หัวข้อ : ร.พ.ชลประทาน จัดที่ให้ประชาชนสักการะ 'หลวงพ่อปัญญาฯ' ก่อนบำเพ็ญกุศล 12 ต.ค.
ข้อความ : ร.พ.ชลประทาน จัดบริเวณชั้นล่างของอาคารโรงพยาบาลให้ประชาชนทั่วไปมาสักการะ 'หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ' ก่อนจะมีพิธีบำเพ็ญกุศลและเปิดให้รดน้ำศพที่ศาลาขจรประศาสน์ วัดชลประทานฯ 12 ต.ค. นี้


ผู้สื่อข่าว'มติชนออนไลน์'รายงานเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมว่า เวลาประมาณ 9.00 น.เศษ วันที่ 10 ตุลาคม พระพรหมมังคลาจารย์ หรือที่รู้จักกันดีทั่วไปคือ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้มรณภาพลงที่โรงพยาบาลศิริราช หลังจากที่เข้ารับการรักษาอาการอาพาธตั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

พระเทพปริยัติเมธี รองเจ้าอาวาส กล่าวว่า ในการจัดพิธีศพหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ จะต้องหารือกับทางสำนักพระราชวังว่าจะให้เก็บศพไว้ 50 หรือ100 วัน เพื่อให้พุทธศาสนิกชนกราบศพ หลวงพ่อปัญญาฯ ไม่เคยสั่งการเรื่องการจัดงานศพ แต่ทางวัดจะสืบสานปณิธานของหลวงพ่อ ในการดูแลวัด ตามที่วางแนวทางไว้ตั้งแต่เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี 2503 จนถึงปัจจุบัน

รองเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ กล่าวว่า เนื่องจากเกิดขึ้นกระทันหันเนื่องจากหลวงพ่อปัญญาฯ เพิ่งเข้าโรงพยาบาลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่าน โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ของวัดทุกฝ่ายได้เตรียมตกแต่งศาลาขจรประศาสน์ และหารือกับทางสำนักพระราชวัง เพื่อขอพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ ตามที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ทรงมีบัญชามาให้ประสานไปยังสำนักพระราชวังเพื่อประกอบพีธีถวายน้ำหลวงสรงศพในวันที่ 12 ตุลาคม เวลา 17.00 น. ซึ่งจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ากราบศพตั้งแต่เวลา 09.00 น. วันที่ 12 ตุลาคมนี้

พระครูปลัดสุวัฒนา มงคลวรกุล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัด กล่าวว่า ขอประชาชนที่รักและเคารพหลวงพ่อ ที่จะมาสักการะหลวงพ่อที่โรงพยาบาล ทำการสักการะที่บริเวณชั้นล่างของอาคารโรงพยาบาลที่ได้จัดเตรียมไว้เท่านั้น เนื่องจากห้องที่เก็บรักษาศพของหลวงพ่อเป็นห้องพิเศษ มีขนาดไม่ใหญ่มาก และเกรงว่าจะเกิดความไม่สะดวก และเปิดให้ประชาชนทั่วไป ได้เข้ารดน้ำในวันที่ 12 ตุลาคมเป็นต้นไป

ทั้งนี้ คณะแพทย์ที่ทำการรักษา เปิดเผยว่า เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้เข้ารักษาที่โรงพยาบาลชลประทาน ด้วยอาการสำลักอาหาร และแพทย์ได้ระบุว่า ไม่มีอาการอะไรที่น่าเป็นห่วง จึงกลับมารักษาตัวต่อที่วัด หลังจากนั้นเกิดอาการหอบ หายใจไม่สะดวก และเจ็บที่หน้าอก จึงเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา คณะแพทย์ได้ทำบัลลูนผ่าตัดหัวใจขยายหลอดเลือด 1 เส้น หลังจากนั้น ก็มีอาการไอ และได้ส่งเข้าห้องซีซียู เพื่อดูแลอาการอย่างใกล้ชิด ซึ่งในวันที่ 5 ต.ค. ได้มีอาการปอดอักเสบ และมีปัญหาโรคไต จนเมื่อเวลา 9.00 น. วันนี้ (10 ต.ค.) หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุมรณภาพด้วยโรคปอดอักเสบและไตวายเฉียบพลัน

ด้านศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่า หลวงพ่อมีอาการทรุดลง คือ อาการไตวายเฉียบพลัน ปอดมีปัญหา นอกจากนี้ยังมีอาการแทรกซ้อน คือ เลือดออกในกระเพาะอาหาร ความดันต่ำ หัวใจเต้นอ่อน โดยทางทีมแพทย์พยายามปั้มหัวใจถึง 2 ครั้ง หลังจากหัวใจหยุดเต้น โดยช่วงเช้าพยายามปั้มหัวใจนานกว่า 10 นาที แต่ไม่เป็นผล

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า วัดชลประทานรังสฤษดิ์ ได้จัดเตรียมงานจัดสถานที่ โดยเจ้าหน้าเทศบาล และเตรียมศาลาขจรประศาสน์ไว้เป็นที่ตั้งศพ ซึ่งคาดว่าจะประกอบพิธีในวันพรุ่งนี้ (11 ต.ค.) โดยได้เชิญนำหลวงสรงศพ และเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมพิธีในวันที่ 12 ต.ค.นี้ เวลา 9.00 น. แต่ยังไม่ได้กำหนดพิธีพระราชเพลิงศพ เนื่องจากต้องประสานกับหลายฝ่าย

จาการสอบถามลูกศิษย์วัดกล่าวถึงอาการอาพาธว่า ก่อนเข้ารับการรักษาอาการอาพาธที่โรงพยาบาลนั้น หลวงพ่อบ่นว่าเจ็บหน้าอก ประกอบถึงเวลาตรวจร่างกายประจำปีจึงเข้ารับการรักษาพร้อมกันไปเลย อย่างไรก็ตามหลวงพ่ออาพาธด้วยโรค ชรามาเป็นเวลานานแล้ว ปัจจุบันมีอายุ 97 ปี

ประวัติ พลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เกิดที่ตำบลคูหาสวรรค์ อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 เดิมมีนามว่า ปั่น เสน่ห์เจริญ หลังใช้ชีวิตฆราวาสจนมีอายุได้ 18 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดอุปนันทนาราม จ.ระนอง โดยมีพระระณังคมุนีเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดนางลาด อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมีพระจรูญกรณีย์เป็นอุปัชฌาย์เมื่อปี พ.ศ. 2474

พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) เดิมชื่อ ปั่น นามสกุล เสน่ห์เจริญ เป็นบุตรของนายวัน-นางคล้าย เสน่ห์เจริญ มีพี่ชาย 1 คน พี่สาว 2 คน และน้องสาว 1 คน

วัยเด็ก เริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนประจำอำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง จากนั้นย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนประจำจังหวัดพัทลุง จนจบชั้น ม.3ในสมัยนั้น แล้วไม่ได้ศึกษาต่อเพราะมีอุปสรรคทางบ้าน บิดาป่วย ต้องลาออกเพื่อช่วยเหลือครอบครัว

วัยหนุ่ม ติดตามหลวงลุงไปประเทศมาเลเซีย แล้วกลับมาทำงานเหมืองแร่และสวนยางที่ภูเก็ต

อายุ 18 ปี บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดอุปนันทาราม ตำบลเขานิเวศน์ จังหวัดระนอง ได้เป็นครูใหญ่ในโรงเรียนประชาบาล เงินเดือนๆ ละ 25 บาท และได้เรียนนักธรรมไปด้วย

สอบนักธรรมตรีได้ที่ 1 ทั้งมณฑลภูเก็ต หัวข้อกระทู้ธรรมในการสอบครั้งนั้น คือ 'น สิยา โลกวฑฺฒโน-ไม่ควรเป็นคนรกโลก'

อายุ 20 ปี อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดนางลาด ตำบลเขาเจียก อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง โดยมี พระครูจรูญกรณีย์ เป็นพระอุปัชฌาย์

เทศน์ครั้งแรกที่วัดปากนคร จังหวัดนครศรีธรรมราช

ร่วมธุดงค์ไปเผยแพร่พระพุทธศาสนา ที่ประเทศพม่ากับพระภิกษุชาวอิตาเลี่ยนชื่อ 'พระโลกนาถ' ไปจำพรรษาที่สวนโมกขพลาราม ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมกับท่านพุทธทาส (พระธรรมโกศาจารย์) ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) และท่าน บ.ช.เขมาภิรัต (พระราชญาณกวี อดีตเจ้าคณะจังหวัดชุมพร ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) เป็น 'สามสหายธรรม' ร่วมงานเผยแพร่พระพุทธศาสนากันมาตั้งแต่บัดนั้น

ศึกษาภาษาบาลีที่วัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร จนสอบได้ประโยค 4แล้วเกิดสงคราม มหาเอเซียบูรพา จึงไม่ได้เรียนต่อประโยค 5 ไปจังหวัดเชียงใหม่เมื่อ 13 เมษายน 2492 เริ่มเผยแพร่พระพุทธศาสนาด้วยการปาฐกถาธรรม โดยสร้างโรงมุงใบตองตึงขึ้นในที่ของชาวบ้าน เทศน์ทุกวันอาทิตย์และวันพระ

ออกเทศน์ตามหมู่บ้านโดยรถยนต์ติดเครื่องขยายเสียงและเขียนเรื่องลงหนังสือพิมพ์ชาวเหนือ จนมีชื่อขึ้นที่เชียงใหม่ในนาม ("ภิกขุ ปัญญานันทะ") ผู้สนับสนุนคนสำคัญคือ เจ้าชื่น สิโรรส ท่านเผยแพร่ธรรมะอยู่ที่เชียงใหม่ โดยจำพรรษาอยู่ที่วัดอุโมงค์ นานถึง 11พรรษา (พ.ศ.2492-2502)

เดินทางไปเผยแพร่ธรรมยังทวีปยุโรป และร่วมประชุมกับขบวนการศีลธรรมโลก (M.R.A.) ที่เมืองโคช์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นที่ "พระปัญญานันทมุนี" เมื่อ 5ธันวาคม 2499 กรมชลประทานอาราธนานิมนต์มาเป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ ที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

23 พฤษภาคม 2503 - ทำพิธีเปิดวัด อัญเชิญพระประธานขึ้นประดิษฐานบนแท่นใน พระอุโบสถ และเจ้าคณะจังหวัดนนทบุรีประกาศแต่งตั้ง "พระปัญญานันทมุนี" เป็นเจ้าอาวาส วัดชลประทานรังสฤษฏ์

เริ่มปฏิรูปพิธีกรรมทางศาสนาให้เป็นไปเพื่อส่งเสริมสติปัญญา ตามหลักการที่ว่า 'เป็นระเบียบ เรียบง่าย ประหยัด และได้ประโยชน์'

3 สิงหา 2503 แสดงพระธรรมเทศนา ถวายแด่สมเด็จพระราชชนนีศรีสงวาลย์ ณ พระตำหนักจิตรลดารโรฐาน

ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัฌาย์ และได้บวช ม.ล.ชอบ อิศรศักดิ์ เป็นคนแรก เมื่อ 6 พฤษภาคม 2506

12 สิงหาคม 2512 -เริ่มเปิดสอน พุทธศาสนาวันอาทิตย์แก่เยาวชน โดยอาศัยสถานที่ของโรงเรียนชลประทานสงเคราะห์ จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๒๗ เมื่ออาคารโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์สร้างเสร็จแล้ว จึงได้ย้ายมาเรียนมาสอนกันภายใน วัดชลประทานรังสฤษฏ์

ได้รับพระราบทานสมณศักดิ์ เป็นที่ "พระราชนันทมุนี" เมื่อ 5 ธันวาคม 2514

ได้แสดงธรรมเทศนาถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ ๒ เมษายน ๒๕๑๘ ณ วัดชลประทานรังสฤษฏ์

19 ธันวาคม 2518 -ได้แสดงพระธรรมเทศนา ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชนีนาถ, องคมนตรี และรัฐมนตรีทุกท่าน ในพระราชพิธี พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ รามาธิบดีอันมีศักดิ์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ได้รับรางวัล 'สังข์เงิน' เป็นเกียรติในฐานะพระภิกษุผู้เผยแพร่ธรรมะยอดเยี่ยมประจำปี 2520 จากสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย

ได้รับรางวัล "นักพูดดีเด่น" ประจำปี 2520 ประเภทเผยแพร่ธรรม จากสมาคมฝึกการพูด แห่งประเทศไทย เมื่อ 27 พฤษภาคม 2521

เริ่มแสดงปาฐกถาธรรม ทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน สถานีวิทยุกระจายเสียง แห่งประเทศไทย ถ่ายทอดทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2521

ได้รับปริญญาพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาครุศาสตร์) จากมหาจุฬาลงกรณ์ ราชวิทยาลัย เมื่อ 9 มกราคม 2524เริ่มโครงการ "พระธรรมทายาท" อบรมพระภิกษุให้เป็นนักเผยแผ่ธรรมะที่ดี เป็น "ธรรมทายาท" มิใช่ "อามิสทายาท" ของพระบรมศาสดา

ได้รับถวายปริญญาสังคมศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาครุศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อ 30 สิงหาคม 2530ได้รับปริญญาคุรุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาครุศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทรวิโรฒ

เมื่อ 30 สิงหาคม 2532 และ มหาวิทยาลัยอื่น ๆ อาทิ จุฬาฯ, ธรรมศาสตร์ ฯลฯ.

ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นที่ "พระธรรมโกศาจารย์" เมื่อ 5 ธันวาคม 2517

เป็นเจ้าคณะภาค 18 เมื่อปี พ.ศ.2540

ศึกษาหาหลักธรรม
หลังจากอุปสมบทได้ไม่นาน ได้เดินทางไปศึกษาหาหลักธรรมในบวรพุทธศาสนาหลายจังหวัดที่มีสำนักเรียนธรรมะ เช่น นครศรีธรรมราช สงขลา และกรุงเทพมหานคร จนหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรีเป็นที่ 1 ของสังฆมณฑลภูเก็ต และสามารถสอบได้นักธรรมชั้นโท และเอกในปีถัดมาที่ จ.นครศรีธรรมราช จากนั้นท่านได้เดินทางไปศึกษาต่อด้านภาษาบาลีจนสามารถสอบเปรียญธรรม 4 ประโยค ที่สำนักเรียนวัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร แต่เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้หลวงพ่อต้องหยุดการศึกษาไว้เพียงเท่านั้น แล้วเดินทางกลับพัทลุงภูมิลำเนาเดิมและได้เริ่มแสดงธรรมในพื้นที่ต่างๆ ของภาคใต้ รวมทั้งเดินทางไปจำพรรษาที่วัดสีตวนารามและวัดปิ่นบังอร รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ในระหว่างที่จำพรรษาอยู่นี้ก็ได้ศึกษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพื่อเป็นพื้นฐานในการเผยแพร่ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป

เผยแพร่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ
พ.ศ. 2475 หลวงพ่อมีโอกาสร่วมเดินทางไปประเทศพม่า กับพระโลกนาถชาวอิตาลีสหายธรรม ร่วมเดินทางแสวงบุญไปประเทศอินเดียและทั่วโลกโดยผ่านทางประเทศพม่าด้วยเท้าเปล่าเพื่อเป็นพุทธบูชา แต่เมื่อเดินทางถึงประเทศพม่าก็ต้องเดินทางกลับ
ระหว่างปี พ.ศ. 2475-2476 หลวงพ่อได้มีโอกาสเดินทางไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศหลายประเทศ จนหลวงพ่อได้ชื่อว่า เป็นพระสงฆ์รูปแรกของไทยที่ได้เดินทางไปประกาศธรรมในภาคพื้นยุโรป

สหายธรรมของท่านพุทธทาสภิกขุ
พ.ศ. 2477 หลวงพ่อได้เดินทางไปจำพรรษากับพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ที่สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และร่วมเป็นสหายธรรมดำเนินการเผยแพร่หลักธรรมที่แท้จริงตามหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ประกาศธรรมแก่ชาวบ้านที่เชียงใหม่
ในปี พ.ศ. 2492 หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้รับอาราธนานิมนต์ให้ไปจำพรรษาที่วัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่ และได้เริ่มแสดงธรรมในทุกวันอาทิตย์และวันพระที่พุทธนิคม จ.เชียงใหม่ พร้อมกันนี้หลวงพ่อได้เขียนบทความต่างๆ ลงในหนังสือพิมพ์และเขียนหนังสือธรรมะขึ้นจำนวนหลายเล่ม นอกจากนี้ หลวงพ่อได้เดินทางไปประกาศธรรมแก่ชาวบ้าน ชาวเขาโดยใช้รถติดเครื่องขยายเสียง จนชื่อเสียงของหลวงพ่อดังกระฉ่อนไปทั่ว จ.เชียงใหม่ ในนาม "ภิกขุปัญญานันทะ"
ในยุคนี้เองที่หลวงพ่อได้ก่อตั้งมูลนิธิ "เมตตาศึกษา" ที่วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ และบำเพ็ญศีล กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกมากมาย

วัดชลประทานรังสฤษฎ์
ในปี พ.ศ. 2502 ม.ล.ชูชาติ กำภู อธิบดีกรมชลประทาน ในสมัยนั้น ระหว่างที่ไปเยือนเชียงใหม่มีความประทับใจ ในลีลาการสอนธรรมะแนวใหม่ของหลวงพ่อ จึงเกิดความศรัทธาปสาทะในหลวงพ่อ และในขณะนั้นกรมชลประทานได้สร้างวัดใหม่ขึ้น ชื่อ "วัดชลประทานรังสฤษฎ์" ที่ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงได้อาราธนาหลวงพ่อไปเป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่ พ.ศ. 2503 จนถึงปัจจุบัน

พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) ได้ดำเนินการเผยแพร่พระพุทธศาสนา โดยวิธีที่ท่านได้เริ่มปฏิวัติรูปแบบการเทศนาแบบดั้งเดิมที่นั่งเทศนาบนธรรมาสน์ถือใบลาน มาเป็นการยืนพูดปาฐกถาธรรมแบบพูดปากเปล่าต่อสาธารณชน พร้อมทั้งยกตัวอย่างเหตุผลร่วมสมัย ทันต่อเหตุการณ์ เป็นการดึงดูดประชาชนให้หันเข้าหาธรรมะได้เป็นเป็นอย่างมาก ซึ่งในช่วงแรกๆ ได้รับการต่อต้านอยู่บ้าง แต่ต่อมาภายหลังการปาฐกถาธรรมแบบนี้กลับเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปจนถึงบัดนี้ เมื่อพุทธศาสนิกชนทราบข่าวว่า หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุจะไปปาฐกถาธรรมที่ใดก็จะติดตามไปฟังกันเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดหลวงพ่อได้รับอาราธนาให้เป็นองค์แสดงปาฐกถาธรรมในสถานที่ต่างๆ และเทศนาออกอากาศทั้งทางสถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ จนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ หลวงพ่อยังได้รับอาราธนาไปแสดงธรรมในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น และยังได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมและกล่าวคำปราศรัยในการประชุมองค์กรศาสนาของโลกเป็นประจำอีกด้วย

โดยที่หลวงพ่อท่านเป็นพระมหาเถระผู้มีชื่อเสียงของประเทศไทย ได้สร้างงานไว้มากมายทั้งด้านศาสนาสังคมสงเคราะห์ตลอดจนงานด้านวิชาการ ดังนั้นหลวงพ่อจึงได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ได้รับรางวัลเกียรติคุณมากมาย และเป็นประธานในการดำเนินกิจกรรมทั้งที่เป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาและสังคม เช่น สนับสนุนโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดน เป็นประธานจัดหาทุนสร้างตึกโรงพยาบาล กรมชลประทาน 80 ปี (ปัญญานันทะ) และเป็นประธานในการดำเนินการจัดหาทุนสร้างวัดปัญญานันทาราม ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ แม้ว่าคำสอนของหลวงพ่อจะเป็นคำสอนที่ฟังง่ายต่อการเข้าใจ แต่ลึกซึ้งด้วยหลักธรรมและอุดมการณ์อันหนักแน่นในพระรัตนตรัย หลวงพ่อปัญญานันทภิภขุ เป็นหนึ่งในบรรดาภิกษุผู้มีชื่อเสียง และเปี่ยมด้วยคุณธรรมเมตตาธรรม ผู้นำคำสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งเหมาะสมสำหรับชนทุกชั้นที่จะเข้าถึง หลวงพ่อเป็นพระสงฆ์รูปแรกที่กล้าในการปฏิรูปพิธีกรรมทางศาสนา ของชาวไทยที่ประกอบพิธีกรรมหรูหรา ฟุ่มเฟือย โดยเปลี่ยนเป็นประหยัด มีประโยชน์และเรียบง่าย ดังนั้น หลวงพ่อจึงได้รับการขนานนามว่า 'ผู้ปฏิรูปพิธีกรรมของชาวพุทธไทย' ในปัจจุบัน



จาก : Itt - 10/10/2007 04:53

ความคิดเห็นของท่าน สร้างสังคมให้งดงาม
ชื่อ :
Email :
โฮมเพจ :
ข้อความ :


ความคิด - ความเห็นที่ปรากฏอยู่ในเว็บนี้ เป็นความคิด - ความเห็น ส่วนบุคคล
ซึ่งทางวัดพรหมคุณารามไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ
This Free service hosted by D'Server