
|
หัวข้อ : แบ่งใจ ข้อความ : แบ่งพวก แบ่งฝ่าย แบ่งค่าย แบ่งใจ ก่อนและในสมัยพุทธกาล สังคมประวัติศาสตร์ในอินเดียก็ถือว่ามีการเหยียดสีผิวกันอย่างสุดโต่ง ดั่งเผ่าอารายันกับกลุ่มชนมิลักขะ รวมถึงชนชั้นทาสจัณฑาลผู้ทุกข์ยากเข็ญใจ การแบ่งชนชั้นก็นับว่ารุนแรงถึงขั้นเข็ญฆ่าล้างโคตรล้างบัลลังก์ตามที่มีปรากฏในพระสูตร ดูแล้วถ้าเป็นเราท่านทั้งหลายหากเกิดอยู่สังคมยุคนั้น ก็คงทำใจกันลำบากเพราะสังคมยุคนั้นถึงกับเขรอะขระไม่น่าอยู่ไม่น่าทัศนาแล้ว วัฒนธรรมการแบ่งชนชั้นมีมาก่อนสมัยพระพุทธเจ้าแล้ว กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร และจัณฑาล มีแบ่งชั้นมาแล้ว ทั้งลัทธิบูชาเทพ บูชาไฟ บูชาเทวรูป บูชาเจ้าพ่อเจ้าแม่ เจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน หินผาภูเขาป่าไม้ฯลฯ ช่างมากมายเหลือเกินที่จะพรรณนา ปัจจุบันวัฒนธรรมที่เคยเป็นอยู่อย่างไรก็ยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น แม้ระบบทาสจะถูกยกเลิกออกไปจากเมืองไทยนานแล้ว แต่ดูแล้วปัจจุบันถึงกับว่ามีมากกว่า 4 วรรณะในสังคมไทย ทั้งที่ในประเทศไทยและที่อยู่ในเมือง นางฟ้า (LA) พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นท่ามกล่างสังคมนั้น พระองค์มีทุกอย่างที่ต้องการ ทรงเป็นรัชทายาทของศากยราชผู้ครองนครกบิลพัสดุ์แต่ทรงเบื่อหน่ายชีวิตที่ควรเสพสำราญนั้น กลับมาเสพความทุกข์ทรมารตน เพื่อค้นหาสิ่งที่เป็นสุขแท้ ให้หลุดจากพันธนาการทางสังคม การเมือง ม่านประเพณี ที่ทุกคนต้องเชื่อ ต้องเคารพ ต้องปฎิบัติตามแบบกดหัวผูกขาดคลุมถุงชน การที่เจ้าชายสิทธัตถะตัดสินพระทัยออกจากพระราชวัง ไม่ใยดีต่อราชบัลลังก์ ตัดอาลัยในบุตรและมเหสี อำลาพิมพาและราหุลด้วยพระหฤทัยที่กล้าแกร่ง เพื่อแสวงหาสันติภาพ อิสรภาพ และเสรีภาพจากสภาพทางสังคม ทั้งเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ที่ต้องการจะโล๊ะวรรณะให้หมดไป แล้วปูแปลงจัดระเบียบสังคมใหม่ ให้เป็นสังคมต้นแบบ เรียกกันสืบมาว่าสังฆสังคม ที่เต็มไปด้วยอิสรภาพและเสรีภาพอย่างเทียมเท่าเสมอเหมือนกันทุกชนชั้น ทุกวรรณะ ประโยคหนึ่งที่พระองค์ตรัสแก่ผู้เข้ามาสู่สังฆสังคมของพระองค์ในการถือบวชของภิกษุที่มาจากต่างวรรณะว่า (ดูเล่มที่ ๗) [๔๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่น้ำใหญ่บางสาย คือ แม่น้ำ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ไหลถึงมหาสมุทรแล้วย่อมละนามและโคตรเดิมเสีย ถึงซึ่งอันนับว่ามหาสมุทรทีเดียว วรรณะ ๔ เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ก็เหมือนกัน ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละชื่อและตระกูลเดิมเสีย ถึงซึ่งอันนับว่า สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรทีเดียว ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วพากันชื่นชมในธรรมวินัยนี้ฯ แม้เป็นความโดยย่อแต่ได้ใจความว่าภิกษุในธรรมวินัยนี้ไม่มีแบ่งชั้นวรรณะ ไม่มีศักดินา เสมอกันด้วยศีล เคารพกันโดยธรรม แต่ปัจจุบันอะไรเกิดขึ้นกับพระมหาเถระทั้งหลายทั้งในและต่างประเทศ (อเมริกา) เรื่องนี้ต่างเป็นที่เข้าใจกันมานานในความหมายว่าสงฆ์ในธรรมวินัยนี้ชื่อว่าเป็นสังคมต้นแบบ ไหนกลายเป็นสังคมศักดินาที่เต็มไปด้วยชั้นวรรณะ แบ่งพวก แบ่งสายไม่พอ ยังเกิดเหตุการณ์แข่งขันทุ่มทุนวิ่งเต้นซื้อยศศักดิ์กันดาษดื่น คำว่า สมณศักดิ์ มีก็มิใช่ว่าไม่ดี แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า สมณศักดิ์ของพระที่ได้ มีเบื้องหลังที่มาไม่ผ่องใส เช่น ก่อนได้มาเกิดมีการแก่งแย่งวิ่งหา เข้าพวก เข้าฝ่าย เข้าค่าย เข้าใจ (ประจบ) หากไม่ใช่พวก ไม่ใช่ฝ่าย ก็เกิดการขีดขั้นเบียดบัง ทำให้มองเห็นกิเลสในพระหลายๆ รูปได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะสมณศักดิ์มิได้ทำให้หมอกควันแห่งกิเลสจางคลายไปจากนัยน์ตาของสมณทูตในยุคที่กิเลสเริงใจนี้เลย กลับยิ่งทำให้มืดมิดติดหล่ม หลงวังวนในเอกลาภและชื่อเสียง ลืมความหมายคำว่า พระ (วะระ) ที่หมายถึงผู้ประเสริฐอันควรเลิศเพลิดแพร้วด้วยเมตตาที่ควรมีความเกื้อกูลด้วยธรรมวินัย แก่กลุ่มสมณทูตด้วยกันยามมีภัย เมื่อพระระดับมหาเถระขาดเมตตา ขาดน้ำใจต่อพระผู้น้อย ทั้งที่จากจุดเริ่มต้นพระผู้น้อยคลานเข้าหาไหว้กราบ นอบไหว้ขอรับความเมตตาในพระมหาเถรท่านผู้มีทั้งบทบาทฐานะและอำนาจหน้าที่ อย่างกรณีที่เกิดขึ้นที่แผ่นดินเมืองชิโนฮิลส์ ซึ่งไม่ควรยืดเยื้อบานปลายมาถึงเพียงนี้ กลับไม่มีแม้น้ำใจที่จะดูแลห่วงใย ว่า... เออ....เป็นอยู่อย่างไร? ผิดถูกเป็นอย่างไร? กลับถูกตราว่าผิดที่ไปเข้าฝ่ายพระ (แขก) ต่างชาติ ทั้งประชาชนก็พลอยเกลียด (แขก) ไปด้วย เป็นถึงเพียงนั้น นี่แหละหนาที่ปราชญ์ท่านว่า จะรู้ว่าเป็นบ่าวดีก็ในยามรับใช้ จะรู้ว่าเป็นพวกพ้องดีก็ในยามภัยมาถึง จะรู้ว่าเป็นเพื่อนดีก็ในยามวิบัติ จะรู้ว่าเป็นภรรยาดีก็ในยามสิ้นเนื้อประดาตัว (ชาเนยฺย เปสเน ภจฺจํ พนฺธวํ ปิ ภยาคเม พฺยสเน จ ตถา มิตฺตํ ทารญฺจ วิภวกฺชเย) แต่ผลที่ออกมาคือเรียกให้พระผู้น้อยถอนตัวยอมก้มหัวให้กลุ่มนายทุน หากแต่มิได้เป็นไปตามนั้น กลับกลายพิพากษาว่าดื้อแพ่งกระด้างกระเดื่อง ทำให้คณะสงฆ์ไทยต้องเสื่อมเสีย ถึงกับใช้อำนาจถอดถอนอย่างเฉียบพลันอย่างไม่มีการสอบสวน นับเป็นความอยุติธรรมที่น่าอัปยศยิ่งแล้ พึ่งโยมพึ่งพระได้ พึ่งใคร พึ่งพระเถระผู้ใหญ่ โอบอุ้ม พึ่งธรรมพึ่งวินัย ผิดฤา วานบอก พึ่งเสียได้ไม่คุ้ม พึ่งพร้อมตุลาการฯ หากวิเคราะห์การบริหารการปกครองสงฆ์ไทยในอเมริกา แบบไม่ต้องเกรงใจ และไม่ต้องสนศรัทธาว่าใครจะว่าอย่างไร ก็น่าจะเห็นศักยภาพและตัวตนที่แท้จริงของผู้นำสงฆ์ที่ไม่พยามยอมรับการกระทำที่ผิดพลาดของตนเองได้ เรื่องง่ายๆ เช่น พระเป็นปัญหาต้องอธิกรณ์สงฆ์ต้องว่าด้วยอธิกรณ์ เป็นปัญหากฎหมายต้องว่าด้วยกฎหมาย นี้ยังมิทันจะอะไร ต้องถูกต้อนถูกไล่ให้กลับประเทศอย่างกลับนักโทษข้ามแดน ก็น่าสลดใจที่พระมหาเถระไม่เคารพขั้นตอนของธรรมวินัย ขั้นตอนที่พึงให้ความเคารพกลับไม่เคารพ แล้วจะต่างอะไรกับพระบางรูปที่ฉีก Bylaws ธรรมนูญของวัดพระพุทธชินราช ขนาดกฎหมายเป็นชั้นหยาบๆ ที่ใช้ควบคุมพฤติกรรมทางสังคมยังไม่ให้ความเคารพ แล้วพระธรรมวินัยที่ระเอียดอ่อนมากกว่าหลายเท่า มีหรือจะไม่ก้าวล่วง ชื่อว่าพระเถระนับได้ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกของพระผู้น้อยตามในสังคมพระพุทธศาสนา และวัฒนธรรมไทย หากไม่สามารถเป็นที่พึ่งที่ปรึกษาได้ในต่างแดน ก็คงถึงเวลาที่สังคมไทยในอเมริกาจะต้องรับทราบความจริง ในบทพิจารณาที่ผ่านการพิสูจน์ที่ทุกฝ่ายให้การไว้ต่อหน้าบัลลังก์ศาลถึงความอัปยศที่ไม่พึงกระทำได้ต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษยชนที่ต้องมีคุณธรรม มีความเคารพกันตามบัญญัติทางสังคม กฎหมาย และกติกาที่เป็นธรรม แต่อย่างว่าแหละ.....อยุติธรรมที่ไหนจะยอมให้ใช้เงื่อนไขกติกามากมายให้ยุ่งยาก เหตุผลเดียวไล่ก็คือไล่ ต้อนก็คือต้อน ทำทุกวิธีตรงนี้เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ของผู้ที่เข้าพวก เข้าฝ่าย เข้าค่าย เข้าใจ ต่างหาก ยิ่งพวกมากยิ่งสนุก ท่านผู้อ่านคงพอมองภาพออกว่าเวลาสัตว์เวลาถูกพรานไล่ล่ามันมีอาการอย่างไร มันจะเดินเรียบร้อยอ้อนช้อยอย่างสง่างาม หรือมันจะดื้อแพ่งกระด้างกระเดื่องด้วยความรักอิสรภาพของมัน ลองเอาพรานให้ฝูงโคป่า กระทิงป่า หมาป่า ช้าง เสือ หรือฝูงยุงป่าตัวเล็กให้ลองไล่ขบเนื้อสูบเลือดพรานดูบ้างว่า คนกลุ่มนี้จะเดินอย่างเรียบร้อยอ่อนช้อยสำรวม หรือจะรนรานโกลาหนดื้อแพ่งกระด้างกระเดื่องร้องหาอิสรภาพหลบเล้นหาที่กำบังเพื่อหวังรอดพ้นจากเงื้อมมฤตยูนั้น? นี้กล่าวกันไปตามข้อเท็จจริงที่จะเป็นองค์ความรู้ให้เป็นอุทาหรณ์แก่อนุชนในเบื้องหน้าว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวิถีพระธรรมทูตสายต่างประเทศในอเมริกานั้นเป็นเช่นนี้ๆ คงไม่เหลือวิสัยที่ผู้เขียนจะรับผิดชอบได้ การเขียนความจริงที่จะกลายเป็นตำนานตราบาปที่ต้องจารึกไว้ในความทรงจำ ถึงความอยุติธรรมอันเกิดขึ้นที่เมืองชิโนฮิลส์ไปตลอดชีวิต ด้วยผลกระทบมากเนื่องมาจากพระมหาเถระนั้นก็เจ็บปวดอยู่ไม่น้อย และบางกรณีก็ไม่น่าแปลกใจที่เกิดกรณีพระสั่งฟ้องพระให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมของบ้านเมือง ว่าพระล่วงวินัยประจบคบคฤหัสถ์ ร่วมกันเผยแพร่เอกสารอันเป็นเท็จ ละเมิดกฎหมายองค์กร แทรกแซงการบริหารสั่งการบังคับขับไล่ ทำลายสิทธิ์ล่วงละเมิดเหยียดหยามประณามให้สูญเสียเสรีภาพ หากพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ก็น่าจะได้ตัดสินพระทัยว่าใครถูกใครผิด ทั้งยังจะสอนภิกษุทั้งหลายว่าอย่างไหนที่พึงกระทำได้และอย่างไหนไม่พึงกระทำ พร้อมกันพระองค์คงจะทรงบัญญัติข้อห้ามอีกหลายข้อ เช่น ผู้ใหญ่อย่ารังแกเด็ก หรืออาจทรงย้ำว่าให้เคารพกระบวนการยุติธรรมและอนุวัติตามกฎหมายบ้านเมืองดั่งพระบาลีว่า อนุชานามิ ภิกฺขเว ราชูนํ อนุวตฺติตํ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้คล้อยตามบ้านเมือง (วิ.มหา. ๔/๑๘๖/๒๐๕) ความหมายคือให้เคารพกฎหมายบ้านเมือง เคารพพระราชา และสำคัญคือเคารพคำสั่งศาล อย่ามัวพูดแต่ดี อย่าดีแต่พูดเข้าข้างฝ่ายของตนให้เห็นสัญชาติญาณ (ธาตุแท้ หรือ กรรมพืช) แต่ถ้าการพูดอย่างถอดหัวใจออกมาวางแบบศึกษาหาข้อเท็จจริงให้เป็นองค์ความรู้ ก็จะมองเห็นความชอบธรรม ความยุติธรรม โดยที่ไม่ต้องไปตกเป็นจำเลยทางกฎหมายและทางสังคม เพราะการเป็นทั้งโจทก์เป็นทั้งจำเลยนั้นใช่ว่าจะนอนเป็นสุข แม้ที่นอนนั้นจะเป็นฟูกนุ่นแต่ก็เป็นประดุจดังเซิงหนามที่สุดแสนจะทรมารยามต้องกาย ฉะนั้นจึงควร แบ่งใจ ไว้เจ็บบ้างในยามที่ไม่มีใครอยู่ข้างกาย เพราะทุกท่านรู้ดีว่า มันเวิ้งว้าง ! จาก : พระอธิการไสว - 06/07/2007 00:38 |