|
หัวข้อ : กังหันลม ข้อความ : ถ้าสนใจอยากดูของจริงที่สามารถ สูบน้ำ ปั่นไฟฟ้า ทำงานพร้อมกัน ไปใช้งานได้จริงๆเชิญชมตัวอย่างของจริง ขนาด 4 ใบพัด 6 ใบพัด ได้ที่ วัดป่าอัมพวัน อ.เมือง จ.ชลบุรี เพราะผมไปช่วยท่านเรื่องระบบแปลงไฟฟ้า ที่เก็บไว้ในแบตเตอร์รี่ที่ผลิตได้จากพลังงานลม แล้วแปลงกระแสไฟฟ้า dc เป็น 220 vac สำหรับใช้กับระบบแสงสว่าง บริเวณวัดสวยงามติดภูเขามีอ่างเก็บน้ำสวยงามมาก ถ้าสนใจโทรคุยรายละเอียดกับผมได้ที่ 06 7049941 ไม่เกิน 22.00 น. จาก : บรรจง - 23/08/2005 14:09 |
|
ข้อความ : กังหันลมชนิด 6 ใบพัด ใช้พลังงานลมป๊มระบบไฮโดริคขับเกียรถยนต์ทดรอบให้เร็วแล้วต่อเพลาขับระบบป๊มน้ำและปั่นไดนาโม กระแสไฟฟ้าที่ได้เก็บไว้ในแบตเตอร์รีแล้วแปลงเป็นไฟฟ้าขนาด 220 VAC จาก : บรรจง - 23/08/2005 17:16 |
|
ข้อความ : สนใจกังหันลมที่ผลิตกระแสไฟฟ้าครับ อยากทราบว่าพลังลมปั่นไฮโดรริก ขั้นตอนนี้มีรายละเอียดอย่างไรครับและกระแสไฟฟ้าที่ได้กี่ แอมป์ จาก : สิทธิโชค - - sittichokedee@chaiyo.com - 29/08/2005 15:43 |
|
ข้อความ : ผมให้เบอร์โทรไว้แล้วผมพิมพ์ตัวอักษรช้ามาก หรือจะให้ผมส่งรูปไปให้ดูก็ได้ ไดนาโมขนาด 1.5 - 5 kw สบายๆ หลักการ กังหันลมหมุนปั๊มน้ำมันจากถังน้ำมันผ่านวาวล์ควบคุมแรงดันไปหมุนเพลาที่ต่อกับเกียร์รถยนต์ทดรอบให้เร็วขึ้นเพลาจะต่อกับปั๊มสูบน้ำโดยตรง ส่วนไดนาโมจะใช้เกียร์อีกตัวทดรอบให้เร็วขึ้นอีก จึงสามารถทำความเร็วรอบได้สูง ถ้าลมดีๆใบพัดหมุนเสียงจะคล้ายเฮลิคอบเตอร์ ยังมีหลักในการช่วยใบพัดให้หมุนในขณะลมอ่อนๆพอลมแรงกังกันก็หมุนได้สดวกเร็วพอดี จาก : บรรจง - 31/08/2005 14:25 |
|
ข้อความ : น่าสนใจมากครับ สำหรับกังหันลมที่ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ แต่อยากเห็นรูปตัวจริงครับ และอยากทราบงบประมาณในการติดตั้งด้วยครับว่าอยู่ประมาณเท่าไหร่ และใช้พื้นที่ในการติดตั้งขนาดเท่าไหร่ ครับ จาก : สุรินทร์ - - surinol@gmail.com - 21/09/2005 05:46 |
|
ข้อความ : สนใจครับช่วยส่งรูปมาให้ดูทางอีเมล์ได้ไหมครับ ขอบพระคุณมากครับ จาก : กิติกร - - j_kitikorn@yahoo.com - 23/09/2005 13:47 |
|
ข้อความ : ต้องการแบบสร้างกังหันทดน้ำเข้านาเกลือแถวๆสมุทรสาครครับ จะเอามาทำต้นแบบในท้องถิ่นหน่อย หากใครทราบข้อมูลช่วยอนุเคราะห์หน่อยครับ จาก : อนันต์ หาดใหญ่ - - man_1996@hotmail.com - 24/09/2005 10:35 |
|
ข้อความ : คุณบรรจง..ผมสนใจมากครับแต่อยู่ไกลพอจะมีรูปถ่านให้ดูมั๊ยครับ จาก : เกรียงไกร - - pepper_b2000@yahoo.com - 29/09/2005 15:13 |
|
ข้อความ : ตกลงผมจะส่งรูปถ่ายไปให้ทุกท่าน ส่วนทฤษฎี เกี่ยวกับกังหันลม โทรบอกที่อยู่ให้ผมจะส่งไปให้นะครับ จาก : บรรจง - 30/09/2005 22:18 |
|
ข้อความ : กำลังหาข้อมูลเรื่องกังหันลมอยู่ครับ เพราะจะเอาไปใช้ในไร่ที่สุพรรณฯครับ ยังไม่มีไฟฟ้าเข้าไปถึง เวลานี้เจาะบ่อบาบาลไว้แล้ว เวลาจะสูบน้ำต้องใช้เครื่องสูบ(เติมน้ำมัน) กว่าจะได้น้ำเต็มแท้งค์กว่าจะรถน้ำต้นไม้ในไร่ได้ครบ ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง รบกวนคุณบรรจงส่งข้อมูลรายละเอียดรวมถึงราคาให้ทางเมล์ด้วยครับผม .. ขอบคุณมากครับ จาก : whenUknow - - whenUknow_box@yahoo.co.th - 01/11/2005 21:27 |
|
ข้อความ : กังหันลมที่ผมกำลังทำเป็นต้นแบบ ผมใช้หลักการของเมืองนอก ไดนาโมรอบต่ำ ๆ rpm 200 -400 รอบ
วัสดุหาได้ในเมืองไทย ยกเว้น แม่เหล็กแรงสูง ที่ราคาแพงมาก แต่ก็หาซื้อได้ การทำกังหันลม ใช้งบประมาณ ดังนี้ 1 แม่เหล็กแรงสูง ราคาประมาณ 5000 - 6000 บาท 2 ชุดล้อหน้ารถเก๋ง 1 - 2 ชุด ( อะไหล่เชียงกงแถวปทุมวันหรือเมืองใหม่บางพลี ) ดุมล้อหน้า ดีสเบรก แกนโชค ราคาแล้วแต่รุ่น ขนาด 3 ขดลวด # 13 -18 แล้วแต่การออกแบบ ราคากิโลละ ประมาณ 200 บาท 4 เรซินใช้หล่อขดลวดราคา ไม่ทราบ 5 ไม้อัดใช้ทำแบบวางแม่เหล็ก หล่อขดลวด ทำหางเสือ 6 เหล็กฉาก เหล็กตัวซี เหล็กกลม ขนาดตามแบบ 7 ไดโอดแปลงไฟจากกระแสสลับเป็นกระแสตรง 8 อุปกรณ์เชื่อมเหล็ก ตัด เจีย เลื่อย สิ่ว กบ กระดาษทราย วัดระดับ วงเวียน ดินสอ กระดาษเขียนบบ 9 ไม้ขนาดตามแบบ (ความยาวของใบพัดตามใจชอบ ใช้ไม้สัก ไม้ตะเคียน เมืองนอกใช้ไม้สน ) 10 ถังน้ำมันสองร้อยลิตร 2 - 3 ใบ หมายเหตุ ทำกังหันสูบน้ำ ตัด แม่เหล็ก ขดลวด เรซิ่น ใบพัดใช้ไม้หรือถังน้ำนันตามใจชอบ จาก : บรรจง - 07/11/2005 20:22 |
|
ข้อความ : วันที่ 6 - 9 ต.ค.48 ที่เมืองทองธานี บ. มิตซูฯ นำเข้ากังหันลม ชนิด แกนแนวตั้ง 3 ใบพัด ความสูง ประมาณ 8 เมตร ราคา 1,000,000 .00บาท จาก : บรรจง - 07/11/2005 20:29 |
|
ข้อความ : ถ้าผมจะจัดอบรม ให้ความรู้ เรื่อง กังหันลม จะมีผู้สนใจ สมัครเข้ารับการอบรมหรือไม่ อบรมฟรีจำนวน
10 - 12 คน ต่อ 1 ชุด ใช้เวลา 1 วัน เมื่อมีความรู้แล้ว ภาคปฎิบัติก็นัดกันตกลงจะไปทำของจริงที่บ้านใคร ออกค่าวัสดุด้วยนะครับ ภาคปฎิบัติ เมืองนอก ใช้เวลา 1 สัปดาห์ เมืองไทย เสาร์ อาทิตย์ก็พอ อ้อ..ยังมีวิธีการตั้งเสาอีกนะครับ ไม่ใช่หมูๆแล้วแต่ความสูง จาก : บรรจง - 07/11/2005 20:45 |
|
ข้อความ : สนใจอบรม เรื่องกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้า สูบน้ำ ส่งไปรษณียบัตรพร้อมที่อยู่ติดต่อกลับ ถึง คุณบรรจง ขยันกิจ กองอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยบูรพา 169 ถนนลงหาดบางแสน ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี 20131 จาก : บรรจง - 07/11/2005 20:54 |
|
ข้อความ : ผมจะเอาข้อมูลรายละเอียด ขั้นตอนการทำ พร้อมรูปถ่ายทุกขั้นตอน ลงในเวบของมหาวิทยาลัยประมาณเดือนมกราคม 49 ลงบทความพร้อมรูปถ่ายเป็นตอนๆจนกว่าจะจบ และถ้ามีการอบรม ปฎิบัติจริงก็จะนำรูปภาพมาลงให้ชม จาก : บรรจง - 07/11/2005 21:06 |
|
ข้อความ : กังหันลม ของนอกแท้ ใบพัดรัศมี12-15เมตร เสาสูง45เมตรอยู่ที่อำเภอบ้านบึง ถนนสาย331 แถวๆโรงทำอาหารกระป๋องสยาม ราคา 5000000.00 บาท จาก : บรรจง - 07/11/2005 21:18 |
|
ข้อความ : ใบพัดส่วนปลาย ประมาณ1เมตรสามารถบิดต้านลมถ้าลมแรงเกินกำหนด จะมีชุดวัดความเร็วลม เซนเซอร์ เพื่อป้องกันความเสียหาย ลืมถามยี่ห้อ และประเทศผู้ผลิต แต่เจ้าของเป็นชาวเยอรมัน อัถยาศัยดีมาก ชุดควบคุม อยู่ที่โคนเสาขนาดรัศมี3เมตร จาก : บรรจง - 07/11/2005 21:29 |
|
ข้อความ : หลักการสร้างกังหันลมนี้ ยังสามารถประยุกต์ใช้ทำเขื่อนพลังน้ำขนาดเล็กได้ เหมาะกับฝ่ายน้ำล้น ลำคลอง ธารน้ำไหลจากภูเขา น้ำตก หลักการ กั้นเขื่อนบังคับให้น้ำไหลในท่อขนาดรัศมี 3 - 4นิ้ว (ตามความเหมาะสม)ความยาวท่อยิ่งยาวยิ่งแรงเหมือนเขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนลำตะคอง ปลายท่อน้ำปล่อยใส่ใบพัดไดนาโม ใบพัดจะเหมือนใบพัดพัดลมแอร์ (คอยเย็นอยู่ภายในห้องในบ้าน) ปลายท่อบีบให้แบนเล็กน้อยตามขนาดรูปของใบพัดแอร์ที่ติดตั้งกับไดนาโมรอบต่ำที่เราทำขึ้นเอง จาก : บรรจง - 07/11/2005 21:56 |
|
ข้อความ : การต่อขดลวด ต่อได้2วิธี คือแบบสตาร์ และ เดลต้า แรงเครื่อนที่ได้ไม่เท่ากัน แล้วแต่สภาพลมแรงหรือค่อยกระแสไฟฟ้าที่ได้ ขนาด 12 vdc 24 vdc 48 vdc 20 vac - 180 vac กระแส (จำสูตรไม่ได้) ตามความต้องการขณะลมสูงสุด (การออกแบบครั้งแรกต้องตัดสินใจให้ดี สภาพลมที่ที่เราจะติดตั้งเป็นองค์ประกอบทุกอย่ง) จะนำไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ ใช้กับอุปกรณ์ ขนาดแรงเครื่อน 12v 24v 48v โดยตรงหรือ ใช้เครื่องอินเวิตเตอร์แปลงเป็น 220 v ac จาก : บรรจง - 07/11/2005 22:17 |
|
ข้อความ : น่าอายจริงๆ ผมส่งเมล์ไม่เป็น ผมจะให้หลานผมส่งไปให้ แต่คงช้าหน่อยเพราะวัยรุ่นไม่ค่อยว่าง จาก : บรรจง - 07/11/2005 22:27 |
|
ข้อความ : เมืองนอกถ้าผู้หญิงทำก็จะขนาดรัศมี4-5ฟุต ขนาดมาตรฐาน รัศมีใบพัด2.4 เมตร (แพร่หลายในเมืองนอก) ใหญ่สุด 17ฟุต ใช้ล้อรถเก๋งวอลโว 240 เสาสูง 5 - 60 เมตร แล้วแต่สภาพของลม มีทั้งเสาเดี่ยว สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ตามขนาดความสูง วิธีตั้งเสาก็แตกต่างกันไปตามความสูง การทำกังหันลมแต่ละครั้ง จะแบ่งเป็นขั้นตอน 4 ขั้นตอน 1. ทำใบ ต้องเหลาให้ได้ขนาด(ถ้าได้ช่างไม้ฝีมือดีร่วมทีมก็แจ๋วไม่เหนื่อย) 2 . ช่างเชื่อม กลึง ไส เจียดีสเบรกให้เรียบไว้เชื่อมโครงกังกัน หางเสือ (เชื่อมเหล็กต้องได้มาตรฐานเพราะกังหันน้ำหนักมากพอสมควร) 3. ทำไดนาโม ออกแบบแม่เหล็ก พันขดลวด บัดกรีขดลวด หล่อเรซิ่น ต่อสายไฟเข้าระบบ(ได้ช่างไฟร่วมทีมรับรองไฟสว่างไสวไม่ต้องกลัวว่าจะต้องพันขดลวดใหม่ ขอเอาใจช่วยข้างๆ กระแส 50-100แอมป์สดุ้งแน่ๆ) การต่อ มีแบบ1 - 3 เเฟส 4. รวมใจกันทุกฝ่ายช่วยกันตั้งเสา อะไรเอ่ยยิ่งสูงยิ่งเหนื่อย ก็ตั้งเสานะสิ ฮะๆๆๆ (เครื่องทุ่นแรงใช้รถกระบะช่วยดึง) กังหันลมรับลมหมุนได้ที่ เช็คกระแสไฟฟ้า เปิดหลอดไฟ แค่นี้ก็หายเหนื่อยแล้ว จาก : บรรจง - 07/11/2005 23:15 |
|
ข้อความ : มี cd ตัวอย่างการทำกังหันลมของเมืองนอก ประมาณ 40 ตัวอย่าง เริ่มตั้งแต่ การจัดเตรียมหาวัสดุ อะไหล่รถเชียงกง รุ่นที่ต้องการใช้ ตามใจชอบ การเหลาใบพัด การทำไดนาโมรอบต่ำ การประกอบทุกอย่างจนสำเร็จ วิธีการตั้งเสา แบบแปลน ทฤษฎี สนใจโทรมาคุยกับผมได้ จาก : บรรจง - 08/11/2005 09:40 |
|
ข้อความ : cd ชุดนี้ผมได้มาจากเมืองนอก คุ้มจริงๆผมเปิดดูหลายรอบจนเข้าใจในระดับหนึ่ง สามารถทำกังหันได้ด้วยตัวผมเอง และประยุกต์ใช้กับกังหันชนิดแกนแนวดิ่ง และแกนแนวตั้ง เกิดแนวความคิดทำใบกังหันได้หลายรูปแบบ ให้เหมาะกับสภาพลมของท้องถิ่น และภูมิประเทศ จาก : บรรจง - 08/11/2005 09:51 |
|
ข้อความ : ถ้าลมแรงจัดหรือมีพายุ ส่วนใบพัดจะพับงอหันหลบพายุอัตโนมัติ หรือเชิดหน้ากังหันขึ้นฟ้าได้เอง เมื่อสภาพลมปกติ กังหันก็จะหมุนได้เองอีกครั้ง จาก : บรรจง - 08/11/2005 09:56 |
|
ข้อความ : อยากทราบว่ากังหันลมมีขนาดเท่าไรที่ปันไฟได้220และหาซื้อได้ที่ไหนราคาเท่าไรอยู่ห่างจากไฟฟ้า จาก : คุณก้อง - - gonggong_samrong@yahoo.com - 11/11/2005 20:44 |
|
ข้อความ : ผมสนใจกังหันลมของคุณมาก ที่ใช้ในการสูบน้ำ ปั่นไฟฟ้า ทำงานพร้อมกัน อยากจะให้คุณ บรรจงช่วยบอกรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของ กังหันลม พร้อมกับช่วยอธิบาย การแปลง วงจร DC เป็น VAC หน่อยครับ หรือจะส่งเมลมาหาก็ไดครับ ขอขอบคุณครับ จาก : bird - - baby_handsome@hotmail.com - 14/11/2005 09:48 |
|
ข้อความ : อยากรู้แหล่งขายใบพัดกังหันลม จาก : tu 061831772 - - - - 14/11/2005 10:58 |
|
ข้อความ : คุณก้อง กังหันลมขนาดเล็กๆ รัศมีใบพัด4-5นิ้วใช้ใบพัดเครื่องบินเล็กต่อกับมอเตอร์ dc เทปหรือใช้มอเตอร์พัดลมหม้อน้ำรถยนต์จะได้ไฟฟ้าเป็น dcv แล้วค่อยแปลงไฟ dcv เป็น acv อีกครั้ง เนื่องจากลมไม่สม่ำเสมอจะได้พลังงานที่ดีกว่า กรณีที่จะปั่นไฟเป็น acv จะต้องเป็นสถานที่ๆลมแรงเช่นชายทะเล ในทะเล หรือทุ่งขนาดใหญ่ใช้กังหันขนาดใหญ่ มีเกียร์ทดรอบ หรือเกียร์บ๊อก ระบบดีสเบรก แล้วต่อกับเยนเนอเรเตอร์ ac ระบบไฟจะเป็น 110 v 220 v 380 v 3 เฟส แล้วแต่ขนาดของกังหัน มีระบบควบคุม ทั้วความถี่ เฟส ที่ได้ต่อเข้ากับระบบสายส่งอีกครั้ง ซื้อได้ที่เมืองนอก ราคากรุณากลับไปอ่านบทความต้นๆ นะครับ กังหันขนาดรัศมีใบพัด 3 - 17 ฟุต ( เราทำขึ้นเองทั้งเมืองนอกและเมืองไทย )ไฟที่ได้ สากลที่ 12v 24 v 48 v dcv เนื่องจากสามารถเก็บพลังงานไว้ที่แบตเตอรี่ แล้วแปลงเป็น 220 acv ภายหลังหรือเลือกใช้อปกรณ์ ไฟฟ้าขนาด 12 24 48 dcv ได้โดยตรงครับ จาก : บรรจง - 15/11/2005 11:15 |
|
ข้อความ : คุณ bird โทรคุยรายละเอียด และนัดพบผมแล้วเย็นนี้ ผมเตรียมเอกสารไว้ให้แล้วนะครับ จาก : บรรจง - 15/11/2005 11:23 |
|
ข้อความ : ขนาดของกังหัน เล็กหรือใหญ่ รัศมีใบพัด ไดนาโมรอบต่ำขนาด watt ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือความเร็วลมถ้าส่ำเสมอเสาต่ำๆก็ใช้ได้ ถ้าลมไม่ดี คุณต้องเพิ่มขนาดความยาวเสา บางท้องที่เสาแพงกว่ากังกัน จาก : บรรจง - 15/11/2005 11:35 |
|
ข้อความ : คุณ tu ครับ แหล่งขายใบพัด เมืองนอกมีชุดสำเร็จขายมีแยกชิ้นและครบชุด ในเมืองไทยผมไม่ทราบ เฉพาะใบพัดและตัวไดนาโมก็ราคาเกือบแสน (ขนาดไม่เกิน 500 watt ) ส่วนใหญ่ทำเอง ใช้เหล็ก ไม้ ไฟเบอร์ แล้วแต่ชนิดกังหัน ทำเองซิครับภูมิใจกว่าจ้างช่างไม้ทำตามแบบก็ได้แล้ว ผมมีแบบและขั้นตอนการทำนะคุณ tu ต้องการขนาดกี่ฟุตละ จาก : บรรจง - 15/11/2005 11:50 |
|
ข้อความ : การพัฒนาพลังงานลมในประเทศไทย
เมื่อมองย้อนกลับมาในประเทศความจริงนั้น ประ--เทศไทยได้เริ่มโครงการพลังงานทดแทนมาตั้งแต่ปี 2526 เป็นต้นมา โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าร่วมเซลล์แสงอาทิตย์ และกังหันลม แบบต่อเข้าระบบจำหน่ายไฟฟ้า สถานที่ที่ดำเนินการทดลองอยู่ในบริเวณสถานีพลังงานทดแทนแหลมพรหมเทพ ที่เกาะภูเก็ต ซึ่งมีแรงลมตะวันตกเฉียงใต้จากทะเลอันดามันในช่วงมรสุม ในระยะแรกทาง กฟผ. ได้ทดลองติดตั้งกังหันลม 2 ชุด เป็นกังหันลมที่มีใบกังหัน 3 ใบ แบบแกนหมุนในแนวนอน ความเร็วรอบของกังหันประมาณ 350 รอบต่อนาทีที่ความเร็วลม 12.1 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 2,400 ฟุตต่อนาที ความเร็วลมที่สามารถเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 3.1 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 600 ฟุตต่อนาที ความสูงของเสากังหันลม 20 เมตร ซึ่งจะสามารถผลิตไฟฟ้ากระแสตรงได้รวม 20 kW ประจุเก็บไว้ในแบตเตอรี่ จำนวน 120 ลูก แต่ละลูกมีแรงดันไฟฟ้าเท่ากับ 2 โวลท์ เพื่อจะได้ขนาดแรงดันไฟฟ้ารวม 240 โวลท์ กระแสตรง แล้วจึงใช้ชุดเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ แบบ 3 เฟส 416 โวลท์ 50 Hz ขนาด 15 kVA ผ่านหม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อเชื่อมโยงกับระบบจำหน่ายขนาด 33 kV 3 เฟสติดตั้งแล้วเสร็จในปี 2536 กังหันลมอีกชุดหนึ่ง เป็นกังหันลมที่มีใบกังหัน 3 ใบ เป็นแบบแกนหมุนในแนวนอน ความเร็วรอบของกังหันประ--มาณ 38 รอบต่อนาที ที่ความเร็วลม 13 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 2,660 ฟุตต่อนาที ความเร็วลมที่สามารถเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้คือ 4 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 800 ฟุตต่อนาที ความสูงของเสากังหันลม 31 เมตร ขนาด กำลังผลิตสูงสุด 150 kW เป็นกังหันลมชนิดติดตั้งกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส 400 โวลท์ 50 Hz ติดตั้งแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2539 จากการทดลองจ่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้จากกังหันลม เข้าสู่ระบบจำหน่าย พบว่า ได้ผลเป็นที่น่าพอใจกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ จะมีประโยชน์กับท้องถิ่นบริเวณนั้น ซึ่งเป็นบริเวณปลายสายส่ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก แต่การใช้กังหันลมจะประสบปัญหาในด้าน พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จะไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากความเร็วและทิศทางของลมไม่แน่นอน อีกทั้ง เสาของกังหันลมมีขนาดใหญ่ทำให้ต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้งมาก ดังเช่นในสถานที่ทดลอง กังหันลมขนาด 150 kW มีขนาดใหญ่ จึงต้องนำไปติดตั้งใกล้กับหน้าผาชัน ทำให้เผชิญกับกระแสลมแปรปรวน และการสั่นสะเทือน อันเป็นสาเหตุทำให้เกิดความเสียหายแก่ชิ้นส่วนต่างๆ ของกังหันลม รวมไปถึงชิ้นส่วนต่างๆ ของกังหันลมยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศทำให้ค่าใช้จ่ายสูง และเป็นการเสียดุลการค้ากับต่างชาติ ดังนั้น ในอนาคตหากจะพัฒนาให้สามารถนำพลังงานลมมาใช้ได้ ควรที่จะคำนึงถึงผลกระทบ ในด้านต่างๆ ด้วย ในสภาวะปัจจุบัน โลกกำลังมีปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ปริมาณการใช้พลังงานที่มากขึ้น ดังนั้น การทดลองนี้จะเป็นแนวทางเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ และเป็นทางเลือกพลังงานอีกทางหนึ่ง ที่สะอาดและมีอยู่อย่างไม่จำกัด จึงควรที่ภาครัฐจะให้ความสำคัญ และให้การสนับสนุนการวิจัย เพื่อการพัฒนาให้เป็นแหล่งพลังงาน จาก : บรรจง - 17/11/2005 09:56 |
|
ข้อความ : บทความวิชาการ
พลังงาน ..ทะเล โดย รัฐฐาน์ ฤทธิเกริกไกร วิศวกร สถานจัดการและอนุรักษ์พลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทะเล นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ สำคัญของไทยแล้ว ยังเป็นแหล่งพลัง--งานทดแทนที่สำคัญอันจะนำไปสู่พลังงานสำรองที่จะใช้ใน ประเทศต่อไป บทความเรื่องพลังงานจากทะเลนี้เป็นบทความที่จะแนะนำพลังงานทดแทนที่มีต้นกำเนิดจากทะเล อันได้แก่ พลังงานลม พลังงานน้ำขึ้น-น้ำลง และพลังงานคลื่น พลังงานลม (Wind Energy) ลมเป็นพลังงานที่มนุษย์ใช้มานานกว่า 2,000 ปี โดยการใช้กังหันลมหมุน เครื่องบดธัญพืช สูบน้ำ และเครื่องจักรกลต่างๆ ลมเป็นพลังงานธรรมชาติที่สะอาดและไม่มีวันหมดสิ้นไปจากโลก มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์จากพลังงานลมมานานแสนนานในการอำนวยความสะดวกสบายแก่ชีวิต และการศึกษาค้นคว้าเพื่อพัฒนาการใช้ประโยชน์จากพลังงานลมก็ยังคงดำเนินอยู่ตราบจนทุกวันนี้ พลังงานลมมาจากไหน อากาศในส่วนที่ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ จะมีความหนาแน่นลดลง จึงเบาและลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน ขณะเดียวกันอากาศที่เย็นกว่าจะมีน้ำหนักมากกว่าจึงเคลื่อน ตัวเข้ามาแทนที่ก่อให้เกิดกระแสลมพัดผ่านกระจายอยู่ ทั่วไปในชั้นบรรยากาศ สำหรับประเทศไทยมีศักยภาพของพลังงานลม ต่ำยกเว้นบริเวณ ชายฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน รวมทั้งบริเวณเกาะและที่ราบปากแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ติดตั้งสถานีทดลองผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมที่แหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต โดยการทดลองใช้งานและเก็บข้อมูลเพื่อระบบในอนาคต สถานภาพการใช้ประโยชน์พลังงานลม สถานภาพการนำพลังงานลมมาประยุกต์ใช้งาน ในประเทศไทย จัดแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ ได้แก่กังหันลมเพื่อการสูบน้ำ กังหันลมเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า และการใช้พลังงานลมเพื่อการระบายอากาศหลังคา 1. กังหันลมเพื่อการสูบน้ำ การใช้กังหันลมเพื่อการสูบน้ำ ปัจจุบันได้มีการ ติดตั้งใช้งานในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 6,000 ตัว 2. กังหันลมเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า การใช้กังหันลมเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า ปัจจุบันได้มีการติดตั้ง สาธิตใช้งานในประเทศไทย รวมจำนวน 7 ตัว มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 192 กิโลวัตต์ ณ แหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต 3. การใช้พลังงานลมเพื่อการระบายอากาศจากหลังคา ปัจจุบันได้มีการติดตั้งกังหันลมระบายอากาศบนหลังคาของโรงงาน และบ้านพักอาศัยอยู่บ้าง สำหรับการระบายอากาศร้อนภายในตัวอาคารออกสู่ภายนอก และเป็นเทคโนโลยีที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างหนึ่ง หลักการทำงานของกังหันลมผลิตไฟฟ้า เมื่อลมมาปะทะจนทำให้กังหันหมุน ทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรงที่มีอยู่ติดกับส่วนของกังหันผลิตและทำการจ่ายกำลังไฟฟ้ากระแสตรงผ่านเครื่องควบคุมไฟฟ้ากระแสตรงที่ติดตั้งทางด้านล่างเพื่อสะสมพลังงานโดยการอัดประจุไฟฟ้าให้แก่แบตเตอรี่แล้วจึงเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้ากระแสสลับอีกทอดหนึ่ง ซึ่งเป็นไฟฟ้าที่เราใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ในชีวิตประจำวัน สถานภาพการใช้ประโยชน์พลังงานลมในการผลิต กระแสไฟฟ้า งานศึกษาและทดลองใช้พลังงานลมผลิตไฟฟ้า ได้รับการบรรจุเป็นแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนของ กฟผ.ประมาณ 10 ปีมาแล้ว ในขั้นแรก กฟผ.ได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับพลังงานลมทั่วประเทศ โดยได้รับความร่วมมือจากกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าความเร็วลมในประเทศไทยโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง-ต่ำ คือต่ำกว่า 4 เมตร/วินาที บริเวณที่มีความเร็วสูงสุดอยู่แถวชายฝั่งและเกาะต่าง ๆ ในอ่าวไทยและทางภาคใต้ สถานที่น่าสนใจในการทดลองใช้พลังงานลมคือแหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีความเร็วลมเฉลี่ย 5 เมตร/วินาที กฟผ. ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยสนับสนุนทุนวิจัยออกแบบสร้างกังหันและนำไปติดตั้งทดลอง ปรากฏผลว่ามีปัญหาเกี่ยวกับระบบส่งกำลังและความเข็งแรงของใบกังหัน และเมื่อ กฟผ.ทดลองออกแบบสร้างกังหันแบบล้อจักรยาน นำไปติดตั้งใช้งานที่ชายฝั่งทะเลบริเวณบ้านอ่าวไผ่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ก็พบว่ามีปัญหาเรื่องระบบส่งกำลัง เช่นกัน ในปี พ.ศ.2526 กฟผ. ได้ร่วมมือกับหน่วยราชการจังหวัดภูเก็ต จัดตั้งสถานีทดลองใช้งานขึ้นในจังหวัด เพื่อรวบรวมข้อมูลนำไปวิเคราะห์ทางเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ โดยนำกังหันลมผลิตไฟฟ้าซึ่งสั่งซื้อจากต่างประเทศในราคามิตรภาพ ติดตั้งในบริเวณแหลมพรหมเทพ จำนวน 4 ชุด ในขนาด 18.5, 2 ,1 และ 0.83 กิโลวัตต์ พร้อมทั้งติดตั้งอุปกรณ์บันทึกข้อมูล Digital Data Logger และ Strip Chart Recorder ไว้อย่างครบถ้วน ไฟฟ้าที่ผลิตได้นั้นนำมาใช้ในบริเวณสถานีทดลอง โดยใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่ติดตั้งไว้ ผลการวิเคราะห์สรุปได้ว่ากังหันลมที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าในสถานนีนี้ใช้งานได้ดีพอสมควร แต่มีปัญหาเรื่องชิ้นส่วนบางชนิด เช่น ใบกังหันและตลับลูกปืนชำรุด และยังมีปัญหาด้านการจัดซื้ออะไหล่จากต่างประเทศในบางกรณี เมื่อการทดลองใช้พลังงานลมผลิตไฟฟ้าปรากฏ ผลเป็นที่พอใจ ในปี พ.ศ.2531 กฟผ.จึงกำหนดแผนงานเชื่อมโยงระบบกังหันลม เพื่อผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบจำหน่ายของ กฟภ. เพื่อการใช้งานจริงและเพื่อศึกษาหาทางพัฒนาการใช้พลังงานลมกับระบบด้วย และด้วยความร่วมมือจาก กฟภ. การจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้เริ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2533 นับเป็นการนำไฟฟ้าจากพลังงานลมมาใช้งาน โดยผ่านระบบจำหน่ายเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในปี พ.ศ.2535 กฟผ. ทำการติตั้งกังหันลมเพิ่มขึ้นอีก 2 ชุด ขนาดกำลังผลิต ชุดละ 10 กิโลวัตต์ เชื่อมโยงเข้าระบบฯ เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ในบริเวณสถานีทดลองแหลมพรหมเทพนี้ กฟผ.ได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ขนาด กำลังผลิต 5 กิโลวัตต์ เพื่อใช้งานร่วมกับกังหันลมและจะเชื่อมโยงเข้ากับระบบจำหน่ายของกฟภ. ในเวลาต่อไป ตัวอย่างโครงการที่เกี่ยวกับพลังงานลม โครงการสาธิตการใช้ประโยชน์พลังงานทดแทน (พลังงานลม) ในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำร วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสาธิตและเผยแพร่การใช้ประโยชน์เทคโนโลยีพลังงานลมเพื่อการสูบน้ำ 2. เพื่อพัฒนาบุคลากรของภาครัฐและเอกชนให้สามารถนำเทคโนโลยีพลังงานมาพัฒนาใช้งานในพื้นที่อื่นได เป้าหมาย จัดตั้งกังหันลมสูบน้ำพร้อมหอถังสูง จำนวน 3 ระบบ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนา เขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หมู่ 2 ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา งบประมาณ แหล่งเงินทุน 905,000 บาท จากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี (25 สิงหาคม 2542-24 สิงหาคม 2543) ลักษณะโครงการ เป็นโครงการหนึ่งภายใต้โครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 โดยการนำพลังงานทดแทนมาใช้เพื่ออนุรักษ์พลังงานและสิ่ง แวดล้อม ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นระบบที่จัดตั้ง ณ พื้นที่แปลงเกษตรบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยเจ็ก, ห้วยน้ำโจน และสระน้ำซับอื่นๆ ของศูนย์การพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จำนวน 3 ระบบ ซึ่งบริเวณพื้นที่ดังกล่าวศักยภาพพลังงานลมมีมากพอสำหรับระบบสูบน้ำด้วยกังหันลม โดยเลือกใช้เทคโนโลยีกังหันลมที่มีอยู่แล้ว ในเชิงพาณิชย์ภายในประเทศ ซึ่งเป็นกังหันลมแบบหลายใบ ขนาดความสูง 18 เมตร 3 ตัว เส้นผ่าศูนย์กลาง 14 ฟุต จำนวน 30 ใบ ปั๊มน้ำแบบลูกสูบขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.5 นิ้ว มีระยะชัก 7 นิ้ว และเนื่องจากพลังงานลมไม่มีช่วงเวลาที่แน่นอน จึงมีความจำเป็นต้องมีหอถังสูง เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ ซึ่งได้กำหนดใช้หอถังสูง 12 เมตร เพื่อสร้างหัวยกน้ำที่พอเหมาะในการให้น้ำกับแปลงเกษตรที่ใช้แบบ หัวฉีดย่อย หรือน้ำหยด จากข้อมูลการวัดพลังงานลมบริเวณข้างเคียง พบว่า มีความเร็วลมเฉลี่ยประมาณ 7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วันละ 13 ชั่วโมง ซึ่งกังหันลมรูปแบบที่เลือกใช้นี้สามารถสูบน้ำได้เฉลี่ย วันละ 15-20 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ที่หัวยกน้ำรวม 18 เมตร และได้กำหนดให้มีหอถังสูงเก็บน้ำได้ร้อยละ 60 โดยปริมาตร จึงเลือกใช้หอถังสูงขนาดความจุ 12 ลูกบาศก์เมตร ผลการดำเนินงาน/ศึกษา ได้ดำเนินการจัดตั้งระบบฯ เสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลเพื่อทำการวิเคราะห์ระบบฯ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพลังงานลม ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพลังงานลมสามารถเข้าไปศึกษาค้นคว้าได้ที่ วิศวกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ www.fortunecity.com/meltingpot/kamimura/278/wind/index_wind.htm และหากต้องการทราบ ศักยภาพพลังงานลม และโครงการจัดทำแผนที่ศักยภาพพลังงานลม ก็สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ กรม--พัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน www.dedp. go.th/ จาก : บรรจง - 17/11/2005 10:24 |
|
ข้อความ : web สูตรการคำนวน กังหันลม แล้วไปที่ เทคโนโลยีกังหันลม http://www.egat.co.th/rdo/energy/web-wind/index_wind.htm จาก : บรรจง - 17/11/2005 10:48 |
|
ข้อความ : ลมเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิ ความกดดันของบรรยากาศและแรงจากการหมุนของโลก สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเร็วลมและกำลังลม เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าลมเป็นพลังงานรูปหนึ่งที่มีอยู่ในตัวเอง ซึ่งในบางครั้งแรงที่เกิดจากลมอาจทำให้บ้านเรือนที่อยู่อาศัยพังทลายต้นไม้หักโค่นลง สิ่งของวัตถุต่างๆ ล้มหรือปลิวลอยไปตามลม ฯลฯ ในปัจจุบันมนุษย์จึงได้ให้ความสำคัญและนำพลังงานจากลมมาใช้ประโยชน์มากขึ้น เนื่องจากพลังงานลมมีอยู่โดยทั่วไป ไม่ต้องซื้อหา เป็นพลังงานที่สะอาดไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสภาพแวดล้อม และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่รู้จักหมดสิ้น
เทคโนโลยีกังหันลม กังหันลม คือ เครื่องจักรกลอย่างหนึ่งที่สามารถรับพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลมให้เป็นพลังงานกลได้ จากนั้นนำพลังงานกลมาใช้ประโยชน์โดยตรง เช่น การบดสีเมล็ดพืช การสูบน้ำ หรือในปัจจุบันใช้ผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า การพัฒนากังหันลมเพื่อใช้ประโยชน์มีมาตั้งแต่ชนชาวอียิปต์โบราณและมีความต่อเนื่องถึงปัจจุบัน โดยการออกแบบกังหันลมจะต้องอาศัยความรู้ทางด้านพลศาสตร์ของลมและหลักวิศวกรรมศาสตร์ในแขนงต่างๆ เพื่อให้ได้กำลังงาน พลังงาน และประสิทธิภาพสูงสุด รูปแบบเทคโนโลยีกังหันลม กังหันลมสามารถแบ่งออกตามลักษณะการจัดวางแกนของใบพัดได้ 2 รูปแบบ คือ 1. กังหันลมแนวแกนตั้ง (Vertical Axis Turbine (VAWT)) เป็นกังหันลมที่มีแกนหมุนและใบพัดตั้งฉากกับการเคลื่นที่ของลมในแนวราบ 2. กังหันลมแนวแกนนอน (Horizontal Axis Turbine (HAWT)) เป็นกังหันลมที่มีแกนหมุนขนานกับการเคลื่อนที่ของลมในแนวราบ โดยมีใบพัดเป็นตัวตั้งฉากรับแรงลม ส่วนประกอบของเทคโนโลยีกังหันลม 1. กังหันลมเพื่อสูบน้ำ (Wind Turbine for Pumping) เป็นกังหันลมที่รับพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลมและเปลี่ยนให้เป็นพลังงานกลเพื่อใช้ในการชักหรือสูบน้ำจากที่ต่ำขึ้นที่สูงเพื่อใช้ในการเกษตร การทำนาเกลือ การอุปโภคและการบริโภค ปัจจุบันมีใช้อยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบระหัดและแบบสูบชัก 2. กังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า (Wind Turbine for Electric) เป็นกังหันลมที่รับพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลมและเปลี่ยนให้เป็นพลังงานกล จากนั้นนำพลังงานกลมาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า ปัจจุบันมีการนำมาใช้งานทั้ง กังหันลมขนาดเล็ก (Small Wind Turbine) และกังหันลมขนาดใหญ่ (Large Wind Turbine) กังหันลมแนวแกนตั้ง กังหันลมแนวแกนตั้ง (Vertical Axis Turbine (VAWT)) เป็นกังหันลมที่มีแกนหมุนและใบพัดตั้งฉากกับการเคลื่อนที่ของลมในแนวราบ ซึ่งทำให้สามารถรับลมในแนวราบได้ทุกทิศทาง มีเพียง 2 แบบ คือ กังหันลมแดร์เรียส (Darrieus) ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศส และกังหันลมซาโวเนียส (Savonius) ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรกในประเทศฟินแลนด์ กังหันลมแบบแกนตั้งมีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนพลังงานต่ำ มีข้อจำกัดในการขยายให้มีขนาดใหญ่และการยกชุดใบพัดเพื่อรับแรงลม การพัฒนาจึงอยู่ในวงจำกัดและมีความไม่ต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการใช้งานกังหันลมแบบแกนตั้งน้อยมาก กังหันลม Savonius กังหันลม Darrieus กังหันลม Cycrotor กังหันลม Giromill กังหันลมแนวแกนนอน กังหันลมแนวแกนนอน (Horizontal Axis Turbine (HAWT)) เป็นกังหันลมที่มีแกนหมุนขนานกับทิศทางของลมโดยมีใบพัดเป็นตัวตั้งฉากรับแรงลม ได้แก่ กังหันลมวินด์มิลล์ (Windmills) กังหันลมใบเสื่อลำแพน กังหันลมชนิดหลายใบพัดสำหรับสูบน้ำ กังหันลมชนิด 1, 2, 3, 4 หรือ 6 ใบพัดสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งกังหันลมผลิตไฟฟ้าชนิด 3 ใบพัดได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีการใช้งานมากที่สุดในปัจจุบันเนื่องจากมีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนพลังงานสูง กังหันลม Windmill กังหันลมฉุดน้ำใบเสื่อลำแพน กังหันลมสูบน้ำ กังหันลมผลิตไฟฟ้า กังหันลมแบบระหัดฉุดน้ำของคนไทยโบราณ การใช้พลังงานลมเพื่อฉุดน้ำจากที่ต่ำมาใช้ในพื้นที่สูงในประเทศไทยนั้น ได้มีการใช้มาเป็นเวลานานแล้วและยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน พบเห็นได้จากการใช้กังหันลมฉุดน้ำเพื่อทำนาเกลือ กังหันลมแบบระหัดฉุดน้ำเป็นการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านในสมัยโบราณของไทย เพื่อใช้ในนาข้าว นาเกลือและนากุ้ง เช่นเดียวกันกับการประดิษฐ์กังหันลมวินด์มิลล์ (Windmills) เพื่อฉุดน้ำและใช้แรงกลช่วยในการแปรผลิตผลทางการเกษตรของชาวยุโรป วัสดุที่ใช้ประดิษฐ์กังหันลมแบบระหัดฉุดน้ำ เป็นวัสดุที่สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น ราคาถูกและมีความเหมาะสมต่อการใช้งานตามสภาพพื้นที่ภูมิประเทศ ใบพัดกังหันลมปกติจะมีจำนวน6 ใบพัด วัสดุที่ใช้ทำใบกังหันลมจะทำมาจากเสื่อลำแพนหรือผ้าใบ โดยตัวโครงเสา รางน้ำ และใบระหัด จะทำจากไม้เนื้อแข็งซึ่งมีความทนทานต่อน้ำเค็ม สามารถใช้งานได้ยาวนาน กังหันลมแบบระหัดฉุดน้ำใช้ความเร็วลมตั้งแต่ 2.5 เมตร/วินาที ขึ้นไปในการหมุนใบพัดกังหันลม หากมีลมแรงมากไปก็สามารถปรับม้วนใบเก็บให้เหลือสำหรับรับแรงลมเพียง 3 ใบ เพื่อให้มีความเหมาะสมสำหรับการใช้งาน เมื่อไม่ต้องการใช้งานก็ม้วนใบเก็บทั้ง 6 ใบ ส่วนประกอบที่สำคัญของกังหันลมแบบระหัดฉุดน้ำ 1. ส่วนของใบพัด ก้านใบทำจากไม้ยึดติดกับแกนหมุน ใบรับลมทำจากเสื่อลำแพนหรือผ้าใบ ปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้แผ่นพลาสติก มีจำนวน 6 ใบ แกนหมุนตั้งในแนวนอนอยู่บนเสาไม้ 2. เสาของกังหันลม ทำจากไม้จำนวน 2 ต้น ปักไว้เป็นคู่เพื่อรองรับแกนหมุน 3. สายพานขับแกนเพลา ทำจากเชือกที่มีความเหนียวและทนต่อแรงเสียดสี ทำหน้าที่ถ่ายแรงจากการหมุนของแกนหมุนไปยังแกนเพลาให้หมุนตามเพื่อใช้ฉุดระหัดไม้ 4. แกนเพลา ทำจากเหล็กหรือไม้กลม วางอยู่บนเสาไม้คู่เหนือพื้นดินที่พอเหมาะ มีซี่ไม้ลักษณะคล้ายเฟืองยึดติดกลางแกนเพลาเพื่อขับหมุนฉุดแผ่นระหัด 5. ส่วนของรางน้ำและระหัด ทำจากไม้ ลักษณะรางน้ำเป็นกล่องรางไม้ตัวยู (u) หงายขึ้น พาดเฉียงระหว่างท้องน้ำกับพื้นนาเกลือแล้วใช้ไม้แผ่นขนาดเท่าหน้าตัดของกล่องรางน้ำทำระหัดเรียงต่อกันเป็นซี่ๆ ด้วยเชือกหรือโซ่ห่างกันพอประมาณเพื่อกักเก็บและฉุดน้ำเคลื่อนตัวจากที่ต่ำขึ้นที่สูง เมื่อปี พ.ศ. 2524 ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานลมในประเทศไทยได้ประเมินการใช้งานกังหันลมแบบระหัดฉุดน้ำที่มีใบพัดทำด้วยไม้ ที่ใช้ในนาข้าวมีจำนวนประมาณ 2,000 ชุด และกังหันลมแบบระหัดฉุดน้ำที่มีใบพัดทำด้วยเสื่อลำแพนหรือแบบผ้าใบ ที่ใช้ในนาเกลือหรือนากุ้งมีจำนวนประมาณ 3,000 ชุด ต่อมาได้พบว่าจำนวนกังหันลมดังกล่าวลดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงจากการพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม และการเข้ามาแทนที่ของเครื่องยนต์สูบน้ำ ในปี พ.ศ. 2531 มีการสำรวจจำนวนกังหันลมเฉพาะในบริเวณ 20 ตารางกิโลเมตรของจังหวัดสมุทรสาครและสมุทรสงครามพบว่ามีกังหันลมเหลืออยู่จำนวน 667 ชุด ในปัจจุบันจำนวนกังหันลมเหลืออยู่น้อยมาก คงพบเห็นได้ในบริเวณนาเกลือข้างถนนตามทางหลวงหมายเลข 35 รอยต่อของพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและสมุทรสงคราม กังหันลมดังกล่าวถือได้ว่าเป็นชนิดดั้งเดิมจากภูมิปัญญาชาวบ้านของคนไทยโบราณ ที่สามารถใช้พลังงานลมทดแทนพลังงานไฟฟ้าเพื่อสูบน้ำได้เป็นอย่างดี ในอนาคตคงหาดูได้ยากและอาจสูญหายหากไม่มีการอนุรักษ์ไว้ กังหันลมใบเสื่อลำแพนฉุดน้ำเข้านาเกลือ วิธีกางใบพัดเมื่อต้องการใช้งาน รางและระหัดไม้ฉุดน้ำเข้านาเกลือ กังหันลมแบบสูบน้ำในปัจจุบัน กังหันลมแบบสูบชักเป็นกังหันลมชนิดหลายใบ ส่วนใหญ่ใช้ในการสูบน้ำจากบ่อ สระน้ำ หนองน้ำ และแหล่งน้ำอื่นๆ ที่มีความลึกไม่มากนัก เพื่อใช้อุปโภค ใช้ในทางการเกษตรและใช้ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ มีความสามารถในการยกหรือดูดน้ำได้ในระยะที่สูงกว่าแบบระหัด เพื่อความเข็งแรงวัสดุที่ใช้ทำใบพัดและโครงสร้างเสาของกังหันลมชนิดนี้มักเป็นโลหะเหล็ก ถ้าผลิตในประเทศขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใบพัด ประมาณ 4 - 6 เมตร จำนวนใบพัด 18, 24, 30, 45 ใบ การติดตั้งแกนใบพัดสูงจากพื้นดินประมาณ 12-15 เมตร ตัวห้องเครื่องถ่ายแรงจะเป็นแบบข้อเหวี่ยงหรือเฟืองขับ กระบอกสูบน้ำมีขนาดตั้งแต่ 3-15 นิ้ว ปริมาณน้ำที่สูบได้ขึ้นอยู่กับขนาดกระบอกสูบน้ำและปริมาณความเร็วลม กังหันลมเริ่มหมุนทำงานที่ความเร็วลม 3.0 เมตร/วินาที ขึ้นไปและสามารถทำงานต่อเนื่องได้ด้วยแรงเฉื่อยที่ความเร็วลม 2.0 เมตร/วินาที แกนใบพัดสามารถหมุนเพื่อรับแรงลมลมได้รอบตัวโดยมีใบแพนหางเสือเป็นตัวควบคุมการหมุน มีระบบความปลอดภัยหยุดหมุนในกรณีที่ลมแรงเกินกำหนด ส่วนประกอบที่สำคัญของกังหันลมแบบสูบชักเพื่อสูบน้ำ 1. ใบพัด ทำจากเหล็กกาวาไนท์หรือแผ่นสังกะสีชนิดหนาอย่างดี ไม่เป็นสนิมทนทานต่อกำลังลม ทำหน้าที่รับแรงลมแล้วเปลี่ยนพลังงานจลน์จากลมเป็นพลังงานกลและส่งต่อไปยังเพลาประธาน 2. ตัวเรือน ประกอบไปด้วยเพลาประธานหรือเพลาหลักทำด้วยเหล็กสแตนเลสที่มีความแข็งเหนียวทนต่อแรงบิดสูง ชุดตัวเรือนเพลาประธานเป็นตัวหมุนถ่ายแรงกลเข้าตัวห้องเครื่อง ภายในห้องเครื่องจะเป็นชุดถ่ายแรงและเกียร์ที่เป็นแบบข้อเหวี่ยงหรือแบบเฟืองขับ เพื่อถ่ายเปลี่ยนแรงจากแนวราบเป็นแนวดิ่งเพื่อดึงก้านชักขึ้นลง ใช้น้ำมันเป็นตัวหล่อลื่นในห้องเครื่อง ส่วนประกอบของกังกันลมสูบน้ำ 3. ชุดแพนหาง ประกอบไปด้วยใบแพนหางทำจากเหล็กแผ่น ที่ทำหน้าที่บังคับตัวเรือนและใบพัดเพื่อให้หันรับแรงลมในแนวราบได้ทุกทิศทาง และโซ่ล็อคแพนหางซึ่งทำหน้าที่ล็อคแพนหางให้พับขนานกับใบพัดเมื่อได้รับแรงลมที่ความเร็วลมเกิน 8 เมตร/วินาที และส่ายหนีแรงปะทะของแรงลม 4. โครงเสา ทำด้วยเหล็กประกอบเป็นโครงถัก (Truss Structure) ความสูงของกังหันลมสูบน้ำ มีความสำคัญอย่างมากในการพิจารณาติดตั้งกังลม เพื่อให้สามารถรับลมได้ดี กำหนดที่ความสูงประมาณ 12-15 เมตร และมีแกนกลางเป็นตัวบังคับก้านชักให้ชักขึ้นลงในแนวดิ่ง 5. ก้านชัก ทำด้วยเหล็กกลมตัน รับแรงชักขึ้นลงในแนวดิ่งจากเฟืองขับในตัวเรือน เพื่อทำหน้าที่ปั้มอัดกระบอกสูบน้ำ และถูกบังคับให้ชักขึ้นลงได้ในแนวดิ่งด้วยตัวประคองก้านชัก (Slip Control) ที่อยู่กึงกลางโครงเสาในแต่ละช่วง 6. กระบอกสูบน้ำ ลูกสูบของกระบอกสูบน้ำวัสดุส่วนใหญ่เป็นทองเหลืองหรือสแตนเลส มีความคงทนต่อกรดและด่าง สามารถรับแรงดูดและแรงส่งได้สูง มีหลายขนาดแต่ที่ใช้ทั่วไปมีขนาด 3 - 15 นิ้ว ใช้สูบน้ำได้ทั้งจากบ่อบาดาลและแหล่งน้ำตามธรรมชาติอื่นๆ การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับระยะหัวน้ำและการออกแบบ 7. ท่อน้ำ ซึ่งจะประกอบไปด้วยท่อดูดขนาด 2 นิ้ว ต่อระหว่างปั้มน้ำกับแหล่งน้ำที่จะสูบและติดฟุตวาล์วกันน้ำไหลกลับ ท่อส่งขนาด 1.5 นิ้ว ต่อระหว่างปั้มน้ำกับถังกักเก็บน้ำเพื่อส่งน้ำที่ดูดได้ไปไว้ที่ถังเก็บน้ำ กังหันลมสูบน้ำของต่างประเทศ กังหันลมสูบน้ำในฟาร์มปศุสัตว์ กังหันลมสูบน้ำเพื่อการเกษตร กังหันลมสูบน้ำของไทย http://www.dede.go.th/dede/index.php?id=97 จาก : บรรจง - 17/11/2005 15:01 |
|
ข้อความ : กังหันลมที่ใช้งานจริงๆ นั้น ส่วนที่เป็นแกน และข้อเหวี่ยงจะต้องใช้ท่อนเหล็กกลมยาวที่แข็งแรงมาก เพื่อที่จะชักรอกเอาถังน้ำขึ้นมาจากบ่อได้
นอกจากนั้นแล้ว เรายังใช้พลังงานลมช่วยงานอย่างอื่นด้วยโดยเฉพาะงานที่หนัก และน่าเบื่อหน่ายอย่างการโม่แป้ง เดิมเราโม่แป้งกันโดยการค่อยๆ หยอดเมล็ดข้าวลงในเครื่องโม่ จากนั้นออกแรงโม่กันจนเหน็ดเหนื่อย แต่เมื่อมีผู้คิดวิธีใช้กังหันลมและพลังงานลมเข้าช่วยการโม่แป้งแล้ว งานที่แสนจะน่าเบื่อหน่ายนี้ก็สำเร็จลุล่วงไปโดยรวดเร็ว ที่ปลายของล้อที่อยู่ในเครื่องโม่แป้งนั้นจะมีหินโม่แป้งขนาดใหญ่สองก้อน หินก้อนหนึ่งจะอยู่นิ่งกับที่ ส่วนหินอีกก้อนจะเคลื่อนที่ตามการชักรอกของแกนที่ต่อกับล้อและเฟืองด้านบน เมื่อต้องการจะโม่แป้งก็จะนำเมล็ดข้าวหรือข้าวโพดเทลงในช่องตรงกลางของหินก้อนบน ข้าวหรือข้างโพดจะถูกหินบดจนเป็นแป้งแล้วไหลออกมาตามท่อ จากนั้นจึงบรรจุกระสอบต่อไป http://www.teenet.chula.ac.th/kid/zone4a.asp?ID=185 จาก : บรรจง - 17/11/2005 15:48 |
|
ข้อความ : คอลัมน์ไขปัญหาพลังงาน :
มติชน ฉบับวันที่ 1 กันยายน 2546 พลังงานหมุนเวียน จุดเริ่มต้นของการลด CO2 ฉบับที่ผ่านมา เราคงได้ทราบกันดีแล้วว่า ภายใต้พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ประเทศที่พัฒนาแล้วมีความจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการผลิตไฟฟ้า ดังนั้นหลายประเทศในยุโรป จึงหันมาให้ความสนใจในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ประเทศเดนมาร์ก จึงมีการพัฒนาพลังงานลม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการลดการปล่อยก๊าซ CO2 ซึ่งทั่วประเทศพบว่ามีกำลังในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมประมาณ 2,500 เมกะวัตต์ต่อปี และตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าให้มีมากขึ้น โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ เกาะแซมโซ (Samsoe) ซึ่งใช้กังหันลมผลิตไฟฟ้ามากที่สุด อย่างไรก็ดี พลังงานลมก็ยังมีต้นทุนการผลิตที่สูงอยู่ ซึ่งก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งนี้ นอกจากมีการใช้พลังงานลมในการผลิตไฟฟ้าแล้ว ประเทศเดนมาร์กยังมีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังน้ำ และพลังงานชีวมวลเพื่อผลิตไฟฟ้าด้วย แม้จะมีกำลังการผลิตไม่มากเท่าพลังงานลม เนื่องด้วยสภาพภูมิศาสตร์ และภูมิอากาศของประเทศ ซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานเหล่านี้เท่าใดนัก แต่ปัจจุบันรัฐบาลก็ให้การสนับสนุนระบบพลังงานหมุนเวียน โดยได้ออกกฎระเบียบให้พลังงานไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนจัดเป็น Priority Power คือ รัฐจะเป็นผู้รับซื้อพลังงานไฟฟ้าเหล่านี้เป็นอันดับแรก ก่อนที่จะรับซื้อไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานอื่นๆ สำหรับต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าของพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเดนมาร์ก ยังถือว่า สูงมากประมาณ 3 เท่า เมื่อเทียบกับราคาค่าไฟปกติที่ระดับ 1.5 โครนต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (9.75 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง) แต่คาดว่าในอนาคตการพัฒนาเทคโนโลยีที่สูงขึ้น จะทำให้ต้นทุนลดต่ำลงได้ ในด้านของการใช้พลังงานชีวมวล สำหรับประเทศเดนมาร์ก พบว่า ในปี 2001 มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวล คิดเป็นสัดส่วนเมื่อเทียบกับพลังงานชีวมวลด้วยกันเอง ดังนี้ ฟางข้าว 11.7% เศษไม้ 25.5% ก๊าซชีวภาพ 31% และขยะ 31.8% แม้จะไม่มากเท่าใดนักเมื่อเทียบกับกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ แต่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยลดก๊าซ CO2 ได้ ประเทศฟินแลนด์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ลงนามในพิธีสารเกียวโต ทั้งนี้มีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซ CO2ให้ได้จำนวน 25% ภายในปี 2010 เมื่อเทียบกับปี 1995 ซึ่งปัจจุบันมี สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากถึง 30% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากเศษไม้ คิดเป็นสัดส่วน 85% ที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด และคาดว่าจะมีการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายของการลดก๊าซ CO2 ที่วางไว้ ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เช่นกัน มีการจัดตั้งเป็นหมู่บ้านพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 500 ครัวเรือน โดยรัฐให้เงินสนับสนุนในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาเรือนในอัตราจำนวน 3.5 ยูโรต่อวัตต์ (210 บาทต่อวัตต์) เพื่อผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ตามไฟฟ้าที่ผลิตได้ยังไม่เพียงต่อความต้องการใช้ในแต่ละบ้าน โดยจะผลิตได้เพียงครึ่งเดียว ทำให้ส่วนหนึ่งของการใช้ยังจำเป็นต้องมีการซื้อไฟจากการไฟฟ้า นอกจากนี้การหันมาให้ความสนใจในการใช้พลังงานหมุนเวียน ไม่เพียงแต่ดึงดูดบริษัทที่ชำนาญการด้านไฟฟ้าเท่านั้น ปัจจุบันบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติยักษ์ใหญ่อย่างเช่น บริษัท Shell, BP ก็เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ได้แก่ กังหันลม เซลล์แสงอาทิตย์ และเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) เพราะเห็นว่าเป็นพลังงานที่จะเข้ามามีส่วนสำคัญในอนาคต และการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ จะทำให้ราคาค่าไฟลดต่ำลงได้ ด้านประเทศไทย แม้ไม่ได้มีพันธะที่ต้องลด CO2 ตามพิธีสารเกียวโต แต่ก็ได้มีการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนขึ้นมาใช้ เนื่องจากเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงพบว่าศักยภาพพลังงานชีวมวลที่สามารถนำมาผลิตไฟฟ้าได้เป็นจำนวนมาก ได้แก่ แกลบ ชานอ้อย และเหง้ามันสำปะหลัง สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 536 เมกะวัตต์ 988 เมกะวัตต์ และ 118 เมกะวัตต์ ตามลำดับ และที่ผ่านมาสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ภายใต้กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้ให้การสนับสนุน เพื่อให้มีการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงหมุนเวียนมากขึ้น และปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าที่ผ่านการอนุมัติได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 15 โครงการ ใน 11 จังหวัดทั่วไป และคาดว่าจะมีการเปิดให้มีการสนับสนุนต่อไป การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ส่วนหนึ่งจะเห็นได้ว่าขึ้นอยู่กับสภาพภูมิศาสตร์ และศักยภาพพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่ในประเทศ ดังนั้นแนวทางการพัฒนาเพื่อให้ได้พลังงานที่สะอาดหรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงต่างกันไป แต่ถึงอย่างไรก็ตามการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐก็เป็นสิ่งสำคัญ ด้วยเหตุผลเพื่อรองรับพลังงานฟอสซิลที่นับวันจะยิ่งลดน้อยลง และจำเป็นต้องหาพลังงานใหม่เข้ามาทดแทน ตลอดจนสิ่งสำคัญก็คือ เพื่อโลกของเรา จาก : บรรจง - 17/11/2005 16:17 |
|
ข้อความ : พลังงานลม
มีสาเหตุใหญ่มาจากความร้อนที่แผ่จากดวงอาทิตย์สู่โลกเราให้กับอากาศไม่เท่าเทียมกัน ทำให้อากาศร้อนที่เบากว่าลอยขึ้นและอากาศเย็นที่หนักกว่าลอยเข้ามาแทนที่ เช่น อากาศใกล้บริเวณศูนย์สูตรจะร้อนกว่าอากาศใกล้บริเวณขั้วโลกอากาศที่เบากว่าจะลอยตัวขึ้นขณะที่อากาศหนักกว่าจะเคลื่อนเข้ามาแทนที่ลมเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิ ความกดดันของบรรยากาศและแรงจากการหมุนของโลก สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเร็วลมและกำลังลม เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าลมเป็นพลังงานรูปหนึ่งที่มีอยู่ในตัวเอง ซึ่งในบางครั้งแรงที่เกิดจากลมอาจทำให้บ้านเรือนที่อยู่อาศัยพังทลายต้นไม้หักโค่นลง สิ่งของวัตถุต่างๆ ล้มหรือปลิวลอยไปตามลม ฯลฯ ในปัจจุบันมนุษย์จึงได้ให้ความสำคัญและนำพลังงานจากลมมาใช้ประโยชน์มากขึ้น เนื่องจากพลังงานลมมีอยู่โดยทั่วไป ไม่ต้องซื้อหา เป็นพลังงานที่สะอาดไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสภาพแวดล้อม และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่รู้จักหมดสิ้น ประโยชน์ของพลังงานลม(กังหันลม) ประวัติ ในศตวรรษที่ 12 กังหันลมถูกนำมาใช้ในยุโรป ในศตวรรษที่ 14 มีการใช้กังหัน สำหรับสูบน้ำในฮอลแลนด์ โดยมีการพัฒนารูปแบบไปมากจนมีชื่อเสียงไปทั่วโลกในชื่อของ ดัทชวินด์มิส์ล์ ปัจจุบันมีความพยายามที่จะนำพลังงานลมมาผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งมีใช้กันบ้างแล้วในสหรัฐอเมริกา เทคโนโลยีกังหันลม กังหันลม คือ เครื่องจักรกลอย่างหนึ่งที่สามารถรับพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลมให้เป็นพลังงานกลได้ จากนั้นนำพลังงานกลมาใช้ประโยชน์โดยตรง เช่น การบดสีเมล็ดพืช การสูบน้ำ หรือในปัจจุบันใช้ผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า การพัฒนากังหันลมเพื่อใช้ประโยชน์มีมาตั้งแต่ชนชาวอียิปต์โบราณและมีความต่อเนื่องถึงปัจจุบัน โดยการออกแบบกังหันลมจะต้องอาศัยความรู้ทางด้านพลศาสตร์ของลมและหลักวิศวกรรมศาสตร์ในแขนงต่างๆ เพื่อให้ได้กำลังงาน พลังงาน และประสิทธิภาพสูงสุด จาก : บรรจง - 17/11/2005 16:47 |
|
ข้อความ : เรื่องสิทธิบัตร
คำตอบ : การประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้นั้นจะต้อง 1.เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ คือเป็นการประดิษฐ์ที่แตกต่างไปจากเดิม ยังไม่เคยมีใช้หรือแพร่หลายมาก่อนในประเทศ หรือไม่เคยเปิดเผยสาระสำคัญในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์มาก่อนทั้งในและนอกประเทศ หรือยังไม่เคยได้รับสิทธิบัตรมาก่อน 2. เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น คือมีลักษณะที่เป็นการแก้ไขปัญหาทางเทคนิค หรือไม่เป็นการประดิษฐ์ที่อาจทำได้โดยง่ายต่อผู้ที่มีความรู้ในระดับธรรมดา 3.สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ซึ่งกังหันลมดังกล่าวถ้ามีหลักเกณฑ์ครบทั้ง 3 ข้อก็สามารถจดสิทธิบัตรได้ ผู้ตอบ : สำนักสิทธิบัตร 18/9/2546 15:43:30 จาก : บรรจง - 17/11/2005 16:58 |
|
ข้อความ : ลม (wind) คือการเคลื่อนที่ของอากาศ เนื่องจากเกิดความแตกต่างของอุณหภูมิหรือความกดอากาศระหว่าง 2 บริเวณ โดยทั่วไปลมจะพัดจากที่เย็นกว่าไปสู่ที่ร้อนหรือพัดจากบริเวณที่มีความกดอากาศสูง (ความหนาแน่นมาก) เข้าสู่บริเวณที่มีความกดอากาศต่ำ (ความหนาแน่นน้อย) เราจำแนกลมออกได้หลายชนิดตามสถานที่ที่เกิดความแตกต่างของอุณหภูมิ ดังนี้
ลมบกลมทะเล (Land and Sea Breeze) ลมบก คือ ลมที่พัดจากชายฝั่งออกสู่ทะเล เกิดในเวลากลางคืน ลมทะเล คือ ลมที่พัดจากทะเลเข้าหาฝั่ง เกิดในเวลากลางวัน สาเหตุ : ในยามกลางวันพื้นดินร้อนระอุกว่าพื้นน้ำ อากาศเหนือพื้นดินที่ร้อนกว่าจะลอยตัวสูงขึ้นอากาศบริเวณผิวน้ำจะลอยตัวเข้ามาแทนที่ ในยามกลางคืน พื้นน้ำคายความร้อนได้ช้ากว่าพื้นดินจึงมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นดิน อากาศบริเวณผิวน้ำจะลอยตัวสูงขึ้น อากาศเหนือพื้นดินจะพัดเข้ามาแทนที่ ลมภูเขาและหุบเขา (Mountain and Valley Winds) เกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างสันเขา (ยอดเขา) และหุบเขา ลมภูเขา พัดจากสันเขาไปสู่หุบเขา เกิดตอนกลางคืน เนื่องจากบริเวณสันเขาที่อยู่สูงกว่าเย็นเร็วกว่าหุบเขา จึงมีลมพัดลงจากยอดเขาสู่หุบเขา ลมหุบเขา พัดจากหุบเขาไปสู่สันเขา เกิดตอนกลางวัน เนื่องจากบริเวณหุบเขาเบื้องล่างจะมีอุณหภูมิต่ำกว่ายอดเขา จึงมีลมพัดไปตามความสูงของสันเขา http://www.eduzone.th.edu/vichakan/bioshysic/biophysic1.html จาก : บรรจง - 17/11/2005 17:07 |
|
ข้อความ : ศัพท์ภาษาอังกฤษ คำแปลเป็นไทยในวงการช่างสาขาต่างๆ
wind ลม [โยธา, ช่างก่อสร้าง]; การหมุน (กล้องโทรทัศน์) [สำรวจ] windmill กังหันลม [โยธา]; โรงสีลม [สิ่งแวดล้อมน้ำ] จาก : บรรจง - 17/11/2005 17:11 |
|
ข้อความ : กังหันลมแนว Vertical
กังหันลมแนวคิดใหม่ที่สร้างใบพัดให้รับลมในแนว Vertical เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่มีลมแรงมากๆ เช่น บริเวณชายทะเล เป็นต้น เนื่องจากการรับลมในแนว Vertical จึงทำให้ไม่จำเป็นที่จะต้องระวังเรื่องของความเสียหายมากนัก และยังไม่ต้องการการดูแลบำรุงรักษามากอีกด้วย เหมาะสำหรับในไปประยุกต์ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลม โดยใช้รอบการทำงานประมาณ 100-300 รอบต่อนาที http://www.kmitl.ac.th/park/a029.html จาก : บรรจง - 17/11/2005 17:14 |
|
ข้อความ : กังหันลม
ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการแปลงพลังงานลมเป็นพลังงานไฟฟ้า สามารถใช้งานได้กับพื้นที่ที่มีปริมาณปานกลาง จนถึงพื้นที่ที่มีลมแรงมาก เช่นบริเวณ ชายทะเล ภูเขา และยังเป็นกังหันลมที่มีความแข็งแรง ไม่เป็นสนิม ต้องการการซ่อมบำรุงน้อย http://www.kmitl.ac.th/park/a028.html จาก : บรรจง - 17/11/2005 17:16 |
|
ข้อความ : Phys descr 48 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม.
Series หนังสือชุดพลังงานยั่งยืน ; เล่ม 5 Subject กังหันลม พลังงานลม Add auth ชาญชัย ลิมปิยากร ยุวนันท์ สันติทวีฤกษ์ อุไรพรรณ ปรางอุดมทรัพย์ ทิศนา ดำริห์สมกุล, ผู้แปล สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. โครงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อชนบทและการพัฒนาที่ยั่งยืน Var title Wind energy ISBN - 9742290865 กังหันลม หนังสือชุดพลังงานยั่งยืน ; เล่ม 5 48 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม. พลังงานลม = Wind energy / [คณะผู้จัดทำ, ชาญชัย ลิมปิยากร, ยุวนันท์ สันติทวีฤกษ์, อุไรพรรณ ปรางอุดมทรัพย์ ; ผู้แปลและเรียบเรียง, ทิศนา ดำริห์สมกุล [กรุงเทพฯ] : โครงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อชนบทและการพัฒนาที่ยั่งยืน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2545 http://mulinet1.li.mahidol.ac.th/search*eng/c?SEARCH=TJ820+%BE453+2545 เป็นหนังสือที่ดีมาก เนื้อหากล่าวถึง 1 หลักการพื้นฐานทางกายภาพและเทคนิ ( Physical and Technical Fundamentals ) 2 การบันทึกข้อมูลและการจัดทำข้อมูล 3 กิจกรรมที่ใช้พลังงานลมและอุปกรณ์ 4 ประเด็นที่ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในการผลิตกังหันลม 5 การใช้พลังงานลมในประเทศไทยในอดีต 6 เอกสารอ้างอิง เหมาะสำหรับนิสิต นักสึกษา ประชาชนผู้สนใจเรื่อง กังกันลม ติดต่อที่ โครงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อชนบทและการพัฒนาที่ยั่งยืน ฝ่ายสนับสนุนงานวิจัย พัฒนาและวิศวกรรมและเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 73/1 อาคารสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพ ฯ 10400 โทรศัพท์ 02 6448150 - 9 ต่อ 310, 402, 405 โทรสาร 026448028 http://www.nstda.or.th/rural/thairural จาก : บรรจง - 17/11/2005 18:10 |
|
ข้อความ : แก้ไขเป็น ดังนี้นะครับ
http://www.nstda.or.th/rural/ จาก : บรรจง - 17/11/2005 18:22 |
|
ข้อความ : บุคคลากร
1. ผศ.ชาญชัย ลิมปิยากร ผู้ประสานงาน โทรศัพท์ (02) 564 7000 ต่อ 1407 2. น.ส. อุไรพรรณ ปรางอุดมทรัพย์ นักวิเคราะห์โครงการ โทรศัพท์ (02) 564-7000 ต่อ 1409 E-mail : uraipan@nstda.or.th 3. น.ส.กัลยารัตน์ รัตนะจิตร นักวิเคราะห์โครงการ โทรศัพท์ (02) 564-7000 ต่อ 1406 E-mail : kanlayarat@nstda.or.th 4. นายธนากร เจริญรัตน์ นักวิเคราะห์โครงการ โทรศัพท์ (02) 564-7000 ต่อ 1408 E-mail : thanakorn@nstda.or.th 5. นายสมชาย ภู่โต โทรศัพท์ (02) 564-7000 ต่อ 1405 เข้าไปในweb ที่อยู่เป็นดังนี้ สถานที่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 111 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถนนพหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 1405-9 โทรสาร 0 2564 7004 จาก : บรรจง - 17/11/2005 18:26 |
|
ข้อความ : หิวข้าวแล้ว วันนี้แค่นี้ก่อนนะครับ ข่าวดี มีผู้ผลิตกังหันลมขายในเมืองไทยแล้วใช้สูบน้ำ ปั่นไฟฟ้า มีหลายขนาด ทำในประเทศไทยด้วยฝีมือคนไทย รับรองไม่ใช่ผมแน่ๆ วางขายต้นปี 49
ติดต่อ ดร. วิรชัย โรยนรินทร์ ครับ ท่านจบมาด้านการออกแบบกังหันลมโดยตรงครับ ที่ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 02-5493430-4 ผลิตขายปี 49 จาก : บรรจง - 17/11/2005 18:50 |
|
ข้อความ : ได้ความรู้เยอะจริงๆค่ะ จาก : น้ำฝน - - chomphoonut_jk@hotmail.com - 18/11/2005 14:07 |
|
ข้อความ : ขอบคุณ คุณน้ำฝน หนังสือชุดพลังงานยั่งยืน เล่มที่ 5 กังหันลม ถ้าใครหาอ่านไม่ได้ ผมจะลงให้อ่านเร็วๆนี้ จาก : บรรจง - 20/11/2005 14:53 |
|
ข้อความ : ดิฉันอยากทราบหลักการทำงานและส่วนประกอบของกังหันลมค่ะ เพื่อจัดทำรายงานค่ะ ขอบคุณนะคะ จาก : นักศึกษา - - sheoff7@hotmail.com - 22/11/2005 19:10 |
|
ข้อความ : น่ารักค่ะ จาก : 1112 - - 1234@1212com - 22/11/2005 20:22 |
|
ข้อความ : ข้อความ : web สูตรการคำนวน กังหันลม แล้วไปที่ เทคโนโลยีกังหันลม http://www.egat.co.th/rdo/energy/web-wind/index_wind.htm จาก : บรรจง - 23/11/2005 14:24 |
|
ข้อความ : คุณนักศึกษาครับเข้าไปใน web ข้างบนนะครับ แต่เครื่องคอม ฯ ของคุณต้องมีโปรแกรม adobe reader โดยทั่วไปจะลงโปรแกรมนี้อยู่แล้ว จาก : บรรจง - 23/11/2005 14:37 |
|
ข้อความ : ขอบคุณนะคะ สำหรับการแนะนำ web ข้อมูลภายใน web เป็นประโยชน์อย่างมากค่ะ จาก : นักศึกษา - - sheoff7@hotmail.com - 23/11/2005 21:52 |
|
ข้อความ : http://www.windmillworld.com/
น่าสนใจมาก โด้คความรู้ดี จาก : บรรจง - 25/11/2005 10:52 |
|
ข้อความ : 1. กังหันลมเพื่อสูบน้ำ (Wind Turbine for Pumping) เป็นกังหันลมที่รับพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลมและเปลี่ยนให้เป็นพลังงานกลเพื่อใช้ในการชักหรือสูบน้ำจากที่ต่ำขึ้นที่สูงเพื่อใช้ในการเกษตร การทำนาเกลือ การอุปโภคและการบริโภค ปัจจุบันมีใช้อยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบระหัดและแบบสูบชัก จาก : บรรจง - 25/11/2005 11:07 |
|
ข้อความ : พิมพ์ Wind Turbine for Pumping ที่ http://www.google.co.th/
ข้อมูลเพียบ จาก : บรรจง - 25/11/2005 11:14 |
|
ข้อความ : สมสกุล เผ่าจินดามุข
สำหรับประเทศไทย หากมีใครพูดถึงโรงงานไฟฟ้า "พลังงานลม" อาจจะถูกมองหน้าด้วยความกังขาว่า "บ้าหรือเปล่า" เพราะแดดที่ร้อนอำมหิตแม้แต่หน้าหนาว น่าจะพูดถึง "โซลาร์เซลล์" มากกว่า แต่ก็ใช่ว่า โอกาสที่จะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมในไทยจะเท่ากับศูนย์ ด้วยเทคโนโลยีกังหันสมัยใหม่ช่วยให้ประเทศที่มีกำลังลมต่ำสามารถสร้างฟาร์มกังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในท้องถิ่นได้ แนวโน้มในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนด้วยกระแสลมปรากฏเค้าลางขึ้นเมื่อประมาณสามปีที่ผ่านมา หลังจากกรมพัฒนาส่งเสริมพลังงานได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาแห่งหนึ่งมาทำการศึกษาและจัดทำแผนที่ศักยภาพพลังงานลม หรือ Wind Map ของไทย โดยโครงการนี้เป็นการทำแผนที่ลม และการประเมินศักยภาพเบื้องต้นว่าประเทศไทยเหมาะที่จะนำลมมาใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานทดแทนมากน้อยแค่ไหน "วัตถุประสงค์หลักในการจัดทำวินด์แมพก็คือ การจัดทำแผนที่ลมเป็นมาตรฐานของประเทศไทย โดยโครงการนี้ได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตัวที่ผมเองรับหน้าที่เป็นวิศวกรที่ปรึกษา" สมชาย ภูพงศ์ไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เฟลโลว์ เอ็นจิเนียร์ส คอนซัลแตนตส์ จำกัด เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของโอกาสในการทำฟาร์มกังหันลมในไทย ในการดำเนินการเพื่อทำแผนที่ลมดังกล่าว ทีมวิจัยได้ทำการศึกษาจากข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวัดกระแสลม อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา การไฟฟ้าฝ่ายผลิต กองทัพอากาศ และกรมอุทกศาสตร์ทหารเรือเป็นต้น จนรู้กายภาพของทิศทางลม และความเร็วลมเฉลี่ยตลอดทั้งปีจากการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม WindMap การศึกษาครั้งนั้นพบว่า แหล่งศักยภาพพลังงานลมของไทยที่ดีมีกำลังลมเฉลี่ยทั้งปีที่ความเร็วลม 6.4 เมตรต่อวินาทีขึ้นไปที่ความสูง 50 เมตร แถบภาคใต้บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก เริ่มตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ แผนที่ลมที่กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานจัดทำขึ้นมาครั้งนั้นอาจกล่าวว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจในการศึกษาเพื่อทำโรงไฟฟ้าพลังงานลมในอนาคต "นอกจากโครงการจัดทำแผนที่ลมครั้งนั้นแล้ว ยังมีโครงการที่เกี่ยวกับเรื่องลมต่อเนื่องมา โดยทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ว่าจ้างให้บริษัทเป็นผู้ติดตั้งเครื่องวัดลมในสี่จังหวัดภาคใต้ นครศรีธรรมราช สงขลา พังงา และสตูล เพื่อศึกษาความเร็วลมที่พื้นที่ดังกล่าว แต่การวัดความเร็วลมครั้งนี้เป็นการวัดที่ความสูง 40 เมตร" คุณสมชายเล่าถึงความคืบหน้าในลำดับต่อมา เสาที่มีความสูงถึง 40 เมตรดังกล่าว นับเป็นเสาที่ทันสมัยแห่งแรกในประเทศไทย ที่ผ่านมาไทยใช้เสาวัดความเร็วลมที่สูงสุดเป็นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่ระดับ 26 เมตร ในการดำเนินการวัดกระแสลมครั้งล่าสุดนี้เป็นการตรวจวัดในหลายๆ ระดับ ที่ 20 เมตร 30 เมตร และ 40 เมตร และมีเป้าหมายเพื่อประเมินศักยภาพพลังงานลมโดยตรง และข้อมูลที่ได้ถูกนำวิเคราะห์วิจัยอย่างละเอียดอีกครั้ง คุณสมชายกล่าวว่า เหตุที่ต้องสูงถึง 40 เมตรนั้น เนื่องจากลมบนจะมีกระแสลมแรงเนื่องจากลมเคลื่อนที่ได้อิสระ ไม่มีสิ่งกีดขวาง แต่ลมผิวดินจะมีการเคลื่อนไหวที่ช้าเนื่องจากมีสิ่งกีดขวางคอยชะลอความเร็วลม ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน อาคาร หรือต้นไม้ เป็นต้น การตรวจวัดกระแสลมในยุคก่อนจะอยู่ภายใต้การดำเนินการของกรมอุตุนิยมวิทยา แต่เป็นการตรวจวัดเพื่อวัตถุประสงค์ทางอุตุนิยมวิทยาเท่านั้น ดังนั้นการวัดจึงกระทำที่ระดับ 10 เมตร โดยทำการตรวจวัดวันละ 8 ครั้ง ห่างกันช่วงละสามชั่วโมง แต่การวัดดังกล่าวไม่เที่ยงตรงเพียงพอสำหรับใช้ประเมินกระแสลมเพื่อจัดทำโรงไฟฟ้าพลังงานลม ซึ่งต้องตรวจวัดต่อเนื่องกันตลอดเวลาด้วยอัตราเฉลี่ยทุกนาที สิบนาที และทุกหนึ่งชั่วโมงตลอด 24 ชั่วโมง "จากการศึกษาทำให้เราทราบว่า ลมในประเทศไทยมีสองทิศทาง ได้แก่ ลมตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงใต้ โดยทุกหกเดือนลมจะมีการหมุนสลับปรับเปลี่ยนกัน เดือนพ.ย.-เม.ย.จะเป็นลมตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนตะวันตกเฉียงใต้ที่มาจากอันดามันจะพัดตั้งแต่พ.ค.- ต.ค." คุณสมชาย กล่าว การเกิดกระแสลมเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ โดยในเวลากลางวันดวงอาทิตย์ส่งพลังงานความร้อนมายังพื้นดิน เมื่อพื้นดินมีการคายตัวเกิดความกดอากาศขึ้น และความกดอากาศ ความแตกต่างของอากาศทำให้ลมเคลื่อนที่ "มันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นมานานแล้ว เพียงแต่เราเข้าไปศึกษาและดูกฎเกณฑ์และมาอธิบายทางวิทยาศาสตร์ และมาสรุปว่าประเทศไทยอยู่ในพื้นที่ที่มีลมพัดอย่างนี้ตลอดทั้งปีเป็นพลังงานที่เกิดขึ้นทั้งปีไม่มีหมดสิ้น ตราบใดที่ยังมีพระอาทิตย์และโลกก็ยังหมุนก็จะเกิดลมขึ้นอยู่ตลอดเวลา" ข้อจำกัดที่กำราบด้วยเทคโนโลยี แม้ว่าประเทศไทยจะตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตร ซึ่งหากเทียบกับประเทศที่อยู่ในยุโรปและสหรัฐ ประเทศเหล่านั้นมีอัตราความเร็วลมสูงกว่าที่ตั้งของไทย แต่เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตกังหันลมในปัจจุบันมีการพัฒนาสูงขึ้น ทำให้สามารถใช้ความเร็วลมในระดับที่ไม่สูงมากมาผลิตกระแสไฟฟ้าได้เช่นกัน สมัยก่อน กังหันลมจะมีความสูงไม่เกิน 25 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 เมตร ต่อมาปี 2000 เสาถูกพัฒนาให้มีความสูงเพิ่มเป็น 70 เมตร มีเส้นผ่านสูงกลาง 50 เมตร และในปี 2003 เสาสูงถึง 100 เมตร สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 2,500 กิโลวัตต์ เส้นผ่านศูนย์กลางได้ถึง 80-90 เมตร และเมื่อไม่นานมานี้มีบริษัทแห่งหนึ่งประกาศว่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะผลิตกังหันลมที่ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 5,000 กิโลวัตต์ หรือ 5 เมกะวัตต์ต่อต้น "ในทางเทคนิคแล้วทำได้ แต่ราคาแพงกว่าในยุโรปและสหรัฐ ถ้าจะทำให้เมืองไทยควรมีการสนับสนุนจากทางภาครัฐ อาจจะเป็นการชดเชยในเรื่องของพลังงานไฟฟ้า หรือช่วยเหลือผู้ที่จะทำโรงงานไฟฟ้าพลังงานลม ทุกประเทศในโลกในโครงการพลังงานลมได้รับความช่วยเหลือจากทางภาครัฐหมด ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง" กรรมการผู้จัดการบริษัท เฟลโลว์ เอ็นจิเนียร์ส คอนซัลแตนตส์ กล่าว ในยุโรปและสหรัฐ รัฐบาลจะเข้ามาช่วยให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตกังหันไฟฟ้า เป็นการผลิตเพื่อเป็นสินค้าออก และผลิตเพื่อใช้ในประเทศ คุณสมชายกล่าวถึงวิวัฒนาการของกังหันลมในต่างประเทศว่ามีแนวโน้มในการพัฒนาที่ต่อเนื่อง จากเมื่อก่อนที่มีราคาแพง แต่เมื่อมีการใช้งานมากขึ้นทำให้ราคาของกังหันถูกลง และคุ้มทุนมากขึ้น ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา สมัยก่อนอาจผลิตได้น้อย กำลังผลิตต่อหน่วยน้อย แต่ปัจจุบันการผลิตต่อต้นเพิ่มมากขึ้น "ช่วงสิบปีที่แล้วการพัฒนากังหันลมมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในรอบสิบปีที่ผ่านมาถือว่า กังหันลมพัฒนาถึงขั้นที่เกิดความคุ้มค่าในการลงทุน เริ่มมีเอกชนมาลงทุนและผลิตไปขายจากการพัฒนา และราคาสามารถแข่งขันกับการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงอื่นๆ โดยเฉพาะเชื้อเพลิงที่มาจากน้ำมัน" สมชาย กล่าว ประเทศที่มีกังหันลมมากที่สุดในปัจจุบันคือ ประเทศเยอรมนี โดยตัวเลขล่าสุดในปี 2001 เยอรมนีผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมถึง 8,754 เมกะวัตต์ รองลงมาคือ สหรัฐ ผลิตกระแสไฟฟ้าจากฟาร์มกังหันลมได้ 4,200 เมกะวัตต์ ตามมาด้วยสเปน 3,300 เมกะวัตต์ เดนมาร์ก 2,400 เมกะวัตต์ ซึ่งเมื่อดูจากขนาดประเทศแล้ว สเปนถือว่าเป็นดาวรุ่งเบอร์รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา ยุโรปเป็นกลุ่มประเทศที่ก้าวหน้ามากที่สุดในการใช้พลังงานหมุนเวียนจากลมมาผลิตกระแสไฟฟ้า ถึงขนาดตั้งเป้าว่าภายในปี 2010 จะต้องผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมให้ได้ 60,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ตัวเลขจากปี 2001 ระบุว่ายุโรปผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมได้ประมาณ 14,000 เมกะวัตต์ ในเยอรมนีเมื่อปี 1988 ผลิตกระแสไฟฟ้าจากกังหันลมประมาณ 137 เมกะวัตต์ ซึ่งครั้งนั้นยังมีจำนวนกังหันไม่เกินพันต้น อีกสิบห้าปีต่อมาเยอรมนีติดตั้งกังหันเพิ่มเป็นมากกว่าหมื่นชุด และผลิตกระแสไฟได้ 8,000 เมกะวัตต์ "ถ้าคิดจากแฟคเตอร์ 20-25% ซึ่งหมายถึงอัตราการผลิตกระแสไฟฟ้าได้จริงจากกังหันลม หมายความว่า เยอรมนีจะมีพลังงานไฟฟ้าใช้จากกังหันลม 2,000 เมกะวัตต์ ที่ใช้จากพลังงานธรรมชาติ จะเห็นว่ามีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เป็นกิจการที่มีความก้าวหน้า 30% ทุกปี อัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลก" สมชาย กล่าว ที่น่าสนใจคือในเอเชียพบว่า อินเดีย เป็นประเทศที่มีศักยภาพและวิวัฒนาการด้านพลังงานลมมาก โดยสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมได้ถึง 1,500 เมกะวัตต์ รัฐบาลอินเดียส่งเสริมการผลิตกังหันลมในเชิงอุตสาหกรรมอย่างมาก โดยรับถ่ายโอนเทคโนโลยีจากยุโรปและสหรัฐ "นอกจากอินเดียแล้ว จีนเป็นอีกประเทศหนึ่งที่เริ่มต้นพัฒนากังหันลม และผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลม จะเห็นว่าจีนกับอินเดียเป็นผู้เล่นที่สำคัญ แม้แต่ญี่ปุ่นยังตามไม่ทันด้วยซ้ำ และมีแนวโน้มข้างหน้าว่า อินเดียจะสามารถส่งออกกังหันลมไปยังประเทศอื่น" ทว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับไม่มีวิวัฒนาการเรื่องพลังงานลมเลย ในกลุ่มประเทศอาเซียนพบว่ามีประเทศเดียวที่เริ่มติดตั้งกังหันลมเพื่อใช้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ไม่มีวันหมด คุ้มค่า ไม่มีวันหมด สมชายมองว่า การผลิตกระแสไฟฟ้าจากกังหันลมมีข้อได้เปรียบจากการผลิตกระแสไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แหล่งพลังงานจากฟอสซิล ไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานลมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพสามารถป้อนกระแสไฟฟ้าให้กับชุมชนได้โดยตรง โดยไม่ต้องเสียค่าเดินสายไฟฟ้าจากแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าที่อยู่ห่างไกลออกไป ซึ่งล้วนแต่เป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สามารถทดแทนโรงไฟฟ้าฟอสซิล และลดค่านำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศได้ "พลังงานลม ต้นทุนถูกกว่าพลังงานแสงอาทิตย์ 8-10 เท่า มีโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่แม่ฮ่องสอน ซึ่งมติ ครม.อนุมัติเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2545 ใช้เงินทั้งสิ้น 195 ล้านบาท เพื่อติดตั้ง 500 กิโลวัตต์ ถ้าเทียบเป็นพลังงานลมแล้ว โซลาร์ลงทุนต่อกิโลวัตต์ 8,600 ดอลลาร์ พลังงานลมในอเมริกา 1,000 ดอลลาร์ ทำในไทยเชื่อว่าจะถูกกว่าถึง 10 เท่า เพราะไทยเหมือนอินเดียที่สามารถผลิตใบพัดเองได้" สมชายมองว่า โอกาสเกิดวินด์ฟาร์มในประเทศไทยมีความเป็นไปได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของรัฐบาล โดยส่วนตัวเขาเชื่อว่ามีเอกชนพร้อมลงทุนทันที "เมืองไทยยกตัวอย่างทำรถยนต์ได้ เราเป็นดีทรอยต์ของเอเชีย หากผลิตกังหันลมเป็นสิ่งเล็กน้อยมาก ใบพัดก็ทำได้ เรามีโรงงานทำไฟเบอร์กลาสอยู่แล้ว ถ้าไม่ผลิตเองแต่นำเข้าใบพัดมา คิดดูเอาเองว่าใบพัดหนึ่งใบมีรัศมี 45 เมตร แค่ค่าขนส่งก็มหาศาลแล้ว แม้แต่เสาเราก็ทำเองได้ รวมถึงตัวเครื่องกำเนิดไฟฟ้า" "ในอนาคตมีปัจจัยหนึ่งที่ควรพิจารณาซึ่งก็คือ การแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือซีโอทูเครดิต ซึ่งประเทศที่ไปลงนามในเกียวโตโปรโตคอลถูกบังคับให้แพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ตามที่กำหนดไว้ และเริ่มบังคับใช้ในปี 2010 หากประเทศไหนทำไม่ได้ ต้องไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศที่แพร่กระจายคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ" สมชายพูดถึงผลที่เกิดขึ้นจากอนุสัญญาเกียวโต อีกปัจจัยหนึ่งอาจผลักดันให้ไทยหาแหล่งพลังงานทดแทนที่ไม่ก่อมลพิษมาผลิตกระแสไฟฟ้าในอนาคตอันใกล้เร็วขึ้นคือ อนุสัญญาเกียวโตว่าด้วยการแพร่กระจายก๊าซเรือนกระจกที่จะเริ่มบังคับใช้ในปี 2010 ซึ่งหากประเทศที่ลงนามไม่สามารถทำได้ตามข้อกำหนดจะต้องไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศอื่นที่มีอัตราแพร่กระจายต่ำ สมชายกล่าวว่า เรื่องที่ควรทำอย่างยิ่งขณะนี้คือ หน่วยงานภาครัฐควรให้การสนับสนุน และมีการตั้งกรอบนโยบายขึ้นมาพร้อมกับตั้งเป้าหมายและสัดส่วนในการนำพลังงานลมมาใช้ในอัตราเทียบเคียงกับการเกิดโรงไฟฟ้าจากฟอสซิล "เราอาจจะตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2010 เราจะต้องมีพลังงานลม 3,000 เมกะวัตต์ หรือ อย่างน้อย 1,000 เมกะวัตต์ ผมเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สำหรับเมืองไทย" จาก : บรรจง - 29/11/2005 08:56 |
|
ข้อความ : http://www2.dede.go.th/dede/renew/Twm/MAIN%20MAP%20-%201I.htm
webนี้จะบอกความเร็วลมทุกจังหวัด อำเภอ นะครับ มีเฉลี่ยรายเดือน รายปี เข้าไปชมได้ จาก : บรรจง - 29/11/2005 09:35 |
|
ข้อความ : วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2548
ผศ.ดร. จำนง สรพิพัฒน์ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ในปี พ.ศ. 2546 กระทรวงพลังงานได้กำหนดเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานทดแทนให้มีการติดตั้งและผลิตกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 100 MW ในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนับได้ว่ามีความท้าทายต่อการรับผิดชอบในการจัดหาแหล่งพลังงานทดแทนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากในปัจจุบัน ประเทศไทยมีความรู้และประสบการณ์น้อยมากเกี่ยวกับเทคโนโลยีพลังงานลม ที่ผ่านมาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ทำการติดตั้งกังหันลมเพื่อการผลิตไฟฟ้าเพื่อการทดลองเพียงแห่งเดียวคือ ที่แหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต และมีกำลังการผลิตเพียง 150 KW เท่านั้น จึงนับว่าเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะนักวิจัยไทยที่จะให้การสนับสนุนต่อฝ่ายปฏิบัติการ เพื่อให้เกิดความสัมฤทธิ์บรรลุผลตามเป้าหมายของรัฐบาล ปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเป็นที่นิยมกันมากในหลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะในแถบยุโรปเหนือ เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวได้มีความก้าวหน้าไปอย่างมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จนทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากลมมีต้นทุนต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับแหล่งพลังงานหมุนเวียนชนิดอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้นในเขตที่มีกระแสลมเหมาะสมทั้งปี ต้นทุนจะต่ำกว่าหรือใกล้เคียงกับการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งฟอสซิลเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในไทยยังมีอุปสรรคอยู่มาก เนื่องจากความเร็วลมมีค่าเฉลี่ยค่อนข้างต่ำกว่าความเร็วลมเฉลี่ยในเขตยุโรปเหนือเป็นอันมาก ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดที่สำคัญยิ่ง เทคโนโลยีกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าในยุโรปส่วนใหญ่แล้ว ออกแบบให้ทำงานที่เหมาะสมกับความเร็วลมเฉลี่ยเกินกว่า 8 เมตรต่อวินาทีขึ้นไป แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาขยายสมรรถนะการทำงานของกังหันลมดังกล่าวให้ดีขึ้นมาก โดยปรับปรุงให้สามารถเริ่มหมุนทำงานได้แม้ที่ความเร็วลมต่ำ ๆ เพียง 2-3 เมตรต่อวินาที ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยความเร็วลมที่ผิวดินของไทย แต่หากมีการนำเข้ากังหันลมดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทย โดยไม่มีการดัดแปลงที่เหมาะสม น่าจะมีความไม่คุ้มทุนเป็นอย่างมาก เนื่องจากกังหันลมเหล่านี้มักมีขนาดใหญ่ ทำให้มีต้นทุนแพง แต่จำนวนชั่วโมงต่อปีที่กังหันลมชนิดนี้มีโอกาสทำงานที่ประสิทธิภาพสูงสุดตามค่าความเร็วลมเฉลี่ยที่ออกแบบไว้จะมีเพียงไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งจะมีผลทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้มีค่าสูงตามไปด้วย ดังนั้นการวิจัยออกแบบกังหันลมที่มีขนาดเล็กลงและให้ทำงานที่ความเร็วลมเฉลี่ยต่ำตามลักษณะของกระแสลมในไทยเป็นสิ่งที่ท้าท้ายยิ่งสำหรับนักวิจัย แนวทางการวิจัยและพัฒนาของกังหันลม เพื่อผลิตไฟฟ้าให้มีต้นทุนต่อหน่วยต่ำในระดับที่แข่งขันได้ในเชิงพาณิชย์สำหรับประเทศไทย ควรมีทิศทางเป็นไปดังนี้ ประการแรก การสำรวจเพื่อหาตำแหน่งที่ตั้งที่มีศักยภาพพลังงานลมสูงของไทยว่าอยู่ที่ใดและมีค่าเป็นเท่าใด เนื่องจากจุดที่มีความเร็วลมยิ่งสูง ต้นทุนก็จะยิ่งต่ำ ที่เป็นปัญหาอยู่ขณะนี้คือ เรายังไม่รู้ว่าความเร็วลมสูงสุดในตำแหน่งที่ดีที่สุดของไทยมีค่าเท่าใดและอยู่ที่ไหน การสำรวจความเร็วลมเบื้องต้นเพื่อประเมินค่าความเร็วลมสูงสุดสำหรับพื้นที่ของไทย โดยทางทฤษฎีเราสามารถประเมินความเร็วลมสูงสุดที่เป็นไปได้ในแต่ละพื้นที่ได้ โดยพิจารณาจากความเร็วสูงสุดที่อยู่เลยชั้นผิว ซึ่งสามารถทำได้โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากความเร็วลมบนจากข้อมูลของบอลลูนหยั่งอากาศ ของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ความสูงตั้งแต่ระดับผิวดินไปจนถึงความสูงที่ 500 เมตรขึ้นไป เพื่อวิเคราะห์หาความเร็วลมสูงสุดที่สูงกว่าระดับความหนาของชั้นผิวอากาศ ซึ่งจะทำให้ทราบค่าความเร็วสูงสุดที่เป็นไปได้สำหรับไทย ผลการศึกษาดังกล่าวจะช่วยให้เกิดประโยชน์ที่สำคัญดังนี้ (ก) ทำให้ทราบพิสัย ของค่าความเร็วลมสูงสุดในไทยในพื้นที่ต่างๆ เพื่อใช้เป็นข้อกำหนดในการออกแบบความเร็วลมกังหันลมที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย (ข) สามารถใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนเชิงนโยบาย สำหรับการตั้งอัตราเงินอุดหนุนจากภาครัฐฯ ที่เหมาะสม กรณีที่รัฐมีนโยบายให้มีการนำพลังงานลมมาใช้ประโยชน์ขึ้นเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงาน และเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ (ค) ทำให้สามารถจำแนกหรือระบุแนวเขต ของพื้นที่ที่มีศักยภาพพลังงานลมได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การศึกษาเพื่อหาความสัมพันธ์ของความเร็วลมสูงสุดที่ระดับความสูงต่างๆ ในภูมิประเทศที่มีความขรุขระต่างๆ กัน ก็มีความสำคัญเพราะจะทำให้สามารถช่วยประเมินความเร็วลมที่ระดับความสูงต่างๆ ที่อยู่ต่ำกว่าแนวเส้น upper boundary layer เพื่อประเมินความเร็วลมสูงสุดที่เป็นไปได้สำหรับเขตภูเขาสูง นอกเหนือจากพื้นที่ๆเปิดโล่งตามแนวชายฝั่งทะเลของไทยที่ได้มีการศึกษาเบื้องต้นมาแล้ว ประการที่สอง การวิจัยและพัฒนากังหันลมความเร็วต่ำที่เหมาะสมกับไทย โดยเน้นการใช้วัสดุท้องถิ่นและการผลิตในไทย โดยให้มีสัดส่วนมูลค่าท้องถิ่นสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการจ้างงานของประเทศ อีกทั้งช่วยให้เกิดการจ้างงาน และเกิดการสะสมองค์ความรู้ในประเทศขึ้น ปัจจุบัน ไทยมีขีดความสามารถในการผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรและอุปกรณ์ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมวัสดุพลาสติก ซึ่งสามารถดัดแปลงและต่อยอดเพื่อการผลิตชิ้นส่วนของกังหันลม โดยอาศัยศักยภาพทางอุตสาหกรรมดังกล่าวที่มีอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี การใช้ศักยภาพการผลิตชิ้นส่วนกังหันลมในประเทศ จำเป็นต้องอาศัยการออกแบบทางวิศวกรรมที่ถูกต้อง ซึ่งองค์ความรู้ดังกล่าว ประเทศไทยยังไม่มีประสบการณ์มาก่อน ความรู้ดังกล่าวสามารถทำให้บังเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการวิจัยและพัฒนาในประเทศ หรือด้วยการรับการถ่ายทอดความรู้โดยตรงจากต่างประเทศ หรือทั้งใช้วิธีการสองอย่างร่วมกัน ประการสุดท้าย คือ นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่เหมาะสม จากการศึกษาผลสำเร็จของนโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานลมในประเทศยุโรปเหนือ พบว่าองค์ประกอบการวิจัยพัฒนาทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จ หากรัฐไม่มีนโยบายสนับสนุนที่ดีพอ ทั้งนี้เนื่องจากโดยปกติแล้ว นวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งหลายที่ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น มักจะมีต้นทุนสูง อีกทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ต่างก็ไม่มีความมั่นใจต่อเทคโนโลยีใหม่ที่คิดค้นขึ้นได้ ทำให้ไม่มีการใช้งานจริง ดังนั้น การวางนโยบายสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อสร้างตลาดให้ผู้ผลิตมีความมั่นใจในการลงทุนผลิต และทำให้ผู้ใช้เทคโนโลยีมีความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีที่ซื้อและนำไปใช้ จะต้องเกิดขึ้นและพัฒนาไปพร้อมๆ กัน มิฉะนั้นงานวิจัยที่สร้างขึ้นก็เป็นได้เพียงของเด็กเล่นในห้องทดลอง ดังนั้น บทบาทของรัฐในการกำหนดนโยบายต่างๆ ดังกล่าว จึงมีความสำคัญมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ปัจจุบัน อินเดียเป็นประเทศที่มีการผลิตกังหันลมใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก ทั้งที่ศักยภาพของพลังงานลมในประเทศอินเดียก็ไม่ต่างไปจากของไทยมากนัก เพราะอยู่ในละติจูดต่ำเช่นเดียวกับไทย แต่ก็ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ด้วยนโยบายส่งเสริมการลงทุนการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมที่เหมาะสม มีคำถามที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในงานพัฒนาพลังงานลม ควรตั้งคำถามกับตัวเองก็คือ ประเทศไทยมีความพร้อมแล้วหรือยัง? ที่จะดำเนินการดังกล่าว เพราะที่ผ่านมาแต่ละภาคส่วนของไทย มักจะต่างคนต่างทำและต่างคนต่างคิดเสียเป็นส่วนใหญ่ ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขและปรับปรุง ตัวเลขเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมอย่างมากที่สุดก็เป็นได้เพียงความฝันลมๆ แล้งๆ ของรัฐบาลเท่านั้น หมายเหตุ : เรียบเรียงจากประชาคมวิจัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฉบับเดือนกันยายน-ตุลาคม 2548 -------------------------------------------------------------------------------- โดย สำนักงานกองทุนสนุบสนุนการวิจัย (สกว.) 21 พฤศจิกายน 2548 09:38 น. จาก : บรรจง - 29/11/2005 10:14 |
|
ข้อความ : หน่วยงานรัฐขนาดเล็ก อบต. วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยสารพัดช่าง โรงเรียน ชุมชน ที่มีความพร้อมสนับสนุนเรื่องงบประมาณ ตำบล หมู่บ้าน วัด สำนักสงฆ์ ไร่สวน รีสอร์ต สนใจผมให้คำปรึกษาแบบง่ายๆ ทฤษฎี หลักการทำงาน ลงมือทำจริงๆ ผมอบรมให้ฟรี นะครับ หรือ อยากได้แบบพร้อมตัวอย่าง กว่า 40 ตัวอย่างของนอก ทำตามแบบก็ทำได้เหมือนกันทำได้ด้วยตัวคุณเอง เอกสารหนากว่า 2,000 หน้า รูปภาพประกอบระเอียดทุกขั้นตอน 3,000 กว่ารูป พลังงานลม ได้ฟรีๆ ไม่ก่อมลพิษ จาก : บรรจง - 29/11/2005 13:36 |
|
ข้อความ : มาสร้างกังหันลมผลิตไฟฟ้า สูบน้ำกันดีกว่า ขนาด 4 - 12 ฟุต ชนิด 3 ใบพัด
Diameter , Average power, Energy per day, Amphours at 24 v , Amphours at 12 v Ft - m 4 - 1.2 -----------20 W -----------------0.5 kWh ---------------20 Ah ---------------------40 Ah 8 - 2.4 ----------100 W ----------------2.5 kWh --------------100 Ah -------------------200 Ah 10 - 3 -----------160 W ------------------4 kWh ---------------160 Ah --------------------320 Ah 12 - 3.6 ---------250 W -----------------6 kWh ---------------250 Ah --------------------500 Ah จาก : บรรจง - 30/11/2005 20:48 |
|
ข้อความ : ผมจะใช้ขนาด 8 ฟุต หรือ 2.4 เมตร เป็นต้นแบบ 8 - 2.4 , 100 W , 2.5 kWh , 100 Ah at 24 v , 200 Ah at12 v
เริ่มจากการทำใบกังหันก่อน ( Blade ) จาก : บรรจง - 30/11/2005 20:53 |
|
ข้อความ : ใช้ไม้ขนาด กว้าง 6 นิ้ว ยาว 48 นิ้ว หนา 1.5 นิ้ว จำนวน 3 ชิ้น ( 150 x 1200 x 37 mm )
เมื่อคุณได้ไม้กระดานสำหรับทำใบแล้ว ยาว 48 " ( 1200 mm ) แบ่งเป็น 6 ส่วน( นึกถึงปีกเครื่องบิน ปีกซ้าย ลำตัว ปีกขวา บินมุ่งหน้าไป กทม. คุณตัดปีกซ้าย เครื่องบิน 3 ลำ เอาโคนมารวมกันปลายชี้ออกด้านนอก ) นำไม้กระดานวางขวางจาก ซ้าย - ขวา แบ่งเป็น 6 ส่วน ซ้ายมือสุดเขียนเลข 6 (ปลายปีก - TIP ) 5 - 4 - 3 - 2 - 1 - (โคนปีก - ROOT )ตามลำดับ จาก : บรรจง - 30/11/2005 20:54 |
|
ข้อความ : ปลายไม้กระดานซ้ายมือ เลข 6 ( tip ) กว้าง 2 3/8" [ 60 mm ] ,5 = 2 3/4" [70mm] ,4 = 3 1/8" [80mm] ,3 = 3 15/16" [100mm] , 2 = 4 3/4" , 1 = 6" [150mm] ดินสอลากจากปลายมาหาส่วนที่ 1 ด้านล่าง จะเกิดเส้นโค้งขึ้นใช้เลื่อยตัดตามเส้นโค้งนี้ เหลาให้ได้ส่วนโค้งมนเหมือนปีกเครื่องบิน
จาก : บรรจง - 30/11/2005 20:56 |
|
ข้อความ : สูตรทางเทคนิค
1/2 x air-density x swept-area x windspeed[ยกกำลัง 3] (where air density is about 1.2 kg/m[ยกกำลัง 3] ) Blade power = 0.15 x Diameter[ยกกำลัง2] x windspeed[ยกกำลัง 3] =0.15 x (2.4 metres [ยกกำลัง2] ) x (10 metres/second[ยกกำลัง3] ) =0.15 x 6 x 1000 = 900 watts approx (2.4m diameter rotor at 10 metres/sec or 22 mph ) Blade speed Rpm = windspeed x tsr x 60/circumference = 3 x 7 x 60 / ( 2.4 x 3.14 ) = 167 rpm จาก : บรรจง - 30/11/2005 20:58 |
|
ข้อความ : หรือใช้ถังน้ำมัน 200 ลิตร 2 ใบ ผ่าครึ่งตามความสูงของถังทั้ง 2 ใบ เลื่อนออกด้านข้างประมาณ 1ใน 3 ส่วน กังหันแบบแกนแนวดิ่ง ใช้ไม้หน้าสามยึดถังที่ผ่าครึ่งทั้ง 2 ด้าน แล้วหาสมดุล ด้วยการนอนถังหมุนกับแนวระนาบ ส่วนที่เบากว่าจะอยู่ด้านบน หาตะกั่ว เหล็ก ถ่วงให้สมดุล จาก : บรรจง - 30/11/2005 21:00 |
|
ข้อความ : การทำไดนาโมรอบต่ำ [ ALTERNATER ] 100 - 400 รอบ/นาที
จาก : บรรจง - 30/11/2005 21:03 |
|
ข้อความ : จินตนาการตาม เริ่มจากซ้ายไปขวา ( ต้องมีเหรียญหนึ่งบาท 2 เหรียญ, เหรียญสิบบาท 1 เหรียญ, แม่เหล็กแรงสูง= 12 คู่ , ลวดทองแดงอาบน้ำยาวานิช 10 ขด, เรซิ่น (Polyester resin), น๊อตเกลียวตลอด, น็อตตัวเมีย, BEARING HUB ,
จาก : บรรจง - 30/11/2005 22:04 |
|
ข้อความ : นำเหรียญหนึ่งบาททั้ง 2 เหรียญวางตรงหน้า ( แผ่นเหล็กหนา = 8 มม. เส้นผ่าศูนณ์กลาง = 310 มม. เจาะรูตรงกลางขนาด = 64 มม.จำนวน 2 แผ่น) นำแม่เหล็กจำนวน 12 ชิ้น เรียงบนเหรียญบาททั้ง 2 เหรียญ จัดระยะช่องไฟเรียงขั้วบวก ลบ สลับกันไปทั้งสองเหรียญ (แผ่นเหล็กทั้งสอง) จาก : บรรจง - 30/11/2005 22:24 |
|
ข้อความ : ใช้ไม้อัดความหนาเท่าแม่เหล็ก ความหนา=แม่เหล็ก เส้นผ่าศูนณ์กลาง150มม. วางตรงกลางเหรียญบาททั้งสองเหรียญ หล่อเรซิ่นยึดแม่เหล็กทั้งสองแผ่น แห้งดีแล้วแกะไม้อัดตรงกลางออก
จาก : บรรจง - 30/11/2005 22:34 |
|
ข้อความ : ซ้ายมือคือเหรียญบาท (แผ่นเหล็กติดแม่เหล็ก=12ชิ้น),ตรงกลางคือเหรียญสิบบาท(ขดลวดสิบขด 12v #15พัน80รอบ 24v #18 พัน150รอบ 48v #21 พัน250รอบ ต่อแบบสตาร์(start)เลือกตามใจชอบ เรียงในแบบไม้อัดแล้วหล่อด้วยเรซิ่น ขนาดรัศมี200มม.ปลายสายทั้วหมดรวมใส่ท่ออ่อนเดียวกันทั้งหมด11เส้น ขวามือคือเหรียญบาทอีกเหรียญติดแม่เหล็ก=12ชิ้นเหมือนชิ้นแรก รวมแม่เหล็ก=12คู่24ชิ้น จาก : บรรจง - 30/11/2005 23:02 |
|
ข้อความ : หยิบเหรียญบาท เหรียญสิบ เหรียญบาทประกบกันทั้งสามเหรียญใช้น็อตเกลียวตลอดยาว6นี้ว 4 ตัวร้อยตรงรูให้พอดีกับรูน็อตของ BEARING HUB ( bearing hub คือชุดขับเคลือนของล้อรถเช่น t90 t100 รถโตโยต้าล้อหลังไปถามอู่ซ่อมรถเอาเอง )ของเชียงกงราคาประมาณ300-400บาท จาก : บรรจง - 30/11/2005 23:45 |
|
ข้อความ : ยึดเหรียญบาทซ้ายมือ ขวามือ hub กับฐานเหล็กชุดเดียวกัน (rotor)ชุดหมุนเคลื่อนที่
เหรียญสิบ(ขดลวดอีกฐานคนละชุดกัน)stater อยู่กับที่ เหรียญบาทสองเหรียญ(สนามแม่เหล็ก)ตัดขดลวด(เหรียญสิบ) เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นมากหรือน้อยอยู่ที่ความเร็วในการหมุน(ลมแรงหรือค่อย) จาก : บรรจง - 30/11/2005 23:59 |
|
ข้อความ : นึกภาพตามนะครับ ซ้ายมือสุด
ใบพัด (3 ใบ ) - เหรียญบาท (แผ่นเหล็กติดแม่เหล็ก=12ชิ้น) - เหรียญสิบ (ขดลวด 10 ขด ) - เหรียญบาท - hub - ฐานเหล็กอยู่กับที่(เสา) ลมพัดใบพัด เหรียญบาททั้งสองหมุน (สนามแม่เหล็ก) ตัดขดลวดเหรียญสิบอยู่กับที่ไม่หมุน ได้ไฟฟ้ามาใช้งาน จาก : บรรจง - 01/12/2005 00:21 |
|
ข้อความ : หางเสือ TAIL
เราจะทำชนิดถ้าลมแรงเกินที่กำหนด หางเสือจะงอพับขนานกับใพพัดเพื่อความปลอดภัยของกังหันลม ถ้าลมพัดความเเร็วอยู่ในช่วงที่กำหนดหางเสือจะกางออกเองอัตโนมัติหมุนปกติ จาก : บรรจง - 01/12/2005 00:30 |
|
ข้อความ : ขอย้อนกลับไปไดนาโมอีกนิด เหรียญบาททั้งสองเหรียญต้องอยู่ห่างเหรียญสิบ 2-3 มม.โดยใช้น็อตตัวเมียบังคับระยะห่าง ใช้น็อตเกลียวตลอดอีก 4 ตัวยาว 6 นิ้วยึดขดลวดกับฐานเสา(เหรียญสิบ) = น็อตเกลียวตลอด 8 ตัว น็อตตัวเมียประมาณ 40 ตัว ไฟฟ้าที่ได้เป็นกระแสสลับ จะต้องใช้ไดโอดเรียงกระแสให้เป็นกระแสตรงผ่านฟิวส์ ก่อนต่อกับแบตเตอรี่ ACV(กระแสสลับ) เป็น DCV(กระแสตรง) จาก : บรรจง - 01/12/2005 00:51 |
|
ข้อความ : ต่อตอนหน้านะครับไม่เข้าใจตอนไหนก็ โทรมาถามใหม่ อ่านบทความต้นๆให้ละเอียดwebไหนผมลงไว้มีความรู้ลองเอาลูกศรชี้ดูถ้าคลิกได้ก็เข้าไปดูก่อนเห็นภาพแล้วจะเข้าใจได้ดีขึ้นคำถามจะกระชับตรงประเด็นผมจะได้ตอบสั้นๆเข้าใจง่ายเรื่องยากมากที่จะบรรยายตัวอักษรอ่านแล้วนึกภาพออกถ้าลงรูปให้ดูได้ง่ายนิดเดียว นอนหลับัดีนะครับ
จาก : บรรจง - 01/12/2005 01:41 |
|
ข้อความ : นอนหลับฝันดีนะครับ จาก : บรรจง - 01/12/2005 01:42 |
|
ข้อความ : http://www2.dede.go.th/dede/renew/Twm/MAIN%20MAP%20-%201I.htm
webนี้จะบอกความเร็วลมทุกจังหวัด อำเภอ นะครับ มีเฉลี่ยรายเดือน รายปี เข้าไปชมได้ จาก : บรรจง - 01/12/2005 02:14 |
|
ข้อความ : เรียน คุณบรรจงลงเนื้อหาได้ดีมากครับ ช่วยส่งรูปถ่ายพร้อมรายเอียดการทำให้ด้วยครับ ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ
จาก : ปิยะ - - piya_avk@yahoo.com - 02/12/2005 10:38 |
|
ข้อความ : หลักการทำงานของกังหันลมมีอะไรบ้างค่ะ แล้วประเทศที่ใช้กังหันลมมากที่สุดคือประเทศอะไรค่ะ จาก : สุชาดา - - nisanat_ka@hotmail.com - 02/12/2005 12:34 |
|
ข้อความ : อาจารย์ธีรัชพงษ์ จ.บุรีรัมย์ ได้รับแบบการสร้างกังหันลม สูบน้ำ ซีดี 40 กว่าตัวอย่าง แล้วนะครับ
คุณนิติ จ. นครราชสีมา แบบการสร้างกังหันลม สูบน้ำ ซีดี 40 กว่าตัวอย่าง น่าจะถึงบ่ายนี้ คุณปิยะผมส่งให้ตอน 13.00 น. คงจะเป็นวันเสาร์เย็นหรืออังคารเช้า ผมนัดคุยรายละเอียดเรื่องการทำกังหันลมกับทั้งสามท่าน และทีมงานของคุณนิติ ลืมไปคุณนิติครับมีสมาชิกเพิ่มอีก 2 ท่านนะครับ วันที่ 9 เที่ยง ผมจะนัดทั้ง 3 ท่านอีกครั้ง ส่วนท่านอื่นที่สนใจเรื่องกังกันลม สูบน้ำ ก็เชิญนะครับที่ จ. นครราชสีมา โทรสอบถามรายละเอียดได้ที่ 06 - 7049941 ( ฟรี ) กับผมก่อนส่วนสถานที่ๆจะนัดคุยในรายละเอียด คุณนิติ คงจัดการรับเป็นเจ้าภาพงานบุญครั้งนี้ ในวันที่ 10 ธ.ค. 48 จาก : บรรจง - 02/12/2005 15:05 |
|
ข้อความ : ตอบ คุณสุชาดา ครับ
สถานภาพการนำพลังงานลมมาประยุกต์ใช้งาน ในประเทศไทย จัดแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ ได้แก่กังหันลมเพื่อการสูบน้ำ กังหันลมเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า และการใช้พลังงานลมเพื่อการระบายอากาศหลังคา 1. กังหันลมเพื่อการสูบน้ำ การเกษตร การใช้กังหันลมเพื่อการสูบน้ำ ปัจจุบันได้มีการ ติดตั้งใช้งานในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 6,000 ตัว 2. กังหันลมเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า การใช้กังหันลมเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า ปัจจุบันได้มีการติดตั้ง สาธิตใช้งานในประเทศไทย รวมจำนวน 7 ตัว มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 192 กิโลวัตต์ ณ แหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต 3. การใช้พลังงานลมเพื่อการระบายอากาศจากหลังคา ปัจจุบันได้มีการติดตั้งกังหันลมระบายอากาศบนหลังคาของโรงงาน และบ้านพักอาศัยอยู่บ้าง สำหรับการระบายอากาศร้อนภายในตัวอาคารออกสู่ภายนอก และเป็นเทคโนโลยีที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างหนึ่ง หลักการทำงานของกังหันลมผลิตไฟฟ้า เมื่อลมมาปะทะจนทำให้กังหันหมุน ทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรงที่มีอยู่ติดกับส่วนของกังหันผลิตและทำการจ่ายกำลังไฟฟ้ากระแสตรงผ่านเครื่องควบคุมไฟฟ้ากระแสตรงที่ติดตั้งทางด้านล่างเพื่อสะสมพลังงานโดยการอัดประจุไฟฟ้าให้แก่แบตเตอรี่แล้วจึงเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้ากระแสสลับอีกทอดหนึ่ง ซึ่งเป็นไฟฟ้าที่เราใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ในชีวิตประจำวัน คุณสุชาดา ครับ สละเวลาอ่านบทความต้นๆให้ละเอียดอีกครั้งนะครับ web ไหนผมลงไว้ ( ตัวอักษรสีฟ้า ) มีความรู้ลองเอาลูกศรชี้ดูถ้าคลิกได้ก็เข้าไปดูก่อนเห็นภาพแล้วจะเข้าใจได้ดีขึ้นคำถามจะกระชับตรงประเด็นผมจะได้ตอบสั้นๆเข้าใจง่ายเรื่องยากมากที่จะบรรยายตัวอักษรอ่านแล้วนึกภาพออกถ้าลงรูปให้ดูได้ง่ายนิดเดียว จาก : บรรจง - 02/12/2005 15:52 |
|
ข้อความ : web สูตรการคำนวน กังหันลม แล้วไปที่ เทคโนโลยีกังหันลม http://www.egat.co.th/rdo/energy/web-wind/index_wind.htm จาก : บรรจง - 02/12/2005 15:57 |
|
ข้อความ : ตอบ คุณสุชาดา ผมอ้างอิงข้อมูลของ คุณสมสกุล เผ่าจินดามุข
ประเทศที่มีกังหันลมมากที่สุดในปัจจุบันคือ ประเทศเยอรมนี โดยตัวเลขล่าสุดในปี 2001 เยอรมนีผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมถึง 8,754 เมกะวัตต์ รองลงมาคือ สหรัฐ ผลิตกระแสไฟฟ้าจากฟาร์มกังหันลมได้ 4,200 เมกะวัตต์ ตามมาด้วยสเปน 3,300 เมกะวัตต์ เดนมาร์ก 2,400 เมกะวัตต์ ซึ่งเมื่อดูจากขนาดประเทศแล้ว สเปนถือว่าเป็นดาวรุ่งเบอร์รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา ยุโรปเป็นกลุ่มประเทศที่ก้าวหน้ามากที่สุดในการใช้พลังงานหมุนเวียนจากลมมาผลิตกระแสไฟฟ้า ถึงขนาดตั้งเป้าว่าภายในปี 2010 จะต้องผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมให้ได้ 60,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ตัวเลขจากปี 2001 ระบุว่ายุโรปผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมได้ประมาณ 14,000 เมกะวัตต์ จาก : บรรจง - 02/12/2005 16:09 |
|
ข้อความ : หรือตัวอักษรสีแดง (ลองเอาเม้าท์ชี้ๆดูถ้าคลิกได้ก็เข้าไปชม รับรองคุ้มค่า จาก : บรรจง - 03/12/2005 01:14 |
|
ข้อความ : กังหันต้องลม
คำร้อง จินต์ วัฒนปฤต ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน บันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕0๔ โดย เอื้อ สุนทรสนาน กังหันต้องลมหมุนวน ไม่รู้กี่หนต่อวัน แต่ใจคนหมุนเวียนผัน ไม่รู้ว่าวันละกี่หน นี่แหละน้ำใจ เชื่อแน่อะไรกับน้ำใจคน วันนี้ก็ยังรักอยู่ ทั้งคู่ก็สดก็ชื่น พรุ่งนี้รักอาจเป็นอื่น คู่ชื่นก็กลับชอกช้ำ วันนี้ยังรักกันอยู่ ทั้งคู่ก็ชื่นก็ฉ่ำ พรุ่งนี้ชื่นกลับเป็นช้ำ ทำให้ระกำใจ วันนี้อาจเลิกรักกัน รุ่งอีกวันอาจรักใหม่ รักกันแล้วจืดจางไป ต่างก็ไม่รักกันจริง แต่ครั้นแล้วผลสุดท้าย ทางฝ่ายชายก็โทษหญิง ต่างก็ไม่รักกันจริง ทางฝ่ายหญิงก็โทษชาย กังหันต้องลมหมุนวน ไม่รู้กี่หนต่อวัน แต่ใจคนหมุนเวียนผัน ไม่รู้ว่าวันละกี่หนนี่แหละน้ำใจ ย่อมวนเวียนไปคล้ายกังหันต้องลม นี่แหละน้ำใจ เชื่อแน่อะไรกับน้ำใจคนนี่แหละน้ำใจ ย่อมวนเวียนไปคล้ายกังหันต้องลม จาก : บรรจง - 03/12/2005 14:20 |
|
ข้อความ : ชอบเนื่อหาอ่านแล้วได้ความรู้สนใจครับ รอดูผู้ผลิดขายปี 49 ครับ จาก : ชาวกังหันลม - 03/12/2005 14:57 |
|
ข้อความ : กังหันลม สูบน้ำ ปั่นไฟฟ้า เพื่อการเกษตรน่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ในระดับหนึ่ง ลดการใช้น้ำมัน ไฟฟ้า ถ้ามีกังกันลมบ้านละตัว ประหัยไฟฟ้าได้ 5 หลอด ใช้พัดลม 1 ตัว วิทยุ 1 เครื่อง คอมพิวเตอร์ 1 ชุด ถ้า 1 ล้านครัวเรือนประหยัดได้ x กับตัวเลขที่รัฐบาลให้ช่วยกันประหยัด จะเป็นเงินมูลค่ามหาศาล ไม่ต้องสร้างเขื่อนเพิ่ม ทำลายสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ท่านมีความเห็นอย่างไรเชิญแสดงความคิดเห็นได้ครับ จาก : บรรจง - 03/12/2005 17:00 |
|
ข้อความ : กังหันลม สำหรับสูบน้ำด้วยนะครับ เพราะน้ำมันแพง จาก : บรรจง - 03/12/2005 18:02 |
|
ข้อความ : ขอบคุณ ชาวกังหันลมครับ อย่าลืมเช้ามาชมบ่อยๆนะครับ รายละเอียด หางเสือ ขนาดเหล็กยึดโครงไดนาโม วิธีการตั้งเสา การต่อชุดประจุไฟ การแปลงไฟไปใช้งาน ฯ ยังมีอีกมาก จบเรื่องไฟฟ้าค่อยไปต่อเรื่องสูบน้ำนะครับ จาก : บรรจง - 03/12/2005 19:27 |
|
ข้อความ : กังหันลมของนอกแท้ความสูง 45 เมตร ใบพัด 15 เมตร ราคา 5 ล้านบาท เชิญชมได้ที่อำเภอบ่อทอง ถนนสาย 331 ถ้ามาจากกบินบุรี ก่อนถึงทางแยก ไป อ.บ่อทอง 2 ก.ม. มองไปด้านซ้ายมือคุณจะ ตะ ลึง ตื่นเต้นสง่างามแท้ๆ เลี้ยวรถเข้าปากทางวัดสำเภาทอง ไม่เกิน 2 ก.ม. คุณจะได้สัมภัสด้วยสายตาในระยะ 50 เมตร และมีตัวเล็ก 1 ตัว ติดตั้งที่บ้านพักอีก สอบถามได้ความว่า เอาไว้ใช้สำหรับบังกาโลที่พัก รับรองแขก จาก : บรรจง - 03/12/2005 22:53 |
|
ข้อความ : ประเทศ เยอรมัน ล่าสุด ข้อมูลล่าสุด ปัจจุบันสุดๆ กังหัน 1 ต้น ผลิตไฟฟ้าได้ 5 เมกกะวัตต์ พึ่งไปอบรมเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 48 ไม่น่าเชื่อเห็นข้อมูลรายละเอียดแล้วทึ่งมาก อ้อผมตอบคำถามเรื่องกังหันลมแล้วได้รับรางวัลด้วย (พอมีความรู้และศึกษาเรื่องนี้นิดหน่อย ) ความสูงเสา 120 เมตร รัศมีเสา 105 เมตร จาก : บรรจง - 03/12/2005 23:05 |
|
ข้อความ : แก้ไข รัศมีใบพัด 105 เมตร จาก : บรรจง - 03/12/2005 23:09 |
|
ข้อความ : ติดตั้งที่ ช่องเขาหรือหุบเขา ชื่อ (ชื่ออะไรลืม จำยาก รางวัลก็ไม่คืนด้วย) จาก : บรรจง - 03/12/2005 23:12 |
|
ข้อความ : เราทำตัวเล็กให้เก่งๆๆๆๆๆๆ แล้วค่อยทำตัวใหญ่ๆบ้าง น๊ะครับ แสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจกันดีกว่าเชิญทุกท่านครับ จาก : บรรจง - 03/12/2005 23:22 |
|
ข้อความ : ประมาณปลายเดือนธันวานี้ ชายหาดบางแสน แถวแหลมแท่น เป็นแหล่งท่องเที่ยว ตกปลา ถ้าใครมีโอกาศได้ไปเที่ยว ไม่แน่นะครับอาจจะเห็นผมนั่งจดข้อมูล ความเร็วลม กระแส แรงเคลื่อน พร้อมกับกังหันลมชนิดแปลกๆไม่ซ้ำกันแต่ละแบบ และถ้าใครทักผมว่าเคยอ่านบทความในเวฟนี้อาจโชกดีได้รับกังหันติดมือกลับบ้านไปด้วย (ต้องไช้รดกระบะนะครับหรือรับแบบการสร้างกังหันพร้อมแผ่น ซีดี ตัวอย่าง เป็นที่ระลึก) จาก : บรรจง - 03/12/2005 23:39 |
|
ข้อความ : ความคิดในการนำพลังงานลมมาเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานอื่นๆ เป็นสิ่งที่ควรเผยแพร่ให้กว้างกว่านี้เพื่อเป็นการช่วยลลพลังงานรูปอื่นที่เสียค่าใช้จ่ายให้กับต่างประเทศ
ดังนั้น กระผมจึงขอแบบแปลนการสร้างและรายละเอียดการสร้างกังหันลมสูบน้ำพร้อมรูปประกอบ sungcompoo@yahoo.co.th จาก : sungcom - - sungcompoo@yahoo.co.th - 04/12/2005 14:00 |
|
ข้อความ : ขอบคุณครับ กรุณาแจ้งสถานที่ที่ติดต่อกลับด้วย แล้วผมจะส่งไปให้ครับ จาก : บรรจง - 04/12/2005 14:30 |
|
ข้อความ : คลิ๊กที่เวฟนี้รูปกังหันสวยๆ http://www.windmillworld.com/uk/buckinghamshire.htm#Quainton จาก : บรรจง - 04/12/2005 16:32 |
|
ข้อความ : พลังงานลม ที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า สูบน้ำ โดยใช้กังห้นลม จาก : บรรจง - 05/12/2005 17:25 |
|
ข้อความ : ตอนนี้กำลังทำโครงงานเรื่องกังหันลมผลิตไฟฟ้าอยู่ค่ะ ขอรายละเอียดการทำกังหันลมขนาดเล็กและทำไม่ยากหน่อยได้ไหมค่ะ...ขอข้อมูลโดยย่อๆด้วยน่ะค่ะ จาก : นิสิตา - 05/12/2005 22:35 |
|
ข้อความ : เห็ดใช้น้ำไม่มากหรอกค่ะ ใช้เฉพาะรดน้ำ 3 เวลา เท่านั้น หรือมากน้อยขึ้นอยู่กับความชื้นในอากาศค่ะ จาก : ก้อย - - chuleeporn696@yahoo.com - 06/12/2005 09:26 |
|
ข้อความ : คุณนิสิตาครับ กรุณาแจ้งที่อยู่ที่สามารถส่งเอกสารด้วยครับหรือไปที่ เทคโนโลยีกังหันลม http://www.egat.co.th/rdo/energy/web-wind/index_wind.htm
เบอร์โทรผม 06 - 704 9941 บรรจง จาก : บรรจง - 06/12/2005 10:31 |
|
ข้อความ : คุณก้อยครับ ถ้าเราใช้พลังงานที่สะอาด ใช้พลังงานหมุนเวียน น่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มากนะครับ จาก : บรรจง - 06/12/2005 10:35 |
|
ข้อความ : คุณนิสิตาครับ กังหันที่วางขายริมถนน หรือ ตามสถานที่ท่องเที่ยว ขนาดใบพัดรัศมี 2 ฟุต มีหลาบๆ ใบสามารถนำไดนาโมปั่นไฟฟ้า ของรถจักรยานไปต่อกับเพลาของกังหันได้ โดยใช้ยางสวมกับเพลากังหันเพื่อเพิ่มขนาดความโตของเพลา หรือใชล้อรถเด็กเล่นสวมที่เพลา ออกแบบยึดไดนาโมในตำแหน่งที่คล้ายๆกับรถจักรยาน เมื่อลมพัดใบกังหันหมุนก็เหมือนกับเราปั่นจักรยาน ไฟฟ้าที่ได้เป็นกระแสสลับ แรงเตลื่อนขนาด 6 - 9 - 12 โวลท์ ต่อกับหลอดไฟฉายได้โดยตรง หรือใช้ไดโอดแปลงเป็นกระแสตรงเก็บไว้ในแบตเตอรี่ ข้อความแรกที่ผมตอบคุณนิสิตา ลองเข้าไปชมนะครับมีหลักการและรูปแบบกังหันลมหลากหลาย ครับ จาก : บรรจง - 06/12/2005 11:12 |
|
ข้อความ : http://www2.dede.go.th/dede/renew/Twm/MAIN%20MAP%20-%201I.htm
webนี้จะบอกความเร็วลม ทุกจังหวัด อำเภอ นะครับ มีเฉลี่ยรายเดือน รายปี เข้าไปชมได้ จาก : บรรจง - 06/12/2005 11:15 |
|
ข้อความ : สวัสดีครับคุณบรรจงผมเพิ่งจะเจอเวบนี้ได้อ่านบทความของคุณแล้วรู้สึกดีใจที่ประเทศของเรามีผู้ที่จะสนใจพลังงานทดแทน ผมเห็นด้วยที่จะต้องพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านนี้ ตอนนี้ผมกำลังรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตกังหันลมความเร็วต่ำอยู่เพราะสนใจเหมือนกัน อยากถามคุณบรรจงเกี่ยวกับแม่เหล็ก ผมมีข้อมูลเล็กน้อย
แม่เหล็ก Neodymiam 40 x25x 10mm ราคาชิ้นละ 350บาท มีเส้นแรงประมาณ4200-4500เกาซ์ ผมว่ามันแพงเกินไป จึงอยากจะขอคำแนะนำจากคูณบรรจงว่าจะหาซื้อที่ไหน Emailก็ได้ครับ จาก : ณรงค์ชัย - - nongnarongchai@hotmail.com - 06/12/2005 11:27 |
|
ข้อความ : คุณ ณรงค์ชัยครับ กรุงเทพฯ หาซื้อได้แถวบ้านหม้อนะครับ ลองไปสอบถามดู หรือสั่งซื้อโดยตรงที่ต่างประเทศ มีหลายขนาด รูปแบบ ผมมีเฉพาะขนาด 40 x 40 x 10 ผมหาซ้อได้ในราคาชิ้นละ 250 บาท แล้งแต่การออกแบบ วัตถุประสงค์ ประโยชน์ในการใช้งาน ผมซื้อมาร้อยกว่าชิ้น วัตถุประสงค์ของผมต้องการทดลองกังหันที่เหมาะสมกับลักษณะลมของแต่ละพื้นที่ การออกแบบใบพัดกังหัน ทั้งแกนแนวดิ่ง และแกนแนวตั้ง ทำงานผลิตกระแสไฟฟ้า สูบน้ำได้ ทำงานทีละหน้าที่ หรือ ทำพร้อมกันได้ หรือกังหันขนาดเล็กชนิดแกนแนวดิ่ง เวลาคุณไปเที่ยวที่ไหน แค่ผูกเชือกโยงชักรอกขึ้นบนที่สูง กับต้นไม้ เท่านี้คุณก็ได้ไฟฟ้ามาใช้โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าแบตเตอรี่ของคุณจะหมด ถ้าได้รับข้อมูลช้า โทรไปทวงกับผมนะครับ จาก : บรรจง - 06/12/2005 21:51 |
|
ข้อความ : หลังจากวันนี้ไปผมคงมีเวลาว่างมาก และทำกังหันตั้นแบบสำหรับเผยแพร่ ทั้งชนิดผลิตกระแสไฟฟ้า สูบน้ำ ส่วนใครจะนำความคิดไปต่อยอด ทำให้เกิดประโยชน์สำหรับส่วนรวมก็เชิญ ประเทศเราจะได้นำเข้าพลังงานน้อยๆหน่อยครับ จาก : บรรจง - 06/12/2005 22:02 |
|
ข้อความ : ผมจุดประกาย บันไดขั้นที่ 1 คนไทยอีก 67 ล้านคนช่วยกันก้าวทีละขั้น น่าจะประสบผลสเร็จ ไม่มากก็น้อย จาก : บรรจง - 07/12/2005 00:25 |
|
ข้อความ : แก้ไข คนไทย 1 ล้านครอบครัวที่มีความเห็นเหมือนผม หรือ คนที่พร้อมที่จะผลิต( กองทัพมด ) เก็บเล็กผสมน้อย น่าจะมีส่วนในการช่วยลดการใช้พลังงานให้กับประเทศได้ จริงไหมครับ นอนหลับฝันดี มีกินไม่มีอด กินง่าย ถ่ายคล่อง สุขภาพแข็งแรง ทุกๆท่านครับ จาก : บรรจง - 07/12/2005 00:34 |
|
ข้อความ : ขอบคุณมากครับ เดี่ยวจะลองไปเดินหาดู ถ้ามีชื่อร้านเยี่ยมเลยครับ ตอนนี้ผมมีโครงการที่จะทำกังหันอยากได้ข้อมูล40ตัวอย่างมาประกอบความรู้จะได้ไหมครับ มีโครงการภาคสนามไหมครับ อยากร่วมขอความรู้ด้วย
จาก : ณรงค์ชัย - - nongnarongchai@hotmail.com - 07/12/2005 08:24 |
|
ข้อความ : คุณ ณรงค์ชัยครับ วันเสาร์ที่ 10 เรามีกิจกรรมที่ จ.นครราชสีมาครับ ข้อความเดิม ( อาจารย์ธีรัชพงษ์ จ.บุรีรัมย์ ได้รับแบบการสร้างกังหันลม สูบน้ำ ซีดี 40 กว่าตัวอย่าง แล้วนะครับ
คุณนิติ จ. นครราชสีมา แบบการสร้างกังหันลม สูบน้ำ ซีดี 40 กว่าตัวอย่าง น่าจะถึงบ่ายนี้ คุณปิยะผมส่งให้ตอน 13.00 น. คงจะเป็นวันเสาร์เย็นหรืออังคารเช้า ผมนัดคุยรายละเอียดเรื่องการทำกังหันลมกับทั้งสามท่าน และทีมงานของคุณนิติ ลืมไปคุณนิติครับมีสมาชิกเพิ่มอีก 2 ท่านนะครับ วันที่ 9 เที่ยง ผมจะนัดทั้ง 3 ท่านอีกครั้ง ส่วนท่านอื่นที่สนใจเรื่องกังกันลม สูบน้ำ ก็เชิญนะครับที่ จ. นครราชสีมา โทรสอบถามรายละเอียดได้ที่ 06 - 7049941 ( ฟรี ) กับผมก่อนส่วนสถานที่ๆจะนัดคุยในรายละเอียด คุณนิติ คงจัดการรับเป็นเจ้าภาพงานบุญครั้งนี้ ในวันที่ 10 ธ.ค. 48 ) จาก : บรรจง - 07/12/2005 08:50 |
|
ข้อความ : ไม่ทราบว่าคุณ ณรงค์ชัย ว่างไหมครับ ยินดีต้อนรับ จาก : บรรจง - 07/12/2005 08:54 |
|
ข้อความ : น่าสนุกครับแต่คงไปร่วมด้วยไม่ได้ ตอนนี้ผมอยู่ภาคใต้ ฝนกำลังตกหนักช่วงนี้เดินทางลำบาก ที่จ. นครราชสีมา จะสร้างกังหันลมสูบน้ำอย่างเดียวหรือครับ น่าจะผลิตไฟด้วยเสียดายลม จาก : ณรงค์ชัย - - nongnarongchai@hotmail.com - 07/12/2005 09:00 |
|
ข้อความ : คุณ ณรงค์ชัยครับ ถ้าไม่สะดวก วันไหนมาเที่ยวพักผ่อนชายทะเลบางแสน เสาร์ - อาทิตย์ ประมาณปลายเดือนธันวานี้เป็นต้นไป ชายหาดบางแสน แถวแหลมแท่น เป็นแหล่งท่องเที่ยว ตกปลา ถ้ามีโอกาศได้ไปเที่ยว ไม่แน่นะครับอาจจะเห็นผมนั่งจดข้อมูล ความเร็วลม กระแส แรงเคลื่อน พร้อมกับกังหันลมชนิดแปลกๆไม่ซ้ำกันแต่ละแบบ และถ้าใครทักผมว่าเคยอ่านบทความในเวฟนี้อาจโชกดีได้รับกังหันติดมือกลับบ้านไปด้วย (ต้องไช้รดกระบะมานะครับหรือรับแบบการสร้างกังหันพร้อมแผ่น ซีดี ตัวอย่าง เป็นที่ระลึก)
จาก : บรรจง - 07/12/2005 09:00 |
|
ข้อความ : คุยกัน เรื่องจะจัดอบรมให้ความรู้เรื่องกังหันลม ผลิตไฟฟ้า และสูบน้ำครับ จาก : บรรจง - 07/12/2005 09:03 |
|
ข้อความ : ดีครับจัดเผยแพร่ให้เยอะๆจะได้พัฒนาไวไว เห็นด้วยอย่างยิ่ง จริงๆแล้วรัฐน่าจะให้การสนับสนุนในส่วนนี้(หมายถึงกังหันขนาดเล็ก)เพราะต้องพัฒนาของเล็กให้ดีก่อนเล่นของใหญ่ หรือรัฐให้การสนับสนุนแต่ผมไม่ทราบ ไม่เคยได้ยินข่าวนะ จาก : ณรงค์ชัย - - nongnarongchai@hotmail.com - 07/12/2005 09:15 |
|
ข้อความ : เข้าไปที่เวฟนี้นะครับ เหมาะสำหรับทุกท่านที่สนใจ กังหันลม http://www.mini-eoles.com/auto-construction.htm จาก : บรรจง - 07/12/2005 09:54 |
|
ข้อความ : น่าส่งเสริมโครงการนี้นะคับ..เป็นการอนุรักษ์พลังงานของชาติ แม้จะเป็นส่วนน้อย แต่ก็เป็นการจุดประกายให้เยาวชนได้ศึกษาเป็นตัวอย่าง เป็นตัวอย่างที่ดีคับ เห็นด้วยจิงจิง สู้ต่อไปคับ คุณบรรจง จาก : แสนศักดิ์ - 07/12/2005 10:37 |
|
ข้อความ : ก็หน้าชื่นชมกับการประหยัดพลังงานอีกรูปแบบหนึ่ง เพื่อตอบสนองกับพระราชดำริของในหลวง เรื่องการประหยัดพลังงานในการใช้ใบโอดีเซล จาก : ทำนูล - - tumnool411@hotmail.com - 07/12/2005 10:53 |
|
ข้อความ : รายละเอียดคำถาม : เครื่องผลิตพลังงานไฟฟ้าที่มีสาระสำคัญในพลังงานกลที่จะมาขับ เคลื่อนไดนาโมแตกต่างไปจะจดสิทธิบัตรได้หรือไม่? ตัวอย่างเช่น เครื่องผลิตไฟฟ้าพลังงานลมใช้ลมเป้นตัวขับเคลื่อน และเขื่อนผลิตไฟฟ้าใช้น้ำขับเคลื่อน ถ้าสิ่งประดษฐ์ใหม่ ใช้สิ่งที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในการขับเคลื่อน และใช้พื้นที่ น้อยกว่าที่เคยมีน้อยกว่าเป็น 100 เท่า โดยให้กำลังไม่ต่างกัน และลดการทำลายพื้นที่ในแนวราบ จะสามารถจดได้หรือไม่
ผู้ถาม : Thanarit 5/1/2544 15:44:54 คำตอบ : จากตัวอย่างในคำถาม เครื่องผลิตไฟฟ้าที่ใช้ "ลม" กับ ที่ใช้"น้ำ"ในการขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะต่างกันที่อุปกรณ์ที่ใช้รับพลังงานกลซึ่งก็คือ กังหันลม กับกังหันน้ำ ซึ่งแตกต่างกัน ดังนั้น สิ่งประดิษฐ์ที่ท่านถามมาถ้าได้มีการประดิษฐ์แล้วจะจดสิทธิบัตรได้หรือไม่ ชอตอบว่าสิ่งประดิษฐ์ที่จะจดสิทธิบัตรได้จะต้อง 1. มีความใหม่ 2. มีชั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น(พูดง่ายๆ ก็คือมีการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นเช่น ในที่นี้ คือ มีขนาดเล็กลง ใช้เนื้อที่ในการติดตั้งน้อยลงเป็นต้น) และ 3. สามารถประยุกต์ใช้ได้ในเชิงอุตสาหกรรม นอกจากนั้นยังจะต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของบ้านเมือง / รวมทั้งไม่ขัดต่อกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอีกด้วยครับ ย่อมสามารถขอรับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรได้ครับว่าแต่ว่าจะไม่บอกหน่อยหรือครับว่าเป็นอะไร ผู้ตอบ : สำนักสิทธิบัตร 12/1/2544 14:28:42 จาก : บรรจง - 07/12/2005 11:31 |
|
ข้อความ : ลองไปที่ http://www.otherpower.com มีข้อมูลเยอะ จาก : ณรงค์ชัย - - nongnarongchai@hotmail.com - 07/12/2005 12:00 |
|
ข้อความ : ขอบคุณมากครับ ที่อนุเคราะห์ จาก : บรรจง - 07/12/2005 12:19 |
|
ข้อความ : ถ้าผมติดตั้ง กังหันลม บนยอดเสาไฟฟ้า ตลอดเส้นทางเข้าหมู่บ้าน คงได้พลังงานไม่น้อย จาก : บรรจง - 07/12/2005 12:23 |
|
ข้อความ : ทำอย่างไรถึงจะให้คนรุ่นใหม่ สนใจเรื่องพลังงานทดแทน พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ดีครับ จาก : บรรจง - 07/12/2005 12:26 |
|
ข้อความ : ถ้าติดตั้ง กังหันลม บนยอดเสาไฟฟ้าได้ก็ดีครับถ้าไม่มีปัญหากับการไฟฟ้าใจแคบ จาก : ณรงค์ชัย - - nongnarongchai@hotmail.com - 07/12/2005 12:27 |
|
ข้อความ : ที่สำคัญ หน่วยงานของรัฐ น่าจะส่งเสริม ให้ความรู้ ฝึกเป็นอีกอาชีพหนึ่ง หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ จาก : บรรจง - 07/12/2005 12:30 |
|
ข้อความ : คุณ ณรงค์ชัยครับ ไม่เกียวกับผมนะครับ (ยังไม่อยากถูกตัดไฟฟ้า)
จาก : บรรจง - 07/12/2005 12:32 |
|
ข้อความ : เราต้องช่วยกันจุดประกายให้เยาวชนหันมาสนใจพลังงานฟรี ผู้ใหญ่ต้องช่วยกัน จาก : ณรงค์ชัย - - nongnarongchai@hotmail.com - 07/12/2005 12:33 |
|
ข้อความ : เปิดค่ายฤดูร้อนเป็นไงครับ หรือไม่ก็ค่ายอาสาพัฒนา ให้พื้นที่กันดาน อย่าหวังพึ่งโซล่าเซลล์อย่างเดียว แพง
พื้นไหนที่กันดานไม่มีพลังงาน เราก็หาพลังงานให้ กันดานแค่ไหนก็ต้องมีลมแน่นอน แดดไม่พูดถึงอยู่แล้วแพง แค่นี้ผมว่าเยาวชนคงสนใจบ้าง จาก : ณรงค์ชัย - - nongnarongchai@hotmail.com - 07/12/2005 12:41 |
|
ข้อความ : ผมได้เพื่อนช่วยคิดแล้ว คือคุณณรงค์ชัย รวมกันจากกลุ่มเล็กๆๆๆแล้วค่อยเพิ่มจำนวนเป็นพลังงานทดแทนของประเทศชาติต่อไปนะครับ จาก : บรรจง - 07/12/2005 12:41 |
|
ข้อความ : ได้เลยครับ เพื่อชาติ อย่าไปยอมเทคโนโลยีฝรั่ง ไทยทำได้ จาก : ณรงค์ชัย - - nongnarongchai@hotmail.com - 07/12/2005 12:44 |
|
ข้อความ : เริ่มจากเด็กเทคนิก ที่มีทักษะอยู่แล้วเพียงแต่เราให้คำแนะนำ ที่ถกต้องและดีแล้วจักออกค่าย ไม่เลวนะครับ จาก : บรรจง - 07/12/2005 12:45 |
|
ข้อความ : ผมหิวข้าวแล้วครับ บ่ายเรามาช่วยประเทศของเรา เยาวชนของเราใหม่นะครับ จาก : บรรจง - 07/12/2005 12:47 |
|
ข้อความ : หนังสือชุด พลังงานยั่งยืน เล่ม 5 กล่าวถึง การบันถึกข้อมูลและการจัดทำข้อมูล ดังนี้
3.1 ข้อมูลลม เกณฑ์ที่สำคัญ สำหรับพิจารณาสภาพของลม ณ ตำแหน่งที่ต้องการมี 2 อย่างได้แก่ ความเร็วลมและทิศทางลม จุดประสงค์การเก็บข้อมูลลมเพื่อจะหราบถึง 1 แบบแผนลมรายวัน ราย้ดือน และรายปี 2 ช่วงเวลาที่ลมอ่อนและลมแรง 3 ความเร็วสูงสุดของพายุ 4 พลังงานลมที่จะผลิตได้ต่อเดือนและต่อปี จาก : บรรจง - 07/12/2005 13:30 |
|
ข้อความ : การหาความเร็วลมในรายชั่วโมงหาได้ด้วยวิธี
1 ค่าเฉลี่ยความเร็วที่บันทึกทั้งชั่วโมง 2 ค่าเฉลี่ยจากกราฟทั้งชั่วโมง 3 ค่าเฉลี่ยจากกราฟ 10 นาทีสุดท้าย 4 เฉลี่ยจากการวัดความเร็วเป็นช่วงๆในหนึ่งชั่วโมง จาก : บรรจง - 07/12/2005 13:36 |
|
ข้อความ : 3.2 วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล
1 ประเมินค่าข้อมูลจากสถานีตรวจวัดอากาศ สนามบิน หรืออื่นๆ 2 ทำบันทึกเกี่ยวกับสภาพอากาศปกติ พายุและอิทธิพลทางอากาศอื่นๆ ด้วยการพูดคุยกับชาวบ้านในท้องถิ่นเจ้าหน้าที่สนามบินและนักอุตุนิยมวิทยา 3 การหาค่าเฉลี่ยความเร็วลม และค่าเฉลี่ยกำลังลมที่มีอยู่ 4 ทำการตรวจวัดข้อมูลในพื้นที่ในระยะยาว ( อย่างน้อย 1 ปี ) หมายเหตุ ตามมาตรฐานระหว่างประเทศ การวัดความเร็วลม ควรกระทำที่ระดับ 10 เมตรเหนือฟื้นดินในที่เปิดโล่ง จาก : บรรจง - 07/12/2005 13:50 |
|
ข้อความ : 3.3 เครื่องมือในการวัดลม
ในการวัดความเร็วลม ส่วนมากจะใช้เครื่องวัดลมแบบลูกถ้วย ( Cup anemometer ) หรือเครื่องวัดลมแบบกังหันลม ( Windmill - type anemometer ) จาก : บรรจง - 07/12/2005 14:01 |
|
ข้อความ : เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้บันทึกข้อมูลลมมีดังนี้
1 เครื่องมือวัดความเร็วลม ( anemometer ) ที่มีตัวอ่าน ( moment indicater ) ปกติเป็นการวัดด้วยมือ วิธีนี้ไม่เหมาะสมสำหรับการนำข้อมูลมาใช้เพื่อการออกแบบกังหันลม 2 เครื่องนับจำนวนลมที่พัดผ่าน ( mechanical wind - path counter ) ซึ่งจะให้ข้อมูลของทิศทางลมอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาทั้งหมด เหมาะสมสำหรับคำนวณหาความเร็วเฉลี่ยของลมตลอดช่วงเวลาที่สังเกต จาก : บรรจง - 07/12/2005 14:15 |
|
ข้อความ : 3 เครื่องบันทึกลมที่พัดผ่าน ( mechanical wind - path recorder ) ซึ่งจะแสดงผลของทิศทางลมอย่างต่อเนื่องบนแผ่นกระดาษ โดยปกติมักจะใช้กลไกของสปริง ( เหมาะสำหรับการออกแบบกังหันลม หรือใช้ในขบวนการประเมินผลข้อมูลต่างๆ ภายใต้ขอบเขตที่จำกัด )
4 เครื่องบันทึกแบบอิเลคทรอนิกส์ ( electronic recoeding equipment )โดยจะให้ค่าความเร็วลมเฉลี่ยในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น 1 วินาทีถึง 1 ชั่วโมง รวมถึงให้ค่ารวม โดยแสดงความเร็วลมในช่วงต่างๆ เหมาะสมสำหรับการนำข้อมูลมาใช้เพื่อการออกแบบกังหันลม 5 สถานีอุตุนิยมวิทยา ( meteorological Stations ) แสดงผลและบันทึกข้อมูลต่างๆ อย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ ได้แก่ ความเร็วของลม ทิศทางของลมพายุและอื่นๆ เหมาะสมสำหรับการนำข้อมูลมาใช้เพื่อการออกแบบกังหันลม ( ขอข้อมูลได้ที่สถานีใกล้เคียง ) จาก : บรรจง - 07/12/2005 14:35 |
|
ข้อความ : 3.4 การประเมินอุปสงค์หรือความต้องการพลังงาน ( Energy Demand )
จุดมุงหมายของการประเมินค่าความต้องการพลังงาน คือ เพื่อคำนวนปริมาณพลังงาน ( ในหน่วย กิโลวัตต์ ) ต่อหนึ่งหน่วยเวลาที่จำเป็น ให้เพียงพอกับความต้องการเนื่องจากความต้องการใช้พลังงานบางครั้งสามารถผันแปรขึ้นลงได้อย่างมากจึงจำเป็นต้องมีการประเมินค่าความต้องการพลังงานตลอดช่วงเวลาหนึ่ง ( ปี เดือน หรือ วัน ) จาก : บรรจง - 07/12/2005 14:53 |
|
ข้อความ : การจัดหาของน้ำ ( water supply )
หากกำหนดให้จำนวนผู้ใช้น้ำคงที่ ความต้องการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคจะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน หรือฤดูกาล ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำในทางการเกษตรเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ( พืชแต่ละชนิดใช้น้ำต่าวกันในแต่ละฤดูกาล ) ในการคำนวนหาค่าพลังงานที่จำเป็นเพื่อการสูบน้ำ จำเป็นต้องมีข้อมูลเหล่านี้ 1 ปริมาณน้ำที่ต้องการในหน่วยเวลา 2 ความสูงในการยกน้ำ ( total head ) และการเปลียนแปลงตลอดช่วงเวลาที่กำหนด ตัวอย่าง จาก : บรรจง - 07/12/2005 15:11 |
|
ข้อความ : ตัวอย่าง การสูบน้ำเพื่อจ่ายให้หมู่บ้าน
ข้อมูลสำหรับหาปรมาณพลังงานที่ต้องการในทางทฤษฎี 1 ความต้องการใช้น้ำในแต่ละวันของประชากร 500 คน ( จากข้อมูล WHO ) = 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน 2 ปริมาณน้ำสำรองเพื่อสาธารณูปโภคสำหรับ 8 วัน = 120 ลูกบาศก์เมตร ( ซึ่งปริมาณน้ำสำรองนี้ใช้เวลาสูบ 10 วัน ดังนั้นปริมาณน้ำที่ต้องสูบต่อวัน = 120 หารด้วย 10 = 12 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ) 3 ปริมาณทั้งหมดที่ต้องสูบต่อวัน = 15 + 12 = 27 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน 4 ค่าความสูงในการยกน้ำทั้งหมดโดยเฉลี่ย = 7 เมตร จาก : บรรจง - 07/12/2005 15:27 |
|
ข้อความ : หากพลังงานลมใน 1 วัน ของพื้นที่นี้ สามารถใช้สูบน้ำได้เพียงช่วงเวลา 9 ชั่วโมง เครื่องสูบน้ำที่ใช้ต้องสูบน้ำให้ได้ปริมาตร ( v ) = 27/9 ลูกบาศก์เมตร / ชั่วโมง ( ค่าพลังงานที่ต้องการในทางทฤษฎีสำหรับการสูบน้ำใน 1 วัน = 0.52 กิโลวัตต์ชั่วโมง
หมายเหตุ ในรายงานฉบับนี้ไม่ได้กล่าวถึงการเลือกเครื่องสูบน้ำ ปัญหา ความเหมาะสมกับกังหันแต่ละแบบ จาก : บรรจง - 07/12/2005 15:39 |
|
ข้อความ : 3.5 คำแนะนำในการเลือกกังหันลม
วิธีการสำหรับเลือกขนาดที่เหมาะสมของกังหันลมมีดังต่อไปนี้ 1 ประเมินค่าอุปทานหรือความต้องการพลังงานตามทฤษฎี ( energy demand ) ในหน่วย กิโลวัตต์ชั่วโมง ในช่วงหนึ่งหน่วยเวลา ( เช่น ใน 1 วัน ) 2 หาปริมาณอุปทานพลังงานลมทางทฤษฎี ( energy supply ) ในหน่วย กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อตารางเมตร ในหน่วยเวลาเดียวกับข้อ 1 3 หาค่าออกแบบบนฐานของรายเดือนจาก = energy demand หารด้วย energy supply จาก : บรรจง - 07/12/2005 15:54 |
|
ข้อความ : ในการพิจารณาเพื่อให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของพลังงานลมในแต่ละฤดูกาล ควรคำนวณจากทุก ๆ เดือน ตลอดช่วงเวลา 12 เดือนใน 1 ปี แล้วใช้ค่าที่มากที่สุดที่หาได้เป็นค่าออกแบบบนฐานของรายเดือน
ต่อจากนั้น สำหรับแต่ละกรณีย่อย ทำการประมาณประสิทธิภาพรวมของกังหันรวมถึงประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ โดยขึ้นอยุ่กับจุดประสงค์การใช้ ( เช่น เพื่อการสูบน้ำ หรือเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า แล้วจึงคำนวณหาพื้นที่ของกังหัน ) ด้วยข้อมูลเหล่านี้ก็จะสามารถเลือกกังหันที่เหมาะสมได้ จาก : บรรจง - 07/12/2005 16:08 |
|
ข้อความ : 3.6 การเลือกสถานที่
สถานที่ติดตั้งควรเลือกพิจารณาจากความต้องการ ( เช่น บ่อน้ำสำหรับน้ำอุปโภค ) การวัดความเร็วลมควรจะสามารถกระทำได้ที่ตำแหน่งที่เลือกหรือไม่ ก็ต้องได้รับข้อมูลที่ต้องการจากสถานีตรวจวัดอากาศ ข้อมูลพิเศษอื่น ๆ เช่น พายุหรืออื่น ๆ สามารถทราบได้จาก การสัมภาษณ์คนในท้องถิ่น การประมาณพลังงานที่ได้อย่างหยาบ ๆ ในตอนแรกนี้จะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจว่าสถานที่นี้เหมาะสมหรือไม่ จาก : บรรจง - 07/12/2005 16:20 |
|
ข้อความ : ขั้นตอนต่อไป คือ ตรวจสอบสภาพภูมิประเทศ ความลาดชันของพื้นที่ ลักษณะพันธุ์ไม้ ( ต้นไม้ หรือพุ่มไม้ต่าง ๆ ) เนื่องจากสิ่งเหล่านี้อาจเป็นตัวป้องกันไม่ให้ลมพัดอย่างอิสระ โดยปกติสำหรับกังหันลมขนาดเล็ก ( เส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 10 เมตร ) ควรให้ลมบริเวณนั้นสามารถพัดอย่างอิสระ อย่างน้อยในระยะ 300 เมตร รอบตัวกังหันในทิศทางหลักของลมไม่ควรมีสิ่งกีดขวางใด ๆ กรณีกังหันความเร็วต่ำเพื่อการสูบน้ำในที่ซึ่งบริเวณนั้นมีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น หากเป็นไปได้ศูนย์กลางของกังหัน ควรถูกติดตั้งที่ความสูงอย่างน้อยเท่ากับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของตัวกังหันเอง โดยวัดจากระดับยอดของสิ่งกีดขวางขึ้นไป จาก : บรรจง - 07/12/2005 16:36 |
|
ข้อความ : ขอพักเหนื่อย และแสดงความคิดเห็นให้กำลังใจผมหน่อย ครับ เชิญ ฮับเพลงเพลงๆ นี้ไปก่อนนะครับ
กังหันต้องลม คำร้อง จินต์ วัฒนปฤต ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน บันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕0๔ โดย เอื้อ สุนทรสนาน กังหันต้องลมหมุนวน ไม่รู้กี่หนต่อวัน แต่ใจคนหมุนเวียนผัน ไม่รู้ว่าวันละกี่หน นี่แหละน้ำใจ เชื่อแน่อะไรกับน้ำใจคน วันนี้ก็ยังรักอยู่ ทั้งคู่ก็สดก็ชื่น พรุ่งนี้รักอาจเป็นอื่น คู่ชื่นก็กลับชอกช้ำ วันนี้ยังรักกันอยู่ ทั้งคู่ก็ชื่นก็ฉ่ำ พรุ่งนี้ชื่นกลับเป็นช้ำ ทำให้ระกำใจ วันนี้อาจเลิกรักกัน รุ่งอีกวันอาจรักใหม่ รักกันแล้วจืดจางไป ต่างก็ไม่รักกันจริง แต่ครั้นแล้วผลสุดท้าย ทางฝ่ายชายก็โทษหญิง ต่างก็ไม่รักกันจริง ทางฝ่ายหญิงก็โทษชาย กังหันต้องลมหมุนวน ไม่รู้กี่หนต่อวัน แต่ใจคนหมุนเวียนผัน ไม่รู้ว่าวันละกี่หนนี่แหละน้ำใจ ย่อมวนเวียนไปคล้ายกังหันต้องลม นี่แหละน้ำใจ เชื่อแน่อะไรกับน้ำใจคนนี่แหละน้ำใจ ย่อมวนเวียนไปคล้ายกังหันต้องลม จาก : บรรจง - 07/12/2005 16:44 |
|
ข้อความ : พลังงานทดแทน กังหันลมเป็นทางเลือกที่สะอาด จาก : บรรจง - 07/12/2005 19:03 |
|
ข้อความ : สนใจกังหันลมครับเพราะประเทศชาติจะมีพลังงานทดแทนอยากขอข้อสรุปและตัวอย่างการใช้งานที่เเท้จริงเพื่อต้องการมาใช้ที่หน่วยงานและที่บ้านครับ
จาก : ภูภาสศัก เสาธงไชยคง ( PV-KT) - - darkky_s007@hotmail.com - 07/12/2005 21:18 |
|
ข้อความ : สวัสดีครับ
ผม จ่าแม็ค เป็นนักกีฬาร่มร่อน(Paragliding) ซึ่งการบินร่มร่อนต้องอาศัยลมล้วนๆ เพราะฉนั้น...ผมจะมีอุปกรณ์ที่สำคัญอยู่ 1 อย่างคือ เครื่องวัดความเร็วลม (wind meter) เพื่อจะบอกเราว่าความเร็วลมว่า ขนาดใหนที่จะทำการบินได้หรือไม่ได้....ปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย... นอกจากจะบอกความเร็วลมแล้ว....ตัวเครื่องบางรุ่น...ยังมีความสามารถหลายๆอย่างดังนี้ครับ..เช่น 1.Xplorer 1 บอกความเร็วลมอย่างเดียว ราคา 1,500 บาท 2.Xplorer 2 บอกความเร็วลม,บอกอุณหภูมิ ราคา 2,500 บาท 3.Xplorer 3 บอกความเร็วลม,บอกอุณหภูมิ,มีเข็มทิศ ราคา 3,500 บาท 4.Xplorer 4 บอกความเร็วลม,บอกอุณหภูมิ, มีเข็มทิศ.บอกความสูง ราคา 4,500 บาท สำหรับราคาที่เห็นเป็นราคาที่ผมนำเข้าจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์..มาขายให้เพื่อนๆในชมรมในราคาดิลเลอร์ ผมมีความยินดีที่จะจำหน่ายให้กับท่านที่ทำงานเกี่ยวกับกังหันลมเพื่อนเป็นการอนุรักษ์พลังงานของชาติในราคาเดียวกับที่ผมจำหน่ายให้กับสมาชิกครับ เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://www.jdc.ch/engindex.html ร้านค้าของผมในอินเตอร์เนต http://www.tarad.com/maxparagliding/ เวปชมรมเครื่องร่อนแห่งประเทศไทย http://www.thaiglider.com/ ขอบคุณมากครับ จ่าแม็ค โทร. 01-0128768 จาก : จ่าแม็ค - - thaibigdog@yahoo.com - 07/12/2005 21:55 |
|
ข้อความ : เป็น web bord ที่ให้ความรู้และมีความน่าสนใจมาก ถึงแม้ว่าในส่วนตัวแล้วไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อนอีกท้งไม่ได้มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่พอมาได้อ่าน ได้มารู้ถึงประโยชน์ที่จะตามมา รวมถึงความตั้งใจที่ดีของหลาย ๆ ท่านในการที่จะช่วยส่งเสริมและเผยแพร่สิ่งประดิษฐ์ที่เราคนไทยสามารถพลิกแพลงหาวัสดุอุปกรณ์ในการทำ จนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ ต้องขอชื่นชมไว้ ณ ที่นี้ด้วย ถ้ามีโอกาสก็อยากจะมีส่วนร่วมกับโครงการนี้เช่นกัน หากมีอะไรคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการจัดอบรม รบกวนช่วยส่งข้อมูลมาที่ e-mail ที่ระบุไว้จักเป็นพระคุณยิ่ง จาก : หลาน-อุบล - - ae_pr@hotmail.com - 07/12/2005 22:33 |
|
ข้อความ : ราคาเริ่มต้นเท่าไรครับ พอดี ผมชอบมาก ทำให้นึกถึงภาพ แถวประเทศเนเธอแลนด์ ที่มีกังหันลมที่สวยงามและมีประโยชน์ต่อท้องถิ่น จาก : Mr.Jakpetch - 08/12/2005 09:25 |
|
ข้อความ : น่าสนใจมากครับ ตอนนี้ยิ่งยุคพลังงานทดแทนด้วย จาก : ก้องเกียรติ - - th9471@yahoo.com - 08/12/2005 10:15 |
|
ข้อความ : กังหันลมที่ผลิตกระแสไฟฟ้าหรือสูบน้ำก็เป็นการหาพลังงานทดแทนมาใช้อีกทางเลือกหนึ่งที่ดีและหน้าสนับสนุนเพื่อจะได้มีไฟฟ้าใช้กันทั้งประเทศและยังช่วยประหยัดพลังงงานหลักอีกด้วย แต่การใช้งานจริงหรึอการติดตั้งกังหันต้องเป็นพื้นที่ที่มีลมเกือบตลอดทั้งวันเพื่อจะให้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ตลอดและสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าเก็บไว้ใช้ได้ในเวลากลางคืนอีกด้วย ถ้าพูดถึงอุปกรณ์แล้วต้องมี 1 กันหัน 2 ไดนาโมรอบต่ำ
3 อุปกรณ์แปลงไฟฟ้ากระแสตรงเป็นการแสสลับ (DC to AC) และจะตัองมีแบตเตอร์รี่อีกด้วยเพื่อเก็บพลังงานไว้ใช้ ถ้าทั้งหมดนี้มีครบหมดแต่ขาดลมที่จะมาหมุนใบพัดทุกอยางก็หมดความหมาย จาก : คมสัน - - kom_psk@yahoo.com - 08/12/2005 10:21 |
|
ข้อความ : อยากเห็นรูปจริงๆ ว่า เป็นยังไง และ กะแสที่ได้ ด้วย ที่จริงถ้าเวปนี้เอารูปลงไม่ได้ ขอแนะนำให้ทำเป็น link ก็ได้ โดยให้คุณบรรจง นำรูปไปฝากไว้ที่อื่นครับ จาก : Kongkiat - - th9471@yahoo.com - 08/12/2005 11:13 |
|
ข้อความ : อ่านดูรายละเอียดเเล้วเนื้อหาแน่นมากครับ น่าสนใจครับ จะเก็บไว้เป็นหัวข้อทำโครงงานครับ ตอนนี้เรื่องของการอนุรักษ์ พลังงานกำลังบูมมากๆ ครับ ถือว่าเป็นการนำพลังงานจากธรรมขาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเป็นการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงในอนาคตข้างหน้าด้วยครับ เป็นแบบอย่างที่ดีครับ ขอให้กำลังใจครับ จาก : เด็กเพชร - 08/12/2005 11:25 |
|
ข้อความ : ได้ฟังพระราชดำรัสของในหลวงเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมาเรื่องการใช้พลังงานทดแทน ... พอเปิดมาเจอเวบนี้....ก็ขอสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้กับความคิดดีๆ และเป็นประโยนช์ต่อสังคม ถ้าโครงการที่วัดอัมพวัน อ.เมือง จ.ชลบุรี เรียบสมบูรณ์ ช่วยกริ๊งกร๊างมาบอกตัวยนะค่ะ จะไปทำข่าวเผยแพร่ความดีที่ปิดทองหลังพระให้ค่ะ
ปอแก้ว จาก : ปอแก้ว บ้านบางเขน - - kidsmoweb@hotmail.com - 08/12/2005 12:35 |
|
ข้อความ : เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ดีและน่าสนใจขอสนับสนุนฝีมือคนไทย เพื่อไม่ให้เงินตราใหลออกนอกประเทศ
เกษตรกรได้ใช้ของถูกแต่งมีคุณภาพ ขอเป็นกำลังใจให้คิดและทำสิ่งประดิษฐ์ที่ดี ๆ ต่อไป จาก : อาจารย์สมทรัพย์ อินทร์พันธ์ นครราชสีมา - - Pisap@Thaimail.com - 08/12/2005 13:33 |
|
ข้อความ : ข้อมูลแน่นมากครับ เป็นประโยชน์มากๆเลยครับ จาก : เล็ก - 08/12/2005 15:08 |
|
ข้อความ : น่าสนใจมาก ยินดีกับพี่จงด้วย ยอดเยี่ยมจริง ๆ ๆ ๆ
จาก : นพรัตน์ ( ปุ๊ก ) - 08/12/2005 15:54 |
|
ข้อความ : พี่บรรจงครับผมยังไม่ได้อ่าน ยังไม่มีข้อคิดเห็นนะครับ แต่เป็นกำลังให้คิดต่อเพื่ออนาคตของชาติครับ แต่เดียวผมจะรีบอ่านให้เร็วที่สุดครับ จาก : สิทธิชัย - - tuey_2004@yahoo.com - 08/12/2005 17:00 |
|
ข้อความ : ก่อนอื่นขอขอบคุณนะคะที่แนะนำให้มาเยี่ยมชมเว็บเรื่อง "กังหันลม" ข้อมูลน่าสนใจมาก ๆ ไม่เคยคิดว่าจะมีคนให้ความสนใจเรื่องกังหันลมมากมายแบบนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้จัดทำ และ ผู้ที่สนใจเรื่องการหาพลังงานทดแทน อนาคตประเทศไทยคงจะไม่ขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าอย่างแน่นอน ถ้าตราบใดยังมีพวกท่านที่มุ่งมั่นคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ดีดีเหล่านี้ ขอให้คุณบรรจงรักษาสุขภาพด้วยนะคะ ทานข้าวเยอะๆ จะได้มีแรงมานั่งตอบคำถามและให้ความรู้พวกเราต่อไปนาน ๆ จาก : ปูลม - บ้านปากน้ำ สมุทรปราการ - - poo_strawn@hotmail.com - 08/12/2005 23:08 |
|
ข้อความ : สุดยอดพี่ พี่ชายผมยังเหมือนเดิมรายละเอียดเยี่ยมหลักการสุดยอด แต่พี่เราเตยคุยกันว่าจะทำธุรกิจ ๆ หนึ่งจำได้ไหม "...........ผสมโซดาเหมือนขวดวันเวย์" แล้วบริษัทบริษัทหนึ่งมันก็ขโมยความคิดเราไป ตอนนี้พี่กำลังเปิดเผยข้อมูลทางธุรกิจนะพี่ จะให้ดีพี่โพสตรูปกังหันหลักการเบื้องต้น ไดอะแกรมเคร่าๆ ลงเวบพอ ธุรกิจนะพี่พวกหัวดีขี้ขโมยมันเยอะ
รักพี่ชายคนนี้เสมอ ไก่วัดใหม่ จาก : ไก่ วัดใหม่ - - kai@thaimail.com - 09/12/2005 10:57 |
|
ข้อความ : มาให้กำลังใจคุณบรรจงครับอยากจะบอกว่าอ่านแล้วได้ความรู้มากมายจริงๆ แล้วตอนนี้ก็รอแผ่นซีดีอยู่ เมื่อได้รับ/ดูแล้วคงจะมีคำถามมาถามครับ จาก : ธเนศ(ศิษย์เทาทอง) นนทบุรี - - thanate24@hotmail.com - 10/12/2005 11:18 |
|
ข้อความ : ผมอ่านบทความของคุณบรรจงแล้วรู้สึกว่าได้ความรู้เยอะ และอ่านข้อความของคุณไก่ วัดใหม่ ก็รู้สึกเป็นห่วงคุณบรรจง(ถ้าทำธุรกิจ) แต่ผมว่าคุณบรรจงเขาทำเพื่อชาติไปเเผยแพร่ที่จังหวัดโคราช มีน้ำใจชวนทุกคนที่สนใจ ถ้ามีพวกหัวดีขี้ขโมยมาตัดหน้า พวกเราทั้งหลายต้องเร่งรีบเผยแพร่ให้เยาวชน คนมีไฟมีความรู้ อยากจะทำ ทำเยอะๆ ทำให้ดี แล้วพวกหัวดีขี้ขโมยจะดับไปเอง สาธุ
เข้าเรื่องคำถาม1. คุณบรรจงใช้ขดลวด10ขดต่อ 3เฟส ใช่หรือไม่ 2. แม่เหล็ก12คู่ กับขดลวด10ขด ผมวางตำแหน่งไม่ลงตัว ขออวยพรและให้กำลังใจในความดีงามและเสียสละของคุณบรรจง และผมจะนำความรู้ที่ได้ไปสอนนักเรียนอาชีวะไปปราบพวกหัวดีขี้ขโมยและทำนุบำรุงประเทศตามกระแสพระราชดำรัส โชคดีครับ จาก : ณรงค์ชัย - - nongnarongchai@hotmail.com - 10/12/2005 22:16 |
|
ข้อความ : ผมพยายามอ่านรายละเอียดให้หมด ก่อนแสดงความคิดเห็น แต่ก็ได้เพียงบทความแรกๆเท่านั้นครับ เพราะมีข้อมูลมากเหลือเกิน ดีใจครับ ที่มีใครสักคนทำเรื่องกังหันลมอย่างจริงๆจังๆ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้สนใจเข้ามาหาความรู้ในเรื่องนี้ จาก : สมศักดิ์ Psat - - s_vat69@yayoo.com - 12/12/2005 16:28 |
|
ข้อความ : ไม่แปลกใจเลยครับ ที่พี่บรรจง จะสร้างกังหันลมขึ้นใช้ได้ผลจรึง ถ้าพี่มีเวลาว่าง ผมอยากได้ข้อมูลเรื่องการทำกุญแจ ได้ไหมครับ จาก : สมศักดิ์ Psat - - s_vat69@yahoo.com - 12/12/2005 16:36 |
|
ข้อความ : การเหลาใบกังหัน ขนาด 3 ใบ มีวิธีการเหลาอย่างไร ช่วยบอกรายละเอียดหน่อย ขอขอบคุณมาก จาก : เสวก นครปฐม - 12/12/2005 22:27 |
|
ข้อความ : http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P3936982/P3936982.html จาก : บรรจง - 12/12/2005 23:24 |
|
ข้อความ : http://www.pantip.com/cafe/jatujak/topic/J3936964/J3936964.html จาก : บรรจง - 12/12/2005 23:29 |
|
ข้อความ :
พี่บรรจงมาให้ความรู้เรื่องกังหันลมกับผมและเพื่อนๆ ที่จังหวัดนครราชสีมา ตลอดสามวันที่ผ่านมา ได้รับความรู้มากเรื่องกังหันลม และเรื่องอื่น ๆ พี่บรรจงรู้จริง ทำจริง โดยไม่หวังผลทางธุรกิจเลยเพียงแต่ทำเพื่อให้เป็นความรู้กับผู้อื่น ได้รับความรู้ส่วนใครจะนำไปประยุกใช้หรือ ต่อยอดทำเป็นธุรกิจได้เลย รับรองรวยแน่ ส่วนผมจะเริ่มทำเล็ก ๆ ก่อน เมื่อได้ผลดีประการใดแล้วจึงจะผลิตขายแน่นอน ประมาณ เดือนมีนาคม 2549 รับรองว่าจะมีกังหันลม ยี่ห้อ ซามูไร ผลิตออกจำหน่าย ทั้งระบบปั่นไฟฟ้า และระบบปั้มน้ำกังลังสูง ในราคาคนไทย เทคโนโลยี่ฝรั่ง และภูมิปัญญาไทย ประกอบด้วย ประสิทธิภาพที่ดีใช้งานได้จริง มีความสวยงามแปลกตา กว่าที่อื่น ๆ แน่ ภายใต้การสนับสนุน ด้านความรู้จากพี่บรรจง ซึ่งท่านไม่หวงความรู้เลย เพียงแต่ท่านต้องการเพียงขอให้ความรู้ ของท่านมีผู้สืบทอดเจตนาต่อมิให้สูญหายไป( คำพูดของพี่บรรจงตลอดสามวันที่อยู่ด้วยกัน " ผมกลัวว่าความรู้จะตายไปพร้อมกับผม ผมจึงอยากถ่ายทอดให้กับคนที่มีความตั้งใจจริง เมื่อมีแล้วแบ่งปันให้สังคมด้วย ") หากท่านใดมีความประสงค์ที่จะร่วมสืบเจตนารมณ์ ของพี่บรรจงเรื่องการประดิษฐืกังหันลมเพื่อใช้งานได้จริงสามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 066526651 ถึงพี่บรรจงผมและครอบครัวขอบคุณพี่บรรจงมากสำหรับสิ่งดี ๆที่มอบให้ กับผมและครอบครัว จากซามูไรกังหันสม เพื่อ่ดูของจริงได้เร็วนี้ จาก : ซามูไรกังหันลม 06 -652 6651 - 13/12/2005 10:50 |
|
ข้อความ : คุณเสวก นครปฐม ครับผมส่งแบบการเหลาใบไปให้แล้วนะครับ เวลา 14.10 น. จาก : บรรจง - 13/12/2005 14:24 |
|
ข้อความ : จ่าเอกโอภาษ อ.แกลง ระยอง ผมส่ง ซีดี และข้อมูลเล็กน้อย ให้ชมเป็นตัวอย่าง จาก : บรรจง - 13/12/2005 14:27 |
|
ข้อความ : เย็นนี้เลิกงานแล้วผมจะตอบคำถามทุกท่านที่ให้กำลังใจ ( ดอกไม้ และ ก้อนอิฐ ) เสร็จเรื่องปั่นไฟฟ้า ต่อด้วยสูบน้ำ และทั้งสองอย่างพร้อมกันตามลำดับ นะครับ จาก : บรรจง - 13/12/2005 14:34 |
|
ข้อความ : ขอบคุณครับ คุณ
จาก : ภูภาสศัก เสาธงไชยคง ( PV-KT) - - darkky_s007@hotmail.com - 07/12/2005 21:18 จาก : จ่าแม็ค - - thaibigdog@yahoo.com - 07/12/2005 21:55 จาก : หลาน-อุบล - - ae_pr@hotmail.com - 07/12/2005 22:33 จาก : ก้องเกียรติ - - th9471@yahoo.com - 08/12/2005 10:15 จาก : เด็กเพชร - 08/12/2005 11:25 จาก : อาจารย์สมทรัพย์ อินทร์พันธ์ นครราชสีมา - - Pisap@Thaimail.com - 08/12/2005 13:33 จาก : เล็ก - 08/12/2005 15:08 จาก : นพรัตน์ ( ปุ๊ก ) - 08/12/2005 15:54 จาก : สิทธิชัย - - tuey_2004@yahoo.com - 08/12/2005 17:00 จาก : ปูลม - บ้านปากน้ำ สมุทรปราการ - - poo_strawn@hotmail.com - 08/12/2005 23:08 จาก : สมศักดิ์ Psat - - s_vat69@yayoo.com - 12/12/2005 16:28 จาก : ซามูไรกังหันลม 06 -652 6651 - 13/12/2005 10:50 จาก : บรรจง - 13/12/2005 21:40 |
|
ข้อความ : ถ้าพลังงานทดแทน จากลม สำเร็จ ชาวบ้านก็สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ผ่านพ่อค้าน้ำมันปิโตร แล้วคนที่ถือหุ้นพลังงาน ที่ทำหน้าที่ปกครองประเทศ เค้าจะยอม ให้ เกิดขึ้นได้ง่ายๆ เหรอ เค้าต้องกลัวเสีย ผลประโยชน์ ของเค้า ... น่าจะให้ พวกที่มี อำนาจ ละอายใจบ้าง แต่ คงจะยาก ขนาดในหลวง เอ่ยปาก ให้ ผลิตไบโอดีเซล จากพืชน้ำมันที่ชาวไทยผลิตเอง เค้ายังไม่ยอมเลย ตั้งหน้าตั้งตา จะนำเข้าน้ำมันปาล์ม อย่างเดียว สมอง รมต.พลังงาน คิดได้ อย่างเดียว " นำเข้า นำเข้า แล้ว ก็ นำเข้า " น่าอนาถ เหลือเกิน ... คนไทย ส่วนใหย่ ยากจน ก็ จริง แต่ ไม่โง่ นะ คร้าบ.... จาก : เศร้าใจ - 13/12/2005 21:44 |
|
ข้อความ : คุณMr.Jakpetch ครับผลิตไฟฟ้า กรุณาอ่านบทความต้นๆนะครับ
คุณคมสันครับ ถ้าไม่มีลมก็ไม่มีความหมาย แล้วถ้าไม่มี น้ำ แสงแดด น้ำมัน แบตเตอรี ทะเล ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้จะมีความหมายหรือครับ คุณ : Kongkiat - - th9471@yahoo.com - 08/12/2005 11:13 แสดงว่าไม่ได้เป็นแฟนพันธ์แท้อ่านไม่ละเอียดกรุณาอ่าน 10 รอบนะครับ คุณปอแก้ว ไปทำข่าวได้เลยครับ ทุกอย่างสมบูรณ์หมดแล้วครับ ผมขอชื่นชมอยู่ห่างๆ คุณ : ไก่ วัดใหม่ - - kai@thaimail.com - 09/12/2005 10:57 ครับ พี่คนนี้นั้นมีแต่ให้ พี่จะผลิตรถยนต์ไม่ต้องเติมน้ำมันด้วยซ้ำ เผยแพร่กลางปี 49 (รอกู้สหกรณ์อยู่ ) คุณ ธเนศ(ศิษย์เทาทอง) นนทบุรี - - thanate24@hotmail.com - 10/12/2005 11:18 ครับกรุณาโทรบอกสถานที่ส่งอีกครั้ง จะรีบส่งทันทีครับ จาก : บรรจง - 13/12/2005 22:05 |
|
ข้อความ : ตอบคุณ ณรงค์ชัย - - nongnarongchai@hotmail.com - 10/12/2005 22:16 1 ใช้ขดลวด10ขดต่อ 3เฟส ใช่หรือไม่ ไม่ใช่ครับ 10 ขด 5 เฟส
2. แม่เหล็ก12คู่ กับขดลวด10ขด ผมวางตำแหน่งไม่ลงตัว ตอบครับ เรียงแม่เหล็ก 12 ชิ้น ( แม่เหล็ก = เหรียนบาท 12 เหรียนญ เหรียญ 50 สตางค์ 10 เหรียนญ= ขดลวด ) วางเหรียญ 50 สตางค์ระหว่างเหรียญบาท เหรียญคร่อมเหรียญ หลักการสนามแม่เหล็ก มีขดลวดหมุนตัดสนามแม่เหล็ก ได้กระแสไฟฟ้า ความเข้มสนามแม่เหล็กมีค่าๆหนึ่ง มีขดลวดหนึ่งขด เคลื่อนที่ตัดสนามแม่เหล็กด้วยความเร็ว 100รอบ / นาที ได้พลังงานค่าๆหนึ่ง ถ้า 2 - 3 - 4 - 5 ขด ก็จะได้พลังงานเพิ่มขึ้น แล้วแต่การออกแบบ แผ่นเหล็ก รัศมี360 องศา แบ่งเป็น 12ส่วนสำหรับแม่เห็ก ขดลวด 10 ขด แบ่งช่องไฟ ให้เท่าๆกัน แล้วหล่อเรซินยึดไม่เห็นยาก แต่คำถามคุณผมอธิบายยากมาก ขดลวดใช้ 10 12 14 16 18 100 ขดก็ได้ครับ (แบ่งช่องไฟให้ดีๆ จะเอาไปช็อตปลาหรือครับ ) จาก : บรรจง - 13/12/2005 22:38 |
|
ข้อความ : คุณ สมศักดิ์ Psat - - s_vat69@yahoo.com - 12/12/2005 16:36
ไม่แปลกใจเลยครับ ที่พี่บรรจง จะสร้างกังหันลมขึ้นใช้ได้ผลจรึง ถ้าพี่มีเวลาว่าง ผมอยากได้ข้อมูลเรื่องการทำกุญแจ ได้ไหมครับ ตอบ แวะมาแล้วผมจะเตรียมไว้ให้ เป็นวิชา มาร อันตราย ใช้ได้ทั่วโลก เป็นมนุษย์หล่องหน ถ้าใช้เพื่อช่วยเหลือผู้เดือดร้อน ก็จะเป็นประโยชน์ ใช้เลี้ยงครอบครัวได้ รายได้เดือนละหลายหมื่น ถ้าใช้ในทางที่ผิด ต า ย สถานเดี่ยว ครับ จาก : บรรจง - 13/12/2005 22:51 |
|
ข้อความ : ลงเรือลำเดียงกันนะครับ ยินดีครับ คุณ เศร้าใจ - 13/12/2005 21:44 จาก : บรรจง - 13/12/2005 22:57 |
|
ข้อความ : ผมทำใช้เองที่บ้านไม่มีใครห้ามผมได้ และ ผมอธิบายหลักการสร้างให้เผยแพร่ให้คนไทยได้ทราบหลักการทำงานผมภูมิใจครับ จาก : บรรจง - 13/12/2005 23:08 |
|
ข้อความ : ผมช่วยรัฐ รณรงค์ลดการนำเข้าการใช้พลังงานอีกแนวทางหนึ่ง ทำบ้านละตัว บ่อปลา ไร่นา สวน ทำกระจ่ายให้มากที่สุด จะได้ไม่ต้องขยายเขตการไฟฟ้า เราไม่ผิดนะครับ จาก : บรรจง - 13/12/2005 23:20 |
|
ข้อความ : เรานำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับให้เข้ากับบ้านเราใช้สมองอีกนิด ผมเคยกินข้าวกับเกลือ เช้าไข่เจียว เที่ยงก็ไข่เจียว เย็นอด บางวันทานอาหารยี่ปุ่น (มาม่า ) พิชซ่า (แป้ง = ข้าวเปล่า ) ข้าวคลุกน้ำปลา ถ้าผมมีความรู้ใครก็บังคับผมไม่ได้ จริงไหมครับ จาก : บรรจง - 13/12/2005 23:32 |
|
ข้อความ : ผมใจมากครับ สำหรับกังหันลมที่ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ แต่อยากเห็นรูปตัวจริงครับ และอยากทราบงบประมาณในการติดตั้งด้วยครับว่าอยู่ประมาณเท่าไหร่ และใช้พื้นที่ในการติดตั้งขนาดเท่าไหร่ ครับ ช่วยกรุณาส่งรูปภาพ หรือรายละเอียดให้ด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
จาก : เรืองพร - - ruangporn@yahoo.com - 14/12/2005 11:24 |
|
ข้อความ : ขอบคุณครับคุณบรรจงสำหรับคำตอบ รบกวนคุณบรรจงหน่อยครับผมอยากได้ตัวอย่างไปชมหน่อยครับ ขอบคุณล่วงหน้า
จาก : ณรงค์ชัย - - nongnarongchai@hotmail.com - 14/12/2005 14:23 |
|
ข้อความ : http://www.otherpower.com/17page1.html ชมที่นี่ได้เลยครับ จาก : บรรจง - 14/12/2005 15:10 |
|
ข้อความ : ขอสนับสนุนความคิดเห็นการใช้พลังงานทดแทนด้วยอีกหนึ่งคน เราจะร่วมกันเมื่อชาติต้องการ จาก : tong - 15/12/2005 08:26 |
|
ข้อความ : คือ อยากจะให้พี่บรรจงช่วยบอกข้อมูลของส่วนวิธีการทำเครื่องวัดพลังงานลม แบบใช้ปิงปองมาทำครับ ช่วยหน่อยนะครับ และมีเวปไหนบ้างทที่มีข้อมูลอ้างอิงหรือวิธีการทำแบบนี้อีก
และอยากจะทราบข้อมูลของแบตเตอรี่ของ AIR 403โดยตรง ว่ามีราคาเท่าไรบ้าง หาซื้อที่ไหนได้บ้าง กังหันของผมเป็น 24V 50Amp ควรที่จะใช้แบตเตอรี่ขนาดเท่าไร และกี่ลูก จาก : bird - - baby_handsome@hotmail.com - 15/12/2005 11:02 |
|
ข้อความ : http://www.otherpower.com/anemometer.html คุณbird เข้าไปศึกษาดู แบตเตอรรี่แนะนำให้ใช้ของไทยถูกกว่ากัน 40 เท่า จาก : บรรจง - 15/12/2005 22:02 |
|
ข้อความ : วันเสาร์ที่ 17 ธ.ค. 48 นี้ ผมจะไปที่ อ. บ่อทอง จะไปดูกังหันของนอกที่เคยบอกไว้ ไปรับเอกสารกับเจ้าของที่เป็นชาวเยอรมัน ผมจะเอาความรู้มาฝากพี่น้องคนไทยทุกคนครับ จาก : บรรจง - 15/12/2005 23:24 |
|
ข้อความ : ความสูง 45 เมตร ผมคงต้องเตรียมตัวปีนบันไดลิงให้ดี และถ่ายรูปให้มากที่สุดแล้วจะเอามาให้ชม ครับ จาก : บรรจง - 15/12/2005 23:27 |
|
ข้อความ : อาศัยบารมีหลวงพี่ทวี รองเจ้าอาวาส วัดป่าอัมพวันครับ จาก : บรรจง - 15/12/2005 23:31 |
|
ข้อความ : ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเลือกใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่เหมาะสม
พื้นที่ส่วนนี้ถูกจัดทำขึ้นสำหรับคุณโดยเฉพาะ ผู้ซึ่งอาจจะเป็นลูกค้าระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ของเราในอนาคต วัตถุประสงค์ก็คือ ตอบบางคำถามให้กับคุณสำหรับเป็นความรู้ในการเลือกใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (Solar electrification system) นำมาใช้งานได้ 2 ลักษณะ ดังนี้ ในพื้นที่ที่มีบริการไฟฟ้าของการไฟฟ้าอยู่แล้ว แต่ต้องการใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (เช่น เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าจากระบบสายส่งฯ, ผลิตไฟฟ้าที่เป็นพลังงานสะอาดหรือสำรองไฟฟ้าไว้ใช้ ฯลฯ) ในพื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่มีไฟฟ้าจากระบบสายส่งหรือบริการของการไฟฟ้าและมีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า (เช่น เพื่อใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านพักอาศัย ฯลฯ) การใช้งานระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ใน 2 ลักษณะที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น มีจุดมุ่งหมายนานาประการ รวมถึงประโยชน์และความคุ้มค่าก็แตกต่างกันออกไปด้วย ในพื้นที่ที่มีบริการไฟฟ้าของการไฟฟ้าอยู่แล้ว ระบบที่ให้ประโยชน์สูงสุดและนิยมใช้มากเรียกว่า "ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบต่อเชื่อมสายส่ง" (Grid connected หรือ Grid tie solar energy system) ซึ่งใช้แพร่หลายในยุโรปและญี่ปุ่น ระบบนี้จะให้ผลคุ้มค่าการลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ ก็ต่อเมื่อรัฐบาลมีโครงการสนับสนุนอย่างเช่นในยุโรป เป็นต้น สำหรับประเทศไทยขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีนโยบายให้การสนับสนุนเรื่องนี้แต่อย่างใด ดังนั้น ท่านที่สนใจจะติดตั้งระบบดังกล่าว จะต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่มีเงินคืนใดๆ ระบบผลิตไฟฟ้าขนาด 3 kW จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 750,000 บาท - 900,000 บาท และคุณสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 10-15 kWh/วัน ซึ่งเมื่อคำนวณค่าไฟฟ้าปัจจุบันจะมีระยะเวลาการคืนทุนที่นานมาก ในกรณีที่ท่านต้องการผลิตพลังงานสะอาดเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศและสมัครใจจะติดตั้งระบบ บริษัทฯ ก็มีความยินดีที่จะบริการตามวัตถุประสงค์ของท่าน พื้นที่ที่ยังไม่มีไฟฟ้าจากระบบสายส่งหรือบริการของการไฟฟ้า ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่ใช้งานในรูปแบบนี้เรียกว่า "ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบติดตั้งอิสระ" (Stand-alone solar energy system) การพิจารณาใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์นี้เป็นทางเลือกที่ได้รับการยอมรับว่าให้ผลคุ้มค่าการลงทุนในระยะยาวและเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบดีเซล (Diesel generator) แต่มีการลงทุนที่สูงกว่าในเบื้องต้น ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่เรานำเสนอในเว็บไซต์ของบริษัทฯ ก็เป็นระบบที่ใช้งานลักษณะนี้ บริษัทฯ ขอแนะนำว่าไม่ควรใช้ "ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบติดตั้งอิสระ" กับบ้านพักอาศัยที่มีบริการของการไฟฟ้าอยู่แล้ว เพราะจะทำให้ผู้ใช้มีการลงทุนที่สูงเกินความจำเป็นและมิได้เป็นการใช้งานเซลล์แสงอาทิตย์อย่างมีประสิทธิภาพ หากท่านมีความต้องการที่จะใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เพื่อการสำรองพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้เมื่อไฟฟ้าดับเพียงเท่านั้น บริษัทฯ ขอแนะนำแนวทางอื่นที่เหมาะสมและให้ผลคุ้มค่าการลงทุนมากกว่าให้กับท่าน บริษัทฯ หวังว่าท่านจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องประกอบการตัดสินใจเลือกใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (Solar Electrification Systems) และขอขอบคุณอีกครั้งที่ท่านได้ให้ความสนใจ บริษัทฯ ยินดีให้คำปรึกษาเพื่อให้ท่านได้เลือกใช้ระบบที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงกับตัวท่านเองและประเทศชาติ http://www.leonics.co.th/html/th/pd_ecs/ses_selector.php จาก : บรรจง - 16/12/2005 13:01 |
|
ข้อความ : ขอขอบคุณมาก ตุณบรรจง ที่กรุณาส่งเอกสารให้ผม ผมได้ศึกษาดูรายละเอียด ขอความกรุณาขอข้อมูลเพิ่มเติม ดังนี้ 1. ตัวอย่างการเหลาใบ ยาว 1.20 เมตร ถ้าต้องการเหลาใบยาวกว่านี้ ใช้หลักการเดียวกันได้ไหม
2.ตัวอย่างที่วัดป่าอัมพวัน 4 ใบ ความยาวใบเท่าใด ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า หรือปั๊มน้ำ 3.ผมดูรูปเห็นว่า มีล้อช่วยแรงติดอยู่ที่เพลา ตอนกังหันออกแรงเริ่มแรกไม่หนักมากหรือ หรือใส่ไว้เพื่อประโยชน์อะไร 4. ดูรูปเห็นว่าการทำไดนาโม ใช้ขอลวดหมุนตัดเส้นแรงแม่เหล็กถาวร แม่เหล็กแถวคลองถมใช้ได้ไหม 5. ดัดแปลงไดนาโมรถยนต์ ดัดแปลงใช้สวิทซ์แรงเหวี่ยงของมอเตอร์ มาตัดต่อกระแสไฟฟ้าเข้าขดลวดที่สนามแม่เหล็กไฟฟ้า ถ้ากังหันไม่หมุนสวิทซ์จะดัดกระแส ถ้าหมุนด้วยความเร็วระดับหนึ่ง สวิทซ์จะต่อใช้ได้ไหม ผมขอขอบุณมาก คงมีโอกาสไปพบคุณบรรจงด้วยตนเอง จาก : เสวก นครปฐม - 17/12/2005 00:22 |
|
ข้อความ : ตอบ คุณเสวก
1 ใช้หลักการเดียวกันครับ ยกเว้นส่วนที่ 1 โคนเสาอัตราส่วนคงเดิม ส่วนที่ 2 3 4 5 6 ย่อหรือขยายตามใจชอบครับ 2 ความยาวใบละ 6 ฟุต ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า และ ปั๊มน้ำ ถ้าลมแรงๆ ทำงานพร้อมกัน ครับ 3 มีเทคนิกในการช่วยเริ่มต้นในการหมุน มีล้อช่วยแรงติดอยู่ที่เพลาเพื่อเพิ่มแรงเฉื่อย 4 แม่เหล็กต้องใช้ชนิดแรงสูงเท่านั้นครับถึงจะได้ไฟและกระแสสูงๆ (ผมมีหลายร้อยชิ้น ราคาชิ้นละ 250 บาท ขนาด 40 x 40 x10 mm แถวบ้านหม้อ ขนาด 40 x 20 x 10 mm ราคา 350 บาท 5 ยุ่งยากครับ ไดนาโมรถยนต์ ทำงานที่ความเร็วเริ่มต้นที่ 1500 รอบ กังหันลมหมุนที่ 100 - 300 รอบ จาก : บรรจง - 17/12/2005 13:06 |
|
ข้อความ : ตอบ คุณเสวก ข้อ 5 ผมลองทำดูแล้วได้ผลไม่ดีเท่า แม่เหล็กตูดลำโพงด้วยซ้ำ จาก : บรรจง - 17/12/2005 13:11 |
|
ข้อความ : ข้อความเดิมของ กฟฝ.
ในระยะแรกทาง กฟผ. ได้ทดลองติดตั้งกังหันลม 2 ชุด เป็นกังหันลมที่มีใบกังหัน 3 ใบ แบบแกนหมุนในแนวนอน ความเร็วรอบของกังหันประมาณ 350 รอบต่อนาทีที่ความเร็วลม 12.1 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 2,400 ฟุตต่อนาที ความเร็วลมที่สามารถเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 3.1 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 600 ฟุตต่อนาที ความสูงของเสากังหันลม 20 เมตร ซึ่งจะสามารถผลิตไฟฟ้ากระแสตรงได้รวม 20 kW ประจุเก็บไว้ในแบตเตอรี่ จำนวน 120 ลูก แต่ละลูกมีแรงดันไฟฟ้าเท่ากับ 2 โวลท์ เพื่อจะได้ขนาดแรงดันไฟฟ้ารวม 240 โวลท์ กระแสตรง แล้วจึงใช้ชุดเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ แบบ 3 เฟส 416 โวลท์ 50 Hz ขนาด 15 kVA ผ่านหม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อเชื่อมโยงกับระบบจำหน่ายขนาด 33 kV 3 เฟสติดตั้งแล้วเสร็จในปี 2536 กังหันลมอีกชุดหนึ่ง เป็นกังหันลมที่มีใบกังหัน 3 ใบ เป็นแบบแกนหมุนในแนวนอน ความเร็วรอบของกังหันประ--มาณ 38 รอบต่อนาที ที่ความเร็วลม 13 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 2,660 ฟุตต่อนาที ความเร็วลมที่สามารถเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้คือ 4 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 800 ฟุตต่อนาที ความสูงของเสากังหันลม 31 เมตร ขนาด กำลังผลิตสูงสุด 150 kW เป็นกังหันลมชนิดติดตั้งกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส 400 โวลท์ 50 Hz ติดตั้งแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2539 จาก : บรรจง - 17/12/2005 13:14 |
|
ข้อความ : เนื่องจากโครงสร้างภายใน มีเกียร์บล็อก ทดรอบให้เร็วขึ้น จึงใช้กับไดนาโมท้องตลาดได้ ไม่คำนึงถึง ความถี่ แรงเคลื่อน เพราะไฟฟ้าที่ได้แปลงเป็น ดีซี เก็บไว้ใน แบตเตอรี่ ครับ จาก : บรรจง - 17/12/2005 13:23 |
|
ข้อความ : พลังงานทดแทน (Alternative Energy)
ในที่นี้หมายถึงพลังงานใดๆที่จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ทดแทนแหล่งพลังงาน ซึ่งมีการสะสมตามธรรมชาติและใช้หมดไป (เช่น น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ยูเรเนียม ฯ ) พลังงานทดแทนภายในประเทศซึ่งมีความเป็นไปได้ในการนำมาใช้ผลิตไฟฟ้ามีอาทิ เช่น พลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม ความร้อนใต้พิภพ น้ำ พืช วัสดุเหลือใช้จากการเกษตร ขยะ ฯ เนื่องจากพลังงานทดแทนดังกล่าวมีลักษณะ กระจายอยู่ตามธรรมชาติและไม่มีความสม่ำเสมอ การลงทุนเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ผลิตไฟฟ้าจึงสูงกว่าการนำมาใช้ประโยชน์ จากแหล่งประเภทน้ำมัน ถ่านหิน ฯลฯ พลังงานลม พลังงานลมในภูมิภาคนี้ของโลกจัดอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวฝั่งทะเลอันดามันและด้านทะเลจีน (อ่าวไทย) มีพลังงานลมที่อาจนำมาใช้ประโยชน์ในลักษณะพลังงานกล (กังหันสูบน้ำ กังหันผลิตไฟฟ้า) ได้ความเข้มพลังงานลมที่ประเมินไว้ได้อยู่ระหว่าง 20 ถึง 50 วัตต์ต่อตารางเมตร จากมหาสมุทรอินเดียทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในระหว่างฤดูมรสุม และจากทางประเทศจีนทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในระหว่างฤดูหนาว จาก : บรรจง - 17/12/2005 13:53 |
|
ข้อความ : ระบบผลิตไฟฟ้าร่วมเซลล์แสงอาทิตย์และกังหันลม ที่ ภูเก็ต
-------------------------------------------------------------------------------- บทนำ เนื่องมาจากวิกฤตการณ์น้ำมัน ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา พร้อมกับความวิตกกังวล เกี่ยวกับปัญหา สิ่งแวดล้อม ทำให้การพัฒนาการใช้ประโยชน์จาก เซลล์แสงอาทิตย์และพลังงานลม ได้ถูกรวมเข้ากับโปรแกรมการศึกษา เกี่ยวกับพลังงานทดแทน และเทคโนโลยีการแปรรูปพลังงาน เช่น โรงไฟฟ้าแบบสองวงจร ใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพ การเผาไหม้แบบฟลูอิดไดซ์เบด (Fluidized Bed Combusion) และเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) เข้าไว้ในโปรแกรมของ บริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) ด้วย ในบรรดาการใช้ประโยชน์จาก เซลล์แสงอาทิตย์เพื่อการผลิตไฟฟ้า ทั้งหมด เช่น ไฟสัญญาณบนเสาแรงสูง ทุ่นในอ่าง เก็บน้ำ ไฟแสงสว่าง วิทยุสื่อสาร สถานีทวนสัญญาณ และเพื่อการทดสอบ ยังมีระบบสาธิต ผลิตไฟฟ้าร่วมแบบต่อเข้า ระบบไฟฟ้า อยู่ 3 แห่ง หนึ่งในจำนวนโรงไฟฟ้าสาธิตทั้งสามนั้น ใช้ระบบผลิตไฟฟ้าร่วมเซลล์แสงอาทิตย์ และกังหันลม ตั้งอยู่ที่เกาะภูเก็ต ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งที่เหมาะสม สำหรับการทดลอง ข้อมูล เกี่ยวกับการทำงานได้ถูกเก็บรวบรวมไว้ ในเครื่องบันทึกแบบ Data Logger ซึ่งสามารถนำมาประเมินผลได้ในภายหน้า ลักษณะทั่วไป ระบบผลิตไฟฟ้าร่วม เซลล์แสงอาทิตย์และกังหันลม ขนาดเล็กแห่งนี้ เป็นงานสาธิตเข้าระบบจำหน่าย ของการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาค ซึ่ง กฟผ. ได้ดำเนินการอยู่ที่บริเวณ สถานีพลังงานทดแทนพรหมเทพ ที่เกาะภูเก็ต ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 900 กิโลเมตร ที่สถานีฯ นี้ซึ่งแต่เดิม ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใดๆ มาก่อน แต่ด้วยแรงลมตะวันตกเฉียงใต้ จากทะเล อันดามันในช่วงมรสุม อีกทั้งความเข้มแสงอาทิตย์ ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี แหลมพรหมเทพนี้ จึงเป็นที่ตั้ง สมบูรณ์แบบ สำหรับการทดลองเซลล์แสงอาทิตย์ และกังหันลมดังกล่าว งานที่สถานีทดลองแห่งนี้ ดำเนินการทั้งหมดโดย บมจ.กฟผ. ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ได้ถูกรวบรวมตั้งแต่ เสร็จสิ้นการติดตั้ง ในกลางปี 2529 อย่างไรก็ตามการทดลองแบบ ต่อกับระบบจำหน่ายของ การผลิตไฟฟ้ากระแสสลับ จากกังหันลม (ที่ใช้ Induction Generator) และเซลล์แสงอาทิตย์ (ซึ่งใช้ Line Commulated Inverters) ได้เริ่มขึ้นในปลายปี พ.ศ.2533 เนื่องมาจากความล่าช้า ในการติดตั้งระบบจำหน่ายขนาด 33 กิโลโวลท์ มายังสถานีพลังงานทดแทน พรหมเทพ ระบบเซลล์แสงอาทิตย์ ระบบเซลล์แสงอาทิตย์นี้ ประกอบด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ 220 แผง รวมกำลังผลิตทั้งหมด 11.34 กิโลวัตต์ ซึ่งสามารถแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นกระแสไฟฟ้าได้โดยตรง ไฟฟ้ากระแสตรงจะถูกสะสม ไว้ในชุดแบตเตอรี่ และจะถูก เปลี่ยนเป็นไฟฟ้า กระแสสลับป้อนให้กับระบบจำหน่าย โดยผ่านเครื่องแปลงกระแส (Inverter) ส่วนประกอบที่สำคัญของระบบ คือ แผงเซลล์แสงอาทิตย์ แบตเตอรี่ เครื่องแปลงกระแส ชุดควบคุม และชุดเก็บข้อมูล แผงเซลล์แสงอาทิตย์ แผงเซลล์แสงอาทิตย์มีอยู่ทั้งหมด 220 แผง จากแหล่งผลิตทั้งหมด 8 บริษัท เป็นเทคโนโลยีแบบซิลิกอนผลึกเดี่ยว (Single Crystalline Silicon) 5 บริษัท และที่เหลือจะเป็นเทคโนโลยีซิลิกอนแบบหลายผลึก (Poly-Crystalline Silicon) รวมกำลังผลิตทั้งหมด 11.34 กิโลวัตต์ มีการเชื่อมต่อกันเป็น 11 ชุด แต่ละชุดประกอบด้วยแผงประมาณ 20 แผง จากแหล่งผลิตเดียวกัน เชื่อมต่อกันแบบอนุกรมเป็นเส้นเดียว และมีระดับศักดาไฟฟ้าขนาด 350-400 โวลท์กระแสตรง และมีกระแสไฟฟ้าขนาดตั้งแต่ 2.5 ถึง 3.0 แอมแปร์ ที่ความเข้มแสงอาทิตย์ 1,000 วัตต์ต่อตารางเมตร แต่ละชุด ถูกเชื่อมต่อกันแบบขนานในที่สุด แบตเตอรี่ ระบบแบตเตอรี่ มีหน้าที่สะสมไฟฟ้ากระแสตรง ซึ่งผลิตได้จากเซลล์แสงอาทิตย์ แบตเตอรี่ที่ใช้นี้เป็นกรดตะกั่ว ที่มีแอนติโมนีต่ำ และตั้งอยู่กับที่ (Lead Low Antimony Stationary Battery) มีอยู่ทั่งหมด 120 ลูก แต่ละลูกมีแรงดันไฟฟ้านอมินอล (Nominal Voltage) เท่ากับ 2 โวลท์ ต่อเข้ากันเป็นอนุกรม เพื่อที่จะได้แรงดันไฟฟ้าขนาด 240 โวลท์กระแสตรง (Nominal) ซึ่งจะมีความจุทั้งหมด 600 แอมแปร์-ชั่วโมง เครื่องแปลงกระแส ไฟฟ้ากระแสตรงที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่ จะถูกเปลี่ยนไปเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ โดยผ่านเครื่องแปลงกระแส (Inverter) แบบ 3 เฟส 416 โวลท์ กระแสสลับ 50 Hz ขนาด 15 kVA เครื่องแปลงกระแสนี้ ได้นำมาใช้เชื่อมโยงกับระบบ จำหน่ายท้องถิ่นขนาด 33 กิโลโวลท์ 3 เฟส โดยผ่านหม้อแปลงไฟฟ้า ชุดควบคุมและเก็บข้อมูล กระแสไฟฟ้าที่ถูกประจุไว้ ในแบตเตอรี่หรือปล่อยไปสู่ภาระ (Load) โดยผ่านเครื่องแปลงกระแส จะถูกควบคุมโดย ชุดควบคุมประจุไฟฟ้า (Charge/Discharge Controller) ชุดควบคุมนี้จะปล่อยกระแสไฟฟ้าไปยัง Dummy Load เมื่อชุดแบตเตอรี่นั้นอยู่ในสภาวะ มีประจุไฟฟ้าอยู่เต็มที่ หรือในทางตรงกันข้าม จะตัดภาระออกจากชุดแบตเตอรี่ เมื่ออยู่ใน สภาวะที่มีประจุอยู่น้อย ระบบควบคุมนี้มีไว้เพื่อ ยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ในตัวเครื่องแปลงกระแสเอง ก็มีชุดควบคุมการเชื่อมโยงกับ ระบบจำหน่ายอยู่ในตัวด้วย ซึ่งจะควบคุมความถี่ และแรงดันไฟฟ้า ให้เหมาะสมกับสภาวะ ของระบบจำหน่าย และตามกำลังผลิตที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้า นอกจากนี้วงจรควบคุมนี้ ยังสามารถที่จะเริ่ม หรือหยุดการทำงานได้เอง ในกรณีที่สภาวะของระบบไฟฟ้าไม่ปกติ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ ควบคุมเพิ่มเติมสำหรับเครื่องแปลงกระแส ชุดเก็บข้อมูล มีทั้งแบบอนาล็อก ซึ่งแสดงผลในลักษณะกราฟ และแบบเป็นตัวเลขใน Data Logger ซึ่งติดตั้งไว้ เพื่อบันทึกข้อมูลดิบ ที่เกี่ยวข้องในระบบการสาธิตนี้ และนำข้อมูลไปประเมินผลต่อไป ชุดกังหันลม ชุดกังหันลมที่ผลิตไฟฟ้าร่วมกับเซลล์แสงอาทิตย์ ต่อเข้าระบบจำหน่าย ซึ่งปัจจุบันใช้งานอยู่ 3 เครื่อง ได้แก่ กังหันลมขนาด 10 กิโลวัตต์ จำนวน 2 เครื่อง เป็นกังหันลมที่ผลิตไฟฟ้ากระแสตรง เพื่อประจุแบตเตอรี่ 240 โวลท์ ชุดเดียวกับเซลล์แสงอาทิตย์ กังหันลมเครื่องนี้มีใบกังหันลม 3 ใบ เป็นแบบแกนหมุนอยู่ในแนวนอน ความเร็วรอบ ของกังหันประมาณ 350 รอบต่อนาที ที่ความเร็วลมประมาณ 12.1 เมตรต่อวินาที ความเร็วลมที่สามารถ เริ่มผลิต กระแสไฟฟ้าได้ 3.1 เมตรต่อวินาที ความสูงของเสากังหันลม 20 เมตร กังหันลมชุดนี้ติดตั้งใช้งาน เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2536 กังหันลมอีกเครื่องหนึ่ง เป็นกังหันลมขนาด 150 กิโลวัตต์ เป็นกังหันลมที่ผลิตไฟฟ้า และเชื่อมต่อกับระบบจำหน่าย ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคโดยตรง กังหันลมเครื่องนี้มีใบกังหันลม 3 ใบ เป็นแบบแกนหมุนอยู่ในแนวนอน ความเร็วรอบ ของกังหันลมประมาณ 38 รอบต่อนาทีกำลังผลิตไฟฟ้า สูงสุดที่ความเร็วลมประมาณ 13 เมตรต่อวินาที ความเร็วลม ที่สามารถเริ่มผลิต กระแสไฟฟ้าได้ 4 เมตรต่อวินาที ความสูงของเสากังหันลม 31 เมตร เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นชนิด 3 เฟสแบบ Induction 400 โวลท์ 50 Hz กังหันลมเครื่องนี้ติดตั้งใช้งาน เมื่อเดือนกรกฏาคม 2539 ประสบการณ์ ประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำงานของโรงไฟฟ้าสาธิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพอสรุปได้ดังนี้ ไม่มีปัญหาทางเทคนิค ในการป้อนกระแสไฟฟ้าเข้ากับระบบจำหน่าย ด้วยชุดผลิตกระแสไฟฟ้า จากแหล่งพลังงาน 2 ประเภทที่ต่างกัน เซลล์แสงอาทิตย์เท่าที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ยังคงทำงานได้ปกติ และจากผลการวิเคราะห์ ยังไม่สามารถบ่งบอกได้ว่า มี ประสิทธิภาพลดลงแต่อย่างไร การทำงานของแบตเตอรี่แบบ Lead Low Antimony Stationary ยังเป็นที่น่าพอใจ แต่มีข้อแม้ว่ายังต้องมีการ บำรุงรักษาตามวาระอยู่บ้าง เครื่องแปลงกระแส ได้มีการดัดแปลงไปบ้างเล็กน้อย เช่น มีการติดตั้งพัดลม เพื่อเพิ่มระบบการระบายอากาศขึ้น ในเครื่องแปลงกระแส เนื่องมาจากการมีเนื้อที่ที่จำกัดบนยอดเขา กังหันลมตัวใหญ่จึงต้องติดตั้ง ใกล้กับหน้าผาชัน อันเป็นเหตุให้กังหัน ลมต้องเผชิญกับลมแปรปรวน จากทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุ ของการสั่นสะเทือน และทำความเสียหาย ให้แก่ ชิ้นส่วนกังหันลมบ่อยครั้ง ซึ่งทำให้ต้องมีการดัดแปลง และปรับปรุงกลไกต่างๆ ให้มีการทำงานดีขึ้น เช่น Shock Absorbers ระบบ เบรก Turntable Bearing และความแข็งแรงของเสากังหัน เสาไฟฟ้าที่ผลิตได้จากกังหันลม ป้อนให้กับระบบจำหน่าย มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอยู่บ่อยครั้ง อันเนื่องมาจาก ความไม่สม่ำเสมอ ของความเร็วและทิศทางของลม ดังนั้น ถ้ามีการติดตั้งกังหันลมขนาดใหญ่ขึ้น ก็ไม่ควรที่จะละเลย ผลกระทบนี้ อื่นๆ จุดประสงค์ที่สำคัญ ของระบบผลิตไฟฟ้าร่วมเซลล์แสงอาทิตย์ และกังหันลมนี้ เพื่อต้องการสาธิต และประเมินผล ในทางเทคนิค ตลอดจนการเตรียมพร้อม สำหรับความต้องการในภายภาคหน้า เพราะฉะนั้นประโยชน์ที่สำคัญ ของระบบ นี้ก็คือการสะสมข้อมูล และความชำนาญงาน กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ และส่งให้กับระบบจำหน่าย เพื่อใช้ในท้องถิ่น กระแสไฟฟ้าจำนวนเล็กน้อย ที่ได้จากเซลล์แสงอาทิตย์ และกังหันลมจะมีประโยชน์ สำหรับท้องที่เล็กๆ ในบริเวณนั้น ซึ่งอยู่ปลายสายส่ง โดยเฉพาะในช่วงเวลา ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ถ้าระบบนี้ประสบความสำเร็จ ก็อาจจะเป็นแม่แบบ สำหรับผู้ที่สนใจ ในระบบนี้จวบจนขณะนี้ ยังไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าจะมีปัญหา ทางสิ่งแวดล้อมที่สำคัญเกิด นอกเสียจากปัญหา ทางเสียง ซึ่งเกิดจากการหมุนของใบกังหัน แนวทางในอนาคต เพื่อให้เกิดความเข้าใจเทคโนโลยี เกี่ยวกับเซลล์แสงอาทิตย์ และกังหันลมให้มากยิ่งขึ้น และเพื่อติดตามความ ก้าวหน้า ของระบบผลิตไฟฟ้าร่วมนี้ ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ควรจะมีการสาธิตในระบบ ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ในลักษณะความร่วมมือ กับต่างประเทศที่มีประสบการณ์ ทางด้านนี้ต่อไปในอนาคต และเพื่อให้เป็นไปตามหน้าที่ รับผิดชอบของ กฟผ. จึงคงเน้นการผลิตไฟฟ้าแบบ เชื่อมโยงกับระบบสายส่ง เช่นเคยถ้าระบบนี้ ประสบความสำเร็จในการสาธิต ประกอบกับ ปัญหาทางสิ่งแวดล้อม และราคาน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญ ในอนาคตการผลิตไฟฟ้า โดยระบบกังหันลมและเซลล์แสงอาทิตย์ ในเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ อาจเป็นจริงในภายภาคหน้า สรุป จากประสบการณ์การทำงาน ตั้งแต่ได้มีการติดตั้งระบบ ผลิตไฟฟ้าร่วมเซลล์แสงอาทิตย์ และกังหันขึ้นใน ประเทศไทย ความยุ่งยากเกี่ยวกับแผงเซลล์แสงอาทิตย์ และปัญหาใหญ่ๆ เกี่ยวกับแบตเตอรี่ และเครื่องแปลงกระแส ในช่วงการ ใช้งานที่ผ่านมายังไม่ค่อยพบ อย่างไรก็ตาม ส่วนประกอบบางส่วน ของชุดกังหันลมทางด้านกลไก ได้มีการดัดแปลง อยู่บ้างข้อมูล ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับปฏิบัติงาน ของระบบเซลล์แสงอาทิตย์ ได้ถูกบันทึกไว้ใน Data Logger และ ประเมินผลอย่างได้ผล เป็นที่น่าพอใจ แม้ว่า การทำงานของระบบกังหันลม จะประสบปัญหาบ้าง แต่ประสบการณ์ และความรู้ที่ได้จาก การสาธิตในครั้งนี้ นับเป็นสิ่งที่มีค่า และมีประโยชน์ต่อการพัฒนา กังหันลมต่อไป และควรจะได้ รับการส่งเสริมมากกว่านี้ ในอนาคต http://www.egat.co.th/rdo/energy/web-wind/pvwin_phuket.html จาก : บรรจง - 17/12/2005 14:57 |
|
ข้อความ : www.environnet.in.th
ผลกระทบจากการใช้พลังงาน สภาพความเสื่อมโทรมของสภาวะแวดล้อมส่วนใหญ่ อาจกล่าวได้ว่ามีสาเหตุมาจากการผลิตและการใช้พลังงานของมนุษย์แทบทั้งสิ้น ดังนั้นการเสาะแสวงหาทรัพยากรพลังงานมาเพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานที่สูงขึ้นเรื่อยๆจึงควรระมัดระวังและพิจารณาให้รอบคอบก่อนนำมาใช้ นักสิ่งแวดล้อมได้กล่าวถึงผลกระทบจากการใช้ทรัพยากรพลังงาน ดังนี้ 1) ทำให้เกิดการเจ็บป่วย ล้มตาย 2) ทำให้สิ่งของและทรัพยากรธรรมชาติเสียหาย 3) ทำลายสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิต 4) เกิดมลภาวะทั้งทางดิน น้ำและอากาศ โดยแบ่งตามประเภทของพลังงานที่ใช้ ดังนี้ 1) ผลกระทบจากการใช้พลังงานนิวเคลียร์ รังสีที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์อาจรั่วไหลซึ่งเป็นอันตรายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดการระเบิดฝุ่นรังสีจะฟุ้งกระจายทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในทันทีทันใดและเกิดผลกระทบระยะยาวยิ่งไปกว่านั้นน้ำเสียจากการระบายความร้อนที่ปล่อยออกสู่แหล่งน้ำก็จะทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศตามมา 2) ผลกระทบจากการใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม การเผาไหม้ปิโตรเลียมจะก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศ โดยการปล่อยไอเสียออกมาจากปล่องควันของโรงงานอุตสาหกรรม โรงจักรไฟฟ้าและจากรถยนต์ สารมลพิษดังกล่าวคือ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ( SO2 ) ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ( NOX ) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ( CO ) สารไฮโดรคาร์บอนและฝุ่นละออง เขม่าต่างๆ 3) ผลกระทบจากการใช้ถ่านหินลิกไนต์ การใช้ถ่านหินลิกไนต์มาเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าหรืออุตสาหกรรมต่างๆถึงแม้จะได้ประโยชน์อย่างมากมาย แต่การพัฒนาถ่านหินมาใช้ประโยชน์จะก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมหลายด้าน ทั้งจากการทำเหมืองและการเผาไหม้เนื่องจากสมบัติและองค์ประกอบของถ่านหินเอง ดังนี้ 1) เกิดน้ำเสียจากบ่อเหมือง น้ำกระด้าง มีสารแขวนลอยและซัลเฟตสูงมาก 2) ทำให้เกิดฝุ่นละอองทั้งของแขวนลอยปละหนักลอยอยู่ทั่วไปรอบๆบริเวณเหมือง 3) เกิดปัญหาต่อระบบนิเวศ กล่าวคือ เมื่อขุดหน้าดินทิ้งไปทำให้สิ่งมีชีวิตเสียสมดุลปลูกพืชไม่ได้ มีการทำลายป่าไม้ เสียดุลธรรมชาติ 4) ต้องอพยพราษฎร เพราะต้องใช้บริเวณกว้างในการเปิดหน้าเหมือง 5) เกิดก๊าซจากการเผาไหม้ถ่านหิน เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ( H2S ) และสารไฮโดรคาร์บอน นอกจากนั้นยังมีออกไซด์ของไนโตรเจนและกำมะถันทำให้เกิดภาวะการเป็นกรดต่อสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม www.environnet.in.th 4) ผลกระทบจากการใช้กังหันลม ถึงแม้การใช้พลังงานลมจะไม่ก่อให้เกิดมลภาวะร้ายแรงใดๆต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากพลังงานลมค่อนข้างเป็นพลังงานบริสุทธิ์ แต่ในการพัฒนาแหล่งพลังงานชนิดนี้มาใช้เป็นพลังงานทดแทนนั้นควรได้คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนี้ 1) ผลต่อทัศนียภาพ เนื่องจากต้องใช้กังหันขนาดใหญ่ อาจบดบังส่วนต่างๆของพื้นที่ไป 2) การเกิดมลภาวะทางเสียง เมื่อใบพัดขนาดใหญ่ทำงานจะเกิดเสียงดังมากรบกวนผู้อยู่ใกล้เคียง 3) การรบกวนคลื่นวิทยุ ซึ่งเกิดจากใบพัดส่วนใหญ่ทำจากโลหะเมื่อหมุนทำให้เกิดการรบกวนคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ในระยะ 1 2 กิโลเมตร 4) ผลกระทบต่อระบบนิเวศ เมื่อติดตั้งกังหันลมขนาดใหญ่อาจทำให้สิ่งมีชีวิตใกล้เคียงอพยพไปอยู่ที่อื่น 5) ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพ ถึงแม้ความร้อนใต้พิภพจะเป็นพลังงานได้เปล่าจากธรรมชาติ สามารถนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ แต่อย่างไรก็ตามการนำพลังงานชนิดนี้มาใช้งานอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนี้ 1) สารเคมีอันตรายที่ละลายปนอยู่อาจปนเปื้อนระบบน้ำบาดาลหรือน้ำผิวดิน เช่น สารหนู ปรอท เป็นต้น 2) มีก๊าซอันตราย เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ และก๊าซอื่นๆ ระเหยออกมาด้วย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบหายใจ 3) มีไอน้ำร้อนที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวนมาก จะทำให้เกิดความร้อนตกค้างในอากาศส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศที่อยู่ใกล้เคียง 4) หากเป็นการตั้งโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ อาจจะก่อให้เกิดปัญหาการทรุดตัวของแผ่นดินได้ 6) ผลกระทบจากการใช้พลังน้ำผลิตกระแสไฟฟ้า การใช้พลังน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจัดเป็นพลังงานบริสุทธิ์ไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ เหมือนกับการใช้พลังงานจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงและมีต้นทุนในการผลิตต่ำอย่างไรก็ตามการพัฒนาพลังน้ำโดยการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ จะมีปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ควรคำนึงเป็นอย่างมากในเรื่องของการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้เพื่อใช้เป็นอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน ราษฎรในพื้นที่น้ำท่วมต้องอพยพย้ายที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ สัตว์ป่าสูญเสียที่อยู่อาศัยหรืออาจสูญพันธุ์ไป นอกจากนั้นแร่ธาตุต่างๆที่มีอยู่ในพื้นที่อาจถูกทิ้งให้จมอยู่ใต้น้ำ โดยไม่มีโอกาสนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ดังนนั้นจึงมีข้อแม้ว่าจะทำการพัฒนาอย่างไร ผลกระทบจึงเกิดขึ้นน้อยที่สุดและให้คุ้มค่ากับสิ่งที่สูญเสียไป กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จาก : บรรจง - 17/12/2005 15:28 |
|
ข้อความ : กังหันต้องลม
คำร้อง จินต์ วัฒนปฤต ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน บันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕0๔ โดย เอื้อ สุนทรสนาน กังหันต้องลมหมุนวน ไม่รู้กี่หนต่อวัน แต่ใจคนหมุนเวียนผัน ไม่รู้ว่าวันละกี่หน นี่แหละน้ำใจ เชื่อแน่อะไรกับน้ำใจคน วันนี้ก็ยังรักอยู่ ทั้งคู่ก็สดก็ชื่น พรุ่งนี้รักอาจเป็นอื่น คู่ชื่นก็กลับชอกช้ำ วันนี้ยังรักกันอยู่ ทั้งคู่ก็ชื่นก็ฉ่ำ พรุ่งนี้ชื่นกลับเป็นช้ำ ทำให้ระกำใจ วันนี้อาจเลิกรักกัน รุ่งอีกวันอาจรักใหม่ รักกันแล้วจืดจางไป ต่างก็ไม่รักกันจริง แต่ครั้นแล้วผลสุดท้าย ทางฝ่ายชายก็โทษหญิง ต่างก็ไม่รักกันจริง ทางฝ่ายหญิงก็โทษชาย กังหันต้องลมหมุนวน ไม่รู้กี่หนต่อวัน แต่ใจคนหมุนเวียนผัน ไม่รู้ว่าวันละกี่หนนี่แหละน้ำใจ ย่อมวนเวียนไปคล้ายกังหันต้องลม นี่แหละน้ำใจ เชื่อแน่อะไรกับน้ำใจคนนี่แหละน้ำใจ ย่อมวนเวียนไปคล้ายกังหันต้องลม จาก : บรรจง - 17/12/2005 17:02 |
|
ข้อความ : ผมอยากได้วงจรของกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าอะครับ ช่วยส่งมาให้ผมทางเมลล์ได้มั้ยครับ ขอบคุณครับ! จาก : sec - - goodboss_good@hotmail.com - 17/12/2005 18:39 |
|
ข้อความ : ขดลวดตัวนำ(ลวดทองแดงอาบน้ำทถูกี่เส้นแรงแม่เหล็กถาวรตหมุนตัดนั้น จากการดูรฮปที่คุณบรรจงส่งมาให้ มีจำนวน 10 ถึง 12 ชุด เวลาต่อกันต่อกันเป็นแบบใหน หรือแบ่งเป็น 3ชุด แล้วทำเป็น 3 เฟส เหมือนไดนาโมรถยนต์ หรือต่อเหมือนมอเตอร์ 1 เฟส คือ ปลายขดลวดชุดที่ 1 ต่อกับปลายขดลวดชุดที่ 2 ต้นขดลวดชุดที่ 2 ต่อกับต้นขดลวดชุดที่3 ปลายชุดลวดชุดที่ 3ต่อกับปลายขดลวดชุดที่ 4 ไฟออก คือต้นชุดที่ 1 และต้นชุดที่ 4 เป็นอย่างตลอดไป เหมือนกับการต่อมอเตอร์ ใช่ไหมครับ จาก : เสวก - 17/12/2005 22:45 |
|
ข้อความ : ตอบคุณเสวก
ต่อได้แบบ 1 2 3 4 5 6 เฟส ตามใจชอบ แล้วแต่จุดประสงค์การใช้งาน หรือ สตาร์ เดลต้า จำนวนแม่เหล็ก ขดลวด ขนาดของแผ่นดิส แรงเคลือน กระแส ข้อความเดิม ตอบคุณ ณรงค์ชัย - - nongnarongchai@hotmail.com - 10/12/2005 22:16 1 ใช้ขดลวด10ขดต่อ 3เฟส ใช่หรือไม่ ไม่ใช่ครับ 10 ขด 5 เฟส 2. แม่เหล็ก12คู่ กับขดลวด10ขด ผมวางตำแหน่งไม่ลงตัว ตอบครับ เรียงแม่เหล็ก 12 ชิ้น ( แม่เหล็ก = เหรียนบาท 12 เหรียนญ เหรียญ 50 สตางค์ 10 เหรียนญ= ขดลวด ) วางเหรียญ 50 สตางค์ระหว่างเหรียญบาท เหรียญคร่อมเหรียญ หลักการสนามแม่เหล็ก มีขดลวดหมุนตัดสนามแม่เหล็ก ได้กระแสไฟฟ้า ความเข้มสนามแม่เหล็กมีค่าๆหนึ่ง มีขดลวดหนึ่งขด เคลื่อนที่ตัดสนามแม่เหล็กด้วยความเร็ว 100รอบ / นาที ได้พลังงานค่าๆหนึ่ง ถ้า 2 - 3 - 4 - 5 ขด ก็จะได้พลังงานเพิ่มขึ้น แล้วแต่การออกแบบ แผ่นเหล็ก รัศมี360 องศา แบ่งเป็น 12ส่วนสำหรับแม่เห็ก ขดลวด 10 ขด แบ่งช่องไฟ ให้เท่าๆกัน แล้วหล่อเรซินยึดไม่เห็นยาก แต่คำถามคุณผมอธิบายยากมาก ขดลวดใช้ 10 12 14 16 18 100 ขดก็ได้ครับ (แบ่งช่องไฟให้ดีๆ จะเอาไปช็อตปลาหรือครับ ) จาก : บรรจง - 18/12/2005 21:16 |
|
ข้อความ : ได้บรรยากาศดี http://www.geocities.com/SoHo/Cafe/2277/3813.htm จาก : บรรจง - 18/12/2005 21:29 |
|
ข้อความ : เวพนี้สำหรับวัยรุ่นนะครับ http://imusic.teenee.com/2/frame/675.php จาก : บรรจง - 18/12/2005 21:42 |
|
ข้อความ : เงียบจัง น้ำท่วมหนักมากไม่ได้เล่นเน็ตหลายวัน พรุ่งนี้มีประกาศตกหนักอีกแล้ว น่าจะมีอุปกรณ์แปลงพลังงานจากฝนเป็นพลังงานไฟฟ้าบ้างเนาะ วัตถุดิบภาคใต้เพียบ จาก : ณรงค์ชัย - - nongnarongchai@hotmail.com - 22/12/2005 12:55 |
|
ข้อความ : คุณบรรงที่เคารพ ผมอยากทราบเทคนิคการออกแบบหางกังหันลม ตอนที่มีลมแรงมากๆ เช่น ลมพาย เขาออกแบบอย่างไร หางกังหันลมจึงพับ ทำให้ใบกังหันลมหนีลม และเสาและส่วนอื่นๆ ไม่พังลงมาได้ จาก : เสวก - 24/12/2005 01:49 |
|
ข้อความ : ตอบ คุณเสวก ครับ
ใช้หลักการหลบแรงโน้มถ่วง และองศาของหางเสือ สมมุติว่าถ้ามีไครเดินมาชนเราตรงๆๆๆๆๆเราล้ม เราเจ็บ และพังลงมาได้ ถ้าเราเบี่ยงตัวนิดหนึ่งเราก็ไม่เจ็บมาก จุดศูนย์กลางของเสากังหันลมจะเยื้องไปทางขวาเล็กน้อยพอลมแรงๆๆๆๆๆมาประทะจะทำให้กังหันเสียศูนย์ มุมองศาที่เราออกแบบไว้ที่ความเร็วสูงสุดก็จะเริ่มเบี่ยงเบนให้ตัวกังหันหมุนหนีพายุหรือความเร็วที่เกินกำหนดครับ จาก : [บรรจง - 25/12/2005 02:04 |
|
ข้อความ : จุดศูนย์กลางของเสากังหันลมจะเยื้องไปทางขวาเล็กน้อยพอลมแรงๆๆๆๆๆมาประทะจะทำให้กังหันเสียศูนย์
ยื้นแขนไปทางซ้ายมือ คือกังหัน ตัวเราคือเสากังหัน ถ้าลมมาประทะมือซ้าย เราจะลู่ตามลม กางแขนขวาต้านพายุหรือถือกระด้งใบใหญ่ๆๆๆๆๆ กังหันก็ไมเสียศูนย์หรือไม่ก็หลบให้พายุไปเลย(อยู่ที่ขนาดหางเสือและองศาการตั้งค่าการเบี่ยงเบนของหางเสือ) ครับ จาก : บรรจง - 25/12/2005 02:17 |
|
ข้อความ : พี่เสวกครับ เรียกน้องบรรจงได้ไหมครับ หรือคุณบรรจง แต่ไม่ต้องที่เคารพ จาก : บรรจง - 25/12/2005 02:21 |
|
ข้อความ : ความหมายของผมคือต้องหันหน้าสู้ลมนะครับ จาก : บรรจง - 25/12/2005 02:27 |
|
ข้อความ : สนใจเรื่องกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าครับ โดยใช้ไดนาโมกระแสตรงชาต์เข้ากับแบตเตอร์รี
ต้องการที่จะดูรูปภาพประกอบตัวอย่างครับ กรุณาส่งมาให้ดูด้วยครับ ตามอีเมลล์ข้างบนนี้นะครับ ขอบคุณมากครับ จาก : อภินันท์ - - onigi_jo@hotmail.com - 25/12/2005 21:32 |
|
ข้อความ : เรียนคุณบรรจง ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณมากในการตอบคำถามขอองผม ทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ดูCd ที่ส่งให้เห็นว่าทำไมตัวกังหันลม จึงไม่ตั้งอยู่บนเสากังหัน ทำไมจึงต้องต่อแขนยื่นออกมา ผมพึ่งเข้าใจหลักการ ตอนนี้ผมทำเสาหังหันแล้ว อยากจะปรึกษาว่า ต้องการกังหันสูบน้ำใช้ในไร่ จะใช้ขนาด4 ใบ เหมือนวัดป่าอัมพวัน แต่จะใช้ใบที่ทำด้วยโลหะแผ่นเหมือนของอุษาหรือใช้ไม้เหมือนวัดป่าอัมพวัน อย่างใหนจะมีประสิทธิภาพมากกว่ากันและในโอกาสที่จะถึงปีใหม่ 2549 ผมขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงปกป้องคุ้มครองให้คุณบรรจงและครอบครัว มีแต่ความสุข สุขภาพแข็งแรง เป็นวิทยากร ให้ความรู้ด้านกังหันลม อันจักเป็นบุญกุศลแแต่ตัวคุณบรรจงและประเทศชาติที่ต้องการคนเสียสละอย่างคุณบรรจงเป็นอันมาก จาก : เสวก - 26/12/2005 09:25 |
|
ข้อความ : ตั้งหางเสือ
Rotor Thrust = Dia of Rotor^2 * Windspeed^2 / 24 Tail moment = Tail tip weight * Length of tail Rotor moment = Rotor Thrust * Rotor offset Tail mount Angle = sin-1(Rotor moment / Tail moment) If you need to find the Tail tip weight at a given tailmount angle then... Tail moment = Rotor moment / ( sin(Angle in degrees)) Tail Weight = Tail moment / Length of tail กำหนดให้ Rotor Offset ( meters ) Diameter of Rotor ( meters ) Wind Speed ( meters/second ) Tail tip weight ( kg ) Length of tail ( meters ) คุณบรรจงช่วยตรวจคำตอบหน่อย ผมลอกเค้ามา จาก : ณรงค์ชัย - - nongnarongchai@hotmail.com - 26/12/2005 09:28 |
|
ข้อความ : ผมก็สนใจเรื่องนี้มาพักใหญ่แล้วครับ ติดตรงที่ไม่มีพื้นฐานทางไฟฟ้า ถ้าเครื่องกลก็พอได้ครับ
ผมสนใจกังหันแกนตั้งเป็นพิเศษ เพียงแต่อ่านเจอว่ามันอาจจะมีปัญหาในการเริ่มหมุนจากจุดหยุดนิ่งอยู่ซักหน่อย มีเว็ปที่เคยเข้ามาฝากครับ อันนี้มีรูปการทำด้วยครับ http://www.scoraigwind.com/ อันนี้ก็ยอดครับ มีอันที่ติดอยู่บนเสาไฟ เป็นแกนตั้งแบบสองใบที่ปรับมุมบิดใบลดการต้านลม ช่วยในการเริ่มได้ดีครับ ในเว็ปนี้มีเรื่อง Stirling engine ด้วยครับ เป็นเครื่องยนต์ที่หมุนได้โดยไม่ใช้เชื้อเพลิง แต่ใช้ความแตกต่างของอุณหภูมิของสองแหล่ง (เคยเห็นบางเว็บ แค่ตั้งไว้บนอุ้งมือก็สามารถหมุนได้ แต่ต้องช่วยหมุนตอนสตาร์ท รถยนต์ที่เราขับอยู่ก็ต้องช่วยหมุนก่อนเหมือนกัน อิอิ) http://www.greeleynet.com/~cmorrison/WindMachine.html อันนี้คงเป็นอาจารย์ชาวญี่ปุ่นมังครับ ทำ Stirling engine สอน basic และโชว์แบบ advance http://www.bekkoame.ne.jp/~khirata/ อันนี้เป็นแก็ตเก็ดเมืองนอกครับ พกไอนี่เข้าป่าน่าจะเบากว่ากังหันลมครับ (ไม่มีเจตนาโฆษณาครับ) ผมอยากได้ไอ้ที่ปั่นด้วยมืออ่ะครับ รู้สึกว่าโน้ตบุ้คทักษิณราคาสี่พันก็ใช้ไขลานนะครับ น่าจะประยุกต์สปริงใหญ่ๆเก็บพลังงานจลน์ไว้ แล้วค่อยๆหมุนเครื่องปั่นไฟ http://21st-century-goods.com/page/21st/CTGY/CELL1 หวังว่าคงเป็นประโยชน์ซักเล็กน้อยนะครับ จาก : เสริมศักดิ์ - - sermsak_eng@hotmail.com - 26/12/2005 23:02 |
|
ข้อความ : ลืมแปะครับผม
http://www.windstuffnow.com/main/projects.htm กังหันแกนตั้ง ดู Darrieus Type ครับ อันข้างล่างเป็น ดิสแม่เหล็กสองชุดติดตั้งประกบสเตเตอร์สองหน้าเลยครับ ดู Dual rotor wind turbine นะครับ คนใต้เค้าว่า ซู้ดดดดหยอด จาก : เสริมศักดิ์ - - sermsak_eng@hotmail.com - 26/12/2005 23:24 |
|
ข้อความ : ตอบคุณ เสวกครับ
อยากจะปรึกษาว่า ต้องการกังหันสูบน้ำใช้ในไร่ จะใช้ขนาด4 ใบ เหมือนวัดป่าอัมพวัน แต่จะใช้ใบที่ทำด้วยโลหะแผ่นเหมือนของอุษาหรือใช้ไม้เหมือนวัดป่าอัมพวัน อย่างใหนจะมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน ใจผมแนะนำให้ใช้ไม้ครับ ใสขอบให้คมเหมือนมีด บิดองศาใบเหมือนแง้มประตู ทำใบหลากหลายรูปแบบ ทำตามใจนึก เป็นกังหันของคนรุ่นใหม่ ขอแค่ลมมาประทะใบกังหันแล้วกินลม มีแรงบิด หรือใช้ถุงปุ๋ย ทำแบบกังหันนาเกลือก็ได้ครับ อะไรที่เราประหยัดได้ ไม่ต้องไปจ้างเขา ทำไปเถาะครับ ที่สำคัญ ต้องหาสมดุลระหว่างใบไม่ว่าจะเป็น 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 0 11 12 . ใบ . . (. แล้วแต่สภาพลม ) กังหันของเราก็จะเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่ไม่ซ้ำแบบใคร ผมขี่จักรยานเป็น ผมจะหันหลังปั่นก็ได้ ปั่นขาเดียวก็ได้ หลับตาข้างเดียวปั่นก็ได้จักรยานก็จะไปตามใจผม ที่สำคัญนะครับ อ่านหนังสือ พลังงานยั่งยืนเล่ม 5 ซัก 3 รอบ รับรอง ออกแบบกังหันเก่งกว่วผมอีกครับ พรใดที่พี่มีความปราถนาดีต่อผม ขอให้ความดีนั้นส่งผลให้พี่เสวก 10 เท่า 100 เท่า ครับ จาก : บรรจง - 27/12/2005 00:53 |
|
ข้อความ : คุณ ณรงค์ชัย ครับ สูตรการคำนวนแต่ละบริบัษจะคล้ายๆกันผมไม่กล่ายืนยัน ความถูกต้อง
ผมทำตามภูมิปัญญาและวัสดุที่หาได้ครับ ที่เหมาะกับสภาพลมที่บ้านเรา เ มื อ ง ไ ท ย ข อ ง เ ร า ครับ จาก : บรรจง - 27/12/2005 01:02 |
|
ข้อความ : ตอบคุณ เสริมศักดิ์ ครับ ดีใจที่ได้คนที่มีความรู้ที่จะช่วยให้คนไทย เด็กไทย ไดรับสิ่งที่มีความรู้เพิ่มขึ้นครับ จาก : บรรจง - 27/12/2005 01:07 |
|
ข้อความ : แล้วคุณ เสริมศักดิ์ จะไม่นำความรู้ที่เวฟเหล่านั้นมาถ่ายทอดให้คนไทย ได้รับความรู้บ้างรือครับ ผมศึกษา 6 เดือนกินนอนหน้าคอมฯ กว่าผมจะรู้ งูๆ ปลาๆ และได้มีโอกาสสัมภัส กับกังหันตัวละ 5 ล้านบาทที่ อ. บ่อทอง ผมคิดเสมอว่าทำอย่างไรถึงจะมีคนที่เข้าใจเหมือนๆเราให้มากที่สุดครับ จาก : บรรจง - 27/12/2005 01:17 |
|
ข้อความ : ผมซื้ตำราเมืองนอกหลายเล่มมาอ่าน ได้ความคิด ปรับไห้เหมาะสมกับสภาพบ้านเราได้เป็นอย่างดี
หรือจะซื้อของนอกใช้ให้หมดเรื่อง ครับ จาก : บรรจง - 27/12/2005 01:22 |
|
ข้อความ : ผมคงอำลา เรื่อง กังหันลมแค่นี้นะครับ เปิดโอกาสให้ท่านอื่นได้เสนอแนวความคิดใหม่ๆ จะได้หลากหลายทางความคิดครับ จาก : บรรจง - 27/12/2005 01:28 |
|
ข้อความ : ผมขอใช้เวฟของคุณบรรจงผ่านไปยังคุณ เสริมศักดิ์ และคุณณรงค์ชัย ที่แนะนำเวฟกังหันลม ทำให้ได้รับความรู้และความเข้าใจเป็นอันมาก ผมเปิดดูทุหคืน เมื่อไหร่คุณบรรจงจะเปิดอบรม คงมีความรู้และประสบการณ์แลกเปลี่ยนอันอีกมาก อย่างลืมผมด้วยนะ ไกลแค่ใหนก็จะไป จาก : เสวก - 28/12/2005 23:28 |
|
ข้อความ : ผมขอใช้เวฟของคุณบรรจงผ่านไปยังคุณ เสริมศักดิ์ และคุณณรงค์ชัย ที่แนะนำเวฟกังหันลม ทำให้ได้รับความรู้และความเข้าใจเป็นอันมาก ผมเปิดดูทุกคืน เมื่อไหร่คุณบรรจงจะเปิดอบรม คงมีความรู้และประสบการณ์แลกเปลี่ยนกันอีกมาก ผมเด็กเทคนิค ช่างกลปทุมวัน เทคนิคกรุงเทพ ทุ่งมหาเมฆ อย่างลืมผมด้วยนะ ไกลแค่ใหนก็จะไป จาก : เสวก - 28/12/2005 23:32 |
|
ข้อความ : หวังว่าคุณบรรจงยังคงเข้ามาดูอยู่บ้างนะครับ
ผมรบกวนขอซีดีคุณบรรจงซักก๊อปปี้ครับ ผมอยากทำเว็ปไทยที่รวมข้อมูลเรื่องนี้อยู่เหมือนกันครับแต่ ที่ผมรู้แค่หางอึ่ง แถมยังไม่เคยได้ลงมือทำ ผมอยากทำเว็ปเป็นแบบที่ทุกคนเอาผลงานพร้อมรูปมาแปะ แชร์ความรุ้ ปรึกษากันได้ ตอนนี้ก็รวบรวมข้อมูล ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่... ถ้ามีทีมงานที่เก่งแต่ละด้านมาร่วมกันคงดีไม่น้อย ได้คุณบรรจงเป็นที่ปรึกษายิ่งแจ๋วเลยครับ ขอบคุณคุณบรรจงอีกครั้งที่นำข้อมูลที่มีความรู้มาเสนอ จริงๆแล้วมีคนสนใจอยู่เยอะแต่กระจัดกระจาย และแต่ละคนก็รู้คนละนิดละหน่อย อยาทำแต่ไม่รู้เริ่มอย่างไร จนเลิกล้มความตั้งใจไปซะ เอาครับทุกคน ฮึดกันหน่อยครับ คิดแล้วต้องทำครับ นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมนักวิทยาศาสตร์ที่ดังๆล้วนมาจากต่างประเทศ ถ้าพี่น้องตระกูลไรท์, โทมัสเอดิสัน และเซอร์ อเล็กเฟอร์กูสัน ได้แต่คิด แต่ไม่ลงมือทำเราคงไม่มีวันนี้ที่สบายกันขนาดนี้ (คนหลังนี่ชื่อคุ้นๆ...ยิ้ม) สู้โว้ยยย จาก : เสริมศักดิ์ - - sermsak_eng@hotmail.com - 29/12/2005 10:05 |
|
ข้อความ : เรียนอ.บรรจงครับยอดเยี่ยมมากครับผมหาข้อมูลเกี่ยวกับพลังงานธรรมชาติและสนใจมานานแล้วล่าสุดผมเคยติดต่อบ.อุสาท่ทำเกียวกับกังหันลมแต่แล้วก็ไม่ได้ผลอะไรเลยเพราะทางบ. บอกว่าลมท่แม่สอดแรงไม่พอคืผมต้องการสูบน้ำรดยางพารา 400ไร่เป็นท่ใกล้แม่น้ำเมยมีน้ำไหลขื้นเหนือตลอดปีผมขอคำแนะนำจากท่านด้วยขอบคุณครับผมอยู่ชลบุรีและเคยไปทำบุญท่วัดอัมพวันตั้งแต่ยังไม่มีศาลาเป็นศาลาหย้าคาอยู่ จาก : ร.ท สุภชัย เล็ก - - supachai.l@pttplc.com - 29/12/2005 15:15 |
|
ข้อความ : ขอรบกวน คุณบรรจง ช่วยส่งวิธีการคำนวนการพันขดลวดรอบแกนเหล็กให้ผมหน่อยครับ ผมจะทำแม่เหล็กไฟฟ้า จาก : ประสพสินธุ์ - - kaifaifar@thaimail.com - 30/12/2005 16:58 |
|
ข้อความ : นายวุฒิวงศ์ โต๊ะทองวัย 56 ปี นักธุรกิจเจ้าของ บริษัท วงศ์ธนาวุฒิ จำหน่ายเครื่องจักรโรงงานมือสอง ตั้งอยู่เลขที่ 110/108 ถ.เอกชัย-บางบอน เขตบางขุนเทียน ร่วมกับเพื่อนๆ ประดิษฐ์ขาเทียมสําหรับผู้พิการขาขาดตั้งแต่เหนือเข่าฟรี
เป็นเพียงรายเดียวที่สามารถประดิษฐ์ขาเทียมให้ผู้สวมสามารถงอขา นั่งพับเพียบ และเดินได้เช่นคนปกติ ทําให้ผู้พิการทุกคนที่ต้องการ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในการนี้ คุณวุฒิวงศ์ วุฒิวงศ์ โต๊ะทอง ประธานชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทยไม่ต้องการรับเงินบริจาคแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการความช่วยเหลือ (ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น) หากท่านพบผู้พิการถิ่นห่างไกลที่ต้องการขาเทียม โปรดช่วยจดชื่อ ที่อยู่ โทรศัพท์ ให้คุณวุฒิวงศ์ ติดต่อได้ที่ โทร. 0-2899-6372, 01- 847-9374 หรือที่คุณสมบุญ สมบัติสนองคุณ mankgon@hotmail.คอม ขอบคุณในความเมตตาของทุกท่าน... จาก : บรรจง - 31/12/2005 14:22 |
|
ข้อความ : http://www.thailegs.com/ วุฒิวงศ์ โต๊ะทอง ประธานชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย จาก : บ - 31/12/2005 14:28 |
|
ข้อความ : http://www.thailegs.com/ วุฒิวงศ์ โต๊ะทอง ประธานชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย จาก : บรรจง - 31/12/2005 14:28 |
|
ข้อความ : Carving Wooden Blades
The following instructions will help you to produce a 3-bladed wind turbine rotor, which you can use to drive a low speed permanent magnet alternator or other arrangement to produce electricity. Diameter is 2.3 metres (90 inches) and the tip speed ratio is about 5.5. There is a color picture at the bottom of the page (so maybe it will have loaded by the time you get there). For more info see my Tools You will need some or all of the following tools: saw (+jigsaw+bandsaw..) chisel (+mallet) plane spokeshave draw knife (recommended) callipers, compasses square tape measure ruler pencil spirit level drills size 4,8 and 25 mm Keep your tools very sharp, and always work with the grain of the wood, to prevent it splintering. Grip the workpiece firmly to a bench with a G clamp. If a tool judders or sticks, try sliding it sideways as you cut. A sawing motion like this gives more control. Materials you need: 3 pieces of wood, 150mm by 50mm, by1150mm long (6" x 2" x 3'9"). Lightweight softwood is the most suitable. Select pieces which are free from knots or sapwood, with a straight, close grain, and well seasoned (dry). Imported Oregon Pine is ideal, but expensive. 2 plywood discs, 12mm (1/2")thick, 300mm (1') in diameter, exterior or marine plywood. 4 off M8x90mm (5/16ths by 3.5") bolts. 48 woodscrews, size10x1.5". Start by marking out the pieces of wood. Measurements are made at the 'stations' of which there are five along the length of each blade, equally spaced at intervals of 230mm. ๏ Mark the position of each station, and draw a line right around the piece, using a square. The left hand end is the root of the blade, and the fifth station is the tip, at the right hand end of the piece. The first shaping operation is to taper the blade, so that the tip is narrower than the root. The width of the first four stations are 145, 131, 117, and 104mm. The width of the tip is 90mm. ๏ Measure these widths from the top edge which is nearest to you. If there are any knots in the piece, try to arrange it so that they are in the triangular piece at the back which you will remove. You can use a bandsaw for this, or cut the waste out in sections using a saw and chisel. ๏ Plane the newly cut surface smooth, straight and square. The blade is beginning to take shape now. The tip moves clockwise, viewed from upwind, so the leading edge is the one nearest to you. The front (or windward) face should be perfectly flat at this stage. If not, then ๏ Plane it flat, checking with a spirit level across the piece, to remove any twist which may have arisen through warping. The next stage of the operation is to create a deliberate twist in the blade. First you must turn the piece around, so that the leading edge is at the back. ๏ At each station, draw a line on the newly cut face, square to the front face. ๏ Mark a point on each line, a certain distance down from the front face (the 'drop'). The drawing shows newly cut face, with the thickness of the wood exaggerated, for clarity. ๏ join the dots to draw the line of the trailing edge of the blade. At the root, the line rises to the front face at a steep angle. The root is left as 150 x 50mm timber for assembly into the hub. The next carving operation is to put the twist into the blade, using the line you have drawn. ๏ Lay the piece down with the front face uppermost, and carve away all the wood above the trailing edge (pencil line), so that you can lay a ruler between the leading and trailing edges. When you get near the hub, the wood returns to full thickness in a triangular ramp, as in this front view: You should now have a piece of wood tapered slightly, with a twisted face hollowed out of the 'front'. This will be the windward side of the blade. The next step is to reduce the thickness of the piece, so that it is the correct thickness at each station. The thicknesses are 25,20,18,15, and 11mm at the tip. ๏ Lay the piece of wood with leading edge uppermost, and make a mark at the correct distance from the leading edge, at each station. ๏ Join the dots with a line. ๏ Do the same relative to the trailing edge, Now there are two lines, which will guide you as you cut off the waste wood. ๏ turn the piece so that the front face is underneath, and cut away the waste until you get close to the lines you have drawn: As you work the piece down to the right thickness, it is more accurate to use callipers to check the actual thickness at each station. Measure how many more millimetres need to be removed, then write it in pencil on the workpiece, at each station. ๏ Resume shaving off the wood. At the root, be sure to leave the hub disks area untouched, same as you did with the front face. You should now have a tapered, twisted blade, with the correct thickness, but the cross section is still a crude parallelogram shape, which is not sufficiently aerodynamic. The final stage of carving your blade is to give it an airfoil 'section'. ๏ Start by feathering off the trailing edge. Plane off wood from the back until you have a sharp edge, less than a millimetres wide, bevelled at the angle shown. Try to make the light shine on the edge, so you can easily see how much is left to go. Finally the section needs rounding off into a smooth 'wing shape'. Take care not to reduce the overall thickness. The thickest part should be about 25% back from the leading edge. ๏ Draw a line along the back of the blade, 25% back from the leading edge, and avoid cutting the line. Keep removing the corners, running your fingers over the surface of the back of the blade or watching the way the light casts shadows as it rakes across the wood. Use sandpaper if you must, but a really sharp spokeshave, set very fine, is lovely to use. Assembling the rotor blades Each blade must be cut to a point at the root, so that they will fit snugly at the hub. ๏ Measure the exact centre of the blade root, and draw lines out to the edges, at an angle of 60degrees to each edge. Do this front and back, then cut along the lines : The blades can now be laid out with all three roots fitting together. They are supported in this position by the two plywood disks, one on each side. ๏ Make pencil marks on the blades, 152mm from each root (front and back), to help you to centre the plywood disks. The disks will need pre-drilled, countersunk holes for the screws. ๏ Lay out and drill the screw holes. I suggest 8 screws on each side of each blade, in the pattern shown. They must clear the bolt holes, which will be at 38mm radius. The easiest way to lay out the screw holes neatly is to scribe circles on the plywood, with compasses, and then walk the compasses around the circle, marking six equal 60degree angles. Take every second mark as the centre of a blade, and measure from there. ๏ Clamp the hub together securely, and check that the blades are equally spaced. Measuring from tip to tip and adjusting them is the easiest. ๏ Check that the tips are all the same height above the bench on which the plywood sits. This will ensure that they 'track' properly (follow each other through space). ๏ Screw the hub together tightly. ๏ Drill out four 8mm holes for the mounting bolts, equally spaced around a circle of 76mm diameter. Drilling the bolt holes is best done with a drill press if possible. In any case take care to drill the holes square to the plywood. ๏ Drill the centre of the hub out with a 25mm bit (or similar) to allow cooling air to reach the alternator. ๏ Screw small blocks of plywood to the back of the hub, to permit air flow across the front of the alternator. While dismantling the hub for painting, take care to mark each blade with a number of shallow holes, and mark the disks to match. Painting the blades It may be easiest to unscrew the blades, to paint them and the disks. The leading edges need special treament, either with epoxy resin or 'leading edge tape'. If you are using epoxy resin, it is best to plane off about 3mm from the leading edges and rebuild it with a paste mixed with epoxy and aluminium powder. ๏ After applying resin if any, prime the wood carefully ,and apply plenty of coats of gloss paint. Sand it well before the final coat. I do not recommend the use of epoxy coatings unless you are sure that the coating will never be damaged. Water within an epoxy coating cannot escape, whereas other paints will breathe. I do not recommend varnish, since it degrades much faster than paint in ultra-violet light. Balancing the assembled rotor. It is essential to balance the blades carefully. The aim is to ensure that the centre of gravity of the assembled rotor is exactly at the centre of rotation, i.e. the centre of the mounting. ๏ Make a jig like this, from a piece of plywood. Drill a tiny hole at the centre and four 8mm holes, correctly spaced to suit the mounting bolts. Thread a piece of fine cord (eg fishing line) through the centre hole, and lock it with a tiny screw in the hole. ๏ Bolt the jig onto the rotor assembly, and hang it from the cord. It should hang level. If not, then make it hang level, by adding small weights to it. Pieces of lead flashing are ideal, but old nuts and washers are adequate. Before you screw the balancing weight on for good, check your jig for accuracy: ๏ Remove, rotate and replace the jig in a different position. The rotor should still hang level. จาก : บรรจง - 01/01/2006 19:30 |
|
ข้อความ : Introduction 3
Blades 3 Alternator 3 Grid connection 3 Furling system 4 Units 4 Design decision: where to fit the rectifier 4 Some rules for adapting the design 4 8' [2.4m] machine construction - materials list 6 Notes on workshop safety 10 BLADE THEORY 11 Blade power 11 Blade speed 11 Blade number 11 Blade shape 11 Carving the blades 12 STEP ONE is to create the tapered shape. 12 STEP TWO carving the twisted windward face 12 Checking the drop 13 STEP THREE carving the thickness 13 STEP FOUR Carve the curved shape on the back of the blade 14 STEP FIVE Assembling the rotor hub. 15 Cutting the roots to 120 degrees 15 Marking and drilling the plywood disks 15 Clamping the blades together 15 Drilling holes for the mounting bolts 16 STEP SIX Cutting out and gluing on the wedges 16 ALTERNATOR THEORY 17 Preparing the bearing hub 18 Drilling out the 1/2' [12 mm] holes in the flange 18 Fabricating the alternator mounts 19 The Yaw Bearing 19 Alternator mounting bracket 19 Stator mounting brackets 20 Mounting the stub shaft/axle 21 Vauxhall / Opel hub 21 Trailer hub and stub axle 21 USA GM hub 21 Drilling the magnet rotor plates 22 Making the stator mould 23 Mark out the shape of the stator. 23 Cut out the stator shape in plywood. 24 Screw the mould to its base 24 Making the coil winder 25 ELECTRICAL THEORY 26 Winding the coils 26 Connecting the coils 27 Hints for soldering 27 Soldering the coil tails 27 The ring neutral 28 The output wiring 28 Casting the stator 29 Putting it together 29 Removing the casting from the mould 30 The magnet-positioning jig 30 Making the two rotor moulds 32 Parts of the moulds 32 Casting the rotors 33 Handling the magnets 33 Gluing the magnets to the disks 33 Dry run 33 Checking for magnet polarity 33 Preparation for casting the rotors 33 Putting it together 33 FURLING SYSTEM THEORY 34 Why furl? 34 How the furling tail works 34 Controlling the thrust force 35 Fabricating the tail hinge 36 The tail itself 37 Cutting out the tail vane 38 Mounting the rectifier box 39 Assembling the alternator 40 Preparation 40 Hub and shaft 40 Stator mounting holes 40 Back magnet rotor 40 The stator 41 Front magnet rotor 41 Connecting the rectifier 42 Testing the alternator 42 Short circuit tests 42 AC voltage tests 42 DC voltage tests 42 Connecting to the battery 43 Connecting the battery 43 Fuses or circuit breakers 43 Connections 43 Brake switch 43 Safety 43 Choosing suitable wire sizes 44 Wire type 44 Fitting and balancing the blades 45 Checking the tracking 45 Balancing the rotor 45 Fine tuning 46 Guyed tower ideas 47 Controlling the battery charge rate 48 Shunt regulator circuit 48 10 foot [3 metre] wind turbine 49 Wiring connections 49 12 foot [3.6m] wind turbine 50 The stator 50 Winding details 50 Wiring and connections 51 Magnet rotors (2 in number) 52 Alternator Mounts 52 Blade Dimensions 54 Making the plywood triangle 54 Tail hinge design 55 The moment of weight of the tail 56 4 foot [1.2m] diameter wind turbine 57 Blades 57 Bearing hub 57 The shaft 58 Rotor moulding 58 Stator mould 60 Assembly of the stator 60 The yaw bearing 61 The tail bearing and tail 61 Wiring up the battery 62 Using polyester resin 63 Mould preparation 63 Workshop tools 64 จาก : บรรจง - 01/01/2006 19:46 |
|
ข้อความ : ...ไปอ่านเจอมาน่าสนใจเลยเอาให้ท่านช่วยวิเคราะห์ตามแบบ รดน.เต็มที่ตามแนวทางของ รดน ได้ทุกรูปแบบ
ความจริงแล้วเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะมีเทคโนโลยีอะไรสลับซับซ้อน ภูมิปัญญาชาวบ้านก็สามารถทำได้ แต่สงสัยว่าทำมั้ย ทำไม ไม่มีการพัฒนาส่งเสริมกันเป็นจริงเป็นจังกันซักกะที จากคุณ : จำเริญ - [ 8 ธ.ค. 48 11:42:01 ] ความจริงปัญหามันเยอะหลายอย่างทีเดียว ต้องมีลมแค่ใหนถึงจะพอ จะมีเรื่องที่มีลมไม่มีลม ทำให้ไม่สามารถติดได้ทุกที่ 2. ทำไฟได้แค่ใหน ต้องเข้าแบตก่อน แล้วค่อยแปลงเป็นไฟบ้าน ชาร์จได้เร็วแค่ใหน เต็มแล้ว แปลงเป็น AC ได้นานแค่ใหน แบตต้องลูกใหญ่ขนาดใหน ลูกเท่าไหร่ คุ้มป่าวที่ลงทุน แบตก้อนนึงก็ไม่กี่ปีก็เสื่อม ต้องซื้อใหม่ ผมว่าถ้ามีไฟฟ้าไปถึง คงไม่ต้องใช้แบบนี้เลย ต้องเรียกว่าพลังงานจำเป็นแล้ว ไม่ใช่ทดแทน ลองวิเคราะห์ช่วยกันดูนะครับ จากคุณ : apatiu - [ 8 ธ.ค. 48 11:50:34 ] แล้วคนจะติดนี่ต้องมีความรู้พอสมควร ดูแลใบพัด แบตเตอรี่ แล้ว ตัวแปลงไฟอีก ตัวแปลง ก็ราคาแพง แล้วปริมาณจำกัด ใช้ได้ปีนึง เผื่ออยากใช้ไฟมากกว่าเดิม ต้องทำใหม่ยกชุด อืมม... ลำบากเหมือนกัน จากคุณ : apatiu - [ 8 ธ.ค. 48 11:53:56 ] จริงๆแล้วพลังงานทดแทนมีคนคิดออกมาได้มากมายหลายรูปแบบในโลกนี้ แต่ที่ไม่ได้รับการสนับสนุน และส่งเสริม เพราะกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวกับพลังกลัวจะเสียผลประโยชน์ ลองคิดดูว่าอีกหน่อยทุกคนไม่ใช้น้ำมันแล้ว คนที่ผลิตและขายน้ำมันเขาก็เจ๊ง หรือแม้กระทั่งการขนส่งมวลชน ถ้าทุกคนใช้การขนส่งมวลชนไม่ใช้รถส่วนตัว ธุรกิจรถยนต์ก็เจ๊ง ในอดีตถึงได้มีการผลักดันให้สร้างถนนมากกว่าสร้างรถไฟฟ้าไงเล่า เราเพิ่งกลับมาจากเมืองจีน เชื่อไหมว่าบนชั้นดาดฟ้าของทุกตึกมีโซล่าเซลล์ที่ไว้ทำน้ำร้อน แม้กระทั่งตึกการเคหะของผู้มีรายได้น้อยก็ยังมีเลย จากคุณ : จ๊อด - [ 8 ธ.ค. 48 12:08:02 ] พลังงานจากลม น่าสนับสนุนมาก รบ น่าจะเข้าดูด้วยก็ดี จากคุณ : เทพีวีนัส - [ 8 ธ.ค. 48 12:10:28 ] พลังงานจากขยะ พลังงานจากลม พลังงานจากยีสต์ พลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานจากนิวเคลียร์ พลังงานจากพลังงานความร้อนใต้ดิน พลังงานจากความร้อนส่วนเกินจากโรงงานอุตสาหกรรม พลังงานจากเตาหุ่งต้มประหยัดพลังงาน พลังงานจากท่อส่งกาซเข้าตามบ้านเรือนแทนถังแก๊ซ พลังงานจากเขื่อนพลังน้ำ พลังงานคลื่นทะเล พลังงานจากน้ำขึ้นน้าลง(ดวงจันทร์) พลังงานจากมีเซ็กส์(หนังฝรั่งบอกไว้ว่ามหาศาล) จากคุณ : งานคือเงิน - [ 8 ธ.ค. 48 12:46:02 A:203.157.48.150 X:203.157.14.247 TicketID:046299 ] ผมว่าพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแสงแดด แพงที่สุดครับ เท่าที่เทคโนโลยี่ในขณะนี้มีอยู่ จากคุณ : ชัยตอน - [ 8 ธ.ค. 48 13:25:49 A:221.128.74.2 X: TicketID:103898 ผม สนับสนุนพลังงานทุกรูปแบบ ที่ได้มาฟรี ไม่ต้องมีการซื้อ เช่น พลังงานลม พลังงาน แสง พลังงานจากน้ำ พลังงานจากคลื่น พลัง งานความร้อนใต้พิภพ ไม่สนับสนุน พลังงานจากน้ำมัน จากก๊าซ ถ่าน หิน นิวเคลียร์ จากคุณ : สยึมกึ๋ย - [ 8 ธ.ค. 48 13:26:23 คุณ จำเริญ ลองทำดูหรือยังครับ ภูมิปัญญาชาวบ้าน แก้ไขเมื่อ 08 ธ.ค. 48 13:39:35 จากคุณ : engg - [ 8 ธ.ค. 48 13:39:16 จะวิเคราะห์เรื่องพลังงานได้ ก็ต้องอาศัยหลักการที่เป็นหัวใจสำคัญในกลศาสตร์ทุกเรื่อง นั่นคือ กฏการอนุรักษ์พลังงาน และที่สำคัญอีกอย่าง คือ ต้องแยกให้ออก ว่า สิ่งไหนคือ "แหล่งกำเนิดพลังงาน" สิ่งไหนคือ "การส่งผ่านพลังงาน" ประเด็นหลังนี่ คนสับสนกันมากจนทำให้พูดกันคนละภาษาเลยทีเดียว แล้วก็จะไม่มีทางกำหนดทิศทางการพัฒนาพลังงานที่ถูกต้องได้เลย ความเป็นจริงก็คือ ไม่มีพลังงานไหนในโลกเกิดขึ้นมาเองฟรีๆ พลังงานที่เราใช้ๆ กันอยู่ทุกอย่างในโลก สืบค้นไปให้ถึงที่สุดแล้ว จะมาจากแหล่งเดียวกัน คือ พลังงานนิวเคลียร์ น้ำมัน มาจากซากฟอสซิล ที่ได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ (แหล่งพลังงานนิวเคลียร์) และแรงดันจากใต้พิภพ (หินเหลว แม็กม่า มาจากต้นกำเนิดโลก ซึ่งก็นิวเคลียร์อีกนั่นแหละ) อธิบายโดยกฏการอนุรักษ์พลังงาน ก็บอกได้ว่า พลังงานจากแสงอาทิตย์ สะสมเข้าไปในรูปของ การเปลี่ยนแปลงทางเคมี แปรสภาพจากซากฟอสซิลให้กลายเป็นน้ำมัน น้ำมัน จึงเป็นเสมือน แบตเตอรี่ อยากจะเอาพลังงานแสงอาทิตย์ที่สะสมไว้ออกมาใช้ ก็เผามันซะ ได้เป็นพลังงานความร้อนออกมา น้ำมันจึงไม่ใช่แหล่งพลังงาน แต่เป็นเพียง การส่งผ่านพลังงาน แหล่งพลังงานที่แท้จริง คือ นิวเคลียร์จากแสงอาทิตย์ พลังงานลม เกิดจากชั้นบรรยากาศโลกได้รับพลังงานความร้อน แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานกล (อากาศเคลื่อนตัว) ซึ่งเราเอามาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ด้วยไดนาโม นี่ก็เป็นแค่ การส่งผ่านพลังงาน ตามกฏการอนุรักษ์พลังงาน ไม่ใช่แหล่งกำเนิดพลังงาน พลังงานแสงอาทิตย์ ไม่ต้องอธิบายมาก จากคุณ : กุลี - [ 8 ธ.ค. 48 14:41:20 A:203.107.217.61 X: TicketID:091836 ] นอกจากจะสืบค้นลงไปจนถึงที่สุดแล้วพบว่า แหล่งกำเนิดพลังงานจริงๆ มีแค่จากนิวเคลียร์ สำหรับโลกเราแล้ว อาจสรุปได้เลยว่า แหล่งพลังงานทั้งหมดทั้งมวลของโลก มาจากดวงอาทิตย์เท่านั้น แสงอาทิตย์ ตกกระทบผิวโลก ส่งผ่านพลังงานมาในอัตรา 1.3 กิโลวัตต์ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร โลกสะสมพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นเวลานับล้านๆ ปี อาจจะไม่ได้เก็บหมดทุกเม็ด อาจจะเก็บในรูปน้ำมันได้เพียง 20% 30% ของพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมดที่ตกลงบนผืนโลก ลองประมาณดู ว่า พลังงานทั้งหมด มีปริมาณเท่าไร สะสมมาเป็นล้านปี อัตราการสะสมพลังงานเป็นเท่าไร แล้วมนุษย์ ขุดน้ำมันมาใช้หมดภายในเวลาไม่ถึง 100 ปี ลองประมาณดูว่า อัตราการใช้พลังงานของมนุษย์ เป็นเท่าไร สะสม ล้านปี ใช้หมด ร้อยปี ถ้าจะผลิตพลังงาน แล้วใช้ทันที ไม่มีสะสม ต้องผลิตพลังงานเพิ่มด้วยอัตรา 1000000/100 หรือ หมื่นเท่า นั่นคือ ต้องมีความสว่างของดวงอาทิตย์ที่ผิวโลก เพิ่มขึ้นหมื่นเท่า ทำได้ด้วยการ เคลื่อนที่ให้โลกเข้าไปใกล้ดวงอาทิตย์ให้มากขึ้น ประมาณ 100 เท่า หรือไม่ก็ ส่งจรวดยิงเข้าไปเร่งปฏิกิริยานิวเคลียร์ในดวงอาทิตย์ เพิ่มขึ้น หมื่นเท่า เอามั๊ย????? จากคุณ : กุลี - [ 8 ธ.ค. 48 14:51:52 A:203.107.217.61 X: TicketID:091836 ] โลกเราพื้นที่กว้างใหญ่ รับพลังงานได้มากมาย แต่พลังงานที่เราใช้ได้จริง มีเท่าไหร่? ส่วนใหญ่ แสงอาทิตย์ ไปตกกระทบสิ่งที่ไม่ได้เป็นต้นกำเนิดการส่งผ่านพลังงานที่เรานำมาใช้ ถ้าอยากใช้พลังงานแสงอาทิตย์เต็มพื้นที่ผิวโลกที่รับแสง เราอาจต้องมองภาพรวม เช่น... แสงอาทิตย์ ให้ความร้อนแก่น้ำทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก น้ำกลายเป็นไอ พัดพาให้ตกมาเป็นฝน ไหลลงต้นน้ำ มาที่เขื่อน แล้วเราจึงใช้เขื่อนปั่นไฟฟ้านำมาใช้ ถ้าอยากเพิ่มประสิทธิภาพการส่งผ่านพลังงานผ่านเส้นทางนี้ เพื่อให้ได้ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เต็มเม็ดเต็มหน่วย เราจะต้อง -เก็บกักไอน้ำจากผิวน้ำทะเลให้ได้มากที่สุด -ควบคุมให้ไอน้ำเหล่านั้น มากลั่นตัวเป็นน้ำ ที่จุดเดียวกัน -กลั่นน้ำจากไอน้ำ จากตำแหน่งที่สูงมากที่สุด เช่น ยอดเขา -ปล่อยน้ำให้ไหลผ่านเขื่อนที่สูงมากๆ ให้พลังงานศักย์เปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์ ปั่นเครื่องปั่นไฟ -พัฒนาเครื่องปั่นไฟให้มีประสิทธิภาพสูง เอามั๊ย? พลังงานลม -แสงอาทิตย์ส่องทำให้อากาศร้อน -อากาศร้อนลอยตัวขึ้นสูง อากาศเย็นพัดแทนที่ เกิดเป็นพลังงานกล -ต้องควบคุมให้ โลกด้านสว่างเป็นด้านรับพลังงาน และสร้างไออากาศร้อน -ต้องควบคุมให้ โลกด้านมืดเป็นด้านเปลี่ยนพลังงานจากลมเป็นไฟฟ้า -ต้องมีใบพัด ที่เก็บพลังงานได้มากที่สุด นั่นคือ ลมจะต้องพัดผ่านใบพัดจำนวนมากในโลกซีกมืด จนถึงโลกซีกมืดบริเวณที่กำลังจะหมุนเข้าสู่โลกซีกสว่าง พลังงานลมส่งถ่ายให้แก่ใบพัดจนหมด จนไม่มีลมพัด และเป็นอากาศเย็น เพื่อพร้อมจะรับพลังงานแสงอาทิตย์ในวัฏจักรถัดไปพอดี เอามั๊ย? จากคุณ : กุลี - [ 8 ธ.ค. 48 15:04:20 A:203.107.217.61 X: TicketID:091836 ] อีกทางหนึ่ง ถ้าไม่มีปัญญาสร้างพลังงานมากพอ ทำไมไม่ลดการใช้พลังงาน????? ด้วย 1.3 กิโลวัตต์ต่อตารางเมตร ไบโอดีเซลก็ไม่พอ (วัฏจักรของไบโอดีเซล คือ แสงอาทิตย์ ส่งพลังงานให้พืช แปลงเป็นน้ำมันพืช แล้วจึงใช้กระบวนการเคมี แปลงน้ำมันพืช เป็นดีเซลอีกต่อหนึ่ง แต่จุดเริ่มต้นของการส่งผ่านพลังงาน ก็ยังคงเป็น 1.3 กิโลวัตต์ต่อตารางเมตรอยู่ดี) ยังไงก็ไม่พอ นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมจึงต้องมีเศรษฐกิจพอเพียงกำกับด้วย ไบโอดีเซลเพียงอย่างเดียว ไม่มีทางไปได้ ต้องควบคู่ไปด้วย เศรษฐกิจพอเพียง เท่านั้น จึงจะไปได้ จากคุณ : กุลี - [ 8 ธ.ค. 48 15:08:37 A:203.107.217.61 X: TicketID:091836 ] เท่าที่ทราบเวลานี้คนไทยหลายคนคิดพลังงานทดแทนน้ำมันจากหลายต้นกำเหนิด คนรู้จักเราก็คนหนึ่งกำลังทำอยู่ สามารถแปลงพลังงานเข้ามาเก็บในแท่งและส่งจ่ายได้แล้วแต่ยังติดอะไรเล็กๆน้อยๆอยู่ ขอบอกเลยว่าถ้ารายนี้ทำสำเร็จ ประเทศเราไม่จนแน่ คนไทยก็ไม่ต้องซื้อพลังงานแพงๆ ภาวนาและเอาใจช่วยขอให้เค้าทำสำเร็จในเร็ววันค่ะ จากคุณ : ** ผู้หญิงไทย ** - [ 8 ธ.ค. 48 20:22:14 ] เห็นด้วยกับคุณกุลีครับ วันก่อนผมดูรายการทางช่อง 11 เรื่องเกษตรประณีตหนึ่งไร่ โดยกลุ่มปราชน์อีสาน ประทับใจมากครับ ปลูกพืชที่ตัวเองกินไว้ใน หนึ่งไร่ ขุดบ่อเลี้ยงปลา และไก่ได้ ปลูกหัวมันใต้ดิน บนดินปลูกผักอื่นอีก เด็ดสุดคือ เหลือกินให้แจก เหลือแจกแล้วค่อยขาย ถ้าเกษตรกรครึ่งหนึ่งทำแบบเดียวกัน สังคมจะกลับมาเป็นพึ่งพากันเหมือนก่อน แล้วค่าของเงินจะลดอิทธิพลลงไปได้เยอะครับ จากคุณ : Mr_BooDoo - [ 26 ธ.ค. 48 22:32:00 ] หลากหลายความคิดนะครับ จาก : บรรจง - 01/01/2006 23:02 |
|
ข้อความ : web สูตรการคำนวน กังหันลม แล้วไปที่ เทคโนโลยีกังหันลม http://www.egat.co.th/rdo/energy/web-wind/index_wind.htm จาก : บรรจง - 01/01/2006 23:29 |
|
ข้อความ : เข้าไปที่เวฟนี้นะครับ เหมาะสำหรับทุกท่านที่สนใจ กังหันลม http://www.mini-eoles.com/auto-construction.htm จาก : บรรจง - 01/01/2006 23:33 |
|
ข้อความ : http://www2.dede.go.th/dede/renew/Twm/MAIN%20MAP%20-%201I.htm
webนี้จะบอกความเร็วลม ทุกจังหวัด อำเภอ นะครับ มีเฉลี่ยรายเดือน รายปี เข้าไปชมได้ จาก : บรรจง - 01/01/2006 23:35 |
|
ข้อความ : การผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำทะเล น้ำ ลม ความร้อน ขยะ เศาวัสดุเหลือใช้ในเมืองไทย จาก : บรรจง - 01/01/2006 23:57 |
|
ข้อความ : ผลิตไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงารลม
ถ้าสนใจอยากดูของจริงที่สามารถ สูบน้ำ ปั่นไฟฟ้า ทำงานพร้อมกัน ไปใช้งานได้จริงๆเชิญชมตัวอย่างของจริง ขนาด 4 ใบพัด 6 ใบพัด ได้ที่ วัดป่าอัมพวัน อ.เมือง จ.ชลบุรี เพราะผมไปช่วยท่านเรื่องระบบแปลงไฟฟ้า ที่เก็บไว้ในแบตเตอร์รี่ที่ผลิตได้จากพลังงานลม แล้วแปลงกระแสไฟฟ้า dc เป็น 220 vac สำหรับใช้กับระบบแสงสว่าง บริเวณวัดสวยงามติดภูเขามีอ่างเก็บน้ำสวยงามมาก ถ้าสนใจโทรคุยรายละเอียดกับผมได้ที่ 06 7049941 ไม่เกิน 22.00 น. จาก : บรรจง - 02/01/2006 00:02 |
|
ข้อความ : อัตราค่าไฟฟ้าจำแนกตามกิจการไฟฟ้า
คณะรัฐมนตรีได้ลงมติเห็นชอบเรื่องการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า ในการประชุมเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2543 และการไฟฟ้านครหลวงได้ประกาศใช้โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ค่าไฟฟ้าประจำเดือน ตุลาคม 2543 นั้น โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่นี้ ได้จำแนกรายละเอียดอัตราค่าไฟฟ้าของแต่ละกิจการไฟฟ้า คือ กิจการผลิต กิจการระบบส่ง กิจการระบบจำหน่าย และกิจการค้าปลีก รวมทั้งการอุดหนุนค่าไฟฟ้าระหว่างกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใสและสะท้อนถึงต้นทุนของแต่ละกิจการไฟฟ้าท อัตราปกติ- ประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย- ประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก- ประเภทที่ 6 ส่วนราชการและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร- ประเภทที่ 7 สูบน้ำเพื่อการเกษตร ท อัตรา TOU แบ่งเป็น 2 กลุ่มได้แก่- TOU 1 ได้แก่ ประเภทที่1บ้านอยู่อาศัย ประเภทที่2กิจการขนาดเล็ก- TOU 2 ได้แก่ ประเภทที่3กิจการขนาดกลาง ประเภทที่4 กิจการขนาดใหญ่ ประเภทที่5กิจการเฉพาะอย่าง ประเภทที่6ส่วนราชการและองค์กรฯ ประเภทที่7สูบน้ำเพื่อการเกษตร ท ข้อกำหนดเกี่ยวกับอัตราค่าไฟฟ้าจำแนกตามกิจการไฟฟ้า อัตราปกติประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัยลักษณะการใช้ สำหรับการใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือนที่อยู่อาศัย วัดและโบสถ์ของศาสนาต่าง ๆ ตลอดจนบริเวณที่เกี่ยวข้องโดยต่อผ่านเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเครื่องเดียว1.1 อัตราปกติปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน การใช้ไฟฟ้า อัตราค่าไฟฟ้าจริง การอุดหนุนค่าไฟฟ้า อัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บ อัตราค่า ผลิตไฟฟ้า อัตราค่าบริการระบบส่ง อัตราค่าบริการ ระบบจำหน่าย ค่าบริการ อัตราค่าบริการ ระบบจำหน่าย ค่าบริการ ค่าพลังงานไฟฟ้า ค่าบริการ (บาท/หน่วย) (บาท/หน่วย) (บาท/หน่วย) (บาท/เดือน) (บาท/หน่วย) (บาท/เดือน) (บาท/หน่วย) (บาท/เดือน) ค่าบริการรายเดือนหน่วยที่ 1 - 5หน่วยที่ 6 15หน่วยที่ 16 25หน่วยที่ 26 35หน่วยที่ 36 100หน่วยที่ 101 150หน่วยที่ 151 400ตั้งแต่ 400 หน่วยขึ้นไป 1.55181.55181.55181.55181.55181.55181.55181.5518 0.28180.28180.28180.28180.28180.28180.28180.2818 0.48490.48490.48490.48490.48490.48490.48490.4849 40.90 2.31850.96090.77400.52170.13850.0451-0.4596-0.6595 32.71 0.00001.35761.54451.79682.18002.27342.77812.9780 8.19 1.2 อัตราปกติปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าเกินกว่า 150 หน่วยต่อเดือน การใช้ไฟฟ้า อัตราค่าไฟฟ้าจริง การอุดหนุนค่าไฟฟ้า อัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บ อัตราค่า ผลิตไฟฟ้า อัตราค่าบริการระบบส่ง อัตราค่าบริการ ระบบจำหน่าย ค่าบริการ อัตราค่าบริการ ระบบจำหน่าย ค่าบริการ ค่าพลังงานไฟฟ้า ค่าบริการ (บาท/หน่วย) (บาท/หน่วย) (บาท/หน่วย) (บาท/เดือน) (บาท/หน่วย) (บาท/เดือน) (บาท/หน่วย) (บาท/เดือน) ค่าบริการรายเดือนหน่วยที่ 1 - 150หน่วยที่ 151 400ตั้งแต่ 400 หน่วยขึ้นไป 1.55181.55181.5518 0.28180.28180.2818 0.48490.48490.4849 40.90 0.5138-0.4596-0.6595 ---- 1.80472.77812.9780 40.90 ประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็กลักษณะการใช้ สำหรับการใช้ไฟฟ้าเพื่อประกอบธุรกิจ ธุรกิจรวมกับที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หรืออื่นๆตลอดจนบริเวณที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีความต้องการพลังไฟฟ้าเฉลี่ยใน 15 นาทีที่สูงสุดต่ำกว่า 30 กิโลวัตต์ โดยต่อผ่านเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเครื่องเดียว2.1 อัตราปกติ ระดับแรงดัน อัตราค่าไฟฟ้าจริง การอุดหนุนค่าไฟฟ้า อัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บ อัตราค่า ผลิตไฟฟ้า อัตราค่าบริการระบบส่ง อัตราค่าบริการ ระบบจำหน่าย ค่าบริการ อัตราค่าบริการ ระบบจำหน่าย ค่าบริการ ค่าพลังงานไฟฟ้า ค่าบริการ (บาท/หน่วย) (บาท/หน่วย) (บาท/หน่วย) (บาท/เดือน) (บาท/หน่วย) (บาท/เดือน) (บาท/หน่วย) (บาท/เดือน) 2.1.1 12 24 กิโลโวลต์ ค่าบริการรายเดือน ค่าพลังงานไฟฟ้า2.1.2 ต่ำกว่า 12 กิโลโวลต์ ค่าบริการรายเดือน หน่วยที่ 1 150 หน่วยที่ 151 400 ตั้งแต่ 400 หน่วยขึ้นไป 1.5765 1.64371.64371.6437 0.3419 0.36240.36240.3624 0.30090.61870.61870.6187 228.17 57.95 -02456 0.8201-0.1533-0.3532 -17.05--- 2.4649 -1.80472.77812.9780 228.17 40.90 ประเภทที่ 6 ส่วนราชการและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรลักษณะการใช้ สำหรับการใช้ไฟฟ้าของส่วนราชการ หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ตลอดจนบริเวณที่เกี่ยวข้องซึ่งมีความต้องการพลังไฟฟ้าเฉลี่ยใน 15 นาทีที่สูงสุด ต่ำกว่า 1,000 กิโลวัตต์ และมีปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย 3 เดือน ไม่เกิน 250,000 หน่วยต่อเดือน และองค์กรที่ไม่ใช่ส่วนราชการ แต่มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการโดยไม่คิดค่าตอบแทน รวมถึงสถานที่ที่ใช้ในการประกอบศาสนกิจตลอดจนบริเวณที่เกี่ยวข้อง แต่ไมรวมถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สถานที่ทำการเกี่ยวกับกิจการของต่างชาติและสถานที่ทำการขององค์การระหว่างประเทศ โดยต่อผ่านเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเครื่องเดียว6.1 อัตราปกติ ระดับแรงดัน อัตราค่าไฟฟ้าจริง การอุดหนุนค่าไฟฟ้า อัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บ อัตราค่า ผลิตไฟฟ้า อัตราค่าบริการระบบส่ง อัตราค่าบริการ ระบบจำหน่าย ค่าบริการ อัตราค่าบริการ ระบบจำหน่าย ค่าบริการ ค่าพลังงานไฟฟ้า ค่าบริการ (บาท/หน่วย) (บาท/หน่วย) (บาท/หน่วย) (บาท/เดือน) (บาท/หน่วย) (บาท/เดือน) (บาท/หน่วย) (บาท/เดือน) 6.1.1 ตั้งแต่ 69 กิโลโวลต์ขึ้นไป6.1.2 12 24 กิโลโวลต์6.1.3 ต่ำกว่า 12 กิโลโวลต์ หน่วยที่ 0 10 มากกว่า 10 หน่วยขึ้นไป 1.58041.61081.61081.6810 0.36050.37290.39510.3951 0.18590.32700.67310.6731 228.17228.1720.00 0.15560.16951.39160.3010 --- 1.97122.14121.35762.4482 228.17228.1720.00 ประเภทที่ 7 สูบน้ำเพื่อการเกษตรลักษณะการใช้ สำหรับการใช้ไฟฟ้ากับเครื่องสูบน้ำเพื่อการเกษตรของส่วนราชการ กลุ่มเกษตรกรที่ทางราชการรับรอง หรือสหกรณ์เพื่อการเกษตร โดยต่อผ่านเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเครื่องเดียว7.1 อัตราปกติ การใช้ไฟฟ้า อัตราค่าไฟฟ้าจริง การอุดหนุนค่าไฟฟ้า อัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บ อัตราค่า ผลิตไฟฟ้า อัตราค่าบริการระบบส่ง อัตราค่าบริการ ระบบจำหน่าย ค่าบริการ อัตราค่าบริการ ระบบจำหน่าย ค่าบริการ ค่าพลังงานไฟฟ้า ค่าบริการ (บาท/หน่วย) (บาท/หน่วย) (บาท/หน่วย) (บาท/เดือน) (บาท/หน่วย) (บาท/เดือน) (บาท/หน่วย) (บาท/เดือน) ค่าบริการรายเดือนหน่วยที่ 1 - 100ตั้งแต่ 400 หน่วยขึ้นไป 1.59451.5945 0.35820.3582 0.31460.3146 228.17 1.62210.4705 113.01 0.64521.7968 115.16 อัตรา TOU 1สำหรับการใช้ไฟฟ้าในประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัยและประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็กอัตราตามช่วงเวลาของการใช้ (Time of Use Tariff : TOU Tariff )ระดับแรงดัน อัตราค่าไฟฟ้าจริง การอุดหนุนค่าไฟฟ้า อัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บ อัตราค่าผลิตไฟฟ้า(บาท/หน่วย) อัตราค่าบริการระบบส่ง(บาท/หน่วย)1* อัตราค่าบริการระบบจำหน่าย(บาท/หน่วย)1* ค่าบริการ(บาท/เดือน) อัตราค่าบริการระบบจำหน่าย(บาท/หน่วย)1* ค่าบริการ(บาท/เดือน) ค่าพลังงานไฟฟ้า(บาท/หน่วย) ค่าบริการ(บาท/เดือน) 1* 2* 1* 2* 1224 กิโลโวลต์ 1.9892 1.1914 0.7058 0.9296 228.17 - - 3.6246 1.1914 228.17 ต่ำกว่า 12 กิโลโวลต์ 2.0927 1.2246 0.7481 1.9384 57.95 0.4699 - 4.3093 1.2246 57.95 1* On Peak : เวลา 09.00 - 22.00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์ 2* Off Peak : เวลา 22.00 - 09.00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์ : เวลา 00.00 - 24.00 น. วันเสาร์ - วันอาทิตย์ และ วันหยุดราชการตามปกติ (ไม่รวมวันหยุดชดเชย) หมายเหตุ : เป็นอัตราเลือกสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย อัตราข้อ 1.2 และประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก อัตราข้อ 2.1 โดยผู้ใช้ไฟฟ้า จะต้องชำระค่าบริการด้านเครื่องวัดฯ ตามช่วงเวลาของการใช้ (TOU Meter) เพิ่มขึ้นจากค่าบริการปกติ และหากเลือกใช้ไปแล้ว ไม่น้อยกว่า 12 เดือน จะขอเปลี่ยนกลับไปใช้อัตราปกติตามเดิมอีกก็ได้ ทั้งนี้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ประสงค์จะเลือกใช้อัตราตามช่วงเวลาของการใช้ จะต้องแจ้งความประสงค์กับการไฟฟ้านครหลวงก่อนอัตรา TOU 2สำหรับการใช้ไฟฟ้าในประเภทที่ 3 กิจการขนาดกลาง ประเภทที่ 4 กิจการขนาดใหญ่ ประเภทที่ 5 กิจการเฉพาะอย่าง ประเภทที่ 6 ราชการและองค์กรไม่แสวงหากำไร และประเภทที่ 7 สูบน้ำเพื่อการเกษตรอัตราตามช่วงเวลาของการใช้ (Time of Use Tariff : TOU Tariff )ระดับแรงดัน อัตราค่าไฟฟ้าจริง การอุดหนุนค่าไฟฟ้า อัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บ อัตราค่าผลิตไฟฟ้า(บาท/หน่วย) อัตราค่าบริการระบบส่ง(บาท/หน่วย)1* อัตราค่าบริการระบบจำหน่าย(บาท/หน่วย)1* ค่าบริการ(บาท/เดือน) อัตราค่าบริการระบบจำหน่าย(บาท/หน่วย)1* ค่าบริการ(บาท/เดือน) ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า(บาท/กิโลวัตต์)1* ค่าพลังงานไฟฟ้า(บาท/หน่วย) ค่าบริการ(บาท/เดือน) 1* 2* 1* 2* 69 กิโลโวลต์ขึ้นไป 1.9314 1.1726 0.6822 74.14 228.17 - - 74.14 2.6136 1.1726 228.17 1224 กิโลโวลต์ 1.9892 1.1914 0.7058 132.93 228.17 - - 132.93 2.6950 1.1914 228.17 ต่ำกว่า 12 กิโลโวลต์ 2.0927 1.2246 0.7481 277.19 228.17 67.19 - 210.00 2.8408 1.2246 228.17 1* On Peak : เวลา 09.00 - 22.00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์ 2* Off Peak : เวลา 22.00 - 09.00 น. วันจันทร์ - วันศุกร์ : เวลา 00.00 - 24.00 น. วันเสาร์ - วันอาทิตย์ และ วันหยุดราชการตามปกติ (ไม่รวมวันหยุดชดเชย) ความต้องการพลังไฟฟ้า : ความต้องการพลังไฟฟ้าแต่ละเดือน คือ ความต้องการพลังไฟฟ้าเป็นกิโลวัตต์ เฉลี่ยใน 15 นาทีที่สูงสุดในช่วงเวลาOn Peak ในรอบเดือนเศษของกิโลวัตต์ ถ้าไม่ถึง 0.5 กิโลวัตต์ตัดทิ้ง ตั้งแต่ 0.5 กิโลวัตต์ขึ้นไปคิดเป็น 1 กิโลวัตต์ ค่าไฟฟ้าต่ำสุด : ค่าไฟฟ้าต่ำสุดในแต่ละเดือนต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของค่าความต้องการพลังไฟฟ้า ( Demand Charge ) ที่สูงสุดในรอบ12 เดือนที่ผ่านมา ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีเพาเวอร์แฟคเตอร์ (Lagging) ถ้าในรอบเดือนใดผู้ใช้ไฟฟ้ามีความต้องการพลังไฟฟ้ารีแอคตีฟเฉลี่ยใน 15 นาทีที่สูงสุดเมื่อคิดเป็นกิโลวาร์เกินกว่าร้อยละ 61.97 ของความต้องการพลังไฟฟ้าแอคตีฟเฉลี่ยใน 15 นาทีที่สูงสุดเมื่อคิดเป็นกิโลวัตต์แล้ว เฉพาะส่วนที่เกินจะต้องเสียค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ในอัตรากิโลวาร์ละ 14.02 บาท สำหรับการเรียกเก็บเงินค่าไฟฟ้าในรอบเดือนนั้น เศษของกิโลวาร์ถ้าไม่ถึง 0.5กิโลวาร์ ตัดทิ้ง ตั้งแต่ 0.5 กิโลวาร์ขึ้นไป คิดเป็น 1 กิโลวาร์หมายเหตุ 1. ค่าไฟฟ้าต่ำสุดในแต่ละเดือนคิดในอัตราร้อยละ 70 ของค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (Demend Charge) ที่สูงสุดในรอบ 12 เดือน ที่ผ่านมานั้นให้มีการยกเว้นการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าต่ำสุดดังกล่าวไปก่อนจนถึงเดือน กันยายน 2545 2. เป็นอัตราบังคับสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 5 กิจการเฉพาะอย่าง ผู้ใช้ไฟฟ้าเดิมที่เคยใช้ TOU แล้ว และผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหม่ตั้งแต่ ค่าไฟฟ้าเดือนตุลาคม 2543 ในประเภทที่ 3 กิจการขนาดกลางและประเภทที่ 4 กิจการขนาดใหญ่ 3. เป็นอัตราเลือกสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าเดิมที่ไม่เคยใช้ TOU ในประเภทที่ 3 กิจการขนาดกลาง ประเภทที่ 4 กิจการขนาดใหญ่ (TOD) และ ผู้ใช้ไฟฟ้ารายเดิมที่ไม่เคยใช้ TOU และรายใหม่ในประเภทที่ 6 ส่วนราชการและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร และประเภทที่ 7 สูบน้ำ เพื่อการเกษตรข้อกำหนดเกี่ยวกับอัตราค่าไฟฟ้าจำแนกตามกิจการไฟฟ้า1. อัตราค่าไฟฟ้าจริง จำแนกเป็นท อัตราค่าผลิตไฟฟ้า ท อัตราค่าบริการระบบส่ง ท อัตราค่าบริการระบบจำหน่าย ท ค่าบริการ 2. การอุดหนุนค่าไฟฟ้า จำแนกเฉพาะ 2 กิจการ คือท อัตราค่าบริการระบบจำหน่าย ท ค่าบริการ 3. การอุดหนุนค่าไฟฟ้าที่แสดงค่าเป็น + (บวก.) หมายถึง ได้รับการอุดหนุน การอุดหนุนค่าไฟฟ้าที่แสดงค่าเป็น - (ลบ) หมายถึง ให้การอุดหนุน4. ค่าไฟฟ้าฐานที่เรียกเก็บ ค่าไฟฟ้าฐาน = ค่าไฟฟ้าจริง - การอุดหนุนค่าไฟฟ้า5. ค่าไฟฟ้าผันแปร ( Ft ) จะจำแนกรายละเอียดตามกิจการไฟฟ้าด้วยเช่นเดียวกัน โดยจะแสดงจำนวนเงินค่าไฟฟ้าผันแปร ไว้ในใบเสร็จรับเงินค่าไฟฟ้า6. อัตราค่าไฟฟ้าจำแนกตามกิจการดังกล่าวข้างต้นยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม อัตราค่าไฟฟ้าจำแนกตามกิจการไฟฟ้านี้เริ่มใช้ตั้งแต่ค่าไฟฟ้าประจำเดือนตุลาคม 2543 เป็นต้นไป การไฟฟ้านครหลวง จาก : บรรจง - 02/01/2006 00:11 |
|
ข้อความ : โครงการเฉลิมพระเกียรติระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์
บนหลังคาอาคารศูนย์การพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ลักษณะโครงการ เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เนื่องในวโรกาสพระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา และส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินโครงการ โดยขอรับการสนับสนุนเงินทุน จากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานคณะกรรมการ นโยบายพลังงานแห่งชาติ วัตถุประสงค์โครงการ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เนื่องในวโรกาส พระราชพิธี มหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา ด้วยการนำระบบการผลิตจำหน่ายไฟฟ้า จากเซลล์แสงอาทิตย์มาใช้ ผลิตไฟฟ้า สำหรับอาคารศูนย์พัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 7 แห่ง เพื่อให้ศูนย์พัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 7 แห่งเป็นศูนย์กลางในการสาธิต และเผยแพร่ระบบผลิต และจำ หน่าย ไฟฟ้า จากเซลล์แสงอาทิตย์ ให้กับประชาชนผู้สนใจทั่วไป สาระสำคัญของโครงการ สำนักงานวิจัยและพัฒนา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้จัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติ ระบบการผลิต จำหน่ายไฟฟ้า จากเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา ศูนย์พัฒนาอันเนื่องจากพระราชดำริ โดยมีเป้าหมายในการใช้กับอาคาร ศูนย์พัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวม 7 แห่งด้วยกันคือ ศูนย์ฯ ห้วยทราย, ศูนย์ฯ พิกุลทอง, ศูนย์ฯ ภูพาน, ศูนย์ฯ เขาหินซ้อน, ศูนย์ฯ อ่าวคุ้งกระเบน, ศูนย์ฯ ห้วยฮ่องไคร้ และโครงการดอยตุง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เป็นศูนย์กลาง ในการให้ความรู้ และช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ของแต่ละแห่ง โดยจะติดตั้งระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า จากเซลล์ แสงอาทิตย์ เพื่อเน้นการประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนในพื้นที่ ได้ทราบถึงผลดี และผลเสียของการผลิตไฟฟ้า ที่ใช้เชื้อเพลิง จากน้ำมันหรือถ่านหิน ที่มีผลต่อการทำลายธรรมชาติแวดล้อม กับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงาน แสงอาทิตย์ที่มีราคาลงทุนที่สูง แต่จะช่วยลดการทำลายสภาพแวดล้อม ในอนาคตได้เป็นอย่างดี เป็นการปลูก จิตสำนึกให้ประชาชน รับรู้ถึงเทคโน โลยีการผลิตไฟฟ้าที่สะอาด รู้คุณค่าของพลังงานไฟฟ้า ที่ผลิตได้จริง และร่วมกัน ใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างประหยัด เพื่อรักษาธรรมชาติ ที่สวยงามในอนาคตระบบผลิตและจำหน่าย ไฟฟ้าจากเซลล์ แสงอาทิตย์ บนหลังคาอาคารศูนย์พัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประกอบด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ติดตั้งบนหลังคา อาคารภายในอาคาร จะมีชุดแปลง กระแสไฟฟ้า พร้อมระบบควบคุม เพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ ร่วมกับไฟฟ้าเดิมที่ใช้อยู่ ดังนั้นถ้าปริมาณกำลังไฟฟ้า ที่ผลิตได้เกินความต้องการ จะจ่ายกระแสไฟฟ้าย้อนกลับ ให้กับการไฟฟ้าฯ ทำให้ระบบ ดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่ ในการเก็บพลังงานไฟฟ้าส่วนเกิน รายละเอียดทางเทคนิคของระบบ ระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ มีความแตกต่างจากระบบผลิตไฟฟ้าชนิดอื่น กล่าวคือ ต้องอาศัยแสงแดด เป็นส่วนประกอบสำคัญ โดยมีเซลล์แสงอาทิตย์เป็นอุปกรณ์ ที่แปลงแสงแดดให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ไฟฟ้าที่ผลิตได้จาก เซลล์แสงอาทิตย์ เป็นไฟฟ้ากระแสตรง เมื่อต้องการใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน ต้องมีการแปลงให้เป็นกระแสสลับก่อน แล้วจึงสามารถใช้ได้กับ อุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไปได้ ส่วนประกอบที่สำคัญ ของระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ประกอบด้วย 5 ส่วนคือ ชุดแผงเซลล์แสงอาทิตย์ (Photovoltaic Arrays) กล่องรวมสาย (Junction Box) และ อุปกรณ์ป้องกัน กล่องแสดงสภาวะของระบบ (System Status Box) เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) มิเตอร์ผลิตไฟ และ มิเตอร์วัดการส่งออก (Production kWh meter, export kWh meter) ชุดแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ชุดแผงเซลล์แสงอาทิตย์ (Photovoltaic Arrays) เป็นหัวใจของระบบผลิตไฟฟ้า จากเซลล์แสงอาทิตย์ เซลล์แสง อาทิตย์ผลิตมาจากสารกึ่งตัวนำ พวกซิลิกอน (Silicon) ซึ่งมีคุณสมบัติ ในการเปลี่ยนพลังงานแสงแดด ให้เป็นไฟฟ้า กระแสตรง (Direct Current) ในทันทีที่มีแสงแดดตกกระทบบนแผ่นเซลล์ หรือทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้น จนถึงพระอาทิตย์ ตกดิน ดังนั้นเมื่อมีแสงอาทิตย์ ก็จะมีไฟฟ้าอยู่ในระบบตลอดเวลา ในโครงการนี้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ ที่นำมาติดตั้ง จะใช้เซลล์ชนิดผลึกเดี่ยว (Single Crystal Silicon Cells) ได้คัดเลือกจากบริษัทผู้ผลิต ที่มีประสบการณ์ และมีประวัติเชื่อถือได้ โดยเฉพาะการใช้งานในลักษณะที่ติดตั้งอยู่บนหลังคา กล่องรวมสาย (Junction box) และอุปกรณ์ป้องกัน กล่องรวมสาย (Junction box) เป็นกล่องอุปกรณ์ ที่ใช้เป็นที่พักสายไฟจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ และเป็นที่พัก สายไฟกระแสสลับ ก่อนที่จะต่อเข้ากับเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ภายในกล่องรวมสาย จะติดตั้งฟิวส์และสวิตช์ เบรกเกอร์ ทางด้านไฟฟ้ากระแสตรง และ ไฟฟ้ากระแสสลับ เพื่อป้องกันการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร และใช้ปิดระบบ ยามฉุกเฉิน กล่องแสดงสภาวะของระบบ (System Status Box) ประกอบด้วยอุปกรณ์มิเตอร์ สำหรับวัดแรงดันและกระแสไฟฟ้ากระแสตรง ที่ผลิตได้จากชุดแผงเซลล์แสงอาทิตย์ มิเตอร์วัดแรงดันไฟฟ้าของการไฟฟ้าฯ กระแสไฟฟ้าที่เครื่องแปลง กระแสไฟฟ้าผลิตได้ขณะนั้น และมิเตอร์ผลิตไฟฟ้า เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์สำหรับแปลงไฟฟ้ากระแสตรง (DC) เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เครื่องแปลง กระแสไฟฟ้า จะแปลงไฟฟ้ากระแสตรง ที่ผลิตได้จากชุดแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ เพื่อส่งเข้าระบบ จำหน่าย ของการไฟฟ้าฯ ในกรณีที่อาคารฯ ใช้กระแสไฟฟ้าน้อยกว่า ไฟฟ้าที่ผลิตได้ ในทางกลับกันไฟฟ้า ในระบบ จำหน่ายของการไฟฟ้าฯ ก็จะจ่ายเข้ามายังอาคาร ถ้าปริมาณการใช้ไฟฟ้าในอาคารฯ สูงกว่าไฟฟ้าที่ผลิตได้ เราสามารถ ตรวจสอบปริมาณ ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเซลล์แสงอาทิตย์ โดยผ่านมิเตอร์ผลิตไฟฟ้า ในกรณีที่ไฟฟ้าในระบบหยุดจ่ายกระแสไฟฟ้า เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า จะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ ทำให้กระแส ไฟฟ้าจากชุดเซลล์แสงอาทิตย์ ไม่สามารถจ่ายเข้ามาในระบบได้ เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า จะเริ่มทำงานใหม่ก็ต่อเมื่อ ในระบบจำหน่ายของการไฟฟ้าฯ มีไฟฟ้าอยู่เท่านั้น การที่ป้องกันไม่ให้กระแสไฟฟ้า จากเซลล์แสงอาทิตย์ เข้าไป ในระบบ เมื่อระบบเกิดกระแสไฟฟ้าขัดข้องนั้น ก็เพื่อป้องกันการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ในกรณีของพนักงานไฟฟ้าฯ กำลังทำการ ตรวจสอบระบบ หรือซ่อมบำรุงสายสายไฟอยู่ ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ มิเตอร์ผลิตไฟฟ้าและมิเตอร์วัดการส่งออก มิเตอร์ผลิตไฟฟ้า จะทำหน้าที่บันทึกข้อมูลที่เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า จ่ายกำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้ออกมาเป็น kWh ซึ่งจะทำให้เราทราบว่าใน 1 วัน หรือ 1 เดือน สามารถผลิตไฟฟ้ารวมได้เท่าไร มิเตอร์ผลิตไฟฟ้านี้ จะติดตั้ง ไว้ที่กล่อง แสดงสภาวะของระบบ มิเตอร์วัดการส่งออก จะทำหน้าที่บันทึกข้อมูลที่ได้จากปริมาณ การใช้ไฟฟ้าที่เหลือใช้ภายในบ้าน แล้วส่งขายผ่านระบบจำหน่ายของการไฟฟ้าฯ การจดบันทึกจะปฏิบัติเป็นรายเดือน การติดตั้งและการทำงานของระบบ การติดตั้ง แผงเซลล์แสงอาทิตย์ทั้งหมด จะถูกติดตั้งบนโครงอะลูมิเนียม ที่มีน้ำหนักเบาและคงทนต่อการสึกกร่อน โดย ติดยึดร่วมกับโครงหลังคาฯ เพื่อให้กระจายน้ำหนักประมาณ 300 กิโลกรัม บนเนื้อที่ประมาณ 20 ตารางเมตร ติดตั้งเป็นมุมเอียงตามแนวหลังคาบ้านเฉลี่ย 15-45 องศา หันหน้าไปทางทิศใต้ สำหรับการต่อระบบชุดแผงเซลล์ จะจัดตามรายละเอียดทางเทคนิค ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การเชื่อมต่อสายไฟฟ้า ระหว่างแผงเซลล์กลุ่มต่างๆ จะดำเนินการตามมาตรฐานที่กำหนด และมารวมกันที่กล่องรวมสาย ซึ่งเป็นจุดติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันด้วย เพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบ และบำรุงรักษา กระแสไฟฟ้าจากกล่องรวมสาย จะต่อเชื่อมกับเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า ต่อจากเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า จะต่อเชื่อมกับมิเตอร์ผลิตไฟฟ้า และไปเชื่อมต่อกับระบบปกติ ภายในอาคารฯ ร่วมกับมิเตอร์ซื้อไฟฟ้า จากระบบจำหน่ายของการไฟฟ้าฯ การทำงานของระบบ การทำงานของระบบ จะต้องอาศัยแสงอาทิตย์ จากช่วงเช้าจรดเย็น โดยชุดแผงเซลล์แสงอาทิตย์ จะผลิตไฟฟ้า กระแสตรง โดยจัดชุดแผงเซลล์ต่อกันแบบ อนุกรมชุดละ 14 แผง จำนวน 2 ชุด รวม 28 แผง ใช้แผงขนาด 75 วัตต์ รวมกำลังผลิตสูงสุด 2.1 กิโลวัตต์ พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ จะถูกส่ง เข้าเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า โดยแรงดัน ไฟฟ้าขาเข้า จะเป็นไฟฟ้ากระแสตรง มีแรงดันไฟฟ้าที่ถูกควบคุมให้อยู่ระหว่าง 165-300 โวลท์ หรือ 196-450 โวลท์ ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องแปลงกระแส ซึ่งเป็นย่านที่เครื่องทำงานได้ และจะดึงพลังงานจากชุดแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ที่จุดทำงานสูงสุดในเวลานั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับความเข้ม ของแสงอาทิตย์ หลังจากนั้นเครื่องจะแปลงเป็น ไฟฟ้ากระแสสลับ มีแรงเคลื่อน 220 โวลท์ เชื่อมโยงกับระบบของการไฟฟ้าฯ โดยอาศัยรูปคลื่นสัญญาณแรงเคลื่อนไฟฟ้า และความถี่ 50 เฮิรตซ์มาควบคุมการทำงานของเครื่อง ลักษณะการทำงานเช่นนี้ จะต้องอาศัย ไฟฟ้า จากระบบของการไฟฟ้าฯ เสมอ ในกรณีไฟฟ้าของการไฟฟ้าฯ ดับหรือขัดข้องผิดปรกติ เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า จะหยุดทำงานทันที เพื่อเป็นการป้องกัน ความเสียหาย ที่จะเกิดกับเครื่องและที่สำคัญ เป็นเรื่องของความปลอดภัย กับเจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้าฯ ที่ปฏิบัติงาน เกี่ยวกับระบบไฟฟ้า ไฟฟ้าที่จ่ายออกจากเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า จะมีคุณสมบัติและคุณภาพเหมือนไฟฟ้า ในระบบ จำหน่ายไฟฟ้าส่วนนี้จะผ่านชุดมิเตอร์ผลิตไฟฟ้า เพื่อบันทึกการผลิตไฟฟ้า ที่ได้จากระบบเซลล์แสงอาทิตย์ มีหน่วยเป็น กิโลวัตต์-ชั่วโมง เหมือนมิเตอร์ที่ใช้กับไฟฟ้า ในบ้านทั่วไป หลังจากนั้นไฟฟ้าส่วนนี้ จะถูกนำไปใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ในอาคารฯ ถ้ามีไฟฟ้าเหลือใช้ จะถูกส่งผ่านมิเตอร์วัดการส่งออกไปสู่มิเตอร์ของการไฟฟ้าฯ ที่ติดอยู่กับเสาไฟฟ้า โดยมิเตอร์ชุดนี้ทางการไฟฟ้าฯ ได้ปรับเปลี่ยน ให้สามารถหมุนกลับทางได้ คือ ซื้อขายไฟฟ้าในตัวเดียว ในลักษณะ หักลบกัน งบประมาณ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ขอสนับสนุนงบประมาณการลงทุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานคณะกรรมการพลังงานนโยบายพลังงานแห่งชาติ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนโครงการที่ละ 543,634 บาท สัดส่วนการลงทุน กองทุนสนับสนุนโครงการทั้งหมด 100% เนื่องจากเป็นอาคารของรัฐ ความสามารถในการอนุรักษ์พลังงานและรักษาสภาวะแวดล้อม ในโครงการนี้คาดว่าสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 1,200-1,300 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อกิโลวัตต์สูงสุดต่อปี พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโครงการ21,600-24,300 หน่วย (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) ต่อปี สามารถลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าได้ 7,200-8,100 ลิตรต่อปี สามารถลดการปล่อยก๊าซ CO2 ประมาณ 19.87-22.35 ตันต่อปี สามารถลดการปล่อยก๊าซ SOx ประมาณ 1.138-1.280 ตันต่อปี สามารถลดการปล่อยก๊าซ NOx ประมาณ 0.122-0.137 ตันต่อปี นอกจากนี้ยังไม่มีการปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำลำคลองอีกด้วย ราคาต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ราคาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ เมื่อได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ พลังงาน 100% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยให้อายุงานของระบบ 25 ปี อัตราดอกเบี้ย 7% และผลิตได้ประมาณ 1,600 kWh/kWp/year จะได้ราคาค่าไฟฟ้า 0.15 บาทต่อหน่วย ถ้าลงทุนเองทั้งหมดจะได้ราคาค่าไฟฟ้า 13.50 บาทต่อหน่วย กองพัฒนาพลังลมและแสงอาทิตย์ ฝ่ายพัฒนาพลังงานทดแทน บริษัท กฟผ. มหาชน (จำกัด) http://www.egat.co.th/rdo/energy/web-pvking/index_pvking.html จาก : บรรจง - 02/01/2006 09:40 |
|
ข้อความ : หลักการทั้งหมด ถ้าเปลี่ยนเซลล์แสงอาทิตย์ เป็นกังหันลม ใช้หลักการเดียวกันนะครับ จาก : บรรจง - 02/01/2006 09:43 |
|
ข้อความ : หรือใช้ร่วมกันทั้งเซลล์แสงอาทิตย์ และกังหันลม จาก : บรรจง - 02/01/2006 09:44 |
|
ข้อความ : ข้อความ : ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเลือกใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่เหมาะสม
พื้นที่ส่วนนี้ถูกจัดทำขึ้นสำหรับคุณโดยเฉพาะ ผู้ซึ่งอาจจะเป็นลูกค้าระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ของเราในอนาคต วัตถุประสงค์ก็คือ ตอบบางคำถามให้กับคุณสำหรับเป็นความรู้ในการเลือกใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (Solar electrification system) นำมาใช้งานได้ 2 ลักษณะ ดังนี้ ในพื้นที่ที่มีบริการไฟฟ้าของการไฟฟ้าอยู่แล้ว แต่ต้องการใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (เช่น เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าจากระบบสายส่งฯ, ผลิตไฟฟ้าที่เป็นพลังงานสะอาดหรือสำรองไฟฟ้าไว้ใช้ ฯลฯ) ในพื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่มีไฟฟ้าจากระบบสายส่งหรือบริการของการไฟฟ้าและมีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า (เช่น เพื่อใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านพักอาศัย ฯลฯ) การใช้งานระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ใน 2 ลักษณะที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น มีจุดมุ่งหมายนานาประการ รวมถึงประโยชน์และความคุ้มค่าก็แตกต่างกันออกไปด้วย ในพื้นที่ที่มีบริการไฟฟ้าของการไฟฟ้าอยู่แล้ว ระบบที่ให้ประโยชน์สูงสุดและนิยมใช้มากเรียกว่า "ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบต่อเชื่อมสายส่ง" (Grid connected หรือ Grid tie solar energy system) ซึ่งใช้แพร่หลายในยุโรปและญี่ปุ่น ระบบนี้จะให้ผลคุ้มค่าการลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ ก็ต่อเมื่อรัฐบาลมีโครงการสนับสนุนอย่างเช่นในยุโรป เป็นต้น สำหรับประเทศไทยขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีนโยบายให้การสนับสนุนเรื่องนี้แต่อย่างใด ดังนั้น ท่านที่สนใจจะติดตั้งระบบดังกล่าว จะต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่มีเงินคืนใดๆ ระบบผลิตไฟฟ้าขนาด 3 kW จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 750,000 บาท - 900,000 บาท และคุณสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 10-15 kWh/วัน ซึ่งเมื่อคำนวณค่าไฟฟ้าปัจจุบันจะมีระยะเวลาการคืนทุนที่นานมาก ในกรณีที่ท่านต้องการผลิตพลังงานสะอาดเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศและสมัครใจจะติดตั้งระบบ บริษัทฯ ก็มีความยินดีที่จะบริการตามวัตถุประสงค์ของท่าน พื้นที่ที่ยังไม่มีไฟฟ้าจากระบบสายส่งหรือบริการของการไฟฟ้า ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่ใช้งานในรูปแบบนี้เรียกว่า "ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบติดตั้งอิสระ" (Stand-alone solar energy system) การพิจารณาใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์นี้เป็นทางเลือกที่ได้รับการยอมรับว่าให้ผลคุ้มค่าการลงทุนในระยะยาวและเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบดีเซล (Diesel generator) แต่มีการลงทุนที่สูงกว่าในเบื้องต้น ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่เรานำเสนอในเว็บไซต์ของบริษัทฯ ก็เป็นระบบที่ใช้งานลักษณะนี้ บริษัทฯ ขอแนะนำว่าไม่ควรใช้ "ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบติดตั้งอิสระ" กับบ้านพักอาศัยที่มีบริการของการไฟฟ้าอยู่แล้ว เพราะจะทำให้ผู้ใช้มีการลงทุนที่สูงเกินความจำเป็นและมิได้เป็นการใช้งานเซลล์แสงอาทิตย์อย่างมีประสิทธิภาพ หากท่านมีความต้องการที่จะใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เพื่อการสำรองพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้เมื่อไฟฟ้าดับเพียงเท่านั้น บริษัทฯ ขอแนะนำแนวทางอื่นที่เหมาะสมและให้ผลคุ้มค่าการลงทุนมากกว่าให้กับท่าน บริษัทฯ หวังว่าท่านจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องประกอบการตัดสินใจเลือกใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (Solar Electrification Systems) และขอขอบคุณอีกครั้งที่ท่านได้ให้ความสนใจ บริษัทฯ ยินดีให้คำปรึกษาเพื่อให้ท่านได้เลือกใช้ระบบที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงกับตัวท่านเองและประเทศชาติ http://www.leonics.co.th/html/th/pd_ecs/ses_selector.php จาก : บรรจง - 16/12/2005 13:01 จาก : บรรจง - 02/01/2006 09:47 |
|
ข้อความ :
เกษตรกรรมและป่าไม้ ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศนำเข้าผลิตผลทางการเกษตรมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก เนื่องด้วยมีพื้นที่ที่เหมาะสมแก่การทำเกษตรกรรมเพียงร้อยละ 13.3 เท่านั้น แปลงที่ดินเพื่อการเกษตรโดยเฉลี่ยมีขนาด 1.47 เฮคเตอร์ หรือ 14,700 ตารางเมตร เมื่อเปรียบเทียบแล้วค่อนข้างเล็ก แต่เกษตรกรญี่ปุ่นทำงานหนักเพื่อใช้ที่ดินที่มีจำกัดนั้นให้ได้ประโยชน์สูงสุด ดังนั้น การเกษตรจึงมีประสิทธิภาพที่ดี เกษตรกรญี่ปุ่นใช้รถแทรคเตอร์ รถปิ๊กอัพ รถไถ เครื่องปลูกข้าว และเครื่องเกี่ยวและนวดข้าวเพื่อช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพ การใช้การเกษตรแบบหนาแน่น ปุ๋ย เครื่องจักรสมัยใหม่ และเทคนิคชั้นสูง ช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตพืชผลได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณผักและผลไม้ที่บริโภคภายในประเทศ และเกษตรกรยังใช้ที่ดินบางส่วนเลี้ยงปศุสัตว์ ทรัพยากรทางการเกษตรของญี่ปุ่นจึงมีคุณประโยชน์อย่างมากสำหรับการโภชนาการของชาวญี่ปุ่น เทคโนโลยีสมัยใหม่ยังช่วยให้การทำการเกษตรแขนงใหม่เป็นจริงได้ด้วย พันธุ์พืชของญี่ปุ่นบางชนิดสามารถเพาะปลูกในน้ำโดยไม่ต้องใช้ดิน เทคโนโลยีพันธุกรรมยังทำให้พันธุ์พืชญี่ปุ่นมีขนาดใหญ่ขึ้น ปลอดภัยขึ้น และแข็งแรงขึ้น เกษตรกรญี่ปุ่นปลูกพืชและเลี้ยงปศุสัตว์หลากชนิดมากมาย เช่นประเภทข้าวก็ประกอบด้วย ข้าวและข้าวสาลี ผัก เช่น มันฝรั่ง หัวผักกาด และกระหล่ำปลี ผลไม้ เช่น ส้มจีน แตงโม และสาลี่ และปศุสัตว์ เช่น เนื้อวัว ไก่ หมู นม และไข่ พื้นที่ที่เหลือของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ - ประมาณร้อยละ 67 - เป็นป่าไม้ ป่าไม้จึงเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศเกาะและต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างระมัดระวัง ร้อยละ 41 ของพื้นที่ป่าไม้จึงเป็นป่าทดแทน ป่าไม้ญี่ปุ่นประกอบด้วยต้นไม้หลากหลายพันธุ์ เพราะความแตกต่างของภูมิอากาศตามสภาพหมู่เกาะที่ทอดตัวเป็นแนวยาว พันธุ์ไม้ที่มีอยู่ทั่วไปในญี่ปุ่นมี สนซีดาร์ สนไซเพรส ไพน์ ฮอร์สเชสนัท มะเดื่อ และการบูร ป่าไม้เป็นธุรกิจที่สำคัญของญี่ปุ่นมาหลายศตวรรษ มีการสร้างวังและวัดด้วยไม้ในเกียวโตและเมืองอื่น ๆ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ ความต้องการไม้มีมาก ไม่เพียงสำหรับใช้ในการก่อสร้าง ยังรวมถึงกระดาษ เครื่องเรือน และผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคอื่น ๆ ทำให้ญี่ปุ่นต้องนำเข้าไม้ถึงร้อยละ 79.5 ของการใช้ไม้ การประมง ปลาเป็นองค์ประกอบสำคัญของอาหารญี่ปุ่น ดังนั้นการประมงจึงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2538 มีเรือประมงขึ้นทะเบียนในญี่ปุ่นถึง 386,067 ลำ นอกจากปลาที่จับได้ประมาณปีละ 6.683 ล้านตันแล้ว ยังมีปลาและหอยอีก 1.38 ล้านตันจากการเลี้ยงในฟาร์มเลี้ยงปลาโดยเฉพาะและปลาที่เลี้ยงมีประมาณ 100 พันธุ์ อย่างไรก็ดี แม้อุตสาหกรรมอาหารทะเลเติบโตอย่างมาก แต่ญี่ปุ่นก็ต้องนำเข้าปลาที่จับมาจากทั่วโลกถึงร้อยละ 50.1 ของปริมาณที่บริโภค จากปริมาณปลาที่ได้ทำให้คนญี่ปุ่นบริโภคปลาคนละ 38.1 กิโลกรัมต่อปี พลังงานและแหล่งพลังงาน การประหยัดพลังงานและแหล่งพลังงานใหม่ด้วยความห่วงใยในสิ่งแวดล้อมโลก โครงร่างพลังงานของประเทศญี่ปุ่นปัจจุบัน อาณาเขตของโรงงานปิโตรเคมี เมืองยกคะอิชิ จังหวัดมิเอะ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีทรัพยากรจำกัด จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานไฟฟ้าและก๊าซมากกว่าร้อยละ 80 ในปี พ.ศ. 2540 ร้อยละ 81 ของแหล่งพลังงานของญี่ปุ่นได้จากการนำเข้า สัดส่วนการนำเข้ามากที่สุดได้แก่น้ำมันดิบ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ มีเพียงสหรัฐอเมริกาที่นำเข้าน้ำมันดิบมากกว่าประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2540 ญี่ปุ่นใช้พลังงานจากน้ำมันคิดเป็นร้อยละ 53.6 ถ่านหินร้อยละ 16.9 ก๊าซธรรมชาติ (แอลเอ็นจี) ร้อยละ 11.6 พลังงานนิวเคลียร์ร้อยละ 12.9 ไฟฟ้าพลังน้ำและพลังงานอื่น ๆ ร้อยละ 5.1 การใช้พลังงานจากน้ำมันในปี พ.ศ. 2518 คิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ 73.4 จากนั้นระดับการพึ่งพาพลังงานน้ำมันได้ลดลง ตามการคาดการณ์เกี่ยวกับการจัดหาพลังงานในระยะยาวจัดทำโดยคณะกรรมการปรึกษาด้านพลังงานเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2542 ได้จำแนกแหล่งพลังงานของญี่ปุ่นสำหรับปี พ.ศ. 2553 ดังนี้ น้ำมันร้อยละ 47.2 ถ่านหินร้อยละ 14.9 ก๊าซธรรมชาติร้อยละ 13.0 นิวเคลียร์ร้อยละ 17.4 ไฟฟ้าพลังน้ำและพลังงานอื่น ๆ ร้อยละ 7.5 ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 80 การนำเข้าน้ำมันจากประเทศในเอเชีย เช่น อินโดนีเชีย และจีนได้ลดน้อยลง ญี่ปุ่นพึ่งการนำเข้าจากตะวันออกกลางมากยิ่งขึ้น ในปี พ.ศ. 2541 การนำเข้าจากตะวันออกกลางสูงถึงร้อยละ 86.2 ของการนำเข้าน้ำมันของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ที่ดี ด้วยเหตุนี้ จำเป็นต้องจัดการให้มีแหล่งพลังงานต่างประเภทผสมผสานกันอย่างเหมาะสมในขณะ ที่ต้องส่งเสริมการพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ๆ อุปสงค์ของพลังงานพื้นฐาน (ณ กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541) หมายเหตุ : กรณีที่ 1 หากรักษามาตรการประหยัดพลังงาน ณ ระดับปัจจุบัน ตัวเลขจะเป็นดังที่เห็นนี้ กรณีที่ 2 เป็นการประมาณการตัวเลขอุปสงค์และอุปทานเมื่อใช้มาตรการประหยัดพลังงานในระดับสูงสุด กฎหมายว่าด้วยการพัฒนาพลังงานใหม่ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2540 ได้มีการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานใหม่ (ซึ่งมุ่งให้เทคโนโลยีใหม่ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นต้น เป็นที่นิยม) ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ธุรกิจบางประเภทกำหนดโดยกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมอาจได้รับเงินอุดหนุนครอบคลุมสูงสุดหนึ่งในสามของต้นทุนของการผลิตไฟฟ้าพลังงานแบบใหม่ และในกรณีของบริษัทที่ได้แต่งตั้งเป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ก็ได้รับการสนับสนุนเสริมด้วยระบบสิทธิพิเศษทางการเงินพร้อมด้วยการขยายระยะเวลาการชำระคืนเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย กฎหมายว่าด้วยพลังงานใหม่มีผลบังคับใช้ หลังจากการยื่นเสนอต่อรัฐสภาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 เพียง 4 เดือน และ 2 เดือนภายหลังผ่านการเห็นชอบของรัฐสภา เบื้องหลังการผ่านขั้นตอนอย่างรวดเร็วก็สืบเนื่องมาจากความรู้สึกกังวลเกี่ยวกับอนาคตของสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศ จุดมุ่งหมายของการออกกฎหมายฉบับนี้คือ เผยแพร่แหล่งพลังงานใหม่ที่มีผลลบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยและไม่เสี่ยงต่อการหมด จึงเป็นหน้าที่จำเป็นอย่างยิ่งต้องพยายามประกันว่าประเทศญี่ปุ่นที่มีทรัพยากรจำกัดจะมีพลังงานใช้อย่างพอเพียง คณะกรรมการที่ปรึกษาเรื่องพลังงานได้ตั้งเป้าหมายลดการใช้น้ำมันลงเหลือร้อยละ 47.2 ของความต้องการใช้พลังงานของประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2553 การป้องกันโลกร้อนและพลังงานใหม่ สภาวะเรือนกระจกซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง เช่น ปิโตรเลียม และถ่านหิน ได้กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกห่วงใยอย่างมาก ในปลายปี พ.ศ. 2540 ณ สมัยประชุมครั้งที่สามของ Conference of the Parties to the UN Framework convention on Climate Change (COP 3) ที่กรุงเกียวโต ญี่ปุ่นในฐานะประเทศเจ้าภาพถูกมองให้ดำเนินบทบาทของผู้นำของโลก ในการแสวงหาเทคโนโลยีและเครื่องมือเพื่อลดสภาวะเรือนกระจกจากไอเสีย ความสนใจจึงเบนสู่ศักยภาพของพลังงานนิวเคลียร์และแหล่งพลังงานธรรมชาติ ถึงแม้ว่าโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์มิได้ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่การหาสถานที่สำหรับสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และสถานที่สำหรับเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วก็ต้องเผชิญความยุ่งยากเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาแหล่งพลังงานธรรมชาติอย่างจริงจังจึงเป็นความปรารถนา แม้ว่าการเผยแพร่ และการสร้างความนิยมในเทคโนโลยีพลังงานใหม่ ๆ เหล่านี้ยังคงเผชิญกับปัญหาหลายประการ ในปี พ.ศ. 2517 กระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม ได้ประกาศดำเนินโครงการ Sunshine Project (แผนตะวันฉาย) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีของพลังงานใหม่ ๆ โดยมุ่งหวังรับมือกับวิกฤตพลังงานและสร้างสังคมปลอดมลพิษในสิ่งแวดล้อม ในปี พ.ศ. 2536 มีการแก้ไขปรับปรุงครั้งสำคัญนำไปสู่โครงการ New Sunshine Project (แผนตะวันฉายฉบับใหม่) ภายใต้แผนฉบับใหม่ พัฒนาการใน 3 สาขา ได้แก่ พลังงานใหม่ การอนุรักษ์พลังงาน และเทคโนโลยีเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งเดิมแยกกันดำเนินการก็นำมาพัฒนาร่วมกันในแนวชีวภาพ หากโครงการนี้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ ประเทศญี่ปุ่นจะมีพลังงานหนึ่งในสามจากแหล่งพลังงานใหม่ภายในปี พ.ศ. 2573 และมีผลเอื้อต่อการลดลงของคาร์บอนไดออกไซด์ โดยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ร้อยละ 50 ความยุ่งยากเกี่ยวกับพลังงานใหม่คือต้นทุนเกี่ยวข้อง ตามรายงานกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม ต้นทุนของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับใช้ในครัวเรือนแพงกว่าค่าไฟฟ้าธรรมดา 3 ถึง 4 เท่า ขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังลมแพงกว่าไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงปิโตรเคมี 2-3 เท่า ปัญหาอีกประการหนึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับ "ความแน่นอน" ของการมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่องและไม่ขาดตอน ในส่วนของการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์นั้น การพัฒนาและการวิจัยโดยภาคเอกชนได้ก้าวหน้าไปมากในหลายปีมานี้ ส่งผลให้ราคาอุปกรณ์ด้านพลังงานแสงอาทิตย์ถูกลง และการใช้มาตรการ อาทิเช่น การให้เงินสนับสนุนเพื่อช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวนี้ ทำให้เทคโนโลยีจากแสงอาทิตย์กำลังแพร่หลายสู่ที่อยู่อาศัยเอกชนเพิ่มขึ้น ที่เด่นชัดอีกประการหนึ่งได้แก่การดำเนินการของรัฐบาลท้องถิ่นในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อสาธารณูปโภคจากพลังแสงอาทิตย์ พลังลม และพลังความร้อนจากการเผาขยะ คณะกรรมการปรึกษาด้านพลังงานได้วางเป้าหมายว่าภายในปี พ.ศ. 2553 ร้อยละ 3.1 ของพลังงานในประเทศจะได้จากแหล่งพลังงานใหม่ (ไม่รวมพลังความร้อนจากโลก) ในปี พ.ศ. 2539 ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นประมาณร้อยละ 1.1 เท่านั้น สภาพพลังงานนิวเคลียร์ในปัจจุบัน จากความยากลำบากในปัจจุบันเกี่ยวกับการประกันความมั่นคงของความแน่นอนและการมีแหล่งพลังงานใหม่ขนาดใหญ่ จึงทำให้พลังงานนิวเคลียร์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นพลังงานทดแทนสำหรับน้ำมัน และเป็นพลังงานประเภทไม่ก่อสารพิษ CO2 อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยง ณ ปี พ.ศ. 2541 ร้อยละ 36.8 ของการใช้ไฟฟ้าของญี่ปุ่นมาจากไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ ในปี พ.ศ. 2543 มีโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ 52 แห่งผลิตกระแสไฟฟ้า 45.08 ล้านกิโลวัตต์ ยังมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกสองแห่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และอีก 4 แห่งอยู่ระหว่างการวางแผนขั้นต้นก่อนจะเริ่มการก่อสร้างต่อไป โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกแห่งเป็นของบริษัทเอกชน ยกเว้นเพียงแห่งเดียวที่สถาบันพัฒนาวงจรสิวเคลียร์แห่งญี่ปุ่น (Japan Nuclear Cycle Development Institute) ดำเนินการด้วยจุดประสงค์ทางการวิจัยโดยจัดทำเป็น "บริษัทพิเศษ" ภายใต้การอุปถัมภ์ของทบวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อย่างไรก็ดี อุบัติเหตุเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในประเทศญี่ปุ่นในระยะหลายปีมานี้ได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนถึงความปลอดภัยในพลังงานนิวเคลียร์อย่างมาก ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2538 ได้เกิดการรั่วของโซเดียมและไฟไหม้เตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์มอนจู ของบริษัทเพาเวอร์ รีแอคเตอร์ แอนด์ นิวเคลียร์ เพาเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ (ปัจจุบันคือ สถาบันพัฒนาวงจรนิวเคลียร์แห่งญี่ปุ่น) และในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2540 ได้เกิดเพลิงไหม้โรงงานแปรรูปพลังงานนิวเคลียร์จากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วทำให้มีผู้ได้รับกัมมันตรังสี 37 คน ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2542 ได้เกิดอุบัติเหตุที่โรงงานแปรรูปยูเรเนียมของบริษัท เจซีโอ จำกัด ที่เมือง โทไก-มุระ จังหวัดอิบะระกิ เป็นเหตุให้คนงานได้รับกัมมันตรังสีในระดับอันตราย และหนึ่งในจำนวนคนงานได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงจำนวนหนึ่งก็ได้รับกัมมันตรังสีสูงกว่าระดับปกติ อุบัติเหตุครั้งล่าสุดนี้ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นเสียงเรียกร้องเพื่อการพิจารณาตรวจสอบยุทธศาสตร์ด้านพลังงานนิวเคลียร์ใหม่ให้ครอบคลุมกว้างขวาง ประมาณการว่าโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ในประเภท "light water reactors" (การเผาไหม้เชื้อเพลิงยูเรเนียม) ที่เปิดใช้อยู่ขณะนี้จะใช้ยูเรเนียมธรรมชาติหมดไปภายในประมาณ 60 ปี ด้วยตระหนักในข้อนี้ ญี่ปุ่นจึงดำเนินแผนการใช้พลูโตเนียมด้วยการแปรรูปเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วให้เป็นเชื้อเพลิงพลูโตเนียม - ยูเรเนียมผสมออกไซด์ (MOX) สำหรับใช้กับเตาปฎิกรณ์ชนิด "light water reactors" อย่างไรก็ดี การเปิดเผยว่าบริษัทของอังกฤษ คู่สัญญาการผลิตเชื้อเพลิง MOX ได้ปลอมแปลงข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพส่งผลให้มีความล่าช้าอย่างมากในการดำเนินงานตามแผน การทดสอบการดำเนินการพลังงานลมที่ มิอุระ จังหวัดคะนะวะงะ สร้างโดยองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (New Energy and Industrial Technology Development Organization) การใช้กำลังลมในการให้กระแสไฟฟ้ากำลังเป็นที่ยอมรับในสังคมเพราะเป็นระบบที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1980 กังหันลมมีจำนวนเพิ่มขึ้นตามลำดับ และปัจจุบันมี 70 กังหัน ผลิตกระแสไฟฟ้ารวม 15 MW ประสิทธิภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าของกังหันเพิ่มสูงขึ้น กังหันบางแห่งผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่า 500 KW ณ ปี ค.ศ.1998 มีกังหันรวม 117 กังหัน (ผลิตไฟฟ้า 31,633 KW) © NEDO การยกเลิกกฎระเบียบในอุตสาหกรรมพลังงาน ในระยะไม่กี่ปีมานี้ ได้มีการผ่อนคลายกฎระเบียบด้านอุตสาหกรรมพลังงานลงเรื่อยมา ในกรณีธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมัน เดิมทีการนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อกลั่นเป็นน้ำมันเบนซิน น้ำมันเบา และน้ำมันเชื้อเพลิง แทบจะเป็นการผูกขาดโดยโรงงานกลั่นน้ำมัน ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2539 เป็นต้นมา การนำเข้าสามารถดำเนินการโดยบริษัทใดก็ได้หากสามารถปฏิบัติตามเกณฑ์มาครฐานการเก็บรักษาอย่างปลอดภัยและคุณภาพตามควบคุม ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2541 การห้ามการบริการเติมน้ำมันด้วยตนเอง ณ สถานีบริการน้ำมันถูกยกเลิก การยกเลิกมาตรการเหล่านี้ช่วยกระตุ้นการปรับองค์กรของอุตสาหกรรมน้ำมันในประเทศของญี่ปุ่นในรูปแบบของการควบรวมและการเข้าร่วมเป็นพันธมิตร การยกเลิกกฏระเบียบก็กำลังดำเนินไปในธุรกิจภาคไฟฟ้า ตามการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยอุตสาหกรรมไฟฟ้าเพื่อสาธารณูปโภค ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา การแข่งขันได้แพร่เข้าสู่ธุรกิจการผลิตและการให้บริการไฟฟ้า การใช้ระบบประมูลพลังงานไฟฟ้าแบบขายส่งในปี พ.ศ. 2539 ทำให้บริษัทใดๆ นอกเหนือบริษัทผลิตไฟฟ้าสามารถขายไฟฟ้าที่ตนเองผลิตให้แก่บริษัทผลิตไฟฟ้าได้ กฎระเบียบว่าด้วยการค้าปลีกกระแสไฟฟ้าก็ได้ถูกยกเลิกบางส่วน ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2543 และบริษัทนอกจากบริษัทผลิตกระแสไฟฟ้าก็สามารถขายกระแสไฟฟ้าที่บริษัทผลิตได้ให้แก่ผู้ซื้อกระแสไฟฟ้าในปริมาณมาก ตัวอย่างของการนำระบบพลังแสงอาทิตย์มาใช้ผลิตพลังงาน (ชนิดติดตั้งบนหลังคา) © Kyocera Corporation อุตสาหกรรม ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นส่วนใหญ่มาจากพื้นฐานอุตสาหกรรมการผลิต รถยนต์คือหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่นที่รู้จักกันดีที่สุด ในปี พ.ศ. 2539 ญี่ปุ่นผลิตรถยนต์ รถโดยสารขนาดใหญ่ และรถบรรทุก ประมาณ 10.3 ล้านคัน มากเป็นที่สองของการผลิตรถยนต์ของโลก รถยนต์จำนวนมากผลิตโดยหุ่นยนต์ หุ่นยนต์เหล่านี้เป็นเครื่องจักรกลที่ซับซ้อน ซึ่งถูกออกแบบสำหรับการทำงานพิเศษเฉพาะอย่าง หุ่นยนต์สามารถทำงานซ้ำซากจำเจ เปิดโอกาสให้คนมีอิสระในการทำงานที่น่าสนใจและซับซ้อนกว่าได้ กว่าครึ่งของรถยนต์ที่ผลิตในญี่ปุ่นผลิตเพื่อการส่งออก รถยนต์ที่ผลิตโดยบริษัทญี่ปุ่นถูกสร้างและใช้งานทั่วโลก ปัจจุบันรถยนต์ของบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากผลิตในโรงงานในต่างประเทศ นอกจากรถยนต์เป็นพาหนะขนส่งเพียงประเภทหนึ่งเท่านั้นที่ญี่ปุ่นส่งออกแล้ว ญี่ปุ่นยังผลิตรถโดยสารขนาดใหญ่ เรือ และ พาหนะขนส่งอื่น ๆ ด้วย ญี่ปุ่นยังมีชื่อเสียงในด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่นิยมมี ตั้งแต่ชุดเครื่องเสียงส่วนตัว วิทยุ โทรทัศน์ เครื่องเล่นวีดีโอ กล้องถ่ายรูป และคอมพิวเตอร์ เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีความเที่ยงตรงสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมทั่วโลก ก็เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของญี่ปุ่นอีกอย่างหนึ่ง ญี่ปุ่นยังเป็นผู้นำของโลกในอุปกรณ์โทรคมนาคม ย่านอะกิฮาบาระ ในโตเกียว เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะ "เมืองแห่งเครื่องไฟฟ้า" ที่มีร้านรวงขายเครื่องไฟฟ้ายาวสุดลูกหูลูกตา ญี่ปุ่นผลิตและส่งออกเครื่องจักรกลอื่น ๆ อย่างหลากหลาย รวมทั้ง โลหะ ผลิตภัณฑ์โลหะ และผลิตภัณฑ์เคมี อุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเป็นหลักใหญ่ของความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ด้วยการเรียนรู้จากอดีต ปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังพัฒนาวิธีใหม่ที่จะลดมลพิษจากอุตสาหกรรม มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพื่อการปกป้องสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมทุกชนิด การค้าและการลงทุน ในปี พ.ศ. 2539 ญี่ปุ่นใช้จ่ายเงิน 349,120 ล้านเหรียญสหรัฐ นำเข้าสินค้าจากประเทศอื่น และมีรายได้ 410,870 ล้านเหรียญสหรัฐจากการส่งออกสินค้าและบริการ ญี่ปุ่นมีการค้ากับเกือบทุกประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ประมาณร้อยละ 27.2 ของการส่งออกทั้งหมดของญี่ปุ่นนั้นส่งไปสหรัฐอเมริกา ขณะที่ร้อยละ 22.7 ของการนำเข้าก็มาจากสหรัฐอเมริกาเช่นกัน ประเทศคู่ค้าสำคัญก็มี ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน และไทย รวมทั้ง แคนาดา และประเทศในยุโรป เช่น เยอรมันนี และอังกฤษ บริษัทญี่ปุ่นหลายบริษัทเปิดโรงงานในต่างประเทศ ในปี พ.ศ.2538 บริษัทญี่ปุ่นใช้จ่ายประมาณ 50,690 ล้านเหรียญสหรัฐในการสร้างโรงงานและสำนักงานแห่งใหม่ทั่วโลก ในขณะที่กว่าครึ่งของการลงทุนโดยตรงของญี่ปุ่นในต่างประเทศเป็นการลงทุนในอเมริกาเหนือ การลงทุนในประเทศในยุโรป เอเชีย ละตินอเมริกา และประเทศอื่น ๆ ของบริษัทญี่ปุ่นก็มีมากเช่นกัน บริษัทญี่ปุ่นในต่างประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนท้องถิ่น ว่าจ้างพนักงานจากเมืองที่บริษัทนั้นตั้งอยู่และเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน โครงการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม และให้ความร่วมมือกับธุรกิจท้องถิ่น ในปี พ.ศ. 2538 บริษัทญี่ปุ่นมีพนักงานในสาขาต่างประเทศถึง 2.29 ล้านคน บริษัทจากต่างประเทศก็มีการลงทุนในญี่ปุ่นเป็นเงินจำนวนมากในปี พ.ศ. 2538 บริษัทเหล่านี้ลงทุนเกือบ 3.83 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีในญี่ปุ่น โดยเฉพาะการลงทุนในสาขา เช่น เครื่องจักรกล เคมี โลหะ อาหารและการสื่อสาร การขนส่ง ไม่ว่าท่านนึกถึงการขนส่งประเภทใด การขนส่งนั้นก็มีบริการในญี่ปุ่น ตั้งแต่จักรยานไปจนถึง ชินคันเซ็น (รถไฟหัวกระสุน) หนึ่งในรถไฟที่เร็วที่สุดในโลก ทางด่วนเป็นเส้นทางเชื่อมโยงที่สำคัญที่สุดของระบบการขนส่ง ถนนในญี่ปุ่นมีความยาวรวมกันเกือบ 1.15 ล้านกิโลเมตร และส่วนใหญ่มีถนนความยาวรวมเกือบสามกิโลเมตรสำหรับพื้นที่ ทุก ๆ ตารางกิโลเมตร หรือโดยคร่าวๆ เป็นสองเท่าของฝรั่งเศสและอังกฤษ และเป็นสี่เท่าครึ่งของสหรัฐอเมริกา รถไฟในญี่ปุ่นเป็นระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพมาก รถไฟจะเดินรถตามตารางเวลาที่หนาแน่น และตรงเวลา รถไฟชินคันเซ็น เชื่อมระหว่างเมืองใหญ่ที่สำคัญบางเมือง จากฮากาตะในกิวชิว ถึงโมริโอกะในทางตอนเหนือของฮอนชู ความเร็วสูงสุดที่รถไฟชินคันเซ็นสามารถแล่นได้คือ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงครึ่งในการเดินทางระยะทาง 552.6 กิโลเมตรระหว่างสถานีโตเกียวและสถานีชินโอซากา รถไฟชินคันเซ็นสายโตไคโดและซันโย มีการเดินรถระหว่างเมืองถึง 528 เที่ยวต่อวัน รถไฟชินคันเซ็นสายโตโฮกุและยามางาตะ มี 206 เที่ยวต่อวัน สายโจเอจึ มี 96 เที่ยวต่อวัน และสายโฮคุรุคุ มี 56 เที่ยวต่อวัน นอกจากรถด่วนหัวกระสุนแล้ว ยังมีรถไฟและรถใต้ดินเป็นเครือข่ายการเดินทางเชื่อมโยงเข้าออกเมืองใหญ่ ณ ปี พ.ศ. 2539 มีรถใต้ดิน 36 สายให้บริการใน 10 เมืองใหญ่ของญี่ปุ่น มีประชาชนมากกว่า 7.26 ล้านคนใช้บริการรถใต้ดินของโตเกียวทุกวัน บนชานชาลาสถานีจะมีการตีเส้นแสดงจุดที่ประตูรถเปิดเมื่อรถไฟจอด ในเวลาเร่งด่วนรถไฟจะมีผู้โดยสารแน่นมาก ญี่ปุ่นมีสนามบินนานาชาติหลายแห่ง และมีสายการบินซึ่งบินระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับนานาชาติเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1,796 เที่ยวบิน สนามบินภายในประเทศซึ่งมีจำนวนมากก็มีเที่ยวบินขึ้นลงหนาแน่นเช่นกัน ด้วยยอดเฉลี่ยการมีเครื่องบินลงวันละ 2,112 เครื่อง เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศเกาะ สนามบินเหล่านี้จึงมีบทบาทสำคัญเป็นพิเศษในการเชื่อมญี่ปุ่นกับประเทศอื่นในโลก ปัจจุบันการเดินทางไปมาระหว่างเกาะใหญ่สี่เกาะของญี่ปุ่นสามารถทำได้ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ เกาะฮอนชูเชื่อมติดต่อกับเกาะฮอกไกโดด้วยอุโมงค์ยาวที่สุดในโลก และเชื่อมต่อกับชิโกกุโดยสะพานข้ามทะเลเซโตะ จาก : บรรจง - 02/01/2006 09:59 |
|
ข้อความ : การทดสอบการดำเนินการพลังงานลมที่ มิอุระ จังหวัดคะนะวะงะ สร้างโดยองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (New Energy and Industrial Technology Development Organization)
การใช้กำลังลมในการให้กระแสไฟฟ้ากำลังเป็นที่ยอมรับในสังคมเพราะเป็นระบบที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1980 กังหันลมมีจำนวนเพิ่มขึ้นตามลำดับ และปัจจุบันมี 70 กังหัน ผลิตกระแสไฟฟ้ารวม 15 MW ประสิทธิภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าของกังหันเพิ่มสูงขึ้น กังหันบางแห่งผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่า 500 KW ณ ปี ค.ศ.1998 มีกังหันรวม 117 กังหัน (ผลิตไฟฟ้า 31,633 KW) © NEDO http://www.jat-languagecafe.com/about4.html จาก : บรรจง - 02/01/2006 10:01 |
|
ข้อความ : เมื่อวันที่ 19 ส.ค. นายกิ บัง ลี นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันพันธุวิศวกรรมและนาโนเทคโนโลยีแห่งสิงคโปร์ เปิดเผยถึงการพัฒนา แบตเตอรี่พลังงานยูรีน หรือพลังงานจากปัสสาวะ ว่าสถาบันพันธุวิศวกรรมและนาโนเทคโน โลยีแห่งสิงคโปร์ ได้พยายามพัฒนาไบโอชิป ขนาดเท่าบัตรเครดิตที่มีราคาถูกและสามารถถ่ายเทได้ เพื่อใช้ตรวจหาโรค ซึ่งแบตเตอรี่ที่พัฒนาขึ้นมานี้สามารถรวมเข้ากับอุปกรณ์อื่นได้อย่างง่ายโดยสามารถบร
รจุไฟฟ้าไว้ได้ด้วยของเหลวชีวภาพอย่างยูรีน ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกพยายามออกแบบไบโอชิป เพื่อให้สามารถทดสอบโรคภัยต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย แต่ยังมีปัญหาเรื่องราคาแพง และยังไม่มีผู้ใดสามารถผลิตชิปแบบเดียวกันนี้แต่มีแหล่งพลังงานขนาดเล็กและราคาไม่แพ งได้ นักวิจัยของสถาบันฯ จึงจัดการกับปัญหานี้ได้ด้วยการใช้วัสดุที่มีเหลือเฟือ นั่นคือปัสสาวะมาใช้เป็นแหล่งพลังงาน นายกิ บัง ลี กล่าวต่อไปว่าในการผลิตแบตเตอรี่พลังยูรีนนั้น ทางทีมวิจัยได้นำกระดาษชุบลงในคอปเปอร์คลอไรด์ แล้วนำแผ่นแมกนีเซียมและทองแดงประกบเข้าทั้ง 2 ด้าน จากนั้นก็ทำให้แผ่นดังกล่าวมีขนาดเท่ากับบัตรเครดิตด้วยการเคลือบแผ่นฟิล์มพลาสติกลง ไป เมื่อหยดยูรีนลงไปในกระดาษที่ชุ่มไปด้วยคอปเปอร์คลอไรด์ ก็จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้เกิดการผลิตกระแสไฟฟ้าขึ้น โดยใช้ยูรีนหรือปัสสาวะเพียงไม่กี่หยดก็สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 1.5 โวลต์ มากเท่ากับถ่านขนาด AA 1 ก้อนเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามแบตเตอรี่พลังยูรีนยังต้องมีการพัฒนาต่อไปอีก เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ แบตเตอรี่พลังยูรีน สามารถบูรณาการเข้ากับระบบไบโอชิปเพื่อเป็นอุปกรณ์ตรวจสอบวินิจฉัยทางสุขภาพได้ และทีมงานยังได้ค้นพบว่าสามารถเปลี่ยนประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ที่คิดค้นขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นกระแสไฟฟ้า พลังงาน และระยะเวลา ด้วยการปรับวัสดุที่นำมาใช้ให้แตกต่างกันไป โดยสารประกอบทางเคมีของยูรีน ชี้ให้เห็นถึงสุขภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในการวินิจฉัยโรค อาทิ แพทย์จะตรวจความเข้มข้นของปริมาณน้ำตาลซูโครสจาก ยูรีนเพื่อพิจารณาว่าผู้นั้นเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ ซึ่งแบตเตอรี่ที่พัฒนาขึ้นมานี้เพื่อใช้ประกอบเข้ากับไบโอชิปที่ตรวจสอบโรคต่าง ๆ ทางปัสสาวะ และในวันหนึ่งคนทั่วไปจะสามารถตรวจสอบสุขภาพได้เองที่บ้าน โดยใช้ไบโอชิปซึ่งอาศัยพลังงานจากยูรีนขับเคลื่อน ผมเชื่อว่าระบบไบโอชิปดังกล่าวจะมีศักยภาพทางการตลาดสูงในอนาคต นายกิ บัง ลี กล่าว ด้านนายชาตรี ตั้งอมตะกุล นักวิจัยจากสถาบันพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ กล่าวว่า การนำปัสสาวะมาทำเป็นพลังงานแบต เตอรี่นั้นเป็นไปได้ เพราะปัจจุบันมีการพัฒนาแบตเตอรี่จากหลาย ๆ พลังงาน แล้วแต่ว่า ใครจะใช้สารละลายอะไรเป็นตัวสร้างพลังงาน สำหรับในประเทศไทยยังไม่เคยมีการทดลองใช้ปัสสาวะ แต่ได้ทดลองใช้พลังงานจากโซล่าเซลล์ชนิดสีย้อม ซึ่งมีหลักการคล้าย ๆ แบตเตอรี่เหมือนกัน โดยใช้แสงแดดเป็นตัวกระตุ้น แต่ของสิงคโปร์ไม่รู้ว่าใช้อะไรเป็นตัวกระตุ้น จึงบอกไม่ได้ว่าเป็นอย่างไร. ที่มา : เดลินิวส์ http://www.chiangmai-innovation.com/2005/forum/index.php?showtopic=16 จาก : บรรจง - 02/01/2006 10:06 |
|
ข้อความ : อยากติดกังหันลม ผลิตไฟฟ้า ไปจ่ายฟาร์ม เลี้ยงไก่ คุ้มไหม?
อยากติดกังหันลม ผลิตไฟฟ้า ไปจ่ายฟาร์ม เลี้ยงไก่ คุ้มไหม? แก้ไขโดย Administrator วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2548 A :พลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมนั้น การใช้งานใน ประเทศไทย จากข้อมูลแผนที่ความเร็วลมในประเทศไทย ที่จัดทำ โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน จะบอกได้ว่า มีจุดใดบ้างที่มีศักยภาพในการติดกังหันลม เพื่อผลิตไฟฟ้าได้ แต่จากข้อมูลโดยรวมของประเทศพบว่า มีเพียงไม่กี่จุดในประเทศเท่านั้นที่มีศักยภาพ เช่น เกาะที่ภูเก็ต ซึ่งมีความเร็วลมเร็วมากพอ และมีความต่อเนื่องของลมพัด นานพอประมาณ ที่จะสามารถทดลองติดตั้งกังหันลม เพื่อผลิตไฟฟ้าได้ พื้นที่โดยส่วนใหญ่ของประเทศมีอัตราความเร็วลมต่ำ และมีระยะเวลาที่มีลมพัดไม่นาน จึงทำให้โอกาสที่จะมีลม ไปผลิตกระแสไฟฟ้าได้นั้นไม่คุ้มค่า เพราะต้องลงทุนติดตั้ง กังหัน และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และทำห้องแบตเตอร์รี่ เมื่อลมไม่มากพอ ก็ไม่มีไฟเพียงพอไปประจุแบตเตอรี่ หากมี ลมมาไม่ต่อเนื่อง มาๆ หยุดๆ ก็ไม่สามารถผลิตไฟฟ้า ไปประจุแบตเตอร์รี่ได้ การใช้กังหันลม จึงอาจไม่คืนทุน เพราะผลิตไฟฟ้า ได้น้อย แต่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลงทุนเบื้องต้นสูงหลายแสน แล้วยังต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการบำรุงรักษาเครื่อง กำเนิดไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ในทางปฏิบัติ การใช้ กังหันลมนั้น ใช้เพื่อสูบน้ำ แล้วเก็บน้ำในถังสูง ซึ่งเป็น การใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะเพราะกังหันสูบน้ำราคาถูก ประสิทธิภาพค่อนข้างดี ไม่ต้อง สูญเสียพลังงานหลายทอดในการผลิตไฟฟ้าไปเก็บในแบตเตอรี่ แต่ใช้น้ำเป็นตัวเก็บพลังงานแทน ซึ่งไม่ต้องการการบำรุง รักษามากนัก เพราะหากมีลม ก็วิดน้ำขึ้นเก็บ หากไม่มีลม ก็ไม่ต้องวิดน้ำ การที่ลมมาไม่ต่อเนื่อง จึงไม่มีผลต่อการ ทำงาน และหากมีลมมาในตอนกลางคืน ก็วิดน้ำหรือ สูบน้ำเก็บในตอนกลางคืนได้ หากจะอาศัยแรงโน้มถ่วง ของน้ำที่ไหลออกมาใช้งาน ไปช่วยผลิตไฟฟ้า ก็จะใช้ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด เล็ก ผลิตไฟฟ้าปริมาณเล็กน้อย จ่ายไฟฟ้าให้หลอดไฟบางดวงได้ ระยะเวลานานเท่าไร ขึ้นกับขนาดถังน้ำที่ท่านเก็บน้ำ ซึ่งก็มีผู้ผลิตกังหันลม เพื่อสูบน้ำหลายราย ค้นหาได้จากสมุดหน้าเหลืองก็ได้ครับ ผู้เขียน กองบรรณาธิการ http://www.eitjournal.org/index.php?option=com_content&task=view&id=503&Itemid=37 จาก : บรรจง - 02/01/2006 10:15 |
|
ข้อความ : พลังงาน
รูปแบบของพลังงาน ที่สำคัญได้แก่ พลังงานกล (MECHANICAL ENERGY) พลังงานความร้อน (THERMAL ENERGY): GEOTHERMAL พลังงานเคมี (CHEMICAL ENERGY): FUEL, FOOD พลังงานเสียง (SOUND ENERGY): VIBRATING PARTICLES พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า (ELECTROMAGNETIC ENERGY): ไฟฟ้า แม่เหล็ก แสง พลังงานนิวเคลียร์ (NUCLEAR ENERGY): NUCLEAR FORCES, FISSION, FUSION พลังงานเปลี่ยนรูปได้ง่าย เช่น พลังงานเคมี------เผาไหม้---> พลังงานความร้อน-----------------------> พลังงานกล (น้ำมันเชื้อเพลิง) ---------------------------------- (ขับเคลื่อนเครื่องยนต์) ในเชิงวิทยาศาสตร์ ถือว่า "พลังงานจะสร้างขึ้นหรือทำลายไม่ได้ ได้แต่เปลี่ยนรูปได้" ถ่านหิน (CHEMICAL ENERGY) เผาไหม้ น้ำในหม้อน้ำ ไอน้ำ (HEAT ENERGY) หมุนกังหันไอน้ำ (KINETIC ENERGY) เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (ELECTRIC ENERGY) ความร้อน(THERMAL) + แสงสว่าง(ELECTROMAGNETIC) รูปแบบต่างๆ ของพลังงานเหล่านี้ จัดเป็น 2 ประเภท คือ พลังงานจลน์ (KINETIC ENERGY): คือพลังงานที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของวัตถุ หรือพลังงานที่มีอยู่ในวัตถุที่กำลังเคลื่อน พลังงานศักย์ (POTENTIAL ENERGY) : คือ พลังงานที่มีอยู่ในวัตถุ เนื่องจาก ตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุ หรือ เนื่องจาก ความสัมพันธ์เชิงตำแหน่ง ระหว่างวัตถุที่เกี่ยวข้องกัน อาจเป็นการเกี่ยวข้องแบบ แรงดึงดูด เช่น ระหว่างวัตถุที่มีประจุไฟฟ้าหรือขั้วแม่เหล็กตรงข้ามกัน หรือ แบบ แรงผลัก พลังงานศักย์ที่สำคัญ มี 2 ชนิด คือ GRAVITATIONAL POTENTIAL ENERGY ELASTIC POTENTIAL ENERGY แหล่งพลังงานที่เรานำมาใช้ได้ คือพลังงานที่อยู่ใกล้ผิวโลก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท: 1. พลังงานที่เคลื่อนไหวมาสู่ผิวโลกตลอดเวลา ได้แก่ 1.1 รังสีจากดวงอาทิตย์ 99.98 % 1.2 กระแสน้ำขึ้น-น้ำลง 0.002 % เนื่องจากแรงโน้มถ่วง และแรงหนีศูนย์ ของระบบโลก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ 1.3 พลังงานความร้อนใต้พิภพ 0.018 % จากภายในโลก ทั้งในรูปของการนำความร้อน น้ำพุร้อน และภูเขาไฟ 2. พลังงานศักย์ หรือ พลังงานที่สะสมไว้ใกล้ๆผิวโลก ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม CHEMICAL POTENTIAL ENERGY : เชื้อเพลิงธรรมชาติ โดยเฉพาะพวก HYDROCARBON ที่สำคัญคือ FOSSIL FUELS NUCLEAR POTENTIAL ENERGY : พลังงานที่สะสมอยู่ในแร่เชื้อเพลิงนิวเคลียร์และพลังงานจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ แหล่งพลังงาน FOSSIL FUELS: แร่เชื้อเพลิง ปิโตรเลียม: ใช้มาก มีน้อย อีกประมาณ 50 ปี อาจหมด ก๊าซธรรมชาติ: ใช้มาก มีน้อย อีก 60 ปี อาจหมด ถ่านหิน: ใช้มาก มีไม่มาก อีก 225 ปี อาจหมด HYDROELECTRIC: พลังน้ำ ใช้อยู่ในปัจจุบัน อนาคตค่อนข้างจำกัด SOLAR: พลังงานแสงอาทิตย์ ยังใช้น้อย ขึ้นอยู่กับตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ ลักษณะภูมิอากาศ ฯลฯ NUCLEAR: พลังนิวเคลียร์ มี 3 แบบ CONVENTIONAL FISSION REACTOR: ยังใช้น้อย เชื้อเพลิงถูก อีก 30-40 ปี อาจหมด FAST-BREEDER REACTOR: เริ่มใช้ ศักยภาพสูง FUSION REACTOR: กำลังพัฒนา เชื่อเพลิงไม่จำกัด (H) TIDES: พลังน้ำขึ้นน้ำลง ยังใช้น้อย แหล่งค่อนข้างจำกัด GEOTHERMAL: พลังความร้อนใต้พิภพ เริ่มใช้มากขึ้น แหล่งค่อนข้างจำกัด WIND: พลังลม ใช้น้อย แหล่งที่เหมาะสมมีจำกัด OCEAN THERMAL GRADIENTS: ยังไม่มีการนำมาใช้ ผลการทดลองบ่งว่า เป็นไปได้ แต่ขึ้นกับตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง (TIDAL ENERGY) บริเวณริมฝั่งทะเล น้ำขึ้น-ลง วันละ 2 ครั้ง พลังน้ำนี้นำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยกั้นน้ำไว้ในอ่าง หรือแอ่งน้ำริมทะเล ให้น้ำขึ้น-น้ำลง ไหลผ่านกังหันเพื่อปั่นกระแสไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังน้ำขึ้น-น้ำลง โรงแรก อยู่ในฝรั่งเศส ราคา 90 ล้านเหรียญ สร้างเสร็จ 1967 ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 240 เมกะวัตต์ โรงที่สอง อยู่ในรัสเซีย (1969) ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 1 เมกะวัตต์ http://web.geol.science.cmu.ac.th/gs/courseware/fongsaward/sc100hbak.htm จาก : บรรจง - 02/01/2006 11:10 |
|
ข้อความ : http://www.cpe.ku.ac.th/~yuen/204471/power/converter/
http://www.cpe.ku.ac.th/~yuen/204471/power/converter/index1.html#ppc_use_tr เรื่อง CONVERTER เรียบเรียงโดย นาย ชัยวัฒน์ เกตุสุวรรณ นาย พิริยะ อุตมฉันท์ จาก : บรรจง - 02/01/2006 11:33 |
|
ข้อความ : http://www.khothai.com/zone1.htm
http://www.khothai.com/progener.htm http://www.khothai.com/zone2.htm โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสุโขทัย สำนักชลประทานที่ 4 กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จาก : บรรจง - 02/01/2006 12:11 |
|
ข้อความ : 5. เครื่องสูบน้ำ
5.1 สูบน้ำได้ 450 ลิตร/นาที 1. เป็นเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่ง ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2. ขนาดท่อส่งไม่น้อยกว่า 2 นิ้ว (50 มม.) 3. ปริมาณน้ำที่สูบได้ไม่น้อยกว่า 450 ลิตร/นาที หรือประมาณ 120 แกลลอน (อเมริกัน) ต่อนาที 4. ส่งน้ำได้สูงไม่ต่ำกว่า 9 เมตร หรือประมาณ 30 ฟุต 5. อุปกรณ์ประกอบของเครื่องสูบน้ำและของเครื่องยนต์ ต้องมีครบชุดพร้อมที่จะใช้งานได้ 5.2 สูบน้ำได้ 1,100 ลิตร/นาที 5.2.1 ขนาด 5 แรงม้า 1. เป็นเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่ง ใช้เครื่องยนต์เบนซิน ขนาดไม่ต่ำกว่า 5 แรงม้า 2. ขนาดท่อส่งไม่น้อยกว่า 3 นิ้ว (80 มม.) 3. ปริมาณน้ำที่สูบได้ไม่น้อยกว่า 1,100 ลิตร/นาที หรือประมาณ 300 แกลลอน (อเมริกัน) ต่อนาที 4. ส่งน้ำได้สูงไม่ต่ำกว่า 9 เมตร หรือประมาณ 30 ฟุต 5. อุปกรณ์ประกอบของเครื่องสูบน้ำและของเครื่องยนต์ ต้องมีครบชุดพร้อมที่จะใช้งานได้ 5.2.2 ขนาด 7 แรงม้า 1. เป็นเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่ง ใช้เครื่องยนต์เบนซิน ขนาดไม่ต่ำกว่า 7 แรงม้า 2. ขนาดท่อส่งไม่น้อยกว่า 3 นิ้ว (80 มม.) 3. ปริมาณน้ำที่สูบได้ไม่น้อยกว่า 1,100 ลิตร/นาที หรือประมาณ 300 แกลลอน (อเมริกัน) ต่อนาที 4. ส่งน้ำได้สูงไม่ต่ำกว่า 9 เมตร หรือประมาณ 30 ฟุต 5. อุปกรณ์ประกอบของเครื่องสูบน้ำและของเครื่องยนต์ ต้องมีครบชุดพร้อมที่จะใช้งานได้ 5.3 สูบน้ำได้ 1,750 ลิตร/นาที 1. เป็นเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่ง ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2. ขนาดท่อส่งไม่น้อยกว่า 4 นิ้ว (100 ม.ม.) 3. ปริมาณน้ำที่สูบได้ไม่น้อยกว่า 1,750 ลิตร/นาที หรือประมาณ 460 แกลลอน (อเมริกัน) ต่อนาที 4. ส่งน้ำได้สูงไม่ต่ำกว่า 13.5 เมตร หรือประมาณ 45 ฟุต 5. อุปกรณ์ประกอบของเครื่องสูบน้ำและของเครื่องยนต์ ต้องมีครบ ชุดพร้อมที่จะใช้งานได้ 5.4 สูบน้ำได้ 3,800 ลิตร/นาที 1. เป็นเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่ง ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2. ขนาดท่อส่งไม่น้อยกว่า 6 นิ้ว (150 มม.) 3. ปริมาณน้ำที่สูบได้ไม่น้อยกว่า 3,800 ลิตร/นาที หรือประมาณ 1,000 แกลลอน (อเมริกัน) ต่อนาที 4. ส่งน้ำได้สูงไม่ต่ำกว่า 13.5 เมตร หรือประมาณ 45 ฟุต 5. อุปกรณ์ประกอบของเครื่องสูบน้ำและของเครื่องยนต์ ต้องมีครบ ชุดพร้อมที่จะใช้งานได้ 5.5 สูบน้ำได้ 450 ลิตร/นาที 1. เป็นเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่ง ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2. ขนาดท่อส่งไม่น้อยกว่า 2 นิ้ว (50 มม.) 3. ปริมาณน้ำที่สูบได้ไม่น้อยกว่า 450 ลิตร/นาที หรือประมาณ 120 แกลลอน (อเมริกัน) ต่อนาที 4. ส่งน้ำได้สูงไม่ต่ำกว่า 9 เมตร หรือประมาณ 30 ฟุต 5. อุปกรณ์ประกอบของเครื่องสูบน้ำและของมอเตอร์ไฟฟ้า ต้องมีครบชุดพร้อมที่จะใช้งานได้ 5.6 สูบน้ำได้ 1,130 ลิตร/นาที 1. เป็นเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่ง ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2. ขนาดท่อส่งไม่น้อยกว่า 3 นิ้ว (80 มม.) 3. ปริมาณน้ำที่สูบได้ไม่น้อยกว่า 1,130 ลิตร/นาทีหรือประมาณ 300 แกลลอน (อเมริกัน) ต่อนาที 4. ส่งน้ำได้สูงไม่ต่ำกว่า 13.5 เมตร หรือประมาณ 45 ฟุต 5. อุปกรณ์ประกอบของเครื่องสูบน้ำและของมอเตอร์ไฟฟ้า ต้องมีครบชุดพร้อมที่จะใช้งานได้ 5.7 สูบน้ำได้ 1,500 ลิตร/นาที 1. เป็นเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่ง ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2. ขนาดท่อส่งไม่น้อยกว่า 4 นิ้ว (100 มม.) 3. ปริมาณน้ำที่สูบได้ไม่น้อยกว่า 1,500 ลิตร/นาที หรือประมาณ 400 แกลลอน (อเมริกัน) ต่อนาที 4. ส่งน้ำได้สูงไม่ต่ำกว่า 13.5 เมตร หรือประมาณ 45 ฟุต 5. อุปกรณ์ประกอบของเครื่องสูบน้ำและของมอเตอร์ไฟฟ้า ต้องมีครบชุดพร้อมที่จะใช้งานได้ ครุภัณฑ์การเกษตร รายละเอียด ประกอบการตัดสินใจนะครับ จาก : บรรจง - 02/01/2006 12:55 |
|
ข้อความ : โดย ... รศ.ดร.บัญญัติ เศรษฐฐิติ
ปัจจุบันเป็นยุคของการใช้เครื่องจักรและเครื่องมือเพื่อช่วยผ่อนแรง ในการทำการเกษตร เครื่องสูบน้ำ เป็นเครื่องมือ ทุ่นแรง ที่สำคัญ อย่างหนึ่ง ซึ่งเกษตรกรมีโอกาสที่จะหาซื้อมาไว้ใช้ในเรือกสวนหรือไร่นาของตน โดยลงทุนไม่มากนัก ค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่อง การซ่อมแซมและบำรุงรักษาก็ไม่สูง อีกทั้งยังสามารถนำเครื่องสูบน้ำนั้นไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น พ่นยากำจัดแมลง เครื่องสูบน้ำที่ขายอยู่ในท้องตลาดมีให้เลือกมากมายหลายชนิด แตกต่างกันตามขนาดและวิธีการใช้ แต่เนื่องจาก เกษตรกร ส่วนใหญ่ ใช้เครื่องสูบน้ำ เพียงเพื่อสูบน้ำ จากคลองชลประทาน คูน้ำ หรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติขึ้นมาสู่ พื้นที่เพาะปลูก เท่านั้น ระดับน้ำ ที่จะสูบขึ้นมาใช้ก็อยู่ไม่ลึก การใช้น้ำบาดาลในการเกษตร หรือการให้น้ำแก่พืชในระบบที่ต้อง ใช้ความดันสูง ๆ ก็มีน้อย ดังนั้น เครื่องสูบน้ำ ที่ใช้จึงเป็นแบบที่ง่าย ราคาถูก เคลื่อนย้ายได้สะดวก และสูบน้ำได้ ในปริมาณที่สูง นอกจากนั้นยังสามารถ สูบน้ำ ที่มีเศษดิน ทราย หรือสวะ ได้โดยไม่ทำความเสียหาย ต่อตัวเครื่อง มากนัก เครื่องสูบน้ำ ที่เกษตรกรนิยมใช้กันมากในปัจจุบันก็คือ เครื่องสูบน้ำ แบบหอยโข่งหรือปั้มหอยโข่งระหัดเทพฤทธิ์ หรือท่อพญานาค หรือท่อสูบน้ำ และระหัดไม้ -------------------------------------------------------------------------------- เครื่องสูบน้ำแบบนี้มีใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะมีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการเกษตร คือ สูบน้ำได้ปริมาณมาก น้ำที่สูบไม่จำเป็นที่จะต้องสะอาด เนื่องจากสิ่งสกปรกที่ปะปนอยู่ในน้ำ ไม่ค่อยมีผลเสียต่อเครื่องสูบน้ำชนิดนี้มากนัก การใช้งานก็มีอยู่อย่างกว้างขวาง ทั้งในไร่นา สวนผัก สวนผลไม้ หรือแม้แต่ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เครื่องสูบน้ำแบบนี้ เหมาะสำหรับสูบน้ำในแม่น้ำลำธาร บ่อน้ำ คูคลอง หรืออ่างเก็บน้ำที่มีระดับต่ำกว่าระดับพื้นดินไม่เกิน 10 เมตร ถึงแม้ว่าเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่ง (รูปที่ 1) จะมีส่วนประกอบที่ไม่ซับซ้อน แต่ก็มีส่วนสำคัญที่ต้องรู้จักดังต่อไปนี้ รูปที่ 1 ส่วนใหญ่จะมีลักณะคล้ายก้นหอย (รูปที่ 2) คือเป็นเส้นโค้งที่ค่อย ๆ วนออกจากส่วนที่แคบที่สุด ซึ่งเป็นปาก ทางน้ำเข้าและเป็นที่ต่อของท่อดูดออกไปยังส่วนที่กว้างที่สุด ซึ่งเป็นปากทางน้ำออกและเป็นที่ต่อของท่อส่ง สำหรับปาก ทางน้ำออกนั้น มักจะมีขนาดเล็กกว่าปากทางน้ำเข้าเสมอ นอกจากนั้นตรงส่วนบนสุดของตัวเรือนสูบจะต้องมีช่อง ระบายอากาศเพื่อเป็นทางออกของอากาศที่อาจจะปนมากับน้ำที่ดูดขึ้น และตรงส่วนที่ต่ำที่สุดก็ต้องมีช่องระบายน้ำ สำหรับถ่ายเทน้ำออก เมื่อจะเก็บเครื่องสูบน้ำไว้นาน ๆ โดยไม่ใช้ รูปที่ 2 เรือนสูบ รูปที่ 3 รูปผ่าซีกเรือนสูบให้เห็นใบพัดภายใน เป็นชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาขณะที่สูบน้ำใบพัดมีหลายลักษณะและหลายประเภท แต่ที่ใช้กันส่วนใหญ่ สำหรับสูบน้ำที่สะอาดและมีโคลนปน ได้คือ ใบพัดแบบ เปิดและใบพัดแบบกึ่งเปิด (รูปที่ 4) ซึ่งใบพัดทั้งสองแบบนี้ มีลักษณะคล้ายกงจักร แต่ต่างกันที่แผ่นเหล็กกลมที่มีติดอยู่เฉพาะที่ใบพัดแบบกึ่งเปิดเท่านั้น ใบพัดแบบที่ มีจำนวนใบยิ่งน้อย เช่น 3 ใบดังรูป ยิ่งไม่ทำให้เศษสิ่งสกปรกที่อาจจะหลุดลอดตะแกรงกรองขึ้นมาอัดตัวกันอยู่ระหว่างใบ แต่ก็ควรระวัง อย่าให้มีกรวดทรายปนขึ้นมากับน้ำที่ สูง เพราะจะทำให้ใบพัดสึกหรอได้ รูปที่ 4 ใบพัด ตัวแกนเพลงคือแท่งโลหะที่มีปลายข้างหนึ่งสอดผ่านตัวใบพัด และปลายอีกข้างหนึ่งโผล่พ้นเรือนสูบออกไป สำหรับยึดกับมู่เล่หรือเพลาของเครื่องต้นกำลังที่จะมาฉุดเครื่อง สูบน้ำ โดยปกติโลหะที่ใช้ทำเพลามักจะมีความแข็งแรง ทนทานต่อการสึกกร่อนเป็นอย่างดี เนื่องจากเพลาหมุนตลอดเวลาขณะที่สูบน้ำ ดังนั้นลูกปืนหรือปลอกประกับเพลาจึงมีหน้าที่รองรับเพลา เพื่อกันไม่ให้ เกิดการสึกหรอที่ตัวเพลา เพราะไม่เช่นนั้นจะเกิดการเสีย ศูนย์ ใบพัดจะแกว่งและกระแทกเรือนสูบก่อให้เกิดความเสียหายได้ นอกจากนั้นราคาลูกปืนหรือปลอกประกับเพลาที่จะเปลี่ยนก็มีราคาถูกกว่าตัวเพลามาก เนื่องจากปลายเพลาข้างหนึ่งโผล่ออกไปนอกเรือนสูบ ดังนั้นน้ำที่อยู่ภายในเรือนสูบจึงมีโอกาสรั่วไหลได้ เพื่อเป็นการ แก้ไขปัญหานี้ จึงมีการใส่ปะเก็นกันไม่ให้น้ำภายใน เรือนสูบรั่วไหลออกไปตามเพลาจากข้างที่ติดใบพัด ไปยังข้างที่โผล่ออกไป ข้างนอกเพื่อรับแรงฉุดจากเครื่องต้นกำลัง ส่วนวัสดุที่ใช้ทำปะเก็นนั้นมีหลายชนิด เช่น แอสเบสตอส สารตะกั่ว เป็นต้น สำหรับส่วนประกอบอื่น ๆ ที่สำคัญจะต่อระบบการสูบน้ำก็มีท่อดูด ท่อส่งหัวกระโหลกและลิ้วหัสกระโหลก ที่ใช้อาจจะเป็นท่ออ่อน หรือท่อแข็งก็ได้ ถ้าใช้ท่ออ่อน การวางท่อให้โค้งลงไปยังผิวน้ำในบ่อหรือในลำธารทำได้ง่าย ๆ แต่ข้อเสียคืออายุการใช้งานสั้น เมื่อถูกปล่อยให้ตากแดดและฝนเป็นเวลานาน ๆ ท่ออ่อนดังกล่าวนี้หมายถึงท่อผ้าใบ อาบยาง หรือยางเทียมภายในมีโครงเป็นลวดเหล็กที่ขดไว้คล้ายสปริง ส่วนท่อแข็งนั้น อาจจะทำจากเหล็กอาบสังกะสี อลูมิเนียม ที่เรียกกันว่าท่อเอสล่อนหรือท่อโพลีเอททีลีน ท่อแข็งนี้มีอายุใช้งานได้นานกว่าท่ออ่อน แต่การวางท่อทำได้ยากกว่า หรือ พลาสติก เพราะจำเป็นต้องมีเสา หรือคานรองรับเสมอ ส่วนใหญ่มักจะวางจุ่มลงไปในน้ำในแนวดิ่ง หรือวางทำมุม 45 องศา เนื่องจากข้องอที่ใช้มีเพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือ ข้องอมุมฉาก และข้องอ 45 องศา สำหรับท่อส่งนั้นก็อาจจะใช้ท่ออ่อนหรือท่อแข็งได้เช่นเดียวกับท่อดูด เป็นชิ้นส่วนที่ติดอยู่ตรงปลายท่อดูดที่จุ่มอยู่ในน้ำ มีลักษณะเป็นตะแกรง ทำหน้าที่กรองหรือป้องกันไม่ให้ สิ่งแปลกปลอม เช่น เศษไม้ เศษพืช หลุดเข้าไปภายในท่อดูดขึ้นไปพันใบพัด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเครื่องสูบน้ำ นอกจากนั้นแล้วภายในหัวกระโหลกยังมีลิ้นกันน้ำไหลกลับ หรือลิ้นหัวกระโหลก ติดอยู่ ลิ้นนี้ยินยอมให้น้ำไหลผ่านจาก ภายนอก เข้าไปภายในท่อดูดได้ทางเดียวเท่านั้น ถ้าน้ำจะไหลกลับออกจากท่อดูดลิ้นนี้จะปิดไม่ให้ผ่านออกมา ดังนั้นลิ้นหัวกระโหลกจึงมี ความสำคัญในการป้องกันไม่ให้น้ำรั่วไหลออกจากท่อดูด ขณะที่กำลังล่อน้ำก่อนการสูบน้ำ หรือเมื่อหยุดสูบน้ำ รูปที่ 5 เป็นรูปที่แสดงหลักการทำงานของใบพัดที่ก่อให้เกิดการสูบน้ำขึ้นในเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่ง รูป ก แสดงให้เห็นท่อดูดและท่องอซึ่งถูกฉุดให้หมุน โดยเครื่องต้นกำลัง คือมอเตอร์ ถ้าท่อทั้งสองไม่มีน้ำอยู่เต็ม ไม่ว่าท่องอจะหมุน เร็วเท่าไร น้ำก็จะไม่พุ่งออกมาและน้ำในอ่างก็จะไม่ถูกดูดขึ้นไป นั่นคือเหตุผลที่ต้องล่อน้ำ ให้เต็มก่อนที่จะใช้เครื่องสูบน้ำแบบนี้ แต่ถ้าท่อทั้งสองมีน้ำอยู่เต็ม เมื่อท่องอ หมุน น้ำภายในท่อจะถูกเหวี่ยงออกมา น้ำที่อยู่ในอ่างจะถูกอากาศภายนอกดันเข้าไปภายใน ท่อดูดขึ้นไปแทนที่น้ำเก่าที่ถูกเหวี่ยงออกไป หลักการสูบน้ำแบบนี้จะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่ท่องอยังหมุนอยู่ และอากาศยังไม่รั่วเข้าไปภายในท่อ รูปที่ 5 หลักการทำงานของเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่ง ถ้ามีการเพิ่มท่องอมากขึ้นอีกดัง รูป ข ปริมาณน้ำที่สูบได้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าใบพัด ของเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่งใน รูป ค นั้นเปรียบเสมือนตัวท่องอ ส่วนช่องว่างระหว่างใบพัดก็คือรูที่น้ำออกของท่องอนั่นเอง เมื่อพิจารณาดูการสูบน้ำของเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่งจะเห็นว่าขณะที่ใบพัดหมุนน้ำที่อยู่ภายในเรือนสูบ ซึ่งได้จาก การล่อน้ำและเข้ามาแทนที่อากาศ จะถูกพัดเหวี่ยง ออกไป ทำให้เกิดสูญญากาศขึ้นภายในเรือนสูบ ความกดดันของ บรรยากาศภายนอกจะดันให้น้ำไหลขึ้นไปยังเครื่องสูบน้ำ ผ่านท่อดูดและไหลเลยเข้าไปยังบริเวณศูนย์กลาง ของใบพัด หลังจากนั้นน้ำก็จะถูกใบพัดบังคับให้หมุนตามไปด้วยกัน การหมุนของน้ำนี้ทำให้เกิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ซึ่งจะเหวี่ยงน้ำ ออกจากปลายใบพัดด้วยความเร็วและ แรงดันสูง ให้ไปกระทบกับผนังของเรือนสูบซึ่งมีลักษณะโค้ง สำหรับรับน้ำ และส่งน้ำออกไป ทำให้น้ำที่ไหลออกจากเครื่องสูบน้ำ มีแรงดันสูงกว่าตอนขาเข้า และพร้อมที่ จะไหลไปยังตำแหน่งอื่น ๆ เมื่อน้ำถูกส่งออกไปแล้ว น้ำจำนวนใหม่ก็จะไหลเข้าไป แทนที่ภายในเครื่องดูดน้ำ รอให้ถูกเหวี่ยง ออกนอกเครื่องด้วย วิธีการเดียวกับ ที่กล่าวมาแล้ว ข้างต้น สาเหตุที่ทำให้เครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่งเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายก็เนื่องจากมีข้อดีอยู่หลายประการดังต่อไปนี้ 1.1 ลักษณะโครงสร้าง และส่วนประกอบไม่ซับซ้อน 1.2 ไม่มีวาล์วหรือลูกสูบ 1.3 ชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวมีเพียง 2-3 ชิ้น 1.4 สมรรถนะในการทำงานเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีการกระแทกหรือสั่นสะเทือน 1.5 กระทัดรัด และน้ำหนักเบา 1.6 อายุใช้งานนาน 1.7 บำรุงรักษาน้อย 1.8 ราคาถูก สำหรับข้อเสียมีเพียงบางประการคือ 2.1 ก่อนจะสูบน้ำต้องมีการล่อน้ำ ถ้าหากว่าเครื่องสูบน้ำนั้นไม่มีลิ้นหัวกระโหลก หรืออุปกรณ์ล่อน้ำอัตโนมัติ 2.2 สูบน้ำได้ไม่เกิน 10 เมตร โดยวัดจากเครื่องลงไปยังผิวน้ำ ข้อควรระวังประการหนึ่งของการใช้เครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่งคือความเร็วของใบพัดถ้าความเร็วเปลี่ยนคุณสมบัติต่าง ๆ ของการสูบน้ำก็จะเปลี่ยนตาม เพราะตามทฤษฎีแล้ว 1. ปริมาณน้ำที่สูบได้จะแปรผันตามความเร็ว 2. ระดับน้ำที่สูบขึ้นไปได้จะแปรผันตามความเร็วยกกำลังสอง 3. กำลังที่ใช้ฉุดจะแปรผันกับความเร็วยกกำลังสาม ดังนั้นเมื่อใช้งาน เครื่องสูบน้ำจึงควรจะหมุน ให้ได้ความเร็วรอบตามที่บริษัทผู้ผลิตได้ระบุไว้ในหนังสือคู่มือ ของเครื่องสูบน้ำนั้น ๆ เสมอ -------------------------------------------------------------------------------- การติดตั้งเครื่องสูบน้ำให้อยู่ในตำแหน่งที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดนั้น ควรจะปฏิบัติตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. ติดตั้งเครื่องสูบน้ำให้อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำมากที่สุด ทั้งนี้เพื่อทำให้ระยะสูบสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งก็เป็นเหตุ ทำให้ท่อดูด สั้นลง ไปด้วย ความสูญเสียเนื่องจากการเสียดทาน ของน้ำก็จะลดลงตาม ปริมาณน้ำที่สูบได้ก็จะเพียงพอกับ ความต้องการ และคุ้มค่า น้ำมันที่ต้องเสียไป 2. ติดตั้งเครื่องสูบน้ำให้อยู่บนฐานอย่างมั่นคง รองด้วยยางระหว่างแท่นเครื่องกับฐาน เพื่อลดการสั่นสะเทือน 3. ถ้าใช้สายพานเป็นตัวส่งกำลังขับเคลื่อน แนวสายพานที่คล้องระหว่างมู่เล่ของ เครื่องต้นกำลังกับมู่เล่ของเครื่องสูบน้ำควรจะตรง ไม่บิดเอียง ทั้งนี้เพื่อทำให้การส่งกำลังได้ผลเต็มที่ 4. ตรวจสอบทิศทางหมุนของใบพัดให้ถูกต้อง โดยเทียบได้จากทิศทางของลูกศรที่เขียนติดอยู่กับเรือนสูบ 5. ถ้าใช้ลิ้วหัวกระโหลกด้วยก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดตั้งลิ้นกับน้ำไหลกลับที่ท่อส่ง เพราะเหตุว่าเมื่อหยุดสูบ น้ำที่ค้างอยู่ ในท่อส่งจะไหลกลับคืนมายังเครื่องอย่างแรง และรวดเร็ว อาจทำให้เรือนสูบแตกร้าวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่สูบน้ำขึ้นไปสูง ๆ 6. ในกรณีที่สูบน้ำจากแม่น้ำหรือลำคลอง การติดตั้งท่อดูดควรจะทำตามรูปที่ 6 ถ้าระดับน้ำในแม่น้ำ หรือลำคลอง เปลี่ยนแปลง ขึ้นลงมาก ก็ควรจะติดตั้งท่อดูดหรือเครื่องสูบน้ำไว้บนแพ 7. เมื่อมีการต่อท่อโค้งใกล้กับเครื่องสูบน้ำ ความยาวของท่อน้ำก่อนที่จะถึงส่วนโค้งควรจะยาว อย่างน้อย 5 เท่า ของเส้นผ่า ศูนย์กลางของท่อ 8. การวางท่อดูดที่ถูกต้องนั้น อย่าให้หัวกระโหลกสัมผัสกับก้นคลองหรือขอบคลอง เพราะจะทำให้น้ำไหลเข้าท่อ ไม่สะดวก วิธีที่ถูกคือควรจะยกปลายท่อดูดให้หัวกระโหลก อยู่ห่างจากพื้นประมาณ 10-15 ซม. ถ้ายกสูงชุดผิวน้ำมากเกินไป น้ำบริเวณ หัวกระโหลกจะหมุนวนโอกาสที่อากาศซึ่ง ไม่เป็นที่ต้องการจะปนเข้าไปกับน้ำที่สูบมีมาก ถ้าเป็นไปได้ควรจะวาง ท่อดูดให้อยู่ใน บริเวณที่มีน้ำมากที่สุด ใช้ตะกร้าไม้ไผ่หรือชะลอมหุ้มหัวกระโหลก ไว้อีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันเศษขยะ หรือเศษสวะ ไหลเข้าไปติดก็ได้ สำหรับข้อต่อทุกอันนั้น ต้องขันให้แน่น อย่ามีรูให้อากาศรั่วเข้าโดยเด็ดขาด 9. ระดับปากท่อส่งควรจะอยู่สูงกว่าระดับกึ่งกลางของเครื่องสูบน้ำประมาณ 50 ซม. เพื่อกักน้ำให้เหลืออยู่ ภายในเครื่องสูบน้ำ เมื่อหยุดสูบอากาศภายนอกก็จะไม่มีโอกาสเข้าไป แทนที่ ข้อมูลจาก KU Electronic Magazine ฉบับที่ 2 ปีที่ 1 เดือน สิงหาคม ปี 2543 http://www.doae.go.th/library/html/detail/KUmagazine/august_43/kuengsub/e_mag2.htm จาก : บรรจง - 02/01/2006 13:02 |
|
ข้อความ : หลักในการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า
การประหยัดไฟฟ้า ต้องเริ่มจากการพิจารณาเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างมีหลักเกณฑ์ ซึ่งข้อแนะนำต่อไปนี้จะเป็นเครื่องช่วยประเมินคุณค่าของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะซื้อ ก่อนตัดสินใจควรพิจารณาดังนี้ 1. ควรทราบว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่พบเห็นนั้น กินไฟมากน้อยเพียงไร 2. มีความเหมาะสมในการใช้งานหรือไม่ 3. สะดวกในการใช้สอย คงทน ปลอดภัยหรือไม่ 4. ภาระการติดตั้ง และค่าบำรุงรักษา 5. พิจารณาคุณภาพ ค่าใช้จ่าย อายุใช้งาน มาประเมินออกมาเป็นตัวเงินด้วย ข้อควรปฏิบัติเพื่อการประหยัดไฟฟ้าแสงสว่าง มีดังนี้ 1.ปิดสวิตซ์ไฟ เมื่อไม่ใช้งาน 2.ในบริเวณที่ไม่จำเป็นต้องใช้แสงสว่างมากนัก เช่น เฉลียง ทางเดิน ห้องน้ำ ควรใช้หลอดที่มีวัตต์ต่ำ โดยอาจใช้หลอดคอมแพคบัลลาสต์ภายใน เนื่องจากมีประสิทธิภาพการให้แสง ลูเมน/วัตต์ (Im/W) สูงกว่าหลอดไส้ และดีกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ขนาดไม่เกิน 18 W ด้วย สำหรับบริเวณที่ต้องการแสงสว่างปกตินั้น หลอดผอมขนาด 36 W จะมีประสิทธิภาพการให้แสง (ลูเมน/วัตต์) สูงกว่าหลอดคอมแพคบัลลาสต์ภายในทั่วๆ ไปไม่ต่ำกว่า 10% และยิ่งจะมีประสิทธิภาพการให้แสงมากขึ้นถ้าเป็นหลอดผอมชนิดซุปเปอร์และใช้บัลลาสต์ประหยัดไฟร่วมด้วย ดังนั้นจำนวนหลอดไฟที่ใช้และการกินไฟของหลอดผอมก็จะน้อยกว่าหลอดประหยัดไฟ 3.หมั่นทำความสะอาด ขั้วหลอด และตัวหลอดไฟ รวมทั้งโคมไฟและโป๊ะไฟต่าง ๆ 4.ผนังห้องหรือเฟอร์นิเจอร์อย่าใช้สีคล้ำ ๆ ทึบ ๆ เพราะสีพวกนี้จะดูดแสง ทำให้ห้องดูมืดกว่าห้องที่ทาสีอ่อน ๆ เช่น สีขาว หรือสีขาวนวล 5.เลือกใช้โคมไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงซึ่งมีแผ่นสะท้อนแสงทำด้วยอะลูมิเนียมเคลือบโลหะเงิน จะสามารถลดจำนวนหลอดไฟลงได้ โดยแสงสว่างยังคงเท่าเดิม 6.เลือกใช้ไฟตั้งโต๊ะ ในบริเวณที่ต้องการแสงสว่างเฉพาะแห่ง เช่น อ่านหนังสือ 7.ให้ใช้บัลลาสต์ประหยัดไฟฟ้าควบคู่กับหลอดฟลูออเรสเซนต์ โดยบัลลาสต์ประหยัดไฟ มี 2 แบบ คือ 7.1 แบบแกนเหล็กประหยัดไฟฟ้า (LOW LOSS MAGNETIC BALLAST) 7.2 แบบอิเล็กทรอนิกส์ ( ELECTRONIC BALLAST) 8. ในการเลือกซื้อหลอดไฟ โดยเฉพาะหลอดฟลูออเรสเซนต์นั้น ให้สังเกตปริมาณการส่องสว่าง (ลูเมน หรือ Im) ที่กล่องด้วย เนื่องจากในแต่ละรุ่นจะมีค่าลูเมนไม่เท่ากัน ส่งผลให้มีราคาแตกต่างกัน เช่น หลอดผอม 36 หรือ 40 วัตต์จะให้แสงประมาณ 2,000-2,600 ลูเมน หลอดชนิดซุปเปอร์จะให้แสง 3,300 ลูเมน หลอดประหยัดไฟขนาด 11 วัตต์ (หลอดคอมแพคขนาด 11 วัตต์ หรือหลอดตะเกียบ) จะให้แสงประมาณ 500-600 ลูเมน เป็นต้น นอกจากนี้จะต้องคำนึงถึงการกินไฟภายในบัลลาสต์ด้วย ซึ่งบัลลาสต์แกนเหล็กธรรมดาจะกินไฟมาก ส่วนบัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์จะกินไฟน้อยมาก คำแนะนำด้านความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้าแสงสว่าง 1.เมื่อจะเปลี่ยนหลอดควรดับหรือปลดวงจรไฟฟ้าแสงสว่างนั้น 2.สังเกตบัลลาสต์ว่ามีกลิ่นเหม็นไหม้ หรือรอยเขม่าหรือไม่ 3.ถ้าเป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ไม่ควรปล่อยให้ไฟกระพริบอยู่เสมอ หรือหัวหลอดแดงโดยไม่สว่าง เพราะอาจเกิดอัคคีภัยได้ 4.ขั้วหลอดต้องแน่นและไม่มีรอยไหม้ที่พลาสติกขาหลอด 5.ไม่นำวัสดุที่ติดไฟง่าย เช่น ผ้า กระดาษ ปิดคลุมหลอดไฟฟ้า 6.ถ้าหลอดขาดหรือชำรุดบ่อย ให้ตรวจสอบแรงดันไฟฟ้าว่าสูงผิดปกติหรือไม่ ถ้าพบผิดปกติให้รีบแจ้งการไฟฟ้านครหลวงทันที 7.ถ้าโคมไฟเป็นโลหะและอยู่ในระยะที่จับต้องได้ควรติดตั้งสายดินด้วย มิฉะนั้นจะต้องเป็นประเภทฉนวน 2 ชั้น 8.หลอดไฟที่ขาดแล้วควรใส่ไว้ตามเดิมจนกว่าจะเปลี่ยนหลอดใหม่ 9.หลอดไฟขนาดเล็กที่ใช้ให้แสงสว่างตามทางเดินตลอดคืนซึ่งใช้เสียบกับเต้ารับนั้น อาจมีปัญหาเสียบไม่แน่นจนเกิดความร้อนและไฟไหม้ได้ นอกจากนี้วัสดุที่ใช้มักมีคุณภาพต่ำ ไม่ทนทานต่อความร้อน จึงไม่แนะนำให้ใช้ หรือเสียบทิ้งไว้โดยไม่มีผู้คนดูแลอยู่ใกล้ ๆ 10.ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย โทรทัศน์ ประเภทของเครื่องรับโทรทัศน์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ โทรทัศน์ขาวดำ และโทรทัศน์สีซึ่งมี 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีรีโมทคอนโทรล กับไม่มีรีโมทคอนโทรล โดยทั่วไปโทรทัศน์สีจะกินไฟมากกว่าโทรทัศน์ขาวดำประมาณ 1 - 3 เท่า และโทรทัศน์สีที่มีรีโมทคอนโทรล จะกินไฟมากกว่าโทรทัศน์สีที่ไม่มีรีโมทคอนโทรลที่มีขนาดเดียวกัน เพราะมีวงจรเพิ่มเติม และกินไฟตลอดเวลาถึงแม้จะไม่ใช้เครื่อง รีโมทคอนโทรลก็ตาม โทรทัศน์ขนาดใหญ่ก็จะกินไฟมากกว่าขนาดเล็ก วิธีใช้เครื่องรับโทรทัศน์ให้ประหยัดพลังงาน คือ 1.ควรเลือกดูรายการเดียวกัน 2. ปิดเมื่อไม่มีคนดู 3. ถอดปลั๊กเมื่อไม่ได้ใช้งาน นอกจากจะกินไฟแล้วโทรทัศน์จะชำรุดได้ง่ายด้วย 4. ถ้าผู้ใช้นอนหลับหน้าโทรทัศน์บ่อย ๆ ควรติดสวิตซ์ตั้งเวลาเพิ่ม คำแนะนำด้านความปลอดภัยในการใช้โทรทัศน์ 1.ควรติดตั้งเสาอากาศให้มั่นคงแข็งแรง แล้วยึดด้วยลวดไม่ต่ำกว่า 3 จุด เพื่อป้องกันไม่ให้เสาล้ม ไม่ควรติดตั้งเสาอากาศทีวีให้สูงเกินความจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงฟ้าผ่าลงที่เสา นอกจากนี้ควรให้เสาห่างจากแนวสายไฟฟ้าแรงสูงเพื่อป้องกันไม่ให้เสาล้มพาดสายแรงสูงและ เกิดอันตรายได้ 2.อย่าเปิดเครื่องรับโทรทัศน์ในขณะที่ตัวเปียกชื้น และไม่ควรจับเสาอากาศโทรทัศน์ด้วย 3.ให้ปิดโทรทัศน์ ถอดปลั๊กไฟและขั้วสายอากาศออกในขณะที่มีฝนฟ้าคะนอง เพื่อป้องกันโทรทัศน์ชำรุด 4.อย่าดูโทรทัศน์ใกล้เกินไปจะทำให้สายตาเสีย หรือได้รับรังสีและคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้ามากเกินไป 5.วางโทรทัศน์ในที่ ๆ มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก 6.อย่าถอดซ่อมด้วยตัวเอง เนื่องจากภายในมีระบบไฟฟ้าแรงสูงอยู่ด้วย 7.ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย ตู้เย็น การซื้อตู้เย็นนอกจากจะต้องคำนึงถึงราคาแล้ว ควรจะพิจารณาถึงลักษณะและระบบของตู้เย็น เพื่อประหยัดพลังงาน ดังต่อไปนี้ 1 ควรเลือกซื้อตู้เย็นที่มีสลากประหยัดไฟโดยเป็นสติกเกอร์ติดอยู่ที่ตู้เย็น ซึ่งสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ) เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองคุณภาพ โดยกำหนดเป็นตัวเลขดังนี้ 2 ควรพิจารณาขนาดให้เหมาะสมกับขนาดครอบครัว ขนาดประมาณ 2.5 ลูกบาศก์ฟุต (คิว) สำหรับสมาชิก 2 คนแรกของครอบครัว แล้วเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 ลูกบาศก์ฟุต ต่อ 1 คน 3 ควรเลือกตู้เย็นที่มีฉนวนกันความร้อนหนา และเป็นชนิดโฟมอัด เพื่อไม่ให้มีการสูญเสียความเย็นมาก 4 ตู้เย็น 2 ประตูกินไฟมากกว่าตู้เย็นประตูเดียวที่มีขนาดความจุเท่ากัน เนื่องจากใช้ท่อน้ำยาเย็นที่ยาวกว่า แต่ตู้เย็น 2 ประตู จะมีการสูญเสียความเย็นน้อยกว่า 5 ตู้เย็นชนิดที่ไม่น้ำเข็งจับจะกินไฟมากกว่าชนิดที่มีปุ่มกดละลายน้ำแข็ง 6 ควรเลือกซื้อตู้เย็นที่ใช้กับระบบไฟฟ้า 220-230 โวลต์ เท่านั้น ถ้าใช้ชนิด 110-120 โวลต์จะต้องใช้หม้อแปลงลดแรงดัน ทำให้กินไฟมากขึ้น วิธีใช้ตู้เย็นให้ประหยัดพลังงาน 1.ก่อนใช้ควรศึกษาคู่มือการใช้และปฏิบัติตามคำแนะนำ 2.ตั้งไว้ในที่เหมาะสม ควรตั้งตู้เย็นให้ห่างจากผนังอย่างน้อย 15 เซนติเมตร 3.อย่าตั้งใกล้แหล่งความร้อน ไม่ควรตั้งอยู่ใกล้เตาไฟ หรือแหล่งความร้อนอื่น และไม่ควรให้โดนแสงแดด 4.ปรับระดับให้เหมาะสมเวลาตั้งตู้เย็นให้ปรับระดับด้านหน้าของตู้เย็นสูงกว่าด้านหลังเล็กน้อย เพื่อเวลาปิดน้ำหนักของประตูตู้เย็นจะถ่วงให้ประตูปิดเข้าไปเอง 5. หมั่นตรวจสอบยางขอบประตู ไม่ให้มีรอยรั่วหรือเสื่อมสภาพ 6. อย่าเปิดตู้เย็นบ่อย ๆ เมื่อเปิดแล้วก็ต้องรีบปิด 7. ละลายน้ำแข็งสม่ำเสมอ เพื่อให้การทำความเย็นมีประสิทธิภาพสูง 8. ตั้งสวิตซ์ควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมกับชนิดและปริมาณอาหารที่แช่ตู้เย็น 9. ถอดปลั๊ก กรณีไม่อยู่บ้านหลายวันหรือไม่มีอะไรในตู้เย็น คำแนะนำด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับตู้เย็น 1.ควรติดตั้งระบบสายดินกับตู้เย็นผ่านทางเต้าเสียบ-เต้ารับที่มีสายดิน 2.ใช้ไขควงลองไฟตรวจสอบตัวตู้เย็นว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ตู้เย็นที่ไม่มีสายดินนั้นการกลับขั้วที่ปลั๊กอาจทำให้มีไฟรั่วน้อยลงได้ 3.ตู้เย็นที่ดีควรจะมีสวิตซ์อัตโนมัติปลดออกและสับเองด้วยการหน่วงเวลาเมื่อมไฟดับ-ตก มิฉะนั้นจะต้องถอดปลั๊กตู้เย็นออกทันทีก่อนที่จะมีไฟเข้ามา และจะเสียบปลั๊กเข้าอีกครั้งเมื่อไฟมาปกติแล้ว 3-5 นาที 4.หลอดไฟในตู้เย็นถ้าขาด ไม่ควรเอาหลอดออกจนกว่าจะเปลี่ยนใหม่ 5.อย่าปล่อยให้พื้นบริเวณประตูตู้เย็นเปียก เพราะอาจเป็นสื่อไฟฟ้าอย่างดี ให้ปูด้วยพรมหรือพื้นยางก็ได้ ส่วนบริเวณมือจับก็ควรมีผ้าหรือฉนวนหุ้มด้วย 6.ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย เครื่องปรับอากาศ 1 ควรเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศที่มีสลากประหยัดไฟ โดยเป็นสติกเกอร์ติดอยู่ที่เครื่องปรับอากาศ ซึ่งสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองคุณภาพ โดยกำหนดเป็นตัวเลขดังนี้ 2 ควรเลือกขนาดของเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกับห้องที่ต้องการติดตั้ง โดยที่ความสูงของห้องไม่เกิน 3 เมตร ควรเลือกขนาดตามตารางต่อไปนี้ 3. ชนิดของเครื่องปรับอากาศที่นิยมใช้ในบ้านอยู่อาศัย ในปัจจุบันมีจำหน่ายในท้องตลาด 3 ชนิด คือ 3.1ชนิดติดหน้าต่าง จะเหมาะสมกับห้องที่มีลักษณะที่ติดตั้งวงกบหน้าต่าง ติดกระจกช่องแสงติดตาย บานกระทุ้ง บานเกล็ด เป็นต้น มีขนาดตั้งแต่ 9,000 24,000 บีทียู/ชม. มีค่าประสิทธิภาพ (EER=บีทียูต่อชั่วโมง/วัตต์) ตั้งแต่ 7.5 10 บีทียู/ชม./วัตต์ 3.2 ชนิดแยกส่วนติดฝาผนังหรือแขวน เหมาะสมกับห้องที่มีลักษณะทึบจะติดตั้งได้สวยงาม แต่จะมีราคแพงกว่าเมื่อเปรียบเทียบเครื่องปรับอากาศชนิดต่าง ๆ ที่มีขนาดเท่ากัน (บีทียู/ชม.) เครื่องปรับอากาศชนิดนี้ส่วนใหญ่จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า และจะมีสวิตซ์ควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติแบบอิเลกคทรอนิกส์สำหรับควบคุมอุณหภูมิความเย็นของห้อง มีขนาดตั้งแต่ 8,000 24,000 บีทียู/ชม. ค่า EER ตั้งแต่ 7.5 13 บีทียู/ชม./วัตต์ 3.3 เครื่องปรับอากาศชนิดแยกส่วนตั้งพื้น จะเหมาะสมกับห้องที่มีลักษณะห้องที่เป็นกระจกทั้งหมด ผนังทึบซึ่งไม่อาจเจาะ ช่องเพื่อติดตั้งได้ เมื่อเปรียบเทียบเครื่องปรับอากาศชนิดต่าง ๆ ที่มีขนาดเท่ากัน เครื่องปรับอากาศชนิดนี้ส่วนใหญ่จะมีประสิทธิภาพต่ำกว่า มีขนาดตั้งแต่ 12,000 36,000 บีทียู/ชม. มีค่า EER ตั้งแต่ 6 11 บีทียู/ชม./วัตต์ วิธีใช้เครื่องปรับอากาศให้ประหยัดพลังงาน 1.ติดตั้งในที่เหมาะสม คือต้องสูงจากพื้นพอสมควร สามารถเปิด-ปิดปุ่มต่าง ๆ ได้สะดวก และเพื่อให้ความเย็นเป่าออกจากเครื่องได้หมุนเวียนภายในห้องอย่างทั่วถึง 2.อย่าให้ความเย็นรั่วไหล ควรจะปิดประตูหรือหน้าต่างห้องให้มิดชิด 3.ปรับปุ่มต่าง ๆ ให้เหมาะสมเมื่อเริ่มเปิดเครื่องควรตั้งความเร็วพัดลมไปที่ตำแหน่งสูงสุด เมื่อความเย็นพอเหมาะแล้วให้ตั้งไปที่อุณหภูมิ 26 องศาเซลเซียส 4.หมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ อุปกรณ์ในระบบปรับอากาศ และตะแกรง รวมทั้งชุดคอมเดนเซอร ์เพื่อให้อากาศผ่านเข้าออกได้สะดวกจะประหยัดไฟโดยตรง 5.ใช้พัดลมระบายอากาศเท่าที่จำเป็น 6.ควรปิดเครื่องปรับอากาศเมื่อไม่มีความจำเป็นต้องใช้ 7.ในฤดูหนาวขณะที่อากาศไม่ร้อนมากเกินไป ไม่ควรเปิดเครื่องปรับอากาศ 8.หมั่นตรวจสอบ ล้าง ทำความสะอาดตามระยะเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด 9.หน้าต่างหรือบานกระจกควรป้องกันรังสีความร้อนที่จะเข้ามาดังนี้ - ใช้อุปกรณ์บังแดดภายนอกมิให้กระจกถูกแสงแดด เช่น ผ้าใบ หรือแผงบังแดด หรือร่มเงาจากต้นไม้ - ใช้กระจกหรือติดฟิล์มที่สะท้อนรังสีความร้อน - ใช้อุปกรณ์บังแดดภายใน เช่น ผ้าม่าน มู่ลี่ (กระจกด้านทิศใต้ให้ใช้ใบอยู่ในแนวนอน กระจกทิศตะวันออก-ตกให้ใช้ใบที่อยู่ในแนวดิ่ง) 10.ผนังหรือเพดานโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านที่มีแสงแดดส่องจะเก็บความร้อนไว้มาก ทำให้มีการสูญเสียพลังงานมาก จึงควรป้องกันดังนี้ - บุด้วยฉนวนกันความร้อนหรือแผ่นฟิล์มอะลูมิเนียมสะท้อนรังสีความร้อน - ทำที่บังแดด/หลังคา/ปลูกต้นไม้ด้านนอก 11.พยายามอย่าใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อนในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ ไฟส่องสว่างก็เป็นตัวให้ความร้อน จึงควรปิดไฟเมื่อไม่มีความจำเป็น 12.ชุดคอนเดนเซอร์ที่ใช้ระบายความร้อนสู่ภายนอก - ควรถูกแสงแดดให้น้อยที่สุด - ขจัดสิ่งกีดขวางทางลมให้ระบายอากาศได้สะดวก - อย่าติดตั้งให้ปะทะกับลมธรรมชาติโดยตรง คำแนะนำด้านความปลอดภัยของเครื่องปรับอากาศ 1.ควรต่อระบบสายดินกับเครื่องปรับอากาศและทดสอบไฟรั่วด้วยไขควงลองไฟ 2.เครื่องตัดไฟรั่วขนาดไม่เกิน 30 mA. หากป้องกันวงจรของเครื่องปรับอากาศด้วย อาจมีปัญหาเครื่องตัดไฟรั่วทำงานบ่อยขึ้น ควรหลีกเลี่ยงโดยการแยกวงจรออก และใช้ขนาด 100 mA. ป้องกันอีกชั้นหนึ่ง 3.ติดตั้งเบรกเกอร์หรือสวิตซ์อัตโนมัติและควบคุมวงจรโดยเฉพาะ 4.กรณีมีไฟตกหรือไฟดับ ถ้าไม่มีสวิตซ์ปลดสับเองโดยอัตโนมัติต้องรีบปิดเครื่องทันทีก่อนที่จะมีไฟมา และควรรอระยะเวลาประมาณ 3-5 นาที ก่อนที่จะสับสวิตซ์เข้าใหม่ 5.หมั่นตรวจสอบขั้วและการเข้าสายของจุดต่อต่าง ๆ อยู่เสมอ 6.ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย พัดลม วิธีใช้พัดลมเพื่อให้ประหยัดพลังงาน 1.ควรใช้พัดลมตั้งพื้นหรือตั้งโต๊ะแทนพัดลมติดเพดานเพราะจะกินไฟน้อยกว่าพัดลมติดเพดานประมาณครึ่งหนึ่ง 2.อย่าเปิดพัดลมทิ้งไว้เมื่อไม่มีคนอยู่ 3.เมื่อเลิกใช้แล้วควรปิดพัดลมและถอดปลั๊กออก 4.ปรับระดับความเร็วลมพอสมควร 5.เลือกขนาดให้เหมาะสมกับการใช้งาน 6.ควรเปิดหน้าต่างใช้ลมธรรมชาติแทนถ้าทำได้ คำแนะนำด้านความปลอดภัยของพัดลม 1. ไม่ควรมีวัสดุติดไฟใกล้บริเวณพัดลม เช่น ผ้าม่าน กองกระดาษ หรือหนังสือ 2. ควรเป็นพัดลมชนิดมีฉนวนประเภท 2 มิฉะนั้นต้องมีสายดิน 3. หมั่นตรวจสอบไฟรั่วด้วยไขควงลองไฟเสมอ 4. พัดลมที่เปิดแล้วไม่หมุนหรือหยุดหมุนจะร้อนและเกิดไฟไหม้ได้ให้รีบปิดพัดลมแล้วถอดปลั๊กเพื่อส่งซ่อมต่อไป 5. ตรวจสอบสภาพของสายอ่อนที่ใช้อยู่เสมอ ซึ่งฉนวนมักจะชำรุดได้ง่าย 6. อย่าพยายามเปิดพัดลม เพื่อระบายอากาศในบริเวณที่มีสารระเหยที่ไวไฟ เช่น ก๊าซหุงต้ม ทินเนอร์ หรือไอน้ำมันเชื้อเพลิง 7. ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย เตารีดไฟฟ้า วิธีใช้เตารีดไฟฟ้าให้ประหยัดพลังงาน 1.ควรรีดผ้าคราวละมากๆ ติดต่อกันจนเสร็จ และควรเริ่มรีดผ้าบางๆ ก่อนในขณะที่เตารีดยังไม่ร้อน และก่อนรีดเสร็จประมาณ 2-3 นาทีให้ถอดปลั๊กออก 2.เมื่อไม่ได้ใช้งานควรถอดปลั๊กออก และก่อนจะเก็บควรทิ้งให้เตารีดเย็นก่อน คำแนะนำด้านความปลอดภัยของเตารีด 1.ควรระวังไม่ให้ความร้อนจากเตารีดสัมผัสสายไฟฟ้าเพราะจะทำให้เปลือกสาย(ฉนวน) เสียหายได้ 2.สายปลั๊กของเตารีด เปลือกสาย (ฉนวน) ต้องไม่เสื่อมสภาพหรือฉีกขาด 3.ต้องคอยหมั่นตรวจสอบฉนวนยางที่หุ้มสายเข้าเตารีด หากพบว่าเปื่อยหรือฉีกขาดควรรีบเปลี่ยนใหม่โดยช่างผู้มีความรู้ เพราะหากไม่รีบเปลี่ยนสายไฟบริเวณนั้นอาจชำรุดและถูกไฟดูดได้ 4.ขณะใช้งาน เมื่อหยุดรีดต้องวางบนวัสดุที่ไม่ติดไฟง่าย 5.เตารีดที่ใช้ควรมีสายดินและต่อลงดินผ่านทางเต้าเสียบ เต้ารับที่มี สายดินด้วย และหมั่นตรวจสอบไฟรั่วด้วยไขควงลองไฟเสมอ 6. ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย เตาไฟฟ้า วิธีใช้เตาไฟฟ้าให้ประหยัดพลังงานและปลอดภัย 1.ทำกับข้าวต้องมีแผนการประกอบอาหารแต่ละครั้ง ควรเตรียมเครื่องปรุงต่าง ๆ ให้พร้อมเสียก่อน แล้วจึงเปิดสวิตช์เตาไฟฟ้า ตั้งกระทะประกอบอาหารแต่ละอย่างติดต่อกันไปรวดเดียวจนเสร็จ 2.ใช้ภาชนะก้นแบนภาชนะที่ใช้ควรเป็นชนิดก้นแบนพอดีกับเตา ไม่เล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไป และใช้ภาชนะที่มีเนื้อโลหะรับความร้อนได้ดี ซึ่งถูกออกแบบให้ใช้กับเตาไฟฟ้า 3.อาหารแช่แข็ง ทำให้หายแข็งก่อนโดยการนำอาหารลงมาแช่ที่ชั้นล่างก่อนการ ประกอบอาหารเป็นเวลานานพอสมควร 4.ในการประกอบอาหารใส่น้ำแต่พอควร 5.ควรใช้เตาชนิดมองไม่เห็นขดลวด เพราะจะไม่มีความร้อนสูญเปล่าและปลอดภัยกว่า 6.อย่าเปิดเตาบ่อย ๆ และขณะใช้งานควรวางบนพื้นที่ทนไฟหรือไม่ติดไฟ 7.ก่อนประกอบอาหารเสร็จควรปิดสวิตช์เตาไฟฟ้าเพราะความร้อนที่สะสมอยู่มีเพียงพอ 8.ควรระวังไม่ให้ความร้อนจากเตาไฟฟ้าสัมผัสสายไฟฟ้า เพราะจะทำให้เปลือกสาย (ฉนวน) เสียหายได้และไม่ควรตั้งวางใกล้วัสดุติดไฟ เช่น กระดาษ 9.เตาไฟฟ้าที่ใช้ปรุงอาหารจะให้ความร้อน ความร้อนที่เกิดจากเตาไฟฟ้าจะทำให้ฉนวนเสื่อมได้ง่าย จึงจำเป็นต้องมีสายดินทุกเครื่องและคอยตรวจสอบไฟรั่วด้วยไขควงลองไฟอยู่เสมอ 10. ดูข้อความปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย เครื่องซักผ้า วิธีใช้เครื่องซักผ้าให้ประหยัดพลังงานและปลอดภัย 1.เลือกขนาดให้เหมาะสมกับงานที่ใช้ 2.ซักผ้าตามพิกัดของเครื่อง อย่าใส่ผ้าอัดแน่นเกินกำลังของเครื่อง 3.การซักผ้าทีละ 2-3 ชิ้น ไม่เป็นการประหยัด และควรใช้น้ำร้อนซักผ้าเมื่อจำเป็นเท่านั้น 4.ซักผ้าแล้วไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องอบผ้าแห้งด้วยไฟฟ้า ควรใช้วิธี การผึ่งลมหรือผึ่งแดด 5.ต้องต่อสายดินและหมั่นตรวจสอบไฟรั่วด้วยไขควงลองไฟอยู่เสมอ 6.ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย ตามข้อ หม้อต้มน้ำร้อน (กาต้มน้ำ หรือกระติกน้ำร้อน) วิธีใช้หม้อต้มน้ำร้อนอย่างประหยัดพลังงานและปลอดภัย 1.ควรใส่น้ำให้พอเหมาะกับความต้องการ 2.ถอดปลั๊กทันทีเมื่อเลิกใช้งาน - เมื่อน้ำเดือดจะต้องถอดปลั๊กทันที - อย่าเสียบปลั๊กทิ้งไว้โดยไม่มีคนอยู่ 3.ขณะใช้งานควรวางบนพื้นที่ไม่ติดไฟ และไม่ควรตั้งวางใกล้วัสดุติดไฟ 4.หม้อต้มน้ำร้อนต้องต่อสายดิน แม้ว่าจะมีฉนวนหุ้มภายนอกหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากจะมีไฟรั่วมากับน้ำที่เท หรือกดให้ไหลออกมากับท่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนำภาชนะโลหะรองรับน้ำอาจถูกไฟดูดได้ (สามารถทดสอบได้ด้วยไขควงลองไฟ) 5.ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย หม้อหุงข้าว วิธีใช้หม้อหุงข้าวให้ประหยัดพลังงานและปลอดภัย 1. ต้องต่อสายดินกับหม้อหุงข้าว และหมั่นใช้ไขควงลองไฟทดสอบอยู่เสมอ 2. ขั้วต่อสายที่ต่อสายที่ตัวหม้อหุงข้าวและที่เต้ารับต้องเสียบให้แน่นสนิท 3. เมื่อเลิกใช้งานควรถอดปลั๊กออกจากเต้ารับ 4. ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย เครื่องปิ้งขนมปัง วิธีใช้เครื่องปิ้งขนมปังให้ประหยัดพลังงานและปลอดภัย 1. ตั้งระดับความร้อนให้พอดีกับความต้องการ 2. ขั้วต่อสายที่ตัวเครื่องปิ้งขนมปังและที่เต้ารับต้องเสียบให้แน่นสนิท 3. เมื่อเลิกใช้งานควรถอดปลั๊กออกจากเต้ารับ 4. ขณะใช้งานควรวางบนพื้นที่ทนไฟหรือไม่ติดไฟ 5. ติดตั้งสายดินและหมั่นใช้ไขควงลองไฟทดสอบไฟรั่วอยู่เสมอ 6. ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย เครื่องทำน้ำอุ่นในห้องน้ำ วิธีใช้เครื่องทำน้ำอุ่นในห้องให้ประหยัดพลังงานและปลอดภัย 1.ใช้เสร็จแล้วรีบปิดเครื่อง อย่าเปิดสวิตช์ทิ้งไว้ 2.ไม่ควรปรับปุ่มความร้อนเกินความจำเป็น 3.สวิตช์และส่วนประกอบอื่น ๆ ต้องเป็นชนิดที่กันน้ำได้ 4.ต้องติดตั้งระบบสายดินกับเครื่องทำน้ำอุ่น พร้อมทั้งมีเครื่องตัดไฟรั่วเป็นอุปกรณ์สริม 5.ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย เครื่องดูดฝุ่น วิธีใช้เครื่อดูดฝุ่นให้ประหยัดพลังงานและปลอดภัย 1. เมื่อใช้แล้วควรเอาฝุ่นผงในถุงทิ้งทุกครั้งเพื่อเครื่องจะได้มีแรงดูดดี และไม่กินไฟ 2. ซื้อเฉพาะประเภทที่มีสายดินพร้อมมากับปลั๊กไฟ และติดตั้งระบบสายดินที่เต้ารับด้วย ยกเว้นว่าเป็นเครื่องใชไฟฟ้าประเภท 2 3. ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย เครื่องปั่นผลไม้-เครื่องผสมอาหาร วิธีใช้เครื่องปั่นผลไม้ เครื่องผสมอาหารให้ประหยัดพลังงานและปลอดภัย 1. ควรเลือกขนาดให้พอเหมาะ และใช้เท่าที่จำเป็น 2. ไม่ควรใช้ให้เกินกำลัง และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน 3. ควรเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 2 มิฉะนั้นต้องมีสายดินมาด้วย 4. ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย เครื่องเป่าผม วิธีใช้เครื่องเป่าผมให้ประหยัดพลังงานและปลอดภัย 1.ควรเช็ดผมให้เกือบแห้งก่อนที่จะใช้เครื่องเป่าผม 2.ระหว่างเป่าควรขยี้และสางผมด้วย ให้ใช้ลมร้อนเท่าที่จำเป็น 3.ควรเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 2 มิฉะนั้นต้องมีสายดินมาด้วย 4.ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย เครื่องสูบน้ำ วิธีใช้เครื่องสูบน้ำให้ประหยัดพลังงานและปลอดภัย 1. เครื่องสูบน้ำชนิดมีถังความดัน (pressure tank) ควรเลือกซื้อให้มีขนาดใหญ่พอควร 2. บ่อพักควรสร้างไว้ระดับพื้นดินหรือใต้ดิน 3. ใช้สวิตช์อัตโนมัติช่วยการทำงาน 4. ประหยัดการใช้และลดการสูญเปล่าของน้ำ 5. ควรตรวจสอบและบำรุงรักษาอยู่เป็นประจำ 6. ต้องติดตั้งสายดินพร้อมทั้งมีเครื่องตัดไฟฟ้ารั่วด้วย 7. ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย พัดลมดูดอากาศ วิธีใช้พัดลมดูดอากาศให้ประหยัดพลังงานและปลอดภัย 1.ควรปิดพัดลมทุกครั้งเมื่อไม่มีคนอยู่หรือเลิกใช้ 2.ควรเปิดหน้าต่าง เพื่อใช้ลมธรรมชาติช่วยเทอากาศภายในห้องและหมั่นทำความสะอาดใบพัดและตะแกรง 3.ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย จาก : บรรจง - 02/01/2006 13:50 |
|
ข้อความ : เครื่องสูบน้ำ
วิธีใช้เครื่องสูบน้ำให้ประหยัดพลังงานและปลอดภัย 1. เครื่องสูบน้ำชนิดมีถังความดัน (pressure tank) ควรเลือกซื้อให้มีขนาดใหญ่พอควร 2. บ่อพักควรสร้างไว้ระดับพื้นดินหรือใต้ดิน 3. ใช้สวิตช์อัตโนมัติช่วยการทำงาน 4. ประหยัดการใช้และลดการสูญเปล่าของน้ำ 5. ควรตรวจสอบและบำรุงรักษาอยู่เป็นประจำ 6. ต้องติดตั้งสายดินพร้อมทั้งมีเครื่องตัดไฟฟ้ารั่วด้วย 7. ดูข้อควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย http://www.mea.or.th/apd/5/main.htm มีเรื่องปั้มน้ำเลยเอามาฝากครับ จาก : บรรจง - 02/01/2006 13:53 |
|
ข้อความ : เครื่องสูบน้ำ
1. ควรติดตั้งอุปกรณ์อัตโนมัติควบคุมระดับน้ำในถังและหมั่นปรับตั้งให้ถูกต้องเสมอ 2. ติดตั้งท่อน้ำให้มีขนาดเหมาะสมกับขนาดปั้มน้ำ 3. ควรตรวจแก้ไขจุดรั่วในระบบน้ำ 4. ควรใช้น้ำอย่างประหยัด 5. ควรติดตั้งถังเก็บน้ำในตำแหน่งที่ไม่สูงเกินไป 6. ตรวจสอบรอยรั่วตามข้อต่อต่าง ๆ หากพบควรรับซ่อมแซมแก้ไขโดยเร็ว 7. หากตัวถังเก็บน้ำไม่มีอุปกรณ์อัตโนมัติควบคุมระดับน้ำ ควรดูแลอย่าให้น้ำล้นถัง 8. เครื่องสูบน้ำแบบใช้สายพานต้องตรวจสอบไม่ให้หย่อนหรือตึงเกินไป จาก : บรรจง - 02/01/2006 15:04 |
|
ข้อความ : รศ.ดร. บัญญัติ เศรษฐฐิติ
ปัจจุบันระหัดเทพฤทธิ์ได้เข้ามามีบทบาทในงานเกษตรมาก โดยจะเห็นว่า มีการใช้เครื่องสูบน้ำ แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นงานในไร่นา สวนผัก สวนผลไม้ และฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำต่าง ๆ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะระหัดเทพฤทธิ์ มีข้อดี ที่สำคัญคือ ใช้ง่าย ราคาถูก ดูแลรักษาง่าย สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย และ โรงงานขนาดเล็กก็สามารถผลิตได้เอง ระหัดเทพฤทธิ์ เหมาะสำหรับสูบน้ำจากแหล่งน้ำที่อยู่ต่ำลงไป จากฝั่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของระหัด ไม่เกิน 1-4 เมตร ถ้าระดับน้ำ ต่ำลงไป กว่านี้ จะสูบน้ำได้น้อย ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเพราะฉะนั้น ระหัดเทพฤทธิ์ จึงเป็นที่ นิยมใช้กันมาก สำหรับสูบน้ำ ในนาข้าว ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของระหัดเทพฤทธิ์ขนาด 15 เซนติเมตร 1. ใบพัด 2. เพลา 3. ตลับลูกปืนไม้ตัวใหญ่ 4. ที่สวมลูกปืนมีใบพัดรอบ 5. ห้องตลับลูกปืนตอนกลาง 6. ตลับลูกปืนไม้ 7. ตลับลูกปืนรับแรงกระแทก 8. ครอบเพลา 9. แผ่นประกับคุมเพลา 10. หน้าแปลน 11. แผ่นประกับคุมเพลา 12. เครื่องยนต์เบนซิน 7 แรงม้า 13. ตะแกรงกรอง 14. หูจับ/ขาตั้ง 15. ท่อส่งน้ำ 16. ฐานเครื่องยนต์ 17. ก้านขันฐานเครื่องยนต์ 18. ขาตั้ง/หูจับ ระหัดเทพฤทธิ์ประกอบด้วยท่อเหล็กกลม ภายในมีเพลายาวติดตั้งอยู่ปลายเพลาข้างหนึ่ง ต่อกับเครื่องต้นกำลัง ส่วนปลาย อีก ข้างหนึ่งต่อกับ ใบพัดและจุ่มอยู่ใต้น้ำ ระหัดเทพฤทธิ์ สูบน้ำขึ้นมาได้โดยอาศัย ใบพัดนี้ พัดน้ำให้ไหลขึ้น มาตามท่อ ใบพัดนี้มีลักษณะ เหมือนกับ ใบพัดของเครื่อง เรือหางยาว ต่างกัน ที่ลักษณะ การบิดของใบพัดเท่านั้น โดยปกติใบพัด เรือหางยาวจะพัดน้ำหรือ ขับน้ำ ออกไป จากตัว เพื่อทำให้เรือเคลื่อนที่ไปข้างหน้า สำหรับใบพัดของระหัดเทพฤทธิ์นั้น จะทำหน้าที่พัดน้ำเข้าหาตัวระหัดเอง ดังนั้น ใบพัดของระหัดเทพฤทธิ์ จึงบิดอยู่ในลักษณะตรงกันข้ามกับ ใบพัด ของเรือหางยาว เมื่อนำใบพัดของเรือหางยาวมาใช้ เพียงแต่ กลับหน้าใบพัดเท่านั้นก็ใช้แทน ใบพัดของระหัดเทพฤทธิ์ได้ การติดตั้งใบพัดจะต้องชิดกับผนังท่อให้มากที่สุด จึงจะสูบน้ำได้มาก แต่ถ้าใช้งานไปนาน ๆ ใบพัดมักจะสึก ทำให้เกิดช่องห่าง ระหว่างใบพัด กับผนังท่อ ในกรณีเช่นนี้ปริมาณน้ำที่สูบ ได้จะลดลง หรือสูบไม่ขึ้น วิธีแก้ไขก็คือ เปลี่ยนใบพัดใหม่ ปลายท่อด้านที่มีใบพัดติดอยู่และจุ่มอยู่ใต้น้ำจะมี ตะแกรงกรองสำหรับกรองเศษใบไม้ หรือเศษสวะที่ลอยน้ำมา ไม่ให้เข้าไป ขัดอยู่ระหว่างใบพัด กับผนังท่อ อันเป็นสาเหตุให้สูบน้ำไม่ขึ้น ส่วนปลายท่ออีกข้างหนึ่ง ซึ่งอยู่บนฝั่ง จะเป็นท่อเปิดให้น้ำไหลออก การใช้ระหัดเทพฤทธิ์ที่มีท่อขนาดยาวมากจนเกินความจำเป็น มักจะมีผลเสีย มากกว่าผลดี ทั้งนี้เพราะต้องใช้เครื่อง ต้นกำลัง ที่มีแรงม้า เพิ่มขึ้น ส่วนเพลา แผ่นประกับเพลาและ ตลับลูกปืนจะสึกเร็วกว่า การใช้ท่อที่มีขนาดสั้น เนื่องจากขณะที่หมุนด้วย ความเร็วสูง เพลายาวจะเหวี่ยงตัวมากกว่า เพลาสั้น สำหรับความลาดเอียงของท่อขณะที่ติดตั้งเพื่อสูบน้ำนั้น ไม่ได้ช่วยในการสูบน้ำขึ้นมา จากแหล่งน้ำ แต่อย่างใด ดังนั้นเครื่องสูบน้ำแบบนี้ การใช้ท่อยาว จึงเหมาะสำหรับสูบน้ำจาก แหล่งน้ำที่อยู่ห่างออกไป ซึ่งท่อสั้นลงไปไม่ถึงเท่านั้น เครื่องต้นกำลังที่ใช้หมุนขับระหัดเทพฤทธิ์นี้ส่วนใหญ ่มักจะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซล โดยที่ตัวเครื่องยนต์ จะวาง อยู่บนแท่น มีเพลาเครื่องยนต์ต่อ ตรงกับเพลาของ ระหัดเทพฤทธิ์ มีหน้าแปลน และแผ่นประกับเป็นตัวเชื่อม การต่อแบบนี้ ทำให้วางระหัดเอียงมากไม่ได้ เพราะเครื่องยนต์ จะเอียงตาม อันจะเป็นเหตุให้ น้ำมันเครื่อง ที่อยู่ในอ่างน้ำมัน ซึ่งทำหน้าที่ หล่อลื่น เครื่องยนต์ ไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะถูกส่งขึ้นไป หล่อลื่น ชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้ เครื่องยนต์จะร้อนจัด จนเสียหายใช้การไม่ได้ ในกรณีที่ จำเป็น ต้องวางระหัดเทพฤทธิ์ ให้เอียงมาก ๆ ก็ควรจะแยกเครื่องยนต์มาตั้งไว้ ข้าง ๆ ระหัดเทพฤทธิ์ พยายามวางเครื่องให้อยู่ใน แนวระดับ ให้มากที่สุด นำมู่เล่ มาใส่ที่เพลาของระหัด และเพลาเครื่องยนต์ข้างละ 1 ตัว หลังจากนั้น ก็ใช้สายพานคล้อง ระหว่างมู่เล่ ทั้งสอง เมื่อติดเครื่องยนต์ กำลังจากเครื่องยนต์จะถูกส่งผ่าน สายพานมาฉุดให้ระหัดเทพฤทธิ์หมุน เพื่อสูบน้ำตามความต้องการ การต่อแบบนี้ จะไม่มีปัญหาเรื่อง การหล่อลื่น ของเครื่องยนต์ และระหัดจะเอียงเท่าใดก็ได้ นอกจากการต่อกำลัง ขับหมุน จากเครื่องยนต์ ที่แยกตัว ออกมาจาก ระหัดเทพฤทธิ์แบบนี้แล้ว ยังมีวิธีต่อกำลังมาจาก รถไถเดินตามได้อีกด้วย เพียงแต่คล้องสายพาน ระหว่าง มู่เล่ของเครื่องยนต์ที่ติดมากับ รถไถ เดินตามและมู่เล่ของระหัด เทพฤทธิ์เท่านั้น กำลังของรถไถ เดินตาม ก็จะถูกส่งไปใช้ในการสูบน้ำได้โดยตรง 1. วางขาตั้งทั้งสองของระหัดเทพฤทธิ์ลงบนพื้นดินที่แข็ง ไม่ยุบตัวหรือลื่นขณะที่กำลังสูบน้ำ 2. วางระหัดให้ปลายท่อที่มีตะแกรงกรองติดอยู่จุ่มลงไปในน้ำ ลึกไม่ต่ำกว่า 20 เซ็นติเมตร แต่อย่าวางระหัดให้เอียงหรือ ชันมากเกินไป เพราะถ้ายิ่งชันจะยิ่งมาก สูบน้ำได้ ปริมาณน้อย และถ้าเอียงมากเกินไป อ่างน้ำมันเครื่อง ของเครื่องยนต์ ที่ติดมากับ ระหัดจะเอียงตาม ทำให้น้ำมันเครื่องขึ้นไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ไม่สะดวก เครื่องยนต์จะร้อนจัดและเกิด การสึกหรอเร็วกว่าปกติ 3. เมื่อเครื่องยนต์ที่ใช้ฉุดสตาร์ทติดแล้ว ต้องเร่งเครื่องให้ระหัดหมุน ด้วยความเร็วที่เหมาะสม เพื่อให้ได้น้ำออกมาตามปริมาณ ที่ต้องการ 4. จุดที่น้ำไหลออกมานั้นอยู่ที่ปลายท่อติดกับเครื่องยนต์ ถ้าหากว่าต้องการนำน้ำนั้นไปใช้ยังจุดที่ต้องการ แต่อยู่ห่างไกล ก็ควรจะ นำรางสังกะสีมารองส่งน้ำต่อออกไป หรือ อาจจะขุดร่องน้ำ จากจุดที่ตั้งระหัดไปจนถึงจุด ที่ต้องการใช้น้ำ การปล่อยให้น้ำไหลไปเองบนพื้นดินเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะน้ำส่วนหนึ่งจะสูญเสียไปจากการไหลซึมลงไป ในดิน ทำให้สิ้นเปลืองน้ำ เวลาและน้ำมันไปโดยเปล่าประโยชน์ ปริมาณน้ำที่ระหัดเทพฤทธิ์สูบขึ้นมาได้ขึ้นอยู่กับอัตราการหมุน ของใบพัด แต่เมื่อความเร็วของ ใบพัดสูง ขึ้นจนถึงค่าหนึ่งปริมาณ ของน้ำที่สูบได้จะคงที่ ถึงแม้จะเพิ่มความเร็วขึ้นอีก ปริมาณน้ำ ก็จะไม่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้การวางระหัดให้เอียง เป็นมุมกับผิวน้ำขณะสูบ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ยิ่งระหัดทำมุมกับผิวน้ำมากเท่าใด ปริมาณน้ำที่สูงได้ก็จะลดลง ทุกครั้ง ที่เป็นเช่นนี้เพราะ เมื่อมุมที่ติดตั้งระหัดชันขึ้น ระยะระหว่างผิวน้ำกับปากท่อ ที่น้ำพุ่งออกจะสูงขึ้น กำลังของเครื่องยนต์ ที่จะส่งน้ำขึ้นไป เพื่อเอาชนะแรงดึงดูดของโลก และแรงเสียดทานของท่อ ก็มากยิ่งขึ้น จึงทำให้สูบน้ำได้ปริมาณ ที่น้อยลง เมื่อเกษตรกรมีความประสงค์ที่จะเลือกซื้อระหัดเทพฤทธิ์ เกษตรกรย่อมจะทราบดีอยู่แล้วว่าต้องการสูบน้ำขึ้นมาใช้ในอัตราเท่าไร เช่น 2,500 ลิตร/นาที เป็นต้น อัตราดังกล่าวนี้ ถ้าเป็นงานด้านพืชแล้วก็คือปริมาณน้ำที่ต้อง ให้แก่พืชในแปลง ปริมาณนี้ จะแตกต่าง กันไปใน แต่ละพืช แต่ละแปลง ซึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้ เมื่อทราบอัตรานี้แล้วก็เพียงแต่ไปบอก กับร้านขายระหัดเทพฤทธิ์ ทางร้าน ก็จะจัดหาระหัดที่มีขนาดท่อใหญ่พอที่จะสูบน้ำในอัตราที่ต้องการให้ ซึ่งดูเหมือนว่าจะง่ายที่สุด แต่เกษตรกรไม่มีโอกาส ที่จะเลือก จากหลายร้าน หรือหลาย ๆ ยี่ห้อเพื่อให้ได้ ระหัดเทพฤทธิ์ ที่เหมาะสมที่สุด รวมทั้งราคาก็ไม่แพง วิธีต่อไปนี้เป็นวิธีที่ใช้ได้กับ เครื่องสูบน้ำทุกประเภท กล่าวคือเกษตรกรควรจะรู้จัก เส้นกราฟ แสดงสมรรถนะ ของเครื่องสูบน้ำก่อน เส้นกราฟนี้จะ แสดง คุณสมบัติของ เครื่องสูบน้ำ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรเข้าใจ เครื่องสูบน้ำนั้นมากยิ่งขึ้น โดยปกติเครื่องสูบน้ำทุกยี่ห้อ ทุกชนิดย่อม จะผ่าน การทดสอบมาแล้ว ก่อนที่จะนำออกมาจำหน่าย ไม่เช่นนั้น ก็จะไม่ทราบเลยว่า เครื่องสูบน้ำนั้น ๆ สูบได้ปริมาณเท่าไร เมื่อมีการ ทดสอบแล้ว ทางบริษัท ผู้ผลิตจะเขียนผล การทดสอบ ออกมาเป็นเส้นกราฟ แนบมากับเครื่องสูบน้ำทุกเครื่อง ดังตัวอย่าง ที่แสดงไว้ ในรูปที่ 9 เส้นกราฟในรูปนี้ ได้มา จากการทดสอบ ระหัดเทพฤทธิ์ที่มี ขนาดท่อ 15 ซม. ถูกฉุดโดย เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 5 แรงม้า ให้หมุน ด้วยความเร็ว 2510, 2710 และ 2890 รอบต่อนาที ถ้าต้องการ ให้สูบน้ำได้ 2500 ลิตรต่อนาที ระหัดเทพฤทธิ์นี้จะทำงาน อย่างไรบ้าง รูปที่ 9 เส้นกราฟ แสดงสมรรถนะของระหัดเทพฤทธิ์ วิธีอ่านเส้นกราฟนี้เริ่มจากการลากเส้นตั้งฉากจากค่า 2500 ลิตร ต่อนาทีในแกนนอน ขึ้นไปตัดกับเส้นกราฟ ทั้งหลายที ่ได้จากการทดลอง ที่ความเร็วรอบต่าง ๆ กัน เมื่อได้จุดตัดทั้ง 6 จุดแล้วก็ให้ลากเส้นตั้งฉาก ออกไปยังแกนตั้ง ทั้งสองข้างเพื่ออ่าน ค่าต่าง ๆ ดังนั้น ถ้าหากว่าต้องการให้ ระหัดเทพฤทธิ์ เครื่องนี้สูบน้ำได้ 2500 ลิตรต่อนาที 1. เมื่อหมุนด้วยความเร็ว 2510 รอบต่อนาที ระหัดจะสูบน้ำได้สูงประมาณ 1.4 เมตร ด้วยประสิทธิภาพประมาณ 67% 2. เมื่อหมุนด้วยความเร็ว 2710 รอบต่อนาที ระหัดจะสูบน้ำได้สูงประมาณ 2.1 เมตร ด้วยประสิทธิภาพประมาณ 70% 3. เมื่อหมุนด้วยความเร็ว 2890 รอบต่อนาที ระหัดจะสูบน้ำได้สูงประมาณ 2.7 เมตร ด้วยประสิทธิภาพประมาณ 70% ถ้าดูจากเส้นกราฟโดยสรุป จะเห็นว่าระหัดเทพฤทธิ์เครื่องนี้ สามารถสูบน้ำ 1500-3000 ลิตรต่อนาที ให้ขึ้นไปสูง 1-4 เมตร โดยวัดจากผิวน้ำถึงปากท่อส่งด้วยความเร็วรอบของใบพัด 2510-2890 รอบต่อนาที ดังนั้น ถ้าเกษตรกร สามารถรวบรวมเส้นกราฟ ของระหัดเทพฤทธิ์หลาย ๆ ยี่ห้อ และนำมาเปรียบเทียบกัน โดยอาศัยปริมาณน้ำ ที่ต้องการสูบมาใช้เป็นเกณฑ์ เกษตรกรก็จะ เห็น ความแตกต่าง ของระดับความสูงของ น้ำที่สูบได้ และประสิทธิภาพของ ระหัดแต่ละเครื่องอย่างชัดเจน ทำให้การตัดสินใจเลือกซื้อ มาใช้เป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม กับความต้องการ ข้อมูลจาก KU Electronic Magazine ฉบับที่ 3 ปีที่ 1 เดือน กันยายน ปี 2543 http://www.doae.go.th/library/html/detail/KUmagazine/september_43/keongsub/agri.htm จาก : บรรจง - 02/01/2006 15:43 |
|
ข้อความ : ตอนที่ 1 บัญญัติ เศรษฐฐิติ รองศาสตราจารย์ ภาควิชาเกษตรกลวิธาน
การให้น้ำแบบหยดเป็นการให้น้ำแก่พืชเฉพาะบริเวณเขตรากพืชด้วยปริมาณน้อย ๆ ช้า ๆ และบ่อยครั้งตามความเหมาะสมของพืชและดิน ปริมาณน้ำดังกล่าวมักจะต่ำกว่า 10 ลิตร/ชั่วโมง/จุด ที่น้ำออกและใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมงติดต่อกันไม่เกิน 3 ครั้งต่อวัน จุดมุ่งหมายสำคัญของการให้น้ำแบบนี้คือ การรักษาระดับความชื้นของดินบริเวณเขตรากพืช ให้อยู่ในระดับที่พืชสามารถนำไปสร้างการเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ พอเหมาะกับความต้องการตลอดเวลา การรักษาความชื้นให้พอเหมาะนั้น ระบบนี้จึงต้องมีการควบคุมเวลาและอัตราการให้น้ำ เพื่อไม่ให้ดินอิ่มน้ำหรือแห้งเกินไป ระบบการให้น้ำแบบหยดนี้จึงมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ การให้น้ำแบบหยด มีส่วนประกอบที่สำคัญ 4 ส่วน ดังนี้ 1. ระบบส่งน้ำ ได้แก่ - เครื่องสูบน้ำ - ท่อประธานที่จ่ายน้ำไปยังแปลงเพาะปลูก - ท่อรองประธาน - ท่อแขนง - หัวน้ำหยด หรือท่อน้ำหยด 2. เครื่องกรอง ซึ่งมีทั้งแบบทราย แบบแผ่น หรือตะแกรง 3. ตัวปรับความดัน แบบสปริง หรือวาล์ว 4. วาล์วที่ทำงานด้วยมือ หรือไฟฟ้า 5. มาตรวัดความดัน ข้อดีข้อเสีย ถึงแม้ว่าการติดตั้งระบบให้น้ำแบบหยดจะมีข้อดีมากกว่า แต่ก็มีข้อเสียบางประการที่ควรจะคำนึงถึงเช่นเดียวกัน ข้อดี 1. แหล่งน้ำที่นำมาใช้กับระบบให้น้ำแบบนี้มีขนาดเล็ก บางครั้งใช้น้ำเพียงครึ่งหนึ่ง 2. แรงดันที่ใช้ส่งน้ำไปตามท่อก็ต่ำ ทำให้พลังงานที่ใช้ในการสูบน้ำลดลง 3. การจัดการน้ำทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะพืชสามารถได้รับน้ำด้วยปริมาณที่แน่นอน ไม่มีการสูญเสียเนื่องจากการไหลบ่าไปตามผิวดิน หรือไหลเลยเขตรากพืชลงไปใต้ดิน 4. โรคพืชเกิดขึ้นได้ยากเนื่องจากใบไม้ไม่ได้สัมผัสกับน้ำ 5. แรงงานและค่าดำเนินการต่ำ ทั้งนี้ต้นทุนอาจจะสูงขึ้น ถ้าใช้ระบบควบคุมการให้น้ำแบบอัตโนมัติ 6. การให้น้ำแก่จุดที่ต้องการเป็นไปอย่างแน่นอน ไม่มีการให้น้ำระหว่างแถวพืช หรือให้น้ำแก่บริเวณที่ไม่ได้ปลูกพืช 7. การจัดการแปลงเพาะปลูกดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องระหว่างการให้น้ำ เนื่องจากพื้นที่ระหว่างแถวพืชไม่เปียกชื้น ทำให้การควบคุมวัชพืชเป็นไปด้วยดี 8. ถ้ามีการให้ปุ๋ยแก่พืชบริเวณรากไปพร้อมกับการให้น้ำ ทำให้พืชใช้ประโยชน์จากปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ 9. ระบบแบบหยดใช้ได้กับทุกสภาพพื้นที่หรือสภาพดิน 10. การกัดเซาะพังทะลายของดิน และการสูญเสียธาตุอาหารในดินลดลง ข้อเสีย 1. ค่าลงทุนต่อไร่อาจจะสูงเมื่อเปรียบเทียบกับการให้น้ำระบบอื่น 2. ต้องการการจัดการที่ดี การตัดสินใจให้น้ำผิดอาจจะทำให้พืชเสียหายได้ 3. ใช้ระบบการให้น้ำแบบนี้กับการป้องกันน้ำค้างแข็งไม่ได้ 4. สัตว์ เช่น หนู มนุษย์ หรืออุบัติเหตุ อาจทำให้ท่อส่งน้ำรั่วได้ 5. การกรองน้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับป้องกันการอุดตัน 6. การกระจายของน้ำในดินมีขอบเขตจำกัด การประยุกต์ใช้กับพืชผัก ระบบการให้น้ำแบบหยดสามารถใช้ได้ในสวนไม้ผล เรือนเพาะชำ ต้นไม้ที่ปลูกกันลม งานจัดสวน และอื่น ๆ การปลูกผักมักจะเป็นแถว จึงนิยมทำน้ำหยดที่มีรูให้น้ำออกหลาย ๆ จุดตลอดแนวมาใช้ เพื่อให้ดินเปียกน้ำเป็นแถวยาวไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น การที่พืชผักส่วนใหญ่เป็นพืชล้มลุก และใช้เวลาปลูกเพียงฤดูเดียว จึงมีการนำท่อที่มีขนาดบาง (ความหนาเพียง 4-8 ม.ม.) มาใช้เช่นกัน ถ้าใช้เพียงครั้งเดียวต้นทุนจะสูง แต่ก็อาจจะคุ้มค่ากับการลงทุน เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ส่วนท่อประธาน และท่อรองประธานนั้นอาจจะฝังไว้ในดิน เมื่อสิ้นสุดฤดูปลูกครั้งต่อไป หรือไม่ก็ปล่อยทิ้งไว้ในแปลง แล้วนำท่อน้ำหยดมาต่อใช้ใหม่ในฤดูปลูกครั้งต่อไปก็ได้ ในกรณีที่ไม่ถอดท่อน้ำหยดออก แต่ก็ปล่อยทิ้งไว้ในแปลงพร้อมกับท่อประธานและท่ออื่น ๆ เพื่อใช้ปลูกพืชรุ่นใหม่ต่อไป ก็จะเป็นการประหยัดได้มาก โปรดติดตามตอนที่ 2 ในฉบับหน้าค่ะ ===> จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 25 มิถุนายน 2544 http://www.ku.ac.th/e-magazine/july44/agri/water.html จาก : บรรจง - 02/01/2006 15:52 |
|
ข้อความ : Pump เครื่องสูบ [โยธา]; สูบ, เครื่องสูบ, ปั๊ม [ยานยนต์]; เครื่องสูบน้ำ, เครื่องสูบ, สูบ [สิ่งแวดล้อมน้ำ] จาก : บรรจง - 02/01/2006 16:20 |
|
ข้อความ : pump เครื่องสูบน้ำ
pump, air lift เครื่องสูบน้ำแบบใช้ลมดัน : เครื่องสูบน้ำชนิดหนึ่งที่ใช้ลมพัฒนาบ่อบาดาล pump, axial flow เครื่องสูบน้ำชนิดหนึ่งที่มีทิศทางการไหลของน้ำเข้าสู่และออกจากใบพัดขนานกับแกนของเพลา pump, centrifugal เครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่ง : เครื่องสูบน้ำชนิดหนึ่งที่ใช้สูบน้ำโดยอาศัยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง ใบพัด pump, deep well เครื่องสูบน้ำชนิดหนึ่งซึ่งใช้สำหรับสูบน้ำจากบ่อน้ำลึก pump, impulse เครื่องสูบน้ำชนิดหนึ่งซึ่งทำงานเป็นจังหวะ ๆ ไม่ต่อเนื่อง เช่น ตะบันน้ำ pump, mixed flow เครื่องสูบน้ำชนิดหนึ่งที่มีทิศทางการไหลของน้ำเข้าสู่ใบพัดในแนวขนานกับเพลา และไหลออกจากใบพัดทำมุม 45 ถึง 80 องศา กับแกนของเพลา pump, propeller ดู pump, axial flow pump, radial flow เครื่องสูบน้ำชนิดหนึ่งที่มีทิศทางการไหลของน้ำเข้าสู่ศูนย์กลางของใบพัดในแนวขนานกับเพลาและไหลออกจากใบพัดในทิศทางที่ตั้งฉากกับการไหลเข้า pump, reciprocating เครื่องสูบน้ำแบบลูกสูบชัก : เครื่องสูบน้ำชนิดหนึ่งที่เพิ่มพลังงานให้แก่น้ำโดยการเคลื่อนที่ของ ลูกสูบในแนวราบเพื่ออัดน้ำในกระบอกสูบออกสู่ทางจ่าย pump, rotary เครื่องสูบน้ำแบบแกนหมุน : เครื่องสูบน้ำชนิดหนึ่งที่ทำงานโดยการอัดน้ำที่อยู่ภายในเครื่องด้วยแกนหมุน (rotor) แล้วปล่อยออกทางช่องปล่อยน้ำ http://203.155.16.66/p.htm จาก : บรรจง - 02/01/2006 16:30 |
|
ข้อความ : ไดนาโม
เคยทราบมาแล้วว่า แท่งแม่เหล็กจะมีสนามแม่เหล็กแผ่โดยรอบ โดยสนามแม่เหล็กมีค่ามากที่บริเวณขั้วแม่เหล็ก และจากการทดลอง คงจะสรุปได้ว่า ขณะขดลวดอยู่ในสนามแม่เหล็กที่คงที่จะไม่เกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวด แต่เมื่อเคลื่อนที่แท่งแม่เหล็กหรือขดลวดเข้าออกอย่างรวดเร็ว ทำให้สนามแม่เหล็กบริเวณขดลวดเกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นในขดลวดไหลผ่านเครื่องวัดกระแสไฟฟ้าอย่างง่ายได้ กระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็กนี้เรียกว่า กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ และจากการเบนของเข็มชี้แสดงว่า กระแสไฟฟ้ามีการไหลกลับไปกลับมา เรียกว่า ไฟฟ้ากระแสสลับ และจะเห็นว่า อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบด้วยขดลวดพันรอบแกนเป็นรูปสี่เหลี่ยมและทำให้ขดลวดหมุนในบริเวณสนามแม่เหล็ก การที่ขดลวดหมุนตัดผ่านสนามแม่เหล็กนี้ ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า ซึ่งสังเกตได้จากการเบนของเข็มชี้ และเมื่อหมุนขดลวดเร็วขึ้นจะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้ามากขึ้น สังเกตได้จากเข็มชี้เบนไปมากขึ้น อุปกรณ์ดังกล่าวนี้เรียกว่า ไดนาโม นั่นเอง ถ้าหมุนขดลวดไปทางเดียวกันตลอดเวลาจะพบว่าเข็มชี้เบนไปทางเดียว แสดงว่ากระแสไฟฟ้าที่ได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรง การหมุนขดลวดเป็นการเพิ่มพลังงานกลให้ขดลวด ดังนั้น พลังงานไฟฟ้าที่ได้จากไดนาโม จึงเป็นพลังงานบางส่วนที่เปลี่ยนมาจากพลังงานกล ที่ใช้ในการหมุนเพื่อทำให้สนามแม่เหล็กบริเวณขดลวดเปลี่ยนแปลงนั่นเอง หลักการที่ว่ากระแสไฟฟ้าเนี่ยวนำเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กที่ผ่านขดลวดนี้ ไมเคิล ฟาราเดย์ เป็นผู้ค้นพบในปี พ.ศ. 2374 จึงทำให้เรามีกระแสไฟฟ้าใช้จนถึงทุกวันนี้ ไดนาโมของโรงงานไฟฟ้าและไดนาโมของรถจักรยานก็ใช้หลักการเดียวกันนี้ ในการผลิตกระแสไฟฟ้าปริมาณมากนั้น นอกจากเราจะใช้พลังงานกลจากน้ำที่ระดับสูงเหนือเขื่อนมาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าแล้ว เรายังใช้พลังงานความร้อนจากน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานนิวเคลียร์ เหล่านี้ มาต้มน้ำให้กลายเป็นไอน้ำ และใช้พลังงานกลของไอน้ำไปหมุนขดลวดของไดนาโม กระแสไฟฟ้าจากไดนาโมมีทั้งกระแสตรงและกระแสสลับ ขึ้น อยู่กับส่วนประกอบของไดนาโม กระแสไฟฟ้าที่ได้จากโรงไฟฟ้าผลิตเป็น ไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งใช้กันอยู่ตามบ้านเรือนทั่วไป การวัดกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ การวัดกระแสไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลในตัวนำไฟฟ้าเมื่อมีความต่างศักย์เกิดขึ้นที่ขั้วของแหล่งกำเนิดไฟฟ้า ความต่างศักย์ของแหล่งกำเนิดไฟฟ้า แต่ละชนิดจะแตกต่างกัน เช่น ถ่านไฟฉายมีความต่างศักย์ประมาณ 1.5 โวลย์ ถ้าความต่างศักย์มีมากขึ้น แสดงว่าระดับพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์มากขึ้นด้วย จาก : บรรจง - 02/01/2006 16:46 |
|
ข้อความ : หัวข้อกระทู้ : เรื่อง มอก.ของเครื่องสูบน้ำ
อยากทราบ เรื่อง มอก.ของเครื่องสูบน้ำ หาได้จากที่ไหน ครับ เมื่อ :9 มิถุนายน 48 - 16:52:10 ตอบ :http://www.tisi.go.th/dbase.html สมอ. อยู่ในระหว่างการพัฒนาโปรแกรมการสืบค้นต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เข้ามาเยี่ยมชมค้นคว้าข้อมูลได้สะดวกขึ้น ต้องขออภัยอย่างยิ่งที่ระบบต่าง ๆ ยังไม่แล้วเสร็จ โดยหลายระบบยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูล ผลการค้นหาคำว่า เครื่องสูบน้ำ ค้นพบ 4 มาตรฐาน จากข้อมูลทั้งหมด จำนวน 2485 มาตรฐาน 1 มอก.1125-2535 เครื่องสูบน้ำแบบท่อ 2 มอก.1434-2540 เครื่องสูบน้ำแบบหมุนเหวี่ยงดูดทางเดียว 3 มอก.1508-2541 เครื่องสูบน้ำแบบมอเตอร์จุ่มใต้น้ำสำหรับบ่อน้ำบาดาล 4 มอก.1883-2542 เครื่องสูบน้ำบ่อลึกแบบมือโยก เมื่อ :9 มิถุนายน 48 - 16:57:53 http://www.eit.or.th/webboard/question.asp?room=1&qid=8137 จาก : บรรจง - 02/01/2006 16:57 |
|
ข้อความ : คำศัพท์น่ารู้
Alternative Energy พลังงานทดแทน หมายถึงพลังงานใดๆที่จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ทดแทนแหล่ง พลังงาน ซึ่งมีการสะสมตามธรรมชาติและใช้หมดไป เช่น น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ฯ พลังงานทดแทนภายในประเทศซึ่งมีความเป็นไปได้ในการนำมาใช้ผลิตไฟฟ้า มีอาทิเช่น พลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม ความร้อนใต้พิภพ น้ำ พืช วัสดุเหลือใช้จากการเกษตร ขยะ ฯ เนื่องจากพลังงานทดแทนดังกล่าวมีกระจายอยู่ตามธรรมชาติและไม่มีความสม่ำเสมอ การลงทุนเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ผลิตไฟฟ้าจึงสูงกว่าการนำแหล่งพลังงานประเภท น้ำมัน ถ่านหิน ฯ มาใช้ อย่างไรก็ตามเมื่อพลังงานจากน้ำมัน ถ่านหิน ฯ ร่อยหรอลง ความเป็นไปได้ในการนำแหล่งพลังงานทดแทนมาใช้ประโยชน์ผลิตไฟฟ้าก็มีมากขึ้น Hydro Plant โรงไฟฟ้าพลังน้ำ เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของประเทศไทย โรงไฟฟ้าชนิดนี้ใช้น้ำในลำน้ำธรรมชาติเป็นพลังงานในการเดินเครื่อง โดยวิธีสร้างเขื่อนปิดกั้นแม่น้ำไว้เป็นอ่างเก็บน้ำ ให้มีระดับอยู่ในที่สูงจนมีปริมาณน้ำและแรงดันเพียงพอที่จะนำมาหมุนเครื่องกังหันน้ำและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งอยู่ในโรงไฟฟ้าท้ายน้ำที่มีระดับน้ำต่ำกว่าได้ กำลังผลิตติดตั้งและพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าชนิดนี้จะเพิ่มเป็นสัดส่วนโดยตรงกับแรงดันและปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเครื่องกังหันน้ำ NGV มาจากคำว่า Natural Gas Vehicles หมายถึงยานยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอัด (Compressed Natural Gas, CNG) เป็นเชื้อเพลิง เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีก๊าซมีเทนเป็นส่วนใหญ่ นำมาอัดด้วยความดันสูง (แต่ก็ยังเป็นก๊าซอยู่) บรรจุในถังเพื่อสะดวกในการขนส่งและใช้เป็นเชื้อเพลิงใน ยานพาหนะแทนน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินและดีเซล ซึ่งนำมาทดลองใช้กับรถเมล์โดยสาร ขสมก แล้ว Renewable Energy พลังงานหมุนเวียน หรือพลังงานใช้ไม่หมด ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ เราสามารถเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานไฟฟ้าโดยอาศัยเซลล์แสงอาทิตย์ (solar cell) พลังงานน้ำ เราสามารถแปรรูปพลังงานศักย์จากน้ำเพื่อนำมาเป็นพลังงานกล เช่น ใช้แรงของน้ำหมุนกังหันผลิตไฟฟ้า พลังงานลม โดยการใช้กังหันลมหมุนเครื่องจักร์กลต่างๆ เครื่องสูบน้ำ เครื่องบดธัญพืช เป็นต้น พลังงานจากมวล ชีวภาพ เช่น มูลสัตว์และก๊าซชีวภาพ พลังงานจากการเผาไม้ กระดาษ ฟืน แกลบ กากชานอ้อย และ ที่เรียกว่า พลังงานใช้ไม่หมดก็เพราะสามารถหามาทดแทนได้ เช่น ปลูกป่าเอาไม้มาทำฟืน หรือปล่อยน้ำจากเขื่อนมาปั่นไฟ หรือแสงอาทิตย์ที่ได้รับจากดวงอาทิตย์อย่างไม่มีวันหมดสิ้น ดังนี้เป็นต้น Renewable Resources ทรัพยากรที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ หมายถึงทรัพยากรธรรมชาติซึ่งสามารถเกิดขึ้นมาใหม่ได้ด้วยตัวเองโดยธรรมชาติ เช่น ปลา ป่าไม้ เป็นต้น หรืออาจเกิดขึ้นและแพร่ขยายให้ได้ผลิตผลมากขึ้นโดยการกระทำของมนุษย์ Solar Cell เซลล์แสงอาทิตย์ เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอุปกรณ์สำหรับการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า โดยการนำสารกึ่งตัวนำ เช่น ซิลิคอน ซึ่งมีราคาถูกที่สุดและมีมาก นำมาผ่านขบวนการทางวิทยาศาสตร์ผลิตให้เป็นแผ่นบางบริสุทธิ และในทันทีที่มีแสงตกกระทบบนแผ่นเซลล์ รังสีของแสงที่มีอนุภาคของพลังงานประกอบ จะมีการถ่ายเทพลังงานให้กับสารกึ่งตัวนำและเกิดไฟฟ้ากระแสตรงขึ้น กระบวนการแปรรูปพลังงานแสงอาทิตย์ TOU มาจากคำว่า Time of Use หมายถึงอัตราค่าไฟฟ้าแบบช่วงเวลาการใช้ เป็นการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าตามต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าที่แท้จริงในช่วงเวลาของแต่ละวัน กล่าวคือ ในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง ระหว่างเวลา 9.00 - 22.00 น. โรงไฟฟ้าทุกโรงจะต้องเดินเครื่องเต็มที่และใช้เชื้อเพลิงที่มีราคาแพงผลิตไฟฟ้า เช่น น้ำมันเตา ขณะเดียวกันในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าต่ำ ระหว่างเวลา 22.00 - 9.00 น. โรงไฟฟ้าจะหยุดเดินเครื่องที่มีต้นทุนการผลิตสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในช่วงนี้ต่ำ ค่าไฟฟ้าช่วงนี้จึงมีราคาถูกลงตามไปด้วย ดังนั้นการติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าแบบ TOU ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกเวลาใช้ไฟฟ้าได้ตามราคาต้นทุนเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของตนเอง โดยหากผู้ใช้ไฟหลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลา 9.00 - 22.00 น. ก็จะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าของครอบครัวและจะส่งผลให้ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของประเทศลดลงได้ จะส่งผลดีต่อการอนุรักษ์ พลังงานของประเทศโดยรวม http://www.dmf.go.th/service/vocab.asp จาก : บรรจง - 02/01/2006 17:13 |
|
ข้อความ : หัวข้อข่าว : ชายชาวจีนสร้างเครื่องบิน จากวัสดุเหลือใช้ในฟาร์ม
ที่มา : ผู้จัดการ 5/04/2547 ชายชาวจีนสร้างเครื่องบิน จากวัสดุเหลือใช้ในฟาร์ม นายซาว เจิ้งชู เกษตรกรในมณฑลเสฉวน เป็นผู้ที่ไม่สามารถอ่านหรือเขียนหนังสือได้ แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นวีรบุรุษในสายตาคนท้องถิ่น คือการสร้างเครื่องบินจากวัสดุเหลือใช้ภายในฟาร์ม ไม่ว่าจะเป็น เครื่องยนต์จากจักรยานยนต์ เครื่องสูบน้ำ รวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ที่หาได้ในพื้นที่ โดยเขาจะใช้เครื่องบินลำนี้เป็นพาหนะในการชมท้องฟ้าเหนือฟาร์มทุกครั้งที่มีเวลาว่าง นายซาว กล่าวว่า การสร้างเครื่องบินลำนี้ ไม่ใช่ความภูมิใจสูงสุดในชีวิตของเขา เนื่องจากเขาได้ตั้งเป้าหมายในอนาคตไว้ว่า จะต้องสร้างเฮลิคอปเตอร์จากวัสดุในฟาร์มให้ได้ http://www.tei.or.th/mec/th/news/news/china_waste.html จาก : บรรจง - 02/01/2006 17:25 |
|
ข้อความ : พลังงาน พลังงาน พลังงาน
โดย เกียรติชัย ศีลจิตส่ง kiatichai.sil@egco.com ที่มา : วารสารประสิทธิภาพพลังงาน ฉบับที่ 51 คำว่า "พลังงาน" ในภาษาอังกฤษได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า "The ability to do work" ส่วนภาษาไทยมีผู้ให้คำจำกัดความไว้ว่า "ความสามารถในการทำงาน "หรือ" ความสามารถที่ทำให้เกิดการทำงาน การทำงาน ในที่นี้หมายถึงการเคลื่อนไหววัตถุ การยกของ การหุงต้ม การให้แสงสว่าง ทั้งหลายเหล่านี้ก็คือตัวอย่างของการทำงาน เมื่อมนุษย์รับประทานอาหารร่างกายจะแปลงอาหารให้เป็นพลังงานเพื่อการทำงาน เมื่อเราเดินหรือวิ่งหรือแม้แต่คิดหรืออ่านหรือเขียนร่างกายเผาพลาญอาหารซึ่งเป็นแหล่งพลังงานให้สามารถทำงาน ในทำนองเดียวกันยานยนต์เครื่องบินเรือและเครื่องจักรก็ล้วนเป็นการแปลงเชื้อเพลิงซึ่งเป็นแหล่งพลังงานอีกรูปแบบหนึ่งไปเป็นการทำงานเช่นกัน จิตสำนึก การใช้พลังงานเพื่อการทำงานสนองความต้องการของสังคมมนุษย์มีการพัฒนามาเป็นลำดับนับวันก็จะซับซ้อนมากขึ้น มีการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและสังคมอย่างเหนียวแน่น โลกเรานี้มีประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะมีผลให้มีปริมาณการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ และหากมองเผื่อไปในอนาคตจะมีการขยายตัวไปอีกมากมายเพียงใด ยิ่งถ้าสังคมของประเทศที่กำลังพัฒนาที่มีประชากรกว่าค่อนโลกซึ่งปัจจุบันยังมีอัตราการใช้พลังงานต่ำอยู่ หากได้รับการพัฒนาถึงจุดที่มีอัตราการใช้พลังงานต่อคนเทียบเท่าสังคมประเทศที่เจริญทางอุตสาหกรรมแล้ว มนุษย์เราจะหาแหล่งพลังงานและพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมารองรับได้เพียงพอไหม พร้อม ๆ กันนี้ ยังต้องมีการพัฒนาระบบการแก้ปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นควบคู่ไปกับมาตรการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพอีกด้วย ด้วยความหวังว่าเรื่องนี้ไม่เกินขีดความสามารถสติปัญญาและจิตสำนึกต่อคุณค่าของพลังงานและสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ จาก : บรรจง - 02/01/2006 17:56 |
|
ข้อความ : พลังงานสีเขียว ตอน : พลังงานลม โดย อาวองการ์ด (Avant-garde)
เมื่อพลังงานจากน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ มีจำกัด และมีราคาสูงถีบตัวขึ้น ๆ ทุกวัน ทั่วโลกต่างก็ตั้งคำถามกันว่า พลังงานฟอสซิลเหล่านี้มีวันจะหมดหรือไม่ และมองหาว่ามีพลังงานในรูปแบบอื่นอีกมั๊ย ที่เราพอจะนำมาทดแทนพลังงานในรูปแบบเดิม ๆ ได้บ้าง เรื่องนี้มีการพูดกันมาไม่ต่ำกว่า 20 ปีแล้ว แต่จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง ตราบเท่าที่ราคาพลังงานจากน้ำมัน ยังคงถูกกว่าต้นทุนของพลังงานในรูปแบบอื่น ซึ่งวันนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว พลังงานน้ำมันจะหมดจากโลกเมื่อไหร่ ?? ความจริงแล้ว อาจจะบอกได้ว่าน้ำมันคงจะยังไม่ถึงกับหมดเกลี้ยงไปง่าย ๆ มันยังขุดได้อีกเรื่อย ๆ เกิน 100 ปี ขึ้นกับเทคโนโลยีที่ใช้ และขึ้นกับว่า คุณพร้อมจะ จ่าย เท่าไหร่ ซึ่งนอกจากปัญหาในเรื่องการสร้างมลพิษจากการใช้พลังงานเหล่านี้แล้ว ราคาต้นทุน ของพลังงานจากน้ำมันนี้นับวันก็จะยิ่งสูงขึ้น จนน่าจะเกินความคุ้มทุนในไม่ช้า วันนี้ ทั่วโลกจึงถามหา พลังงานทดแทน (Alternative Energy) ถามหา พลังงานสีเขียว (Green Energy) เพื่อ การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustained Development / Développement Durable) เมื่อถามว่า ณ วันนี้ พลังงานอะไรที่กำลังฮ็อตที่สุด ได้รับความสนใจมากที่สุด คำตอบกลับไม่ใช่พลังงานแสงอาทิตย์อย่างที่เราเคยรู้กัน แต่เป็น... พลังงานลม ไม่น่าเชื่อเลยใช่มั๊ยครับ ?? พลังงานลม ที่จริงก็คือส่วนหนึ่งของพลังงานแสงอาทิตย์นั่นเอง พลังงานลมเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ? พลังงานลม เกิดจากการที่พื้นที่ต่าง ๆ บนโลก มีความสามารถการดูดกลืนความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้ไม่เท่ากัน บริเวณที่มีอุณหภมิสูงกว่า อากาศจะขยายตัว ทำให้เบากว่า และลอยขึ้นไปข้างบน จากนั้นอากาศในบริเวณที่เย็นกว่า ซึ่งหนาแน่นกว่า หนักกว่า จะเข้ามาแทนที่ และเกิดเป็นลม ซึ่งด้วยหลักการนี้ เราจึงนำไปประยุกต์ใช้ประดิษฐ์บอลลูน ด้วยการทำให้อากาศข้างในลูกบอลลูนมีความร้อนด้วยไฟจากตะเกียงก๊าซ บอลลูนจะลอยสูงขึ้นเมื่อเราจุดไฟให้อากาศร้อน และจะตกลงเมื่อเราปิดตะเกียง อนาคตที่สดใสของพลังงานลม ถ้าเราพูดถึงพลังงานลม เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ต้องบอกว่าดูจะเป็นเรื่องที่ห่างไกล เพราะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ได้พลังงานน้อยมากไม่คุ้มในการที่จะลงทุน แต่ปัจจุบันกลายเป็นว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านพลังงานของโลก ต่างเริ่มหันมาลงทุนในธุรกิจพลังงานไฟฟ้าจากลมกันอย่างมากมาย บริษัท General Electric เอง ได้ลงทุนเข้าไปซื้อกิจการด้านพลังงานลมจากบริษัท ENRON เมื่อ 2-3 ปีก่อน ทั้ง ๆ ที่ขณะนั้นมูลค่าของธุรกิจพลังงานลมมีเพียง 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐทั่วโลก ซึ่งนับว่าน้อยมากไม่มีใครสนใจ แต่ในเวลาต่อมาทุกคนจึงได้รู้ว่า General Electric กลายเป็นผู้ลงทุนที่มีสายตาแหลมคมที่สุด เพราะ 5 ปีมานี้ ธุรกิจพลังงานลมทั่วโลก เติบโตสูงขึ้นถึง 4 เท่า เปิดตัวเป็นคู่แข่งของพลังงานไฟฟ้าจากฟอสซิล (น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน) อย่างจริงจัง และส่วนหนึ่งจากเทคโนโลยีของ GE นี่เองที่ทำให้กังหันพลังงานลมวันนี้ มีขนาดใบพัดที่ใหญ่ขึ้น แต่เบาลงและติดตั้งเสาที่สูงขึ้นจากเดิมเพียงแค่ไม่เกิน 25 เมตร เป็นถึง 40-50 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่จะรับพลังงานจากลมได้แรงขึ้น ทำให้กังหันลมมีประสิทธิภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากขึ้น ในขณะที่ต้นทุนก็ถูกลง ซึ่งถือว่าถูกกว่าระบบพลังงานแสงอาทิตย์ 8-10 เท่า ในกลุ่มประเทศยุโรป ต่างก็มีความตื่นตัวในเรื่องของพลังงานลมนี้อย่างมาก ปัจจุบัน เยอรมันสามารถติดตั้งกังหันไฟฟ้าจากพลังงานลมมากที่สุดในโลก และติดตั้งไปแล้วถึง 12,835 เมกะวัตต์ รองลงมาเป็นสเปน และเดนมาร์ก ที่ติดตั้งไปแล้วถึง 5,000 และ 3,000 เมกะวัตต์ รวมทั้งสิ้น ขณะนี้ยุโรปสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลม รวมถึง 24,904 เมกะวัตต์ และคาดว่าทั้งเดนมาร์ก และเสปน น่าจะมีไฟฟ้าจากพลังงานลมได้ถึง 20% ของพลังงานทั้งหมดในประเทศภายในปี 2020 ส่วนในสหรัฐอเมริกามีการยกเว้นภาษีให้ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ได้รับการยกเว้นภาษีถึง 1.8 % ในทุก ๆ 1 กิโลวัตต์ที่ผลิตได้ และตั้งเป้าว่าจะผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมได้ถึง 6% ของพลังงานทั้งหมดในประเทศ ในปี 2020 เช่นกัน สำหรับในเอเชีย ประเทศที่มีการลงทุนพัฒนาด้านพลังงานลมก่อนใครเพื่อนได้แก่ประเทศอินเดีย ซึ่งปัจจุบันสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมได้ถึง 1,500 เมกะวัตต์ ในขณะที่จีนก็เริ่มไหวตัว และผลิตได้ 468 เมกะวัตต์ในปี 2002 ซึ่งจีนตั้งเป้าที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมให้ได้ถึง 20,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2020 เลยทีเดียว พลังงานลมในประเทศไทย ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งประเทศประมาณ 18,000 เมกะวัตต์ โดยส่วนใหญ่ผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานความร้อนจากก๊าซธรรมชาติ ถึง 2 ใน 3 หรือกว่า 12,000 เมกะวัตต์ เป็นไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ 2,800 เมกะวัตต์ นอกจากนั้น เป็นพลังงานในรูปอื่น ๆ เช่น Biogas และพลังงานแสงอาทิตย์ โดยประเทศไทยมีการนำเข้าพลังงานทั้งในรูปแบบของน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน รวมสูงถึง 50 ล้านตันต่อปี ซึ่งบ้านเราก็มีการทดลองใช้พลังงานลมเช่นกันที่สถานีทดลองไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังงานลม จ. ภูเก็ต ด้วยกำลังการผลิตเพียง 200 กิโลวัตต์ จากข้อมูลเก่าที่ว่าความเร็วลมในบ้านเราเฉลี่ยเพียงแค่ 2-3 เมตรต่อวินาที ซึ่งนับว่าน้อยมาก และไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ทีมวิจัยด้านพลังงานลมของไทย ได้มีการตรวจวัดพลังงานลมทั่วประเทศ หรือที่เรียกว่าเป็นการทำ Wind map ใหม่อีกครั้ง โดยวัดที่ความสูง 50 เมตร ตามเทคโนโลยีที่กังหันลมสมัยใหม่ทำได้ และพบว่า บริเวณทางใต้ แถบชายฝั่งตะวันออกของประเทศไทย ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ มีความเร็วลมเฉลี่ยสูงถึง 6.4 เมตรต่อวินาที ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถจะนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับในประเทศยุโรป และอินเดียได้เช่นกัน เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลได้ลงนามอนุมัติโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ 500 กิโลวัตต์ ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ด้วยงบประมาณสูงถึง 195 ล้านบาท เท่ากับว่าเราลงทุนถึง 9,750 ดอลล่าร์สหรัฐต่อกำลังไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์ ซึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาใช้เงินลงทุนในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม เพียง 1,000 ดอลล่าร์ต่อกิโลวัตต์เท่านั้น เป็นเรื่องน่าเสียดายที่บ้านเรายังไม่มีการศึกษาอย่างจริงจังในเรื่องของการนำพลังงานลมมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ในขณะที่ประเทศยุโรป อเมริกา และแม้กระทั่งจีน กับอินเดีย ได้กระโจนเข้ามาเล่นในเรื่องนี้กันแล้วอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทั้ง ๆ ทีเทคโนโลยีเกี่ยวกับพลังงานลม และกังหันลม เป็นระบบที่ง่าย ไม่ซับซ้อน และเราน่าจะสามารถทำได้เองโดยไม่ต้องง้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เหมือนอย่างเช่นอินเดีย และจีนก็เป็นผู้ผลิตกังหันลมด้วยตัวเอง ในขณะที่ระบบของพลังงานแสงอาทิตย์ยังคงราคาสูงอยู่ พลังงานลมดูจะเป็นแหล่งพลังงานทดแทนจากธรรมชาติ ที่น่าจะทำให้เป็นจริงในเชิงธุรกิจได้มากที่สุดในตอนนี้ และยังน่าจะช่วยให้เราสามารถพึ่งตนเอง ลดการนำเข้าพลังงานให้น้อยได้อีกด้วย http://thaiaixois.online.fr/etc/ath1.htm จาก : บรรจง - 02/01/2006 18:15 |
|
ข้อความ : ความคิดเห็นที่ 205
แก๊สโซฮอล์ (Gassohol) น้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมระหว่าง เอทานอล * หรือเอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% ผสมกับน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว ในอัตราส่วนเบนซิน 9 ส่วน เอทานอล 1 ส่วน จึงได้มาเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ออกเทน 95 ที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับน้ำมันเบนซิลพิเศษไร้สารตะกั่ว ออกเทน 95 แก๊สโซฮอล์ เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากแนวพระราชดำริใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 โดยทรงเล็งเห็นว่าประเทศไทยอาจประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมัน และปัญหาพืชผลทางการเกษตรมีราคาตกต่ำ จึงทรงมีพระราชดำริให้โครงการส่วนประองค์สวนจิตรลดาได้ศึกษากระบวนการผลิตแอลกอฮอล์จากอ้อย และนำแอลกอฮอล์ที่ผลิตได้นี้มาผสมกับน้ำมันเบนซิน ผลิตเป็นน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน โดยโครงการส่วนพระองค์ได้เริ่มผลผลิตแอลกอฮอล์จากอ้อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 และได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ แก๊สโซฮอล์ กับประโยชน์ที่จะได้รับ นอกจากราคาแก๊สโซฮอล์จะถูกกว่าน้ำมันเบนซินธรรมดา ซึ่งช่วยประหยัดการใช้น้ำมันและเงินตราต่างประเทศในการซื้อน้ำมันไปได้มากแล้ว แก๊สโซฮอล์ยังช่วยลดปริมาณมลพิษจากท่อไอเสียและมลพิษในอากาศ เพราะสามารถลดปริมาณไฮโดรคาร์บอนมอนนอกไซด์ลงได้ถึง 30% ทำให้การเผาไหม้ของเครื่องยนต์สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แก๊สโซฮอล์สามารถเติมได้กับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทุกรุ่นตามที่ผู้ผลิตแนะนำโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับแต่งเครื่องยนต์ และสามารถเติมผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่ในถังได้เลยไม่ต้องรอให้น้ำมันหมดถังก่อน และหากไม่มีจุดเติมแก๊สโซฮอล์ก็สามารถเปลี่ยนไปเติมน้ำมันเบนซินทั่วไปได้ทันทีเช่นกัน เพราะแม้ว่าสารเติมแต่งค่าออกเทนที่กำหนดให้มีในการเติมน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว ออกเทน 95 โดยทั่วไปนั้น จะเติม MTBE (Methyl Tertiary Butyl Ether) แต่สำหรับแก๊สโซฮอล์ที่จะใช้ Ethyl Alcohol 99.5% ทดแทนในปริมาณ 10% แต่คุณสมบัติในการใช้งานกับเครื่องยนต์ยังคงเหมือนกันทุกประการ นอกจากนี้ การผลิตแก๊สโซฮอล์ยังถือเป็นการใช้ประโยชน์จากพืชผลทางการเกษตรในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะไม่ว่าจะเป็นอ้อย มันสำปะหลัง ข้าว ข้าวโพด สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตแอลกอฮอล์ได้ทั้งหมด ช่วยลดงบประมาณในการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรลงได้ถึงหนึ่งหมื่นล้านบาท *** เอทานอล คือ แอลกอฮอล์ที่ได้จากการหมักพืชหรือผลิตผลทางการเกษตร สามารถใชเป็นเชื้อเพลิงโดยตรงเพื่อทดแทนน้ำมันเบนซินหรือน้ำมันดีเซล เมื่อผสมกับน้ำมันเบนซินเป็น แก๊สโซฮอล์ ผสมน้ำมัน ดีเซลเป็น ดีโอฮอล์ ใช้แก๊สโซฮอล์เพื่อชาติ เป็นพลังงานทดแทน ผลิตจากพืชเกษตรในประเทศ ใช้แทนสารเพิ่มออกเทนที่นำเข้าจากต่างประเทศ ประหยัดเงินตราต่างประเทศมากกว่า 3,000 ล้านบาท ต่อปี ประหยัดการใช้น้ำมันที่มีอยู่จำกัด โดยการนำเอทานอลมาผสมกับน้ำมันเบนซิน จะช่วยลดการใช้น้ำมันของประเทศลงได้ประมาณ 10% หรือเดือนละ 25 ล้านลิตร เกษตรกรไทยมีรายได้สูงขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการผลิตเอทานอลที่ได้จากพืชเกษตร ลดมลพิษทางอากาศ โดยลดไฮโดรคาร์บอน และคาร์บอนมอนนอกไซด์ ลงได้ 20-25 % ช่วยลด คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลัก ที่ก่อให้เกิดสภาวะ เรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ (GREEN HOUSE EFFECT) รวมทั้งลดควันดำ ลดสารอะโรเมติกส์ และลดสารเบนซีน ช่วยกระจายการลงทุน การจ้างงานสู่ชนบท ใช้แก๊สโซฮอล์เพื่อคุณ ได้ใช้น้ำมันเบนซินออกเทน 95 ในราคาที่ประหยัดลง 1.50 บาทต่อลิตร ช่วยให้เครื่องยนต์เผาไหม้สะอาด สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ได้มีส่วนช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อนร่วมชาติให้ขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น ได้ช่วยลดมลพิษทางอากาศ ซึ่งส่งผลถึงชีวิตตนเอง ลูกหลาน และเพื่อนร่วมชาติ -2- ผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการเติมแก๊สโซฮอล์ 95 เนื่องจากแก๊สโซฮอล์ 95 เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมระหว่าง เอทานอล หรือ เอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% ผสมกับน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว ในอัตราส่วนเบนซิน 9 ส่วน เอทานอล 1 ส่วน 1. คุณสมบัติของแอลกอฮอล์ คือระเหยเร็ว ทำให้เกิดหยดน้ำในถัง อาจทำให้ถังน้ำมันเกิดสนิมและผุเร็วกว่าที่ควรจะเป็น อาจทำให้เกิดการอุดตันในระบบน้ำมันเชื้อเพลิง 2. ควรเติมแก๊สโซฮอล์ 95 สลับกับเบนซิน 95 เนื่องจากในแก๊สโซฮอล์ไม่มีสารหล่อลื่นบ่าวาวล์เหมือนในเบนซิน 95 จึงทำให้เกิดการสึกหรอที่บ่าวาวล์มากขึ้น 3. จากการใช้งานจริงอัตราการเร่งลดลงในช่วง 0 100 กม./ชม. ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเบนซิน 95 จึงเป็นเหตุให้ต้องเหยียบคันเร่งมากขึ้น ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น เกิดการสึกหรอเร็วขึ้น 4. การเติมเอทานอล ลงในเบนซิน 95 มีผลต่อคุณสมบัติบางประการของวัสดุประเภทยางที่ใช้เป็นระบบเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์มากกว่า 5. การเติมเอทานอล ลงในเบนซิน 95 มีผลต่อคุณสมบัติบางประการของวัสดุประเภทพลาสติก ที่ใช้เป็นระบบเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ 6. อัตราการกินน้ำมันของรถ เปรียบเทียบระหว่าง แก๊สโซฮอล์ 95 กับ เบ็นซิน 95 จากการใช้จริง ก่อนหน้านี้ เติมเบ็นซิน 95 จำนวน 40 ลิตร วิ่งได้ระยะทาง = 400 กม. เบ็นซิน95 จำนวน 40 ลิตร ราคาลิตรละ 23.34 บ. เป็นงิน = 933.60 บาท ปัจจุบัน เติมแก๊สโซฮอล์95 จำนวน 40 ลิตร วิ่งได้ = 360 กม. แก๊สโซฮอล์95 จำนวน 40 ลิตร ราคาลิตรละ 21.84 บ. เป็นเงิน = 873.60 บาท ดังนั้นการเติมแก๊สโซฮอล์95 ประหยัดเงิน (เท่ากับ 933.60 - 873.60) = 60 บาท แต่... ระยะทางจะหายไป (เท่ากับ 400 360) = 40 กม. (ต้องเติม แก๊สโซฮอล์95 เพิ่มอีก 4.44 ลิตร จึงจะวิ่งได้ 400 กม. = เติมเบ็นซิน95 จำนวน40 ลิตร) สรุป ต้องเติมแก๊สโซฮอล์95 จำนวน 44.44 ลิตร เป็นเงิน = 44.44x21.84 = 970.57 บาท ผลต่างคือ : ระยะทาง 400 กม. เติมแก๊สโซฮอล์95 = 970.57 บาท ระยะทาง 400 กม. เติมเบ็นซิน95 = 933.60 บาท กลายเป็นว่าต้องเสียเงินเพิ่ม 36.97 บาท จากการเติมแก๊สโซฮอล์95 เพื่อที่จะให้วิ่งได้ 400 กม. (เท่ากับเติมเบ็นซิน 95) บทสรุป " ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเราว่าจะเลือกใช้อย่างไหน แต่ทั้งสองอย่างก็มี ข้อด้อย ข้อดี แตกต่างกันไป " หากมีข้อสงสัย หรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ สำนักงานคณะกรรมการเอทานอลแห่งชาติ โทร. 0 2354 1648-51 โทรสาร 0 2354 1647 หรือ บริษัท เชลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ศูนย์บริการลูกค้าบริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โทร. 0-2262-7700 กด 2 การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย http://www.pttplc.com/th บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 210 สุขุมวิท 64 บางจาก พระโขนง กรุงเทพฯ 10260 โทรศัพท์ 0-2335-4999 โทรสาร 0-2335-4009 ศูนย์บริการลูกค้าบางจาก โทรศัพท์ 0-2745-2440-4 โดย : ditf วันที่ :2005-09-19 12:09:52 IP :61.91.84.xx http://www.mthai.com/webboard/7/142811.html จาก : บรรจง - 02/01/2006 18:24 |
|
ข้อความ : ความคิดเห็นที่ 6
......................เพิ่มเติมขาก คห. 1 - 2 - 3 - 4 - 5 .......................... .................เหตุผลทั้ง 5 ข้อข้างล่างถูกต้องหมด..................แต่ ยังมี เพิ่มเติมอีก ...........ก็คือ มี คน ใหญ่คนโต ในประเทศ ที่ได้ประโยชน์ จากส่วนต่างราคาน้ำมัน ที่นำเข้าจากต่างประเทศ แต่ขายราคาแพงในประเทศ...................... ...............แหล่งน้ำมันดิบ ....ที่สำคัญ ในโลก ......จะมีอยู่ 2 พวก คือ .....น้ำมัน ที่มี ค่ากำมะถันต่ำ ......คือ แหล่งที่ได้จาก สหรัฐ อเมริกา อเมริกาใต้ .....ซึ่งมีราคาแพงกว่า........(ปัจจุบัน ราคาอยู่แถวๆ 63 เหรียญ / บาเรล) ....กับ น้ำมัน กำมะถันสูง ที่ ได้จาก แหล่งตะวันออกกลาง เช่น ดูไบ โอมาน บาเรนห์ ฯลฯ เป็นหลัก ........ซึ่งราคาจะถูกกว่า ปัจจุบันอยู่แถวๆ 53 - 54 เหรียญ/ บาเรล) ...............ความจริงก็คือ..........ประเทศไทย เรานำเข้า น้ำมันดิบ ที่เป็นน้ำมันดิบ กำมะถันสูง จาก แถบตะวันออกกลางเป็นหลัก...... ซึ่งราคาจะอยู่ที่ 53 - 54 เหรียญ ............แต่ หลังจากการนำน้ำมันดิบมากลั่น...แล้ว.......... เวลา นำมาค้าปลีก เรากลับไปอิง ราคาหน้าโรงกลั่นสิงค์โปร์ ที่ มีราคา สูงถึง 73 เหรียญ ....(ซึ่งคิดจากต้นทุน น้ำมันดิบ สหรัฐ .) ...............................และ ส่วนต่างที่ว่านี้ ก็มี บุคคลในรัฐบาลที่ได้ประโยชน์.....................................มีพ่อค้า นักธุรกิจการเมือง ............ที่ได้ประโยชน์................. .....................ถ้า ให้ชัดเจนกว่านี้ไม่ต้องดูอะไรมาก......ให้ดูว่า.........ช่วง ต้นปี....48 นี้ มีการนำเข้าน้ำมันสูงมากอย่างผิดปกติ ............เพราะ มีการเก็งกันว่าน้ำมันดิบในตลาดโลก จะแพงขึ้น จึงซื้อเข้ามาตุนไว้ ........ ทำให้ ประเทศไทยขาดดุล อย่างมหาศาล ................. แต่พอมา .......... ไตรมาส 3 .....ล่าสุด....... ประเทศไทยขาดดุลน้อยลงอย่างมาก.......เหตุผลเพราะ ........มีการนำเข้าน้ำมันน้อยกว่าปกติ .....(เพราะ มันซื้อเข้ามาตุน ไว้ตั้งแต่ต้นปีแล้วยังใช้ไม่หมดยังเหลือบานเบอะไง) .......................................... ..........................เราไม่ต้องคิดอะไรมาก..............เอาว่า โครงการ เอทานอล ......ที่ .... สามารถ ผลิต ได้จาก ....... อ้อย มันสำปะหลัง (ซึ่ง มีอย่างมากมายเหลือเฟือในประเทศไทย) ............ ............... ประเทศไทยเรา มีอ้อย มีมันสำปะหลัง เหลือล้นประเทศ มากพอที่จะใช้ ผลิตเอทานอล ได้ในเชิงพาณิชย์......(ซึ่งเกษตรกรก็ได้ประโยชน์ด้วย) ..............แต่ทำไม ประเทศไทยเรากลับต้องนำเข้าเอทานอล จากต่างประเทศ.....ซึ่งมีต้นทุน สูงกว่า..มากหล่ะครับ...............ก็เพราะ มีนักการเมืองระยำ .....ที่มันได้ประโยชน์จากการ สั่งซื้อเอทานอล จากต่างประเทศอย่างมหาศาล............................... ..........แถมยังมีกระบวนการ ฮั๊ว ..กัน กับโรงงานผลิตเอทานอล ....โดยการ บีบให้มีการขึ้น ราคา เอทานอล จาก 12 บาทมาเป็น 15 บาท แล้วก็ขึ้น มาเป็น 18 บาท อย่างไม่มีเหตุผล ทั้งๆที่ อ้อย มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบ ในการผลิต ก็ไม่ได้ราคาสูงขึ้น................... ...................ทีนี้เห็นภาพแล้วหรือยังครับ........................................ .................นอกจากนี้ ยังมีความไม่ชอบมาพากล เรื่อง งบ เมกะโปรเจก ....1.7 ล้าน ล้าน..........ยกตัวอย่าง ..............งบจำนวนนี้.......สามารถ นำไปซื้อ รถเมล์ ประหยัดพลังงาน จากต่างประเทศ....(ซึ่งวิ่งด้วยพลังไฟฟ้า... ที่ปั่น จาก ตัวล้อรถได้เองขณะที่รถวิ่ง ) ....ได้สบายๆ.......ราคาก็ไม่ได้แพงมาก...........แต่ซื้อแล้ว....สามารถทำให้ ลดต้นทุน ขสมก. ลดมลพิษ ลดค่าโดยสาร ลดค่าครองชีพ ของประชาชน... (ซึ่งจะส่งผลบวกต่อ GDP ด้วย ถ้าค่าครองชีพประชาชนลดลง เพราะประชาชนจะมีอำนาจซื้อมากขึ้น ไม่ใช่ ทำงานเท่าไหร่ ก็หมดกับ ค่ารถเมล์ หมดกับ ค่าน้ำมันรถ) ....... แต่ เขากลับ ไปสร้าง แต่ถนน สร้างแต่ ทางด่วน สร้าง ทางรถไฟฟ้า ที่ บางสาย นั้น ไม่คุ้มกับ การลงทุน................เพื่อให้มีรถวิ่งมากขึ้น .....และมีการใช้น้ำมันมากขึ้น........................(นี่ยังไม่พูดถึง ความคิดที่จะให้มีการแข่งมอเตอร์ไซด์ อีกนะ) ........................... ...............แล้ว ยิ่งตอนนี้ ก็ยิ่ง มีนโยบาย ขำขำ ......ขึ้นมาอีก ......ได้ยินว่า จะมีโครงการ ให้ประชาชน กู้เงิน เพื่อ ซื้อ แอร์.......................แล้วไงครับ........กู้เงินซื้อแอร์........ถามหน่อยซิ ........แปลว่า จะทำให้คน ใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น ใช่หรือไม่.............แล้ว ปริมาณการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น....ใครได้ประโยชน์........บริษัท จำกัดมหาชน ที่กำลังจะเข้าตลาดหุ้น ในเร็วๆนี้ ใช่หรือไม่.........แล้วคนที่เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่...(ผ่านกองทุน นอมินิ จากสิงค์โปร์) .....เป็นใครครับ..........ก็ นักการเมือง ระยำ ในประเทศนี่เอง.......................... ..............เห็นมั๊ย.........แต่ละ โครงการ แต่ละนโยบาย ล้วนแต่ตอบสนอง ธุรกิจ ของพวกพ้อง และ ความร่ำรวยเฉพาะ คนในรัฐบาลทั้งสิ้น................ ไม่ได้ คำนึงถึง ประชาชนเลยซักนิด...................................ฉะนั้น เรื่องน้ำมัน ก็อย่างที่บอก.. ............ตราบใดที่ยังมีนักธุรกิจการเมือง...... หากิน กับ ราคาน้ำมันที่แพงอยู่ ราคาน้ำมันในประเทศก็จะต้อง วิกฤตต่อไป................................... .................โครงการ ... ต่างๆ ..เทคโนโลยีต่างๆ .. ที่จะช่วยประหยัดพลังงาน ประหยัดการใช้น้ำมัน ไฟฟ้า ที่พวก เด็ก อาชีวะ เด็กช่าง เด็กวิศวะ จาก มหาลัย จากเทคนิค เทคโน ทั้งหลาย คิดค้นขึ้นมาน่ะ...........ม้วนเสื่อไปได้เลย..........เพราะ ถ้า โครงการพวกนี้เกิดขึ้น...... คนที่เสียประโยชน์ก็คือ นักการเมืองใหญ่ๆในประเทศ ............................. .....สังเกตดู .....เวลาที่พวกเด็กจากสถาบัน เทคนิค เทคโนทั้งหลายคิดค้น ประดิษฐ์ เทคโนโลยี อะไรก็แล้วแต่ ที่ช่วยประหยัดพลังงานขึ้นมา.......... เคยเป็นข่าว มั่งมั๊ย....ไม่เคยมีครับ........แล้ว เคยมีโครงการไหน ได้แจ้งเกิดมั่งมั๊ย....ก็ไม่มีใช่มั๊ยครับ...........................เหตุผลก็เพราะ ผู้มีอำนาจในรัฐบาล เขาไม่ต้องการสนับสนุน .... ให้ ประชาชนในประเทศลดการใช้พลังงานลง ....เพราะจะทำให้ บริษัทน้ำมัน ไฟฟ้า ที่พวกเขาถือหุ้นใหญ่ๆอยู่ รายได้ลดลง ...ไม่เป็นผลดีต่อราคาหุ้น.................................. ........................ โดย : ชัดเจน เห็นภาพแล้วยังครับ วันที่ :2005-09-13 12:59:12 IP :203.146.94.xx http://www.mthai.com/webboard/7/142811.html หลากหลายความคิดนะครับ เข้าไปอ่านในเวฟข้างบนนะครับ จาก : บรรจง - 02/01/2006 18:29 |
|
ข้อความ : .................โครงการ ... ต่างๆ ..เทคโนโลยีต่างๆ .. ที่จะช่วยประหยัดพลังงาน ประหยัดการใช้น้ำมัน ไฟฟ้า ที่พวก เด็ก อาชีวะ เด็กช่าง เด็กวิศวะ จาก มหาลัย จากเทคนิค เทคโน ทั้งหลาย คิดค้นขึ้นมาน่ะ...........ม้วนเสื่อไปได้เลย..........เพราะ ถ้า โครงการพวกนี้เกิดขึ้น...... คนที่เสียประโยชน์ก็คือ นักการเมืองใหญ่ๆในประเทศ .............................
.....สังเกตดู .....เวลาที่พวกเด็กจากสถาบัน เทคนิค เทคโนทั้งหลายคิดค้น ประดิษฐ์ เทคโนโลยี อะไรก็แล้วแต่ ที่ช่วยประหยัดพลังงานขึ้นมา.......... เคยเป็นข่าว มั่งมั๊ย....ไม่เคยมีครับ........แล้ว เคยมีโครงการไหน ได้แจ้งเกิดมั่งมั๊ย....ก็ไม่มีใช่มั๊ยครับ...........................เหตุผลก็เพราะ ผู้มีอำนาจในรัฐบาล เขาไม่ต้องการสนับสนุน .... ให้ ประชาชนในประเทศลดการใช้พลังงานลง ....เพราะจะทำให้ บริษัทน้ำมัน ไฟฟ้า ที่พวกเขาถือหุ้นใหญ่ๆอยู่ รายได้ลดลง ...ไม่เป็นผลดีต่อราคาหุ้น.................................. ผมชอบใจและเห็นด้วยกับข้อความนี้นะครับ จาก : บรรจง - 02/01/2006 18:42 |
|
ข้อความ : รู้จักและเข้าใจพลังงานในบริบทประเทศไทย(1)
โดย สำนักงานกองทุนสนุบสนุนการวิจัย (สกว.) 12 ธันวาคม 2548 09:35 น. รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรม สกว. พลังงานกับชีวิต ปัจจัยสี่อันจำเป็นแก่การดำรงชีวิต คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค จึงดูเหมือนว่าพลังงานไม่ใช่ความจำเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะพลังงานเป็นจุดกำเนิดของปัจจัยสี่ทั้งหลาย อาหารได้จากการที่พืชใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาสังเคราะห์แสง และอาหารเป็นแหล่งพลังงานของมนุษย์ (อาหารจึงมีค่าพลังงานเป็นหน่วยแคลอรี่) คนเรากินอาหาร ก็คือ กินพลังงานเพื่อรักษาร่างกายให้อบอุ่นและซ่อมแซมสิ่งที่สึกหรอ เช่นเดียวกัน ต้นทางของที่อยู่อาศัย(ไม้ อิฐ ปูน) เครื่องนุ่งห่ม(ฝ้าย เส้นใยสังเคราะห์) และยารักษาโรค(สารเคมี สมุนไพร) ก็ล้วนแต่ต้องการพลังงานมาทำให้เกิด ทำให้แปรรูป คน พืช สัตว์ สิ่งของในโลกนี้ล้วนเกิดและดำรงอยู่ได้ก็เพราะพลังงาน อันเป็นปัจจัยการกำเนิดปัจจัยสี่ พลังงานมาจากไหน ? โลกเรามีพลังงานติดมาตั้งแต่สมัยที่กำเนิดจักรวาล พลังงานของโลกปรากฏอยู่ในมวลของโลกเอง นานๆ ครั้งก็แสดงให้ปรากฏสักครั้งหนึ่งเป็นภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว ในขณะเดียวกันโลกก็มีพลังงานสะสมเข้ามาตลอดเวลาจากการแผ่รังสีมาจากข้างนอก แหล่งใหญ่ที่สุดคือดวงอาทิตย์ที่เป็นพลังงานให้สิ่งมีชีวิตบนโลกเติบโตนั่นเอง น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินที่ขุดจากใต้โลกนั้น จริงๆ แล้วก็คือ พลังงานแสงอาทิตย์ที่สิ่งมีชีวิตสะสมไว้แต่ครั้งโบราณกาล แล้วก็ตายทับถมกันจนแปรสภาพเป็นเชื้อเพลิงให้เราขุดขึ้นมาใช้ เราเรียกว่า เชื้อเพลิงฟอสซิล (fossil energy) ซึ่งจะปลดปล่อยคาร์บอนที่สะสมไว้จากอดีตออกสู่บรรยากาศในรูปคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้โลกร้อนขึ้น ปัจจุบันจึงต้องพยายามใช้ เชื้อเพลิงหมุนเวียน (renewable energy) เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล (ไม้ แกลบ ชานอ้อย) ในความจริงนั้น เชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหลายก็คือเชื้อเพลิงหมุนเวียน เพราะมันก็มีต้นทางมาจากแสงอาทิตย์เหมือนกัน เพียงแต่มันสะสมมาจากยุคดึกดำบรรพ์เท่านั้นเอง คำว่าเชื้อเพลิงหมุนเวียนจึงจำกัดว่าหมุนเวียนในปัจจุบัน ตัดต้นไม้มาผลิตพลังงานแล้วต้องปลูกกลับคืน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า พลังงานบนโลกนี้มาจากจักรวาลนั่นเอง พลังงานยุคแรกก็อยู่ใต้โลกลึกมากๆจนถึงแกนโลก พลังงานที่เกิดหลังจากโลกเย็นแล้วก็มาจากสิ่งมีชีวิตที่อาศัยแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานในการเติบโต พลังงานนี้อยู่ใต้โลกในระยะที่ขุดมาใช้ได้ และของที่ใหม่เป็นปัจจุบัน ก็คือ แสงอาทิตย์ที่ส่องโลกทุกวัน เช้าจรดเย็นนั่นเอง พลังงานยุคแรกเอามาใช้ยาก (บางประเทศก็ใช้ได้ดีเพราะบังเอิญอยู่ตื้น เช่น นิวซีแลนด์ มีโรงผลิตไฟฟ้าจากความร้อนใต้พิภพ) คนเราก็เลยขุดเอาพลังงานแสงอาทิตย์ที่โลกสะสมเป็นฟอสซิลมาใช้จนเกือบหมดแล้ว ตอนนี้ก็เลยต้องพยายามเอาของปัจจุบันมาใช้ เช่น เซลล์แสงอาทิตย์ กังหันลม (ลมเกิดจากแสงอาทิตย์ทำให้อากาศร้อนเย็นต่างกัน) ชีวมวล และน้ำในเขื่อน (น้ำอยู่เหนือเขื่อนได้เพราะแสงอาทิตย์ระเหยน้ำข้างล่างขึ้นไปอยู่บนฟ้า แล้วไปตกในป่าเขาเหนือเขื่อน) สรุปก็คือพลังงานที่เราใช้กันทุกวันนี้ส่วนใหญ่มาจากดวงอาทิตย์ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม พลังงานไปไหน ? ถ้าไม่ถูกใช้งาน พลังงานก็สะสม (เช่น เป็นไขมันหน้าท้อง) แต่พอใช้งานมันแล้วมันไปไหน ? การใช้พลังงาน คือ การที่ให้มันทำงานให้เรา (คนแต่ก่อนบูชาพระอาทิตย์เป็นเทพ แต่จริงๆ แล้วเราใช้เป็นทาสทำงานให้เรา) เราเอาพลังงานมากินในรูปอาหาร เราเอาพลังงานมาทำให้ไฟสว่าง เราเอามาให้เครื่องรถยนต์ติด ให้เครื่องบินบินได้ ให้อากาศในห้างสรรพสินค้าเย็น เอามาทำให้เราได้ดูหนังฟังเพลง ใช้มันซักผ้า รีดผ้า หุงข้าว ย่างข้าวหลาม ผลิตกระดาษ ใช้เดินเครื่องจักรผลิตหนังสือเล่มนี้ และพลังงานนั่นเองที่ทำให้หนังสือถึงมือคนอ่าน แม้แต่การหยิบหนังสือนี้ขึ้นมาอ่านก็ใช้พลังงาน เราใช้งานมันทุกอย่างแล้ว แต่ใช้แล้วมันหายไปไหน คนที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์จะทราบว่าพลังงานไม่หายไปไหน มันก็แฝงอยู่ในงานที่มันทำนั่นแหละ และบางครั้งมันก็ยังปรากฏเป็นพลังงานในรูปอื่น เช่น ใช้สูบน้ำ พลังงานก็ไปสิงสถิตอยู่บนถังสูง (ไอน์สไตน์พบว่ามันแปลงไปมาระหว่างมวลได้ด้วย E = MC2) จะเห็นว่าเราเอาพลังงานมาแปรรูปให้สะดวกต่อการใช้งานมารับใช้มนุษย์ ใช้เสร็จแล้วเราก็ทิ้งที่เหลือไป หุงข้าวแล้วก็ปล่อยให้ความร้อนที่อยู่ในข้าวหายไปในบรรยากาศ เวลาฟังวิทยุก็มีเสียงบางส่วน (ส่วนมาก) หายไปในอากาศ พลังงานกลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานจึงมีผลต่อสิ่งแวดล้อม วรรณะของพลังงาน ดวงอาทิตย์ทำให้สิ่งมีชีวิตเติบโต สิ่งมีชีวิตตายทับถมเป็นเชื้อเพลิง คนขุดเชื้อเพลิงขึ้นมา เอามันไปเผาให้ปลดปล่อยเป็นพลังงานความร้อนไปต้มน้ำ เอาไอน้ำไปหมุนกังหัน เอากังหันไปหมุนเครื่องปั่นไฟฟ้า เอาไฟฟ้ามาหุงข้าว เอาไฟฟ้าใช้ฟังเพลง เอาไฟฟ้าไปหมุนมอเตอร์ให้เครื่องจักรทำงาน ฯลฯ พลังงานที่เราใช้สะดวกคือไฟฟ้า เราเรียกว่าพลังงานวรรณะสูง ซึ่งเปลี่ยนรูปมาจากพลังงานวรรณะต่ำ (ความร้อน) โดยธรรมชาติของการเปลี่ยนรูปจากวรรณะต่ำเป็นวรรณะสูงมักจะเปลี่ยนไม่หมด โดยทั่วไปความร้อน 100 หน่วยจะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 30 หน่วย (แต่ไฟฟ้า 100 หน่วยสามารถแปลงเป็นความร้อนได้ครบหมด ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าพลังงานเป็นสิ่งใฝ่ต่ำได้ง่ายเหมือนกัน) ดังนั้นไฟฟ้าจะแพงกว่าความร้อนอย่างน้อยก็ 3 เท่า เวลาเรียกร้องให้ประหยัดพลังงาน หากเราช่วยกันประหยัดพลังงานไฟฟ้าก็จะช่วยได้มากกว่าการประหยัดความร้อน รัฐจึงชักชวนให้ปิดไฟ ปิดแอร์ ซึ่งเป็นสิ่งถูกต้องในแง่พลังงาน แต่ประเทศเรามักจะมีเรื่องแปลกได้เสมอ การเงินของประเทศที่คลอนแคลนในปัจจุบันนี้เกิดจากการนำเข้าน้ำมัน ไฟฟ้าในบ้านเรา 70% ผลิตจากก๊าซธรรมชาติที่เราขุดได้เองเป็นส่วนมาก ที่เหลือเป็นถ่านหิน (ส่วนมากคือลิกไนต์ของเราเอง) และเขื่อน เราแทบจะไม่ใช้น้ำมันผลิตไฟฟ้าเลย ไฟฟ้าจึงเหมือนขนมครกที่ทำจากข้าวที่เราปลูกเอง ส่วนน้ำมันก็เหมือนขนมเค้กทำจากแป้งสาลีนำเข้า ดังนั้น การรณรงค์ประหยัดไฟฟ้าก็เหมือนชวนกันกินขนมครกให้น้อยลง โดยไม่ทำอะไรกับการกินขนมเค้ก ซึ่งก็แปลกดี http://www2.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9480000170058 จาก : บรรจง - 02/01/2006 18:49 |
|
ข้อความ : รู้จักและเข้าใจพลังงานในบริบทประเทศไทย(2)
โดย สำนักงานกองทุนสนุบสนุนการวิจัย (สกว.) 19 ธันวาคม 2548 10:03 น. เซลล์แสงอาทิตย์กับชีวมวล ต้นไม้ใช้แสงในช่วงความถี่หนึ่งเท่านั้น ซึ่งคิดเป็นประมาณ 50% ของแสงจากดวงอาทิตย์ทั้งหมด ใบพืชสามารถจับแสงในช่วงที่ใช้ได้นี้เพียง 80% โดยการสังเคราะห์แสงจะเปลี่ยนพลังงานแสงได้เป็นกลูโคสซึ่งมีพลังงาน 28% ของพลังงานแสง และประมาณ 40% ของกลูโคสที่ผลิตได้นี้ ต้นไม้ต้องใช้เองเพื่อการดำรงชีวิตในตอนกลางคืน โดยสรุปแล้วต้นไม้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเก็บสะสมพลังงานแสงอาทิตย์เพียง 6.7% หากคิดถึงใช้ผลิตไฟฟ้าเป็นพลังงานปลายทาง ประสิทธิภาพก็เหลือเพียง 2% ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับเซลล์แสงอาทิตย์ที่ปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงเกือบ 20 % การผลิตไฟฟ้า 1 MW โดยชีวมวลต้องใช้พื้นที่ปลูกถึง 1,500 ไร่ ถ้าโลกนี้ไม่มีพลังงานฟอสซิลเหลือ เราต้องใช้พื้นที่ 10% ของแผ่นดินบนโลกปลูกต้นไม้เพื่อผลิตพลังงาน ซึ่งเท่ากับพื้นที่เพาะปลูกเพื่ออาหารขณะนี้ หากต้องการทั้งอาหารและพลังงาน เราต้องหาพื้นที่ว่างเปล่ามาปลูกพืชพลังงาน หากไม่พอก็ต้องรุกพื้นที่ป่า ซึ่งขณะนี้เหลือเพียง 31% ของพื้นที่ดินบนโลก การผลิตพลังงานชีวมวลจึงมีโอกาสกระทบระบบนิเวศด้วย พลังงานหมุนเวียนจึงฝากความหวังไว้ที่ราคาของเซลล์แสงอาทิตย์ สถานการณ์พลังงานโลกและประเทศไทย ในเมื่อพลังงานให้กำเนิดและดำรงสภาพของสรรพสิ่ง การพัฒนาโลก(ทางวัตถุ)จึงต้องใช้พลังงาน หากเราจะพัฒนาต่อไป ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องบริโภคพลังงานมากขึ้นทุกปี ปัจจุบันโลก กระหาย พลังงานมากขึ้น เพราะจีนและอินเดียต่างก็เร่งพัฒนาประเทศ การที่โลกพึ่งพาพลังงานฟอสซิลมากเช่นนี้ จึงทำให้สถานการณ์โลกขึ้นกับน้ำมันอย่างมาก ตั้งแต่เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม จนถึงสงครามระหว่างประเทศ ประชากรโลกมีประมาณ 5.7 พันล้านคน ในปี 2002 ทั้งโลกใช้พลังงานปฐมภูมิทั้งสิ้นเทียบเท่า 10,230 ล้านตันน้ำมันดิบ (พลังงานปฐมภูมิ คือ พลังงานวรรณะต่ำหรือความร้อนนั่นเอง เนื่องจากมีหลายแหล่ง เขาจึงเอาค่าความร้อนมาคิดเป็นหน่วยเทียบเท่ากับตันของน้ำมันดิบ 1 ตันน้ำมันดิบมีค่าพลังงาน 42.2 GJ) คิดเฉลี่ยแล้วแต่ละคนใช้พลังงานเทียบเท่า 1.8 ตันน้ำมันดิบต่อปี ในบรรดาพลังงานทั้งหมดนั้น โลกต้องพึ่งแหล่งพลังงานฟอสซิลถึง 79.6% (น้ำมัน 34.9% ถ่านหิน 23.5% และก๊าซธรรมชาติ 21.2%) อีก 20.4 % นั้นได้จากชีวมวล (10.9%) นิวเคลียร์ (6.8%) พลังน้ำ (2.2%) และอื่นๆ (แสงอาทิตย์ ลม 0.5%) ในปี 2546 ประเทศเราใช้พลังงานปฐมภูมิทั้งสิ้นเทียบเท่า 92,491 พันตันน้ำมันดิบ (ประมาณ 1% ของทั้งโลก) เป็นการนำเข้า 47.9% และจัดหาภายใน 52.1 % แต่จริงๆ แล้วที่จัดหาได้เองนั้นส่วนหนึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียน เช่น ไม้ฟืน แกลบ ฯลฯ ซึ่งไม่นับเป็นพลังงานเชิงพาณิชย์ (คิดเป็น 17.3 % ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด) ฉะนั้น พลังงานเชิงพาณิชย์ที่เรามีเอง (เช่น ก๊าซธรรมชาติ ลิกไนต์) จึงมีเพียง 34.8% ซึ่งก็หมายความว่าเรานำเข้าพลังงานประเภทนี้ปีละประมาณ 60-70% ของที่ใช้ทั้งหมด ดังนั้น ความผันผวนของราคาน้ำมันจึงมีผลต่อประเทศไทยอย่างมาก เมื่อพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจและมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนเช่นนี้ ความมั่นคงพลังงาน (energy security) จึงสำคัญสำหรับประเทศ แนวทางแก้ปัญหาพลังงานของประเทศ แนวทางแก้ปัญหาพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคงมี 2 ส่วนคือ การประหยัดพลังงานและการผลิตพลังงานเพิ่มในประเทศ การประหยัดพลังงาน พลังงานเป็นต้นทุนการผลิต ดังนั้น การแข่งขันทางเศรษฐกิจจึงขึ้นกับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ประเทศไทยขณะนี้มีอัตราเพิ่มการใช้พลังงานสูงกว่าอัตราเพิ่ม GDP ถึง 1.4 เท่า ในขณะที่ตัวเลขเดียวกันนี้ของญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกามีค่าต่ำกว่า 1.0 ซึ่งหมายความว่าการผลิตของเรามีประสิทธิภาพเชิงพลังงานต่ำกว่า หรือเราใช้พลังงานเกินควรในภาคที่ไม่เกี่ยวกับการผลิต หรือเราผลิตแต่ของมูลค่าต่ำ หรือเราหลงทางสนับสนุน energy-intensive industry หรือ ฯลฯ มีการทำนายว่าหากเราไม่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เมื่อถึงปี 2017 เราจะเสียเงินค่าพลังงานถึง 2.1 ล้านล้านบาท ฉะนั้น การประหยัดพลังงานจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำกัน เพื่อให้ภาคการผลิตแข่งขันได้ การผลิตพลังงานเพิ่ม เมื่อประเทศไทยมีแหล่งพลังงานฟอสซิลไม่เพียงพอ ทางเลือกของเราก็มีเพียงเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน (ทดแทนพลังงานฟอสซิล) หรือพลังงานหมุนเวียน (หมายถึงสร้างขึ้นใหม่ได้) การผลิตพลังงานต้องทำโดยพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียนให้มีเพียงพอและแปลงวัตถุดิบพลังงานนั้นให้อยู่ในรูปที่พร้อมใช้เท่าเทียมกับน้ำมันหรือไฟฟ้า สรุปคือต้องหาทางทำให้พลังงานหมุนเวียนมีพอ ใช้ง่าย ราคาถูก และให้เป็นธุรกิจที่แข่งขันได้ ทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนในประเทศที่มีศักยภาพได้แก่ ชีวมวล ไบโอดีเซล เอทานอล แสงอาทิตย์ กระแสน้ำ และกระแสลม ในบรรดาแหล่งพลังงานหมุนเวียนนั้น แสงอาทิตย์ น้ำ และลมเป็นเรื่องของธรรมชาติ เราบังคับอะไรไม่ได้ ส่วนชีวมวลนั้นหมายถึงมวลของสิ่งมีชีวิต อันได้แก่ พืชและสัตว์ ชีวมวลปริมาณมากที่เรารู้จักกันคือ ชีวมวลจากการเกษตร เช่น แกลบ เศษไม้ ซังข้าวโพด กะลาปาล์ม เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีชีวมวลเหลือจากการผลิตและการบริโภคอีกด้วย คือ ของเหลือทิ้งจากการผลิต (น้ำเสีย เศษวัสดุ) และขยะครัวเรือน ขยะเทศบาล การนำชีวมวลมาผลิตพลังงานจึงขึ้นกับ 2 ปัจจัย คือ มีเทคโนโลยีระดับอุตสาหกรรมในการผลิตพลังงานและสามารถแข่งขันกับกิจการอื่นในการจัดหาเชื้อเพลิงได้ ตัวอย่างเช่น กะลาปาล์มสามารถขายให้กับโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ในราคากิโลกรัมละ 1 บาท (และรับซื้ออย่างไม่จำกัด) หากจะเอามาผลิตพลังงานก็ต้องสู้ราคาได้ น้ำมันปาล์มที่กล่าวกันว่าจะใช้ทำไบโอดีเซลนั้น ผลิตในประเทศได้เพียงปีละประมาณ 1 ล้านตัน เกือบทั้งหมดถูกใช้เป็นอาหารระดับครัวเรือนและระดับอุตสาหกรรม น้ำมันปาล์มปริมาณที่ผลิตได้นี้จะทดแทนการนำเข้าน้ำมันดีเซลได้ประมาณ 5% เท่านั้น ดังนั้น หากจะทดแทนทั้งหมดเราต้องปลูกปาล์มเพิ่มขึ้นอีก 20 เท่า หรือ 25 ล้านไร่ การใช้ที่ดินเหล่านั้น(หากมีที่ดิน)ต้องแข่งกับการปลูกยูคาลิปตัสเพื่อผลิตกระดาษ ซึ่งราคาไม้ยูคาลิปตัสสดๆขณะนี้ตันละ 1,000 บาท และมีแนวโน้มจะขึ้นไปถึง 1,500 บาท จะเห็นว่าทางออกของปัญหาพลังงานเกี่ยวพันและแข่งขันกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นด้วย จึงต้องมีนโยบายที่รอบคอบและชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ที่ต้องแข่งกับญี่ปุ่น การขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อผลิตไบโอดีเซล และการอนุรักษ์(ประหยัด)พลังงาน ------------------------------------------------------------------------------------ หมายเหตุ : เรียบเรียงจากประชาคมวิจัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฉบับเดือนกันยายน-ตุลาคม 2548 จาก : บรรจง - 02/01/2006 18:53 |
|
ข้อความ : ประวัติของนักวิทยาศาสตร์โลก (สาขาฟิสิกส์)
ไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday) เกิด 22 กันยายน ค.ศ.1791 กรุงลอนดอน อังกฤษ เสียชีวิต 25 สิงหาคม ค.ศ.1867 ลอนดอน อังกฤษ ฟาราเดย์ เป็นชาวอังกฤษเกิดมาในครอบครัวฐานะยากจน บิดามีอาชีพเป็นช่างตีเหล็ก และรับจ้างใส่เกือกม้าทำให้เขาได้รับการศึกษาน้อย แค่ชั้นประถมศึกษาเท่านั้น ก็ต้องลาออกเพื่อมาทำงานตั้งแต่อายุ 13 ปี อาชีพแรกคือ เด็กส่งหนังสือพิมพ์ในร้านขายหนังสือแห่งหนึ่ง เพราะความขยันและมีนิสัยรักการอ่านจนทำให้เขาได้มาทำงานกับนักวิทยาศาสตร์ผู้โด่งดังอย่าง เซอร์ฮัมฟรี เดวี่ (Sir Humphy Davy) ด้านเคมี เป็นผู้ช่วยห้องปฏิบัติการเคมี และได้ติดสอยห้อยตามไปทั่วทุกที่ จนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเลขาฯ ทำให้เขาได้รับประสบการณ์ ความรู้ต่างๆ มากมาย จนสามารถสร้างชื่อเสียงแก่ตนเองในฐานะใหม่คือ นักวิทยาศาสตร์และเป็นถึง ผู้อำนวยการห้องทดลองแห่งราชบัณฑิตยสภา (Royal Institution) แต่ในใจลึกๆนั้นเขาสนใจด้านไฟฟ้ามากกว่า เขาได้พบนักฟิสิกส์มากมายและทำการทดลองเกี่ยวกับไฟฟ้า จนทำให้เขามาศึกษาทดลองเรื่องแม่เหล็กไฟฟ้า จนได้กระแสไฟฟ้าที่เรียกว่า กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ จนถึงการประดิษฐ์เครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้าที่เรียกว่า ไดนาโม เป็นเครื่องที่เปลี่ยนพลังงานกล เช่นพลังงานไอน้ำ พลังงานลม พลังงานความร้อน โดยอาศัยการเหนี่ยวนำทางแม่เหล็กไฟฟ้า เขาเผยแพร่ผลงานชิ้นนี้ไปในงานเขียนหนังสือชื่อ EXPERIMENTAL RESEARCHS ในปี 1922 ในปี 1825 เขาสามารถประดิษฐ์หม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อประโยชน์ในการแปลงศักย์ไฟฟ้าให้ได้สูงต่ำตามที่ต้องการ และได้รับให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการห้องทดลองราชบัณฑิตยสภา และเป็นศาสตราจารย์ด้านเคมีอีกด้วย นำมาซึ่งชื่อเสียง เงินทอง ต่อมาเขาทำการทดลองค้นพบโลหะชนิดหนึ่งเรียกว่า สแตนเลส ซึ่งนำเหล็กมาผสมกับ นิกเกิล มีคุณสมบัติที่เหนียว และไม่เป็นสนิม และบัญญัติศัพท์ทางไฟฟ้าอีกหลายคำ ผลงานการค้นพบ ค้นพบสมบัติของแม่เหล็กที่ทำให้เกิดไฟฟ้า ประดิษฐ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือ ไดนาโม (Dynamo) นำเหล็กมาผสมกับนิกเกิล เรียกว่า สแตนเลส ซึ่งมีคุณสมบัติที่เหนียว และไม่เป็นสนิม พบสารประกอบเบนซีน (Benzene) บัญญัติศัพท์ทางวิทยาศาสตร์หลายคำเช่น ไออน(Ion) = ประจุ, อีเล็กโทรด (Electrode) = ขั้วไฟฟ้า ,คาโทด (Cathode) = ขั้วลบ, แอโนด (Anode) = ขั้วบวก จาก : บรรจง - 02/01/2006 18:59 |
|
ข้อความ : พลังงานลม มีอัตราการเจริญเติบโตในการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าสูงกว่ามาก จากปี 1992 ถึง 2001 โรงไฟฟ้าพลังลมทั่วโลกมีกำลังการผลิตติดตั้งจาก 2,510 เมกะวัตต์ เป็น 24,927 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า โดยประเทศผู้นำทางเทคโนโลยีทางด้านนี้ มีเพียง 5 ประเทศ ที่มีกำลังการผลิตรวมกันเป็นเกิน 80 % ของกำลังการผลิตรวมทั้งโลก ได้แก่เยอรมนี 35.0 % สหรัฐ 17.0 % สเปน 14.2 % เดนมาร์ก 9.9 % และอินเดีย 5.8 % แสดงถึงพื้นที่ศักยภาพของไฟฟ้าพลังลมที่ยังถูกใช้ยังมีอีกมากทั่วโลก และด้วยต้นทุนการผลิตที่ลดลง ใกล้เคียงกับการใช้น้ำมันและก๊าซมากขึ้น คาดว่าอัตราการเจริญเติบโตยังจะคงระดับนี้อยู่จนถึงทศวรรษหน้า จาก : บรรจง - 02/01/2006 19:02 |
|
ข้อความ : ไฟฟ้าพลังกล้วย พลังงานถูกใกล้ตัว
ประเทศไทยพร้อมที่จะเผชิญกับ วิกฤตการณ์เชื้อเพลิงพลังงาน ในอนาคตอันใกล้แค่ ไหน...? รัฐบาลที่มีเจ้าของธุรกิจแสนล้าน มีวิชั่นยาวไกลเป็นผู้นำ ก็ยังคงวนเวียนอยู่กับ เรื่องเก่า ก๊าซโซฮอล์ ไบโอดีเซล เรื่องเก่าระดับตำนานอย่างโซลาร์เซลล์ พลังงานจากแสงอาทิตย์ ที่ยากจะเป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ เพราะต้นทุนแพงเสียจน ไม่จูงใจให้ผู้คนนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ความจริงเมืองไทยของเรา มีทรัพยากรราคาถูกอย่างอื่นมากมาย สามารถนำมาใช้เป็นพลังงานได้ เช่น ผลกล้วยหรือต้นกล้วย หลักวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน แค่เอาแผ่นทองแดง แผ่นสังกะสีบางๆ เสียบเข้าไปในกล้วยสุก จัดระยะให้ห่างกัน 1 ซม. เพียงแค่นี้เราก็ได้ไฟฟ้ามาใช้งานแล้ว เอากล้วยมาทำไฟฟ้า ราคาอาจไม่ถูก ราคากล้วยยุคนี้ย่อมเยาซะที่ไหน แต่กล้วยนั้น...แค่ตัวอย่าง...ราก หยวก ดอก ผลของกล้วยเอามาทำไฟฟ้าได้หมด แม้แต่หยวกกล้วยเน่าๆ ที่ถูกทิ้งเปล่าประโยชน์ คนไทยยุคนี้เลิกใช้ หยวกกล้วยเลี้ยงหมูก็ยัง เอามาทำไฟฟ้าได้ หยวกเน่าไร้ราคาผลิตไฟฟ้าได้...ต้นทุนราคาจะถูกกว่าโซลาร์เซลล์ หลายเท่า นี่ไม่ใช่เรื่องเล่น เอามาพูดเพื่อความสนุกแปลกใหม่ แต่ได้รับรางวัล...สิ่งประดิษฐ์ดีเด่น สาขาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ จากสภาวิจัยแห่งชาติ ปี 2546 มาแล้ว กระแสไฟฟ้าจากกล้วย ค้นพบโดย อ.บุญช่วย ชาญประโคน อาจารย์สอนวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมต้น ร.ร.นวมินทราชินูทิศเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้ากรุงเทพมหานคร พลังไฟฟ้าจากกล้วยไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นไฟฟ้าในลักษณะเดียวกับไฟฟ้าที่ได้จาก แบตเตอรี่รถยนต์ จะมีความแตกต่าง ตรงไฟฟ้าที่ได้จากแบตเตอรี่รถยนต์ ใช้สารละลายอิเล็กโทรไลต์ที่เป็นกรด อย่างกรดกำมะถันหรือกรดซัลฟิวริก ซึ่งเป็นกรดที่อันตรายและก่อมลพิษ ในขณะที่ไฟฟ้าจากกล้วย ใช้สารละลายอิเล็กโทรไลต์ที่เป็นด่าง ซึ่งได้จากต้นกล้วย มีความปลอดภัยและไร้มลพิษ ที่มาของการพบพลังไฟฟ้าจากกล้วย อ.บุญช่วย เล่าว่า เมื่อปี 2538 ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ที่ ร.ร.ตาคงวิทยารัชมังคลาภิเษก อ.สังขะ จ.สุรินทร์ โรงเรียนขนาดเล็ก อุปกรณ์การเรียนการสอนอยู่ในสภาพที่เก่ามาก แต่วิชาที่สอนจะต้องมีการทดลอง เรื่องเซลล์ไฟฟ้า ต้องทำแบตเตอรี่ไฟฟ้าจำลองให้เด็กได้เรียนรู้ โดยการใช้แผ่นทองแดง แผ่นสังกะสี จุ่มลงไปในกรดกำมะถัน เพื่อให้ได้กระแสไฟฟ้าออกมา ปรากฏว่าน้ำกรดน้ำยาของโรงเรียนเก่าเสียจนแยกไม่ได้ สารเคมีที่อยู่ในขวดนั้นคืออะไร ฉลากข้างขวดซีดเปื่อยจนอ่านไม่ออก ไม่กล้าเอาสารเคมีที่ไม่รู้ชื่อมาสอนเด็ก เพราะใช้สารเคมีผิด อาจจะเกิดอันตราย แต่ด้วยความจำเป็นที่จะต้องสอนเด็ก อ.บุญช่วย จึงคิดหาสารเคมีที่มีอยู่ใกล้ตัว เมื่อ งบประมาณ ซื้อสารเคมี ซื้อกรดกำมะถันใหม่ไม่มี เลยต้องหากรดจากธรรมชาติมาใช้แทน กรดทุกชนิด ถ้าเอาแผ่นสังกะสีและทองแดงจุ่มลงไป จะได้พลังงานไฟฟ้า กรดชนิดแรกที่คิดเอามาทำ คือกรดจากน้ำผลไม้ตระกูลส้ม ทดลองทั้งส้มโอ ส้มเขียวหวาน ส้มเช้ง มะนาว รวมทั้งสับปะรด ผลปรากฏว่าได้ไฟฟ้า แต่มีปัญหา 1.ซื้อผลไม้เหล่านี้มาให้เด็กทดลอง ต้องใช้เงินไม่น้อย 2.กรดจากผลไม้เหล่านี้ ใช้ได้ไม่นานทิ้งไว้แค่ 1 วัน ก็จะเปลี่ยนสภาพ ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแผนหันไปหาวัสดุอื่นที่ดีกว่าและราคาถูกกว่า เลยมาตั้งหลักคิดใหม่ ที่ผ่านมาทดลองจะใช้แต่กรด ทำไมไม่ทดลองใช้ด่างดูบ้าง ในเมื่อทฤษฎีการผลิตเซลล์ไฟฟ้า ด่างก็สามารถนำมาผลิตไฟฟ้าได้เหมือนกรด ด่างในธรรมชาติมีอยู่มากมาย ลักษณะของด่างในธรรมชาติจะมีรสฝาด หรือขม ไม่เหมือนกรดซึ่งมีรสเปรี้ยว เมื่อพูดถึงด่างมีรสฝาดขม ต้นไม้ชนิดแรกที่คิดถึงก็คือ ต้นกล้วย ซึ่งหาไม่ยากราคาถูกกว่าพวกส้ม อ.บุญช่วย เอาแผ่นทองแดงและสังกะสี ทดลองเสียบต้นกล้วย...ได้ไฟฟ้ามีแรงดัน 0.8-0.9 โวลต์ นี่คือจุดเริ่มต้น...การค้นพบพลังไฟฟ้าจากต้นกล้วย... เมื่อรู้ว่ากล้วยทำไฟฟ้าได้จึงสนใจที่จะศึกษาต่อ ส่วนไหนของต้นกล้วยที่ให้พลังไฟฟ้ามากที่สุด เพื่อให้ได้ข้อมูลละเอียดเรื่องไฟฟ้ามากขึ้น จึงร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้า อ.เฉลิมชาติ มานพ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง และ อ.ชาญวิทย์ ตั้งสิริวรกุล จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ ทำวิจัยเรื่อง เซลล์ไฟฟ้าที่ใช้สารละลาย อิเล็กโทรไลต์เป็นของเหลวที่ได้จากต้นกล้วยเป็น วิจัยทั้งต้นตั้งแต่ราก-ต้น-ดอก-ผล แต่ละส่วนคั้นเอาแต่น้ำมาทดลอง พบ... รากให้แรงดันไฟฟ้า 0.96โวลต์ (V.) ให้กระแสไฟฟ้า 2.7 มิลลิแอมป์ (mA.) ให้พลังงานไฟฟ้า 2.59 วัตต์ (W.) ดอกให้แรงดันฯ 0.91 V. กระแสฯ 2.69mA. พลังงานฯ 2.44W. ผลดิบให้แรงดันฯ 1.02 V. กระแสฯ 2.84mA. พลังงานฯ 2.89W. ผลสุกให้แรงดันฯ 1.10 V. กระแสฯ 2.90mA. พลังงานฯ 3.19W. หยวกดิบให้แรงดันฯ 0.87 V. กระแสฯ 2.67mA. พลังงานฯ 2.32W. หยวกเน่าให้แรงดันฯ 0.96 V. กระแสฯ 3.88mA. พลังงานฯ 3.72W. หากต้องการได้แรงดัน กระแสและพลังงานไฟฟ้าที่สูงกว่านี้ สามารถทำได้โดยการต่อวงจรเซลล์ไฟฟ้าหลายเซลล์พ่วงเข้าหากัน ต่อแบบขนาน แรงดันไฟฟ้าจะเพิ่ม...กระแสและพลังงานไฟฟ้าเท่าเดิม ต่อแบบอนุกรม แรงดันไฟฟ้าเท่าเดิม...กระแสและพลังงานไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น และถ้าต้องการให้ทุกอย่างเพิ่มขึ้น ก็ต้องต่อแบบผสมผสาน ตัวเลขจากการวิจัย น้ำคั้นจากหยวกกล้วยเน่าเหมาะที่จะนำมาผลิตไฟฟ้าที่สุด เพราะให้พลังไฟฟ้าดีที่สุด เป็นวัสดุที่มีมากหาง่ายและไร้ราคา แถมวิธีการได้มาซึ่งน้ำคั้นหยวกกล้วยเน่า ก็ง่ายเอามากๆ แค่เอาหยวกกล้วยมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ ทิ้งไว้ในถัง 2 สัปดาห์ จากนั้นก็กรองแยกเอากากสิ่งสกปรกออก...รินน้ำคั้นใส่ขวด เอาไปทำเซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ถ้าถามว่าน้ำคั้นที่ได้จากหยวกกล้วย สามารถใช้ผลิตไฟฟ้าได้นานแค่ไหน บอกได้แต่ว่า ใช้ได้นานมาก และยังบอกไม่ได้ว่าได้นานขนาดไหน เพราะตอนนี้น้ำคั้นที่ใช้อยู่ คั้นมา 5 ปี ก็ยังใช้ได้ แต่ถ้าทิ้งไว้นานต้องมีการเขย่านิดหน่อย เดือนละครั้ง เพื่อสิ่งสกปรกในน้ำคั้นจะไม่ไปเกาะจับ แผ่นทองแดงและสังกะสี การผลิตไฟฟ้าจะสมบูรณ์มากขึ้น ประเด็นเรื่องราคาในขั้นต้น อ.บุญช่วย คิดราคาค่อนข้างยาก เพราะอุปกรณ์ที่นำมาทำเป็น เซลล์ไฟฟ้า ซื้อมาจากร้านทั่วไป ซื้อมาในราคาขายปลีก แพงกว่าขายส่ง ตีราคาคิดแบบแพง เซลล์ไฟฟ้าจากหยวกกล้วย 1 เซลล์ ที่ให้พลังไฟฟ้า 3.72 วัตต์ ไม่น่าจะถึง 10 บาท ขณะแผงโซลาร์เซลล์ ให้กำลังไฟฟ้าขนาด 75 วัตต์ ราคาอยู่ที่ 15,000 บาท ทำเซลล์ไฟฟ้าหยวกกล้วย ได้กำลังไฟฟ้าเท่ากัน คิดแบบแพงราคาจะตกอยู่ประมาณ 210 บาท...แถมใช้ได้นาน ให้พลังไฟฟ้าได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่มีหยุดพักนอนกลางคืนเหมือนโซลาร์เซลล์ ไฟฟ้าพลังหยวกกล้วย...ถูกกว่า ดีกว่า แต่เป็นที่น่าเสียดาย งานวิจัยนี้มีมานานร่วม 2 ปี และมีมาในยุคน้ำมันเชื้อเพลิงแพง ผู้หลักผู้ใหญ่ซึ่งมีอำนาจในบ้านเมือง กลับไม่สนใจคิดวิจัยต่อยอด ทำของถูกให้คนไทยได้ใช้กันสักเท่าไร? ออสเตรเลียล้ำหน้า ประกาศทำโครงการไฟฟ้าพลังกล้วยป้อนประชาชน 500 ครัวเรือน ไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2547 ประกาศไปหลังจากที่คนไทยคิดได้ก่อน พบได้ก่อน... ถ้าฝรั่งขโมยไปจดสิทธิบัตรก่อน จะโทษใคร...โทษท่านผู้นำชื่อ ทักษิณ ชินวัตร ได้หรือไม่ หรือผู้ตามท่านไหน จะกล้ายืดอกรับผิดชอบ. ที่มา : http://www.thairath.co.th/thairath1/2548/column/scooper/may/5_5_48.php จาก : บรรจง - 02/01/2006 19:05 |
|
ข้อความ : ผมกำลังทดลองรถยยต์ขนาด 1 - 2 ที่นั่ง ใช้งานแค่เดินทางไปทำธุรกิจ ไม่บรรทุกหนัก ไม่ต้องเติมน้ำมันเชื้อเพลิง แก๊ส ขับได้เป็นเวลาประมาณ 2 ปี จึงจะหยุดขับ เปลี่ยนอุปกรณ์บางชิ้น คนไทยจะได้เดินทางในราคาที่ถูกครับ กลางปี 49 คงเผยแพร่ให้ชมได้ ไม่ค่อยมีปัจจัยในการทดลอง ต้องคอยกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ มาทำงานก็เลยช้าไปหน่อย อาจจะไม่ทันใจวัยรุ่นนัก จาก : บรรจง - 02/01/2006 19:29 |
|
ข้อความ : สวัสดีปีใหม่ครับพี่บรรจง และเพื่อนๆ พี่ ที่ร่วมกระทู้ทุกคนขอให้มีความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นกว่าเดิมตลอดปี แต่ผมติดติดที่เบอร์โทร.พี่บรรจงไม่ได้เลยครับ โทร.กลับผมด้วยครับมีเรืองปรึกษาครับ ปิยะ จาก : ปิยะ(ขอนแก่น) - 06/01/2006 11:41 |
|
ข้อความ : สวัสดีครับคุณบรรจงและทุกๆท่าน
ผมอ่านแล้วผมได้ความรู้มากเลยนะครับโดยเฉพาะเรื่องกังหันลมผมอยากดูวิธีการทำนะครับว่าการพันขดลวดของมอเตอร์ทำยังไงครับและแม่เหล็กต้องทำยังไงสามารถซี้อได้ที่ไหน ผมยังจินตนาการไม่ออกผมอยากดูรูปภาพมากเลย เพราะตอนนี้สวนที่ผมออยู่ส่วนมากทำการเกษตรแต่ไม่มีไฟฟ้าเลยก็เลยสนใจครับ และอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของต้นกล้วยนะครับในการนำน้ำของกล้วยที่เน่ามาผลิตเป็นไฟฟ้าจะมีเฉพาะ แผ่นทองแดง และสังกะสี เท่านี้ใช่ไหมครับ และถ้าจะให้มีแรงดัน24 โวล์ ใช้กล้วยประมาณเท่าไหร่ครับ ขอขอบพระคุณมากครับ tivagon.s@cdg.co.th จาก : ทิวากรณ์ - - tivagon.s@cdg.co.th - 06/01/2006 15:57 |
|
ข้อความ : ผมสนใจมากครับเพราะว่าตอนนี้ผมกำลังทำโปรเจคกังหันลมอยู่เลยครับแต่กระแสที่ได้มันยังน้อยครับผมอยากจะเห็นรูปกังหันครับเผื่อจะได้นำมาเป็นแบบครับช่วยส่งมาให้ได้ไหมครับ ขอบคุณมากครับ จาก : ทีปกรณ์ - - test_tree@hotmail.com - 07/01/2006 15:43 |
|
ข้อความ : Greeen Energy มาใช้พลังงานไฟฟ้าจากแรงลมกันเถิด!
กังหันลม แหล่งกำเหนิดพลังงานไฟฟ้าบริสุทธิ์ ไม่สร้างมลภาวะเป็นพิษ ประหยัดค่าใช้จ่าย ติดตั้งง่าย ใช้สะดวก บัดนี้ มีขนาดเล็กเพื่อให้เลือกใช้ได้เหมาะกับสถานที่ทุก ขนาด ตั้งแต่เรือ รถบัส บ้านที่อยู่อาศัย ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เช่น กุ้ง ไก่ หมู ปลา เป็นต้น สนใจติดต่อได้ที่ บ. น่ำแซอินเตอร์เทรดิ้ง จก. โทร. 0-2223-2271-3 e-mail: info@namsae.com Web-site: http://www.namsae.com จาก : บรรจง - 09/01/2006 21:13 |
|
ข้อความ : คุณบรรจงครับ พอดีผมเป็นนักศึกษาที่วิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่ง ซึ่งผมได้ตัดสินใจสร้างกังหันลมผลิตไฟฟ้าเพื่อทำเป็นโปรเจกต์ส่งอาจารย์ ตอนนี้งานคืบหน้าไปแล้ว อยากให้คุณบรรจงช่วยดูงานของผมและช่วยแนะนำด้วยครับ เรื่องการทำใบพัด การพันขดลวด และการทำหางเสือครับ ตอนนี้ผมใช่แม่เกล็กลำโพงแบบวงกลม จำนวนจานละ 12 ชิ้น ไม่ทราบว่าสร้างเส้นแรงแม่เหล็กพอมั้ยครับ ยังไงช่วยติดต่อกลับผ่านเมลล์ด้วยนะครับ ผมสนใจจริงๆแล้วผมขอเบอร์โทรศัพท์ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ จาก : โอ ครับ - - sjirayu@hotmail.com - 10/01/2006 22:43 |
|
ข้อความ : หัวข้อ : กังหันลม
ข้อความ : ถ้าสนใจอยากดูของจริงที่สามารถ สูบน้ำ ปั่นไฟฟ้า ทำงานพร้อมกัน ไปใช้งานได้จริงๆเชิญชมตัวอย่างของจริง ขนาด 4 ใบพัด 6 ใบพัด ได้ที่ วัดป่าอัมพวัน อ.เมือง จ.ชลบุรี เพราะผมไปช่วยท่านเรื่องระบบแปลงไฟฟ้า ที่เก็บไว้ในแบตเตอร์รี่ที่ผลิตได้จากพลังงานลม แล้วแปลงกระแสไฟฟ้า dc เป็น 220 vac สำหรับใช้กับระบบแสงสว่าง บริเวณวัดสวยงามติดภูเขามีอ่างเก็บน้ำสวยงามมาก ถ้าสนใจโทรคุยรายละเอียดกับผมได้ที่ 06 7049941 ไม่เกิน 22.00 น. จาก : บรรจง - 10/01/2006 23:29 |
|
ข้อความ : สำหรับท่านที่ต้องการ CD ตัวอย่างกังหันลมผลิตไฟฟ้า CDตัวอย่างกังหันลมสูบน้ำ กรุณาส่ง CD เปล่าพร้อมซองกันกระแทกติดแสตมป์ จ่าหน้าซองถึงตัวท่านเองให้เรียบร้อย แล้วโทรไปบอกผม ผมจะส่งตัวอย่างไปให้พร้อมรูปกังหันลมชนิดต่างๆมากมาย ฟรี
ท่านใดหาแม่เหล็กแรงสูงไม่ได้ ติดต่อไปที่ผม ผมจะจัดหาให้ ( ชิ้นละ 250 บาท ค่าส่งทั่วประเทศไทย 200 บาท) แบบในการสร้างกังหันลมผลิตไฟฟ้า สูบน้ำ มีค่าถ่ายเอกสารครับ จาก : บรรจง - 12/01/2006 09:58 |
|
ข้อความ : จ่าหน้าซองถึง
นายบรรจง ขยันกิจ กองอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยบูรพา 169 ถนนลงหาดบางแสน ต. แสนสุข อ. เมือง จ. ชลบุรี 20131 จาก : บรรจง - 12/01/2006 10:03 |
|
ข้อความ : หรือสั่งชื้อแบบได้โดยตรงที่
https://www.paypal.com/cgi-bin/webscr จาก : บรรจง - 12/01/2006 10:15 |
|
ข้อความ : Bryan Thomas wrote: Hy Hugh. I just ordered your plans on how to build a wind turbine, and I had to type my credit card number with no spaces or no dashes in order for the Pay Pal order to work. I suggest that when you ask for the customers credit card number, you put, in parenthesis, (no spaces), just to avoid possible confusion, and also to avoid the possibility of missed sales. Keep up the good work on the good fight though and thanks for the reasonable price on the plans.
Checks or money orders in pounds including postage in UK ฃ11.00 GBP in Europe ฃ12.00 GBP World ฃ13.00 GBP Here is my address : Hugh Piggott Scoraig, Dundonnell, Ross shire, IV23 2RE UK Cash payments including postage in UK ฃ11.00 GBP Europe 18 EUR World $25 USD If you want to pay with US$ or Euros, please send cash and not checks or money orders from overseas. UK cheques in pounds are OK If you send a foreign currency money order the bank will steal half of it (no kidding). จาก : บรรจง - 12/01/2006 10:20 |
|
ข้อความ : http://www.powermagnetstore.com/index.html
http://www.frenergy.com.au/ แม่เหล็กสั่งซื้ได้ที่เวฟ ข้างบน นะครับ จาก : บรรจง - 12/01/2006 10:30 |
|
ข้อความ : หน่วยงานรัฐขนาดเล็ก อบต. วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยสารพัดช่าง โรงเรียน ชุมชน ที่มีความพร้อมสนับสนุนเรื่องงบประมาณ ตำบล หมู่บ้าน วัด สำนักสงฆ์ ไร่สวน รีสอร์ต สนใจผมให้คำปรึกษาแบบง่ายๆ ทฤษฎี หลักการทำงาน ลงมือทำจริงๆ ผมอบรมให้ฟรี นะครับ หรือ อยากได้แบบพร้อมตัวอย่าง กว่า 40 ตัวอย่างของนอก ทำตามแบบก็ทำได้เหมือนกันทำได้ด้วยตัวคุณเอง เอกสารหนากว่า 2,000 หน้า รูปภาพประกอบระเอียดทุกขั้นตอน 3,000 กว่ารูป พลังงานลม ได้ฟรีๆ ไม่ก่อมลพิษ
จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 13/01/2006 16:33 |
|
ข้อความ : สำหรับท่านที่ต้องการ CD ตัวอย่างกังหันลมผลิตไฟฟ้า CDตัวอย่างกังหันลมสูบน้ำ กรุณาส่ง CD เปล่าพร้อมซองกันกระแทกติดแสตมป์ จ่าหน้าซองถึงตัวท่านเองให้เรียบร้อย
จ่าหน้าซองถึง นายบรรจง ขยันกิจ กองอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยบูรพา 169 ถนนลงหาดบางแสน ต. แสนสุข อ. เมือง จ. ชลบุรี 20131 แล้วโทรไปบอกผม ผมจะส่งตัวอย่างไปให้พร้อมรูปกังหันลมชนิดต่างๆมากมาย ฟรี จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 13/01/2006 16:38 |
|
ข้อความ : เวบนี้มีสาระมากเลยครับ ผมกลำลังทำโปรเจคเรื่องนี้อยู่พอดี จาก : นักศึกษา - 15/01/2006 08:03 |
|
ข้อความ : พอดีผมอยากได้ข้อมูลเกียวกับกังหันลมแนวตั้ง และวิธีทำคร่าวๆ อ่าครับ ไม่ทราบว่าพอจะมีข้อมูลบ้างไหม
รบกวนคุณ บรรจง ส่งเมลถึงผมด้วยนะครับ พอดีผมกำลังทำ โปรเจค เกียวกะเรื่องกังหันลมและพลังงานทดแทน กับอาจารย์อยู่นะครับ แล้วผมจะมาอ่านติดตามในเวบบอร์ดนี้บ่อยๆนะครับ ขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย ^^ จาก : นักศึกษา - - ps_amon@hotmail.com - 15/01/2006 08:07 |
|
ข้อความ : สวัสดีปีใหม่ทุกท่าน(คงไม่ช้าเกินไป) ขอส่งกำลังใจให้ทุกท่านสร้างกังหันได้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อที่ประเทศชาติเราจะได้มีศักยภาพในการใช้ทฤษฏี"เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ" สามารถพึ่งพิงตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งต่างชาติมาก เราอยู่ได้ถ้าไม่มีน้ำมัน แต่เราอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีข้าวมีน้ำ จาก : phanit - 17/01/2006 15:18 |
|
ข้อความ : คุณ phanit รัปากกับผมว่าจะไปทำความสะอาดสถานที่ทำกังหันให้ผมอย่าลืมนะครับ เราจะได้ทำงานกันเต็มที่ จาก : บรรจง - 17/01/2006 22:41 |
|
ข้อความ : อะไรคือ พลังงาน อะไรคือพลัง หรือ กำลัง
อะไร คือ พลังงาน และ อะไร คือ พลัง (กำลัง) พลังงาน คือ อะไร พลังงาน คือ สิ่งที่ทำให้สิ่งต่างๆเคลื่อนที่ได้ ถ้าไม่มีพลังงาน ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งใดก็ตามที่เคลื่อนไหว เติบโต หรือทำงานในทางใดทางหนึ่ง ย่อมมีพลังงาน ความร้อนเป็นพลังงานอย่างหนึ่ง เราอาจมองไม่เห็นความร้อนเคลื่อนที่แต่ความร้อนทำให้โมเลกุล เคลื่อนที่เร็วขึ้น พลังงานอาจถูกเก็บไว้ได้ เช่น พลังงานอยู่ในก้อนถ่านหิน ในกล่องไม้ขีดไฟ หรือในผลแอปเปิล พลังงานที่ถูกเก็บไว้สามารถนำมาใช้ได้ พลังงานสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่สามารถถูกทำลายได้ เพียงแต่ถูกเปลี่ยนจากรูปหนึ่งไปอีกรูปหนึ่ง พลังงานสามารถถูกใช้ได้แต่จะใช้ให้หมดไปไม่ได้ พลังงานมีหน่วยวัดเป็นจูล(Joules) หรือกิโลวัตต์-ชั่วโมง พลังหรือกำลัง คืออะไร พลัง คือ สิ่งต่างๆที่สามารถใช้พลังงานทำงาน พลัง คือ อัตราการทำงานหรืออัตราที่พลังงานถูกเปลี่ยนรูปไป เช่น เครื่องยนต์ เครื่องปิ้งขนมปัง หรือกังหันลม ล้วนแต่มีอัตรากำลัง เครื่องยนต์ใช้พลังงานจากน้ำมันดีเซล เครื่องปิ้งขนมปังใช้พลังงานไฟฟ้า กังหันลมใช้ลมทำงาน เตาไฟฟ้าขนาดเล็กย่อมมีกำลังน้อยกว่าเตาไฟฟ้าขนาดใหญ่ เตาขนาดเล็กเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้า เป็นความร้อนในอัตราต่ำ พลังหรือกำลัง คือ อัตราที่พลังงานถูกใช้ อัตรากำลังมีหน่วยเป็นวัตต์ หรือ กิโลวัตต์ หลอดไฟเป็นตัวเปลี่ยนแปลงพลังงาน เราสามารถวัดกำลังของหลอดไฟได้กังหันลมก็ส่งพลังงาน เราสามารถวัดกำลังของกังหันลมได้ พลังงานมีหลายชนิด ได้แก่ พลังงานศักย์ พลังงานจลน์ พลังงานเคมี พลังงานความร้อน พลังงานเสียง พลังงานแสงหรือรังสี พลังงานไฟฟ้า พลังงานศักย์ เป็นพลังงานที่สะสมไว้ในสิ่งต่างๆ เนื่องจากที่ตั้งของสิ่งนั้น หรือเพราะสิ่งนั้นถูกกระทำโดยสิ่งอื่น เช่น พลังงานในสิ่งของหนักที่ถูกยกขึ้น พลังงานใน(ลวดสปริง) ลานนาฬิกา พลังงานในคันธนูที่ถูกโก่ง พลังงานในอ่างน้ำที่อยู่สูง พลังงานจลน์ เป็นพลังงานของการเคลื่อนไหว ตัวอย่างเช่น พลังงานในขบวนรถไฟด่วน พลังงานในลม พลังงานในคลื่น พลังงานเคมี เป็นพลังงานที่สะสมไว้ที่สามารถจะปล่อยออกมา โดยปฏิกิริยาเคมี ตัวอย่างเช่น พลังงานในขนมชอกโกแลต พลังงานในกองฟืน พลังงานในถังน้ำมัน พลังงานที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่ พลังงานความร้อน เป็นพลังงานที่ทำให้โมเลกุลเคลื่อนไหวเร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น พลังงานในเปลวไฟ พลังงานที่เสียออกไปจากจอคอมพิวเตอร์ พลังงานในของเหลวร้อนใต้พื้นพิภพ พลังงานในน้ำในหม้อต้มน้ำ เสียง เป็นพลังงานที่ถูกส่งไปได้ โดยการสั่นสะเทือนของอากาศ น้ำ และวัตถุ ตัวอย่างเช่น พลังงานที่เกิดในเส้นลวดของกีตาร์ พลังงานในเสียง พูด พลังงานในฟ้าร้อง พลังงานในเสียงเรียกของปลาวาฬ รังสี เป็นพลังงานที่ถูกส่งไปได้โดยคลื่นของพลังงานที่ประกอบด้วยโฟตอน (Photon) ตัวอย่างเช่น พลังงานที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ พลังงานจากเสาส่งสัญญาณทีวี พลังงานจากหลอดไฟ พลังงานจากเตาไมโครเวฟ พลังงานจากเลเซอร์ที่ใช้อ่านแผ่นซีดี ไฟฟ้า เป็นพลังงานที่ถูกส่งไปได้โดยอีเลคตรอนในเส้นลวดหรือตัวนำอื่น ตัวอย่างเช่น พลังงานที่เกิดจากการผ่านขดลวดไปในสนามแม่เหล็ก พลังงานที่ใช้ขับเครื่องคอมพิวเตอร์ พลังงานที่ได้จากเซลล์แสงอาทิตย์ พลังงานที่ได้จากกังหันลม พลังงานทดแทน (Renewable Energy) พลังงานทดแทน คือ พลังงานที่ไม่มีวันหมดไป เป็นพลังงานที่มีอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมน้อย เป็นพลังงานสำหรับอนาคต Joule เป็นหน่วยวัดพลังงานหรืองานที่ทำ มีคำจำกัดความว่า "พลังงาน 1จูล เท่ากับเมื่อแรง 1 นิวตัน เคลื่อนไประยะทาง 1เมตร" ถ้ายก แอปเปิล 1 ผลจากพื้นขึ้นไปบนโต๊ะ จะเป็นการถ่ายเทพลังงาน 1 จูล ให้แก่ แอปเปิลผลนั้น จูลเรียกตามชื่อของนักวิทยาศาสตร์อังกฤษ James Joule (1818-1889) Anemometer เป็นเครื่องวัดความเร็วลมแบบที่ใช้กันมาก ประกอบด้วยถ้วยเล็ก 3 ใบหมุนไปรอบแกนยอดเสา กำลังหรือพลัง คือ อัตราที่พลังงานถูกใช้อัตรากำลัง วัดเป็นวัตต์หรือกิโลวัตต์ การวัดพลังงาน พลังงานวัดได้จาก พลัง x เวลา พลังงานมีหน่วยวัดเป็นจูล (Joule) เขียนย่อด้วย J Joule เป็นหน่วยวัดที่เล็กมาก ถ้าแรง 1 นิวตันเคลื่อนไปเป็นระยะทาง 1 เมตร เรียกว่าได้งาน 1 จูล จูลเป็นหน่วยวัดงานอะไรที่ทำงานได้ย่อมมีพลังงานดังนั้นจูลจึงเป็นหน่วยวัดพลังงาน เราต้องใช้พลังงาน 1 จูลในการยกถุงน้ำตาล 1 กิโลกรัม ขึ้นสูง 10 เซนติเมตร พลังงานไฟฟ้าปกติจะวัดเป็น วัตต์ - ชั่วโมง หรือ กิโลวัตต์ - ชั่วโมง ( kWh) ทั้งนี้เพราะจูลเป็นหน่วยเล็กเกินไปสำหรับวัดพลังงานไฟฟ้า 1 kWh = 3.6 ล้านจูล (3.6 MJ) MJ = Megajoule เมื่อดวงอาทิตย์ส่องแส่งลงบนพื้นโลกบริเวณเส้นศูนย์สูตรเป็นเวลา 1 ชั่วโมงจะให้พลังงานแสงจำนวน 1 kWh ซึ่งสามารถส่งทอดเป็นพลังงานไฟฟ้าได้โดยผ่านเซลล์แสงอาทิตย์ (Photovoltaic Cell หรือ PV Cell) ถ้าเตาไฟฟ้าขนาด 1 kW ถูกเปิดใช้เป็นเวลา 1 ชั่วโมง มันจะเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้า 1 kWh เป็นพลังงานความร้อน การวัดกำลังหรือพลัง พลังมีหน่วยวัดเป็นวัตต์ (Watt) เรียกตามชื่อวิศวกรที่ชื่อ เจมส์ วัตต์ (James Watt) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรไอน้ำได้สำเร็จ วัตต์ เป็นหน่วยวัดกำลังที่มีค่าเท่ากับพลังงาน 1 จูล ถูกส่งไปเป็นเวลา 1 วินาที เนื่องจากวัตต์เป็นหน่วยที่เล็กมาก พลังจึงนิยมวัดกันเป็นกิโลวัตต์ 1 kW = 1000 W พลังของแสงอาทิตย์ที่เส้นศูนย์สูตรเป็น 1 กิโลวัตต์ต่อ 1 ตารางเมตร ถ้าแสงอาทิตย์ส่องอยู่เป็นเวลา 1 ชั่วโมงจะส่งพลังงาน 1 kWh ต่อ 1 ตารางเมตร จาก : บรรจง - 17/01/2006 22:43 |
|
ข้อความ : ผมกำลังทดลองรถยยต์ขนาด 1 - 2 ที่นั่ง ใช้งานแค่เดินทางไปทำธุรกิจ ไม่บรรทุกหนัก ไม่ต้องเติมน้ำมันเชื้อเพลิง แก๊ส ขับได้เป็นเวลาประมาณ 2 ปี ขับไปทำงานเย็นก็กลับบ้าน หรือไปเที่ยวชายทะเล ไปเยี่ยมบ้านที่ร้อยเอ็ด ไม่ต้องจ่ายค่าเชื้อเพลิง ไม่ต้องจอดชาตร์แบตเตอรี่ ซ่อมบำรุงอุปกรณ์ เบรก ไฟ ระยบบหล่อลื่น ที่สำคัณไม่ต้องใช้พลังงานเชื้อเพลิงไดๆทั้งสิ้น ไฮโดรเจนก็ไม่ต้องใช้ 2 ปี จึงจะหยุดขับ เปลี่ยนอุปกรณ์บางชิ้น คนไทยจะได้เดินทางในราคาที่ถูกครับ กลางปี 49 คงเผยแพร่ให้ชมได้ ไม่ค่อยมีปัจจัยในการทดลอง ต้องคอยกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ มาทำงานก็เลยช้าไปหน่อย อาจจะไม่ทันใจวัยรุ่นนัก จาก : บรรจง - 17/01/2006 23:08 |
|
ข้อความ : คุณ เสวก นครปฐม
บริจากแผ่น CD เปล่าว 100 แผ่นเพื่อให้ผม ถ่ายทอดความรู้ให้กับคนไทยทั่วประเทศ เชิญผู้ที่สนใจติดขอรับมาที่ผมได้ กติกาเหมือนเดิม จ่าหน้าซองถึง นายบรรจง ขยันกิจ กองอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยบูรพา 169 ถนนลงหาดบางแสน ต. แสนสุข อ. เมือง จ. ชลบุรี 20131 แล้วโทรไปบอกผม ผมจะส่งตัวอย่างไปให้พร้อมรูปกังหันลมชนิดต่างๆมากมาย ฟรี จาก : บรรจง - 18/01/2006 00:04 |
|
ข้อความ : แปลกแต่จริง
ไม่มีหน่วยราชการใดสนใจ จาก : บรรจง - 18/01/2006 00:08 |
|
ข้อความ : ข้อความ : ความคิดเห็นที่ 6
......................เพิ่มเติมขาก คห. 1 - 2 - 3 - 4 - 5 .......................... .................เหตุผลทั้ง 5 ข้อข้างล่างถูกต้องหมด..................แต่ ยังมี เพิ่มเติมอีก ...........ก็คือ มี คน ใหญ่คนโต ในประเทศ ที่ได้ประโยชน์ จากส่วนต่างราคาน้ำมัน ที่นำเข้าจากต่างประเทศ แต่ขายราคาแพงในประเทศ...................... ...............แหล่งน้ำมันดิบ ....ที่สำคัญ ในโลก ......จะมีอยู่ 2 พวก คือ .....น้ำมัน ที่มี ค่ากำมะถันต่ำ ......คือ แหล่งที่ได้จาก สหรัฐ อเมริกา อเมริกาใต้ .....ซึ่งมีราคาแพงกว่า........(ปัจจุบัน ราคาอยู่แถวๆ 63 เหรียญ / บาเรล) ....กับ น้ำมัน กำมะถันสูง ที่ ได้จาก แหล่งตะวันออกกลาง เช่น ดูไบ โอมาน บาเรนห์ ฯลฯ เป็นหลัก ........ซึ่งราคาจะถูกกว่า ปัจจุบันอยู่แถวๆ 53 - 54 เหรียญ/ บาเรล) ...............ความจริงก็คือ..........ประเทศไทย เรานำเข้า น้ำมันดิบ ที่เป็นน้ำมันดิบ กำมะถันสูง จาก แถบตะวันออกกลางเป็นหลัก...... ซึ่งราคาจะอยู่ที่ 53 - 54 เหรียญ ............แต่ หลังจากการนำน้ำมันดิบมากลั่น...แล้ว.......... เวลา นำมาค้าปลีก เรากลับไปอิง ราคาหน้าโรงกลั่นสิงค์โปร์ ที่ มีราคา สูงถึง 73 เหรียญ ....(ซึ่งคิดจากต้นทุน น้ำมันดิบ สหรัฐ .) ...............................และ ส่วนต่างที่ว่านี้ ก็มี บุคคลในรัฐบาลที่ได้ประโยชน์.....................................มีพ่อค้า นักธุรกิจการเมือง ............ที่ได้ประโยชน์................. .....................ถ้า ให้ชัดเจนกว่านี้ไม่ต้องดูอะไรมาก......ให้ดูว่า.........ช่วง ต้นปี....48 นี้ มีการนำเข้าน้ำมันสูงมากอย่างผิดปกติ ............เพราะ มีการเก็งกันว่าน้ำมันดิบในตลาดโลก จะแพงขึ้น จึงซื้อเข้ามาตุนไว้ ........ ทำให้ ประเทศไทยขาดดุล อย่างมหาศาล ................. แต่พอมา .......... ไตรมาส 3 .....ล่าสุด....... ประเทศไทยขาดดุลน้อยลงอย่างมาก.......เหตุผลเพราะ ........มีการนำเข้าน้ำมันน้อยกว่าปกติ .....(เพราะ มันซื้อเข้ามาตุน ไว้ตั้งแต่ต้นปีแล้วยังใช้ไม่หมดยังเหลือบานเบอะไง) .......................................... ..........................เราไม่ต้องคิดอะไรมาก..............เอาว่า โครงการ เอทานอล ......ที่ .... สามารถ ผลิต ได้จาก ....... อ้อย มันสำปะหลัง (ซึ่ง มีอย่างมากมายเหลือเฟือในประเทศไทย) ............ ............... ประเทศไทยเรา มีอ้อย มีมันสำปะหลัง เหลือล้นประเทศ มากพอที่จะใช้ ผลิตเอทานอล ได้ในเชิงพาณิชย์......(ซึ่งเกษตรกรก็ได้ประโยชน์ด้วย) ..............แต่ทำไม ประเทศไทยเรากลับต้องนำเข้าเอทานอล จากต่างประเทศ.....ซึ่งมีต้นทุน สูงกว่า..มากหล่ะครับ...............ก็เพราะ มีนักการเมืองระยำ .....ที่มันได้ประโยชน์จากการ สั่งซื้อเอทานอล จากต่างประเทศอย่างมหาศาล............................... ..........แถมยังมีกระบวนการ ฮั๊ว ..กัน กับโรงงานผลิตเอทานอล ....โดยการ บีบให้มีการขึ้น ราคา เอทานอล จาก 12 บาทมาเป็น 15 บาท แล้วก็ขึ้น มาเป็น 18 บาท อย่างไม่มีเหตุผล ทั้งๆที่ อ้อย มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบ ในการผลิต ก็ไม่ได้ราคาสูงขึ้น................... ...................ทีนี้เห็นภาพแล้วหรือยังครับ........................................ .................นอกจากนี้ ยังมีความไม่ชอบมาพากล เรื่อง งบ เมกะโปรเจก ....1.7 ล้าน ล้าน..........ยกตัวอย่าง ..............งบจำนวนนี้.......สามารถ นำไปซื้อ รถเมล์ ประหยัดพลังงาน จากต่างประเทศ....(ซึ่งวิ่งด้วยพลังไฟฟ้า... ที่ปั่น จาก ตัวล้อรถได้เองขณะที่รถวิ่ง ) ....ได้สบายๆ.......ราคาก็ไม่ได้แพงมาก...........แต่ซื้อแล้ว....สามารถทำให้ ลดต้นทุน ขสมก. ลดมลพิษ ลดค่าโดยสาร ลดค่าครองชีพ ของประชาชน... (ซึ่งจะส่งผลบวกต่อ GDP ด้วย ถ้าค่าครองชีพประชาชนลดลง เพราะประชาชนจะมีอำนาจซื้อมากขึ้น ไม่ใช่ ทำงานเท่าไหร่ ก็หมดกับ ค่ารถเมล์ หมดกับ ค่าน้ำมันรถ) ....... แต่ เขากลับ ไปสร้าง แต่ถนน สร้างแต่ ทางด่วน สร้าง ทางรถไฟฟ้า ที่ บางสาย นั้น ไม่คุ้มกับ การลงทุน................เพื่อให้มีรถวิ่งมากขึ้น .....และมีการใช้น้ำมันมากขึ้น........................(นี่ยังไม่พูดถึง ความคิดที่จะให้มีการแข่งมอเตอร์ไซด์ อีกนะ) ........................... ...............แล้ว ยิ่งตอนนี้ ก็ยิ่ง มีนโยบาย ขำขำ ......ขึ้นมาอีก ......ได้ยินว่า จะมีโครงการ ให้ประชาชน กู้เงิน เพื่อ ซื้อ แอร์.......................แล้วไงครับ........กู้เงินซื้อแอร์........ถามหน่อยซิ ........แปลว่า จะทำให้คน ใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น ใช่หรือไม่.............แล้ว ปริมาณการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น....ใครได้ประโยชน์........บริษัท จำกัดมหาชน ที่กำลังจะเข้าตลาดหุ้น ในเร็วๆนี้ ใช่หรือไม่.........แล้วคนที่เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่...(ผ่านกองทุน นอมินิ จากสิงค์โปร์) .....เป็นใครครับ..........ก็ นักการเมือง ระยำ ในประเทศนี่เอง.......................... ..............เห็นมั๊ย.........แต่ละ โครงการ แต่ละนโยบาย ล้วนแต่ตอบสนอง ธุรกิจ ของพวกพ้อง และ ความร่ำรวยเฉพาะ คนในรัฐบาลทั้งสิ้น................ ไม่ได้ คำนึงถึง ประชาชนเลยซักนิด...................................ฉะนั้น เรื่องน้ำมัน ก็อย่างที่บอก.. ............ตราบใดที่ยังมีนักธุรกิจการเมือง...... หากิน กับ ราคาน้ำมันที่แพงอยู่ ราคาน้ำมันในประเทศก็จะต้อง วิกฤตต่อไป................................... .................โครงการ ... ต่างๆ ..เทคโนโลยีต่างๆ .. ที่จะช่วยประหยัดพลังงาน ประหยัดการใช้น้ำมัน ไฟฟ้า ที่พวก เด็ก อาชีวะ เด็กช่าง เด็กวิศวะ จาก มหาลัย จากเทคนิค เทคโน ทั้งหลาย คิดค้นขึ้นมาน่ะ...........ม้วนเสื่อไปได้เลย..........เพราะ ถ้า โครงการพวกนี้เกิดขึ้น...... คนที่เสียประโยชน์ก็คือ นักการเมืองใหญ่ๆในประเทศ ............................. .....สังเกตดู .....เวลาที่พวกเด็กจากสถาบัน เทคนิค เทคโนทั้งหลายคิดค้น ประดิษฐ์ เทคโนโลยี อะไรก็แล้วแต่ ที่ช่วยประหยัดพลังงานขึ้นมา.......... เคยเป็นข่าว มั่งมั๊ย....ไม่เคยมีครับ........แล้ว เคยมีโครงการไหน ได้แจ้งเกิดมั่งมั๊ย....ก็ไม่มีใช่มั๊ยครับ...........................เหตุผลก็เพราะ ผู้มีอำนาจในรัฐบาล เขาไม่ต้องการสนับสนุน .... ให้ ประชาชนในประเทศลดการใช้พลังงานลง ....เพราะจะทำให้ บริษัทน้ำมัน ไฟฟ้า ที่พวกเขาถือหุ้นใหญ่ๆอยู่ รายได้ลดลง ...ไม่เป็นผลดีต่อราคาหุ้น.................................. ........................ โดย : ชัดเจน เห็นภาพแล้วยังครับ วันที่ :2005-09-13 12:59:12 IP :203.146.94.xx http://www.mthai.com/webboard/7/142811.html หลากหลายความคิดนะครับ เข้าไปอ่านในเวฟข้างบนนะครับ จาก : บรรจง - 02/01/2006 18:29 จาก : บรรจง - 18/01/2006 00:11 |
|
ข้อความ : ข้อความ : .................โครงการ ... ต่างๆ ..เทคโนโลยีต่างๆ .. ที่จะช่วยประหยัดพลังงาน ประหยัดการใช้น้ำมัน ไฟฟ้า ที่พวก เด็ก อาชีวะ เด็กช่าง เด็กวิศวะ จาก มหาลัย จากเทคนิค เทคโน ทั้งหลาย คิดค้นขึ้นมาน่ะ...........ม้วนเสื่อไปได้เลย..........เพราะ ถ้า โครงการพวกนี้เกิดขึ้น...... คนที่เสียประโยชน์ก็คือ นักการเมืองใหญ่ๆในประเทศ .............................
.....สังเกตดู .....เวลาที่พวกเด็กจากสถาบัน เทคนิค เทคโนทั้งหลายคิดค้น ประดิษฐ์ เทคโนโลยี อะไรก็แล้วแต่ ที่ช่วยประหยัดพลังงานขึ้นมา.......... เคยเป็นข่าว มั่งมั๊ย....ไม่เคยมีครับ........แล้ว เคยมีโครงการไหน ได้แจ้งเกิดมั่งมั๊ย....ก็ไม่มีใช่มั๊ยครับ...........................เหตุผลก็เพราะ ผู้มีอำนาจในรัฐบาล เขาไม่ต้องการสนับสนุน .... ให้ ประชาชนในประเทศลดการใช้พลังงานลง ....เพราะจะทำให้ บริษัทน้ำมัน ไฟฟ้า ที่พวกเขาถือหุ้นใหญ่ๆอยู่ รายได้ลดลง ...ไม่เป็นผลดีต่อราคาหุ้น.................................. ผมชอบใจและเห็นด้วยกับข้อความนี้นะครับ จาก : บรรจง - 02/01/2006 18:42 จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 18/01/2006 00:13 |
|
ข้อความ : ข้อความ : คุณ เสวก นครปฐม
บริจากแผ่น CD เปล่าว 100 แผ่นเพื่อให้ผม ถ่ายทอดความรู้ให้กับคนไทยทั่วประเทศ เชิญผู้ที่สนใจติดขอรับมาที่ผมได้ กติกาเหมือนเดิม จ่าหน้าซองถึง นายบรรจง ขยันกิจ กองอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยบูรพา 169 ถนนลงหาดบางแสน ต. แสนสุข อ. เมือง จ. ชลบุรี 20131 แล้วโทรไปบอกผม ผมจะส่งตัวอย่างไปให้พร้อมรูปกังหันลมชนิดต่างๆมากมาย ฟรี จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 18/01/2006 00:15 |
|
ข้อความ : ข้อความ : สำหรับท่านที่ต้องการ CD ตัวอย่างกังหันลมผลิตไฟฟ้า CDตัวอย่างกังหันลมสูบน้ำ กรุณาส่ง CD เปล่าพร้อมซองกันกระแทกติดแสตมป์ จ่าหน้าซองถึงตัวท่านเองให้เรียบร้อย
จ่าหน้าซองถึง นายบรรจง ขยันกิจ กองอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยบูรพา 169 ถนนลงหาดบางแสน ต. แสนสุข อ. เมือง จ. ชลบุรี 20131 แล้วโทรไปบอกผม ผมจะส่งตัวอย่างไปให้พร้อมรูปกังหันลมชนิดต่างๆมากมาย ฟรี จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 18/01/2006 00:17 |
|
ข้อความ : อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักการทำงานของแคล้มมิเตอร์ใครมีข้อมูลช่วยส่งมาที่ (tanan.ee@hotmail.com)ต้องการข้อมูลทำโปรเจคครับใครมีก็ช่วยส่งมาด้วยนะครับ ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงครับ จาก : ฐานันท์ - 18/01/2006 11:55 |
|
ข้อความ : คุณบรรจงมี รายละเอียดในการทำไดนาโมรอบต่ำที่เวบไหนครับ ผมอ่านและจินตนาการตามพอจะเข้าใจแล้วแต่ไม่เห็นรายละเอียดและหน้าตา อยากเห็นครับ ผมก็เคยคิดทำเคยดูเวบตปท ทีเขาทำแล้ว ไม่คิดว่าจะมีคนไทยสนใจและทำเป็นรุปร่างสำเร็จแล้วครับ ถ้าไม่รังเกียจมีโอกาสจะโทรไปคุยครับ ผมอย่ศรีราชาครับ มีรุปส่งให้ดูหน่อยนะครับ ขอบคุณครับ มีไรให้ช่วยเหลืออยากได้แรงงานก็บอกนะครับ อย่ว่างๆผมก็ฟุ้งซ่านครับ อิอิ จาก : reef - - kunnavut.jirasukh@gm.com - 19/01/2006 00:31 |
|
ข้อความ : ผมขอรายละเอียดเกียวกับการสร้างเครื่องสูบน้ำพลังลมด้วยครับ ผมกำลังจะทำสวนแต่ไม่มีไฟฟ้าใช้ที่จังหวัด
อุบล ขอบคุณครับ จาก : การุณ - - kukukai2000@hotmail.com - 19/01/2006 07:16 |
|
ข้อความ : ขอเป็นกำลังใจและกำลังแรงงานเท่าที่มีอันน้อยนิดแด่พี่บรรจง สู้ๆ จาก : เซาะเกียง - 19/01/2006 09:08 |
|
ข้อความ : เอาใจช่วยพี่บรรจง คนไทยทั้งหลายต้องช่วยกันถ้ายังจะคิดใช้พลังงานอยู่ละก็มาศึกษาแผนสำรองกันเถอะ ช่วยกันดูช่วยกันคิดและช่วยกันทำ คนไทยทำได้ ดูพี่บรรจงเป็นตัวอย่าง จาก : ณรงค์ชัย - - nongnarongchai@hotmail.com - 19/01/2006 12:06 |
|
ข้อความ : ต่อไปนี้ ทุกวัน เสาร์ - อาทิตย์ ถ้าท่านใดว่างเชิญมาเที่ยวเล่นน้ำทะเลที่บางแสน แวะชมผมทำกังหันได้ ถ้าไม่รังเกียจจะช่วยผมทำก็ได้ แต่ไม่มีค่าแรงจ้างนะครับ ท่านได้ความรู้ไปผมจะได้เหนื่อยน้อยลง
ยกเว้น วันที่ 4 ก.พ. ไปโคราช ดูคุณนิติทำกังหันสูบน้ำ วันที่ 11 - 13 ก.พ. ผมไป หลวงพระบาง เสาร์ที่ 18 ก.พ . ไปจุฬาลงกรณ์ เอากังหันไปให้ชมเกี่ยวกับบ้านอนุรักษ์พลังงาน คุณ นิติ จากโคราช เอากังหันสูบน้ำมาสมทบ มีทั้งแบบสวยงาม ประดับสวน ใช้งานได้จริง ผมตั้งใจว่า จะผลิตกังหันให้ได้จำนวน 100 ตัว เพื่อผลิตไฟฟ้า เช่าที่ว่าง ๆ ซักแปลง เพื่อผลิตไฟฟ้าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย ท่านใดสนใจ ร่วมหุ้นได้ท่านละ 1 - 10 ต้นก่อนดีไหมครับ จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 19/01/2006 13:47 |
|
ข้อความ : ลมมาได้สตางค์ มาตอนไหน ก็ได้สตางค์ เสือนอนกิน เป็นรายได้เสริม
พลังงานลม มีอัตราการเจริญเติบโตในการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าสูงกว่ามาก จากปี 1992 ถึง 2001 โรงไฟฟ้าพลังลมทั่วโลกมีกำลังการผลิตติดตั้งจาก 2,510 เมกะวัตต์ เป็น 24,927 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า โดยประเทศผู้นำทางเทคโนโลยีทางด้านนี้ มีเพียง 5 ประเทศ ที่มีกำลังการผลิตรวมกันเป็นเกิน 80 % ของกำลังการผลิตรวมทั้งโลก ได้แก่เยอรมนี 35.0 % สหรัฐ 17.0 % สเปน 14.2 % เดนมาร์ก 9.9 % และอินเดีย 5.8 % แสดงถึงพื้นที่ศักยภาพของไฟฟ้าพลังลมที่ยังถูกใช้ยังมีอีกมากทั่วโลก และด้วยต้นทุนการผลิตที่ลดลง ใกล้เคียงกับการใช้น้ำมันและก๊าซมากขึ้น คาดว่าอัตราการเจริญเติบโตยังจะคงระดับนี้อยู่จนถึงทศวรรษหน้า สำหรับประเทศไทยมีศักยภาพของพลังงานลม ต่ำยกเว้นบริเวณ ชายฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน รวมทั้งบริเวณเกาะและที่ราบปากแม่น้ำเจ้าพระยา ลม (wind) คือการเคลื่อนที่ของอากาศ เนื่องจากเกิดความแตกต่างของอุณหภูมิหรือความกดอากาศระหว่าง 2 บริเวณ โดยทั่วไปลมจะพัดจากที่เย็นกว่าไปสู่ที่ร้อนหรือพัดจากบริเวณที่มีความกดอากาศสูง (ความหนาแน่นมาก) เข้าสู่บริเวณที่มีความกดอากาศต่ำ (ความหนาแน่นน้อย) เราจำแนกลมออกได้หลายชนิดตามสถานที่ที่เกิดความแตกต่างของอุณหภูมิ ดังนี้ ลมบกลมทะเล (Land and Sea Breeze) ลมบก คือ ลมที่พัดจากชายฝั่งออกสู่ทะเล เกิดในเวลากลางคืน ลมทะเล คือ ลมที่พัดจากทะเลเข้าหาฝั่ง เกิดในเวลากลางวัน สาเหตุ : ในยามกลางวันพื้นดินร้อนระอุกว่าพื้นน้ำ อากาศเหนือพื้นดินที่ร้อนกว่าจะลอยตัวสูงขึ้นอากาศบริเวณผิวน้ำจะลอยตัวเข้ามาแทนที่ ในยามกลางคืน พื้นน้ำคายความร้อนได้ช้ากว่าพื้นดินจึงมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นดิน อากาศบริเวณผิวน้ำจะลอยตัวสูงขึ้น อากาศเหนือพื้นดินจะพัดเข้ามาแทนที่ ลมภูเขาและหุบเขา (Mountain and Valley Winds) เกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างสันเขา (ยอดเขา) และหุบเขา ลมภูเขา พัดจากสันเขาไปสู่หุบเขา เกิดตอนกลางคืน เนื่องจากบริเวณสันเขาที่อยู่สูงกว่าเย็นเร็วกว่าหุบเขา จึงมีลมพัดลงจากยอดเขาสู่หุบเขา ลมหุบเขา พัดจากหุบเขาไปสู่สันเขา เกิดตอนกลางวัน เนื่องจากบริเวณหุบเขาเบื้องล่างจะมีอุณหภูมิต่ำกว่ายอดเขา จึงมีลมพัดไปตามความสูงของสันเขา จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 19/01/2006 14:17 |
|
ข้อความ : เข้าไปที่เวฟนี้นะครับ เหมาะสำหรับทุกท่านที่สนใจ กังหันลม http://www.mini-eoles.com/auto-construction.htm
web สูตรการคำนวน กังหันลม แล้วไปที่ เทคโนโลยีกังหันลม http://www.egat.co.th/rdo/energy/web-wind/index_wind.htm http://www2.dede.go.th/dede/renew/Twm/MAIN%20MAP%20-%201I.htm webนี้จะบอกความเร็วลม ทุกจังหวัด อำเภอ นะครับ มีเฉลี่ยรายเดือน รายปี เข้าไปชมได้ http://www.otherpower.com/17page1.html ชมที่นี่ได้เลยครับคุณreef - - kunnavut.jirasukh@gm.com คุณบรรจงมี รายละเอียดในการทำไดนาโมรอบต่ำที่เวบไหนครับ ผมอ่านและจินตนาการตามพอจะเข้าใจแล้วแต่ไม่เห็นรายละเอียดและหน้าตา อยากเห็นครับ ผมก็เคยคิดทำเคยดูเวบตปท ทีเขาทำแล้ว ไม่คิดว่าจะมีคนไทยสนใจและทำเป็นรุปร่างสำเร็จแล้วครับ ถ้าไม่รังเกียจมีโอกาสจะโทรไปคุยครับ ผมอย่ศรีราชาครับ มีรุปส่งให้ดูหน่อยนะครับ ขอบคุณครับ มีไรให้ช่วยเหลืออยากได้แรงงานก็บอกนะครับ อย่ว่างๆผมก็ฟุ้งซ่านครับ อิอิ จาก : reef - - kunnavut.jirasukh@gm.com - 19/01/2006 00:31 จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 19/01/2006 21:05 |
|
ข้อความ : http://www.otherpower.com/17page1.html
ชมที่นี่ได้เลยครับคุณ reef - - kunnavut.jirasukh@gm.com ต่อไปนี้ ทุกวัน เสาร์ - อาทิตย์ ถ้าท่านใดว่างเชิญมาเที่ยวเล่นน้ำทะเลที่บางแสน แวะชมผมทำกังหันได้ ถ้าไม่รังเกียจจะช่วยผมทำก็ได้ แต่ไม่มีค่าแรงจ้างนะครับ ท่านได้ความรู้ไปผมจะได้เหนื่อยน้อยลง จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 19/01/2006 21:08 |
|
ข้อความ : เมื่อมีรายได้จาก การขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าแล้ว เราก็เอารายได้ ม า แ บ่ ง กั น อ้อไม่ใช่ครับเราก็เอารายได้มาผลิตตัวที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 ฯลฯ แล้วออกค่าย ติดตั้งให้กับ วัด สำนักสงฆ์ สำนักปฏิบัติธรรม หมู่บ้าน โรงเรียนของหนู สถานที่ทุรกันดาร ฯลฯ จะใช้กังหันชนิดแกนนอน แกนดิ่ง แล้วแต่สภาพลมสถานที่นั้นๆ
เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมทำกันสดๆ สอนชาวบ้านให้ทำเป็นด้วย ที่สำคัญ หน่วยงานของรัฐ น่าจะส่งเสริม ให้ความรู้ ฝึกเป็นอีกอาชีพหนึ่ง หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 19/01/2006 21:25 |
|
ข้อความ : ข้อความ : คุณ เสวก นครปฐม
บริจากแผ่น CD เปล่าว 100 แผ่นเพื่อให้ผม ถ่ายทอดความรู้ให้กับคนไทยทั่วประเทศ คุณเสวกครับ ผมจะเอาไปแจกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนะครับ ผมจะมีตัวอย่างใบพัดหลายๆฟุตให้ชม มีตัวอย่างแผ่นดีสเบรกติดแม่เหล็ก ตัวอย่างขดลวดหล่อเรซิ่น อปกรณ์ชาร์ตแบต ให้ชมครบชุด และกังหันสำเร็จรูป ชนิด 3 ใบพัด ชนิดแกนแนวดิ่งใช้ถังน้ำมัน 200 ลิตรเป็นใบรับลมได้รอบตัว จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 19/01/2006 21:37 |
|
ข้อความ : พอดีผมอยากได้ข้อมูลเกียวกับกังหันลมแนวตั้ง และวิธีทำคร่าวๆ อ่าครับ ไม่ทราบว่าพอจะมีข้อมูลบ้างไหม
รบกวนคุณ บรรจง ส่งเมลถึงผมด้วยนะครับ พอดีผมกำลังทำ โปรเจค เกียวกะเรื่องกังหันลมและพลังงานทดแทน กับอาจารย์อยู่นะครับ แล้วผมจะมาอ่านติดตามในเวบบอร์ดนี้บ่อยๆนะครับ ขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย ^^ จาก : นักศึกษา - - ps_amon@hotmail.com - 15/01/2006 08:07 ไปชมตัวอย่างได้ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนะครับ วันที่ 18 ก.พ. 49 หรือ 18 มี.ค. 49 แล้วผมจะบอก วัน เวลาที่แน่นอนอีกครั้งอาทิตย์หน้า จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 19/01/2006 21:43 |
|
ข้อความ : มีน้องนักศึกษาคนหนึ่ง โทรมาปรึกษาเรื่องกังหันขนาดเล็ก น้องเขาจะทำงานส่งอาจารย์ แล้วเอาไปติดตามทางโค้งของถนนหันหน้า 45 องศา กับรถยนต์ เพื่อรับลมขนาดพายุ (สิบล้อ) ได้ความว่า จะเอาไฟไปต่อกับหลอดไฟขนาดเล็ก เพื่อใช้เตือนสภาพถนนทางโค้ง เยี่ยมมากน้อง เสียดายจะรีบส่งอาจารย์เร็วไปหน่อย ผมให้กำลังใจนะครับขอให้ได้ A+
ติดขัดตรงไหนโทรไปถามผมได้ ไฟที่ได้ต่อไดโอดแปลงไฟเป็นกระแสตรงก่อนแล้วเก็บไว้ในแบต แล้วค่อยเอามาใช้ เดียวคนขับรถที่กำลังเคริ้มๆ หรือผู้โดยสารคนอื่น ชาวบ้านแถวนั้นจะเข้าใจผิด ข น หั ว ลุ ก มี ก ร ะ สื อ มัวแต่คอยจ้องไฟ วูบ ๆ วาบ ๆ พอดีหันมาอีกครั้ง รถแหกโค้ง หั้งขาไปและขากลับ ตั้งใจจะช่วยลดอุบัติเหตุ จะกลายเป็นตัวต้นเหตุเสียเอง จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 19/01/2006 22:10 |
|
ข้อความ : วัดป่าอัมพวัน อ.เมือง จ.ชลบุรี กังหัน ขนาด 4 ใบพัด 6 ใบพัด ลุงเพียร คุณากร ผู้ควบคุมการสร้างกังกัน ใช้วิธี ต่อหลอดไฟ ขนาด 12 V ไว้หลายหลอด ต่ออนุกรมกันไปหลายระดับ พอกังหันหมุน หลอดไฟก็เริ่มสว่าง ลมดีๆกังหันหมุนเร็วได้ไฟเต็มที่ หลอดไฟก็ยิ่งสว่างสีขาวนวล พอลมอ่อนๆ หลอดไฟก็ออกสีส้มๆ หรี่ๆ เหมือนไฟฉายถ่านจะหมด สักพักลมมาหลอดไฟสวางจ้าอีก (หลอกเด็กๆยังกลัวเลยเพราะกังหันขนาด 4 ใบพัดตั้งอยู่ในอ่างเก็บน้ำ กลัวเด็กจะตกน้ำ)
ผมถามว่าลุงครับทำไมไม่ติดแอม์ปมิเตอร์ จะได้ทราบขนาดของกระแสไฟ ดูดีมีมาตรฐานหน่อย ลุงเพียรตอบว่า มันแพง อีกอย่างลุงจะได้ไม่ตต้องเดินไปดูบ่อยๆ ลมมาหลอดไฟติด 1 2 3 4 5 6 หลอดลุงก็รุ้แล้วว่าได้ไฟกระแสขนาดไหน อัดแบตได้กี่ลูก นั่งดูอยู่ที่โรงเก็บของนีก็เห็นแล้ว กรณีที่ลมแรงๆ ลุงเพียรแกก็ใช้หลอดไฟ อีกชุด ทำหน้าที่ ให้ไฟแรงเคลื่อนส่วนเกินที่ผลิตได้บายพาสทิ้ง เพื่อป้องกันแบตเตอรี่ เสียหาย จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 19/01/2006 22:50 |
|
ข้อความ : รายละเอียด : รับผลิตและจําหน่าย ระหัดวิดนํา กังหันลม ทั้งปลีก ส่ง ราคากันเอง ใช้เพื่อการเกษตร นาเกลือ บําบัดนําเสีย ต้องการขายตู้และลําโพงดอก12นิ้ว พร้อมแอมส์ ราคา 3500บาท
ติดต่อ : โรงระหัด บ้านแพ้ว หลัก5 ดําเนิน โทรศัพท์ : 034481540 มือถือ : 019051048 อีเมล์ : ระหัด.com จังหวัด : กรุงเทพมหานคร วันลงประกาศ : 29 มี.ค. 48 จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 19/01/2006 22:58 |
|
ข้อความ : สำหรับท่านที่ต้องการ CD ตัวอย่างกังหันลมผลิตไฟฟ้า CDตัวอย่างกังหันลมสูบน้ำ กรุณาส่ง CD เปล่าพร้อมซองกันกระแทกติดแสตมป์ จ่าหน้าซองถึงตัวท่านเองให้เรียบร้อย
จ่าหน้าซองถึง นายบรรจง ขยันกิจ กองอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยบูรพา 169 ถนนลงหาดบางแสน ต. แสนสุข อ. เมือง จ. ชลบุรี 20131 แล้วโทรไปบอกผม ผมจะส่งตัวอย่างไปให้พร้อมรูปกังหันลมชนิดต่างๆมากมาย ฟรี http://www.powermagnetstore.com/index.html http://www.frenergy.com.au/ แม่เหล็กสั่งซื้ได้ที่เวฟ ข้างบน นะครับ กังหันต้องลม คำร้อง จินต์ วัฒนปฤต ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน บันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕0๔ โดย เอื้อ สุนทรสนาน กังหันต้องลมหมุนวน ไม่รู้กี่หนต่อวัน แต่ใจคนหมุนเวียนผัน ไม่รู้ว่าวันละกี่หน นี่แหละน้ำใจ เชื่อแน่อะไรกับน้ำใจคน วันนี้ก็ยังรักอยู่ ทั้งคู่ก็สดก็ชื่น พรุ่งนี้รักอาจเป็นอื่น คู่ชื่นก็กลับชอกช้ำ วันนี้ยังรักกันอยู่ ทั้งคู่ก็ชื่นก็ฉ่ำ พรุ่งนี้ชื่นกลับเป็นช้ำ ทำให้ระกำใจ วันนี้อาจเลิกรักกัน รุ่งอีกวันอาจรักใหม่ รักกันแล้วจืดจางไป ต่างก็ไม่รักกันจริง แต่ครั้นแล้วผลสุดท้าย ทางฝ่ายชายก็โทษหญิง ต่างก็ไม่รักกันจริง ทางฝ่ายหญิงก็โทษชาย กังหันต้องลมหมุนวน ไม่รู้กี่หนต่อวัน แต่ใจคนหมุนเวียนผัน ไม่รู้ว่าวันละกี่หน นี่แหละน้ำใจ ย่อมวนเวียนไปคล้ายกังหันต้องลม นี่แหละน้ำใจ เชื่อแน่อะไรกับน้ำใจคน นี่แหละน้ำใจ ย่อมวนเวียนไปคล้ายกังหันต้องลม จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 19/01/2006 23:06 |
|
ข้อความ : มีวิธีการประดิษฐ์กังหันผลิตกระแสไฟฟ้ายังไงบ้าง ใช้ทุนประมาณเท่ารัย ใช้ได้จริงอ่ะเปล่า
จาก : g,pN - - appleloveyo@hotmail.com - 20/01/2006 18:37 |
|
ข้อความ : ยินดีมากครับที่คุณบรรจงเห็นว่าเป็นประโยชน์และมีคนสนใจ ผมจะไปชมนิทรรศการครั้งนี้ด้วยครับ ถ้าผมทำกังหันลมที่เมืองกาญจนบุรีเสร็จ ยินดีที่จะให้ดูเป็นตัวอย่าง จาก : เสวก - 20/01/2006 21:47 |
|
ข้อความ : อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำกังหันลมและการทำไดนาโมรอบต่ำช่วยส่งเอกสารมาทาง Email ด้วยนะครับเพราะว่ากำลังทำงานวิจัยอยู่ขอบคุณครับ จาก : สุปกิจ - - nidtak9@gmail.com - 24/01/2006 08:21 |
|
ข้อความ : ผมได้รับจดหมาย พร้อมแผ่น CD เปล่า จากผู้สนใจดังนี้
คุณ ขุนพล อ. เมือง จ. นครราชสีมา คุณ อิฐกร ส. พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วข. ชุมพร อ. ประทิว จ. ชุมพร คุณ จตุพร อ. บางปะกง จ. ฉะเชิงเทรา คุณ ณรงค์ชัย อ. เมือง จ.พัทลุง บริษัท ไทยไวร์โพรดัคท์ จำกัด ( มหาชน ) ผมจะจัดส่งให้วันที่ 25 ม.ค. 49 นะครับ ท่านละ 2 แผ่น ทั้งปั่นไฟ และ สูบน้ำ ถ้าดูแล้วไม่ได้เรื่องต้องขออภัยล่วงหน้า ผมไม่ได้เรียนเรื่องกังหันลมมาโดยตรง อาศัยความอยากรู้จึงมานะค้นคว้าเท่าที่จะหาอ่านได้ จาก : บรรจง 06 7049941 - 24/01/2006 09:52 |
|
ข้อความ : มีน้องนักศึกษาคนหนึ่ง โทรมาปรึกษาเรื่องกังหันขนาดเล็ก น้องเขาจะทำงานส่งอาจารย์ แล้วเอาไปติดตามทางโค้งของถนนหันหน้า 45 องศา กับรถยนต์ เพื่อรับลมขนาดพายุ (สิบล้อ) ได้ความว่า จะเอาไฟไปต่อกับหลอดไฟขนาดเล็ก เพื่อใช้เตือนสภาพถนนทางโค้ง เยี่ยมมากน้อง เสียดายจะรีบส่งอาจารย์เร็วไปหน่อย ผมให้กำลังใจนะครับขอให้ได้ A+
เมื่อวานนี้น้องคนนี้ ได้ไปหาผมที่บางแสน นั่งคุยรายละเอียดเรื่องกังกันลมที่จะทำงานส่งอาจารย์ ตั้งแต่บ่ายสามโมง จนถึง ทุ่มเศษ คงได้ความรู้พอสมควร หวังว่าน้องคงถ่ายทอดให้เพื่อนๆ ได้รับความรู้เหมือนน้อง นะครับ จาก : บรรจง 06 7049941 - 24/01/2006 10:08 |
|
ข้อความ : ยินดีมากครับที่คุณบรรจงเห็นว่าเป็นประโยชน์และมีคนสนใจ ผมจะไปชมนิทรรศการครั้งนี้ด้วยครับ ถ้าผมทำกังหันลมที่เมืองกาญจนบุรีเสร็จ ยินดีที่จะให้ดูเป็นตัวอย่าง
ถ้าผมอยากไปเที่ยวที่ไร่ คุณเสวก เสาร์ - อาทิตย์ บ่อยๆได้ไหมครับ จาก : บรรจง 06 7049941 - 24/01/2006 10:18 |
|
ข้อความ : คุณเสวกครับ
ผมอยากทราบว่า กังหันลมที่คุณทำสูบน้ำ บาดาล หรือสูบจาก บ่อ แล้วเก็บพักไว้ในแทงค์ สูงมากไหมครับ ถ้าจะส่งน้ำขึ้นที่สูงๆ ผมแนะนำ ไห้พักน้ำไว้ในแทงค์ ความสูงประมาณ 5 - 6 เมตรก่อน แล้วค่อยปล่อยน้ำสู่พื้น ผ่าน เครื่องสูบน้ำภูเขา หรือ อีกชื่อ เครื่องตะบันน้ำ จะทำให้ส่งน้ำขึ้นที่สูงได้ ( สูงมากหรือน้อย อยู่ที่การออกแบบเครื่องตะบันน้ำ ) เครื่องตะบันน้ำนี้ใช้หลักการ ของน้ำที่ไหลลงสู่ที่ต่ำแล้วอัดอากาศในถังพัก เมื่ออากาศขยายตัวก็จะดันน้ำออกอีกวาวล์ท่อส่ง อัดอากาศ - ขยายอากาศดันน้ำอย่างนี้ ตลอด 24 ช.ม. ทุกๆ 2 - 3 วินาที ไม่ต้องใช้พลังงานใดๆ ทั้งสิ้น ส่งน้ำขึ้นที่สูงๆได้สาบเลยครับ จาก : บรรจง 06 7049941 - 24/01/2006 10:39 |
|
ข้อความ : http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/2/hydraulic-pump/hydraulic-pump2.htm
หรือพิมพ์ Hydraulic Ram Pump ที่ google จะเป็นเวฟของเรื่อง ตะบันน้ำ โดยเฉพาะครับ จาก : บรรจง 06 7049941 - 24/01/2006 10:48 |
|
ข้อความ : สำหรับท่านที่ต้องการ CD ตัวอย่างกังหันลมผลิตไฟฟ้า CDตัวอย่างกังหันลมสูบน้ำ กรุณาส่ง CD เปล่าพร้อมซองกันกระแทกติดแสตมป์ จ่าหน้าซองถึงตัวท่านเองให้เรียบร้อย
จ่าหน้าซองถึง นายบรรจง ขยันกิจ กองอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยบูรพา 169 ถนนลงหาดบางแสน ต. แสนสุข อ. เมือง จ. ชลบุรี 20131 แล้วโทรไปบอกผม ผมจะส่งตัวอย่างไปให้พร้อมรูปกังหันลมชนิดต่างๆมากมาย ( กังหันชนิดอะไร ระบุให้ชัดเจน ) จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 25/01/2006 14:38 |
|
ข้อความ : ( กังหันชนิดอะไร ระบุให้ชัดเจน )
จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 25/01/2006 14:39 |
|
ข้อความ : ( กังหันชนิดอะไร ระบุให้ชัดเจน )
สูบน้ำ หรือ ปั่นไฟ จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 25/01/2006 14:40 |
|
ข้อความ : ผมส่ง CD วันนี้นะครับ แต่บ่ายสามแล้ว วันที่อาจจะประทับตราวันที่ 26 ม.ค. จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 25/01/2006 14:55 |
|
ข้อความ : สำหรับท่านที่ต้องการ CD ตัวอย่างกังหันลมผลิตไฟฟ้า CDตัวอย่างกังหันลมสูบน้ำ กรุณาส่ง CD เปล่าพร้อม ซ อ ง กั น ก ร ะ แ ท ก ติ ด แ ส ต ม ป์ จ่าหน้าซองถึงตัวท่านเองให้เรียบร้อย
จ่าหน้าซองถึง นายบรรจง ขยันกิจ กองอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยบูรพา 169 ถนนลงหาดบางแสน ต. แสนสุข อ. เมือง จ. ชลบุรี 20131 หลายท่านลืมติดแสตมป์ ผมต้องควักเนื้อหลายตังนะครับ (ผมจะขับรถไปหาให้ท่านเลี้ยงข้าวผมแทน) จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 26/01/2006 14:40 |
|
ข้อความ : วันนี้ที่วัดป่าอัมพวัน ท่านศาสตราจารย์ ดร.สุนทร บุญญาธิการ ได้ให้เกียรติ ไปชมกังหันลมที่วัดป่าอัมพวันท่านให้กำลังใจผมและถ้ามีโอกาศท่านจะไปเยี่ยมผมอีก ผมขอแนะนำให้ท่านที่เข้ามาอ่านเรื่องกังหันลมได้รู้จักท่านดังนี้
ตำแหน่งปัจจุบัน ศาสตราจารย์ประจำ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ประธานกรรมการฝ่าย Technical, Energy and Government Activities - American Society of Heating, Refrigerating and Air-conditioning Engineers (ASHRAE) : Thailand Chapter ประธาน Accredited Consultants Club (ACs Club) วางนโยบายการวิจัยเพื่อการประหยัดพลังงานที่เหมาะกับภูมิอากาศไทยและจัดทำแผนการปรับปรุงอาคาร สำหรับอาคารควบคุม นายกสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน:จัดทำและเผยแพร่เทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงานที่เหมาะกับเมืองร้อนชื้น ตลอดจนวางแผนการส่งเสริมการประหยัดพลังงานทั่วประเทศ คณะกรรมการพลังงาน วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2543-2544 กรรมการโครงการจัดการศึกษาสาขาวิชาสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานอนุกรรมการมาตรวิทยาเพื่อพิจารณาข้อเสนอของบริษัทที่ปรึกษาผู้รับดำเนินการออกแบบ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอำนวยการศูนย์วิจัยและฝึกอบรมพลังงานแสงอาทิตย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ประวัติการศึกษา พ.ศ. 2515 สถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2518 สถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (สถาปัตย์) สถาบันแพรตต์ บรุคลีนนิวยอร์ค (GPA = 4.00) พ.ศ. 2525 สถาปัตยกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต (สถาปัตย์) มหาวิทยาลัยมิชิแกนแอนน์อาร์เบอร์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ พ.ศ. 2542 ปฐมาภรณ์มงกุฎไทย (ปม.) พ.ศ. 2539 ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ทช.) เกียรติประวัติ ได้แก่ รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติประจำปี พ.ศ. 2543 สาขาปรัชญา(สถาปัตยกรรม)รางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ รางวัลอาคารอนุรักษ์พลังงานดีเด่นของประเทศไทยประเภทยอดเยี่ยม "บ้านแห่งสหัสวรรษสำหรับภูมิภาคร้อน ชื้น" รางวัลจากเครือข่ายความร่วมมือของอาเซียนด้านพลังงาน กลุ่มประสิทธิภาพและการอนุรักษ์พลังงาน รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น "นวัตกรรมบ้านแห่งอนาคต" สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ รางวัลนักบริหารดีเด่น จัดโดย มูลนิธิเพื่อสังคมไทย รางวัลนักวิจัยดีเด่น School of Architecture and Planning University of Colorado, Denver ประวัติการทำงาน ประสบการณ์งานสอน ได้แก่ 2542 - ปัจจุบัน ศาสตราจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2532 - 2542 รองศาสตราจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2531-2532 Associate Professor of Architecture and Interior Design (Tenure was granted in 1988), School of Architecture and Planning, University of Colorado at Denver, U.S.A. 2526-2531 Assistant Professor Architecture, College of Architecture, College of Architecture, The University of Michigan, Ann Arbor, U.S.A. 2520-2526 Lecturer in Architecture, College of Architecture and Urban Planning The University of Michigan, Ann Arbor, U.S.A. ประสบการณ์การทำงานด้านบริหารและที่ปรึกษา ได้แก่ 2540-2543 รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและพัฒนา สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2543 ผู้รับดำเนินการออกแบบและคณะกรรมการควบคุมงานและตรวจงานจ้าง การก่อสร้าง ปรับปรุงพื้นสนาม อาคารยิมเนเซียม(ชิน โสภณพานิช)ใน นามคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2537-2540 รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2539-2540 คณะกรรมการพลังงาน วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย 2539-2540 คณะกรรมการการถ่ายโอนเทคโนโลยีจากต่างประเทศ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย 2540 คณะกรรมการร่างหลักสูตร ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 2540 กรรมการวิชาการพิจารณาจัดทำร่างมาตรฐานฯ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 2540 กรรมการวิชาการพิจารณาจัดทำร่างมาตรฐานเครื่องทำน้ำร้อนพลังงาน แสงอาทิตย์ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 2540 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โครงการเปิดสอนหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 2539 อนุกรรมการร่างหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2539 คณะกรรมการร่างมาตรฐานระบบเครื่องกลในอาคาร สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย 2538 รึกษาคณะกรรมการตรวจการจ้าง อาคารเฉลิมพระเกียรติ โครงการจัดงานแสดงการเกษตรและอุตสาหกรรมโลก 2538 คณะกรรมการปรับปรุงหลักสูตรภาคสาขา BUILDING-TECHNOLOGY คณะ สถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2538 กรรมการบริหาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2538 อนุกรรมการพิจารณานโยบายอนุรักษ์พลังงานแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม 2537-2538 คณะกรรมการร่างหลักสูตรคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2537-2538 รองประธานคณะกรรมการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (DSM) สถาบันวิจัยพลังงาน 2538 อนุกรรมการร่างมาตรฐาน เครื่องปรับอากาศ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย 2536-2538 คณะกรรมการวางแผนกายภาพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2536-2538 อนุกรรมการประหยัดพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย 2535-2538 กรรมการบริหาร สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2535 ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร 2517-2519 คณะกรรมาธิการวางผังเมืองนิวยอร์ค สำนักงาน แมนฮัตตัน นิวยอร์ค ผู้ช่วยนักผังเมือง : โครงการเคหะสถาน ปรับปรุงถนนย่านไชน่าทาวน์และศึกษาวิจัยชุมชนหลายแห่ง ออกแบบและทำแบบจำลองอาคาร โครงการยูเนียนสแควร์ไบเชนเทเนียนโปรเจ็ค ประสบการณ์ด้านการออกแบบและการเป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบ/ก่อสร้าง ตัวอย่างผลงานตั้งแต่ พ.ศ. 2538-ปัจจุบัน โครงการมหาวิทยาลัยประหยัดพลังงาน - มหาวิทยาลัยชินวัตร อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี (สถาปนิกโครงการ ด้านBuilding Technology) อาคารอนุรักษ์พลังงานเฉลิมพระเกียรติ กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (สถาปนิกโครงการ) อาคารสำนักงาน 25 ชั้น โครงการ SG II TOWER (สถาปนิกโครงการ ด้านBuilding Technology) โรงเรียนอนุบาลประหยัดพลังงาน The Early Learning Center สำนักงาน Alpha Power (สถาปนิกโครงการ ด้านBuilding Technology) โรงแรมประหยัดพลังงาน จำนวน 250 เตียง The Grand Lake Land สระบุรี ที่ปรึกษาอาคารเฉลิมพระเกียรติมหาวิทยาลัยสุรนารี ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีการประหยัดพลังงาน โครงการอาคารศุภาลัย สำนักงานใหญ่ ถนนพระราม 3 ที่ปรึกษาโครงการ TTCC (Thailand Trade and Convention Center) 400,000 ตร.ม. ถนนสุขาภิบาล 1, 2 ออกแบบบ้านอัจฉริยะและบ้านประหยัดพลังงาน ไม่น้อยกว่า 20 หลัง ออกแบบระบบแสงธรรมชาติของท่าอากาศยานเดนเวอร์แห่งใหม่ มลรัฐเดนเวอร์ โคโลราโด (2531-2532) ออกแบบบ้านพักซึ่งใช้พลังงานแสงอาทิตย์ นอร์ธวิลล์ มิชิแกน (2530) ออกแบบประเมินผลงาน สถาปัตยกรรม (บริษัทสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมหลายแห่ง) (2527-2531) สถาปนิกในสำนักงานสถาปัตยกรรมโจเซฟ ที.เอ.ลี. แอนน์อาร์เบอร์ มิชิแกนวางผังพัฒนาย่านไชน่าทาวน์ ชิคาโก (2525-2526) ประวัติการทำวิจัยโดยสังเขป พ.ศ. 2542 งานวิจัย ออกแบบ และวิเคราะห์ผล โครงการบ้านสาธิตประหยัดพลังงานแบบยั่งยืน เพื่อเป็นต้นแบบการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมของภูมิภาค (อยู่ในระหว่างดำเนินการ) พ.ศ. 2542 โครงการการศึกษาวิจัยผลกระทบการอนุรักษ์พลังงานจากการปลูกต้นไม้บังแดดให้กับอาคารเพื่อศึกษาอิทธิพลของต้นไม้ต่อการประหยัดพลังงาน (อยู่ในระหว่างดำเนินการ) พ.ศ. 2542 การใช้วัสดุและอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน (อยู่ในระหว่างจัดพิมพ์) เอกสารเผยแพร่การออกแบบอาคารอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2542 กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2542 การใช้ฉนวน (อยู่ในระหว่างจัดพิมพ์) เอกสารเผยแพร่การออกแบบอาคารอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2542 กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2542 การใช้กระจก (อยู่ในระหว่างจัดพิมพ์) เอกสารเผยแพร่การออกแบบอาคารอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2542 กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2540 เทคนิคการออกแบบบ้านประหยัดพลังงานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า พ.ศ. 2540 การวิจัยและพัฒนาโปรแกรมเพื่อช่วยในการออกแบบอาคารประหยัดพลังงานจากข้อมูลที่ใช้ประเมินค่า OTTV และ RTTV ตาม พ.ร.บ. อนุรักษ์พลังงาน. พ.ศ. 2539 การวิจัยประยุกต์ประกอบการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน (เงินทุนของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม) พ.ศ. 2538 การจัดทำฐานข้อมูลภูมิอากาศของประเทศไทย โดยสถาบันวิจัยพลังงาน (เงินทุนของงบประมาณแผ่นดิน) พ.ศ. 2538 การใช้แผ่นสะท้อนรังสีความร้อนซีแพคโมเนียกับบ้านพักอาศัยและอาคารทั่วไปในสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นของประเทศไทย (เงินทุนของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด) พ.ศ. 2536 การวิเคราะห์สภาวะน่าสบายและสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องของอาคารสถาปัตยกรรมไทย (ทุนวิจัยรัชดาภิเษกสมโภช) พ.ศ. 2532 A Performance Evaluation of Cellulose Insulation. (Project Director and Co-Principle Investigator) Sponsored by Suburban Insulation Co., November 1989 - July 1990. พ.ศ. 2532 An Investigation of Passive Solar Home/Office Building. (Project Director and Principle Investigator) Sponsored by Maupin Construction, March - August 1989. พ.ศ. 2530 Smart Building Control Project. (Project Director and Principle Investigator). University of Michigan and Outside Support 1987-1989. พ.ศ. 2529 Energy Conservation Potential with Integral Control Systems. (Project Director and Principal Investigator) DRDA, University of Michigan, 1986-1987. พ.ศ. 2528 Development of Decision Model for Evaluating the Cost Performance of University Research Laboratory Facilities NSF. (Co-Principal Investigator), 1985-1987. พ.ศ. 2526 Energy Cost Avoidance Project University of Michigan. (Co-Principal Investigator) Six-year Project 1983-1989. พ.ศ. 2525 Performance of the Water Conservation Systems. (Research Investigator), Michigan General Service Administration, 1982-1983. พ.ศ. 2523 Energy Performance of Fabric Roof Structure. พ.ศ. 2523 Energy Audit/Analysis of UM Academic Buildings. (Co-Principal Investigator) The University of Michigan at Flint, Michigan, 1980-1981. พ.ศ. 2520 - 2523 Monitoring and Evaluation of the Energy Performance of Fabric Roof Testion and Evaluation of the Solar Energy and Related Systems (Research Investigator) (General Service Administration) Professor Willard A. Oberdick, Projec Director 1977-1980 พ.ศ. 2519 Energy RE : AAB Art and Architecture Building. (Co-Principal Investigator & Consultant) University Energy Committee and School of Architecture, 1976-1988. พ.ศ. 2519 Energy Management for Four University Buildings. University of Michigan Energy Committee Professor Willard A. Oberdick, Project Director (Research Investigator) พ.ศ. 2518 Monitoring and Evaluation of the Energy Performance of Fabric Roof. (Research Investigator) Owens-Corning Fiberglass Corporation) Professor Willard A. Oberdick, Project Director พ.ศ. 2518 Testion and Evaluation of the Solar Energy and Related Systems. พ.ศ. 2517 Designing, Building and Testing of Flat Plate Solar Collector and Storage System. College of Architecture and Urban Planning University of Michigan (Research Investigator) พ.ศ. 2517 Statistical Analysis of Energy Consumption and Related Factors in Existing Institutional Buildings. หนังสือและเอกสารทางวิชาการบางส่วน เทคนิคการออกแบบบ้านประหยัดพลังงานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2540. 292 หน้า. Boonyatikarn, S. Design Consideration for Fire Safety., Conference on Fire Safety in Building Design. School of Architecture, Chulalongkorn University., May 1996 Boonyatikarn, S., Grant, E.S., and Pidgeon W. Energy Saving and Related Benefits Through Lightweight Construction. Workshop on Building Energy Management Bangkok, Thailand, 22-26 April 1991 Boonyatikarn, S. and Surprenant, L. Energy Economy and Energy Conservation Potential-Window for Co-operation., Possible Areas of Cooperation in Energy Related Fields Between Central Asia, the Caucasus, and Other Asian Countries, TERI, New Delhi, India, June, 1995 Jones, J.R. M. Luther, and Boonyatikarn S. Thermal Performance in a Large Multi-Story Atrium, 15th Annual Passive Solar Conference Proceedings, Austin, Texas, February 19-23, 1990. Duecker, W. and Boonyatikarn S. Micro-Climate Variation Within a Built-up Area 15th Annual Passive Solar Conference Proceedings, Austin, Texas February 19-23, 1990. Gallegos, P., Boonyatikarn, S., and Schwartze, The Kimball Art Museum : "A Case Study Approach to Architectural Technology" ACSA National Conference Proceedings, University of Southern California, February 1990. Boonyatikarn, S. The Integration of Technology and Design : Analysis of Falling Water in Avant Garde 2, School of Architecture and Planning University of Colorado, Denver Summer Edition, 1989, pp. 38-53. Gallegos, P., and Boonyatikarn, S. An Integrated Case Study in Building Technology, ACSA Technology Institute : Construction and Materials, Harvard University, August 1989. Jones, J.R., and Boonyatikarn, S. An Overall Building Performance, American Society of Heating Refrigeration and Engineers, Inc., ASHRAE Transaction Vol. 96, Part I, Atlanta, Georgia, December 1989. Boonyatikarn, S. and Jones, J.R. Smart Building Control Strategies : Research and Application, American Society of Heating, Refrigeration and Air-Conditioning Engineers, Inc., ASHRAE Transactions 1989, Vol. 95 Part 1, Atlanta, Georgia, January 1989. Jones, J.R. and S. Boonyatikarn. Energy Consumption Analysis for an Underground Library 14th Passive Solar Conference Proceedings, Denver, Colorado June 19-22, 1989, pp. 109-115. (Nominated Best Conference Paper) Brandle, K., Boonyatikarn, S., and Mandernack, D. The Energy Cost Avoidance Project at the University of Michigan, Energy - An Integrated Approach. Conference Proceedings on Efficiency, Productivity, and Profitability in Commercial and Institutional Buildings Chattanooga, Tennessee, May 23-25, 1988. Pp.163-170. Boonyatikarn, S., and Jones, J.R. An Evaluation Tool for Determining Overall Building Efficiency International Symposium, Energy Option for the Year 2000, Wilmington, Delaware, USA, September 14-17, 1988 Vol. 3, pp. 3.131-3.137. Jones, J.R. and Boonyatikarn, S. Application of Smart Building Control Strategies, International Symposium, Energy Option for the Year 2000, Wilmington, Delaware, USA, September 14-17 1988, Vol. 3, pp. 3.41-3.48. Boonyatikarn, S. Building Thermal Unit Simulator: A Research and Education Facility, 13th National Passive Solar Conference American Solar Energy Society, Cambridge, Massachusetts, June, 1988, Vol. 13, pp. 192-197. Jones, J.R. and Boonyatikarn, S. Research in Building System Control, Conference Proceedings of the 1988 Annual Meeting, ASES, Cambridge, Massachusetts, June 20-24, 1988. Boonyatikarn, S., Brandle, K., and Jones, J.R. The Load / Energy Method as an Evaluation Tool Conference Proceedings on Efficiency, Productivity, and Profitability in Commercial and Institutional Buildings, Chattanooga, Tennessee, May 23-35, 1988 pp. 63-65. Jones, J.R. and Boonyatikarn, S. Application of Analysis Tool for Energy Cost Reduction., Energy - An Integrated Approach, Conference Proceedings on Efficiency, Productivity, and Profitability in Commercial and Institutional Buildings. Chattanooga, Tennessee, May 23-25, 1988, pp. 75-81. Elsioufi, M.M., Boonyatikarn, S. Physical Modeling for Thermal Analysis of the Urban Built Environment 12th Passive Solar Conference Proceedings Portland, Oregon, July 12-16, 1987. Al-Mugren, K.A., Boonyatikarn, S. Orientation of Wind Catchers for Efficient Natural Ventilative Cooling in Hot Arid Regions 12th Passive Solar Conference Proceedings Portland, Oregon, July 12-16,1987. Brandle, K., Boonyatikarn, S., Dirkes, J.V. Energy Management Versus Retrofit in Institutional Buildings, Building Redesign and Energy Challenges General Conference Proceedings. Boston, Massachusetts, November 15-17, 1985. Boonyatikarn,S., Brandle, K.,Rhee, E.,Wu, H.F. Opportunities and Constraints in the Redesign for Energy Conservation of the Art and Architecture Building, The University of Michigan," in Building Redesign and Energy Challengers, Conference Proceedings, Boston, Massachusetts, Nov 15-17, 1985. Oberdick, W., Boonyatikarn,S., Wu.,H.F. Energy Performance of Fabric Roof Structures. Volumes I, Architectural Research Laboratory University of Michigan. May, 1982 Oberdick, W., Boonyatikarn,S., Wu.,H.F. Energy Performance of Fabric Roof Structures. Volumes II, Architectural Research Laboratory University of Michigan. May, 1982 Oberdick, W., Boonyatikarn,S., Wu.,H.F. Energy Performance of Fabric Roof Structures. Volumes III, Architectural Research Laboratory University of Michigan. May, 1982 จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 26/01/2006 15:50 |
|
ข้อความ : ไฟฟ้าจากพลังงานน้ำในท่อ ไอเดียเด็กไทย
น.ส. พลอยศรี สุถาพร นายกำพล ดอนไพรเพ็ชร์ และนายอนุทิน ทองหล่อ กลุ่มนักเรียน ปวช. ปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี ร่วมกันทำโครงงาน "เครื่องผลิตไฟฟ้าจากพลังงานในท่อ" โดยมี นางถนอมจิตต์ ลิ้มประเสริฐ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ประสิทธิภาพและการทำงานของเครื่องนี้อาศัยกฎการไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำของน้ำ และหลักการเปลี่ยนแปลงพลังงานจลให้เป็นพลังงานไฟฟ้า โดยการเปิดน้ำผ่านชุดกำเนิดกระแสไฟ และปล่อยให้เกิดแรงดันน้ำทำให้ใบพัดหมุน ซึ่งบริเวณเพลาของใบพัดจะมีแม่เหล็กถาวรติดอยู่ เมื่อแม่เหล็กหมุนตามใบพัด เส้นแรงแม่เหล็กจะตัดกับลวดทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวด เมื่อนำมาทดลองทำงานจริง โดยนำแรงดันน้ำที่ได้จากการล้างจาน รดน้ำต้นไม้ ปรากฏว่ามันสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี ในอนาคตการใช้น้ำแต่ละครั้งไม่ว่าจะเป็น การล้างจาน ซักผ้า รดน้ำต้นไม้ ล้างรถ อาบน้ำ ตลอดจนกิจกรรมอื่นที่ใช้น้ำประกอบ จะสามารถนำพลังงานจากท่อมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ในครัวเรือนได้ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศสามารถประหยัดพลังงาน ประหยัดเงินตรา และยังเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมทางอ้อมอีกด้วย (ไทยโพสต์ พุธที่ 27 ธันวาคม 2543 หน้า 13) http://digital.lib.kmutt.ac.th/news_content.php?n_id=18#61 จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 26/01/2006 16:49 |
|
ข้อความ : บ้านประหยัดพลังงาน (1)
ผู้อำนวยการกองอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนกล่าวว่า จากการที่การไฟฟ้านครหลวงได้นำ แบบบ้านประหยัดพลังงาน ที่ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สนับสนุนให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิจัยและไปจัดแสดง ที่งานกาชาดที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากประชาชนมาก หลายคนเห็นประโยชน์ ของการสร้างบ้าน ให้ถูกต้องตามหลัก สถาปัตยกรรม โดยคำนึงถึงทิศทางลม แบบบ้านจากงานวิจัย มี 4 แบบ คำนึงถึงการใช้เทคโนโลยี หลีกเลี่ยงการ สิ้นเปลืองพลังงาน พึ่งพาธรรมชาติให้มากที่สุด โดยสร้างสภาวะแวดล้อม ที่เหมาะสม เพื่อให้อุณหภูมิอากาศ บริเวณรอบอาคารลดลง แบบบ้านทั้ง 4 ใช้วัสดุในการก่อสร้าง ประมาณ 800,000-1,800,000 บาท บ้านประหยัดพลังงาน (2) ศ.ดร.สุนทร บุญญาธิการ ได้สร้างบ้านบนเนื้อที่ 100 ตารางวา ที่ในอนาคตจะไม่ต้องพึ่งไฟฟ้า จากการไฟฟ้านครหลวง และน้ำประปาของ การประปานครหลวง เป็นบ้านประหยัดพลังงาน บ้านดังกล่าวออกแบบ ให้กระแสลมไหลผ่านได้ทั่วถึง ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านบน ด้านที่ไม่มีการปะทะ ของลมโดยตรงจะเป็นบริเวณ ที่มีความกดอากาศต่ำ เนื่องจากลม จะเคลื่อนที่ จากความกดอากาศสูง ไปยังความกดอากาศต่ำ บ้านมีช่องหน้าต่าง อยู่หน้าบ้าน และมีช่องเปิดด้านหลัง ให้ลมออก กระแสลมจึงถูกบังคับให้ ไหลผ่านตัวบ้าน ลมจะพัดผ่านส่วนต่างๆของบ้านได้สะดวก ในเวลากลางวัน จะไม่ใช้แสงจากไฟฟ้าเลย หลังคาบ้านมีแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อนำพลังงานแสงอาทิตย์ มาแปรค่าเป็นพลังงานไฟฟ้า ใช้ในบางส่วน มีรางน้ำเพื่อรับน้ำฝนมาเก็บ ในหน้าร้อนหรือหน้าหนาว สามารถนำน้ำค้างที่เกาะอยู่บนหลังคามาใช้ได้ด้วย นอกจากน้ำค้างยังมี น้ำที่หยดจากเครื่องปรับอากาศ ที่ถูกนำกลับมาใช้ได้ อีกประมาณ 1/3 ของน้ำที่ใช้อยู่ในขณะนี้ ศ.ดร.สุนทร ชี้แจงว่า น้ำที่ได้จากแอร์เป็นน้ำสะอาด เพราะผ่านการกลั่น มาแล้ว http://digital.lib.kmutt.ac.th/news_content.php?n_id=26#209 จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 26/01/2006 17:20 |
|
ข้อความ : ศาสตราจารย์ สุนทร บุญญาธิการ
นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2543 สาขา ปรัชญา คณะกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ ได้พิจารณาเห็นว่า ศาสตราจารย์ สุนทร บุญญาธิการ แห่ง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ที่อุทิศตนให้กับงานวิจัยอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลามากกว่า 26 ปี เป็นผู้ริเริ่มวิชาการด้านสถาปัตยกรรมเพื่อการประหยัดพลังงาน ค้นคว้าและพัฒนาผลงานวิจัยที่เป็นแนวทางเฉพาะตัว โดยไม่หยิบยกทฤษฎีจากต่างชาติมาเป็นบรรทัดฐานในการทำงาน เพื่อตอบสนองความต้องการของคนไทยในการแก้ไขปัญหาและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการอยู่อาศัย และได้นำประสบการณ์จากการวิจัยที่เป็นประโยชน์มาถ่ายทอดความรู้ให้แก่สาธารณชน ศาสตราจารย์ สุนทร บุญญาธิการ เป็นผู้ที่ยึดหลัก จริยธรรมในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัย สมควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่นักวิจัยอื่นได้ คณะกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ จึงมีมติประกาศเกียรติคุณ ศาสตราจารย์ สุนทร บุญญาธิการ เป็น นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2543 สาขาปรัชญา จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 26/01/2006 17:32 |
|
ข้อความ : ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเลือกใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่เหมาะสม
พื้นที่ส่วนนี้ถูกจัดทำขึ้นสำหรับคุณโดยเฉพาะ ผู้ซึ่งอาจจะเป็นลูกค้าระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ของเราในอนาคต วัตถุประสงค์ก็คือ ตอบบางคำถามให้กับคุณสำหรับเป็นความรู้ในการเลือกใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (Solar electrification system) นำมาใช้งานได้ 2 ลักษณะ ดังนี้ ในพื้นที่ที่มีบริการไฟฟ้าของการไฟฟ้าอยู่แล้ว แต่ต้องการใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (เช่น เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าจากระบบสายส่งฯ, ผลิตไฟฟ้าที่เป็นพลังงานสะอาดหรือสำรองไฟฟ้าไว้ใช้ ฯลฯ) ในพื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่มีไฟฟ้าจากระบบสายส่งหรือบริการของการไฟฟ้าและมีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า (เช่น เพื่อใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านพักอาศัย ฯลฯ) การใช้งานระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ใน 2 ลักษณะที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น มีจุดมุ่งหมายนานาประการ รวมถึงประโยชน์และความคุ้มค่าก็แตกต่างกันออกไปด้วย ในพื้นที่ที่มีบริการไฟฟ้าของการไฟฟ้าอยู่แล้ว ระบบที่ให้ประโยชน์สูงสุดและนิยมใช้มากเรียกว่า "ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบต่อเชื่อมสายส่ง" (Grid connected หรือ Grid tie solar energy system) ซึ่งใช้แพร่หลายในยุโรปและญี่ปุ่น ระบบนี้จะให้ผลคุ้มค่าการลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ ก็ต่อเมื่อรัฐบาลมีโครงการสนับสนุนอย่างเช่นในยุโรป เป็นต้น สำหรับประเทศไทยขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีนโยบายให้การสนับสนุนเรื่องนี้แต่อย่างใด ดังนั้น ท่านที่สนใจจะติดตั้งระบบดังกล่าว จะต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่มีเงินคืนใดๆ ระบบผลิตไฟฟ้าขนาด 3 kW จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 750,000 บาท - 900,000 บาท และคุณสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 10-15 kWh/วัน ซึ่งเมื่อคำนวณค่าไฟฟ้าปัจจุบันจะมีระยะเวลาการคืนทุนที่นานมาก ในกรณีที่ท่านต้องการผลิตพลังงานสะอาดเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศและสมัครใจจะติดตั้งระบบ บริษัทฯ ก็มีความยินดีที่จะบริการตามวัตถุประสงค์ของท่าน พื้นที่ที่ยังไม่มีไฟฟ้าจากระบบสายส่งหรือบริการของการไฟฟ้า ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่ใช้งานในรูปแบบนี้เรียกว่า "ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบติดตั้งอิสระ" (Stand-alone solar energy system) การพิจารณาใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์นี้เป็นทางเลือกที่ได้รับการยอมรับว่าให้ผลคุ้มค่าการลงทุนในระยะยาวและเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบดีเซล (Diesel generator) แต่มีการลงทุนที่สูงกว่าในเบื้องต้น ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่เรานำเสนอในเว็บไซต์ของบริษัทฯ ก็เป็นระบบที่ใช้งานลักษณะนี้ บริษัทฯ ขอแนะนำว่าไม่ควรใช้ "ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบติดตั้งอิสระ" กับบ้านพักอาศัยที่มีบริการของการไฟฟ้าอยู่แล้ว เพราะจะทำให้ผู้ใช้มีการลงทุนที่สูงเกินความจำเป็นและมิได้เป็นการใช้งานเซลล์แสงอาทิตย์อย่างมีประสิทธิภาพ หากท่านมีความต้องการที่จะใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เพื่อการสำรองพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้เมื่อไฟฟ้าดับเพียงเท่านั้น บริษัทฯ ขอแนะนำแนวทางอื่นที่เหมาะสมและให้ผลคุ้มค่าการลงทุนมากกว่าให้กับท่าน บริษัทฯ หวังว่าท่านจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องประกอบการตัดสินใจเลือกใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (Solar Electrification Systems) และขอขอบคุณอีกครั้งที่ท่านได้ให้ความสนใจ บริษัทฯ ยินดีให้คำปรึกษาเพื่อให้ท่านได้เลือกใช้ระบบที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงกับตัวท่านเองและประเทศชาติ http://www.leonics.co.th/html/th/pd_ecs/ses_selector.php จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 26/01/2006 22:31 |
|
ข้อความ : สำหรับท่านที่ต้องการ CD ตัวอย่างกังหันลมผลิตไฟฟ้า CDตัวอย่างกังหันลมสูบน้ำ กรุณาส่ง CD เปล่าพร้อม ซ อ ง กั น ก ร ะ แ ท ก ติ ด แ ส ต ม ป์ จ่าหน้าซองถึงตัวท่านเองให้เรียบร้อย
จ่าหน้าซองถึง นายบรรจง ขยันกิจ กองอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยบูรพา 169 ถนนลงหาดบางแสน ต. แสนสุข อ. เมือง จ. ชลบุรี 20131 หลายท่านลืมติดแสตมป์ ผมต้องควักเนื้อหลายตังนะครับ (ผมจะขับรถไปหาให้ท่านเลี้ยงข้าวผมแทน) เสาร์ - อาทิตย์ ที่ 28 - 29 ก.พ. 49 ตลอดวัน ผมกำลังทำกังหัน แบบ ชนิด 3 ใบ ของเมืองนอก วันจันทร์ - ศุกร์ ทำเวลาบ่าย 3 โมง ถึง 2 ทุ่ม ที่วัดป่าอัมพวัน ท่านที่สนใจเชิญร่วมทำกังหันกับผมได้ทุกท่าน ผมจะทำ 2 ตัว และแบบใช้ถังน้ำมัน จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 27/01/2006 22:09 |
|
ข้อความ : ทำกังหันขนาด
Diameter , Average power, Energy per day, Amphours at 24 v , Amphours at 12 v Ft - m 8 - 2.4 ----------100 W ----------------2.5 kWh --------------100 Ah -----------------200 Ah 10 - 3 -------------160 W ----------------4 .0kWh --------------160 Ah -----------------320 Ah 12 - 3.6 -----------250 W ----------------6.0 kWh --------------250 Ah -----------------500 Ah นำไปสาธิตที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วจะนำกลับไปติดตั้งถาวรที่ วัดป่าอัมพวัน ครับ ลงทุนตัวละ 2 หมื่นกว่าบาท งานนี้ผมอดกินขนมไปหลายเดือน จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 27/01/2006 22:21 |
|
ข้อความ : ทำกังหันขนาด
Diameter , Average power, Energy per day, Amphours at 24 v , Amphours at 12 v Ft - m 8 - 2.4 ----------100 W ---------------2.5 kWh --------------100 Ah -----------------200 Ah 10 - 3 -------------160 W ---------------4 .0kWh --------------160 Ah -----------------320 Ah 12 - 3.6 -----------250 W ---------------6.0 kWh --------------250 Ah -----------------500 Ah จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 27/01/2006 22:27 |
|
ข้อความ : วัดป่าอัมพวัน อ.เมือง จ. ชลบุรี สถานที่ ทำกังหัน สำหรับท่านที่สนใจ ถ้าท่านเดินทางสายมอเตอร์เวย์มาจากกรุงเทพ ฯ ป้ายบอกทางเลี้ยวซ้ายไป อำเภอบ้านบึง ให้ท่านเลี้ยวซ้ายตามป้ายบอกทาง ถึงถนน สายบ้านบึง ประมาณ 500 เมตร จะเห็นสพานลอยคนข้ามถนน ให้ท่านชิดขวา เลี้ยวรดกลับ ประมาณ 50 เมตร จะเห็นป้ายบอก วัดหนองรี และ วัดป่าอัมพวัน ขับตรงไป ประมาณ3 ก.ม มีป้ายบอกชี้ไปทางซ้าย ตรงไปอีก 2 - 3 ก.ม มีป้ายบอก วัดป่าอัมพวัน อ่างเก็บน้ำช่องมะเฟือง เลี้ยวขวา ไปตามเส็นทางนี้ จนสุดสาย 2 ก.ม ท่านจะพบอ่างเก็บน้ำ และกังหัน เรียนเชิญทุกท่านที่สนใจนะครับ หากประสงค์จะ ถวายอาหาร ไม่เกิน 8.30 น. จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 27/01/2006 22:45 |
|
ข้อความ : ท่านใดมีความประสงค์ ที่จะทำกังหันปั่นไฟ สูบน้ำ ให้กับวัด สำนักสงค์ สำนักวิปัสนาที่อยู่ในที่ ทุรกันดาร ไม่มีไฟฟ้า น้ำใช้ โปรดลองปรึกษา พระอาจารย์ ทวี รองเจ้าอาวาส วัดป่าอัมพวันดู หรือพระอาจารย์สมศักดิ์ นะครับ จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 27/01/2006 22:56 |
|
ข้อความ : สำหรับผม ขอเช็คข้อมูลเรื่อง ลม ความเร็วลม สถานที่ติดตั้ง ความสูงของเสา ขนาดความเหมาะสมของกังหันในเบื้องต้นก่อน จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 27/01/2006 23:00 |
|
ข้อความ : วันนี้ผมทำโครงสร้างตัวกังหันในส่วนที่เป็นเหล็ก เชื่อมเหล็กเสร็จแล้ว วันอาทิตย์ที่ 29 ก.พ. 49 จะทำในส่วนของไดนาโมรอบต่ำ แผ่นเหล็กดีสเบรกติดแม่เหล็ก 12 คู่ (24 ชิ้น ) พันขดลวดหล่อเรซิ่น ทำแบบ ปรับแต่ง ทดสอบไฟที่ได้
ทำไดนาโมรอบต่ำขนาด Diameter , Average power, Energy per day, Amphours at 24 v , Amphours at 12 v Ft - m 12 - 3.6 -----------250 W ---------------6.0 kWh --------------250 Ah -----------------500 Ah เสาร์ - อาทิตย์ ที่ 28 - 29 ก.พ. 49 ตลอดวัน ผมกำลังทำกังหัน แบบ ชนิด 3 ใบ ของเมืองนอก วันจันทร์ - ศุกร์ ทำเวลาบ่าย 3 โมง ถึง 2 ทุ่ม ที่วัดป่าอัมพวัน ท่านที่สนใจเชิญร่วมทำกังหันกับผมได้ทุกท่าน จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 28/01/2006 22:09 |
|
ข้อความ : การทำไดนาโมรอบต่ำ [ ALTERNATER ] 100 - 400 รอบ/นาที
จินตนาการตาม เริ่มจากซ้ายไปขวา ( ต้องมีเหรียญหนึ่งบาท 2 เหรียญ, เหรียญสิบบาท 1 เหรียญ, แม่เหล็กแรงสูง= 12 คู่ , ลวดทองแดงอาบน้ำยาวานิช 10 ขด, เรซิ่น (Polyester resin), น๊อตเกลียวตลอด, น็อตตัวเมีย, BEARING HUB , นำเหรียญหนึ่งบาททั้ง 2 เหรียญวางตรงหน้า ( แผ่นเหล็กหนา = 8 มม. เส้นผ่าศูนณ์กลาง = 310 มม. เจาะรูตรงกลางขนาด = 64 มม.จำนวน 2 แผ่น) นำแม่เหล็กจำนวน 12 ชิ้น เรียงบนเหรียญบาททั้ง 2 เหรียญ จัดระยะช่องไฟเรียงขั้วบวก ลบ สลับกันไปทั้งสองเหรียญ (แผ่นเหล็กทั้งสอง) ใช้ไม้อัดความหนาเท่าแม่เหล็ก ความหนา=แม่เหล็ก เส้นผ่าศูนณ์กลาง150มม. วางตรงกลางเหรียญบาททั้งสองเหรียญ หล่อเรซิ่นยึดแม่เหล็กทั้งสองแผ่น แห้งดีแล้วแกะไม้อัดตรงกลางออก ซ้ายมือคือเหรียญบาท (แผ่นเหล็กติดแม่เหล็ก=12ชิ้น),ตรงกลางคือเหรียญสิบบาท(ขดลวดสิบขด 12v #15พัน80รอบ 24v #18 พัน150รอบ 48v #21 พัน250รอบ ต่อแบบสตาร์(start)เลือกตามใจชอบ เรียงในแบบไม้อัดแล้วหล่อด้วยเรซิ่น ขนาดรัศมี200มม.ปลายสายทั้วหมดรวมใส่ท่ออ่อนเดียวกันทั้งหมด11เส้น ขวามือคือเหรียญบาทอีกเหรียญติดแม่เหล็ก=12ชิ้นเหมือนชิ้นแรก รวมแม่เหล็ก=12คู่24ชิ้น หลักการสนามแม่เหล็กสองขั้วบวก - ลบ ดูดกันเกิดสนามแม่เหล็ก( บวก - บวก ผลักกัน ลบ - ลบ ผลักกัน ) ขดลวดอยู่ตรงกลางเมื่อขดลวดหมุนตัดสนามแม่เหล็กเกิดกระแสไฟฟ้า ขั้นตอนต่อไป(อันตรายมากถ้าไม่ระวังในการที่จะเอาแผ่นเหล็กสองแผ่นวางใกล้กันโดยมีแผ่นขดลวดอยู่ตรงกลางนิ้วมีอแตกแน่นอนต้องใช้อุปกรณ์ช่วย) หยิบเหรียญบาท เหรียญสิบ เหรียญบาทประกบกันทั้งสามเหรียญใช้น็อตเกลียวตลอดยาว6นี้ว 4 ตัวร้อยตรงรูให้พอดีกับรูน็อตของ BEARING HUB ( bearing hub คือชุดขับเคลือนของล้อรถเช่น t90 t100 รถโตโยต้าล้อหลังไปถามอู่ซ่อมรถเอาเอง )ของเชียงกงราคาประมาณ300-400บาท ยึดเหรียญบาทซ้ายมือ ขวามือ hub กับฐานเหล็กชุดเดียวกัน (rotor)ชุดหมุนเคลื่อนที่ เหรียญสิบ(ขดลวดอีกฐานคนละชุดกัน)stater อยู่กับที่ เหรียญบาทสองเหรียญ(สนามแม่เหล็ก)ตัดขดลวด(เหรียญสิบ) เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นมากหรือน้อยอยู่ที่ความเร็วในการหมุน(ลมแรงหรือค่อย) นึกภาพตามนะครับ ซ้ายมือสุด ใบพัด (3 ใบ ) - เหรียญบาท (แผ่นเหล็กติดแม่เหล็ก=12ชิ้น) - เหรียญสิบ (ขดลวด 10 ขด ) - เหรียญบาท - hub - ฐานเหล็กอยู่กับที่(เสา) ลมพัดใบพัด เหรียญบาททั้งสองหมุน (สนามแม่เหล็ก) ตัดขดลวดเหรียญสิบอยู่กับที่ไม่หมุน ได้ไฟฟ้ามาใช้งาน ขอย้อนกลับไปไดนาโมอีกนิด เหรียญบาททั้งสองเหรียญต้องอยู่ห่างเหรียญสิบ 2-3 มม.โดยใช้น็อตตัวเมียบังคับระยะห่าง ใช้น็อตเกลียวตลอดอีก 4 ตัวยาว 6 นิ้วยึดขดลวดกับฐานเสา(เหรียญสิบ) = น็อตเกลียวตลอด 8 ตัว น็อตตัวเมียประมาณ 40 ตัว ไฟฟ้าที่ได้เป็นกระแสสลับ จะต้องใช้ไดโอดเรียงกระแสให้เป็นกระแสตรงผ่านฟิวส์ ก่อนต่อกับแบตเตอรี่ ACV(กระแสสลับ) เป็น DCV(กระแสตรง) ดูตัวอย่างที่เวฟนี้นะครับ คลิ๊กเข้าไปดู จะได้เข้าใจง่ายๆ http://www.otherpower.com/17page1.html จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 28/01/2006 22:24 |
|
ข้อความ : http://www.otherpower.com/17page1.html จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 28/01/2006 22:29 |
|
ข้อความ : แม่เหล็ก จำนวนต้องเป็นคู่นะครับ เรียง + - + - + - ไปเรื่อยๆ แม่เหล็กยิ่งมากคู่เท่าไหร่ สนามแม่เหล็กยิ่งมาก ( ผลลัพท์ พลังงานที่ได้ ก็มากตาม ลงทุนสูง ) ส่วน ขดลวด อยู่ที่วิธีการต่อ ขนาดแรงเคลื่อน จำนวนเฟส กระแส อยู่ที่การออกแบบ จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 28/01/2006 22:41 |
|
ข้อความ : คุณบรรจง ผมคนที่โทรหาคุณตอนวันเสาร์ ถ้าอยากติดต่อคุณทาง อีเมล์ไม่ทราบว่า อีเมล์ของคุณอะไรหรอครับ จาก : enso - - letter.to.x@gmail.com - 29/01/2006 22:31 |
|
ข้อความ : banchong1234@thaimail ครํบ จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 29/01/2006 22:54 |
|
ข้อความ : วันนี้หล่อเรซิ่น แม่เหล็กได้ 2 แผ่น พันขดลวด ได้ 2 ขด น้องๆ ที่มหาลัย มหานคร ก็มาถืง เลยต้องวางมือกังหันนอก ช่วยออกแบบ กังหันขนาดเล็ก รัศมี แผ่นดีส 5 นิ้ว ติดแม่เหล็ก ฮาตร์ดีส แผ่นละ 8 ชิ้น 16 ขั้ว จำนวน 2 แผ่น เพราะสามารถติดแม่เหล็กสูงสุดได้แค่ 8 ชิ้น ( แม่เหล็ก ฮาตร์ดีส 1 ชิ้นมี 2 ขั้ว ) แม่เหล็ก จำนวนต้องเป็นคู่นะครับ เรียง + - + - + - ไปเรื่อยๆ แม่เหล็กยิ่งมากคู่เท่าไหร่ สนามแม่เหล็กยิ่งมาก ( ผลลัพท์ พลังงานที่ได้ ก็มากตาม ลงทุนสูง ) ส่วน ขดลวด อยู่ที่วิธีการต่อ ขนาดแรงเคลื่อน จำนวนเฟส กระแส อยู่ที่การออกแบบ กำลังวัตต์ ท่านที่ได้ CD ตัวอย่างไปชม ไม่ต้องงงนะครับ อยู่ที่การออกแบบ จำนวนรอบ ขนาดเบอร์ลวด ไม่ต้องสนใจจำนวนแม่เหล็ก ยิ่งมากยิ่งดี จำนวนเฟสที่ได้ 1 ขด ต่อ 1 รอบ ยิ่งสูง ( ความถี่ )ถ้า 2 ขด ต่อ อนุกรมกัน แรงเคลื่อนที่ได้ = 2 = 3 = 4 เท่า ตามจำนวนขด เหมือนต่อถ่านไฟฉาย กระแสคงที่
วันนี้ทดลองพันขดลวดกังหันเล็กใ ห้น้องๆ มหานคร ใช้ลวด # 26 พัน 70 รอบ ใช้สว่านชนิดแท่นเจาะ ยึดเพลาไดนาโม ทดสอบดู วัดไฟได้ 1.45 โวทล์ พัน 120 รอบ วัดไฟได้ 1.9 โวทล์ พัน 160 รอบ วัดไฟได้ 2.8 โวทล์ ขดลวดพัน แกนกลาง กว้าง 1นี้ง ยาว 1.5 นี้ว หนา 5 ม. ม ตามจำนวน ขดลวดที่ได้ลักษณะ สี่เหลี่ยมผืนผ้าผลที่ได้ตามที่บอกไว้ ผมสังเก็ตว่า ยังมีส่วนเกินของขดลวดโผล่เลยแม่เหล็กออกมาพอสมควร ผมป็นคนชอบทดลอง เลยทดลอง เอาขดลวดตามยาว (นึกถึงซองบุหรี่ ขดลวดเล็กกว่าประมาณ 3 เท่า ) ใส่ในสนามแม่เหล็กชุดเดิม ผลที่ได้ น้องๆ ฮือฮาตื่นเต้นกันใหญ่ ผลที่ได้ 4.6 โวทล์ ขดลวดขดเดียวกัน นึกตาม เอาซองบุหรี่ด้านแคบ ก้นกรอง ( ขดลวดด้าน 1 นี้ว ) แหย่เข้าไปในสนามแม่เหล็ก พัน 160 รอบ วัดไฟได้ 2.8 โวทล์ ( สว่านแท่นเจาะความเร็วคงที่ยึดเพลาไดนาโม ) เมื่อเรานำขดลวดสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้นยาวขดเดียวกันนี่ ใส่ตัดสนามแม่เหล็กชุดเดิม ผลที่ได้ น้องๆ ฮือฮาตื่นเต้นกันใหญ่ ผลที่ได้ 4.6 โวทล์ ขดลวดขดเดียวกัน จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 30/01/2006 23:08 |
|
ข้อความ : ทดลองนำ หลอดไฟขนาดต่างๆมาต่อให้เหมาะกับแรงเคลื่อนที่ได้ มอเตอร์ตัวเล็ก โหลดชนิดต่างๆ ผลป็นที่หน้าพอใจมาก น้องๆ ยิ้มออก จดผลการทดลองกันใหญ่ ถ่ายรูปไว้ประกอบเอกสารทุกขั้นตอน (มีรูปผมติดไปหลายรูป) จบการทดลองแค่นี้ สำหรับวันนี้
กำลังเก็บเครื่องมือและวิจารญ์ผลการทดลองอยู่ดีๆ ประมาณ 6 โมงเย็น ลมเริ่มมา กังหันนาเกลือ 4 ใบพัดขนาดรัศมี12 ฟุต และกังหัน 6 ใบพัด ไอโดรลิกท์ ขนาดรัศมี 24.5 ฟุต เริ่มทำงาน น้องๆ วิ่งไปดูกังหันกันใหญ่ ลมแรงมาก วัดได้ประมาณ 8 เมตรต่อวินาที ทำงานทั้งสูบน้ำปั่นไฟ ไฟที่ได้ สว่างจ้า ลุงเพียรก็อธิบายหลักการชาตร์ไฟเก็บไว้ในแบตเตอรี่ให้น้องๆ ฟัง (หัวใจหลักเลยละ จะ บ อ ก ใ ห้ ) ช่วยกันยกแบต จัดสายไฟ เด็กๆช่วยกันน่าดู และนอนค้างคืนที่วัด 3 คน กลับบ้าน 1 คน จนกว่าชิ้นงานจะสมบูรณ์ในอีก 2 - 3 วัน จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 30/01/2006 23:45 |
|
ข้อความ : ท่านที่ได้ CD กังหันผมไป ผมจะใช้ประกอบการ อธิบรายละเอียด ตัวอย่างที่ เท่าได ก็ให้ยึดตัวอย่างนั้นเป็นหลักนะครับ ผมจะบอกขนาดเหล็ก ความยาว องศา อุปกรณ์ประกอบ จะได้เข้าใจพร้อมๆ กัน เมื่อท่านเข้าใจแล้ว จะขยายแบบให้ ใหญ่ เล็ก ก็ทำได้ อยู่ที่วัตถุประสงค์ การนำไปใช้งาน งบลงทุนจะได้ไม่บานปลาย กังหัน 4 ใบพัด ของลุงเพียร และ กังหัน ของนอก ลงทุนที่ 2 หมื่นกว่าบาท กังหัน 6 ใบพัด ไอโดรลิกท์ ขนาดรัศมี 24.5 ฟุต ลงทุนไม่ถึง 2 แสน ตัวที่ 2 3 4 ต้นทุนจะเริ่มถูกลง อยู่ที่ แสนกว่าบาท จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 30/01/2006 23:58 |
|
ข้อความ : ถ้าไม่อยากทำเอง ซื้อของนอกใช้ ขนาดใบพัดไม่เกิน 10 ฟุต แสนกว่าบาท ทำเองได้ 4 - 5 ตัว ครับ จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 31/01/2006 00:06 |
|
ข้อความ : ได้รับตัวอย่างจากพี่บรรจงแล้ว ขอบคุณมากได้ความรู้
จาก : ณรงค์ชัย - - nongnarongchai@hotmail.com - 31/01/2006 11:51 |
|
ข้อความ : เรียน คุณบรรจง พอดีอาจารย์สั่งงานมาให้ทำไรก็ได้พอดีผมสนใจเรื่องนี้มาก พ่พอมีแบบและวิธีทำมะครับแบบที่เด็กทำได้อ่าครับไฟฟ้าส่งไปที่หลอดไฟก็ได้ให้รู้ว่ามันผลิตไฟฟ้าได้ก็พแล้วอ่าครับ พี่ช่วยส่งมาทีนะครับอีกไม่กี่วันอาจาร์ยก็จะรับงานแล้ว นาครับขอบคุญนะครับ จาก : นัทครับ - - spider_cs88@hotmail.com - 31/01/2006 14:29 |
|
ข้อความ :
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2549 ที่วัดป่าเวฬวัน อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ ข้าพเจ้าทีมงานซามูไรกังหันลม จะไปสำรวจพื้นที่ เพื่อทำการติดต้งกังหันลมปั่นไฟฟ้าและกังหันลมป้มน้ำ เพื่อใช้ในวัดทั้งหมด โดยมีโยมอุปผู้ใจบุญของวัดติดต่อสร้างถวายในงบประมานท้งหมด หนึ่งแสนบาท ได้ผลประการใด ข้าพเจ้าและทีมงานจะส่งข่าวให้ทราบ รบกวนพี่บรรจงเร่งพันไดนาโมด่วน ตอนนี้มีผู้สั่งจองเข้ามาทุกวัน Samurai will mill and water wheel จาก : ซวันที่ - 01/02/2006 10:31 |
|
ข้อความ :
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2549 ที่วัดป่าเวฬวัน อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ ข้าพเจ้าทีมงานซามูไรกังหันลม จะไปสำรวจพื้นที่ เพื่อทำการติดต้งกังหันลมปั่นไฟฟ้าและกังหันลมป้มน้ำ เพื่อใช้ในวัดทั้งหมด โดยมีโยมอุปผู้ใจบุญของวัดติดต่อสร้างถวายในงบประมานท้งหมด หนึ่งแสนบาท ได้ผลประการใด ข้าพเจ้าและทีมงานจะส่งข่าวให้ทราบ รบกวนพี่บรรจงเร่งพันไดนาโมด่วน ตอนนี้มีผู้สั่งจองเข้ามาทุกวัน Samurai will mill and water wheel จาก : ซวันที่ - 01/02/2006 10:31 |
|
ข้อความ : สำหรับท่านที่ต้องการ CD ตัวอย่างกังหันลมผลิตไฟฟ้า CDตัวอย่างกังหันลมสูบน้ำ กรุณาส่ง CD เปล่าพร้อม ซ อ ง กั น ก ร ะ แ ท ก ติ ด แ ส ต ม ป์ จ่าหน้าซองถึงตัวท่านเองให้เรียบร้อย
จ่าหน้าซองถึง นายบรรจง ขยันกิจ กองอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยบูรพา 169 ถนนลงหาดบางแสน ต. แสนสุข อ. เมือง จ. ชลบุรี 20131 หลายท่านลืมติดแสตมป์ ผมต้องควักเนื้อหลายตังนะครับ (ผมจะขับรถไปหาให้ท่านเลี้ยงข้าวผมแทน) จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 01/02/2006 23:08 |
|
ข้อความ : CD ตัวอย่างกังหันลมผลิตไฟฟ้า CDตัวอย่างกังหันลมสูบน้ำ ต้องเปิดในเครื่องคอมพิวเตอร์ นะครับ
วันเสาร - อาทิตย์ ที่ 4 - 5 ก.พ 49 เป็นต้นไป เราจะต่อด้วยเรื่อง ใบกังหัน วิธีการเหลาใบ องศาในการรับลม แบบต่างๆ ขนาดความยาว หน้ากว้าง ความหนา โคนใบ กลางใบ ปลายใบ จำนวนใบ ถ้าใจร้อน ก็ โทรมาถามก่อนก็ได้ ครับ ลุงเพียร คุณากร พึ่งสอนผมถึงหลักการของใบกังหันลมชนิดต่างๆ วันนี้เอง ลมอ่อนๆ ลมแรงๆ ลมชายทะเล หลักการของใบกังหัน ก็ ต่างกันไป จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 02/02/2006 21:45 |
|
ข้อความ : ถ้าดูแล้วไม่ได้เรื่องต้องขออภัยล่วงหน้า ผมไม่ได้เรียนเรื่องกังหันลมมาโดยตรง
อาศัยความอยากรู้จึงมานะค้นคว้าเท่าที่จะหาอ่านได้ และศึกษาจากผ้ร้ จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 02/02/2006 22:18 |
|
ข้อความ : หนังสือชุด พลังงานยั่งยืน เล่ม 5 กล่าวถึง การบันถึกข้อมูลและการจัดทำข้อมูล ดังนี้
3.1 ข้อมูลลม เกณฑ์ที่สำคัญ สำหรับพิจารณาสภาพของลม ณ ตำแหน่งที่ต้องการมี 2 อย่างได้แก่ ความเร็วลมและทิศทางลม จุดประสงค์การเก็บข้อมูลลมเพื่อจะหราบถึง 1 แบบแผนลมรายวัน ราย้ดือน และรายปี 2 ช่วงเวลาที่ลมอ่อนและลมแรง 3 ความเร็วสูงสุดของพายุ 4 พลังงานลมที่จะผลิตได้ต่อเดือนและต่อปี การหาความเร็วลมในรายชั่วโมงหาได้ด้วยวิธี 1 ค่าเฉลี่ยความเร็วที่บันทึกทั้งชั่วโมง 2 ค่าเฉลี่ยจากกราฟทั้งชั่วโมง 3 ค่าเฉลี่ยจากกราฟ 10 นาทีสุดท้าย 4 เฉลี่ยจากการวัดความเร็วเป็นช่วงๆในหนึ่งชั่วโมง 3.2 วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล 1 ประเมินค่าข้อมูลจากสถานีตรวจวัดอากาศ สนามบิน หรืออื่นๆ 2 ทำบันทึกเกี่ยวกับสภาพอากาศปกติ พายุและอิทธิพลทางอากาศอื่นๆ ด้วยการพูดคุยกับชาวบ้านในท้องถิ่นเจ้าหน้าที่สนามบินและนักอุตุนิยมวิทยา 3 การหาค่าเฉลี่ยความเร็วลม และค่าเฉลี่ยกำลังลมที่มีอยู่ 4 ทำการตรวจวัดข้อมูลในพื้นที่ในระยะยาว ( อย่างน้อย 1 ปี ) หมายเหตุ ตามมาตรฐานระหว่างประเทศ การวัดความเร็วลม ควรกระทำที่ระดับ 10 เมตรเหนือฟื้นดินในที่เปิดโล่ง 3.3 เครื่องมือในการวัดลม ในการวัดความเร็วลม ส่วนมากจะใช้เครื่องวัดลมแบบลูกถ้วย ( Cup anemometer ) หรือเครื่องวัดลมแบบกังหันลม ( Windmill - type anemometer ) เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้บันทึกข้อมูลลมมีดังนี้ 1 เครื่องมือวัดความเร็วลม ( anemometer ) ที่มีตัวอ่าน ( moment indicater ) ปกติเป็นการวัดด้วยมือ วิธีนี้ไม่เหมาะสมสำหรับการนำข้อมูลมาใช้เพื่อการออกแบบกังหันลม 2 เครื่องนับจำนวนลมที่พัดผ่าน ( mechanical wind - path counter ) ซึ่งจะให้ข้อมูลของทิศทางลมอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาทั้งหมด เหมาะสมสำหรับคำนวณหาความเร็วเฉลี่ยของลมตลอดช่วงเวลาที่สังเกต 3 เครื่องบันทึกลมที่พัดผ่าน ( mechanical wind - path recorder ) ซึ่งจะแสดงผลของทิศทางลมอย่างต่อเนื่องบนแผ่นกระดาษ โดยปกติมักจะใช้กลไกของสปริง ( เหมาะสำหรับการออกแบบกังหันลม หรือใช้ในขบวนการประเมินผลข้อมูลต่างๆ ภายใต้ขอบเขตที่จำกัด ) 4 เครื่องบันทึกแบบอิเลคทรอนิกส์ ( electronic recoeding equipment )โดยจะให้ค่าความเร็วลมเฉลี่ยในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น 1 วินาทีถึง 1 ชั่วโมง รวมถึงให้ค่ารวม โดยแสดงความเร็วลมในช่วงต่างๆ เหมาะสมสำหรับการนำข้อมูลมาใช้เพื่อการออกแบบกังหันลม 5 สถานีอุตุนิยมวิทยา ( meteorological Stations ) แสดงผลและบันทึกข้อมูลต่างๆ อย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ ได้แก่ ความเร็วของลม ทิศทางของลมพายุและอื่นๆ เหมาะสมสำหรับการนำข้อมูลมาใช้เพื่อการออกแบบกังหันลม ( ขอข้อมูลได้ที่สถานีใกล้เคียง ) 3.4 การประเมินอุปสงค์หรือความต้องการพลังงาน ( Energy Demand ) จุดมุงหมายของการประเมินค่าความต้องการพลังงาน คือ เพื่อคำนวนปริมาณพลังงาน ( ในหน่วย กิโลวัตต์ ) ต่อหนึ่งหน่วยเวลาที่จำเป็น ให้เพียงพอกับความต้องการเนื่องจากความต้องการใช้พลังงานบางครั้งสามารถผันแปรขึ้นลงได้อย่างมากจึงจำเป็นต้องมีการประเมินค่าความต้องการพลังงานตลอดช่วงเวลาหนึ่ง ( ปี เดือน หรือ วัน ) การจัดหาของน้ำ ( water supply ) หากกำหนดให้จำนวนผู้ใช้น้ำคงที่ ความต้องการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคจะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน หรือฤดูกาล ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำในทางการเกษตรเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ( พืชแต่ละชนิดใช้น้ำต่าวกันในแต่ละฤดูกาล ) ในการคำนวนหาค่าพลังงานที่จำเป็นเพื่อการสูบน้ำ จำเป็นต้องมีข้อมูลเหล่านี้ 1 ปริมาณน้ำที่ต้องการในหน่วยเวลา 2 ความสูงในการยกน้ำ ( total head ) และการเปลียนแปลงตลอดช่วงเวลาที่กำหนด ตัวอย่าง การสูบน้ำเพื่อจ่ายให้หมู่บ้าน ข้อมูลสำหรับหาปรมาณพลังงานที่ต้องการในทางทฤษฎี 1 ความต้องการใช้น้ำในแต่ละวันของประชากร 500 คน ( จากข้อมูล WHO ) = 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน 2 ปริมาณน้ำสำรองเพื่อสาธารณูปโภคสำหรับ 8 วัน = 120 ลูกบาศก์เมตร ( ซึ่งปริมาณน้ำสำรองนี้ใช้เวลาสูบ 10 วัน ดังนั้นปริมาณน้ำที่ต้องสูบต่อวัน = 120 หารด้วย 10 = 12 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ) 3 ปริมาณทั้งหมดที่ต้องสูบต่อวัน = 15 + 12 = 27 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน 4 ค่าความสูงในการยกน้ำทั้งหมดโดยเฉลี่ย = 7 เมตร หากพลังงานลมใน 1 วัน ของพื้นที่นี้ สามารถใช้สูบน้ำได้เพียงช่วงเวลา 9 ชั่วโมง เครื่องสูบน้ำที่ใช้ต้องสูบน้ำให้ได้ปริมาตร ( v ) = 27/9 ลูกบาศก์เมตร / ชั่วโมง ( ค่าพลังงานที่ต้องการในทางทฤษฎีสำหรับการสูบน้ำใน 1 วัน = 0.52 กิโลวัตต์ชั่วโมง หมายเหตุ ในรายงานฉบับนี้ไม่ได้กล่าวถึงการเลือกเครื่องสูบน้ำ ปัญหา ความเหมาะสมกับกังหันแต่ละแบบ 3.5 คำแนะนำในการเลือกกังหันลม วิธีการสำหรับเลือกขนาดที่เหมาะสมของกังหันลมมีดังต่อไปนี้ 1 ประเมินค่าอุปทานหรือความต้องการพลังงานตามทฤษฎี ( energy demand ) ในหน่วย กิโลวัตต์ชั่วโมง ในช่วงหนึ่งหน่วยเวลา ( เช่น ใน 1 วัน ) 2 หาปริมาณอุปทานพลังงานลมทางทฤษฎี ( energy supply ) ในหน่วย กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อตารางเมตร ในหน่วยเวลาเดียวกับข้อ 1 3 หาค่าออกแบบบนฐานของรายเดือนจาก = energy demand หารด้วย energy supply ในการพิจารณาเพื่อให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของพลังงานลมในแต่ละฤดูกาล ควรคำนวณจากทุก ๆ เดือน ตลอดช่วงเวลา 12 เดือนใน 1 ปี แล้วใช้ค่าที่มากที่สุดที่หาได้เป็นค่าออกแบบบนฐานของรายเดือน ต่อจากนั้น สำหรับแต่ละกรณีย่อย ทำการประมาณประสิทธิภาพรวมของกังหันรวมถึงประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ โดยขึ้นอยุ่กับจุดประสงค์การใช้ ( เช่น เพื่อการสูบน้ำ หรือเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า แล้วจึงคำนวณหาพื้นที่ของกังหัน ) ด้วยข้อมูลเหล่านี้ก็จะสามารถเลือกกังหันที่เหมาะสมได้ 3.6 การเลือกสถานที่ สถานที่ติดตั้งควรเลือกพิจารณาจากความต้องการ ( เช่น บ่อน้ำสำหรับน้ำอุปโภค ) การวัดความเร็วลมควรจะสามารถกระทำได้ที่ตำแหน่งที่เลือกหรือไม่ ก็ต้องได้รับข้อมูลที่ต้องการจากสถานีตรวจวัดอากาศ ข้อมูลพิเศษอื่น ๆ เช่น พายุหรืออื่น ๆ สามารถทราบได้จาก การสัมภาษณ์คนในท้องถิ่น การประมาณพลังงานที่ได้อย่างหยาบ ๆ ในตอนแรกนี้จะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจว่าสถานที่นี้เหมาะสมหรือไม่ ขั้นตอนต่อไป คือ ตรวจสอบสภาพภูมิประเทศ ความลาดชันของพื้นที่ ลักษณะพันธุ์ไม้ ( ต้นไม้ หรือพุ่มไม้ต่าง ๆ ) เนื่องจากสิ่งเหล่านี้อาจเป็นตัวป้องกันไม่ให้ลมพัดอย่างอิสระ โดยปกติสำหรับกังหันลมขนาดเล็ก ( เส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 10 เมตร ) ควรให้ลมบริเวณนั้นสามารถพัดอย่างอิสระ อย่างน้อยในระยะ 300 เมตร รอบตัวกังหันในทิศทางหลักของลมไม่ควรมีสิ่งกีดขวางใด ๆ กรณีกังหันความเร็วต่ำเพื่อการสูบน้ำในที่ซึ่งบริเวณนั้นมีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น หากเป็นไปได้ศูนย์กลางของกังหัน ควรถูกติดตั้งที่ความสูงอย่างน้อยเท่ากับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของตัวกังหันเอง โดยวัดจากระดับยอดของสิ่งกีดขวางขึ้นไป จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 02/02/2006 22:54 |
|
ข้อความ : สำหรับท่านที่ต้องการ CD ตัวอย่างกังหันลมผลิตไฟฟ้า CDตัวอย่างกังหันลมสูบน้ำ กรุณาส่ง CD เปล่าพร้อม ซ อ ง กั น ก ร ะ แ ท ก ติ ด แ ส ต ม ป์ จ่าหน้าซองถึงตัวท่านเองให้เรียบร้อย
จ่าหน้าซองถึง นายบรรจง ขยันกิจ กองอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยบูรพา 169 ถนนลงหาดบางแสน ต. แสนสุข อ. เมือง จ. ชลบุรี 20131 หลายท่านลืมติดแสตมป์ ผมต้องควักเนื้อหลายตังนะครับ (ผมจะขับรถไปหาให้ท่านเลี้ยงข้าวผมแทน) CD ตัวอย่างกังหันลมผลิตไฟฟ้า CDตัวอย่างกังหันลมสูบน้ำ ต้องเปิดในเครื่องคอมพิวเตอร์ นะครับ วันเสาร - อาทิตย์ ที่ 4 - 5 ก.พ 49 เป็นต้นไป เราจะต่อด้วยเรื่อง ใบกังหัน วิธีการเหลาใบ องศาในการรับลม แบบต่างๆ ขนาดความยาว หน้ากว้าง ความหนา โคนใบ กลางใบ ปลายใบ จำนวนใบ ถ้าใจร้อน ก็ โทรมาถามก่อนก็ได้ ครับ ลุงเพียร คุณากร พึ่งสอนผมถึงหลักการของใบกังหันลมชนิดต่างๆ วันนี้เอง ลมอ่อนๆ ลมแรงๆ ลมชายทะเล หลักการของใบกังหัน ก็ ต่างกันไป ถ้าดูแล้วไม่ได้เรื่องต้องขออภัยล่วงหน้า ผมไม่ได้เรียนเรื่องกังหันลมมาโดยตรง อาศัยความอยากรู้จึงมานะค้นคว้าเท่าที่จะหาอ่านได้ และศึกษาจากผู้รู้ ( ลงทุนไปเท่ากับเงินเดือนผม 10 เดือน แสนกว่า บาท สิ่งที่ผมได้รู้คุ้มค่ามหาศาล ครับ ) จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 02/02/2006 23:59 |
|
ข้อความ : สำหรับท่านที่ต้องการ CD ตัวอย่างกังหันลมผลิตไฟฟ้า CDตัวอย่างกังหันลมสูบน้ำ กรุณาส่ง CD เปล่าพร้อม ซ อ ง กั น ก ร ะ แ ท ก ติ ด แ ส ต ม ป์ จ่าหน้าซองถึงตัวท่านเองให้เรียบร้อย
จ่าหน้าซองถึง นายบรรจง ขยันกิจ กองอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยบูรพา 169 ถนนลงหาดบางแสน ต. แสนสุข อ. เมือง จ. ชลบุรี 20131 หลายท่านลืมติดแสตมป์ ผมต้องควักเนื้อหลายตังนะครับ (ผมจะขับรถไปหาให้ท่านเลี้ยงข้าวผมแทน) CD ตัวอย่างกังหันลมผลิตไฟฟ้า CDตัวอย่างกังหันลมสูบน้ำ ต้องเปิดในเครื่องคอมพิวเตอร์ นะครับ วันเสาร - อาทิตย์ ที่ 4 - 5 ก.พ 49 เป็นต้นไป เราจะต่อด้วยเรื่อง ใบกังหัน วิธีการเหลาใบ องศาในการรับลม แบบต่างๆ ขนาดความยาว หน้ากว้าง ความหนา โคนใบ กลางใบ ปลายใบ จำนวนใบ ถ้าใจร้อน ก็ โทรมาถามก่อนก็ได้ ครับ ลุงเพียร คุณากร พึ่งสอนผมถึงหลักการของใบกังหันลมชนิดต่างๆ วันนี้เอง ลมอ่อนๆ ลมแรงๆ ลมชายทะเล หลักการของใบกังหัน ก็ ต่างกันไป ถ้าดูแล้วไม่ได้เรื่องต้องขออภัยล่วงหน้า ผมไม่ได้เรียนเรื่องกังหันลมมาโดยตรง อาศัยความอยากรู้จึงมานะค้นคว้าเท่าที่จะหาอ่านได้ และศึกษาจากผู้รู้ ( ลงทุนไปเท่ากับเงินเดือนผม 10 เดือน แสนกว่า บาท สิ่งที่ผมได้รู้คุ้มค่ามหาศาล ครับ ) ตลอดเวลา 7 เดือนที่ผ่านมา ยังไม่รู้ว่า ผมจะต้องลงทุนอีกเท่าไหร่ เวลาที่ทุ่มเทให้ ผมจึงจะมีความรู้เรื่องกังหันลม ที่สามารถ พอจะตอบคำถามให้กับคนไทยที่สนใจได้ในระดับพื้นฐาน ครับ จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 03/02/2006 00:06 |
|
ข้อความ : อยากเรียนเชิญทุกท่านมาเยี่ยมชมวัดป่าอัมพวัน เป็นสาขาที่42 สายหลวงปู่ชา พระท่านฉันมื้อเดียว สามารถไปใส่บาตรที่วัดได้ถึง 8:30 น. ท่านจะได้สัมผัสบรรยากาศที่สงบ สายน้ำ ลมเย็น นั่งดูกังหันลิ่วลม จาก : soakiang - 03/02/2006 08:15 |
|
ข้อความ : วันเสาร์ที่ 18 ก.พ. 49 ไปจุฬาลงกรณ์ เอากังหันไปให้ชมเกี่ยวกับบ้านอนุรักษ์พลังงาน กังหันลมแบบที่เมืองนอกทำใบพัดรัศมี 10 - 12 ฟุต ใช้ปั่นไฟฟ้า และ กังหันแบบระหัดวิดน้ำ จาก : บรรจง 06 7049941 - 03/02/2006 11:51 |
|
ข้อความ : เพิ่ง ผ่านมาเห็น ว่า เมือง ไทยทำได้ ดี ขนาดนี้ แต่ไม่ค่อน มีรูปเลย นะ ครับ จาก : Tomazzu - - tomazzu@gmail.com - 06/02/2006 13:30 |
|
ข้อความ : สำหรับท่านที่ต้องการ CD ตัวอย่างกังหันลมผลิตไฟฟ้า CDตัวอย่างกังหันลมสูบน้ำ กรุณาส่ง CD เปล่าพร้อม ซ อ ง กั น ก ร ะ แ ท ก ติ ด แ ส ต ม ป์ จ่าหน้าซองถึงตัวท่านเองให้เรียบร้อย
จ่าหน้าซองถึง นายบรรจง ขยันกิจ กองอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยบูรพา 169 ถนนลงหาดบางแสน ต. แสนสุข อ. เมือง จ. ชลบุรี 20131 หลายท่านลืมติดแสตมป์ ผมต้องควักเนื้อหลายตังนะครับ (ผมจะขับรถไปหาให้ท่านเลี้ยงข้าวผมแทน) CD ตัวอย่างกังหันลมผลิตไฟฟ้า CDตัวอย่างกังหันลมสูบน้ำ ต้องเปิดในเครื่องคอมพิวเตอร์ นะครับ วันเสาร์ที่ 18 ก.พ. 49 ไปจุฬาลงกรณ์ เอากังหันไปให้ชมเกี่ยวกับบ้านอนุรักษ์พลังงาน กังหันลมแบบที่เมืองนอกทำใบพัดรัศมี 10 - 12 ฟุต ใช้ปั่นไฟฟ้า และ กังหันแบบระหัดวิดน้ำ จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 06/02/2006 21:57 |
|
ข้อความ : มาขอบคุณในนี้อีกครั้งคับ
วันนี้ได้รับซีดีกังหันลมและไฟฟ้าเรียบร้อยแล้วคับ วันนี้เอง มีข้อมูลมากมายจริงๆ คับ ไว้โอกาสหน้าผมคงขอรบกวนขอความรู้อาจารย์อีกนะคับ ขอบคุณมากคับ จาก : สุภาค - - supak_0428@hotmail.com - 06/02/2006 22:23 |
|
ข้อความ : เยาวชนคนไทยรุ่นใหม่ จากวิทยาลัยเทคนิคอยุธยา ให้เกียรติไปชมกังหันลมที่วัดป่าอัมพวัน ได้รับความรู้จากหลวงพี่ ทวี และลุงเพียร ในสิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน ช่วงบ่ายจึงมาขอรับ CD กับผม ที่มหาวิทยาลัยบูรพา และความรู้เล็กน้อยเพิ่มเติมจากผม เอกสารที่ผมให้ไปน้องๆบอกว่า เหมือนมีลายแทงขุมสมบัติอยู่ตรงหน้า หาอ่านที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว พวกผมทำงานจบในเทอมนี้แน่ ( ขอบคุณผมยกใหญ่ ) อย่าลืมถ่ายทอดความรู้ให้เพื่อนๆๆ พี่ๆ น้องๆ และคนที่สนใจด้วยนะครับ สงสัยอะไรก็โทรถามผมได้ตามสติปัญญาและหลักการเท่าที่มีอยู่จะตอบได้ คำถามใดผมไม่รู้หรือไม่ทราบผมจะพยายามหาคำตอบให้ได้ ผมก็ได้รู้ คุณก็ได้รู้ด้วย และคนไทยอื่นๆ ก็ได้รู้ด้วย ครับ จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 07/02/2006 22:02 |
|
ข้อความ : วันเสาร์ที่ 18 ก.พ. 49 ไปจุฬาลงกรณ์ เอากังหันไปให้ชมเกี่ยวกับบ้านอนุรักษ์พลังงาน กังหันลมแบบที่เมืองนอกทำใบพัดรัศมี 10 - 12 ฟุต ใช้ปั่นไฟฟ้า และ กังหันแบบระหัดวิดน้ำ จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 07/02/2006 22:04 |
|
ข้อความ : ลม
ลม คือ กระแสอากาศที่เคลื่อนที่ในแนวนอน ส่วนกระแสอากาศคือ อากาศที่เคลื่อนที่ในแนวตั้ง การเรียกชื่อลมนั้นเรียกตามทิศทางที่ลมนั้นๆ พัดมา เช่น ลมที่พัดมาจากทิศเหนือเรียกว่า ลมเหนือ และลมที่พัดมาจากทิศใต้เรียกว่า ลมใต้ เป็นต้น ในละติจูดต่ำไม่สามารถจะคำนวณหาความเร็วลม แต่ในละติจูดสูงสามารถคำนวณหาความเร็วลมได้ การวัดลม การวัดลมมีวิธีการวัด 2 วิธี คือ วัดทิศลม และวัดความเร็วลม 1. ทิศลม อาจเรียกชื่อตามทิศต่างๆ ของเข็มทิศ หรือเรียกเป็นองศาจากทิศจริง ปัจจุบันการวัด ทิศลมนิยมวัดทิศลมตามเข็มทิศ และวัดเป็นองศา ถ้าวัดทิศลมด้วยเข็มทิศ เข็มทิศจะถูกแบ่งออกเป็น ทิศใหญ่ๆ 4 ทิศ คือ ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ซึ่งทิศทั้ง 4 ทิศ เมื่อแบ่งย่อยอีกจะเป็น 8 ทิศ โดยจะเพิ่มทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และทิศตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งจาก 8 ทิศ ให้ย่อยเป็น 16 ทิศ หรือ 32 ทิศ ได้อีก แต่การรายงานทิศนั้น มักนิยมรายงานจำนวนทิศเพียง 8 หรือ 16 ทิศ เท่านั้น ส่วนการวัดทิศลมที่เป็นองศาบอกมุมของลมจากทิศจริง ในลักษณะที่เวียนไปตามเข็มนาฬิกา ใช้สเกลจาก 0 องศา ไปจนถึง 360 องศา เช่น ลมทิศ 0 องศา หรือ 360 องศา เป็นทิศตะวันออก , ลมทิศ 45 องศา เป็นทิศตะวันออกเฉียงเหนือ, ลมทิศ 90 องศา เป็นทิศตะวันออก, ลมทิศ 135 องศา เป็นทิศตะวันออกเฉียงใต้, ลมทิศ 180 องศา เป็นทิศใต้, ลมทิศ 225 องศา เป็นทิศตะวันออกเฉียงใต้, ลมทิศ 270 องศา เป็นทิศตะวันตก และลมทิศ 315 องศา เป็นทิศตะวันตกเฉียงเหนือ 2. ความเร็วลมคือ การเคลื่อนที่ของอากาศที่ทำให้เกิดแรง หรือความกดที่ผ่านจุดที่กำหนดให้บนพื้นผิวโลก และแรงหรือความกดเป็นสัดส่วนกับกำลัง 2 ของความเร็วลม อธิบายดังในรูปของสมการ P = kv2 P = ความกดที่เกิดจากการกระทำของลม V = ความเร็วลม K = ค่าคงที่ของหน่วยที่ใช้ ถ้าความกดอากาศมีหน่วยเป็นปอนด์ต่อตารางฟุต ความเร็วลมเป็นนอต (1 นอต หมายถึง 1 ไมล์ทะเล ( 6,080.20 ฟุต) ต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นหน่วยมาตรฐานความเร็วลมที่ใช้ในสหรัฐอเมริกา) สมการจะเป็น P = 0.0053 V2 โดยประมาณสำหรับผิวพื้นที่ราบเรียบ แต่ถ้าความเร็วลมมีหน่วยเป็นไมล์ต่อชั่วโมง ค่า P ที่ได้จะเปลี่ยนไปเป็น P = 0.004 V2 ด้วยเหตุนี้แรงที่เกิดขึ้นเนื่องจากการกระทำของลม ทำให้สามารถหาความเร็วลมได้ โดยที่ไม่ต้องอาศัยเครื่องมือใดๆ แต่จะสังเกตได้จากปรากฏการณ์ของวัตถุที่อยู่รอบๆ ดังนั้น เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวจึงได้มีการกำหนดมาตราความเร็วลมขึ้น เรียกว่ามาตราโบฟอร์ด (Beaufort Scale) พลเรือเอก เซอร์ฟรานวิส โบฟอร์ต (Admiral Sir Francis Beaufort) ชาวอังกฤษ เป็นผู้คิดขึ้นใช้ในปี พ.ศ. 2548 สำหรับตรวจลมในทะเล ต่อมาได้ถูกดัดแปลงนำมาใช้ทั้งบนบกและในทะเล มาตราโบฟอร์ด จะใช้เปรียบเทียบกับสิ่งที่กีดขวางไม่ว่าบนบกและในทะเล โดยสิ่งทีกีดขวางต่างๆ ได้แก่ ใบไม้ กิ่งไม้ สายโทรเลข สายโทรศัพท์ ธง สิ่งปรักหักพังต่างๆ และคลื่นในทะเล เกณฑ์ที่ใช้กำหนดความเร็วลม ได้มาจากการสังเกตกำลังลมเหนือพื้นดินและในทะเล มาตราโบฟอร์ด เริ่มต้นจากมาตราที่ 0 ไปจนถึงมาตราที่ 17 ความเร็วลมจะเพิ่มขึ้นคือ ที่มาตรา 0 จะเป็นเขตลมสงบ ไปจนถึงมาตราที่ 17 ลมมีกำลังแรงจัดกลายเป็นพายุเฮอร์ริเคน ปัจจุบันมาตราโบฟอร์ดถูกนำมาใช้น้อยลง โดยเฉพาะสถานีบนบก ตารางที่ 1 เป็นตารางเทียบความเร็วลม และชนิดลมของมาตราโบฟอร์ด ส่วนตารางที่ 2 เป็นตารางเทียบความเร็วลมของมาตราโบฟอร์ดกับปรากฏการณ์ธรรมชาติเหนือพื้นดิน และตารางที 3 เป็นตารางเทียบความเร็วลมของมาตราโบอฟร์ดกับปรากฏการณ์ธรรมชาติเหนือพื้นน้ำ เครื่องวัดลม 1. เครื่องวัดทิศลม เรียกว่า วินด์เวน (Wind Vane) ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นลูกศรยาว ซึ่งมีความยาวเป็นแผ่น ทางตั้งเห็นตัวบังคับให้ปลายศรลมชี้ในทิศทางที่ลมพัดเข้ามา โดยมีแกนของศรลมหมุนไปโดยรอบ และต่อเข้ากับวงจรไฟฟ้า อ่านทิศทางลมตามที่ปลายศรลมชี้ไปที่หน้าปัดของเครื่อง (รูปที่ 2) 2. เครื่องวัดความเร็วลม เรียกว่าอะนิโมมิเตอร์ (Anemometer) ซึ่งอะนิโมมิเตอร์แบบเก่าแก่ที่สุดคือแบบแผ่นกระดก (Pressure Plate Anemometer) ประดิษฐ์โดย โรเบิร์ต ฮุค (Robert Hook) เมื่อปี พ.ศ. 2210 ประกอบด้วยแผ่นโลหะรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแขวนติดอยู่กับแกน และแกนนี้ติดอยู่กับเสาในแนวตั้ง แผ่นโลหะนี้หมุนรอบแกนได้อย่างอิสระ และตั้งฉากกับทิศทางลมเสมอ เมื่อมีลมพัดปะทะกับแผ่นโลหะ ปลายด้านหนึ่งของแผ่นโลหะจะกระดกขึ้น มุมที่แผ่นโลหะทำกับแนวตั้งนั้น จะขึ้นอยู่กับความแรงของลม ถ้าลมนั้นแรงมากมุมที่ทำจะใหญ่ขึ้น ความเร็วลมอ่านได้จากสเกลที่ทำไว้บนโลหะโค้งที่ติดอยู่กับแขนของแผ่นโลหะ ปัจจุบันแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ แบบลูกถ้วย (Cup Anemometer) ประกอบด้วยลูกถ้วยรูปครึ่งทรงกลม 3 หรือ 4 ใบ ติดอยู่กับเพลาในแนวตั้ง ความกดที่แตกต่างกันจากด้านหนึ่งของลูกถ้วยใบหนึ่ง ไปยังลูกถ้วยอีกใบหนึ่ง เป็นเหตุให้ลูกถ้วนหมุนรอบๆ เพลา (รูปที่ 3) อัตราที่ลูกถ้วยหมุนจะเป็นสัดส่วนตรงต่อความเร็วลม การหมุนของลูกถ้วยปกติจะถูกเปลี่ยนกลับเป็นความเร็วลมผ่านระบบเกียร์ และสามารถอ่านความเร็วลมได้จากหน้าปัด หรือส่งไปยังเครื่องบันทึกเวลา ส่วนเครื่องวัดที่วัดได้ทั้งความเร็วลม และทิศทางลม เรียกว่า แอโรเวน (Aerovane) โดยรวมอะนิโมมิเตอร์และวินต์เวนเข้าด้วยกัน เครื่องมือนี้ใช้ใบมีดที่เป็นใบจักร 3 ใบ วัดความเร็วลม ใบจักรหมุนเป็นอัตราส่วนต่อความเร็วลม จากรูปร่างของเครื่องที่เพียว และมีปีกอยู่ในแนวตั้งช่วยให้ใบมีดหันเข้าหาลม (รูปที่ 4) วินต์เวนจะทำหน้าที่ 2 อย่าง คือ บอกทิศทางลม และช่วยให้แกนของใบจักรชี้เข้าหาทิศทางลม ทั้งอะนิโมมิเตอร์และวินต์เวน เชื่อมต่อเข้ากับเครื่องมือที่ทำการบันทึก เครื่องวัดลมที่กล่าวมานี้เป็นการวัดลมที่พื้นดิน และบอกทิศทาง หรือความเร็วลมในตำแหน่งคงที่โดยเฉพาะสิ่งกีดขวางอื่นๆ ก็มีอิทธิพลต่อลม เช่น อาคารต้นไม้ และอื่นๆ ความเร็วลมจะเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อความสูงเพิ่มขึ้น ดังนั้น เครื่องมือที่ใช้วัดลมควรตั้งอยู่ในที่โล่งที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก และควรอยู่สูงกว่าหลังอาคาร แต่ในทางปฏิบัติอะนิโมมิเตอร์จะถูกวางไว้ในระดับความสูงต่างๆ ไม่แน่นอน ทำให้การวัดลมมีความผิดพลาดอยู่เสมอ ลม ลม คือ กระแสอากาศที่เคลื่อนที่ในแนวนอน ส่วนกระแสอากาศคือ อากาศที่เคลื่อนที่ในแนวตั้ง การเรียกชื่อลมนั้นเรียกตามทิศทางที่ลมนั้นๆ พัดมา เช่น ลมที่พัดมาจากทิศเหนือเรียกว่า ลมเหนือ และลมที่พัดมาจากทิศใต้เรียกว่า ลมใต้ เป็นต้น ในละติจูดต่ำไม่สามารถจะคำนวณหาความเร็วลม แต่ในละติจูดสูงสามารถคำนวณหาความเร็วลมได้ การวัดลม การวัดลมมีวิธีการวัด 2 วิธี คือ วัดทิศลม และวัดความเร็วลม 1. ทิศลม อาจเรียกชื่อตามทิศต่างๆ ของเข็มทิศ หรือเรียกเป็นองศาจากทิศจริง ปัจจุบันการวัด ทิศลมนิยมวัดทิศลมตามเข็มทิศ และวัดเป็นองศา ถ้าวัดทิศลมด้วยเข็มทิศ เข็มทิศจะถูกแบ่งออกเป็น ทิศใหญ่ๆ 4 ทิศ คือ ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ซึ่งทิศทั้ง 4 ทิศ เมื่อแบ่งย่อยอีกจะเป็น 8 ทิศ โดยจะเพิ่มทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และทิศตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งจาก 8 ทิศ ให้ย่อยเป็น 16 ทิศ หรือ 32 ทิศ ได้อีก แต่การรายงานทิศนั้น มักนิยมรายงานจำนวนทิศเพียง 8 หรือ 16 ทิศ เท่านั้น ส่วนการวัดทิศลมที่เป็นองศาบอกมุมของลมจากทิศจริง ในลักษณะที่เวียนไปตามเข็มนาฬิกา ใช้สเกลจาก 0 องศา ไปจนถึง 360 องศา เช่น ลมทิศ 0 องศา หรือ 360 องศา เป็นทิศตะวันออก , ลมทิศ 45 องศา เป็นทิศตะวันออกเฉียงเหนือ, ลมทิศ 90 องศา เป็นทิศตะวันออก, ลมทิศ 135 องศา เป็นทิศตะวันออกเฉียงใต้, ลมทิศ 180 องศา เป็นทิศใต้, ลมทิศ 225 องศา เป็นทิศตะวันออกเฉียงใต้, ลมทิศ 270 องศา เป็นทิศตะวันตก และลมทิศ 315 องศา เป็นทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (รูปที่ 1) รูปที่ 1 ทิศลมเรียกเป็นองศาจากทิศจริง 2. ความเร็วลมคือ การเคลื่อนที่ของอากาศที่ทำให้เกิดแรง หรือความกดที่ผ่านจุดที่กำหนดให้บนพื้นผิวโลก และแรงหรือความกดเป็นสัดส่วนกับกำลัง 2 ของความเร็วลม อธิบายดังในรูปของสมการ P = kv2 P = ความกดที่เกิดจากการกระทำของลม V = ความเร็วลม K = ค่าคงที่ของหน่วยที่ใช้ ถ้าความกดอากาศมีหน่วยเป็นปอนด์ต่อตารางฟุต ความเร็วลมเป็นนอต (1 นอต หมายถึง 1 ไมล์ทะเล ( 6,080.20 ฟุต) ต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นหน่วยมาตรฐานความเร็วลมที่ใช้ในสหรัฐอเมริกา) สมการจะเป็น P = 0.0053 V2 โดยประมาณสำหรับผิวพื้นที่ราบเรียบ แต่ถ้าความเร็วลมมีหน่วยเป็นไมล์ต่อชั่วโมง ค่า P ที่ได้จะเปลี่ยนไปเป็น P = 0.004 V2 ด้วยเหตุนี้แรงที่เกิดขึ้นเนื่องจากการกระทำของลม ทำให้สามารถหาความเร็วลมได้ โดยที่ไม่ต้องอาศัยเครื่องมือใดๆ แต่จะสังเกตได้จากปรากฏการณ์ของวัตถุที่อยู่รอบๆ ดังนั้น เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวจึงได้มีการกำหนดมาตราความเร็วลมขึ้น เรียกว่ามาตราโบฟอร์ด (Beaufort Scale) พลเรือเอก เซอร์ฟรานวิส โบฟอร์ต (Admiral Sir Francis Beaufort) ชาวอังกฤษ เป็นผู้คิดขึ้นใช้ในปี พ.ศ. 2548 สำหรับตรวจลมในทะเล ต่อมาได้ถูกดัดแปลงนำมาใช้ทั้งบนบกและในทะเล มาตราโบฟอร์ด จะใช้เปรียบเทียบกับสิ่งที่กีดขวางไม่ว่าบนบกและในทะเล โดยสิ่งทีกีดขวางต่างๆ ได้แก่ ใบไม้ กิ่งไม้ สายโทรเลข สายโทรศัพท์ ธง สิ่งปรักหักพังต่างๆ และคลื่นในทะเล เกณฑ์ที่ใช้กำหนดความเร็วลม ได้มาจากการสังเกตกำลังลมเหนือพื้นดินและในทะเล มาตราโบฟอร์ด เริ่มต้นจากมาตราที่ 0 ไปจนถึงมาตราที่ 17 ความเร็วลมจะเพิ่มขึ้นคือ ที่มาตรา 0 จะเป็นเขตลมสงบ ไปจนถึงมาตราที่ 17 ลมมีกำลังแรงจัดกลายเป็นพายุเฮอร์ริเคน ปัจจุบันมาตราโบฟอร์ดถูกนำมาใช้น้อยลง โดยเฉพาะสถานีบนบก ตารางที่ 1 เป็นตารางเทียบความเร็วลม และชนิดลมของมาตราโบฟอร์ด ส่วนตารางที่ 2 เป็นตารางเทียบความเร็วลมของมาตราโบฟอร์ดกับปรากฏการณ์ธรรมชาติเหนือพื้นดิน และตารางที 3 เป็นตารางเทียบความเร็วลมของมาตราโบอฟร์ดกับปรากฏการณ์ธรรมชาติเหนือพื้นน้ำ ตารางที่ 1 ตารางเทียบความเร็วลมและชนิดลมของมาตรโบฟอร์ด มาตราโบฟอร์ด ความเร็วลม ชนิดลม นอต กม./ชม. 0 1 1.6 ลมสงบ 1 1 3 1.6 4.8 ลมเบา 2 4 6 6.4 8.6 ลมอ่อน มาตราโบฟอร์ด ความเร็วลม ชนิดลม นอต กม./ชม. 3 7 10 12.8 19.2 ลมเฉื่อย 4 11 21 20.8 28.8 ลมปานกลาง 5 17 21 30.4 38.4 ลมกระโชก 6 22 27 40.0 - 38.4 ลมแรง 7 28 33 51.2 60.8 พายุปานกลาง 8 34 40 62.4 73.6 พายุกระโชก 9 41 47 75-2 86.4 พายุแรง 10 48 55 88.0 100.8 พายุจัด 11 56 63 102.4 115.2 พายุจัด 12 64 71 116.8 131.2 เฮอร์ริเคน มาตราโบฟอร์ด ความเร็วลม ชนิดลม นอต กม./ชม. 13 72 80 132.8 147.3 เฮอร์ริเคน 14 81 89 148.8 164.8 เฮอร์ริเคน 15 90 99 166.4- 182.4 เฮอร์ริเคน 16 100 108 184.0 200.0 เฮอร์ริเคน 17 109 118 201.6 217.6 เฮอร์ริเคน ที่มา : Don (1975, p.196) ตารางที่ 2 ตารางเทียบความเร็วลมของมาตราโบฟอร์ดกับปรากฏการณ์ธรรมชาติเหนือพื้นดิน มาตราโบฟอร์ด ปรากฏการณ์ธรรมชาติเหนือพื้นดิน 0 ลมสงบ ควันลอยขึ้นตรง 1 ทิศทางลมสังเกตได้จากควันที่ แต่ไม่ใช่จากศรลม 2 รู้สึกมีลมปะทะหน้า ใบไม้เคลื่อนไหว ศรลมเริ่มหันทิศทางไปตามลม 3 ใบไม้และกิ่งไม้เล็กๆ เคลื่อนไหวตลอดเวลา ธงคลื่ออกตามลม 4 ฝุ่นฟุ้ง กระดาษปลิว กิ่งไม้เล็กๆ โยก 5 ต้นไม้เล็กๆ เริ่มโยก แหล่งน้ำบนบก เช่นแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง เป็นระลอก 6 กิ่งไม้ใหญ่โยก สายโทรเลขดังหวือๆ ไม่สะดวกที่จะใช้ร่ม มาตราโบฟอร์ด ปรากฏการณ์ธรรมชาติเหนือพื้นดิน 7 ต้นไม้โยก เดินต้านลมไม่สะดวก 8 กิ่งไม้หัก เดินไปข้างหน้าไม่สะดวก 9 สิ่งก่อสร้างเสียหายเล็กน้อย 10 ต้นไม้ถอนราก สิ่งก่อสร้างเสียหายมาก 11 สิ่งก่อสร้างเสียหายเป็นบริเวณกว้าง 12-17 สิ่งก่อสร้างเสียหายหนัก ที่มา : Don (1975, p. 197) ตารางที่ 3 ตารางเทียบความเร็วลมของมาตราโบฟอร์ดกับปรากฏการณ์ธรรมชาติในทะเล มาตราโบฟอร์ด ปรากฏการณ์ธรรมชาติในทะเล 0 ทะเลคล้ายกระจก 1 ทะเลพริ้ว ยอดคลื่นไม่เป็นฟอง 2 คลื่นเป็นระลอกเล็กๆ ปรากฏให้เห็นชัด แต่ยังไม่แตกเป็นฟอง 3 คลื่นเป็นระลอกโตขึ้น คลื่นเริ่มแตกเป็นฟองขาว 4 คลื่นขนาดเล็กใหญ่ขึ้น และเป็นฟองขาวมากขึ้น 5 คลื่นขนาดปานกลางยาวมากขึ้น โอกาสที่จะเป็นฝอยน้ำได้บ้าง 6 คลื่นมีขนาดใหญ่ขึ้น คลื่นแตกเป็นฟองขาวมากขึ้น เป็นฝอยน้ำมากขึ้น 7 น้ำทะเลสูงขึ้น และฟองแตกเป็นทาง เริ่มพัดกระจัดกระจายไปตามคลื่น หัวแตก 8 คลื่นค่อนข้างสูง มีช่วงคลื่นขึ้น คลื่นที่ฟองน้ำแตกเป็นทางเห็นได้ชัดเจน 9 คลื่นสูงยอดคลื่นเริ่มม้วนตัว คลื่นที่ฟองน้ำแตกเป็นทางหนาทึบ และฝอยน้ำที่พัดอยู่สูงในอากาศ ทำให้มีทัศนวิสัยเลว 10 คลื่นสูงมากมียอดคลื่อนที่ยื่นออก ทะเลมีฟองขาวไปหมด การม้วนตัวของคลื่นมีมากขึ้น และทัศนวิสัยเลย 11 คลื่นสูงใหญ่มาก ทะเลมีฟองขาวเต็มไปหมด ทัศนวิสัยเลว 12-17 แตกเป็นฝอยน้ำอยู่ในอากาศเต็มไปหมด ทัศนวิสัยเลวลงมาก ที่มา : Don (1975, p. 198) เครื่องวัดลม 1. เครื่องวัดทิศลม เรียกว่า วินด์เวน (Wind Vane) ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นลูกศรยาว ซึ่งมีความยาวเป็นแผ่น ทางตั้งเห็นตัวบังคับให้ปลายศรลมชี้ในทิศทางที่ลมพัดเข้ามา โดยมีแกนของศรลมหมุนไปโดยรอบ และต่อเข้ากับวงจรไฟฟ้า อ่านทิศทางลมตามที่ปลายศรลมชี้ไปที่หน้าปัดของเครื่อง (รูปที่ 2) 2. เครื่องวัดความเร็วลม เรียกว่าอะนิโมมิเตอร์ (Anemometer) ซึ่งอะนิโมมิเตอร์แบบเก่าแก่ที่สุดคือแบบแผ่นกระดก (Pressure Plate Anemometer) ประดิษฐ์โดย โรเบิร์ต ฮุค (Robert Hook) เมื่อปี พ.ศ. 2210 ประกอบด้วยแผ่นโลหะรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแขวนติดอยู่กับแกน และแกนนี้ติดอยู่กับเสาในแนวตั้ง แผ่นโลหะนี้หมุนรอบแกนได้อย่างอิสระ และตั้งฉากกับทิศทางลมเสมอ เมื่อมีลมพัดปะทะกับแผ่นโลหะ ปลายด้านหนึ่งของแผ่นโลหะจะกระดกขึ้น มุมที่แผ่นโลหะทำกับแนวตั้งนั้น จะขึ้นอยู่กับความแรงของลม ถ้าลมนั้นแรงมากมุมที่ทำจะใหญ่ขึ้น ความเร็วลมอ่านได้จากสเกลที่ทำไว้บนโลหะโค้งที่ติดอยู่กับแขนของแผ่นโลหะ ปัจจุบันแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ แบบลูกถ้วย (Cup Anemometer) ประกอบด้วยลูกถ้วยรูปครึ่งทรงกลม 3 หรือ 4 ใบ ติดอยู่กับเพลาในแนวตั้ง ความกดที่แตกต่างกันจากด้านหนึ่งของลูกถ้วยใบหนึ่ง ไปยังลูกถ้วยอีกใบหนึ่ง เป็นเหตุให้ลูกถ้วนหมุนรอบๆ เพลา (รูปที่ 3) อัตราที่ลูกถ้วยหมุนจะเป็นสัดส่วนตรงต่อความเร็วลม การหมุนของลูกถ้วยปกติจะถูกเปลี่ยนกลับเป็นความเร็วลมผ่านระบบเกียร์ และสามารถอ่านความเร็วลมได้จากหน้าปัด หรือส่งไปยังเครื่องบันทึกเวลา รูปที่ 2 วินต์เวน รูปที่ 3 อะนิโมมิเตอร์แบบรูปถ้วย ส่วนเครื่องวัดที่วัดได้ทั้งความเร็วลม และทิศทางลม เรียกว่า แอโรเวน (Aerovane) โดยรวมอะนิโมมิเตอร์และวินต์เวนเข้าด้วยกัน เครื่องมือนี้ใช้ใบมีดที่เป็นใบจักร 3 ใบ วัดความเร็วลม ใบจักรหมุนเป็นอัตราส่วนต่อความเร็วลม จากรูปร่างของเครื่องที่เพียว และมีปีกอยู่ในแนวตั้งช่วยให้ใบมีดหันเข้าหาลม (รูปที่ 4) วินต์เวนจะทำหน้าที่ 2 อย่าง คือ บอกทิศทางลม และช่วยให้แกนของใบจักรชี้เข้าหาทิศทางลม ทั้งอะนิโมมิเตอร์และวินต์เวน เชื่อมต่อเข้ากับเครื่องมือที่ทำการบันทึก รูปที่ 4 แอโรเวน เครื่องวัดลมที่กล่าวมานี้เป็นการวัดลมที่พื้นดิน และบอกทิศทาง หรือความเร็วลมในตำแหน่งคงที่โดยเฉพาะสิ่งกีดขวางอื่นๆ ก็มีอิทธิพลต่อลม เช่น อาคารต้นไม้ และอื่นๆ ความเร็วลมจะเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อความสูงเพิ่มขึ้น ดังนั้น เครื่องมือที่ใช้วัดลมควรตั้งอยู่ในที่โล่งที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก และควรอยู่สูงกว่าหลังอาคาร แต่ในทางปฏิบัติอะนิโมมิเตอร์จะถูกวางไว้ในระดับความสูงต่างๆ ไม่แน่นอน ทำให้การวัดลมมีความผิดพลาดอยู่เสมอ ลมชั้นบน 1. ลมยีโอสโทรฟิก (Geostrophic Wind) เป็นลมที่เกิดจากแรง 2 แรง ที่มากระทำต่อกัน คือ แรงความชันความกดอากาศกับแรงคอริออสิล เนื่องจากการหมุนของโลก แรงทั้ง 2 จะพัดอยู่ในทิศทางตรงข้ามกันและมีความสมดุลกัน ลมนี้พัดขนานกับไอโซบาร์ที่เป็นเส้นตรงและขนานกัน ซีกโลกเหนือ ความกดอากาศต่ำจะอยู่ทางซ้ายของลม ส่วนในซีกโลกใต้ความกดอากาศต่ำ จะอยู่ทางขวาของลม (รูปที่ 5) แรงความชันความกดอากาศที่จะไม่เกี่ยวข้องกับความเร็วลม แต่แรงคอริออลิสเป็นปฏิภาค ลมยีโอสโทรฟิกพัดขนานกับไอโซบาร์ ในซีกโลกเหนือความกดอากาศต่ำจะอยู่ทางซ้ายของลมส่วนในซีกโลกใต้ความกดอากาศต่ำจะอยู่ทางขวาของลมกับความเร็วลม และตั้งฉากกับความเร็วลม ลมนี้เป็นลมลักษณะชั้นบนอยู่สูงจากพื้นดินตั้งแต่ 1 กิโลเมตร ขึ้นไปเป็นระยะที่ไม่มีแรงฝืด พ้นจากอิทธิพลของสิ่งกีดขวางธรรมชาติบนพื้นโลก และจะเกิดที่ละติจูดประมาณ 10 หรือ 15 เหนือศูนย์สูตร เพราะที่ละติจูดต่ำแรงคอริออลิสจะมีค่าน้อย ยิ่งบริเวณศูนย์สูตรแรงนี้จะมีค่าเป็นศูนย์ รูปที่ 6.6 แสดงทิศทางของลมยีโอสโทรฟิกในซีกโลกเหนือที่ไม่มีแรงฝืด ในระดับความสูงจากพื้นดิน 3 กิโลเมตร อากาศเคลื่อนที่จากความกดอากาศสูงไปยังความกดอากาศต่ำ ก่อนที่ลมจะเคลื่อนที่ แรงคอริออลิสมีค่าเป็นศูนย์ เมื่อความแตกต่างของความกดอากาศเกิดขึ้น อากาศจะเคลื่อนที่เริ่มจากตำแหน่งที่ 1 เคลื่อนด้วยความเร็วลมข้ามไอโซบาร์ ซึ่งในขณะที่อากาศเคลื่อนที่จากตำแหน่งที่ 1 ถึงตำแหน่งที่ 7 แรงเฉจะค่อยๆ เบนเฉไปทางขวาและความสมดุลของลมจะเกิดขึ้นที่ตำแหน่งที่ 7 = แรงความชันความกดอากาศในแนวนอน C = แรงคอริออลิส V = ลมยีโอสโทรฟิก 2. ลมเกรเดียนด์ (Gradient Wind) เป็นลมที่เกิดจาแรง 3 แรง กระทำต่อกัน และมีความสมดุลกันคือ แรงความชันความกดอกาาศในแนวนอน และแรงคอริออสิส (ทั้ง 2 แรงทำให้เกิดลม ยีโอสโทรฟิก) แต่มีแรงที่กระทำเพิ่มขึ้นอีกแรงหนึ่ง คือแรงหนีศูนย์กลาง (centrifugal Force) ซึ่งเป็นแรงที่ออกจากศูนย์กลางลมนี้ไอโซบาร์จะมีลักษณะเป็นแนวโค้ง และจะพัดขนานกับความโค้งตามไอโซบาร์ รูปที่ 7 แสดงความสมดุลของแรง 3 แรง รอบๆ บริเวณความกดอากาศต่ำ และความกดอากาศสูงในซีกโลกเหนือ แรงความชันความกดอากาศในแนวนอน = Ph แรงคอริออลิส = C แรงหนีศูนย์กลาง = CF ทิศทางลม = W ระบบความกดอากาศต่ำ แรงความชินความกดอากาศในแนวนอนเป็นแรงที่เข้าหาศูนย์กลางความกดอากาศต่ำเสมอ แรงคอริออลิสเป็นแรงที่อยู่ตรงข้ามกับแรงความชันความกดอากาศในแนวนอน ส่วนแรงหนีศูนย์กลางเป็นแรงที่ออกจากศูนย์กลางอยู่ในทิศทางเดียวกับแรงคอริออลิส ทำให้เกิดความสมดุลกับแรงความชันความกดอากาศในแนวนอนหรือ Ph = C + CF เพื่อเกิดความสมดุลของแรงเหล่านี้บนแผ่นภาพต้องจำไว้ว่า แรงคอริออลิส จะอยู่ทางขวาของทิศทางลม ลมนี้จะพัดขนานกับการหมุนเวียนของศูนย์กลางความกดอากาศต่ำในทิศทางทวนเข็มนาฬิกาในซีกโลกเหนือ รูปที่ 7 (ข) ระบบความกดอากาศสูง แรงความชันความกดอากาศในแนวนอนจะออกจากศูนย์กลางความกดอากาศสูง และแรงหนีศูนย์กลางจะออกจากศูนย์กลางความกดอากาศสูงเช่นเดียวกัน ส่วนแรงคอริออลิสจะเข้าหาศูนย์กลางความกดอากาศสูง ทำให้เกิดความสมดุล ดังนี้ Ph + CF = C แรงคอริออลิสจะอยู่ทางขวาของทิศทางลม ลมนี้จะพัดพาขนานกับการหมุนเวียนของความกดอากาศสูงในทิศทางตรงตามเข็มนาฬิกา ส่วนในซีกโลกใต้จะกลับตรงกันข้าม คือเมื่อแรงความชันความกดอากาศในแนวนอนเคลื่อนที่ แรงคอริออลิสจะเริ่มเฉไปทางซ้าย ลมจะพัดในทิศทางตามเข็มนาฬิกาบริเวณความกดอากาศต่ำ และพัดทวนเข็มนาฬิกาบริเวณความกดอากาศสูง ลมผิวพื้น ลมผิวพื้น (Surface Winds) คือ ลมที่พัดจากบริเวณผิวพื้นไปยังความสูงประมาณ 1 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการคลุกเคล้าของอากาศ และมีแรงฝืดอันเกิดจากการปะทะกับสิ่งกีดขวางร่วมกระทำด้วย ในระดับต่ำแรงความชันความกดอากาศในแนวนอนจะไม่สมดุลกับ แรงคอริออลิส แรงฝืดทำให้ความเร็วลมลดลง มีผลให้แรงคอริออลิสลดลงไปด้วย ลมผิวพื้นจะไม่พัดขนานกับไอโซบาร์ แต่พัดข้ามไอโซบาร์จากความกดอากาศสูงไปยังความกดอากาศต่ำ และทำมุมกับไอโซบาร์ (รูปที่ 8) การทำมุมนั้นขึ้นอยู่กับความหยาบของผิวพื้น ถ้าเป็นทะเลที่ราบเรียบจะทำมุม 10 ถึง 20 แต่พื้นดินทำมุม 20 ถึง 40 ส่วนบริเวณที่เป็นป่าไม้หนาทึม อาจทำมุมถึง 90 มุมที่ทำกับไอโซบาร์อยู่ในระดับความสูง 10 เมตร เหนือผิวพื้น ที่ระดับความสูงมากกว่า 10 เมตร ขึ้นไป แรงฝืดลดลง แต่ความเร็วลมจะเพิ่มขึ้น มุมที่ทำกับไอโซบาร์จะเล็กลง ส่วนที่ระดับความสูงใกล้ 1 กิโลเมตร เกือบไม่มีแรงฝืด ดังนั้นลมจึงพัดขนานกับไอโซบาร์ การตรวจลมชั้นบน การตรวจลมชั้นบน วิธีง่ายๆ ใช้ ไพลอตแบลลูน (Pilot Balloon) ในการหยั่งอากาศ เป็นแบลลูนขนาดย่อม อัดด้วยก๊าซไฮโดรเจนหรือก๊าซฮีเลี่ยม แล้วปล่อยแบลลูนให้ลอยขึ้นจากพื้นดิน แบลลูนทีลอยขึ้นไปในอากาศลอยด้วยอัตราความเร็วที่กำหนดไว้ หลังจากปล่อยแบลลูนไปแล้ว ใช้กล้องส่อง ทางไกลขนาดเล็ก เรียกว่ากล้องทีโอโดไลด์ (Theodorite) ส่งดูแบลลูน โดยหันกล้องตามแบลลูนตลอดเวลา เพื่อวัดมุมการเคลื่อนที่ของลมแบลลูน วัดมุนในแนวตั้ง (ความสูง) และวัดมุมในแนวนอน (ทิศทาง) การวัดมุมนั้นปกติวัดมุมกันทุกๆ นาที (หรือครึ่งนาที) เนื่องจากสามารถคำนวณหาอัตราการลอยของแบลลูนได้ จึงสามารถคำนวณหาความสูงของแบลลูน จากการคำนวณตามตรีโกณมิติสามารถหาที่อยู่ของแบลลูนและเขียนที่อยู่ลงบนกระดาษพิเศษ การคำนวณหาความเร็วลมและทิศทางลม จะทำกันในระดับความสูงทุกๆ 300 เมตร การตรวจลมวิธีนี้ มีข้อเสียก็คือถ้าแบลลูนถูกเมฆบังก็ไม่สามารเห็นแบลลูน จึงทำการตรวจต่อไปไม่ได้ ไพลอตแบลลูน สามารถใช้ตรวจลมพร้อมกับเครื่องมือที่เรียกว่า เรดิโอซอนต์ (Radiosonde) เป็นการตรวจลมในระดับความสูงจากพื้นดินไปจนถึงระดับ 30 กิโลเมตร เครื่องเรดิโอซอนด์ประกอบด้วยเครื่องส่งใช้ตรวจความกด ความชื้นและอุณหภูมิ กับเครื่องส่งวิทยุ บรรจุอยู่ในกล่องขนาดเล็ก และมีสถานีเครื่องรับวิทยุขนาดย่อยมบนพื้นดิน นำกล่องนี้มาผูกติดกับแบลลูนซึ่งมีร่มชูชีพผูกติดไปด้วย แบลลูนที่มีคุณภาพดีจะต้องสามารถลอยขึ้นไปในอากาศได้ในระดับความสูง 24 ถึง 32 กิโลเมตร ก่อนที่แบลลูนจะแตก ภายในเครื่องส่งจะมีวงจรของเครื่องวัดที่ใช้ตรวจธาตุประกอบภูมิอากาศ 3 อย่าง แล้วส่งเป็นคลื่นวิทยุมายังสถานีเครื่องรับบนพื้นดิน การคำนวณจะเป็นค่าความถี่ของวิทยุแล้วเปลี่ยนกลับเป็นค่าอุณหภูมิ ความชื้นและความกดอากาศ ระดับความสูงจากพื้นดิน 30 กิโลเมตรขึ้นไป เครื่องตรวจลมชั้นบนเรียกว่า เรวินซอนต์ (Rawinsonde) เป็นเครื่องมือที่ใช้หาค่าความเร็วลม ทิศทางลม อุณหภูมิ และความกดอากาศ โดยใช้วิทยุ หรือเรดาร์หาทิศทางติดตามและรับสัญญาณจากวิทยุ ซึ่งเป็นเครื่องส่งติดอยู่กับลูกแบลลูน แต่ถ้าใช้เรดาร์ต้องมีเป้าสะท้อนคลื่นเรดาร์ผูกติดกับลูกแบลลูนด้วย ในดินแดนที่ห่างไกลความเจริญของโลก การตรวจวัดลมด้วยวิธีการต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วทำได้ลำบาก การตรวจความเร็วลมและทิศทางลมต้องอาศัยดาวเทียม ดังนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับลมที่เชื่อถือได้มากที่สุดได้มาจากสถานีดาวเทียมพื้นดิน ที่ดาวเทียมโคจรอยู่เหนือที่ตั้งโดยเฉพาะ จากที่สูงนี้ดาวเทียมจะบอกลักษณะการเคลื่อนที่ของเมฆทิศทางการเคลื่อนที่ของเมฆจะบอกทิศทางลม และระยะทางที่เมฆเคลื่อนที่ไปในแนวนอนในช่วงเวลาที่กำหนดให้จะบอกความเร็วลม การหมุนเวียนทั่วไปของบรรยากาศ การหมุนเวียนทั่วไปของบรรยากาศ เป็นการศึกษาการเคลื่อนที่เฉลี่ยของอากาศรอบโลก ศึกษาลมที่เกิดขึ้นจริงที่ใดที่หนึ่ง และเวลาใดเวลาหนึ่ง ที่กำหนดให้ อย่างไรก็ตามการเคลื่อนที่เฉลี่ยของอากาศทำให้ทราบว่าทำไมลมถึงพัดรอบโลก และพัดในทิศทางใด ลมที่พัดอยู่ในระบบการหมุนเวียนทั่วไปเป็นลมประจำ ตัวอย่าง เช่น ลมที่พัดประจำในเกาะฮอนโนลูลู เป็นลมตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนลมที่พัดประจำในเมืองนิวยอร์กเป็นลมตะวันตก การเคลื่อนที่เฉลี่ยของอากาศเป็นกลไกทำให้เกิดลมดังกล่าว เช่นเดียวกับแบบจำลองที่ความร้อยถูกถ่ายเทพลังงานจากบริเวณศูนย์สูตรไปยังขั้วโลก สาเหตุที่ทำให้เกิดการหมุนเวียนทั่วไปนั้น เกิดจากพื้นผิวโลกได้รับความร้อนไม่เท่ากัน เมื่อโลกได้พลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ จะต้องส่งพลังงานกลับเข้าสู่อวกาศในปริมาณเท่ากับที่โลกได้รับ อย่างไรก้ตามพลังงานความร้อนที่โลกได้รับในแต่ละละติจูดมีปริมาณไม่เท่ากัน เขตร้อนได้รับความร้อนเกินดุล ส่วนเขตชั้วโลกได้รับความร้อนขาดดุล ดังนั้นเพื่อให้เกิดความสมดุลจึงต้องมีการถ่ายเทความร้อนจากบริเวณศูนย์สูตรไปยังขั้วโลก และถ่ายเทความเย็นจากขั้วโลกมายังศูนย์สูตร แบบจำลองวงจรเดี่ยว (Single Cell Model) แบบจำลองแบบแรกเป็นแบบจำลอง วงจรเดี่ยว ซึ่งสมมุติว่า พื้นผิวโลกถูกปกคลุมไปด้วยพื้นน้ำเหมือนกันหมด ดังนั้นพื้นดินและพื้นน้ำจะได้รับความร้อนที่ไม่แตกต่างกัน และถ้าสมมุติต่อไปอีกว่า ดวงอาทิตย์ส่องตรงเหนือศูนย์สูตรตลอดเวลา จะไม่มีฤดูกาลต่างๆ เกิดขึ้น และท้ายสุดสมมติอีกว่า โลกไม่ได้หมุนรอบตัวเอง ดังนั้นแรงที่เกี่ยวข้องมีอยู่เพียงแรงเดียวคือ แรงความชันความกดอากาศ กับการสมมติเหล่านี้ การหมุนเวียนทั่วไปคล้ายกับวงจรขนาดใหญ่ ที่ขับความร้อนออกในแต่ละซีกโลก (รูปที่ 10) วงจรนี้ตั้งขึ้นตามชื่อของนักอุตุนิยมวิทยาชาวอังกฤษคือ จอร์จ แฮดเลย์ (George Hadley) ซึ่งเป็นผู้ค้นพบการหมุนเวียนที่ขับไล่ความร้อนออกจากดวงอาทิตย์ บริเวณศูนย์สูตรได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์เต็มที่ อากาศเหนือศูนย์สูตรจึงลอยตัวขึ้นเป็นเขต ความกดอากาศต่ำ ขณะที่บริเวณขั้วโลกอากาศเย็นตัวลงมาก และจมตัวต่ำลงเป็นเขตความกดอากาศสูง การสนองต่อแรงความชันความกดอากาศในแนวนอน ทำให้อากาศเย็นจากขั้วโลกไหลลงมายังศูนย์สูตร และอากาศร้อนจากศูนย์สูตรไหลไปยังชั้วโลก การหมุนเวียนในลักษณะเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นจริงบนพื้นผิวโลก เนื่องจากโลกหมุนรอบ ตัวเอง มีแรงคอริออลิส เป็นแรงที่ทำให้อากาศที่เคลื่อนที่อยู่ เฉไปทางขวา ในซีกโลกเหนือ เป็นผลทำให้ ลมผิวพื้นเป็นลมตะวันออก ที่ทุกๆ ละติจูด ลมเหล่านี้จะเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับ การหมุนรอบตัวเองของโลก และขึ้นอยู่กับความฝืดของผิวโลกที่ทำให้การหมุนของโลกเคลื่อนที่ช้าลง ส่วนบริเวณละติจูดกลาง การหมุนเวียนแบบนี้ไม่เกิดขึ้น เพราะมีลมประจำพัดมาจากทิศตะวันตก ดังนั้นการหมุนเวียนทัวไปของอากาศระหว่างศูนย์สูตรกับขั้วโลกไม่ใช้เป็นแบบจำลองที่แท้จริง เพราะโลกหมุนรอบตัวเอง แบจำลองวงจรเดี่ยวจะเป็นจริงได้กับการสมมติ 2 ประการ คือ พื้นผิวโลกต้องถูกปกคลุมไปด้วยพื้นน้ำทั้งหมด และดวงอาทิตย์จะส่องตรงเหนือศูนย์สูตรตลอดเวลา แบบจำลอง 3 วงจร (Three Cell Model) ถ้าโลกหมุนรอบตัวเองระบบการถ่ายเทพลังงาน จะแตกแยกออกเป็นวงจรที่มีการหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง 3 วงจร (รูปที่ 6.11 ก) แม้แบบจำลอง 3 วงจร จะมีความสลับซับซ้อนมากกว่าแบบจำลองวงจรเดี่ยว แต่มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันอยู่บ้าง บริเวณเขตร้อนยังคงได้รับความร้อนเกินดุล และบริเวณขั้วโลกก็ได้รับความร้อนขาดดุล ในแต่ละซีกโลกทั้ง 3 วงจร มีการกระจายพลังงานกันใหม่ ที่ขั้วโลกคงเป็นเขตความกดอากาศสูงและที่ศูนย์สูตรยังคงเป็นร่องความกดอากาศต่ำ จากศูนย์สูตรไปถึงละติจูดที่ 30 องศาเหนือและใต้ การหมุนเวียนของอากาศที่มีลักษณะคล้ายกับวงจรแฮดเล่ย์คือ อากาศเหนือศูนย์สูตรเคลื่อนที่ลงมา ในขณะที่อากาศใต้ศูนย์สูตรเคลื่อนที่ไป พื้นน้ำบริเวณศูนย์สูตรอากาศจะร้อน ความชันความกดอากาศในแนวนอนอ่อนกำลังลง เป็นเขตสงบหรือลมอ่อน เรียกว่า เขตดอลดรัมส์ อากาศร้อนไหลขึ้นและกลั่นตัวเป็นเมฆก้อนคิวมูลัสขนาดใหญ่ และคายความร้อนแฝงให้กับบรรยากาศ รวมทั้งมีพายุ ฟ้าคะนอง ความร้อนนี้ทำให้อากาศร้อนจัดมาก แล้วพลังงานถูกขับออกมาในวงจรแฮดเลย์ อากาศที่ลอยขึ้นไปข้างบนเมื่อลอยขึ้นไปถึงโทรโพพอส ซึ่งทำหน้าที่กีดขวางอากาศที่จะเคลื่อนที่ไปขั้วโลก แรงคอริออลิสทำให้อากาศที่กำลังเคลื่อนที่ไปขั้วโลกเฉไปทางขวาในซีกโลกเหนือและเฉไปทางซ้ายในซีกโลกใต้ ลมชั้นบนเป็นลมตะวันตกทั้ง 2 ซีกโลก ลมตะวันตกนี้ เมื่อมีความเร็วสูงสุดจะชื่อเรียกว่าลมกรดเกิดใกล้ละติจูด 30 และ 60 องศาเหนือและใต้ อากาศเขตร้อน ที่เคลื่อนที่ไปยังขั้วโลกจะมีความหนาแน่นมาก เมื่ออากาศเย็นลง โดยการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ อากาศเหนือศูนย์สูตรจะลอยขึ้นสู่เบื้องบน เมื่ออากาศนั้นเคลื่อนที่ไปถึงละติจูดที่ 30 องศาเหนือและใต้ อากาศจะจมลง ทำให้ละติจูดที่ 30 องศาเหนือและใต้ เป็นเขตความกดอากาศสูง เรียกว่า ความกดอากาศสูงกึ่งโซนร้อน (หรือแอนติไซโคลน) อากาศที่ลอยอยู่เหนือความกดอากาศสูง จะเคลื่อนตัวลงมาอย่างช้าๆ การที่อากาศเคลื่อนตัวลงมาทำให้ท้องฟ้าแจ่มใสและอุณหภูมิที่ผิวพื้นจะอุ่นขึ้น เป็นแหล่งกำเนิดทะเลทรายที่สำคัญของโลก บริเวณความกดอากาศสูงประมาณละติจูดที่ 30 ถึง 35 องศาเหนือและใต้ ความชันความกดอากาศ มีกำลังอ่อนลง เป็นเขตลมสงบหรือลมอ่อน และอากาศจะไหลจมลง จึงทำให้มีอากาศร้อนและแห้ง เรียกว่า เขตฮอร์สละติจูด ตามตำนานเล่ากันว่า สมัยก่อนการใช้เรือเดินทางจากทวีปยุโรปข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปทวีปอเมริกานั้น เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณนี้ เรือไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ จึงต้องโยนสัมภาระที่บรรทุกมากับเรือทิ้งลงทะเลบ้างไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสบียง และ ม้า เพื่อที่จะให้เรือมีน้ำหนักเบาขึ้นและเดินเรือต่อไปได้ บริเวณฮอร์สละติจูด จะมีอากาศเคลื่อนที่ย้อนกลับลงเข้าสู่ศูนย์สูตร เนื่องจากแรงคอริออลิส ทำให้เคลื่อนที่เฉไปจากแนวเดิม ในซีกโลกเหนือเป็นลมที่พัดมาจาทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และในซีกโลกใต้เป็นลมที่พัดจากทิศตะวันออกเฉียงใต้เรียกว่า ลมค้า (Trade Winds) ซึ่งพัดอยู่ประมาณละติจูด 5 ถึง 30 ทั้งในซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ เป็นลมที่พัดจากเขตความกดอากาศต่ำ ดังนั้นในซีกโลกเหนือเป็นลมค้าตะวันออกเฉียงเหนือ และในซีกโลกใต้ เป็นลมค้าตะวันออกเฉียงใต้ เขตลมนี้ท้องฟ้าแจ่มใสไม่ค่อยมีพายุเกิดขึ้น ลมนี้พัดสม่ำเสมอจึงเป็นประโยชน์ต่อการเดินเรือเป็นอย่างมาก ใกล้ศูนย์สูตรเป็นลมค้าเบียดตัวเข้าหากัน (Intertropical Convergence Zone) เป็นแนวแบ่งระหว่างลมค้าตะวันออกเฉียงเหนือกับลมค้าตะวันออกเฉียงใต้ แนวนี้เลื่อนขึ้นเหนือ หรือลงใต้ได้ตามฤดูกาล ขึ้นอยู่กับการเลื่อนขึ้นลงของแสงอาทิตย์บนพื้นโลก และอาจจะมีพายุโซนร้อนเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกันที่ละติจูด 30 องศาเหนือหรือใต้ หรือบริเวณฮอร์สละติจูดอากาศที่ผิวพื้นไม่ได้เคลื่อนลงไปยังศูนย์สูตรทั้งหมด ยังมีอากาศบางส่วนเคลื่อนเข้าสู่ขั้วโลกทำให้เกิดลมฝ่ายตะวันตก ซึ่งพัดอยู่ประมาณละติจูด 35-60 องศาเหนือและใต้ อยู่ในเขตความกดอากาศต่ำ มีทิศทางไม่แน่นอน ลมแปรปรวนและมีพายุ เป็นบริเวณที่ได้รับลมประจำตะวันตก ในซีกโลกเหนือเป็นลมที่พัดมาจาก ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนในซีกโลกใต้เป็นลมที่พัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และเป็นลมที่มีกำลังลมแรงมาก เพราะในซีกโลกใต้เป็นพื้นน้ำติดต่อกันไม่มีทวีปคั่นอยู่เป็นตอนๆ เช่นเดียวกับซีกโลกเหนือประมาณละติจูดที่ 40-60 องศาใต้ อาจเรียกลมนี้ว่า รอริงฟอร์ตีส์ เป็นลมที่ชาวเรือใช้เดินเรือจากมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังทวีปออสเตรเลีย เกาะแทสมาเนีย และประเทศนิวซีแลนด์ ส่วนวงจรที่ 2 เป็นวงจรที่เกิดขึ้นในแถบละติจูดกลาง เรียกว่าวงจรเฟอร์เรล ภายในวงจรลมฝ่ายตะวันตกไหลขึ้นตรงแนวความกดอากาศต่ำกึ่งขั้วโลก และอากาศที่ไหลขึ้นบางส่วนจะไหลย้อนกลับเป็นลมชั้นบน ไหลลงไปที่ฮอร์สละติจูด อยู่ในเขตความกดอากาศสูงกึ่งโชนร้อน และวงจรที่สามคือ วงจรขั้วโลก เป็นวงจรที่เกิดจากแนวความกดอากาศต่ำกึ่งขั้วโลก ไปถึงขั้วโลก ที่ผิวพื้นมีลมฝ่ายตะวันออกแถบขั้วโลกพัดจากความกดอากาศสูงแถบขั้วโลกมายังแถบความกดอากาศต่ำกึ่งขั้วโลก (ประมาณ 90-60 องศาเหนือและใต้) เป็นลมอ่อน ท้องฟ้าแจ่มใส ซีกโลกเหนือพัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนในซีกโลกใต้พัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างวงจรเฟอร์เรล และวงจรขั้วโลกจะเกิดแนวปะทะอากาศขั้วโลก เป็นแนวที่แบ่งแยกอากาศร้อนที่ไหลขึ้นไปจากวงจรเฟอร์เรลพบกับอากาศเย็นที่ไหลลงมาจากวงจรขั้วโลก ลมกรด ลมกรด (Jet Stream) เป็นกระแสลมแรงอยู่ในเขตโทรโพพอส (แนวแบ่งเขตระหว่างชั้นโทรโพสเฟียร์กับชั้นสเตรโตสเฟียร์) เป็นลมฝ่ายตะวันตกที่มีความยาวหลายพันกิโลเมตร มีความกว้างหลายร้อยกิโลเมตร แต่มีความหนาเพียง 2-3 กิโลเมตร เท่านั้น โดยทั่วไปลมกรด พบอยู่ในระดับความสูงประมาณ 10 และ 15 กิโลเมตร แต่อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งในระดับที่สูงกว่า และในระดับที่ต่ำกว่านี้ได้ ตรงแกนกลางของลมเป็นบริเวณแคบ แต่ลมจะพัดแรงที่สุด ถัดจากแกนกลางออกมาความเร็วลมจะลดน้อยลง ลมกรดมีความเร็วลมประมาณ 150-300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และที่ระดับความสูงใกล้ 12 กิโลเมตร จะมีความเร็วลมสูงถึง 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะที่ลมฝ่ายตะวันตกอื่นๆ มีความเร็วลมเพียง 50-100 กิโลเมตรต่อ ชั่วโมง ลมนี้มีลักษณะเป็นลำคล้ายท่อรูปวงรีขนาดใหญ่ ในฤดูร้อน ความเร็วลมมีน้อย ส่วนในฤดูหนาวความเร็วลมจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นักบินพันธมิตรได้อาศัยกระแสลมกรดยิงจรวดจากฐานทัพมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังประเทศญี่ปุ่น รูปที่ 12 ตำแหน่งที่ตั้งโดยเฉลี่ยของลมกรดในเขตโทรโพพอสเป็นการหมุนเวียนทั่วไปในฤดูหนาวในซีกโลกเหนือ จากแผนภาพนี้พบว่าลมกรดเกิดขึ้นสองบริเวณ ซึ่งทั้งสองบริเวณนี้ตั้งอยู่ในเขตโทรโพพอส จึงมีการไหลคลุกเคล้าของอากาศในชั้นโทรโพสเฟียร์ และชั้นสเตรโตสเฟียร์ ลมกรดแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1. ลมกรดบริเวณโซนร้อน (Subtropical Jet) เกิดขึ้นในละติจูดประมาณ 30 องศาเหนือและใต้ ซึ่งเป็นเขตความกดอากาศสูงกึ่งโซนร้อน และอยู่เหนือความกดอากาศสูงกึ่งโซนร้อนประมาณ 13 กิโลเมตร 2. ลมกรดบริเวณขั้วโลก (Polar Jet) เกิดขึ้นในละติจูดประมาณ 60 องศาเหนือและใต้ ใกล้กับแนวปะทะอากาศขั้วโลก ซึ่งเกิดจากอากาศหนาวจากขั้วโลกเคลื่อนที่มาพบกับอากาศอุ่นจากเขตร้อน และอยู่เหนือแนวปะทะอากาศขั้วโลกประมาณ 10 กิโลเมตร ลมมรสุม ลมมรสุม (Monsoon) มาจากคำในภาษาอาหรับว่า Mausim แปลว่า ฤดู ดังนั้นลมมรสุมจึงหมายถึง ลมที่พัดเปลี่ยนทิศทางกลับการเปลี่ยนฤดูคือ ฤดูร้อนจะพัดในทิศทางหนึ่ง และจะพัดเปลี่ยนทิศทางในทางตรงกันข้ามในฤดูหนาว ครั้งแรกใช้เรียกลมนี้ในบริเวณทะเลอาหรับซึ่งพัดอยู่ในทิศทางตะวันออกเฉียงเหนือเป็นระยะเวลา 6 เดือน และพัดอยู่ในทิศทางตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะเวลา 6 เดือน แต่อยู่ในส่วนอื่นๆ ของโลก ลมมรสุมที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ ลมมรสุมที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออก และเอเชียใต้ ลักษณะการเกิดลมมรสุม เป็นทำนองเดียวกับการเกิดลมบกลมทะเล ในฤดูหนาวอากาศภายในภาคพื้นทวีปเย็นกว่าอากาศในมหาสมุทรที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้ภาคพื้นทวีปบริเวณไซบีเรียเป็นเขตความกดอากาศสูง ส่วนบริเวณมหาสมุทรอินเดียเป็นเขตความกดอากาศต่ำ อากาศเหนือมหาสมุทรอินเดียซึ่งมีอุณหภูมสูงกว่าบริเวณไซบีเรียจะลอยตัวสูงขึ้น และอากาศบริเวณไซบีเรียจะไหลเข้าไปแทนที่ในทิศทางตามเข็มนาฬิกา (รูปที่ 13ก) อากาศที่ไหลออกจากบริเวณความกดอากาศสูงไซบีเรียเป็นอากาศที่ไหลจมลง และทิศทางลมจะเบนไปทางขวา กลายเป็นลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือผ่านเข้าไปยังเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ โดยทั่วไปมีลักษณะอากาศดี และเป็นฤดูที่มีอากาศแห้ง ดังนั้นลมมรสุมฤดูหนาวลักษณะท้องฟ้าแจ่มใส เป็นลมที่พัดจากฝั่งออกสู่ทะเล ในฤดูร้อนลมจะพัดเปลี่ยนในทิศทางตรงกันข้าม อากาศภาคพื้นทวีปอุ่นกว่าพื้นน้ำ ซึ่งทำให้ภาคพื้นทวีปเป็นเขตความกดอากาศต่ำ พื้นน้ำเป็นเขตความกดอากาศสูง เกิดลมพัดจากพื้นน้ำที่เป็นเขตความกดอากาศสูงเข้าสู่พื้นดินที่เป็นเขตความกดอากาศต่ำ ในทิศทวนเข็มนาฬิกากลายเป็นมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ลมที่พัดจากพื้นน้ำเข้ามา นำเอาความชื้นมาด้วยเป็นลมที่พัดจากทะเลเข้าหาฝั่ง (รูปที่ 13 ข) มรสุมที่มีกำลังแรงจัดที่สุด เกิดขึ้นในบริเวณเอเชียตะวันออก และเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกได้แก่ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ลมมรสุมที่เกิดในเอเชียตะวันออกจะแตกต่างจากเอเชียใต้คือ ในเอเชียตะวันออก ลมมรสุมฤดูหนาวมีกำลังแรงกว่า และมีทิศทางที่คงที่กว่ามรสุมฤดูร้อน ความเร็วลมตามชายฝั่งในเดือนมกราคม จะมีมากกว่าเดือนกรกฎาคมหลายเท่า ส่วนลมมรสุมในเอเชียใต้ รวมทั้งประเดทศอินเดีย ปากีสถาน และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลมมรสุมฤดูหนาวไม่สามารถแผ่เข้าไปถึงดินแดนเหล่านี้ได้ เพราะมีเทือกเขาหิมาลัยขวางกั้นอยู่ ดังนั้นเอเชียใต้จึงได้รับมรสุมโดยตรงเฉพาะในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น และลมจะมีกำลังแรงในฤดูร้อน แม้แต่ในมหาสมุทร คือฤดูร้อนลมมีความเร็วเฉลี่ย 20 กิโลเมตรต่อชั่งโมง ส่วนฤดูหนาวลมมีกำลังอ่อน มีความเร็วน้อยกว่า 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บริเวณที่มีฝตกหนักเนื่องจากได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมฤดูร้อนคือ เมืองเชอร์ราปันจิ ทางภาคตะวันออกของประเทศอินเดีย มีปริมาณฝนตกในแต่ละปีประมาณ 10,800 มิลลิเมตร ส่วนใหญ่จะมีฝนตกในช่วงเดือนเมษายนถึงตุลาคม ฝนที่ตกมีประโยชน์ทางด้านการเกษตร ทำให้พืชผลเจริญเติบโต เนื่องจากบริเวณที่มีฝนอากาศแห้ง แต่ฝนที่ตกลงมามีข้อเสีย เนื่องจากช่วงเวลาที่ฝนตกจะมีความไม่แน่นอนรวมทั้งความแรงของฝน สำหรับประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมทั้งสองฤlดู คือ ในช่วงฤดูฝนประมาณต้นเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนต้นเดือนตุลาคม ได้รับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และต่อมาเป็นช่วงฤดูหนาว ประมาณปลายเดือนตุลาคมจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ลมจะเปลี่ยนทิศเป็นลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากลมมรสุมที่เกิดขึ้นทวีปเอเชียแล้ว ยังมีลมมรสุมที่เกิดขึ้นบริเวณส่วนอื่นของโลก เช่น ทางภาคเหนือของประเทศออสเตรเลีย เมื่อลมมรสุมพัดข้ามศูนย์สูตรจะเปลี่ยนทิศทางเป็นลมมรสุมตะวันตกเฉียเหนือพัดเข้าสู่ทางภาคเหนือของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีแนวเขตลมค้าเบียดตัวเข้าหากันพาดผ่านอยู่ เป็นแนวแบ่งเขตระหว่างลมค้าตะวันออกเฉียเหนือของซีกโลกเหนือกับลมค้าตะวันออกเฉียงใต้ของซีกโลกใต้ รวมทั้งมีลมมรสุมเกิดขึ้นในอ่าวกินีของแอฟริกาตะวันตก บางส่วนของทวีปอเมริการเหนือ และบางส่วนของทวีปอเมริการใต้ ลมท้องถิ่น ลมท้องถิ่น เป็นลมที่เกิดขึ้นภายในท้องถิ่น เนื่องจากอิทธิพลของภูมิประเทศและความเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศ ลมท้องถิ่นแบ่งแยกออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ 1. ลมบกและลมทะเล เป็นลมที่เกิดจากความแตกต่างอุณหภูมิของอากาศเหรือพื้นดินและพื้นน้ำ เป็นลมที่พัดประจำวัน ลมทะเล (Sea Breeze) เกิดขึ้นในฤดูร้อนตามชายฝั่งทะเล ในเวลากลางวันเมื่อพื้นดินได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์จะมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นน้ำ และอากาศเหนือพื้นดินเมื่อได้รับความร้อนจะขายายตัวลอยขึ้นสู่เบื้องบน อากาศเหนือพื้นน้ำซึ่งเย็นกว่าจะไหลเข้าไปแทนที่ เกิดลมจากทะเลพัดเข้าหาฝั่งมีระยะทางไกลถึง 16-48 กิโลเมตร และความแรงของลมจะลดลงเมื่อเข้าถึงฝั่ง (14ก) ลมทะเล มีความสำคัญต่ออุณหภูมิของอากาศในบริเวณชายฝั่ง ทำให้อุณหภูมิของอากาศลดลง เช่น ก่อนที่ลมจะพัดเข้าไป พื้นดินมีอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส แต่เมื่อลมพัดผ่านเข้าไปทำให้อุณหภูมิลดลงเป็น 22 องศาเซลเซียส ในช่วงบ่าย ลมบก (Land Breeze) เกิดขึ้นในเวลากลางคืน เมื่อพื้นดินคายความร้อนโดยการแผ่รังสีออก จะคายความร้อนออกได้เร็วกว่าพื้นน้ำ ทำให้มีอุณหภูมิต่ำกว่าพื้นน้ำ อากาศเหนือพื้นน้ำซึ่งร้อนกว่าพื้นดินจะลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน อากาศเหนือพื้นดินซึ่งเย็นกว่าจะไหลเข้าไปแทนที่ เกิดเป็นลมพัดจากฝั่งไปสู่ทะเล ลมบก ซึ่งลมบกจะมีความแรงของลมอ่อนกว่าลมทะเล จึงไม่สามารถพัดเข้าสู่ทะเลได้ระยะทางไกลเหมือนลมทะเล โดยลมบกสามารถพัดเข้าสู่ทะเลมีระยะทางเพียง 8-10 กิโลเมตร เท่านั้น 2. ลมภูเขาและลมหุบเขา เป็นลมประจำวันเช่นเดียวกับลมบกและลมทะเล ลมหุบเขา (Valley Breeze) เกิดขึ้นในเวลากลางวัน อากาศตามภูเขาและลาดเขาร้อน เพราะได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์เต็มที่ ส่วนอากาศที่หุบเขาเบื้องล่างมีความเย็นกว่าจึงไหลเข้าแทนที่ ทำให้มีลมเย็นจากหุบเขาเบื้องล่างพัดไปตามลาดเขาขึ้นสู่เบื้องบน เรียกว่า ลมหุบเขา 3. ลมพัดลงลาดเขา (Katabatic Wind) เป็นลมที่พัดอยู่ตามลาดเขาลงสู่หุบเขาเบื้องล่าง ลมนี้มีลักษณะคล้ายกับลมภูเขา แต่มีกำแรงกว่า สาเหตุการเกิดเนื่องจากลมเย็นและมีน้ำหนักมากเคลื่อนที่จากที่สูงลงสู่ที่ต่ำภายใต้แรงดึงดูดของโลก ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในข่วงเวลากลางคืน เมื่อพื้นดินคายความร้อนออก ในฤดูหนาวบริเวณที่ราบสูงภายในทวีปมีหิมะทับถมกันอยู่ อากาศเหนือพื้นดินเย็นลงมาก ทำให้เป็นเขตความกดอากาศสูง (รูปที่ 16) ตามขอบที่ราบสูงแรงความชันความกดอากาศมีความแรงพอที่จะทำให้อากาศหนาว จากที่สูงไหลลงสู่ที่ต่ำได้ บางครั้งจึงเรียกว่าลมไหล (Drainage Wind) ลมนี้มีชื่อแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ลมโบรา (Bora) เป็นลมหนาวและแห้ง มีต้นกำเนิดมาจากลมหนาวในสหภาพโซเวียต (ปี พ.ศ. 2534 เปลี่ยนชื่อเป็นเครือจักรภพอิสระ) พัดข้ามภูเขาเข้าสู่ชายฝั่งทะเลเอเดรียติกของประเทศยูโกสลาเวีย จากทิศตะวันออกเฉียงเหนือในฤดูหนาว เกิดขึ้นได้ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน แต่จะเกิดขึ้นบ่อยและลมมีกำลังแรงจัดในเวลากลางคืนและสมมิสทราล (Mistras) เป็นลมหนาวและแห้งเช่นเดียวกับลมโบรา แต่มีความเร็วลมน้อยกว่า พัดจากภูเขาตะวันตกลงสู่หุบเขาโรนทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส 4. ลมชีนุก (Chinook) เป็นลมที่เกิดขึ้นทางด้านหลังเขา มีลักษณะเป็นลมร้อนและแห้ง ความแรงลมอยู่ในขั้นปานกลางถึงแรงจัด การเคลื่อนที่ของลมเป็นผลจากความกดอากาศแตกต่างกันทางด้านตรงข้ามของภูเขา ภูเขาด้านที่ได้รับลมจะมีความกดอากาศมากและอากาศจะถูกบังคับให้ลอยสูงขึ้นสู่ยอดเขา ซึ่งจะขยายตัวและพัดลงสู่เบื้องล่างทางด้านหลังเขา ขณะที่อากาศลอยต่ำลง อุณหภูมิจะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นตามอัตราการเปลี่ยนอุณหภูมิอะเดียแบติก จึงเป็นลมร้อนและแห้ง ลมร้อนและแห้งที่พัดลงไปทางด้านหลังเขาทางตะวันออกของเทือกเขารอกกี เรียกว่า ลมชีนุก บริเวณที่เกิดลมเป็นบริเวณแคบๆ มีความกว้างเพียง 2-3 ร้อยกิโลเมตร เท่านั้น และแผ่ขยายจากทางตะวันออกเฉียงเหนือของมลรัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา ไปทางเหนือเข้าสู่แคนาดา ลมชีนุกเกิดขึ้นเมื่อลมตะวันตกชั้นบนที่มีกำลังแรงพัดข้ามแนวเทือกเขาเหนือใต้คือ เทือกเขารอกกี และ เทือกเขาแคสเกต อากาศทางด้านเขาที่ได้รับลมถูกบังคับ ให้ลอยขึ้น อุณหภูมิลดต่ำลง แต่เมื่อลอยต่ำลงไปยังอีกด้านของเขา อากาศจะถูกบีบ ทำให้มีอุณหภูมิสูงขึ้น (รูปที่ 17) ถ้าลมที่มีลักษณะอย่างเดียวกับลมชีนุก แต่พัดไปตามลาดเขาของภูเขาแอลป์ในยุโรป เรียกว่า ลมเฟิห์น (Foehn) และถ้าเกิดในประเทศอาร์เจนตินา เรียกว่าลมซอนดา (Zonda) 5. ลมซานตาแอนนา (Santa Anna) เป็นลมร้อนและแห้งพัดจากทางตะวันออก หรือตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่ภาคใต้มลรัฐแคลีฟอร์เนีย จะพัดผ่านบริเวณทะเลทรายและภูเขา จึงกลายเป็นลมร้อนและแห้ง ลมนี้เกิดขึ้นในเขตความกดอากาศสูงบริเวณแกรตเบซิน และเมื่อพัดผ่านบริเวณใดจะก่อให้เกิด ความเสียหายแก่พืชผลบริเวณนั้น โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิ เมื่อต้นไม้ติดผลอ่อนและบริเวณที่มีลมพัดผ่านจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น เช่น เมื่อลมนี้พัดเข้าสู่ภาคใต้มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ทำให้อุณหภูมิสูงกว่าบริเวณที่ไม่มี ลมนี้พัดผ่าน ลมที่มีลักษณะอย่างเดียวกับลมซานตาแอนนาคือ ลมนอร์เทอร์แคลิฟอร์เนีย (Norther California) เป็นลมที่ทำให้บริเวณหุบเขาภาคกลางตอนเหนือในเขตมลรัฐแคลิฟอร์เนีย มีอุณหภูมิร้อนจัด ตัวอย่างเช่น ลมนี้ได้เกิดในเดือนสิงหาคม 2521 เมื่อความกดอากาศสูงก่อตัวบริเวณเทือกเขาด้านเหนือ เนื่องจากเป็นลมฝ่ายเหนือฤดูร้อน ลมฝ่ายเหนือจะช่วยทำให้อากาศเย็นลง แต่ไม่กรณีของเมืองเรดบลัพฟ์ ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อลมนี้พัดลงมายังภูเขา อากาศจะถูกบีบทำให้มีอุณหภูมิสูงขึ้น ที่เมืองเรดบลัพฟ์ มีอุณหภูมิสูงถึง 48 องศาเซลเซียส อยู่ถึง 2 วัน ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเมืองเรดบลัพฟ์ ที่ตั้งอยู่ประมาณละติจูดเดียวกันกับเมืองฟิลาเดลเฟียทางภาคตะวันออกของสหรัฐอมเริกา แต่มีอุณหภูมิสูงกว่ามาก 6. ลมทะเลทราย (Desert Winds) เป็นลมท้องถิ่นเกิดขึ้นในบริเวณทะเลทราย เวลาเกิดจะมาพร้อมกับพายุฝุ่นหรือพายุทราย คือ ลมฮาบูบ (Haboob) มาจากคำ Hebbec ในภาษาอาหรับแปลว่า ลม ลมฮาบูบ เวลาเกิดจะหอบเอาฝุ่นทรายมาด้วย บริเวณที่เกิดได้แก่ ประเทศซูดานในทวีปแอฟริกา เฉลี่ยจะเกิดประมาณปีละ 24 ครั้ง และบริเวณทะเลทราย ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะทางภาคใต้ของมลรัฐแอริโซนา นอกจากนี้ยังมีลมทะเลทรายประเภทอื่นๆ ที่เกิดขึ้นทางด้านเหนือของทวีปแอฟริกา ลมเหล่านี้มีต้นกำเนิดจากบริเวณทะเลทรายสะฮารา และมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามบริเวณที่ลมพัดผ่าน ปกติลมที่พัดผ่านทางเหนือของทวีปแอฟริกา เป็นลมที่มาจากทางเหนือ อย่างไรก็ตามเมื่อมีพายุเกิดขึ้นอาจจะพัดมาทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา หรือมาทางใต้ของประเทศสเปน ก็ได้ (รูปที่ 18) เช่น ลมเลสตี (Leste) เป็นลมร้อนและแห้ง พัดมาจากทางตะวันออกหรือตะวันออกเฉียงใต้จะพาฝุ่นทรายมาด้วย พัดอยู่ในประเทศมอรอคโค และพัดลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก และเมื่อลมนี้พัดข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และพัดเข้าสู่ทางใต้ของประเทศสเปนจะมีชื่อเรียกว่า เลเวชี (Levechee) ลักษณะลมนี้จะยังคงเป็นลมร้อนและแห้ง เนื่องจากพัดผ่านน่านน้ำเป็นช่วงสั้นๆ ส่วนบริเวณศูนย์กลางความกดอากาศต่ำแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีลมพัดจากทางใต้หรือตะวันออกเฉียงใต้เป็นลมร้อนและแห้ง มีต้นกำเนิดจากทะเลทรายสะฮารา และพัดข้ามตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ในบางครั้งลมจะพัดเอาฝุ่นจากทะเลทรายมาด้วยคือ ลมซีรอกโค (Serocco) ลมนี้เมื่อพัดข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจะเก็บความชื้น และเมื่อพัดมาถึงเกาะซิซิลิ และภาคใต้ของประเทศอิตาลี จะยังคงเป็นลมร้อน แต่ความชุ่มชื้นมีมากขึ้น ลมพายุที่เกิดขึ้นไกลไปทางตะวันออกคือ ลมกัมซิน (Khumsin) เป็นลมร้อนและแห้งพัดมาจากทางใต้นำเอาฝุ่นทรายมาด้วย เป็นลมที่พัดอยู่ในประเทศอียิปต์ ทะเลแดง และ ซาอุดิอาราเบีย และเมื่อพัดเข้าสู่ประเทศอิสราเอลมีชื่อเรียกว่า ลมชาราพ (Sharav) ลมที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นลมร้อนและแห้ง ทำให้บริเวณที่มีลมเหล่านี้พัดผ่านมีอุณหภูมิสูงถึง 50 องศาเซลเซียส และมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ โดยมีน้อยกว่าร้อยละ 10 ลมพายุเหล่านี้ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมักไม่ค่อยเกิดในฤดูร้อน แต่จะเกิดในฤดูใบไม้ผลิ หรือฤดูใบไม้ร่วง 7. ลมตะเภาและลมว่าว เป็นลมท้องถิ่นในประเทศไทย โดยลมตะเภาเป็นที่พัดจากทิศใต้ไปยังทิศเหนือคือ พัดจากอ่าวไทยเข้าสู่ภาคกลางตอนล่าง พัดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จะเปลี่ยนเป็นลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เป็นลมที่นำความชื้นมาสู่ภาคกลางตอนล่าง ในสมัยโบราณลมนี้ จะช่วยพัดเรือสำเภาซึ่งเข้ามาค้าขายให้แล่นไปตามลำน้ำเจ้าพระยา และพัดในช่วงที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จะเปลี่ยนเป็นลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออาจจะเรียกว่าลมข้าวเบา เพราะพัดในช่วงที่ข้าวเบากำลังออกรวง http://www.tmd.go.th/~marine/thai/windhtml/windhtml.html จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 07/02/2006 23:45 |
|
ข้อความ : ลม
รอบโลกของเรามีลมพัดอยุ่ตลอดเวลา ลม คือ กระแสของอากาศที่ไหลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยทีความร้อนจากดวงอาทิตย์ขับให้อากาศเคลื่อนตัวไป อากาศร้อนเบากว่าอากาศเย็น ดังนั้นอากาศจึงลอยสูงขึ้นเมื่อได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ และอากาศเย็นรอบ ๆ ไหลเข้ามาแทนที่ เกิดสภาพอากาสไหลเวียนเป็นวงกลมที่ทำให้เกิดลมขึ้น อากาศร้อนซึ่งเบามีแรงกดลงสู่พื้นโลกน้อยกว่าอากาศเย็น ทำให้เกิดบริเวรที่มีความกดอากาศต่ำ และอากาศเย็นไหลเข้าหา ในทำนองเดียวกัน อากาศเย้นก็ทำให้เกิดบริเวณที่มีความกดอากาศสูงและอากาศร้อนไหลเข้าหา ความกดอากาศของสองพื้นที่ยิ่งแตกต่างกันมาเท่าไหร กระแสลมก็ยิ่ใรงขึ้นมากเท่านั้น ความเร็วลมเป็น มาตราโบฟอร์ด ซึ่งมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 17 โดย : นางสาว POTJANEE KETMAI, Praatunam pra-in Post office 13180, วันที่ 30 มกราคม 2545 แหล่งที่มา สารานุกรมภาพสำหรับเด็ก . พิมพ์ครั้งแรก . กรุงเทพฯ : 2523,390 จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 07/02/2006 23:49 |
|
ข้อความ : การใช้ประโยชน์จากพลังงานลมมีมานานแล้ว เมื่อประมาณ 300 ปีก่อน ชาวเปอร์เซียใช้พลังงานลมในการสีข้าว ส่วนในศตวรรษที่ 14 มีการใช้กังหันลมสำหรับสูบน้ำในฮอลแลนด์ ในปัจจุบันได้มีการประเมินว่าพลังงานลมมีศักยภาพสูงในการใช้ผลิตไฟฟ้า จากการวิจัยพบว่าพื้นที่ในยุโรปสามารถติดตั้งกังหันลมสำหรับผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าความต้องการใช้ในปัจจุบันถึง 3 เท่า
กังหันลมไม่ต้องการความแรงของลมขนาดเท่าพายุในการผลิตไฟฟ้า ส่วนใหญ่จะออกแบบไว้สำหรับลมที่มีความแรงลมระดับ 3 10 ตามมาตราโบฟอร์ด หรือเท่ากับความเร็วลม 15 94 กิโลเมตร/ชั่วโมง หากลมมีความแรงเกินระดับ 10 กังหันลมจะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ เกิดความเสียหาย โดย : นาย ศรยุต ไทยสมบูรณ์, โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย, วันที่ 24 พฤศจิกายน 2544 จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 07/02/2006 23:51 |
|
ข้อความ : การควบคุมและใช้ประโยชน์พลังงานจากน้ำมีอะไรบ้าง
ลมเป็นพลังงานตามธรรมชาติที่มีอยู่เป็นประจำและเหลือเฟือ มีทั้งรุนแรง ปานกลาง และอ่อน ลมอ่อน ๆ ใช้ระบายความร้อนจากเครื่องจักรกล และเครื่องใช้บางประเภทส่วนลมแรงนั้นเป็นประเภท พายุ ไต้ฝุ่น ทอร์นาโด ไซโคลน เหล่านี้มักจะให้โทษมากกว่าคุณ ลมที่เป็นประโยชน์หนักไปในด้านใช้พลังงานก็มีลมบก ลมทะเล และลมมรสุม มนุษย์ได้รู้จักใช้แรงลมทำงานแทนแรงคน และสัตว์มานานแล้ว ใช้แล่นเรือ ซึ่งเรียกว่า เรือใบและเรือสำเภาส่วนประกอบของเรือเหล่านี้ก็มีลำเรือ ลำเรือทำด้วยไม้เป็นส่วนใหญ่ ในเรือมีเสากระโดงสำหรับยึดใบเรือ ใบเรือมีส่วนประกอบต่าง ๆ กัน แล้วแต่ขนาดของใบ อาจใช้ไม้ทำโครง และใช้ผ้าใบตรึงติดโครงแล้วแขวนไว้ที่เสากระโดงก็ได้ ส่วนประกอบที่สำคัญอีกอันหนึ่งคือหางเสือ เป็นตัวบังคับให้เรือแล่นไปในทิศต่าง ๆ ได้ เมื่อลมปะทะใบเรือ ลมก็จะดันให้ใบเรือเคลื่อนที่ แต่ใบเรือติดอยู่กับเสากระโดง เสากระโดงยึดอยู่กับเรือ ใบเรือ จึงทำให้เรือเคลื่อนที่ไปด้วย ชาวประมงทะเล ใช้ลมบกลมทะเลช่วยพัดเรือออกไปจับปลาในที่ต่าง ๆ ได้ไกล สำหรับการค้าขายต่างแดน การเดินทางทางบนในโบราณกาลลำบากมาก เพราะต้องใช้แรงคนและแรงสัตว์ลากพาหนะ แต่การเดินทางทางทะเลใช้แรงคนควบคุมหางเสือและใบเรือเบาแรงกว่าลากเกวียน ตามชายทะเลมีลมแรงเกือบตลอดเวลา คนที่อยู่ใกล้ทะเล จึงมีโอกาสใช้ลมทำงาน โรงสีลม กังหันลม ระหัดลม ล้วนแต่ใช้หลักการอันเดียวกัน คือ ทำเป็นใบพัดมีแกนหมุนเมื่อลมพัดให้ใบหมุน แกนก็จะหมุนด้วย เราต่อสายพานจากแกนไปหมุนระหัดสูบน้ำเข้านาเกลือบ้าน หมุนเครื่องสีข้าวบ้าง หมุนโม่บดแป้งบ้างหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าบ้าง การควบคุมและใช้ประโยชน์พลังงานจากน้ำมีอะไรบ้าง ความร้อนจากดวงอาทิตย์ เผาน้ำทะเลให้กลายเป็นไอน้ำ ไอน้ำรวมกันเป็นเมฆลอยไปในที่ต่าง ๆ เมฆทำให้เกิดฝนตก น้ำฝนไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ เราสร้างเขื่อนกั้นน้ำเอาไว้เป็นการควบคุมพลังงานจากน้ำ เขื่อนภูมิพล กักน้ำเป็นจำนวนมาก น้ำข้างหน้าเขื่อนมีระดับสูง ข้างหลังเขื่อนระดับน้ำต่ำ ความต่างระดับนี้เรียกว่า พลังงานศักย์เมื่อเจาะรูเขื่อน น้ำจะไหลจากหน้าเขื่อน ซึ่งมีระดับสูงมายังหลังเขื่อนซึ่งมีระดับต่ำ เมื่อนำใบพัดไปขวางทางน้ำไว้ น้ำจะพัดให้ใบพัดหมุน เมื่อต่อแกนของใบพัดเข้ากับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องกำเนิดไฟฟ้าก็จะหมุน และจ่ายไฟฟ้าออกมา น้ำหน้าเขื่อนและหลังเขื่อนที่แตกต่างกันทำให้เกิดพลังงานศักย์ ซึ่งอาจเปลี่ยนให้เป็นพลังงานจลน์ได้ โดยปล่อยให้น้ำไหลจากระดับสูงลงไปสู่ระดับต่ำ พลังงานจลน์ที่ได้จากการไหลของน้ำเมื่อนำไปหมุนกังหัน ทำให้ได้พลังงานกล เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเปลี่ยนพลังงานกลให้เป็นพลังงานไฟฟ้า เครื่องจักรพลังน้ำ เครื่องจักรที่เปลี่ยนพลังงานที่ได้จากการไหลของน้ำมาเป็นพลังงานกล ได้แก่ พวกกังหันน้ำแบบต่าง ๆ กังหันน้ำอย่างง่ายได้แก่ กังหันน้ำสมัยก่อนซึ่งหมุนไปได้โดยการบังคับน้ำให้ไหลผ่านรางมาตกบนขอบวงล้อที่มีลักษณะคล้ายขั้นบันไดสำหรับรับแรงดันของน้ำ พลังงานกลที่เกิดขึ้นอยู่ในรูปของแรงหมุน ซึ่งจะไปหมุนเครื่องโม่แป้งหรือเครื่องสีข้าวโดยผ่านทางเพลาของวงล้อ กังหันน้ำสมัยใหม่มีหลักการเช่นเดียวกับกังหันน้ำสมัยก่อน แต่ดัดแปลงให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น แบ่งเป็นประเภทใหญ่ได้สองประเภท (๑) ประเภทหัวฉีด ประเภทนี้เรียกว่า กังหันอิมพัลส์ (impulse turbine) กังหันแบบนี้มีท่อและหัวฉีด ซึ่ง จะฉีดน้ำที่มีระดับน้ำสูง (head) เข้าไปที่ขอบของวงล้อเพลตัน (pelton wheel) ซึ่งตั้งตามชื่อ เลสตัน เอ. เพลตัน (Leston A. Pelton) ผู้ได้จดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์นี้ ในปี พ.ศ. ๒๔๒๓ น้ำที่ฉีดออกมาด้วยความแรง เมื่อชนใบพัดที่ติดอยู่ตามขอบวงล้อจะทำให้วงล้อหมุนไปในทิศทางเดียวกับน้ำที่ฉีด พลังงานของน้ำที่ไปหมุนวงล้อขึ้นอยู่กับค่าของระดับน้ำ ตามสูตร h = (Pc/infinity) + (Vc2/2g) เมื่อ h = ระดับน้ำมีหน่วยเป็นฟุต Pc = ความดันของน้ำก่อนเข้าฉีดตรงจุด C ตามรูปข้างล่าง หน่วยเป็น ปอนด์/ตารางฟุต infinity = น้ำหนักจำเพาะ (specific weight) ของน้ำ (ปอนด์/ลูกบาศก์ฟุต) Vc = ความเร็วของน้ำก่อนเข้าหัวฉีด จุด C ตามรูป (ฟุต/วินาที) g = อัตราเร่งเนื่องจากแรงดึงดูดของโลก (ฟุต/วินาที๒) (๒) ประเภทอาศัยแรงปฏิกิริยา ประเภทนี้เรียกว่า กังหันรีแอคชัน (reaction turbine) กังหันประเภทนี้ได้แรงหมุนมาจากแรงปฏิกิริยาที่โต้ตอบการไหลของน้ำ ซึ่งถูกเบี่ยงเบนไปจากแนวเดิมเมื่อไหลเข้าไปชนใบพัดของกังหัน ทิศทางในการหมุนของกังหันจะสวนทางกับทิศทางของน้ำที่เบี่ยงเบนออกไปจากใบพัด พลังงานของน้ำที่ไปหมุนกังหันขึ้นอยู่กับระดับน้ำตามสูตร h = (Pc/infinity) + Zc + (Vc2/2g) + (Ve2/2g) h = ระดับน้ำ มีหน่วยเป็นฟุต Pc = ความดันของน้ำตรงปากท่อเข้ากังหัน (จุด C ในภาพบน) หน่วยเป็นปอนด์/ตารางฟุต infinity = น้ำหนักจำเพาะของน้ำ หน่วยเป็นปอนด์/ลูกบาศก์ฟุต Zc = ความต่างของระดับน้ำจากน้ำใต้เขื่อนถึงตัวกังหัน หน่วยเป็นฟุต Vc = ความเร็วของน้ำก่อนเข้ากังหัน หน่วยเป็นฟุต/วินาที Ve = ความเร็วของน้ำหลังเขื่อน หน่วยเป็นฟุต/วินาที g = อัตราเร่งเนื่องจาแรงดึงดูดของโลก หน่วยเป็นฟุต/วินาที๒) กังหันรีแอคชันสมัยใหม่มีส่วนประกอบที่สำคัญ ๒ ส่วน คือ ครีบน้ำน้ำ (guide vane) ซึ่งอยู่กับที่ และ ครีบวิ่ง (runner) ซึ่งเป็นตัวเคลื่อนที่ ครีบนำน้ำจะทำหน้าที่ปิดเปิดและเบี่ยงเบนทิศทางของน้ำที่เข้าไปหมุนครีบวิ่ง ซึ่งก็เท่ากับควบคุมความเร็วและกำลังของกังหันนั่นเอง ครีบวิ่งของกังหันรีแอคชันมีสองแบบ คือ ก. แบบฟรานซิส (francis runner) ซึ่ง บี ฟรานซิส (B. Francis) วิศวกรชลศาสตร์ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๙๒ ลักษณะคล้ายวงล้อเกวียนอย่างวงล้อเพลตัน น้ำจะไหลเข้าไปตามรัศมีของวงล้อนี้ (randial flow) ก่อนที่จะไหลผ่านไป ข. แบบแคปแลน (kaplan runner) มีลักษณะคล้ายใบเรือจักรเรือยนต์ น้ำที่ไหลเข้าไปหมุนครีบวิ่ง จะไหลเข้าไปตามแกนของเพลากังหัน (axial flow) กังหันน้ำที่ใช้กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เป็นแบบกังหันรีแอคชัน ซี่งมีครีบวิ่งแบบฟรานซิสได้กำลังงานสูงสุดถึง ๑๑๕,๐๐๐ ล้านแรงม้า ระดับน้ำสูง ๑๒๓.๒ เมตร น้ำที่ไหลผ่านมีปริมาณ ๗๕.๘ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ความเร็ว ๑๕๐ รอบต่อนาที เหนือตัวกังหันขึ้นไป เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด ๗๕ เมกะวัตต์ สามารถจ่ายไฟฟ้าส่วนใหญ่ให้แก่ภาคกลางของประเทศได้ทั้งหมด การควบคุมและใช้ประโยชน์พลังงานจากเชื้อเพลิงมีอะไรบ้าง ดวงอาทิตย์ให้พลังงานความร้อนและแสงสว่างแก่พืชและสัตว์สัตว์กินพืชและกินสัตว์ด้วยกันเป็นอาหาร สัตว์ได้รับพลังงานโดยตรงจากดวงอาทิตย์ จากพืชและสัตว์ด้วยกัน เก็บพลังงานบางส่วนเอาไว้และจ่ายพลังงานบางส่วนออกมา พลังงานที่สัตว์ใช้ในการลากเกวียนหรืองัดซุง เรียกว่า พลังงานจลน์ พลังงานส่วนที่พืชและสัตว์เก็บสะสมไว้เรียกว่า พลังงานศักย์ เมื่อพืชและสัตว์ตายไปพลังงานศักย์ของพืชและสัตว์ตกอยู่บนดิน และทับถมอยู่ใต้ดิน เป็นถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ สิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ เรียกว่าเชื้อเพลิง ซึ่งเมื่อเผาไหม้จะให้พลังงานความร้อน แสงสว่าง และพลังงาน เสียงออกมา เมื่อใช้ความร้อนจากการเผาเชื้อเพลิงต้มน้ำให้กลายเป็นไอ ปล่อยไอให้ไปดันลูกสูบหรือกังหัน แล้วใช้ลูกสูบหรือกังหันหมุนล้อรถไฟ ทำให้รถไฟแล่นไปได้ อำนาจความร้อนต่อสารและการนำความร้อนมารใช้ประโยชน์ เมื่อสสารได้รับความร้อน โมเลกุลของมันจะสั่นสะเทือนและเกิดการเคลื่อนไหวทำให้สสารนั้นขยายตัว ในของเหลวและก๊าซ โมเลกุลจะเคลื่อนที่อย่างไม่เป็นระเบียบด้วยความเร็วสูง ทำให้เกิดแรงดันออกไปทุกทิศทุกทาง ถ้าทำให้ของเหลวหรือก๊าซได้รับความร้อนขณะที่อยู่ภายในที่จำกัด และให้ขยายตัวไปในทิศทางเดียว เราก็จะได้แรงดันที่มีค่าสูงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ให้หมุนเครื่องยนต์ หมุนกังหันได้ ดังนี้เป็นต้น กลจักรประเภทเผาไหม้ภายนอก กลจักรประเภทนี้มีแหล่งให้ความร้อนอยู่ภายนอกตัวเครื่องความร้อนจากแหล่งให้ความร้อนจะทำให้กลายเป็นไอ หรือเผาเชื่อเพลิงให้กลายเป็นก๊าซร้อน แล้วไอน้ำเดือดหรือก๊าซร้อนนั้นก็จะถูกส่งไปขับเคลื่อนกลจักรอีกต่อหนึ่ง ตัวอย่างของกลจักรประเภทนี้ ได้แก่ กลจักรไอน้ำ หรือที่เรียกว่า เครื่องจักรไอน้ำที่ใช้ในหัวรถจักรสำหรับลากจูงรถไฟ กังหันไอน้ำและกังหันก๊าซ เครื่องจักรไอน้ำสมัยโบราณ ได้แก่ กังหันไอน้ำที่ ฮีโร (Hero) นักปราชญ์ชาวกรีกได้ประดิษฐ์ขึ้นในราว ๑๐๐ ปี ก่อนคริสต์ศักราช อย่างไรก็ตาม เครื่องจักรนั้นยังดูเป็นของเด็กเล่นอยู่ เพราะยังใช้ทำงานอะไรไม่ได้ http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK1/chapter7/t1-7-l2.htm จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 07/02/2006 23:55 |
|
ข้อความ : การวัดความกดอากาศคืออะไร
ในวิชาอุตุนิยมวิทยา การวัดความกดอากาศมีความสำคัญมาก เพราะในบริเวณความกดอากาศสูง (high pressure) หรือแอนติไซโคลน (anticyclone) มักจะมีอากาศดีและสงบ ส่วนบริเวณความกดอากาศต่ำ(low pressure) หรือไซโคลน (cyclone) มักจะมีอากาศไม่ดี เช่น พายุ หรือฝน นักอุตุนิยมวิทยาใช้เครื่องมือ "บารอมิเตอร์" อย่างละเอียดสำหรับวัดความกดอากาศ หน่วยที่ใช้วัดความกดของอากาศนั้นอาจจะเป็นความสูงของปรอทเป็นนิ้วหรือเซนติเมตร ปอนด์ต่อตารางนิ้ว หรือกิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตรก็ได้ แต่ในปัจจุบันส่วนมากนิยมใช้หน่วยเป็นมิลลิบาร์ (millibar) เพราะเป็นหน่วยที่สะดวกกว่า ซึ่งเราจะเปรียบเทียบกันได้ตามหลักการคำนวณต่อไปนี้ ถ้าความสูงของปรอทเท่ากับ 76 เซนติเมตร เราจะคำนวณความกดของอากาศได้ดังนี้ ความกด = ความสูงของปรอท x ความหนาแน่นของปรอท x อัตราเร่งของโลก = 76 ซม. x 13.6 กรัม/(ซม.)('3) x 980.4 ซม./(วินาที)('2) = 1,013,341 ไดน์/ซม.('2) จากมาตรา 1 บาร์ (bar) = 1,000,000 ไดน์ต่อตารางเซนติเมตร 1 บาร์ = 1,000 มิลลิบาร์ 1 มิลลิบาร์ = 1,000 ไดน์ต่อตารางเซนติเมตร ฉะนั้น ความกดสูง 76 เซนติเมตรของปรอท = ความสูงของปรอท 29.92 นิ้ว = 1,013,341 ไดน์ต่อ 1 ตารางเซนติเมตร = 14.7 ปอนด์ต่อ 1 ตารางนิ้ว = 1,013.3 มิลลิบาร์ การวัดอุณหภูมิของอากาศมีความสำคัญอย่างไร การวัดอุณหภูมิของอากาศ อุณหภูมิเป็นสารประกอบสำคัญยิ่งอันหนึ่งในวิชาอุตุนิยมวิทยา นักอุตุนิยมวิทยาต้องการทราบอุณหภูมิของอากาศตามระดับต่างๆ ตั้งแต่ผิวพื้นโลกขึ้นไปยังระดับสูงถึง 20 กิโลเมตรหรือสูงกว่านั้น การวัดอุณหภูมิที่พื้นโลกอาจจะกระทำได้หลายวิธีด้วยกัน วิธีที่ปฏิบัติกันมากที่สุดคือการใช้เทอร์มอมิเตอร์ ซึ่งมีของเหลว เช่น ปรอท บรรจุในหลอดแก้วคล้ายๆ กับการวัดอุณหภูมิอย่างอื่นๆ บางครั้ง เมื่อต้องการทราบผลการบันทึกอุณหภูมิตลอดชั่วโมง หรือ ตลอดวันหรือนานกว่านั้น เราก็ต้องใช้เครื่องบันทึกอุณหภูมิได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งเรียกว่า "เทอร์มอกราฟ" (thermograph) นอกจากการตรวจอุณหภูมิดังกล่าวแล้ว นักอุตุนิยมวิทยายังต้องการทราบว่าในวันหนึ่ง ๆ อุณหภูมิของอากาศจะร้อนสูงสุดและเย็นต่ำสุดเท่าใด ในการนี้เราใช้เทอร์มอมิเตอร์สูงสุด (maximum thermometer) และเทอร์มอมิเตอร์ต่ำสุด (minimum thermometer) สำหรับตรวจค่าอุณหภูมิที่เราต้องการได้ การวัดทิศทางและความเร็วของลมสามารถทำได้อย่างไร ลม คือการเคลื่อนไหวของอากาศ ถ้าลมแรงก็หมายถึงว่ามวลของอากาศเคลื่อนตัวไปมากและเร็วในอุตุนิยมวิทยา การวัดลมจำต้องวัดทั้งทิศของลมและอัตราหรือความเร็วของลม สำหรับการวัดทิศของลมนั้นเราใช้ศรลม (wind vane) ส่วนการวัดความเร็วของลม เราใช้เครื่องมือที่ เรียกว่า "อะนีมอมิเตอร์" (anemometer) ซึ่งมีหลายชนิด แต่ส่วนมากใช้แบบใบพัดหรือกังหัน หรือใช้แบบถ้วยกลมสามใบและมีก้านสามก้านต่อมารวมกันที่แกนกลาง จากแกนกลางจะมีแกนต่อลงมายังเบื้องล่าง เมื่อกังหันหมุนจะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้เข็มที่หน้าปัดชี้แสดงความเร็วของลมคล้ายๆ กับหน้าปัดที่บอกความเร็วของรถยนต์ การวัดความเร็วและทิศของลม อาจทำได้โดยใช้เครื่องมืออีกชนิดหนึ่ง เรียกว่า "ใบพัดลม" ซึ่งสามารถวัดความเร็วและทิศได้พร้อมกัน ในการวัดความเร็วของลมมีหน่วยที่ใช้กันอยู่หลายหน่วย แล้วแต่ว่าผู้ใช้จะนิยมและสะดวกที่จะใช้หน่วยใด เช่น นอต หรือไมล์ทะเลต่อชั่วโมง กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไมล์ (บก) ต่อชั่วโมง นอกจากเครื่องวัดลมชนิดดังกล่าวแล้ว ยังมีเครื่องบันทึกความเร็วและทิศของลมอยู่ตลอดเวลาด้วย เครื่องบันทึกลมนี้เรียกว่า อะนีมอกราฟ (anemograph) ซึ่งสามารถบันทึกความเร็วและทิศของลมได้ตามที่เราต้องการ ประโยชน์ของการวัดปริมาณน้ำฝนคืออะไร และเครื่องวัดน้ำฝนมีกี่ชนิด ปริมาณน้ำฝนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสิ่งหนึ่งในอุตุนิยมวิทยา เพราะน้ำฝนเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการกสิกรรมและอื่น ๆ พื้นที่ใดจะอุดมสมบูรณ์และสามารถทำการเพาะปลูกได้หรือจะเป็นทะเลทรายก็ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในบริเวณนั้น เราวัดปริมาณน้ำฝนตามความสูงของจำนวนฝนที่ตกลงมาจากท้องฟ้าโดยให้น้ำฝนตกลงในภาชนะโลหะซึ่งส่วนมากเป็นรูปทรงกระบอกมีเส้นผ่านศูนย์กลางของปากกระบอกเป็นขนาดจำกัด เช่น ปากกระบอกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 นิ้ว หรือประมาณ 20 เซนติเมตร ฝนจะตกผ่านปากกระบอกลงไปตามท่อกรวยสู่ภาชนะรองรับน้ำฝนไว้ เมื่อเราต้องการทราบปริมาณน้ำฝน เราก็ใช้ไม้บรรทัดหยั่งความลึกของฝน หรืออาจใช้แก้วตวงที่มีมาตราส่วนแบ่งไว้สำหรับอ่านปริมาณน้ำฝน เป็นนิ้วหรือเป็นมิลลิเมตร สำหรับประเทศไทยวันใดที่มีฝนตก ณ แห่งใด หมายความว่ามีปริมาณฝนตก ณ ที่นั้นอย่างน้อย 0.1 มิลลิเมตร ขึ้นไป เพราะฉะนั้นในเดือนที่มีฝนตกโดยมีจำนวนวันเท่ากันก็ไม่จำเป็นจะต้องมีปริมาณน้ำฝนเท่ากัน และควรจะทราบด้วยว่า เมื่อทราบความสูงของน้ำฝน ณ ที่ใดแล้ว ก็อาจจะประมาณจำนวนลูกบาศก์เมตรของน้ำฝนได้ถ้าทราบเนื้อที่ของบริเวณที่มีฝนตก ในการรายงานปริมาณน้ำฝนนั้น จะรายงานว่าฝนตกเล็กน้อย ฝนตกปานกลาง ฝนตกหนัก หรือฝนตกหนักมาก แต่การที่จะตั้งเกณฑ์สากลที่เรียกว่า ฝนตกเล็กน้อย หรือตกปานกลางเป็นจำนวนเท่าใดหรือกี่มิลลิเมตรนั้น ไม่อาจจะกระทำได้ เพราะเหตุว่าสภาพของฝนแต่ละประเทศนั้นมีปริมาณไม่เหมือนกัน เครื่องวัดน้ำฝนมีอยู่หลายชนิด เช่น ๑. เครื่องวัดน้ำฝนแบบธรรมดาหรือแบบแก้วตวง (ordinary raingage) ๒. เครื่องวัดน้ำฝนแบบบันทึก (recording raingage) เป็นชนิดที่มีปากกาเขียนด้วยหมึก สำหรับบันทึกปริมาณน้ำฝนไว้เป็นเวลา 24 ชั่วโมงหรือตลอดสัปดาห์หรือนานกว่านี้ ซึ่งมีทั้งแบบชั่ง (weighing raingage) และแบบกาลักน้ำ (siphon raingage) http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK2/chapter4/t2-4-l1.htm จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 07/02/2006 23:59 |
|
ข้อความ : ไฟฟ้าจากพลังงานลม
เกื้ออนันต์ เตชะโต วิศวกรโครงการ มูลนิธิสถาบันประสิทธิภาพพลังงาน(ประเทศไทย) ข้อมูลจาก ส่วนค้นคว้าและพัฒนางานพลังาน สำนักศึกษาค้นคว้าและพัฒนาพลังงาน กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กองพัฒนาระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค งานพัฒนาพลังงานทดแทน กฟผ. พลังงานลมเป็นพลังงานทดแทนชนิดหนึ่งซึ่งได้มาโดยไม่ต้องเสียค่า พลังงาน และได้มีการพัฒนาใช้กันทั่วโลก ปัจจุบันมีการติดตั้งรวม 5,000 เมกะวัตต์ โดยขนาดใหญ่มักใช้ผลิตไฟฟ้า และขนาดเล็กใช้สูบน้ำในชนบท แต่การใช้ประโยชน์จากลมก็ต้องมีการจัดทำแผนที่ลมเพื่อทราบศักยภ าพของแต่ละพื้นที่ โดยจัดทำมาตั้งแต่ปี 2527 แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านคุณภาพและจำนวนเครื่องมือวัดทำให้ได้ข ้อมูลไม่ละเอียด กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานจึงได้ว่าจ้างบริษัท Fellow Engineers Consultant Institute (AEI) ประเทศ เนเธอร์แลนด์ให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ ธันวาคม 2544 ถึง 2543 โดยคัดเลือกข้อมูลจากเครื่องวัดความเร็วลมจาก สถานีของกรมอุตุนิยมวิทยา 70 สถานี และของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานอีก 23 สถานี ยอนหลัง 2-15ปี ซึ่งเป็นการตรวจวัดละเอียดระดับพื้นดิน ระดับสูงบนบอลลูน จากเรือเดินทะเล ประภาคาร ทุ่นทะเล และ ดาวเทียม โดยใช้โปรแกรม IDRISI และแบบจำลองการวิเคราะห์ข้อมูล Wind Map ศึกษาการกระจายตัว ความเร็ว และทิศทาง เพื่อหาความเร็วลมเฉลี่ย กำลังลมต่อหน่วยพื้นที่ ความถี่ระดับความเร็วลม ความถี่ทิศทางลม การเปลี่ยนแปลงความเร็วลมรายวันและปี และความยาวนานของลมสงบ แล้ววิเคราะห์ด้วยระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อจัดทำแผนที่ศักยภาพและคัดเลือกบริเวณที่จะใช้ประโยชน์ กฟผ.ได้ทดสอบกังหันลม 6 ชุด ซึ่งเป็นกันหันลมขนาด 10 กิโลวัตต์ และ 18.5 กิโลวัตต์ รวมกำลังผลิต 42 กิโลวัตต์ที่สถานีพลังงานทดแทน พรหมเทพ จังหวัดภูเก็ตเพื่อทดสอบเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ความเหมาสมสำหรั บระบบขนาดใหญ่ โดยผลิตร่วมกับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ กฟภ. ได้ศึกษาศักยภาพของทรัพยากรลมในพื้นที่ชายฝั่งภาคใต้โดยได้รับค วามร่วมมือจาก The United States Department of Energy (US.DOD) ศึกษาศักยภาพทรัพยากรลมและติดตั้งกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าจ่ายเข ้าระบบจำหน่าย โดยติดตั้งอุปกรณ์เครื่องวัดและเครื่องบันทึกที่ แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ชายหาด อ.สทิงพระ จ.สงขลา แหลมปะการัง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา และชายหาดบ้านราไวเหนือ อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล โดยติดตั้งบนเสาสูง 40 เมตรเพื่อวัดความเร็วลมที่ 20, 30, และ 40 เมตรตามลำดับ การใช้กังหันลมผลิตไฟฟ้าจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยทุก 1 กิโลวัตต์ชั่วโมง จะลดปริมาณ CO2 จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ 0.5-1 กิโลกรัม ลดก๊าซจากการผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินได้แก่ SO2, NO และฝุ่นรวม 7 กรัม ลดปริมาณโลหะในอากาศเช่น สารปรอท 0.1 กรัมและปริมาณขยะ (Solid Waste) เช่นขี้เถ้าจากการเผาถ่านหินได้ประมาณ 200 กรัม ข้อมูลจาก มูลนิธิสถาบันประสิทธิภาพพลังงาน (ประเทศไทย) จาก : บรรจง 06 - 7049941 - 08/02/2006 00:00 |