หัวข้อ : ข้อมูลวันสารท
ข้อความ : ข้าวทิพย์ ข้าวมธุปายาส ข้าวยาคู และกระยาสารท
ในช่วงเทศกาลงานบุญต่างๆ ในแต่ละปี เรามักจะได้ยินได้ฟังคนพูดถึงการกวนข้าวทิพย์บ้าง กวนกระยาสารทบ้าง แล้วยังมีเรื่องของข้าวมธุปายาส รวมไปถึงข้าวยาคูด้วย(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)
ซงชื่อข้าวเหล่านี้ อาจทำให้หลายคนสับสนว่าแต่ละอย่างมีลักษณะอย่างไร เหมือนกันหรือไม่ และทำในโอกาสใดบ้าง ดังนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนำเรื่องราวความเป็นมาของอาหารข้างต้น มาเล่าสู่กันฟังพอสังเขป
เมื่อพูดถึงข้าวทิพย์ คนโดยทั่วไปจะนึกถึงอาหารหวานที่มีพิธีกรรมในการทำเป็นพิเศษ มีส่วนผสมมากมาย ซึ่งมีผู้ให้คำจำกัดความของ ข้าวทิพย์ว่า หมายถึงอาหารที่มีรสโอชะ ประกอบด้วยถั่ว งา ข้าวโพด ข้าวฟ่าง มันเทศ น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำนมโค ฯลฯ มากวนรวมกัน โดยผู้กวนต้องเป็นสาวพรหมจารีย์ ส่วนข้าวมธุปายาส เดิมหมายถึง ข้าวที่หุงกวนด้วยน้ำผึ้งและน้ำนม สำหรับข้าวยาคู เป็นขนมไทยที่มีมาแต่โบราณ ทำจากเมล็ดข้าวอ่อนตำ แล้วคั้นเอาน้ำไปตั้งไฟจนสุก แล้วใส่น้ำตาล และกระยาสารท ก็คือ ขนมที่ทำด้วยถั่ว งา ข้าวเม่า ข้าวตอก กวนกับน้ำตาล
ทั้งหมดเป็นอาหารหวานที่มีความเป็นมานับแต่โบราณ กล่าวคือข้าวมธุปายาส มีตำนานเล่าว่า นางสุชาดา บุตรสาวเศรษฐีบ้านเสนานิคม ได้บวงสรวงขอลูกชายต่อเทวดาประจำต้นไทร ครั้นได้สมประสงค์ จึงได้หุงข้าวมธุปายาส ใส่ถาดทองคำไปแก้บน เมื่อพบเจ้าชายสิทธัตถะ ก็สำคัญว่าเป็นรุกขเทวดา แสดงตนเป็นนักบวช จึงนำข้าวมธุปายาสไปถวาย เมื่อทราบความจริง ก็ยิ่งเกิดความศรัทธา น้อมถวายทั้งถาดทองคำนั้น หลังจากที่พระพุทธองค์ได้เสวยมธุปายาสนี้แล้ว ก็ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณในคืนนั้น อันเป็นคืนวันเพ็ญวิสาขะนั่นเอง จึงมีความเชื่อกันว่า ข้าวมธุปายาส เป็นอาหารวิเศษ ผู้ใดมีวาสนาได้กินแล้ว จะมีร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัย อุดมด้วยสติปัญญา และเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตผู้นั้น
การหุงข้าวมธุปายาสของนางสุชาดานี้ มิใช่เป็นการหุงข้าวเจือด้วยน้ำผึ้ง น้ำนมธรรมดา แต่มีการตระเตรียมน้ำนมโคที่ใช้อย่างประณีตยิ่ง คือนางให้เลี้ยงแม่วัวในป่าชะเอม ๑,๐๐๐ ตัว แล้วให้แม่วัวอีก ๕๐๐ ตัว มาดูดนมของแม่วัวพันตัวแรก แล้วให้แม่วัวอีก ๒๕๐ ตัวมาดูดนมของแม่วัว ๕๐๐ ตัวหลัง และลดจำนวนวัวไปเรื่อย จนเหลือแม่วัว ๘ ตัวสุดท้ายที่ดูดน้ำนมจากโค ๑๖ ตัวหลังสุด จากนั้น จึงนำน้ำนมโคจาก ๘ ตัวสุดท้ายซึ่งมีความเข้มข้น มาต้มเคี่ยวจนเป็นนมข้นหวานที่มีรสอร่อย แล้วจึงนำมาหุงเป็นข้าวมธุปายาส กล่าวกันว่าในวันหุงข้าวนี้ มีเทวดานำโอชารสมาใส่ในหม้อปรุง และมีประชาชนบีบน้ำผึ้งจากรวงมาร่วมใส่ไปด้วย
ส่วนข้าวยาคู มีตำนานเล่าว่าการที่พระอัญญาโกณฑัญญะ บรรลุธรรมก่อนผู้อื่นก็เพราะในชาติก่อนโน้น ท่านเกิดเป็นชาวนาพี่น้อง ๒ คน มีไร่นากว้างขวาง ตัวท่านชื่อจุลการ มีพี่ชายชื่อมหาการ ในฤดูที่ข้าวตั้งท้องออกรวง จุลการเห็นว่าควรนำน้ำนมข้าวมาทำอาหารถวายพระพุทธเจ้าผู้มีนามว่า วิปัสสี แต่พี่ชายท่านไม่เห็นด้วย เพราะจะต้องเสียข้าวไปไม่น้อย ท่านจึงขอแบ่งไร่นาและนำเมล็ดข้าวในส่วนของตนทำข้าวยาคู ไปถวายและอธิษฐานขอให้ได้เกิดในบวรพุทธศาสนา และบรรลุธรรมก่อนผู้อื่น ซึ่งปรากฏเหตุอัศจรรย์ว่าข้าวสาลีในนาจุลการที่เก็บรวงไปแล้ว กลับออกรวงสมบูรณ์ขึ้นมาอีก จนสามารถนำไปทำข้าวยาคูได้อีกถึง ๙ ครั้ง และด้วยอานิสงส์นี้เอง จึงทำให้จุลการได้ไปเกิดเป็นพราหมณ์โกณฑัญญะ ในสมัยพระสมณโคดม และเกิดดวงตาเห็นธรรมก่อนผู้อื่น
จากสองตำนานข้างต้นนี้เอง จึงเป็นที่มาของการทำข้าวยาคู และกวนข้าวมธุปายาส ซึ่งแต่เดิมการกวนข้าวมธุปายาส หรือที่เรามักเรียกว่า ”กวนข้าวทิพย์ ” นี้ เป็นศาสนกิจของพราหมณ์ ต่อมาภายหลังพุทธศาสนิกชนได้นำมาปฏิบัติเป็นประเพณี จึงปรับให้เข้ากับเรื่องราวทางพุทธศาสนา ดังเรื่องราวนางสุชาดาและจุลการที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งในประเทศไทยการกวนข้าวทิพย์นี้ มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แล้วได้มีการฟื้นฟูครั้งใหญ่ในรัชกาลที่ ๑ และงดไปในรัชกาลที่ ๒ และ ๓ จวบจนสมัยรัชกาลที่ ๔ จึงได้มีการฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีก โดยได้เพิ่มพิธีทางพุทธศาสนาเข้ามาด้วย
ในพระราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบสองเดือน ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้กล่าวถึงเรื่องการทำข้าวมธุปายาส หรือข้าวทิพย์ว่า “ครั้นเดือน ๑๐ ถึงการพระราชพิธีภัทรบทเป็นนักขัตฤกษ์ มหาชนกระทำมธุปายาสทาน และจะเด็ดรวงข้าวสาลีเป็นปฐมเก็บเกี่ยว ชีพ่อพราหมณ์ทั้งปวงก็เริ่มการพลีกรรมบวงสรวงสังเวยพระไพสพ ..... ฝ่ายข้างพระพุทธศาสนาพระราชพิธีภัทรบทนี้ เป็นสมัยหมู่มหาชนกระทำมธุปายาสยาคู อังคาสพระภิกษุสงฆ์และเลี้ยงพราหมณ์ ทั้งบูชาพระรัตนตรัยด้วย” (อังคาส แปลว่า การถวายอาหารพระ ส่วนภัทรบทเป็นพิธีลอยบาปของพราหมณ์ ซึ่งจะชำระตัวให้สะอาดก่อนรับข้าวมธุปายาส)
จากข้อความข้างต้น เราจะเห็นว่าสมัยก่อน การทำข้าวมธุปายาสหรือกวนข้าวทิพย์ จะนิยมทำกันในเดือน ๑๐ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า สารทเดือนสิบ อันหมายถึงการทำบุญเดือนสิบ หรือที่รู้จักในปัจจุบันคือวันสารทไทย (วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีนี้ตรงกับวันที่ ๓ ตุลาคม) ซึ่งการทำบุญดังกล่าวนี้ พระยาอนุมานราชธนได้สันนิษฐานว่า น่าจะนำมาจากคติอินเดีย เกี่ยวกับผลแรกได้ ที่สมัยโบราณมีความเชื่อว่า เมื่อการเก็บเกี่ยวได้ผลเป็นครั้งแรก จะเป็นข้าวหรือผลไม้หรืออะไรก็ตาม จะต้องนำสิ่งนั้นมาสังเวยบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือเสียก่อน เพราะถือว่าเป็นผู้บันดาลให้พืชพันธุ์ธัญญาหารงอกงาม และช่วงที่เก็บเกี่ยวข้าวที่ว่าจะอยู่ในฤดูสารท หรือช่วงฤดูใบไม้ร่วงของบางประเทศ อันตกอยู่ในราวๆ เดือน ๑๐ ทางจันทรคติของไทย ซึ่งโดยความจริงข้าวของเราจะยังไม่สุก มีเพียงผลไม้บางชนิดเท่านั้นที่สุก แต่เนื่องจากเรารับความเชื่อนี้มา จึงมีปรับเปลี่ยนใช้ข้าวเก่าทำเป็นข้าวเม่า ผสมกับถั่ว งาและสิ่งอื่นกลายเป็นขนมกระยาสารท ขึ้นมา ซึ่งแต่ก่อนก็คงมีการนำไปสังเวยเทวดา และผีสางต่างๆ ตามความเชื่อเดิม ต่อมาเมื่อเรานับถือศาสนาพุทธ จึงได้เปลี่ยนมาเป็นการทำบุญถวายพระ และก็ยังนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษอยู่ตามความเชื่อเดิมด้วย นอกจากนี้ยังเป็นช่วงกล้วยไข่สุกพอดี จึงถวายไปพร้อมๆ กัน เป็นการตัดรสหวานจัดของกระยาสารทไปด้วย ซึ่งการทำบุญเดือนสิบนี้ มีในหลายภูมิภาค เช่นทางอีสาน เรียกว่า บุญข้าวสาก หรือสลากภัต เป็นหนึ่งในฮีตสิบสอง อันเป็นการทำบุญอุทิศให้ผู้ตายหรือเปรต โดยข้าวสากจะทำด้วยข้าวเม่า ข้าวพอง ข้าวตอกคลุกเข้ากันผสมกับน้ำตาล น้ำอ้อย ถั่ว งา มะพร้าว คล้ายกระยาสารทของภาคกลาง
สำหรับประเพณีกวนข้าวมธุปายาสหรือข้าวทิพย์ ที่ทำในเดือนสิบ ก็คงมาจากคติเรื่อง “ผลแรกได้” ผสมผสานกับคติทางพุทธศาสนา จึงมีประเพณีนี้ปรากฏในพระราชนิพนธ์ประเพณีสิบสองเดือนดังที่พูดมาข้างต้น รวมทั้งอาจจะถือว่าเป็นการทำบุญให้เกิดสิริมงคลแก่ตน ที่มีชีวิตผ่านพ้นมาแล้วครึ่งปีของแต่ละปี (สมัยก่อนนับเดือน ๕ เป็นปีใหม่ เมื่อสิ้นเดือนสิบก็เป็นช่วงกลางปี) อีกทั้งยังเป็นการสืบต่อพระศาสนาด้วย
กล่าวโดยสรุป ขนมที่ใช้ทำบุญในเทศกาลเดือนสิบ หรือสารทเดือนสิบ นอกจากจะมีกระยาสารทที่ส่วนใหญ่จะทำเฉพาะเทศกาลสารทแล้ว ก็ยังมีกล้วยไข่ รวมถึงข้าวทิพย์ซึ่งเรียกกันว่า ข้าวมธุปายาสบ้าง ข้าวยาคูบ้าง ข้าวทิพย์ปายาสบ้าง ฯลฯ ปะปนกันไป ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว หากจะดูตามตำนานครั้งแรก เราจะเห็นได้ว่า ทั้งข้าวมธุปายาส และข้าวยาคูนั้น มีที่มาและกรรมวิธีที่ต่างกัน อย่างไรก็ดี สมัยต่อๆมาคงมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำจนคล้ายๆ กัน จึงเรียกแทนกันได้ ดังที่รัชกาลที่ ๕ ก็ทรงมีพระบรมราชาธิบายถึงเครื่องปรุงข้าวมธุปายาสว่า “ข้าวทิพย์ที่เรากวนอยู่ในพระราชพิธีทุกวันนี้ เห็นจะเกิดขึ้นด้วยนึกเอาเอง ดูตั้งใจจะให้มีถั่ว งา นม เนย และผลไม้ ให้พร้อมทุกอย่าง เป็นอันรวบรวมรสต่างๆ ลงมาเป็นอันหนึ่งอันเดียว จนเรียกกันในคำประกาศว่า อเนกรสปายาส”
สำหรับการกวนข้าวทิพย์หรือข้าวมธุปายาสนี้ มิได้ทำกันง่ายๆ ต้องประกอบด้วยพิธีกรรมหลายอย่าง ทั้งพิธีสงฆ์และพราหมณ์ เช่น ต้องมีพิธีบวงสรวงเทวดาและท้าวจตุโลกบาล เครื่องปรุง หากใช้แบบโบราณ ก็ต้องมีถึง ๑๐๘ ชนิด แต่ที่หลักๆ จะมี ๙ อย่าง คือ น้ำนมข้าว เนย น้ำอ้อย น้ำผึ้ง น้ำตาล นม ถั่ว งาและข้าวเม่า การกวนครั้งแรกต้องใช้สาวพรหมจารีย์ ต้องใช้ไม้ชัยพฤกษ์หรือไม้พุทราเป็นฟืนเท่านั้น อีกทั้งไฟที่ใช้ต้องเกิดจากแดดผ่านแว่นขยายที่เรียกว่า “สุริยกานต์” และต้องใช้น้ำพระพุทธมนต์พรมเครื่องปรุง เป็นต้น ส่วนการกวนข้าวยาคูนั้น บางแห่งอย่างทางใต้เขาจะมีหมอไสยศาสตร์ร่วมทำพิธีอยู่ด้วย ๑ คน
จากพิธีกรรมในการปรุงที่มีความพิเศษ ตลอดจนความเชื่อที่ว่าข้าวมธุปายาส หรือที่เรียกว่าข้าวทิพย์หรือข้าวยาคูนี้ เป็นข้าวศักดิ์สิทธิ์ที่จะทำให้ผู้กินพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ มีความสุขสวัสดี และเป็นมงคลแก่ชีวิตนี้เอง ข้าวนี้จึงมีชื่ออื่นๆ เรียกอีกว่า เข้า (ข้าว)พระเจ้าหลวงบ้าง เข้า(ข้าว)บ่ทุกข์บ่ยากบ้าง เพราะถือว่ากินแล้วทำให้หายจากความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ได้ ข้อสำคัญทำให้มีการกวนข้าวทิพย์ เป็นประเพณีในเทศกาลสำคัญๆอื่นๆ นอกเหนือไปจากการทำบุญในเดือนสิบด้วย เช่น งานวันออกพรรษา งานวันเพ็ญเดือนวิสาขะ วันเพ็ญเดือนสิบสอง งานปอยหลวง งานฉลองถาวรวัตถุ งานพิธีพุทธาภิเษก เป็นต้น ซึ่งภาคใต้สมัยก่อนยังนิยมทำในงานบวชนาค และช่วงวันขึ้น ๑๓ -๑๔ ค่ำเดือน ๓ ต่อเนื่องกับวันมาฆบูชาด้วย แต่มักจะเรียกกันว่า ข้าวยาคู มากกว่าข้าวมธุปายาส
ประเพณีกวนข้าวทิพย์หรือข้าวมธุปายาสแต่ละครั้ง เป็นงานใหญ่ ที่ต้องใช้ทั้งทุน ความศรัทธาและความร่วมมือร่วมใจจากชุมชนเป็นอย่างมาก จึงถือได้ว่ามีส่วนช่วยทำให้เกิดความสมัครสมาน สามัคคีในท้องถิ่น รวมทั้งช่วยสืบสานพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ต่อไปด้วย
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
เรียบเรียงจากหนังสือ วันสำคัญโครงการปีรณรงค์ฯ /สารานุกรมไทย/พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต/ประเพณีไทยของพระยาอนุมานราชธน
หมายเหตุ : สำหรับ “ข้าวยาคู” ที่ขายกันอยู่ในปัจจุบัน จะใช้วัตถุดิบและกรรมวิธี%

จาก : วัดพรหมฯเผยแพร่ - - watprom@hotmail.com - 03/10/2005 08:58

ข้อความ : สังคมจะดีได้ถ้าเราทุกคนหันมาใส่ใจและลดการเห็นแก่ตัว

จาก : ฝน - 29/05/2007 22:18

ข้อความ : วัดจะดีมีหลักฐานเพราะบ้านช่วย บ้านจะสวยเพราะมีวัดดัดนิสัย
บ้านและวัดผลัดกันช่วยอำนวยชัย ถ้าขาดกันบรรลัยทั้งสองทาง

จาก : ฝน - - fon_der1@hotmail.com - 24/08/2007 01:44

ข้อความ : รักกัน ดีกัน ไม่ทะเลาะกัน ไม่อิจฉากาน นี่แหละคุณสมบัติของคนดีที่ทำให้ชาติเจริญก้าวหน้า

จาก : นุ๊ก - - Nook__lovely@hotmail.com - 08/10/2007 03:05

ข้อความ : เป็นความรู้ดีครับ ทำให้ประชาชนทั่วไปได้ความรู้เกี่ยวกับข้่อมูลวันสารท และประเพณีการกวนข้าวทิีพย์

จาก : สุเมธ สาทิพย์จันทร์ - 10/10/2007 06:35

ข้อความ : อยากให้มีประวัดวันสารท

จาก : รา - - ritkong11@hotmail.com - 21/10/2007 03:11

ข้อความ : njfnvfsnvjjnjjfiqaudjnfjbnjkashueghjlwijtwjivjnK/;ANNVSN;D/MCENG;LDJNVJLEFNGIJIwjfaoiwhguoasiJiovjIJMGIOFLKMBOIFJNBMRJDSLN;jnmkdsmvdslnfmvlxknvmdsjlnboubgnhsdnbsd'bnnnnnNNb'fsnboinbonb;nbjfnjbnuobnunbujdnvksldmkvmdnvduvbndslvnjsdbndsnbvjdnjjdhjahuahngjanvjnvouhoa;hgoilg

จาก : ดอก - - dflg,hdf - 23/10/2007 00:16
โฮมเพจ : lte,ghtkrmsg;dxsf,dlvckml,mk ,lksF ,c vnm

ข้อความ : ...............................

จาก : .................. - - ......................... - 23/10/2007 03:41
โฮมเพจ : .......http://

ข้อความ : ไม่สนุกเลยยยยยยยยยยย

จาก : แอ๋ม - - .............................. - 27/10/2007 23:20

ข้อความ : อยากให้มีข้อมูลมากกว่านี้

จาก : pop - 03/08/2008 21:22

ความคิดเห็นของท่าน สร้างสังคมให้งดงาม
ชื่อ :
Email :
โฮมเพจ :
ข้อความ :


ความคิด - ความเห็นที่ปรากฏอยู่ในเว็บนี้ เป็นความคิด - ความเห็น ส่วนบุคคล
ซึ่งทางวัดพรหมคุณารามไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ
This Free service hosted by D'Server
TheRyo's GYM Bodybuilding and Fitness Guide