หัวข้อ : ข้อมูลวันสารท
ข้อความ : ข้าวทิพย์ ข้าวมธุปายาส ข้าวยาคู และกระยาสารท
ในช่วงเทศกาลงานบุญต่างๆ ในแต่ละปี เรามักจะได้ยินได้ฟังคนพูดถึงการกวนข้าวทิพย์บ้าง กวนกระยาสารทบ้าง แล้วยังมีเรื่องของข้าวมธุปายาส รวมไปถึงข้าวยาคูด้วย(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)
ซงชื่อข้าวเหล่านี้ อาจทำให้หลายคนสับสนว่าแต่ละอย่างมีลักษณะอย่างไร เหมือนกันหรือไม่ และทำในโอกาสใดบ้าง ดังนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนำเรื่องราวความเป็นมาของอาหารข้างต้น มาเล่าสู่กันฟังพอสังเขป
เมื่อพูดถึงข้าวทิพย์ คนโดยทั่วไปจะนึกถึงอาหารหวานที่มีพิธีกรรมในการทำเป็นพิเศษ มีส่วนผสมมากมาย ซึ่งมีผู้ให้คำจำกัดความของ ข้าวทิพย์ว่า หมายถึงอาหารที่มีรสโอชะ ประกอบด้วยถั่ว งา ข้าวโพด ข้าวฟ่าง มันเทศ น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำนมโค ฯลฯ มากวนรวมกัน โดยผู้กวนต้องเป็นสาวพรหมจารีย์ ส่วนข้าวมธุปายาส เดิมหมายถึง ข้าวที่หุงกวนด้วยน้ำผึ้งและน้ำนม สำหรับข้าวยาคู เป็นขนมไทยที่มีมาแต่โบราณ ทำจากเมล็ดข้าวอ่อนตำ แล้วคั้นเอาน้ำไปตั้งไฟจนสุก แล้วใส่น้ำตาล และกระยาสารท ก็คือ ขนมที่ทำด้วยถั่ว งา ข้าวเม่า ข้าวตอก กวนกับน้ำตาล
ทั้งหมดเป็นอาหารหวานที่มีความเป็นมานับแต่โบราณ กล่าวคือข้าวมธุปายาส มีตำนานเล่าว่า นางสุชาดา บุตรสาวเศรษฐีบ้านเสนานิคม ได้บวงสรวงขอลูกชายต่อเทวดาประจำต้นไทร ครั้นได้สมประสงค์ จึงได้หุงข้าวมธุปายาส ใส่ถาดทองคำไปแก้บน เมื่อพบเจ้าชายสิทธัตถะ ก็สำคัญว่าเป็นรุกขเทวดา แสดงตนเป็นนักบวช จึงนำข้าวมธุปายาสไปถวาย เมื่อทราบความจริง ก็ยิ่งเกิดความศรัทธา น้อมถวายทั้งถาดทองคำนั้น หลังจากที่พระพุทธองค์ได้เสวยมธุปายาสนี้แล้ว ก็ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณในคืนนั้น อันเป็นคืนวันเพ็ญวิสาขะนั่นเอง จึงมีความเชื่อกันว่า ข้าวมธุปายาส เป็นอาหารวิเศษ ผู้ใดมีวาสนาได้กินแล้ว จะมีร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัย อุดมด้วยสติปัญญา และเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตผู้นั้น
การหุงข้าวมธุปายาสของนางสุชาดานี้ มิใช่เป็นการหุงข้าวเจือด้วยน้ำผึ้ง น้ำนมธรรมดา แต่มีการตระเตรียมน้ำนมโคที่ใช้อย่างประณีตยิ่ง คือนางให้เลี้ยงแม่วัวในป่าชะเอม ๑,๐๐๐ ตัว แล้วให้แม่วัวอีก ๕๐๐ ตัว มาดูดนมของแม่วัวพันตัวแรก แล้วให้แม่วัวอีก ๒๕๐ ตัวมาดูดนมของแม่วัว ๕๐๐ ตัวหลัง และลดจำนวนวัวไปเรื่อย จนเหลือแม่วัว ๘ ตัวสุดท้ายที่ดูดน้ำนมจากโค ๑๖ ตัวหลังสุด จากนั้น จึงนำน้ำนมโคจาก ๘ ตัวสุดท้ายซึ่งมีความเข้มข้น มาต้มเคี่ยวจนเป็นนมข้นหวานที่มีรสอร่อย แล้วจึงนำมาหุงเป็นข้าวมธุปายาส กล่าวกันว่าในวันหุงข้าวนี้ มีเทวดานำโอชารสมาใส่ในหม้อปรุง และมีประชาชนบีบน้ำผึ้งจากรวงมาร่วมใส่ไปด้วย
ส่วนข้าวยาคู มีตำนานเล่าว่าการที่พระอัญญาโกณฑัญญะ บรรลุธรรมก่อนผู้อื่นก็เพราะในชาติก่อนโน้น ท่านเกิดเป็นชาวนาพี่น้อง ๒ คน มีไร่นากว้างขวาง ตัวท่านชื่อจุลการ มีพี่ชายชื่อมหาการ ในฤดูที่ข้าวตั้งท้องออกรวง จุลการเห็นว่าควรนำน้ำนมข้าวมาทำอาหารถวายพระพุทธเจ้าผู้มีนามว่า วิปัสสี แต่พี่ชายท่านไม่เห็นด้วย เพราะจะต้องเสียข้าวไปไม่น้อย ท่านจึงขอแบ่งไร่นาและนำเมล็ดข้าวในส่วนของตนทำข้าวยาคู ไปถวายและอธิษฐานขอให้ได้เกิดในบวรพุทธศาสนา และบรรลุธรรมก่อนผู้อื่น ซึ่งปรากฏเหตุอัศจรรย์ว่าข้าวสาลีในนาจุลการที่เก็บรวงไปแล้ว กลับออกรวงสมบูรณ์ขึ้นมาอีก จนสามารถนำไปทำข้าวยาคูได้อีกถึง ๙ ครั้ง และด้วยอานิสงส์นี้เอง จึงทำให้จุลการได้ไปเกิดเป็นพราหมณ์โกณฑัญญะ ในสมัยพระสมณโคดม และเกิดดวงตาเห็นธรรมก่อนผู้อื่น
จากสองตำนานข้างต้นนี้เอง จึงเป็นที่มาของการทำข้าวยาคู และกวนข้าวมธุปายาส ซึ่งแต่เดิมการกวนข้าวมธุปายาส หรือที่เรามักเรียกว่า ”กวนข้าวทิพย์ ” นี้ เป็นศาสนกิจของพราหมณ์ ต่อมาภายหลังพุทธศาสนิกชนได้นำมาปฏิบัติเป็นประเพณี จึงปรับให้เข้ากับเรื่องราวทางพุทธศาสนา ดังเรื่องราวนางสุชาดาและจุลการที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งในประเทศไทยการกวนข้าวทิพย์นี้ มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แล้วได้มีการฟื้นฟูครั้งใหญ่ในรัชกาลที่ ๑ และงดไปในรัชกาลที่ ๒ และ ๓ จวบจนสมัยรัชกาลที่ ๔ จึงได้มีการฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีก โดยได้เพิ่มพิธีทางพุทธศาสนาเข้ามาด้วย
ในพระราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบสองเดือน ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้กล่าวถึงเรื่องการทำข้าวมธุปายาส หรือข้าวทิพย์ว่า “ครั้นเดือน ๑๐ ถึงการพระราชพิธีภัทรบทเป็นนักขัตฤกษ์ มหาชนกระทำมธุปายาสทาน และจะเด็ดรวงข้าวสาลีเป็นปฐมเก็บเกี่ยว ชีพ่อพราหมณ์ทั้งปวงก็เริ่มการพลีกรรมบวงสรวงสังเวยพระไพสพ ..... ฝ่ายข้างพระพุทธศาสนาพระราชพิธีภัทรบทนี้ เป็นสมัยหมู่มหาชนกระทำมธุปายาสยาคู อังคาสพระภิกษุสงฆ์และเลี้ยงพราหมณ์ ทั้งบูชาพระรัตนตรัยด้วย” (อังคาส แปลว่า การถวายอาหารพระ ส่วนภัทรบทเป็นพิธีลอยบาปของพราหมณ์ ซึ่งจะชำระตัวให้สะอาดก่อนรับข้าวมธุปายาส)
จากข้อความข้างต้น เราจะเห็นว่าสมัยก่อน การทำข้าวมธุปายาสหรือกวนข้าวทิพย์ จะนิยมทำกันในเดือน ๑๐ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า สารทเดือนสิบ อันหมายถึงการทำบุญเดือนสิบ หรือที่รู้จักในปัจจุบันคือวันสารทไทย (วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีนี้ตรงกับวันที่ ๓ ตุลาคม) ซึ่งการทำบุญดังกล่าวนี้ พระยาอนุมานราชธนได้สันนิษฐานว่า น่าจะนำมาจากคติอินเดีย เกี่ยวกับผลแรกได้ ที่สมัยโบราณมีความเชื่อว่า เมื่อการเก็บเกี่ยวได้ผลเป็นครั้งแรก จะเป็นข้าวหรือผลไม้หรืออะไรก็ตาม จะต้องนำสิ่งนั้นมาสังเวยบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือเสียก่อน เพราะถือว่าเป็นผู้บันดาลให้พืชพันธุ์ธัญญาหารงอกงาม และช่วงที่เก็บเกี่ยวข้าวที่ว่าจะอยู่ในฤดูสารท หรือช่วงฤดูใบไม้ร่วงของบางประเทศ อันตกอยู่ในราวๆ เดือน ๑๐ ทางจันทรคติของไทย ซึ่งโดยความจริงข้าวของเราจะยังไม่สุก มีเพียงผลไม้บางชนิดเท่านั้นที่สุก แต่เนื่องจากเรารับความเชื่อนี้มา จึงมีปรับเปลี่ยนใช้ข้าวเก่าทำเป็นข้าวเม่า ผสมกับถั่ว งาและสิ่งอื่นกลายเป็นขนมกระยาสารท ขึ้นมา ซึ่งแต่ก่อนก็คงมีการนำไปสังเวยเทวดา และผีสางต่างๆ ตามความเชื่อเดิม ต่อมาเมื่อเรานับถือศาสนาพุทธ จึงได้เปลี่ยนมาเป็นการทำบุญถวายพระ และก็ยังนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษอยู่ตามความเชื่อเดิมด้วย นอกจากนี้ยังเป็นช่วงกล้วยไข่สุกพอดี จึงถวายไปพร้อมๆ กัน เป็นการตัดรสหวานจัดของกระยาสารทไปด้วย ซึ่งการทำบุญเดือนสิบนี้ มีในหลายภูมิภาค เช่นทางอีสาน เรียกว่า บุญข้าวสาก หรือสลากภัต เป็นหนึ่งในฮีตสิบสอง อันเป็นการทำบุญอุทิศให้ผู้ตายหรือเปรต โดยข้าวสากจะทำด้วยข้าวเม่า ข้าวพอง ข้าวตอกคลุกเข้ากันผสมกับน้ำตาล น้ำอ้อย ถั่ว งา มะพร้าว คล้ายกระยาสารทของภาคกลาง
สำหรับประเพณีกวนข้าวมธุปายาสหรือข้าวทิพย์ ที่ทำในเดือนสิบ ก็คงมาจากคติเรื่อง “ผลแรกได้” ผสมผสานกับคติทางพุทธศาสนา จึงมีประเพณีนี้ปรากฏในพระราชนิพนธ์ประเพณีสิบสองเดือนดังที่พูดมาข้างต้น รวมทั้งอาจจะถือว่าเป็นการทำบุญให้เกิดสิริมงคลแก่ตน ที่มีชีวิตผ่านพ้นมาแล้วครึ่งปีของแต่ละปี (สมัยก่อนนับเดือน ๕ เป็นปีใหม่ เมื่อสิ้นเดือนสิบก็เป็นช่วงกลางปี) อีกทั้งยังเป็นการสืบต่อพระศาสนาด้วย
กล่าวโดยสรุป ขนมที่ใช้ทำบุญในเทศกาลเดือนสิบ หรือสารทเดือนสิบ นอกจากจะมีกระยาสารทที่ส่วนใหญ่จะทำเฉพาะเทศกาลสารทแล้ว ก็ยังมีกล้วยไข่ รวมถึงข้าวทิพย์ซึ่งเรียกกันว่า ข้าวมธุปายาสบ้าง ข้าวยาคูบ้าง ข้าวทิพย์ปายาสบ้าง ฯลฯ ปะปนกันไป ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว หากจะดูตามตำนานครั้งแรก เราจะเห็นได้ว่า ทั้งข้าวมธุปายาส และข้าวยาคูนั้น มีที่มาและกรรมวิธีที่ต่างกัน อย่างไรก็ดี สมัยต่อๆมาคงมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำจนคล้ายๆ กัน จึงเรียกแทนกันได้ ดังที่รัชกาลที่ ๕ ก็ทรงมีพระบรมราชาธิบายถึงเครื่องปรุงข้าวมธุปายาสว่า “ข้าวทิพย์ที่เรากวนอยู่ในพระราชพิธีทุกวันนี้ เห็นจะเกิดขึ้นด้วยนึกเอาเอง ดูตั้งใจจะให้มีถั่ว งา นม เนย และผลไม้ ให้พร้อมทุกอย่าง เป็นอันรวบรวมรสต่างๆ ลงมาเป็นอันหนึ่งอันเดียว จนเรียกกันในคำประกาศว่า อเนกรสปายาส”
สำหรับการกวนข้าวทิพย์หรือข้าวมธุปายาสนี้ มิได้ทำกันง่ายๆ ต้องประกอบด้วยพิธีกรรมหลายอย่าง ทั้งพิธีสงฆ์และพราหมณ์ เช่น ต้องมีพิธีบวงสรวงเทวดาและท้าวจตุโลกบาล เครื่องปรุง หากใช้แบบโบราณ ก็ต้องมีถึง ๑๐๘ ชนิด แต่ที่หลักๆ จะมี ๙ อย่าง คือ น้ำนมข้าว เนย น้ำอ้อย น้ำผึ้ง น้ำตาล นม ถั่ว งาและข้าวเม่า การกวนครั้งแรกต้องใช้สาวพรหมจารีย์ ต้องใช้ไม้ชัยพฤกษ์หรือไม้พุทราเป็นฟืนเท่านั้น อีกทั้งไฟที่ใช้ต้องเกิดจากแดดผ่านแว่นขยายที่เรียกว่า “สุริยกานต์” และต้องใช้น้ำพระพุทธมนต์พรมเครื่องปรุง เป็นต้น ส่วนการกวนข้าวยาคูนั้น บางแห่งอย่างทางใต้เขาจะมีหมอไสยศาสตร์ร่วมทำพิธีอยู่ด้วย ๑ คน
จากพิธีกรรมในการปรุงที่มีความพิเศษ ตลอดจนความเชื่อที่ว่าข้าวมธุปายาส หรือที่เรียกว่าข้าวทิพย์หรือข้าวยาคูนี้ เป็นข้าวศักดิ์สิทธิ์ที่จะทำให้ผู้กินพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ มีความสุขสวัสดี และเป็นมงคลแก่ชีวิตนี้เอง ข้าวนี้จึงมีชื่ออื่นๆ เรียกอีกว่า เข้า (ข้าว)พระเจ้าหลวงบ้าง เข้า(ข้าว)บ่ทุกข์บ่ยากบ้าง เพราะถือว่ากินแล้วทำให้หายจากความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ได้ ข้อสำคัญทำให้มีการกวนข้าวทิพย์ เป็นประเพณีในเทศกาลสำคัญๆอื่นๆ นอกเหนือไปจากการทำบุญในเดือนสิบด้วย เช่น งานวันออกพรรษา งานวันเพ็ญเดือนวิสาขะ วันเพ็ญเดือนสิบสอง งานปอยหลวง งานฉลองถาวรวัตถุ งานพิธีพุทธาภิเษก เป็นต้น ซึ่งภาคใต้สมัยก่อนยังนิยมทำในงานบวชนาค และช่วงวันขึ้น ๑๓ -๑๔ ค่ำเดือน ๓ ต่อเนื่องกับวันมาฆบูชาด้วย แต่มักจะเรียกกันว่า ข้าวยาคู มากกว่าข้าวมธุปายาส
ประเพณีกวนข้าวทิพย์หรือข้าวมธุปายาสแต่ละครั้ง เป็นงานใหญ่ ที่ต้องใช้ทั้งทุน ความศรัทธาและความร่วมมือร่วมใจจากชุมชนเป็นอย่างมาก จึงถือได้ว่ามีส่วนช่วยทำให้เกิดความสมัครสมาน สามัคคีในท้องถิ่น รวมทั้งช่วยสืบสานพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ต่อไปด้วย
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
เรียบเรียงจากหนังสือ วันสำคัญโครงการปีรณรงค์ฯ /สารานุกรมไทย/พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต/ประเพณีไทยของพระยาอนุมานราชธน
หมายเหตุ : สำหรับ “ข้าวยาคู” ที่ขายกันอยู่ในปัจจุบัน จะใช้วัตถุดิบและกรรมวิธีในการผลิตเช่นเดียวกับ ข้าวยาคู โบราณ หรืออย่างไร ไม่ทราบได้ แต่มีผู้กล่าวว่า ข้าวยาคู เป็นเหมือนยาอายุวัฒนะเพราะมีส่วนผสมที่ช่วยบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี

********************************************
ศาสนา

๑. เมื่อไปวัดในพุทธศาสนาควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อย อนุญาตให้สวมรองเท้าเดินรอบอุโบสถ/โบสถ์ แต่ต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าอุโบสถ/โบสถ์ และบริเวณที่มีป้ายบอกแสดงไว้
๒. ในกรณีของศาสนาอื่น ให้ปฏิบัติตามประเพณีปฏิบัติของศาสนานั้น ๆ
๓. มีกฎข้อห้ามของสงฆ์มิให้สัมผัสกับสตรี ดังนั้น สตรีไม่ควรอยู่แนบชิดพระสงฆ์หรือมีการสัมผัสใด ๆ หากต้องรับสิ่งของใดจากพระสงฆ์ ควรรอให้พระสงฆ์วางของสิ่งนั้นก่อนแล้วจึงหยิบของสิ่งนั้น และเมื่อต้องการถวายสิ่งของแด่พระสงฆ์ ให้วางลงบนผ้าที่พระสงฆ์วางแผ่ไว้ให้
๔. การปีนป่าย นั่ง หรือพิงพระพุทธรูปไม่ว่าจะองค์ใหญ่หรือเล็ก ชำรุดหรือไม่ องค์จริงหรือองค์จำลอง ถือว่าเป็นการกระทำที่แสดงถึงความไม่เคารพวัตถุทางศาสนา หากต้องการถ่ายรูปกับพระพุทธรูปใด ๆ ควรอยู่ในกริยาที่สงบและให้ความเคารพต่อพระพุทธรูป
๕. การวางพระพุทธรูปควรวางไว้ในที่เหมาะสม โดยปกติชาวไทยนิยมตั้งพระพุทธรูปไว้บนที่สูง การตั้งหรือวางพระพุทธรูปไว้กับพื้นห้อง เชิงบันได ใต้โต๊ะ ใต้เตียง ใต้เก้าอี้ ในห้องน้ำ หรือพื้นสนามเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะถือว่าเป็นการไม่ให้ความเคารพ
๖. การจำหน่ายพระพุทธรูปมีเจตนาเพื่อให้บุคคลนำไปสักการบูชา มิใช่เพื่อวัตถุประสงค์อื่นใด เพราะพระพุทธรูปถือเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้การใช้พระพุทธรูปเป็นเครื่องหมายการค้า เช่น ขนม เครื่องดื่ม เครื่องดองของเมา เครื่องเล่น หรือมีภาพพระพุทธรูปไปประทับ ปรากฎอยู่กับวัตถุที่เป็นของใช้สอยทั่วไปในชีวิตประจำวันของบุคคลเช่น รองเท้า ถุงเท้า ชุดว่ายน้ำ ชุดชั้นใน เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ
๗. พระพุทธรูปเป็นสิ่งเคารพสูงสุดอย่างหนึ่ง จัดสร้างเพื่อสักการบูชา ประเทศไทยจึงมีกฎหมายหลายฉบับที่ให้ความคุ้มครองพระพุทธรูป เช่นการนำพระพุทธรูปออกนอกประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย หากฝ่าฝืนระวางโทษตามกฎหมายกำหนด
๘. การกระทำการใด ๆ แก่สิ่งที่เคารพ นับถือ หรือสถานที่อันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด อันเป็นการเหยียดหยามศาสนานั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๖ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๑ – ๗ ปี
๙. การก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในที่ประชุมศาสนิกชนเวลาประชุมกัน นมัสการ หรือกระทำพิธีกรรมตามศาสนาใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๗ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี
๑๐. การแต่งกายและแสดงตนเป็นนักบวชในศาสนาต่าง ๆ โดยมิชอบเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๘ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี

พระมหากษัตริย์

๑. สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ การละเมิดใด ๆ ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลังถือเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ
๒. การแสดงความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสิ่งที่พึงปฏิบัติ
๓. การยืนถวายความเคารพระหว่างเพลงบรรเลงสรรเสริญพระบารมีเป็นสิ่งที่พึงปฏิบัติ
๔. เมื่อเข้าไปในเขตพระราชฐานควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ห้ามมิให้สวมเสื้อไม่มีแขน กางเกงขาสั้น หรือรองเท้าแตะ

ขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคม

๑. ชาวไทยทักทายกันและกันโดยการไหว้
๒. ชาวไทยถือว่าศีรษะเป็นของสูงจึงไม่ควรแตะต้องศีรษะของผู้ใด หากบังเอิญพลาดไปแตะศีรษะของผู้ใด ควรกล่าวคำขอโทษโดยเร็ว
๓. ชาวไทยถือว่าเท้าเป็นของต่ำจึงไม่ควรยกเท้าพาดบนโต๊ะ เก้าอี้ หรือใช้เท้าชี้คนหรือสิ่งของใดๆ
๔. การแสดงความรู้สึกทางเพศอย่างเปิดเผยในที่สาธารณะ ถือเป็นสิ่งที่จะไม่ได้รับการยอมรับในวัฒนธรรมไทย
๕. การแสดงธงชาติไทยไว้ที่สิ่งบรรจุ หีบห่อ หรือสินค้าใด ๆ ที่มิได้มีลักษณะเป็นการเหยียดหยามให้ทำได้โดยสมควรเฉพาะ ๑) เป็นการกระทำโดยหน่วยงานของรัฐ ๒) เป็นการกระทำทางการพาณิชย์โดยได้รับความเห็นชอบจากราชการอย่างถูกต้องแล้วตามกฎหมายเรื่องธงชาติ
๖. การละเล่นในเทศกาลสงกรานต์หรือเทศกาลประเพณีต่าง ๆ ของไทยควรกระทำเพื่อสืบทอดธรรมเนียมปฏิบัติที่ดีงามและแสดงออกถึงความปรารถนาดีและเจตนาบริสุทธิ์ เช่นควรใช้น้ำสะอาด และภาชนะบรรจุที่เหมาะสมในประเพณีสงกรานต์ และไม่ควรเล่นน้ำสงกรานต์กับผู้ที่แสดงให้เห็นว่าไม่มีความประสงค์จะเล่น เป็นต้น
THE DO’S AND DON’TS ACCORDING TO THAI CULTURE

The present-day advanced technology makes it possible for rapid communication among the world’s peoples. The opportunities to get in touch with groups of people belonging to different beliefs or cultures other than ours occur so easily that we are hardly aware of them. Therefore, if people are knowledgeable about different cultures, this will lead to better understanding and promote peaceful mutual existence. The Ministry of Culture has thus offered basic information concerning Thai culture for the benefit of interested persons.

RELIGION

1. When visiting Buddhist temples, dress politely. Visitors are allowed to wear shoes when walking around the ubosot/temple, but the shoes must be removed on entering the ubosot/temple, and at places where there are signs specifying the removal of shoes.
2. In the case of other religions, customs specified by such religions must be observed.
3. There is a rule forbidding Buddhist monks from touching females; therefore, women should not get too close to monks or make any kind of body contact with them. If a woman is given something by a monk, wait for him to put the object on the floor before picking it up. If she wants to present something to the monk, put it on a piece of cloth that he has spread before him.
4. Climbing, sitting on, or leaning against a Buddha image, regardless whether it is big or small, ruined or in good condition, genuine or a replica, is considered a disrespect to religious object. If one wants to have a picture taken with a Buddha image, do it in a polite manner that shows respect to the image.
5. Buddha images should be placed in suitable places. Normally, Thais place Buddha images at a high level. Placing Buddha images on the floor, near the staircase, under a table or a chair, in the bathroom, or on the lawn should not be done, for it is considered a disrespect.
6. Buddha images are sold as objects of worship, and not for any other purpose, since they are deemed to represent the Lord Buddha. Moreover, the use of Buddha images as trademarks for goods such as sweets, beverages, alcoholic drinks, toys, or the placing of Buddha images on articles used in daily life such as shoes, socks, swimwear, or underclothing is forbidden.
7. A Buddha image is one of the most venerated objects made for worshipping. Therefore, in Thailand several laws have been issued to protect Buddha images, for example, the unauthorized export of Buddha images from Thailand is a violation of the law, and legal action will be taken against the offender.
8. Any action to objects or places of veneration belonging to any religious group considered to be contemptible to that religion is a violation of the law according to Clause 206 of the Criminal Law with an imposed jail sentence of 1-7 years.
9. Causing a disturbance or riot at a religious assembly during a lawful meeting, worship, or religious ceremony is a criminal offence according to Clause 207 of the Criminal Law with an imposed jail sentence of not more than one year.
10. Illegal dressing as and assuming the guise of a clergy in any religion is a violation of the law according to Clause 208 of the Criminal Law with an imposed jail sentence of not more than one year.

THE MONARCH

1. The Monarchy is an institution of worship. Any transgression to the Monarchy either openly or secretly is a misdemeanor according to the Constitution.
2. Respect should be paid to the Monarchy.
3. One should stand to pay respect while the Royal Anthem is being played.
4. When entering the palace grounds, dress politely. Sleeveless shirts or blouses, shorts, or sandals are not allowed.

SOCIAL CUSTOMS

1. Thais greet one another with a ‘Wai’.
2. Thais consider the head to be venerable and thus one should not touch anybody’s head. If touching anyone’s head by accident, it is wise to apologise to him/her immediately.
3. Thais consider the feet to be lowly and thus one should not put one’s feet on the table or the chair, or point at people or things with one’s feet.
4. Expressing sexual feeling in public is unacceptable in the Thai culture.
5. Showing the image of the Thai National Flag on any package or goods without implying any sense of contempt can be done to a certain degree only 1) by government’s agencies, and 2) for commercial purpose, with the government’s approval according to the Law regarding the National Flag.
6. Any form of amusement during the Songkran Festival or other traditional. Thai festivals should be held to propagate the good traditions and express goodwill and pure intention. Clean water and proper utensils should be used in the Songkran Festival, and water should not be thrown at those who do not wish to participate in the festival.


จาก : วัดพรหมฯเผยแพร่ - - watprom@hotmail.com - 03/10/2005 08:58

ความคิดเห็นของท่าน สร้างสังคมให้งดงาม
ชื่อ :
Email :
โฮมเพจ :
ข้อความ :


ความคิด - ความเห็นที่ปรากฏอยู่ในเว็บนี้ เป็นความคิด - ความเห็น ส่วนบุคคล
ซึ่งทางวัดพรหมคุณารามไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ
This Free service hosted by D'Server