปัจจัยแห่งการศึกษาข้างต้นพร้อมโดยสมบูรณ์แล้วจะเข้าใจแจ่มแจ้งในสรรพสิ่งทั้งที่เป็นชีวภาพและกายภาพ ปรับรหัสพันธุกรรมและพันธุวิศวกรรมจากปุถุชน กลายพันธุ์เป็นมนุษย์กัลยาณชน สาธุชน และอารยชน(อริยชน)ในที่สุด ดังที่กล่าวไว้ในอุทานคาถาว่า “เมื่อใดแล ธรรม(สรรพสิ่งที่เป็นวัตถุวิสัยและจิตวิสัย) ปรากฏชัดแก่พราหมณ์๔ ผู้มีความเพียร(สัมมาวายามะ) ***งอยู่(สัมมาสมาธิ) เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมหมดสิ้นไป เพราะรู้ธรรมพร้อมทั้งเหตุ…..เพราะได้รู้ความหมดสิ้นไปแห่งเหตุปัจจัยทั้งหลาย…..เมื่อนั้น พราหมณ์นั้นย่อมกำจัดมารและเสนามารเสียได้ดุจดวงอาทิตย์อุทัยขึ้นสาดส่องท้องฟ้าให้สว่างไสว ฉะนั้น”๕ และ “เมื่อใด พระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง…. เป็นทุกข์….เป็นอนัตตา เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์(ปัญหาชีวิต) นั่นเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์”๖
จากนั้น ท่านได้แสดงให้เห็นกระบวนการเรียนรู้และพฤติกรรมหลังจากแปลงพันธุกรรมแล้วจะมีลักษณะดังที่กล่าวไว้ในติลักขณาทิคาถาว่า “…ส่วนชนเหล่าใดประพฤติตามธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยชอบ(สวากขาตธรรม) ชนเหล่านั้นจักข้ามพ้นวัฏฏะอันเป็นบ่วงมารที่ข้ามได้แสนยาก จักถึงฝั่งโน้น(ฝั่งแห่งพระนิพพานปราศจากกิเลสที่เป็นเหตุแห่งทุกข์คือปัญหาชีวิต) บัณฑิตละธรรมดำ(อกุศลธรรม)แล้ว พึงเจริญธรรมขาว(กุศลธรรม) ออกจากที่มีน้ำ(ตัณหา) ละกามทั้งหลายแล้ว เป็นผู้หมดความกังวล พึงปรารถนาความยินดีในวิเวก(ใจที่สงบสงัดจากกิเลสเหตุให้จิตวุ่นวายเดือดร้อน) ที่ยินดีได้ยากยิ่ง บัณฑิตพึงชำระตนให้ผ่องแผ้วจากเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตทั้งหลาย บัณฑิตเหล่าใด อบรมจิตโดยชอบ(ด้วยอริยัฏฐังคิกมรรค) ในองค์ธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้ทั้งหลาย(โพธิปักขิยธรรม ๓๗) ไม่ถือมั่น ยินดีในนิพพานเป็นที่สละความยึดมั่น บัณฑิตเหล่านั้นสิ้นอาสวะแล้ว มีความรุ่งเรือง ดับสนิทแล้วในโลก”๗ นี่คือการแปลงพันธุกรรมแบบวิปัสสนาญาณที่เป็นไปเพื่อสันติสุขและสร้างสรรค์มนุษยชาติให้ประสบอิสรภาพ ภราดรภาพ เอกีภาพร่วมกันไม่มีผลกระทบที่เป็นอันตรายใด ๆ ไร้พิษ ปลอดภัย วางใจได้ และเป็นที่ยอมรับขององค์การสหประชาติ๘

๓. วิปัสสนากัมมัฏฐานคือการแก้ไขพันธุวิศวกรรมแนวพุทธ
(Insight Meditation as The Buddhist Resolution of GMOs )
การแก้ไข ดัดแปลง ตัดต่อ หรือตกแต่งพันธุกรรมของคนหรือสัตว์ เพื่อสนองสัญชาตญาณของมนุษย์ดังที่กล่าวแล้ว ไม่มีทางที่จะหมดปัญหาละยุติความยุ่งยากไว้แค่นั้น หากจะเป็นเงื่อนไข หรือเหตุปัจจัยให้เกิดปัญหาหรือผลกระทบอย่างอื่น ๆ ตามมา ทั้งต่อสิ่งมีชีวิตที่เป็นมนุษย์ สัตว์ พืชสิ่งแวดล้อมทางสังคมและทางระบบนิเวศน์
๓.๑ วิธีทำพันธุวิศวกรรมแนวพุทธ (The Method of Buddhist GMOs)
การอุบัติขึ้นแห่งพุทธศาสนาเป็นการเริ่มต้นของการประกาศศักยภาพของเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นครั้งแรกในโลก ให้ชาวโลกได้รู้ว่า “มนุษย์และมนุษย์เท่านั้นที่สามารถเป็นพุทธะได้” (Man and Only man can become Buddha) และเป็นได้ด้วยสติปัญญาและเรียวแรงแห่งความพยายามของมนุษย์เอง ดังประวัติศาสตร์ปรากฏชัดว่า พระองค์ทรงทดลองทุกทางและทุกวิธีที่จะบรรลุถึงการถอดรหัสพันธุกรรมแห่งความทุกข์ที่มีประจำในร่างกายและจิตใจของมวลมุษยชาติมาช้านานไม่มีที่สิ้นสุดนี้ออก และค้นพบวิธีทำพันธุวิศวกรรมแนวพุทธ จึงเป็นมนุษย์คนแรกในโลกที่ประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ ด้วย การตรัสรู้(Genetical and Self-Enlightenment) ครอบคลุมถึงสรรพสิ่งที่ไม่มีชีวิตนั่นคือ อริยสัจ ๔๙ ความจริงที่ว่า ด้วยทุกข์(ปัญหาชีวิต) ตัณหาสาเหตุของทุกข์(ปัญหาชีวิต) ความดับทุกข์(นิโรธ) และวิธีปฏิบัติที่ทำให้ระงับดับทุกข์(ปัญหาชีวิต) กล่าวคือ การรู้แจ้งด้วยปัญญาญาณ ๓ ประการ ในความจริง ๔ ประการว่า “นี้คือทุกข์(ปัญหาชีวิต) นี้คือตัณหาสาเหตุของทุกข์(ปัญหาชีวิต) นี้คือความดับทุกข์(นิโรธ) และนี้คือวิธีปฏิบัติที่ทำให้ระงับดับทุกข์(ปัญหาชีวิต)” เรียกความรู้ทั้งสี่นี้ว่า “สัจจญาณ” จากนั้นก็รู้ชัดว่า “ทุกข์(ปัญหาชีวิต)ควรศึกษาให้รู้ชัด ตัณหาสาเหตุของทุกข์(ปัญหาชีวิต)ควรกำจัดให้หมดสิ้นไปจากจิตใจ ความดับทุกข์(นิโรธ)ควรทำให้เกิดขึ้น และนี้คือวิธีปฏิบัติที่ทำให้ระงับดับทุกข์(ปัญหาชีวิต)ควรลงมือปฏิบัติให้ถูกต้อง” เรียกความรู้ทั้งสี่นี้ว่า “กิจจญาณ” และที่สุดได้รู้ชัดว่า “ทุกข์(ปัญหาชีวิต)นั้นได้ศึกษาให้รู้แจ้งชัดแล้ว ตัณหาสาเหตุของทุกข์(ปัญหาชีวิต)ได้กำจัดให้หมดสิ้นไปจากจิตใจแล้ว ความดับทุกข์(นิโรธ)ได้ทำให้เกิดขึ้นแล้ว และวิธีปฏิบัติที่ทำให้ระงับดับทุกข์(ปัญหาชีวิต)ได้ลงมือปฏิบัติให้ถูกต้องแล้ว” เรียกความรู้ทั้งสี่นี้ว่า “กตญาณ”
วิธีการถอดรหัสพันธุกรรมและพันธุวิศวกรรมแนวพุทธนี้มิได้จำกัดไว้เฉพาะชาวพุทธเท่านั้น หากท้าทายให้มนุษยชาติชาวโลกทุกตัวตนมาพิสูจน์(เอหิปัสสิโก) ลงมือทดลองด้วยตนเอง(โอปนยิโก) และกระตุ้นให้ผู้มีปัญญารู้ประจักษ์ชัดด้วยจิตใจตนเอง(ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ)



๓.๒ คุณค่าวิปัสสนากัมมัฏฐานต่อการแก้ปัญหาพันธุกรรมที่นำสู่สันติสุขของโลก
(Insight Meditative Values for The Resolution of GMOs Leading to World Peace)

การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานคือกรรมวิธีกระตุ้นให้มนุษยชาติเกิดปัญญาญาณ หรือ วิปัสสนาญาณเข้าใจชีวิตของสรรพสิ่งโดยเฉพาะชีวิตตนเองและเพื่อนมนุษย์ด้วยกันตามเป็นจริงว่า มันมีสภาพสักแต่ว่ารูปและนาม (ขันธ์ ๕) ที่มีลักษณะเสมอเหมือนกัน(สามัญญตา)คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา หรือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วขณะ และดับสลายไปในที่สุด ตามเหตุปัจจัยอย่างนั้น จิตที่รู้ชัดด้วยปัญญาเช่นนี้คือเป้าหมายสูงสุดของวิถีแห่งพุทธะ โดยการถ่ายถอดแยกรหัสพันธุกรรมฝ่ายอกุศลธรรม(กณฺหํ ธมฺมํ วิปฺปหาย=จำกัดธรรมที่เป็นพันธุกรรมดำอันจะก่อให้เกิดผลเสีย) ซึ่งไม่พึงปรารถนาออก จากนั้นจัดทำพันธุวิศวกรรมภายในจิตด้วยกุศลธรรม (สุกฺกํ ภาเวถ ปณฺฑิโต = พัฒนาพันธุกรรมที่เป็นธรรมขาวฟอกจิตให้สะอาดบริสุทธิ์โดยอาศัยปัญญาญาณ) ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ทำ คำที่พูด และความคิดให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์ฝ่ายเดียว หลังจากตัดต่อและตกแต่งพันธุกรรมภายในดีแล้วจะแสดงพฤติกรรมออกมาในลักษณะเมตตา(รักสรรพสัตว์) กรุณา(สงสารต่อสรรพสัตว์) เบิกบานผ่องใสร่าเริงกับคนดี(มุทิตา) และสุขุมเยือกเย็นคอยหาโอกาสกระตุ้นให้คนมีกำลังกายและจิตใจทำดียิ่งขึ้น(อุเบกขา) จะเพรียบพร้อมไปด้วยทาน(การให้) ศีล(มีข้อควบคุมกายวาจาและมีวินัยตนเอง) มีปัญญา(เข้าใจสรรพสิ่งตามธรรมชาติที่เป็นจริง) ดังพระพุทธองค์ทรงพระกรุณากระตุ้นให้ มหาโจรองคุลิมาล๑๐ ผู้มีจิต***มโหดโดยการถอดรหัสพันธุกรรมที่***มโหดออก และตัดต่อพันธุกรรมเปลี่ยนแปลงให้กลับตัวเป็นคนดีมีศีลธรรม น้อมนำกายจิตเข้าบวชเป็นบรรพชิตกลายพันธุ์เป็น พระองคุลิมาลผู้เปี่ยมด้วยเมตตาไร้ปัญหาไม่น่ากลัวปลอดภัยและไว้วางใจอบอุ่นใจเมื่อเข้าใกล้ อีกตัวอย่างหนึ่ง นิโครธสามเณร๑๑ได้ถวายการถอดรหัสพันธุกรรมที่***มโหดของพระเจ้าอโศกมหาราชซึ่งได้พระสมญานามว่า จัณฑาโศกราช (พระเจ้าอโศกผู้มีจิตใจโหดร้ายทารุณ)ออก และตัดต่อพันธุกรรมเปลี่ยนแปลงจิตใจและพฤติกรรมของพระองค์ให้กลายพันธุ์เป็น พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ผู้เคารพพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ เป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกในการทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ ๓ ณ วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตร แคว้นมคธ ทรงส่งพระสมณทูตไปประกาศพระพุทธศาสนาถึง ๙ สาย และทรงสร้างพระพุทธวิหารเจดีย์ ๘๔,๐๐๐ แห่ง กระจายทั่วชมพูทวีป พร้อมกับโปรดให้จารึกเสาหิน(Ashok’s Pillars) บอกถึงความสำคัญของสถานที่นั้น ๆ ว่าเป็นสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพานแห่งองค์พระบรมศาสดา ทำให้ชาวพุทธและมนุษยชาติในโลกได้ศึกษารู้ว่าพระพุทธองค์ทรงเป็นบุคคลในประวัติสาสตร์ที่ประกาศหลักการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ และตัดต่อ ตกแต่งดัดแปลงพันธุกรรมมนุษยชาติให้พัฒนาการกลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์(Perfected Human)

บทสรุป
หากมนุษยชาติหันมาแก้ไขปัญหาชีวิต(ทุกข์) ของตนเอง และเพื่อนร่วมโลกด้วยวิธีการแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งเป็นวิธีการจีเอ็มโอแนวพุทธที่ผ่านการทดลองมาแล้ว ๒๕๔๕ ปี เชื่อแน่ว่า ปัญหาผลกระทบข้างเคียงที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีจีเอ็มโอ เพื่อสนองสัญชาตญาณของคนยุคใหม่จะไม่เกิดขึ้น ตรงข้ามจีเอ็มโอที่มีหลักวิปัสสนาญาณเข้าไปถอดรหัสพันธุกรรมสัญชาตญาณฝ่ายต่ำออก และดัดแปลงตัดต่อแก้ไขใส่พันธุกรรมฝ่ายดีที่มีอยู่ให้กลายพันธุ์มาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นกัลยาณชน สาธุชน และอารยชน(อริยชน)ในที่สุด ก็จักนำความสุขสงบเย็นเป็นสันติที่แท้มาสู่โลกนี้อย่างแน่นอนโดยปราศจากความขัดแย้ง ไร้ผลข้างเคียงและผลกระทบใด ๆ เพราะเป็นผลิตผลจากจิตใจที่สะอาดปราศจากความเห็นแก่ตัวมีแต่ปัญญา ความรักเมตตา กรุณาที่เป็นสากลนั่นเอง ■


บรรณานุกรม
๑. ขุททกนิกาย ปรมตฺถโชติกา ขุทฺทกปาฐอฏฺฐกถา
๒. ขุททกนิกาย ธมฺมปทอฏฺฐกถา, อฏฺฐโม ภาโค
๓. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
(เล่มที่๔,๑๒,๑๓,๒๐,๒๔,๓๕), ๒๕๓๙
๔. พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตฺโต.) ธรรมนูญชีวิต. กรุงเทพฯ:
โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๒
๕. พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตฺโต.) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. กรุงเทพฯ:
โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๓
๖. พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตฺโต.) พระพุทธศาสนาในอาเซีย. กรุงเทพฯ: ธรรมสภา,๒๕๔๐
๗. พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตฺโต.) สมาธิ ฐานสู่สุขภาพจิตและปัญญาหยั่งรู้. กรุงเทพฯ:
โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๔
๘. วินยปิฏก สมนฺตปาสาทิกา, ปฐโม ภาโค
๙. สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค. ภัยของพืชและอาหารแปลงพันธุกรรม. กรุงเทพฯ : หนังสือพิมพ์
ผู้จัดการรายวัน,๒๕๔๒
๑๐. สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค. อะไรคือ GMOs. กรุงเทพฯ : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน,๒๕๔๒
๑๑.สำนักนโยบายและแผนการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม, กระทรวงศึกษาธิการ.
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒. โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๒
๑๒. หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕
๑๓. Kalansuriya A.D.P. A Philosophical Analysis of Buddhist Notions.
Delhi : Sri Satguru Publications,1987.
๑๔. Kanai lal Hazra. Royal Patronage of Buddhism in Ancient India.
Delhi: D.K. Publications,1984.
๑๕. Nolan Pliny Jacobson. Buddhism The Religion of Analysis.
London : George Allen & Unwin LTD, 1996.





จาก : พระมหานพดล ปุญญสุวฑฺฒโก - 15/05/2002 15:03 เก็บกระทู้นี้ ไว้ในที่ส่วนตัวของคุณ

ข้อความ : ชื่นชม และยินดีที่ได้มีโอกาสรับทราบข้อมูลที่หลากหลายเช่นนี้

จาก : Pradit Ngonmanee, Mr. - - bbapnm@au.ac.th - 11/03/2003 13:47

ข้อความ : ดีใจครับที่ได้มีโกสได้รับความรู้ ที่สังคมเปิดกว้าง

จาก : หวน - - aaau_511_224@yahoo.co.th - 22/07/2006 09:11

ข้อความ : พระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์
“The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend a personal God and avoid dogmas and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising , from the experience of all things, natural and spiritual as a meaningful unity.
Buddhism answers this description.. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism.”
“ศาสนาในอนาคตจะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือ พระเจ้าที่มีตัวตนและควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุม ทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนสำนึกทางศาสนาที่เกิดขึ้นจาก ประสบการณ์ตรงต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวม ที่มีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้ .. ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัย ปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา ”
Albert Einstein ( อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ )
นักฟิสิกส์ ชาวเยอรมัน ผู้เสนอทฤษฎีสัมพันธภาพ

อ้างอิง. Eistien , 1879- 1955,
Great personalities on Buddhism, By K. Dhammananda,
Thera , Kuala Lumpur, Malaysia : Buddhist Missionary
Society, 1965, p.87.


จาก : พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี - 07/04/2007 19:31

มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
ชื่อ :
Email :
ข้อความ :


ฝ่ายวิปัสสนาธุระขอขอบคุณที่เยี่ยมชม
The Ryo's GYM : Bodybuilding and Fitness guide