
|
หัวข้อ : ข้อมูลพุทธธรรมกับไตรลักษณ์ (วิทยานิพนธ์) ข้อความ : พุทธธรรมกำหนดบทไตรลักษณ์ ให้ประจักษ์ผองภัยทั้งใหญ่น้อย ให้ตระหนักหลักการอย่าเลือนลอย และอย่าพลอยสร้างเหตุเกิดเภทภัย การก่อสร้างพัฒนาด้านวัตถุ ร้อนระอุแก่โลกโศกแค่ไหน พระให้สร้างด้านจิตให้ก้าวไกล สอนสั่งไว้ตั้งนานปหานตัณหา แต่มนุษย์ยุคใหม่สมัยนี้ แข่งกันที่ไอทีสืบเสาะหา หวังอยากให้โลกนี้พัฒนา น สิยา โลกวฒฺฑโนฯ (ไม่พึงยังโลกนี้ให้เจริญ) หากผองเราทุกผู้รู้ตระหนัก ในไตรลักษณ์คำพระมาศึกษา ไม่ต้องถามหรอกองค์พระพุทธา ดุจมารดาบิดรม้วยมรณ์ไป ให้ศึกษาให้ชัดบัญญัติโลก วิปโยคสัมปโยคอย่าผลักไส ดุจลูกผู้กตัญญูน้อมจิตใจ เฝ้าฝักใฝ่ตามวาจาบุพพการี การจะรู้ตามหลักพุทธธรรม ต้องนำตน "สดับ" เป็นสักขี ทั้ง "ไตร่ตรอง" ตามเหตุผลที่มี ย้ำอีกที "ภาวนา" อย่าละเลย ขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมจากพุทธพจน์ข้างต้นว่า "น สิยา โลกวฒฺฑโน" ซึ่งแปลความว่า ไม่พึงยังโลกนี้ให้เจริญ หมายความว่า ไม่สร้างพยายามสร้างโลกวัตถุให้เจริญเพื่อสนองตัณหา คือ ความทะยานอยาก อย่างไร้จิตสำนึกรับผิดชอบผลที่จะเกิดขึ้นต่อสังคม เช่น การตัดไม้ทำลายป่าตามธรรมชาติ เพื่อส่งขายให้ได้เงินมาสร้างเทคโนลียีต่าง ๆ โดยอ้างว่าเพื่อพัฒนาสังคมและประเทศชาติ เป็นต้น ถ้าเราสร้างจิตใจให้พัฒนา จิตใจจะควบคุมวัตถุให้อยู่ในกรอบ แต่ถ้าเราสร้างวัตถุมากกว่าจิตใจ วัตถุนั่นเองจะเป็นเครื่องเร้าหรือสิ่งเร้าใจจิตใจหลงเพลินจนเกินขอบเขต แล้วก็ไปทำลายทำชาติมาเพื่อสร้างสิ่งบรรเทิงด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แม้การศึกษาก็สอนกันมากในเรื่องการสร้างสื่อเทคโนลียีต่าง ๆ วิชาในการสร้างสรรค์และพัฒนาจิตใจ แทบไม่มีเหลืออยู่ในสาขาวิชาชีพทั้งหลาย โดยเฉพาะในระดับอาชีวศึกษาในสังคมไทยปัจจุบัน เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะหาใครสนใจในการพัฒนาจิตใจได้บ้าง จิตเป็นนามธรรม ส่วนร่างกายเป็นรูปธรรม พัฒนามามากแล้ว เราต้องพัฒนานามธรรม โดยพัฒนาใน ๔ ทาง ดังนี้ ๑. พัฒนาการรับอารมณ์ (เวทนา) ต้องฝึกการรับอารมณ์ของตน ทั้งดีและไม่ดี ทั้งชอบใจและไม่ชอบใจ จากนั้น กำหนดให้ได้ว่า ทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจนั้น ล้วนเป็นอนิจจัง คือเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าไม่มีการเตรียมพร้อมด้านจิตใจอาจประสบปัญหาตามมา (ทุกขัง) เพราะว่า สรรพสิ่งเกิดจากเหตุและดับไปเพราะเหตุ เรากำหนดให้เป็นไปตามใจเราทั้งหมดไม่ได้ เนื่องจากทุกอย่างเป็นของธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวตนของเรา (อนัตตา) ๒. พัฒนาความจำ (สัญญา) เช่น พัฒนาหลักการทรงจำให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ให้เลือกจำและสร้างสิ่งที่ควรจำเน้นหนักในเรื่องการพัฒนาจิตใจให้มาก ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ตำราเรียน และที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น นิทานหรือนิยายที่เล่ากันสืบ ๆ มา สมัยก่อนนิทานก่อนนอนจะเป็นเรื่องคุณธรรมพัฒนาจิตใจ แต่สมัยนี้นิทานก่อนนอนคือละครที่ชี้นำไปสู่ความอิจฉาริษยาและการแก่งแย่ง ไม่มีการสรุปว่า เมื่อดูจบแล้วได้อะไรมากกว่าความพอใจในนักแสดง ๓. พัฒนาด้านความคิด (สังขาร) นั่นคือ ความคิดจะต้องคิดในทางที่สร้างสรรค์จิตใจ มากกว่าสร้างสรรค์วัตถุเพื่อตอบสนองความต้องการ อันเป็นการดึงจิตใจให้ถูกครอบงำในโลกของวัตถุนิยม ต้องคิดอย่างพระพุทธเจ้าเป็นต้น คือ คิดในการแสวงหาแนวทางในการแก้ปัญหาจิตใจ พิสูจน์ทดลองโดยตั้งสมมติฐานจากปัญหาเกี่ยวกับจิตใจ และหาทางออกด้วยการพัฒนาจิตใจ ให้ไกลห่างและปล่อยวางจากกระแสวัตถุนิยม ให้อยู่กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นการพัฒนาจิต ถ้าคิดได้เช่นนี้ เรียกว่า "สัมมาสังกัปปะ" หมายถึง การคิดดี คิดในทางที่ถูกต้องสร้างสรรค์ สร้างสิ่งที่เป็นนามธรรม แล้วนำมาสร้างกรอบที่เหมาะสมให้กับรูปธรรม เพราะการพัฒนาเพียงรูปธรรม (โลกและวัตถุ) โดยขาดการพัฒนานามธรรม (จิตใจและคุณธรรม) จะทำให้โลกนี้เดือนร้อน ประสบกับทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด และเรียกว่า "จินตามยปัญญา" คือ การคิดที่ก่อให้เกิดปัญญา เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้านจิตใจโดยตรง ปัญหาคลื่นสึนามิ เป็นเพียงกรณีตัวอย่างให้ศึกษาเท่านั้น ถ้ามนุษย์ไม่หยดทำลายธรรมชาติ ไม่หยุดการสร้างขีปนาวุธ และยุทโธปกรณ์ด้านเคมีชีวภาพ มนุษย์จะพบกับความหายนะมากกว่าที่เคยประสบมาแล้ว ๔. พัฒนาความรู้ (วิญญาณ) หมายถึง ความรู้ที่เกิดจากการรับอารมณ์ (เวทนา) เกิดจากการจำ (สัญญา) เกิดจากการคิด (สังขาร) จนหล่อหลอมรวมเป็นองค์ความรู้จากประสบการณ์จริง ตรงกับคำว่า "ภาวนา" นั่นเอง ดังนั้น การภาวนาจึงเป็นสิ่งสำคัญ มีหลักการสำคัญที่จำเป็นดังนี้ ๔.๑ โยนิโสมนสิการ คือ การพิจารณาถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา กรณีถามว่า "พระพุทธเจ้าอยู่ไหนขณะเกิดสินามิ" อาจเป็นการเปิดประเด็นเพื่อนำไปสู่สาเหตุของปัญหาได้ ก็ต้องตอบว่า พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า พระองค์ทรงมอบให้พระธรรมมวินัยเป็นศาสดาแทนพระองค์ ดังนั้น เมื่อระลึกถึงพระพุทธองค์ เราจะต้องหันกลับเข้ามาใส่ใจในพระธรรมวินัย ที่มีจารึกไว้ในพระไตรปิฎกเสมอ พระพุทธองค์ทรงชี้ ปัญหาของมนุษย์และโลกทั้งมวล ล้วนเกิดจาก "ตัณหา" ทั้งสิ้น เหตุที่มีตัณหา เพราะมี "อุปาทาน" คือการเข้าไปยึดติดสำคัญมั่นหมาย ทั้งในตนและในวัตถุที่ตนเห็น จนทำให้หลงใหลคิดการใหญ่สร้างวัตถุขึ้นมาแทนจิตใจ แน่นอนว่า มวลปัญหาใหญ่ มี "อวิชชา" คือความไม่รู้เป็นมูลเหตุสำคัญของความคิดสร้างวัตถุมาแทนจิตใจ จนปัจจุบันมนุษย์เราให้ความสำคัญกับโลกวัตถุมาก เมื่อเกิดปัญหา จึงเดือนร้อนแล้วย้อนกลับมาถามปัญหาว่า พระพุทธเจ้าอยู่ไหน? พระพุทธเจ้าอยู่ใจอารมณ์ (เวทนา) ความจำ (สัญญา) สังขาร (ความคิด) ความรู้ (วิญญาณ) สรุปง่าย ๆ ก็คือ พระพุทธเจ้าอยู่ในจิตใจของมนุษย์เรานี้เอง ปัญหาจึงที่ต้องได้รับคำตอบในขณะนี้คือ เราพัฒนาจิตใจกันแค่ไหนในปัจจุบัน ๔.๒ สติ (สติมา) การระลึกได้ เป็นเครื่องมือสำคัญก่อให้เกิดสมาธิ (จิตตั้งมั่น) เพราะเมื่อเราเริ่มตระหนักในสาเหตุของปัญหาด้วยโยนิโสมนสิการแล้ว เราก็จะมีสติมากขึ้น สติในการปฏิบัติภาวนาคือ สติในการกำหนดคำบริกรรมภาวนา เช่น พุทโธ สัมมาอะระหัง พองหนอ-ยุบหนอ ตายหนอ (ประกอบกับลมหายใจเข้าและออก) เป็นต้น ๔.๓ ความเพียรต่อเนื่อง (อาตาปี) จากนั้น เมื่อมีการย้ำสติบ่อย ๆ คือ จิตกำหนดอยู่กับคำบริกรรม จิตที่อยู่ในการบริกรรมภาวนา อาจเรียนว่า มีวิตกและวิจาร (องค์ประกอบแรก ๆ ของฌานชั้นต้น) ซึ่งแน่นอนว่าในขณะที่มีความเพียรต่อเนื่องนั้น จะเป็นการสืบต่อกันระหว่าง สติกับสัมปชัญญะ ๔.๔ สัมปชัญญะ (สัมปชาโน) คือ การกำหนดรู้ตัวในขณะนั้น (ปัจจุบันขณะ) ซึ่งเป็นหลักการที่เชื่อมโยงกลับไปจนถึงโยนิโนมนสิการข้างต้น นี้คือหลักของการพัฒนาจิตมนุษย์ สรุปใจความว่า มวลปัญหาใหญ่ มี "อวิชชา" คือความไม่รู้ เป็นมูลเหตุสำคัญ โดยเฉพาะความคิดสร้างวัตถุมาแทนจิตใจ จนปัจจุบันมนุษย์เราให้ความสำคัญกับโลกวัตถุมาก เมื่อเกิดปัญหา จึงเดือนร้อนแล้วย้อนกลับมาถามปัญหาว่า พระพุทธเจ้าอยู่ไหน? พระพุทธเจ้าอยู่ใจอารมณ์ (เวทนา) ความจำ (สัญญา) สังขาร (ความคิด) ความรู้ (วิญญาณ) สรุปง่าย ๆ ก็คือ พระพุทธเจ้าอยู่ในจิตใจของมนุษย์เรานี้เอง ปัญหาจึงที่ต้องได้รับคำตอบในขณะนี้คือ เราพัฒนาจิตใจกันแค่ไหนในปัจจุบัน? การพัฒนาจิตใจ จึงเป็นการพัฒนาขันธ์ ๕ ส่วนที่เป็นนามธรรม ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดกรอบของรูปร่างกาย และรูปวัตถุอื่น ๆ ที่เราเห็นและสัมผัสจากภายนอกด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ถ้าเข้าใจหลักการนี้และนำไปสู่การปฏิบัติได้ จะมีผลต่อการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient) ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด จาก : วัดพรหมฯเผยแพร่ - - watprom@hotmail.com - 03/10/2005 09:45 |
|
ข้อความ : ghbg จาก : ออ - - arrrttt2523@hotmail.com - 23/02/2008 02:18 โฮมเพจ : http://board.dserver.org/w/watprom/00000064.htmlhttp:// |